ตรุษจีนปลอดภัย..ตำรวจไทยให้ความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361221?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรุษจีนปลอดภัย..ตำรวจไทยให้ความเชื่อมั่น

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:18 น.
ตรุษจีน
เปิดอ่าน 178 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… ศุภชัย เพชรเทวี

แม้จะผ่านพ้นเดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีใหม่ แต่เทศกาลเฉลิมฉลองไม่ได้หมดแค่นี้ เนื่องจากยังมีเทศกาลปีใหม่ของคนเชื้อสายจีน หรือที่เรียกว่า “ตรุษจีน” โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถือเป็นเทศกาลสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเทศกาลสำคัญต่างๆตามประเพณีไทย เนื่องจากมีคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนไม่น้อยอยู่ในประเทศ

แน่นอนว่าทุกเทศกาลสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  มักมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีมาตรการรับมือ สร้างความเชื่อมั่น เพื่อภาพลักษณ์และความมั่นคงของประเทศ ยิ่งแล้วเป็นหน่วยงานรัฐอย่างตำรวจ โดยเฉพาะ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)

สำหรับประเทศไทย หากเอ่ยถึง “ไชน่าทาวน์เมืองไทย” ก็ต้องเป็นย่านเยาวราช โดยปีนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวโครงการ “แสดงความเชื่อมั่นในเทศกาลตรุษจีนและเทศกาล วาเลนไทน์ประจำปี 2562 เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” โดยมี พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.), กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการปกครอง และ กรุงเทพมหานคร จัดกำลังเจ้าหน้าที่ จำนวนกว่า 1,000 นาย ร่วมกับอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเข้าร่วมในพิธี

พล.ต.ท.ธีรพล บอกว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวาเลนไทน์ของทุกๆ ปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเพื่อการพักผ่อนและจับจ่ายซื้อสิ่งของ เพราะเป็นวันหยุดยาว ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนที่อาศัยอยู่ทั่วโลก ซึ่ง บช.ทท. และ สตม. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการให้ความปลอดภัยและบริการแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง จึงได้จัดพิธีปล่อยแถวแสดงกำลังสร้างความเชื่อมั่นในเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวาเลนไทน์ ปี 2562 โดยเยาวราชก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เราได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระดมกำลังเพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในช่วงเทศกาลนี้ จำนวนกว่า 1,000 นาย ร่วมกับอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ออกปฏิบัติการตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมวางมาตรการให้ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวาเลนไทน์ของนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีความสุข สนุกสนานและปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สิน” ผบช.ทท. ระบุ

ขณะที่ นายวีระศักดิ์ ย้ำว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยที่สร้างรายได้สำคัญให้แก่ประเทศ ฉะนั้น บช.ทท.จึงตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านทางประเพณีและวัฒนธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ให้ปี 2561 เป็นปี “ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” ดังนั้นการสร้างขวัญกำลังใจให้ทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รู้สึกเชื่อมั่นในความปลอดภัย สามารถขอความช่วยเหลือสร้างความอุ่นใจในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ตรุษจีนปีนี้ตำรวจไทยก็กวดขันเข้มงวดดังเช่นทุกปี สร้างความปลอดภัย ให้ความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ เห็นแบบนี้แล้วน่าจะสบายใจหายห่วง..!!

ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก กับฝุ่นพีเอ็ม 2.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361219?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก กับฝุ่นพีเอ็ม 2.5

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:13 น.
พีเอ็ม 25
เปิดอ่าน 272 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐานยังสร้างความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องจนต้องปิดโรงเรียนกันเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว และรณรงค์งดจุดธูปเทียนและเผากระดาษในเทศกาลตรุษจีน รวมถึงการฉีดน้ำลดฝุ่นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่หลายคนก็ยังตื่นตระหนกเพราะมีข้อมูลที่เผยแพร่ออกมามากมายจนก่อเกิดความหวาดกลัว สับสน โดยเฉพาะเรื่องระดับค่าของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่ามีความรุนแรงแค่ไหนกันแน่ และวิธีการป้องกันตัวเองและบุตรหลานที่มีประสิทธิภาพ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัด เวทีเสวนา “พีเอ็ม 2.5 ตระหนัก อย่างไม่ตระหนก” เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมกันเสนอหาทางป้องกันตนเองและผู้ป่วยที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในการเกิดผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้

ผศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า กลุ่มเสี่ยงนั้นได้แก่ เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และคนที่มีสุขภาพไม่ดี เช่น ผู้ป่วยโรคปอด โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ เป็นต้น คนเหล่านี้มีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบจากฝุ่นขนาดเล็กได้ทันทีทันใด เนื่องจากขนาดของฝุ่นนั้นเล็กมากจนสามารถผ่านเข้าไปได้ถึงปอดและกระแสเลือดได้จนอาจจะไปกระตุ้นให้อาการของโรคต่างๆ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กำเริบได้

ผศ.นพ.กมล กล่าวว่า “พีเอ็ม 2.5 เป็นปัญหาที่ใกล้ตัวที่เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันลดพีเอ็ม 2.5 และต้องระวังตัวเรา รวมถึงคนใกล้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง โดยใช้วิธี เลื่อน ลด ละ เลิก”

เลื่อน ปรับเวลาการเดินทาง เลี่ยงช่วงเวลาที่ค่าพีเอ็ม 2.5 สูง โดยเฉพาะเวลาเช้าและเวลาเย็นที่สภาพการจรารจรหนาแน่น เครื่องยนต์ปล่อยควันดำ กอปรกับสภาพอากาศนิ่ง การหมุนเวียนอากาศไม่ดี ทำให้ฝุ่นมีความเข้มข้นสูง ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลื่อนออกเดินทางไปเป็นเวลาอื่นแทน

ลด การออกนอกบ้าน ถ้าหากค่าพีเอ็ม 2.5 ขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หลักการสำคัญคือการไม่ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษมาก และต้องใส่หน้ากากให้ถูกต้อง ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ระวังมากจนเกินไป จนกักตัวอยู่ในพื้นที่จำกัดหรือบ้านที่การระบายถ่ายเทอากาศไม่ดี

และเมื่อค่าพีเอ็ม 2.5 สูงเกินมาตรฐานมากก็ควรจะมีการ ละ หรือ เลิก อาทิ งดกิจกรรมภายนอกอาคารกิจกรรมกีฬากลางแจ้ง ไปจนถึงงดการเรียนการสอน เป็นต้น

รศ.พญ.พรรณทิพา ฉัตรชาตรี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นหมอภูมิแพ้ พบว่าบางบ้านทำความสะอาดจนไม่เหลือฝุ่นแล้ว แต่เด็กก็ยังมีอาการภูมิแพ้กำเริบอยู่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องตระหนักถึงก็คือ “คุณภาพอากาศภายในอาคาร” (Indoor Air Quality) เพราะถึงแม้เราจะปิดหน้าต่างอยู่ในบ้าน แต่ภายในบ้านเองก็สามารถสร้างพีเอ็ม 2.5 ได้เช่นกัน ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น การสูบบุหรี่ การทำอาหาร เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือบ้านตั้งอยู่ใกล้ถนน เป็นต้น เพราะฉะนั้นการอยู่แต่ในบ้านก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป

“วิธีการป้องกันตัวเองจากฝุ่นละอองที่ดีที่สุดก็คืออยู่ให้ห่างจากจุดกำเนิดที่มีค่า พีเอ็ม 2.5 แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องยากที่เราจะหลีกเลี่ยง เราจึงควรที่จะป้องกันตัวเองให้มากที่สุดด้วยการใส่หน้ากากอนามัย”

รศ.พญ.พรรณทิพา แนะนำว่า หน้ากากอนามัยที่ดีไม่ใช่หน้ากากที่ราคาแพง แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ มีวาล์วระบายอากาศ ครอบได้พอดีกับใบหน้าและแก้มทั้งสองข้าง มีตัวกรองหลายชั้น เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ก็จะช่วยป้องกันฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากหน้ากากอนามัยแล้วเครื่องมือที่จะช่วยบรรเทาปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารได้บ้างก็คือ “เครื่องฟอกอากาศ” รศ.พญ.พรรณทิพา ได้แนะนำเกี่ยวกับการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศว่า ควรเลือกที่มีตัวกรอง HEPA Filter ซึ่งสามารถกรองได้ถึง 0.3 ไมครอน เป็นตัวกรองมาตรฐานที่ใช้กรองฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ หรือใช้ร่วมกับตัวกรอง Electrostatic Filter เป็นตัวกรองแบบประจุไฟฟ้า ซึ่งสามารถกรองได้ถึง 0.01 ไมครอน ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเราต้องดูแลรักษาสภาพของเครื่องโดยการเปลี่ยน HEPA ทุกๆ 6 เดือน

“ปัจจัยหนึ่งในการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศก็คือขนาดของเครื่อง ควรเลือกให้เมาะสมกับขนาดของห้อง และเมื่อเปิดใช้งานก็อย่าลืมปิดหน้าต่าง มิฉะเช่นนั้นนอกจากจะช่วยไม่ได้แล้ว ยังทำให้เครื่องเสื่อมเร็วอีกด้วย” รศ.พญ.พรรณทิพา กล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ “เครื่องวัดพีเอ็ม 2.5” และแอพพลิเคชั่น ที่หลายคนต่างก็พากันหาซื้อมาใช้เพื่อเฝ้าระวังวิกฤติในครั้งนี้ สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเข้มข้นของ พีเอ็ม 2.5 ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ให้ข้อสังเกตไว้ว่า เครื่องตรวจวัดพีเอ็ม 2.5 มีหลากหลายขนาดและราคา ต้องยอมรับว่าเมื่อราคาต่างกัน ประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ก็ต่างกันไปด้วย ซึ่งเครื่องที่ไม่แพงก็พอจะใช้ได้ แต่ก็อาจจะมีการคลาดเคลื่อนมากหรือน้อยไปตามลำดับ

ส่วนการดูค่าคุณภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชั่น ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เช่น ของกรมควบคุมมลพิษจะใช้บอกค่าเฉลี่ยรายวันของช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่ค่าแบบเรียลไทม์อย่างที่เข้าใจ ในขณะที่บางแอพพลิเคชั่นใช้บอกค่าเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

“ค่าในแอพพลิเคชั่นที่ขึ้นตัวเลขเล็กๆ 150 เป็นสีแดง ความหมายของ 150 สีแดงนั้นแปลว่า คุณจะต้องไปยืนอยุ่จุดนั้น 24 ชั่วโมง และจุดนั้นจะขึ้น 150 ตลอดเวลา คุณจึงจะเจอสีแดง นั่นคือความหมายของแอพพลิเคชั่น ดังนั้นเราควรจะอ่านให้เข้าใจเสียก่อนว่าข้อมูลนั้นๆ มีความหมายอย่างไรก่อนที่จะตระหนกไปเสียก่อน” รศ.ดร.สิริมา กล่าว

คู่เอกโคราช “ประเสริฐ” (พท.) ดวล “ประเสริฐ” (ชพน.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่เอกโคราช “ประเสริฐ” (พท.) ดวล “ประเสริฐ” (ชพน.)

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:08 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เพื่อไทย,ชาติพัฒนา
เปิดอ่าน 2,096 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ กกต.ยุคสีเขียว มีการแบ่งเขตเลือกตั้ง 14 เขต นครราชสีมา ทำเอาอดีต ส.ส.เพื่อไทยร้องจ๊าก เพราะมีการผ่าอำเภอขนาดใหญ่ออกไปอยู่ใน 3 เขตเลือกตั้ง อาทิ ผ่า อ.เมืองนครราชสีมา ให้เขตเลือกตั้งที่ 2 ไปรวมกับ อ.ด่านขุนทด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และผ่า อ.พิมายเป็น 3 เขตเลือกตั้ง ส่วน อ.สีคิ้ว อ.โนนไทย อ.ด่านขุนทด และอ.วังน้ำเขียว ถูกแบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้ง

การแบ่งเขตสุดพิสดารนี้ได้ส่งผลให้นักการเมืองรุ่นใหญ่ต้องมาวัดฝีมือกัน นั่นคือเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ และอ.สีคิ้ว (บางตำบล) ที่มีผู้สมัคร ส.ส.เขตระดับอดีตรัฐมนตรี ได้แก่ “ประเสริฐ บุญชัยสุข” อดีตรมว.อุตสาหกรรม พรรคชาติพัฒนา และ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีตรมช.คมนาคม และประธานส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย

ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย

เลือกตั้งปี 2554 ประเสริฐ บุญชัยสุข ชนะเลือกตั้งที่เขต 3 (อ.เมืองนครราชสีมา (บางตำบล) อ.ขามทะเลสอ และ อ.สูงเนิน (บางตำบล) ส่วน ประเสริฐ จันทรรวงทอง ชนะเลือกตั้งที่เขต 14 (อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน (บางตำบล) และ อ.ปากช่อง (เฉพาะตำบลจันทึก)

แต่การเลือกตั้งหนนี้ ประเสริฐ ค่ายเพื่อไทย ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อ อ.สีคิ้ว ถูกผ่าออกเป็น 2 เขตเลือกตั้ง  และเมื่อตรวจเช็กฐานคะแนน ในที่สุด ประเสริฐก็เลือกเขต 3 เพราะ 6 ตำบลของ อ.สีคิ้ว ถูกโยกมาอยู่เขต 3

อีกอย่างตระกูล “จันทรรวงทอง” มีบทบาททางการเมืองและงานสังคมในสีคิ้วมายาวนาน ตอนนี้ ปรีชา จันทรรวงทอง เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสีคิ้ว และสิทธิศักดิ์ จันทรรวงทอง เป็นประธานมูลนิธิพรหมธรรมสงเคราะห์ อ.สีคิ้ว

 สุวัจน์ นำทีมเปิดสาขาพรรคณ ที่สีคิ้ว

จะอย่างไรก็ตามในฐานะประธาน ส.ส. 14 เขต นครราชสีมา ของพรรคเพื่อไทย โดยประเสริฐ จะขอสู้สุดชีวิตเพื่อรักษาเก้าอี้ไว้ให้ได้ เพราะเป็น ส.ส.มา 4 สมัยแล้ว

ด้านพรรคชาติพัฒนา ประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต ส.ส.นครราชสีมา เดิมมีฐานเสียงหลักใน อ.เมืองนครราชสีมา แต่ถูกโยกไปอยู่ที่เขต 2 โชคดียังเหลือ อ.ขามทะเลสอ และ อ.สูงเนิน ประเสริฐจึงตัดสินใจเลือกเขต 3

เมื่อ 15 ธันวาคม 2561 สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา  พร้อมด้วยเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้เดินทางไปเปิดศูนย์ประสานงานสาขาพรรคชาติพัฒนาประจำ อ.สีคิ้ว เพราะพื้นที่นี้เป็นฐานเสียงใหม่ จึงต้องทำงานหนัก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์  หาเสียงช่วยประเสริฐ จันทรรวงทอง

การที่สุวัจน์ยกทัพใหญ่ไปสีคิ้วเหมือนส่งสัญญาณว่าศึกเลือกตั้งหนนี้ ประเสริฐ บุญชัยสุข จะแพ้ไม่ได้

นอกจากนี้พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “จันทิมา โกสินทร์รักษา” นายก อบต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน มาท้าชิงเก้าอี้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยส่ง “รักชาติ กิริวัฒนศักดิ์” ส.อบจ.โคราช เขต อ.สูงเนิน ลงชิงชัย ผู้สมัคร ส.ส.สองรายหลังนี้ อาจไม่ใช้เต็งหนึ่ง เต็งสอง แต่ก็สามารถเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย

ฉะนั้นสังเวียนโคราช 14 เขต ก็มีเขต 3 ที่จัดว่าเป็นมวยคู่เอก สมกับเป็นมวยรุ่นใหญ่ มากฝีมือ และน้ำเลี้ยงไม่มีติดขัด

ฝุ่นมหาภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นมหาภัย

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 07:58 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ฝุ่นมหาภัย,ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ย้ายฐานมาประจำการใน “คม ชัด ลึก” นับตั้งแต่วันนี้พบกันสัปดาห์ละ 5 วัน จันทร์ถึงศุกร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางรับเรื่องราวความทุกข์เดือดร้อน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบจะได้แก้ไขปัญหาต่างๆ

นอกจากนี้ยังจะได้สนทนาพูดจาแบบ ‘จับเข่าคุย’ คนกันเองมีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมทุกข์แบบ ‘ดับเครื่องชน’ และสำหรับท่านที่ต้องการส่งข่าวสารหรือระบายความในใจหรือพบเห็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลสามารถส่งมาได้ที่ oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยเฉพาะเขตเมืองหลวง กทม.และใกล้เคียงคือ ‘ฝุ่นพิษ’ ที่เรียกว่า พีเอ็ม 2.5 ซึ่งอยากจะเรียกว่าเป็นฝุ่นมหาภัย จนรัฐบาลประกาศมาตรการใช้กฎเหล็กแก้ไขหลายแบบ ซึ่งจะเป็นไฟไหม้ฟาง สั่งไปแล้วจะมีคนปฏิบัติได้หรือไม่ก็ต้องคอยดูชมกันต่อๆ ไป

เหมือนอย่างหลายๆ เรื่องที่มีแต่สั่ง แต่ไม่มีผู้ปฏิบัติเพราะต่างลอยตัวอยู่เหนือปัญหา-นี่แหละประเทศไทย

เท่าที่ติดตามข่าว นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ประกาศแบบแข็งกร้าวเข้มข้นดุดันว่าจะต่อสู้ทำสงครามกำจัดฝุ่นจนฮือฮากันทั่ว

สรุปประเด็นสำคัญที่อาจเป็นนโยบาย ‘ยาแรง’ เช่น ห้ามนั่งรถยนต์คนเดียว-กำหนดให้ใช้รถเลขทะเบียนวันเลขคู่-เลขคี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์วิกฤติฝุ่นมหาภัยนี้
รวมไปถึงส่งทหารเข้าตรวจโรงงานทั่วประเทศและบางกระแสข่าวบอกว่าอาจใช้มาตรา 44 จัดการ

‘ดับเครื่องชน’ มีคำถามว่าทำไมต้องใช้ทหารเข้าตรวจสอบทั้งๆ ที่มีหน่วยงานมากมายมีหน้าที่โดยตรงแสดงว่านายกฯ ไม่ไว้ใจข้าราชการพลเรือนแต่ต้องใช้ทหาร?

หลายวันที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปิดโรงเรียนในสังกัดและสถาบันการศึกษาก็มีการสั่งหยุดเรียนหยุดสอนเช่นกัน

สิ่งที่เป็นห่วงอย่างมากก็คือ รัฐบาลจะทำอย่างไร หากฤดูร้อนมาถึงซึ่งจะมีไฟป่าหรือหมอกควันปกคลุมอย่างที่เกิดขึ้นทุกปีทางเหนือ-อีสาน

ทางใต้ก็มีหมอกควันจากอินโดนีเซียเข้ามาหนักหนาสาหัส ขนาดต้องเปิดไฟหน้ารถวิ่ง

นี่คือปัญหาอีกระลอกใหญ่ที่กำลังตามมาและจะต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่นาทีนี้

ช่วงเวลานั้นจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งหวังว่ารัฐบาลป้ายแดงจะทำงานทัน

พูดถึงการแก้ไขปัญหามลพิษแล้ว อยากยกกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากประเทศญี่ปุ่นและจีน ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำงานคล้ายๆ กัน ทั้งๆ ที่สมัยก่อนก็เจอปัญหาร้ายแรงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ
โดยเริ่มที่ต้องจัดหาระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า-รถใต้ดิน-รถเมล์ไฟฟ้า ซึ่งลดควันจากท่อไอเสีย
ใครจะซื้อรถต้องมีที่จอดรถ ไม่ใช่เศรษฐีไทยที่มีรถเป็นโหลๆ

มีการตรวจสภาพรถสม่ำเสมอและตามเขตก่อสร้างมีระเบียบจัดผ้าใบคุลมตึกหรือรถบรรทุกออกจากไซต์งานต้องมีบ่อล้างล้อก่อน เพื่อชำระล้างดินโคลน ฝุ่นละออง แบบคนไทยล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน
รวมถึงการสร้างปอดคือสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้สองข้างถนนทั่วเมืองให้ช่วยฟอกอากาศบริสุทธิ์ แถมร่มรื่นสบายใจ สบายตา สบายอารมณ์
ทั้งหลายทั้งปวงต้องมีการใช้บังคับกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาไม่มีเส้นสายหรือข้อยกเว้น

ประเทศไทยของเรานี่ไม่เหมือนที่อื่นในโลกเพราะยังหาทางหลีกเลี่ยงกฎหมายและใช้เส้นและจ่ายเงินเพื่อกฎหมายเข้าไม่ถึง!

พรรคลำดับสองตั้งรัฐบาล!… ‘ลุงตู่-มาร์ค’ วางเกม’ชิงดำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคลำดับสองตั้งรัฐบาล!… ‘ลุงตู่-มาร์ค’ วางเกม’ชิงดำ’

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 07:53 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,รัฐบาล,เลือกตัง
เปิดอ่าน 3,257 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

ตามประเพณีปฏิบัติทางการเมืองที่เรายึดมากว่า 30 ปี พรรคการเมืองที่มีชัยชนะในการเลือกตั้งจะเป็นพรรรคหลักในการรวบรวมพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันคนของพรรคตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ประเพณีปฏิบัติดังกล่าวจะไม่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่มีการยึดถือเช่นนั้นหลังยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา

แต่การเลือกตั้งที่จะมาถึงวันที่ 24 มีนาคมนี้ ด้วยบริบท ทางการเมืองและกติกาเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเมืองในห้วง 30 ปีที่ผ่านมา ความเป็นที่ 1 ของชัยชนะหลังการเลือกตั้งไม่ได้เป็นสิ่งที่จะกำหนดได้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลและตัวแทนพรรคจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี กติกาในรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดว่าต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งมีเสียงรวมกันเท่ากับ 750 เสียง คนจะรวบรวมเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง นั่นคือ 376 เสียง และบรรยากาศการเมืองที่ยังคงเป็นรูปเดิมระหว่าง “เอา&ไม่เอาทักษิณ” ทำให้โอกาสของพรรคลำดับสองในชัยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตั้งรัฐบาลและผลักดันตัวแทนของพรรรลำดับสองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีมากกว่าพรรคลำดับที่หนึ่ง ยกเว้นพรรคลำดับที่หนึ่งจะชนะอย่างถล่มทลาย อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โม้ไว้ว่าจะได้ถึง 300 เสียง ซึ่งถ้าเป็นจริงพรรคลำดับหนึ่งก็ได้ตั้งรัฐบาลโดยมิต้องสงสัย

ในแวดวงการเมืองไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรือกล้าพนันว่า พรรคไทยรักไทยจะไม่ได้อันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยฐานที่มั่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังแข็งแกร่ง แม้มีหลายพรรคพยายามดูดอดีตส.ส.ไปสังกัดก็ตาม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนในแวดวงการเมืองฟันธงตรงกันว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่งส.ส.น้อยกว่าเดิม จากเดิมเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.เขต 204 ที่นั่ง และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 61 ที่นั่ง รวม 265 ที่นั่ง แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมกันที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มิใช่ขอแถมเพิ่มจำนวนส.ส.อีกต่อไป และระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวรวมทั้งการที่อดีตส.ส.เพื่อไทยถูกดูดไปมากมาย วงการเมืองจึงมองว่าอย่างไรเสียเพื่อไทยไม่น่าจะมีโอกาสถึง 200 เสียง ดีไม่ดีจะก้าวข้ามเส้น 150 ที่นั่งได้หรือไม่ (อันนี้ไม่รวมพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) และพรรคเพื่อชาติ+ประชาชาติ)

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐตั้งเป้าแย่งกันเป็นพรรคอันดับสอง โดยที่แต่ละพรรคหวังว่าใครถึง 120 ที่นั่งส.ส. พรรคนั้นจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล เพราะหากประชาธิปัตย์เป็นอันดับสอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็สามารถต่อรองได้กับทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ใครยอมประชาธิปัตย์ก่อนก็มาตั้งรัฐบาลร่วมกัน เช่นเดียวกันหากพลังประชารัฐเป็นอันดับสอง ประชาธิปัตย์ก็ยอมร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐโดยปริยาย เมื่อพรรคเข้าป้ายเป็นที่ 3 ไม่มีหนทางให้เลือกมาก ส่วนคนแดนไกลอย่างทักษิณ ชินวัตร อ่านหมากการเมืองนี้ขาดว่าถ้าไม่ชนะถล่มทลายหนทางที่จะเป็นรัฐบาลร่วมแบ่งปันอำนาจได้นั่นคือต้องดัน “ก้น” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีไปก่อน จึงยังไม่สรรหาตัว “จริง” ในการส่งชิงนายกรัฐมนตรีเสียที

เมื่อภาพการเมืองเป็นดังนี้ โอกาสของพรรคลำดับสองถือว่าดีที่สุด “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังตัดสินใจลงเป็นบัญชีนายกรัฐมนตรีในนามพลังประชารัฐ กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เบอร์เดียวของประชาธิปัตย์ จึงขอแข่งเป็นที่สองเพราะแค่ใครเป็นที่สองโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีเกินครึ่งทางแล้ว

‘จุติ ไกรฤกษ์’จังหวะและโอกาสของปชป.จากมุมมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘จุติ ไกรฤกษ์’จังหวะและโอกาสของปชป.จากมุมมอง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
จุติ ไกรฤกษ์,เลือกตั้ง,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 1,289 ครั้ง

“ประชาธิปัตย์เดินหน้าตามเป้า เราหวังได้ส.ส. 120-140 ที่นั่ง”

“การเลือกตั้งครั้งนี้มีคู่ต่อสู้ลงแข่งขันหลายพรรค ดังนั้นคะแนนเสียงของแต่ละพรรคที่ได้จะไม่ต่างกันมาก แค่เขย่งเท้าก็อาจชนะแม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ก็ตาม แต่ถ้าขยันลงพื้นที่พบประชาชนตลอดเวลาก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่ เลือกตั้งเที่ยวนี้ภาคเหนือพรรคประชาธิปัตย์จะไม่หนีไปจากยุคที่พรรคเคยมีรัฐมนตรีในภาคเหนือ วันนี้ฟ้าเปิดแล้ว สวรรค์เข้าข้างพวกเรา ทำงานหนักก็มีกุญแจขยันลงพื้นที่บ่อยๆ ไม่ต้องใช้เงินก็เป็นส.ส.ได้ ขอเพียงให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจประชาชนเท่านั้น”

ข้อความช่วงหนึ่งซึ่ง “จุติ ไกรฤกษ์” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวไว้ที่ จ.เชียงใหม่ กับสมาชิกพรรคหลังสัญญาณการหาเสียงถูกปล่อยขึ้น

คำพูดดังกล่าวบางคนสงสัยว่าภาคเหนือ 16 จังหวัดที่มี 62 ส.ส. ให้ชาวบ้านคัดเลือกเเละตัดสินใจเลือกผู้เเทนฯ ด้วยบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบที่เลือกทั้งคนเเละพรรคในคราวเดียวนั้น ปชป.จะมีโอกาสเพียงใดในพื้นที่นี้…

อย่าลืมว่า…ภาคเหนือกับพรรคสีฟ้าเสมือนทางคู่ขนานในช่วงสิบกว่าปีมานี้ ปชป.เเทบปักธงเพิ่มไม่ได้เลยเว้นเเต่จังหวัดที่มีเเกนนำพรรคเป็นส.ส.อยู่

วันนี้ 104 พรรคที่มีในสารบบ มีการประเมินกันว่าหนึ่งเขตเลือกตั้งอาจจะมี 20 พรรคขึ้นไปส่งผู้สมัครส.ส.เเบบนี้ “คะเเนนจะเเตก” ฉะนั้นใครมีฐานคะเเนนเดิมเเละชิงเเต้มเพิ่มได้ก็มีโอกาสชนะ ปชป.พร้อมส่ง 350 เขตเเละ 150 ปาร์ตี้ลิสต์ ดังนั้นโอกาสของพรรคนี้มีเเค่ไหน ? เเม่บ้านพรรคจะอธิบายความ

จุติ กล่าวว่า “ปี 2548 กระเเสทักษิณฟีเวอร์มาเเรง ปี 2554 พวกผมเเละผู้สมัครส.ส.ภาคเหนือลงพื้นที่เเทบไม่ได้ ยอดส.ส.จึงไม่เพิ่ม เเต่คราวนี้ผู้สมัครเเละเเกนนำพรรคลงพื้นที่ได้ ไม่มีการต่อต้าน เเบบนี้ฟ้าเปิดโอกาสไหม? เปิดให้ทุกพรรคนะ ยอมรับว่ากระเเสทักษิณวันนี้ยังเเข็งเเกร่งอยู่เเต่ไม่เเรงเท่าเมื่อก่อน โอกาสของพวกผมในภาคนี้คือชิง 40 เก้าอี้มาจากเเชมป์เก่า (ปชป.มีอดีตส.ส.ในภาคนี้ 22 คน) สิ่งที่ผมบอกว่าวันนี้ฟ้าเปิดนั้น เมื่อก่อนเเข่งขันกันสองพรรค  เเต่วันนี้ในเเต่ละเขตเเข่งขันอย่างน้อยสี่ถึงห้าพรรคต่อหนึ่งเขต ฉะนั้นคะเเนนที่คนชนะเลือกตั้งจะอยู่ราวๆ 25,000-30,000 คะเเนนเศษ มันจึงเป็นโอกาส

“ไปดูเลย เมื่อก่อนนะ 35,000 คะเเนนยังเเพ้ เพราะเเข่งกันหลักๆ สองพรรควันนี้มีหลายพรรคโอกาสจึงเปิด สมมุตินะ พรรคผมชนะในหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง เอาไม่มาก 15-20 คะเเนนต่อหนึ่งหน่วย หนึ่งเขตเลือกตั้ง พรรคผมชนะไหม? วิธีที่พรรคจะชนะคือเสนอนโยบาย ผู้สมัครลงพื้นที่เเนะนำตัวเเละสื่อสารกับชาวบ้านในเขต เเบบนี้จะเขย่งชนะได้ อย่าลืมว่าคะเเนนพื้นฐานของพรรคเเค่ละเขตนั้นมีราวหนึ่งหมื่นคะเเนนเศษ เราเป็นผู้ท้าชิงก็ต้องไปหาเพิ่ม เงินสำหรับการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญเเต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในวันนี้เพราะคสช.กับกกต.เอาจริง ภาคเหนือนั้นเรามีอดีตส.ส.เเละอดีตรัฐมนตรีหลายคน ที่ผ่านมาอาจวางมือเเต่พวกเราไปพบเเละประสานเเล้วพวกเขายินดีหนุนคนหน้าใหม่ของเรา”

ส่วนภาพรวมทั่วประเทศเเละความพร้อมของพรรคปชป.นั้น จุติบอกว่า “กระเเสพรรคไปได้ดี พรรคเราไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยโดนยุบ ยอมรับว่าที่ผ่านมาคนบางส่วนเบื่อพรรคเราเพราะเราเก่าเเก่เเละบางคนไปเห่อของใหม่ เเต่คราวนี้พวกเรามีความหวัง 4 ปีเศษหัวหน้าพรรคเดินสายพบผู้ประกอบการเเละกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 200 กลุ่ม รับฟังมุมมองเเล้วมาเเจ้งพรรคให้สังเคราะห์จนเป็นนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงคราวนี้ สิ่งที่บอกไปนั้นทำได้จริง เป็นระบบเเละชัดเจนสุด รวมทั้งเราให้พื้นที่คนหน้าใหม่เเละรุ่นใหม่การเมืองทุกอาชีพเเละทุกวัยลงสมัคร พรรคจึงมีความหลากหลาย”

เมื่อก่อนนั้นปชป.คือคู่เเข่งโดยตรงของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชนเเละเพื่อไทย โดยกระเเสทักษิณเเละนโยบายพรรคที่ส่งผลให้ปชป.คว้ารองเเชมป์มาหลายครั้ง วันนี้สิ่งเหล่านี้ยังบังเกิดในเวทีการเมืองเเละปชป.ยังรับผลกระทบหรือไม่? จุติยอมรับว่า “กระเเสดังกล่าวยังมีเเละดีอยู่ เเต่ไม่เหมือนเมื่อก่อนไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเเล้ว วันนี้มีพรรคใหม่เกิดขึ้นมา (พลังประชารัฐ) เเละมาร่วมชิงดำด้วย รวมทั้งพรรคอื่นๆ มาช่วยตัดเเตัมจากเเชมป์เก่า (เพื่อไทย) เลือกตั้งครั้งนี้ตัดเเต้มกันทุกพรรค ปชป.คือหนึ่งในผู้ท้าชิงเหมือนพรรคอื่นๆ เเต่เราเตรียมผู้สมัครเเละนโยบายมาดีรวมทั้งระบบบริหารที่ลงตัว เราพรัอม”

ส่วนคลื่นใตัน้ำที่เคยเกิดขึ้นในพรรคในช่วงที่ผ่านมานั้น วันนี้สภาพเป็นอย่างไรนั้น? จุติบอกว่า “ทุกอย่างในพรรคจบเเล้ว ไม่มีในสิ่งที่ถาม บางคนที่เคยก่อคลื่นดังกล่าววันนี้ย้ายออกไปเเล้ว พรรควันนี้มีอย่างเดียวเดินหน้าเลือกตั้ง”

ส่วนความหวังหลังเเสดงความพร้อมนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า “เดินหน้าตามเป้าเราหวังได้ 120-140 ส.ส.”

ส่วนที่มีกระเเสข่าวว่าปชป.อาจจับมือบางพรรคตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดบางพรรคที่หนุนคสช.? จุติตอบว่า “ไม่มี ผมหวังอันดับ 1 เอาง่ายๆ จากกระเเสข่าวที่ว่าปชป.จะจับมือเพื่อไทย ถามว่าวันนี้เพื่อไทยมีพรรคสาขากี่พรรค ทุกคนรู้ ให้คาดรวมส.ส.ของพรรคเหล่านี้ที่จะได้น่าจะราวๆ 200 คน เเปลว่าเพื่อไทยน่าจะได้ 100 คนเศษ ผมหวังเป้าในข้างต้น ปชป.ก็คือพรรคอันดับหนึ่งใช่ไหม เราอาจชนะเพื่อไทย 5-10 เสียง หรือเลวร้ายสุดเราได้อันดับสองเเละไม่ห่างจากอันดับหนึ่งมากนัก สำหรับพรรคใหม่นั้น (พปชร.) วันนี้พรรคนี้ในสายตาชาวบ้านที่ผมฟังมา พรรคนี้ชาวบ้านบอกว่าคือพรรคทหาร หากเเกนนำพรรคตอบโจทย์นี้แก่ชาวบ้านได้ ทุกอย่างจบเลย เเต่ต้องตอบให้ได้นะ ประเมินกันเเล้วพรรคนี้มีทุนมากกว่าพวกเรา 15 เท่านะ ความพร้อมของพวกเขามีมาก เเต่เอาง่ายๆ เราสู้ตามวิธีของปชป.เเละยึดประชาธิปไตย พวกเขา (พปชร.) นั้น วันนี้เข้มเเข็ง เพื่อไทยก็เเกร่งอยู่”

รอดูว่าความพร้อมของปชป.ตามที่เเม่บ้านพรรคประเมินไว้ ผลสุดท้ายจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่…

นี่หรือ… คนที่รัก พรรคที่ใช่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นี่หรือ… คนที่รัก พรรคที่ใช่?

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:40 น.
เลือกตั้ง 2562,แคนดิเดตนายกฯ,พรรคการเมือง
เปิดอ่าน 3,837 ครั้ง

ทุกพรรคล้วนมั่นหน้า มั่นใจ ว่านี่แหละคือกะทิครีมข้นของพรรค มาดูกันว่าแต่ละพรรคมีใครกันบ้าง

ลุ้นสุดๆ กับการเลือกตั้งใหญ่ที่คนไทยห่างหายไปนาน แต่ลุ้นยิ่งกว่า ก็หน้าตาว่าที่นายกฯ คนใหม่ของหลายค่าย ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ บอกไม่ถูกว่าจะรักคนไหน เลือกกาใครดี

เพราะทุกพรรคล้วนมั่นหน้า มั่นใจ ว่านี่แหละคือกะทิครีมข้นของพรรค แถมบางพรรคไม่ได้มีผู้กล้าคนเดียว แต่ส่งตัวเลือกมาเพียบ มาดูกันว่ามีใครกันบ้าง

คมเข้มจัดเต็ม

ถ้าพูดถึง พรรคเพื่อไทย” ยังไงจุดขายเดิมว่าเป็นพรรคนายใหญ่ก็ยังแข็งปึ้กในรากหญ้า แถมโวเต็มที่ว่านโยบายร่างเสร็จไม่รอแล้วนะ

  

ล่าสุดประกาศชื่อสามแคนดิเดตนายกฯ มาแล้วคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และที่เซอร์ไพรส์โค้งสุดท้ายคือ ชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อีกด้วย

พรรคยืนยันว่าสามคนนี้มิได้มีการเรียงลำดับความฮอตแต่อย่างใด ทุกคนเท่าเทียมกันหมด

 ยืนหยัด ชัดเจน

มาถึง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังแน่วแน่กับคนเดิมคนเดียวคนนี้ หัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

รายนี้จุดขายวันนี้ไม่น่าใช่ความหล่อ แต่อาจเป็นดีกรีอดีตนายกฯ ผู้มากประสบการณ์คนหนึ่งทั้งในยามบ้านเมืองปกติและไม่ปกติ

ใครรักพี่มาร์ค คิดดีๆ เพราะผลเลือกตั้งหนนี้ ว่ากันว่าถึงกับเดิมพันตำแหน่งนายหัวใหญ่ของพรรคสะตอเลยทีเดียว

 ฉันเลย OK

เชื่อว่าที่สุดแล้ว พรรคพลังประชารัฐ” แคนดิเดตนายกฯ ก็หนีไม่พ้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะเปิดปากโอเค (ซะที) ตามขันหมากที่แกนนำพรรคเดินทางไปสู่ขอถึงทำเนียบเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

และแน่นอน จุดขายกับดีกรีความเป็นนายกฯ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ราศีของ “ผู้นำ” ยังคงสาดแสงอยู่บนตัวของบิ๊กตู่เต็มๆ

  

อีกคนที่พรรควางไว้คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดีกรีรัฐมนตรีกุนซือเศรษฐกิจ เป็นนักคิด นักวางแผน คนไทยเห็นฝีมือชั้นเชิงมาตั้งแต่สมัยอยู่พรรคไทยรักไทยแล้ว

เพียงแต่ตลอดมา อยู่เป็นแบ็กอัพใครต่อใครเสียจนเหมือนบทบาท “ขงเบ้ง” ที่ให้ฉลาดยังไง ก็ยังอยู่ในฐานะกองหนุนของ “เล่าปี่”

ส่วน อุตตม สาวนายน ก็มีอยู่ในรายชื่อแคนดิเดต หากหลายคนมองว่า ตัวจริงตัวลุ้น…น่าจะสองคนแรกมากกว่า

ภูมิใจ หนูทำได้

เอาจริงๆ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ประกาศ “พร้อมเป็นนายกฯ” พูดมานานชนิดที่ว่าถ้าเก้าอี้นายกฯ ให้คนยกมือก่อน เสี่ยหนูชนะขาด !

วันนี้หัวหน้า พรรคภูมิใจไทย” คนนี้ ยังคงประกาศสู้ศึกด้วยความพร้อมของผู้สมัคร ส.ส.ครบหมดทุกเขต และยังคงยืนยันคำเดิมว่า

“รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะมีการเสนอเพียงรายชื่อเดียวคือ…ผม !”

หน้าใหม่ (ไม่ไร้เดียงสา

นี่คืออีกพรรคที่ไม่กั๊ก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า พรรคอนาคตใหม่” คือตัวแทนที่จะกระชากเก้าอี้นายกฯ มาจากนักการเมืองเก่าหน้าเดิมๆ

วันนี้ หนุ่มส้มหวานคนนี้ไม่น่าจะไร้เดียงสาทางการเมืองแล้ว เพราะเห็นลีลาตำส้มตำในตลาดสดแห่งหนึ่งที่ถิ่นสะตอสุราษฎร์ธานีไม่กี่วันมานี้ บอกเลย “หรอยอย่างแรง”

น้าชาติฝากไว้

มาถึง พรรคชาติพัฒนา” ที่ยังคงกลิ่นอายของการเมืองยุคเก๋าในสมัยน้าชาติ หรือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้ก่อตั้งพรรค

เพราะวันนี้ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณ และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ขอเป็นตัวเลือกหนึ่งเดียวของพรรคในการนั่งเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป

แถมเอาสโลแกน “No Problem” ของน้าชาติ ปลุกสนามรบเป็นสนามการค้ามาหาเสียงอีกด้วย

เรา” สองสามคน

ถ้าพูดถึงการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พรรคประชาชาติ” ภาคภูมิใจเสนอสุดๆ กับภาพของรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ที่แกนนำพรรคบอกว่านี่คือ พหุสังคมวัฒนธรรม เรียงลำดับดังนี้

 

  

1.วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค ศาสนาอิสลาม 2....ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ศาสนาพุทธ และ 3.ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรค ศาสนาคริสต์

เสรีรวมไทยไปต่อ

หลังเปิดตัวช่วงปีที่แล้ว วันนี้ พรรคเสรีรวมไทย” ที่มีแคนดิเดตนายกฯ มาตั้งแต่เปิดตัวว่าเป็นคนชื่อ พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็ยังคงลงพื้นที่หาเสียงอยู่

แต่ที่แน่ๆ ดีกรีวีรบุรุษนาแกยังขายได้อยู่ กับความเป็นคนลุยงานตัวจริง “ถ้าได้ผมเป็นนายกฯ รับรองไม่เหมือนเดิม ผมทำงานเป็น ผบ.ตร. ทำงานแค่ปีเดียว ตำรวจยังบอกว่าเป็นอธิบดีทำงานได้เกือบเท่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ”

หนูนามาแล้วจ้า

มาที่ พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่า กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค คือแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวของพรรคนี้

ล่าสุดแม้เจ้าตัวยังตอบกั๊กๆ เหมือนเกรงใจใคร แต่สำหรับพรรคที่ยังคงจุดขายของตำนานมังกรสุพรรณ บรรหาร ศิลปอาชา” ความเป็นทายาททางสายเลือด ย่อมขายได้เสมอในสนามการเมือง

 คิดใหม่ จากคนเก่า

          “พรรคไทยรักษาชาติ” ณ วันนี้ (1 ก.พ.ปิดต้นฉบับ) ยังไม่เห็นตัวเลือกที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่เรารู้กันดีว่านี่คือพรรคแตกหน่อของเพื่อไทย

อย่างที่เห็นว่า ..ปรีชาพล พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค แต่ภาพซ้อนทับที่มีเก๋าๆ อย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ และเคยรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ทำให้แฟนคลับเพื่อไทยอดเทใจไปยังพรรคนี้ไม่ได้

และมีความเป็นไปได้ที่คนใหญ่แปดริ้วคนนี้แหละที่จะถูกเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้า ทษช.ในไม่ช้านี้

ขอเชียร์ลุงตู่

หลัง “สู้ไม่ถอย” ในฐานะแกนนำ กปปส. วันนี้เปลี่ยนมาเป็น “เดินไม่หยุด” พรรครวมพลังประชาชาติไทย” สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรค

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นั้น ล่าสุด ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค ออกมายืนยันว่าไม่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพราะตั้งใจมาแบ็กอัพบิ๊กตู่โดยเฉพาะ !

   ใครเป็นใครเห็นหน้ากันไปแล้วตามต้น แต่บางพรรคจะชัวร์หรือไม่แน่ คนไทยไม่ต้องกลัว ไม่เกินวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ “รู้เรื่อง” เพราะเป็นวันสุดท้ายที่พรรคการเมืองจะต้องยื่นรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ศึกชิงเจ้าปฐพี “ลุงตู่” สู้ “ชัชชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361123?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชิงเจ้าปฐพี “ลุงตู่” สู้ “ชัชชาติ”

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:30 น.
พลเอกประยุทธ์ จันทร์,นายกรัฐมนตรี,แคนดิเดตนายกฯ,เลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย
เปิดอ่าน 3,291 ครั้ง

พูดกันแมนๆ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองไทยประดามีเวลานี้ อดที่จะเอ่ยถึงสองคนที่ต่างเป็น “หน้าใหม่มาแรง” ทั้งคู่

คนหนึ่งคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังนั่งเก้าอี้บริหารประเทศอยู่ในปัจจุบัน หาก “พรรคพลังประชารัฐ” เพิ่งส่งเทียบเชิญให้มาเป็นเบอร์ 1 ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นอกเหนือจากอีกสองลำดับ

อีกคนคือ ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ อดีตรัฐมนตรีที่คนไทยยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ผู้เป็น “หนึ่งในสาม” ตัวเลือกแคนดิเดตนายกฯ ของ “พรรคเพื่่อไทย”

ที่ต้องบอกว่าเป็นหน้าใหม่ เพราะที่ผ่านมาพวกเขายังไม่เคยลงสนามเลือกตั้ง ชนิดคลุกฝุ่นเดินหาเสียง เฉกเช่นแคนดิเดตรายอื่นมาเลยในชีวิต แต่พอเปิดตัวมาว่าจะเอาเท่านั้น เสียงตอบรับกลับล้นหลาม !

          ก็ไม่รู้เพราะเกิดปีมะเมีย พลังม้าเหมือนกันทั้งคู่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หากเทียบฟอร์ม เทียบมวยแล้ว ต่างก็มีจุดอ่อนจุดแข็งพอฟัดพอเหวี่ยงกันไม่น้อย

 พลังนายกฯ สุดขลัง

ถ้ามองที่ “จุดแข็ง” มีการวิเคราะห์จากนักข่าวสายทหารว่า หากวัดที่ตัวบุคคล บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอนมาแต่ไกล ทั้งเรื่องบารมี ความหนักแน่น

กับลีลาที่พูดจาโผงผาง เสียงดัง ถูกใจคนไทยหลายคนอยู่พอสมควร ที่สำคัญบิ๊กตู่เคยถามว่าเมืองไทยขาดทหารจะอยู่ยังไง ดังนั้นกับคอนเน็กชั่นสายเขียวบอกเลย ปึ้ก” น่าจะทำให้รัฐบาลที่มีนายกฯ ชื่อประยุทธ์แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จนเรียกความเชื่อมั่นจากคนไทยและชาวต่างชาติกลับมาได้

ที่น่าสนใจคือ พอเอาเข้าจริงๆ คนไทยเมื่อได้ยินว่า พรรคพลังประชารัฐ” เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดต ก็มิได้เกิดแรงต้านมากมายอย่างที่คาดการณ์กัน

ก็ไม่รู้เพราะทำใจไว้นานแล้ว หรือเพราะบารมี ราศี ของความเป็น ผู้นำ” ที่ถือไพ่อยู่ขณะนี้ กับสไตล์การบริหารแบบบิ๊กตู่กันแน่ ต้องติดตามกันดู

แต่ที่แน่ๆ ถ้าไปดูในเรื่องความพร้อมสู้ศึก พรรคพลังประชารัฐก็แน่น แม้วันนี้จำนวน ส.ส.ไม่เท่า “พรรคเพื่อไทย” แต่ก็ไม่ห่างกันมากนัก (โดยไม่ต้องพูดเรื่องจำนวน ส.ว. ที่ว่ากันว่าจะมาเป็นกองหนุน จนทำให้พรรคอื่นใจฝ่อด้วยซ้ำ)

          ที่เหลือคือความขยันลงพื้นที่ ว่าลีลาจะได้ใจเหมือนพรรคเก๋าๆ อื่นๆ หรือไม่ แต่ดูหน้าตาลูกพรรคที่ถูกไดโว่ดูดมาแล้ว ก็เห็นอยู่ว่าชั่วโมงบินทางการเมืองเพียบ !

ส่วนหากไปดูที่ “จุดอ่อน” ก็คงเป็นเรื่องเดียวกันกับจุดแข็ง กับความโผงผางของบิ๊กตู่ บางครั้งก็ดูดุดัน เข้าถึงยาก ไม่น่ารัก

แถมถ้าบิ๊กตู่เอาแน่กับการขอเสนอตัวเป็นนายกฯ แม้จริงอยู่ที่ว่าจะไม่ออกหาเสียงในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ด้วยเพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังค้ำคออยู่

แต่ยังไง คู่แข่งย่อมถามหาความยุติธรรมเสมอภาคแน่นอนอยู่แล้ว เนื่องจากยังมีคิวประชุม ครม.สัญจร ซึ่งอาจเข้าข่ายการใช้ช่องโหว่หาเสียง

           หลายคนแนะนำว่า ถ้าบิ๊กตู่ยืนยันจะยึดโมเดล “บารัก โอบามา” ที่ไม่ลาออกจากเก้าอี้ผู้นำแม้ในเวลาเลือกตั้ง เช่นนั้นหากเป็นไปได้ควรงด ครม.สัญจรไปเลย กันพลาด

ดังนั้น นับเดือนต่อจากนี้ คนใกล้ตัวบิ๊กตู่ต้องจับตาระแวดระวังกันให้มาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง “ฝุ่นจิ๋ว” ที่ไม่จิ๋วสมชื่อ ใครจะรู้ว่า อาจทำตกม้าตายเอาซะดื้อๆ ต้องดูดีๆ

พลังสายแกร่งสุดป๊อป

วัยห่างกัน 1 รอบ แต่รุ่นหลังอย่าง ทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เคี้ยวกันได้ง่ายๆ

แน่นอน “จุดแข็ง” ของพรรคที่ไม่เถียงเลย กับแบ็กอัพพรรคการเมืองใหญ่ เคยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 4 คน

หากมองจำนวน ส.ส.และความช่ำชองในการลงพื้นที่หาเสียงพรรคนี้ยิ่งนำขาด อย่างที่เห็นภาพชัชชาติเกี่ยวก้อยคู่ไปกับ คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอีกคน ก็ทำให้แฟนคลับประทับใจสุดๆ เพราะได้เจอ ซุปตาร์” พร้อมกันถึงสองคน

โดยเฉพาะฝ่ายชัชชาติ อย่างที่รู้กันว่า ฉายา รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” นั้นมาจากแฟนคลับที่ตั้งให้ มันย่อมสะท้อนถึงบทบาทในการทำงานในฐานะรัฐมนตรีอยู่แล้ว

หรือโพลล์สำรวจก่อนหน้านี้ของพรรคที่ระบุว่าหากชูคุณหญิงหน่อยเป็นนายกฯ จะได้ 190-200 ที่นั่ง ขณะที่เป็นชัชชาติจะได้ 220 ที่นั่ง

ที่สำคัญ “ชัชชาติ” ไม่ได้ใหม่โนเนม 100% เพราะเขาคือคนที่ได้รับการยกหูทาบทามจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ด้วยตนเอง ให้มาช่วยงานในกระทรวงคมนาคม

แต่ถ้าย้อนไปอีก ที่จริงเขายังเคยช่วยงานที่ปรึกษาในกระทรวงคมนาคมตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แถมยังมาทำโดยที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ด้วยซ้ำ

          ถ้าเทียบฟอร์มของ “นายกรัฐมนตรี” ที่สั่งการ รอรับรายงาน และขึ้นโพเดียม กับ ฟอร์มของอดีตรัฐมนตรี ที่เคยแสดงบทบาทในการผลักดันเมกะโปรเจกต์เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย ถามว่าอันไหนได้ อันไหนโดน คนไทยลองคิดกันดู

ที่ได้ใจอีกอย่างคือ ชัชชาติมีความเป็นคนที่ติดดินเข้าถึงง่าย และไม่ดุ! แต่คนไทยบางคนก็ไม่เห็นว่าตรงนี้จะสำคัญตรงไหน

ที่นี้ เมื่อหันไปดู “จุดอ่อน” ถ้ายกเอาคำพูดของเขาเองก่อนหน้านี้ว่า คนไทยรู้จักเขาแต่ในเฉพาะโลกโซเชียล ส่วนคนต่างจังหวัดไม่ค่อยรู้จัก

ส่วนเจ๊หน่อยต่อให้ได้ชื่อว่า “เจ้าแม่กทม.” แต่เรื่องท้องไร่ท้องนา ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง ทีนี้พอนึกภาพเวลาออกพื้นที่ทุ่งหญ้าป่าเขากับคุณหญิงหน่อย กลัวว่าชัชชาติเหมือนกองหนุนซะมากกว่า

ภาพ : เฟซบุค ทีมสุดารัตน์-ชัชชาติ

ขณะเดียวกัน จุดอ่อนหนึ่งที่คนไทยก็ใช่ว่าไม่รู้และสัมผัสได้ ก็คือเสถียรภาพภายในพรรคเพื่อไทย

เพราะเมื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคนี้ ดูย้อนแย้งตรงที่ว่า คุณหญิงหน่อยชาวบ้านรัก ชาวพรรคมองบน แต่ชัชชาติไปได้ทุกที่ รักหมดทั้งพรรค เพราะมีดีกรีคำว่า “คนของนาย” ติดมาด้วย

ดังนั้น โค้งสุดท้ายไม่กี่สิบวันนี้ พรรคเพื่อไทยจะใช้กลยุทธ์หาเสียงยังไงให้ภาพของแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน รวม “ชัยเกษม นิติสิริ” ตัวเลือกใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คนไทยมองแล้วใครก็ได้เอาหมดสดชื่น !

          ยิ่งกับชัชชาติแล้ว งานนี้เหมือนวัดพลังกันเลยว่า พรรคจะสามารถดันขึ้นมาให้ปังทั่วไทยได้ภายในพริบตา เหมือนกับที่อดีตนายกฯ หญิงชนะขาดมาแล้วทั้งที่หาเสียงเพียง 49 วัน หรือไม่?

น่าติดตามจริงๆ

เดช”บิ๊กโจ๊ก” ปราบ “ทุนสีเทา” ตัดท่อน้ำเลี้ยง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361122?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดช”บิ๊กโจ๊ก” ปราบ “ทุนสีเทา” ตัดท่อน้ำเลี้ยง?

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:40 น.
พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,สุรเชษฐ์ หักพาล,บิ๊กโจ๊ก,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,ทุนสีเทา
เปิดอ่าน 4,384 ครั้ง

นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลประยุทธ์ โดยการนำทัพของ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล”  สร้างปรากฏการณ์ “ล้มทุนสีเทา” สะเทือนถึงนักเลือกตั้งบางกลุ่ม

“ทุนสีเทา” เติบโตจากการขยายตัวของ “เศรษฐกิจใต้ดิน” ไล่มาตั้งแต่หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า เงินกู้ดอกโหด ไปจนถึงคอร์รัปชั่น จากยุคเผด็จการ 1.0 ผ่านยุคประชาธิปไตยเต็มใบ มาจนถึงยุค คสช. กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่หากินกับเรื่องผิดกฎหมาย ยังดำรงอยู่

ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ” (ศปอส.ตร.) และ “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน” (ศปฉช.ตร.) เพื่อดำเนินการตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลประยุทธ์ โดยการนำทัพของ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน (ศปฉช.ตร.) ได้ปิดล้อมตรวจค้นยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มนายทุนเงินกู้ทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ “ล้มทุนสีเทา” สะเทือนถึงนักเลือกตั้งบางกลุ่ม

เสี่ยแก๋” คนดังนางรอง

เมื่อ 7 มกราคม 2562 เจ้าหน้าที่ ศปฉช.ตร. เปิดยุทธการขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่ ครั้งที่ 24 ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และขอนแก่น รวม 16 ราย 37 จุด ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 7 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หนึ่งในผู้ต้องหากลุ่มนี้คือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบริษัทลีซซิ่งที่ออกเงินกู้หลายแห่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และบริษัท แสงสว่างลิซซิ่ง ที่มีการอ้างว่าเป็นของ “พรชัย” โดยทางตำรวจยืนยันเป็นการจับกุมตามหมายจับในเรื่องหนี้นอกระบบ ฉ้อฉลกลโกง เพราะมีการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ไม่ใช่เรื่องการเมือง

เสี่ยแก๋ ในวันถูกจับ

คนแถว อ.นางรอง ทราบดีว่า เสี่ยแก๋” หรือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ทำลีสซิ่งมานานแล้ว จนวันหนึ่ง อาศัยที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านร้านตลาด จึงเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ก่อนจะผันตัวมาเล่นการเมืองระดับชาติ และในวันนี้ “ส.จ.หมวย” พุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ภรรยาของเสี่ยแก๋ ก็เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.นางรอง

สมัยที่ “เสี่ยแก๋” เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ได้สังกัด “กลุ่มเพื่อนเนวิน” และเลือกตั้ง 2550 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่เสี่ยแก๋เจอใบแดง ฝ่าย “กรุณา ชิดชอบ” นายก อบจ.บุรีรัมย์ จึงได้แต่งตั้งให้พรชัยเป็นรองนายก อบจ.บุรีรัมย์

เลือกตั้ง 2554 เนวิน ชิดชอบ ประมุขบ้านใหญ่โรงโม่หิน เลือก “ไตรเทพ งามกมล” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนางรอง อ.นางรอง ลงสมัคร ส.ส. ในสีเสื้อภูมิใจไทย ด้วยเหตุนี้ เสี่ยแก๋จึงย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย ปรากฏว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์หนุนช่วยเสี่ยแก๋เต็มที่ จนเอาชนะไตรเทพ ค่ายเนวินไปได้ขาดลอย

การเลือกตั้งครั้งใหม่ เสี่ยแก๋ยังสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม เจอคู่ปรับเก่า ไตรเทพ งามกมล แต่ยังไม่ทันได้ยื่นใบสมัคร ส.ส. ก็เจอหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชน เสี่ยแก๋ได้บอกกับหัวคะแนน พร้อมสู้ต่อในสนามเลือกตั้ง

เขย่าป้อมค่าย “กำนันโป้ย”

จากอีสานใต้ สู่อีสานเหนือ เมื่อ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ชุดเฉพาะกิจของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” ครั้งที่ 26 ปิดล้อมตรวจค้นยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มนายทุนเงินกู้ ผู้ต้องหา ในพื้นที่นครพนม, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด, นครราชสีมา และอุบลราชธานี รวม 13 ราย 18 จุด

ที่น่าสนใจคือจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 2 คนคือ กุหลาบ เรืองวรบูรณ์ และอิทธิพล เรืองวรบูรณ์ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

สำหรับชาวนครพนม ไม่มีใครไม่รู้จัก กำนันโป้ย” หรือ อิทธิพล เรืองวรบูรณ์ อดีตกำนัน ต.ศรีสงคราม และอุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย

ปี 2551 กำนันโป้ยได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.สรรหา และลูกชาย ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์” ได้รับเลือกเป็นกำนันสืบต่อมา ซึ่งมีฉายาว่า “กำนันยูเอส”

กำนันยูเอส หรือ ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ อดีต ส.ส. นครพนม

ปี 2553 กำนันโป้ยส่งลูกชายคนเล็ก “ยุทธนา เรืองวรบูรณ์” ลงชิมลางการเมืองท้องถิ่น โดยสมัครชิงนายกเทศมนตรีตำบลศรีสงคราม เอาชนะคนสนิทของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และอดีต รมช.เกษตรฯ ไปได้

เลือกตั้ง 2554 กำนันโป้ยตัดสินใจดันลูกชาย “ยุทธจักร” สวมเสื้อเพื่อไทย ชนกับครูแก้ว ศุภชัย โพธิ์สุ คนลุ่มน้ำศรีสงครามเหมือนกัน โดยการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.นครพนม เขต 1 ปีนั้น สู้กันดุเดือดมาก กำนันยูเอสได้รับแรงหนุนจากคนเสื้อแดงอย่างล้นหลาม เอาชนะแชมป์เก่า ครูแก้ว ค่ายภูมิใจไทยไปได้

ปลายปีที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินทางมาเปิดการปราศรัยช่วยหาเสียงให้ทีมเพื่อไทย นครพนม กำนันยูเอส ได้ขึ้นเวทีแสดงเจตจำนงลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อเดิม ส่วนครูแก้วนั้น ยังอยู่ภูมิใจไทย ลุยออกพบปะชาวบ้านสม่ำเสมอ และพยายามเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่โจมตีคนแดนไกล

คู่แข่งของกำนันยุทธจักร ไม่ใช่มีครูแก้วคนเดียว เที่ยวนี้ ธงทิพย์ แห่สถิต” ส.อบจ.นครพนม เขต อ.ศรีสงคราม ลงสนามในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีแบ็กแข็งโป๊ก

แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย จะแจกแจงว่าไม่มีใบสั่งให้กลั่นแกล้งนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ยากที่จะถูกโจมตีจากพรรคการเมืองบางฝ่ายว่า ยุทธการปราบนายทุนเงินกู้ มีวาระแอบแฝง

คืนโฉนด” คืนความสุข

เมื่อ 30 มกราคม 2562 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางไปที่ ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย จ.นครราชสีมา เป็นประธานมอบคืนโฉนดที่ดิน “คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” ครั้งที่ 7 พื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 เขตอีสานตอนล่าง 8 จังหวัด เป็นการไกล่เกลี่ย 1,158 ราย รวมโฉนด 1,256 ฉบับ เนื้อที่ 3,420 ไร่ 19 ตารางวา มูลค่าทั้งสิ้น 3,591,825,900 บาท

ภาพ : เฟซบุค ลุงป้อม ประวิตร

ปฏิบัติการคืนโฉนด..คืนความสุข นับเป็นผลงานรูปธรรมของรัฐบาลประยุทธ์ที่จับต้องได้ ย้อนไปเมื่อ 20 กรกฎาคม 2561 “บิ๊กป้อม” เดินทางไปมอบโฉนดที่ดินคืนให้เจ้าของ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินที่ “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ การกู้ยืมเงินโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” ยึดคืนจากนายทุนดอกเบี้ยโหดหรือสัญญาที่ไม่เป็นธรรมให้แก่เจ้าของ นั่นเป็นจุดเริ่มต้น

ภาพ : เฟซบุค ลุงป้อม ประวิตร

สรุปผลการมอบคืนโฉนดที่ดิน ของทั้งประเทศ (รวมครั้งที่ 1-7) ไกล่เกลี่ยได้ 17,018 ราย รวมโฉนด จำนวน 13,700 ฉบับ รวมเนื้อที่ 42,076 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา รวมราคาซื้อขายที่ดิน 19,148,904,897 บาท

“นักเลือกตั้งท้องถิ่น”อีสาน ชี้ขาดชัย “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นักเลือกตั้งท้องถิ่น”อีสาน ชี้ขาดชัย “พลังประชารัฐ”

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:27 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุชาติ ตันเจริญ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ตลาดนัดนักการเมือง
เปิดอ่าน 4,810 ครั้ง

คอลัมน์…  ตลาดนัดนักการเมือง  โดย..  บางนา บางปะกง

รู้แต่เริ่มก่อการตั้งพรรคพลังประชารัฐ และจะสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี “กระแสพรรค” ย่อมตกเป็นรองพรรคเพื่อไทย ในสนามภาคอีสานอย่างไม่มีข้อกังขา

นักการเมืองจอมเก๋าอย่าง “สุชาติ ตันเจริญ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เคยพานพบ “พายุทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” บนสมรภูมิที่ราบสูงอีสาน สมัยการเลือกตั้ง 2550, 2554 จึงต้องออกแบบเกมต่อสู้กับกระแสดังกล่าว ด้วยการยึดกุม “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ไว้ในมือ

เนื่องจากกติกาเลือกตั้งใหม่ ทุกคะแนนมีความหมาย และถูกนำไปนับรวมเป็น “คะแนนพรรค” เพื่อการคิดคำนวณเก้าอี้ ส.ส. ดังนั้น นักเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ มีฐานคะแนนส่วนตัวตุนไว้อย่างน้อยเขตละ 1-2 หมื่นคะแนน

ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 6/2561 ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2558 และ 43/2559 ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม โดยลอตแรกคือ สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร, มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร, บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

ลอตสุดท้ายได้แก่ สุนทร รัตนากร นายก อบจ.กำแพงเพชร และ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ซึ่งการคืนตำแหน่งให้นักการเมืองท้องถิ่น ถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง

++

  รวมดาว อบจ.อีสาน
สนามเลือกตั้งมุกดาหาร มี 2 เขต เป็นตัวอย่างของกระแสแดงแรงฤทธิ์ ทำให้นักการเมืองโนเนมคนหนึ่งเป็น ส.ส.มาแล้วในปี 2554

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร

เมื่อ 22 มกราคม 2562 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ เขตภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร ประกอบด้วย เขต 1 วีระพงษ์ ทองผา และเขต 2 ทวีศักดิ์ ประทุมลี อดีต ส.อบจ.มุกดาหาร เขต อ.ดงหลวงหลายสมัย

คอการเมืองอ่านข่าวแล้ว อาจรู้สึกเฉยๆ เพราะสองว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร ไม่มีดีกรีเป็น “อดีต ส.ส.”

จริงๆ แล้ว วันนั้นหลายคนอาจไม่สังเกตเห็น มี “กองเชียร์ตัวท็อป” มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้แก่ ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร, สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม, ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย, ศราวุธ สันตินันตรักษ์ นายก อบจ.หนองบัวลำภู และ นิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ

สำหรับเจ้าถิ่น มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร ไม่ได้ไปปรากฏตัว แต่สามี วิริยะ ทองผา อดีต ส.ว.มุกดาหาร ไปขึ้นเวทีแทน เพราะเป็นน้องชายของวีระพงษ์ ทองผา ผู้สมัคร ส.ส. และเป็นผู้ดูแล ส.จ.ทวีศักดิ์ ประทุมลี

ต้องบอกว่า เวทีหาเสียงของพลังประชารัฐมุกดาหาร เป็นเวทีรวมดาวนักการเมืองท้องถิ่นสายสุชาติ ตันเจริญ และพินิจ จารุสมบัติ

++

      “อบจ.นครพนม” เดือด
เลยมุกดาหารไปไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ก็ถึงนครพนม สนามเลือกตั้งผู้แทนฯ เมืองชายโขง มีสีสันครบทุกเรื่อง เริ่มจาก กกต.นครพนม กำลังตรวจสอบกรณีนายก อบจ.นครพนม ไปขึ้นเวทีหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่นครพนม

ตามมาด้วย “ศึกภายใน” อบจ.นครพนม เมื่อ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ที่ถูก คสช.คืนตำแหน่งให้ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา หลังถูกพักงานมา 3 ปีครึ่ง เตรีิยมจัดทัพใหม่

มีข่าวลือสะพัดว่า “สมชอบ” จะปลดรองนายก อบจ. 2 คน คือ “สุจินดา ศรีวรขาน” รองนายก อบจ.นครพนม คนที่ 1 ภรรยาของไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส.นครพนม 10 สมัย และ “พูนสุข โพธิ์สุ” รองนายก อบจ.นครพนม คนที่ 2 ภรรยาของ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์

สองรองนายก อบจ.หญิงนั้น มาอย่างไร? ต้องกลับไปอ่านแฟ้มข่าวการเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2555 ตอนนั้น สมชอบ นิติพจน์ ลงแข่งขันกับ “น้ำผึ้ง” ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ หลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มี มนศรี เจริญพร อดีต ส.ส.นครพนม ให้การสนับสนุน ส่วนสมชอบนั้น ก็มีไพจิต ศรีวรขาน และ “ครูแก้ว” ศุภชัย เป็นกองหนุน

เมื่อสมชอบได้รับชัยชนะ ก็แต่งตั้งภรรยาของไพจิตกับครูแก้ว เป็นรองนายก อบจ.นครพนม แต่วันนี้ สามีของรองนายก อบจ.หญิง อยู่คนละขั้วกับนายก สมชอบ

จะอย่างไรก็ตาม สมชอบตอบกระแสข่าวลือจะปลด 2 รองนายก อบจ. ซึ่งนายก อบจ.นครพนม ตอบสั้นๆ ว่า ขอให้เรื่องการเมืองระดับประเทศผ่านไปก่อน

++

      ศึกขั้วสีที่นครพนม
สมรภูมิเลือกตั้งนครพนม กลายเป็น “ศึก 3 ขั้ว” คือ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแชมป์เก่า มีไพจิต ศรีวรขาน เป็นแม่ทัพ, พรรคภูมิใจไทย รองแชมป์ มีครูแก้วเป็นขุนพลแถวหน้า และพรรคพลังประชารัฐ ผู้ท้าชิง

มีการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ได้แก่ เขต 1 “ธงทิพย์ แห่สถิต” ส.อบจ. เขต อ.ศรีสงคราม และอดีตประธานสภา อบจ.นครพนม ซึ่งเป็นคนสนิทของครูแก้ว

เขต 2 “ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ” หลานสาวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ย้ายข้างจากเพื่อไทย เพราะคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ นำไปฝากกับนายทหารใหญ่คนหนึ่งให้มาอยู่ค่าย พปชร.

เขต 3 “นพ.อลงกต มณีกาศ” อดีต ส.ส.นครพนม สังกัดค่ายวังพญานาค ของพินิจ จารุสมบัติ

เขต 4 “ชูกัน กุลวงษา” อดีต ส.ส.นครพนม ค่ายเพื่อไทย และคนสนิทของไพจิต รอบนี้ ชูกันจับมือสมชอบ ขออาสาสู้ศึกในสีเสื้อพลังประชารัฐ

สนามนครพนม จะพิสูจน์ว่า “พลังท้องถิ่น” จะต้านกระแสทักษิณไหวมั้ย ?