ทุกฝ่ายควรเปิดใจกัน ไม่ควรมีเงื่อนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361120?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกฝ่ายควรเปิดใจกัน ไม่ควรมีเงื่อนตาย

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:22 น.
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ,ชาติพัฒนา,พลอชาติชาย ชุณหะวัณ
เปิดอ่าน 312 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวกับเครือเนชั่นถึงเส้นทางของพรรคในวันนี้ที่การแข่งขันบนถนนการเมืองสูงยิ่ง

“ชาติพัฒนา“ วันนี้ยังยึดโมเดลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคคนแรกมาทำงานการเมือง เพราะ ”น้าชาติ” เล่นการเมืองแบบเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและยังใช้แคมเปญ ชาติพัฒนา “No problem” ไว้หาแต้ม

“คราวนี้ผมไม่หวังจะเป็นตำแหน่งอะไร ทำงานการเมืองกว่า 30 ปี ทำงานใน ครม. 12 ครั้ง อยู่มาหลายรัฐบาลแล้ว วันนี้อายุ 64 ปีแล้ว ไม่ปรารถนาอะไร แต่เมื่อมีโอกาสทำงาน สิ่งใดทำให้บ้านเมืองมีความสุขก็จะทำ เพราะน้าชาติสั่งไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตว่า “พรรคนี้เป็นของคนโคราช วันใดผมไม่อยู่ คุณต้องดูแล”

การทำงานการเมืองของน้าชาติที่พรรคยึดเป็นแนวทางนั้น วันนี้บ้านเมืองมีปัญหา การที่พรรคไปฟังเสียงชาวบ้านสิ่งที่รับมาคือปัญหาเศรษฐกิจ และขอให้หยุดความขัดแย้งทางการเมือง

สมัยที่น้าชาติแก้ปัญหาในอินโดจีน น้าชาติแปรวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ทุกอย่างสงบเลย เพื่อนบ้านเลิกทะเลาะ เมืองไทยนั้นได้ประโยชน์เพราะการลงทุนและเศรษฐกิจดีมากในตอนนั้น จนได้เมืองไทยฉายาเสือตัวที่ห้าของเอเชีย

วิธีทำงานการเมืองของน้าชาติคือไม่สร้างศัตรู เลือกตั้งชนะหรือแพ้เพียงเสียงเดียวทุกอย่างต้องจบ มันจะถ่วงดุล การเมืองต้องจบเป็นยกๆ ไป ยุบสภาแล้วทุกอย่างจบ แล้วว่ากันใหม่ แบบนี้จะมีเพื่อน

พรรคชาติพัฒนาเข้าได้กับทุกคนเพราะยึดแนวทางนี้ คนอื่นๆ ก็จะรักพวกเรา”

สมัยที่ พล.อ.ชาติชายทำงานการเมือง ที่บอกว่ามีแต่เพื่อน จนแทบไม่มีการตรวจสอบโครงการต่างๆ ในรัฐบาลยุคนั้น ทำให้โดนข้อกล่าวหาบุฟเฟ่ต์คาบิเนตและเป็นหนึ่งเหตุผลที่ รสช.ยึดอำนาจ ?

“สิ่งที่ระบุ เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การตัดสินของศาลก็พบว่า ไม่มีการดำเนินการลงโทษคนที่โดนกล่าวหา ผมพูดจากข้อเท็จจริงตามที่ศาลตัดสินในเรื่องนี้

หลังโดนยึดอำนาจน้าชาติทำตัวเป็นผู้ใหญ่ คืออยู่นิ่งๆ ไปอยู่อังกฤษ จนถึงวาระที่กลับเมืองไทยได้ น้าชาติก็กลับมาทำงานการเมือง ฝ่ายที่ยึดอำนาจในตอนนั้น น้าชาติก็คุยด้วยตามปกติ หากน้าชาติแค้นก็จะทำอีกอย่างหนึ่ง แต่น้าชาติไม่ทำ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่าการเมืองมันต้องจบเป็นยกๆ แบบที่น้าชาติสอน”

การเมืองไทยยุคที่ผ่านมาสิบกว่าปีจนวันนี้ความขัดแย้งมาจากอะไร?

“วันนี้เศรษฐกิจและสถานการณ์ทั่วโลกเป็นอย่างไร หากเกิดอะไรขึ้น มันกระทบเมืองไทยหมด เป็นไปตามกลไกโลก ทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ แต่เมืองไทยมีภัยภายในคือความขัดแย้งทางการเมืองที่มีหลายปัจจัย

สมัยที่ผมทำงานการเมืองใหม่ๆ มีหลายพรรค รู้จักกันหมด ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เลือกตั้งเสร็จทุกคนและทุกพรรคมีอำนาจในตัวแบบถ่วงดุลกันได้ และมีการให้เกียรติกัน ตอนนั้นเป็นรัฐบาลผสมไม่มีใครเด่นกว่าใคร

แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมา การแข่งขันทางการเมืองเปลี่ยนเป็นแข่งขันด้วยนโยบายเป็นครั้งแรกๆ จนเกิดรัฐบาลพรรคเดียวได้เสียงข้างมาก พรรคอื่นๆ กลายเป็นไม้ประดับในแจกัน และจำนวนลดลงจนเหลือสองพรรคใหญ่ สองพรรคนั้นก็สู้กันเอง เป็นเกมที่แข่งขันสูงเพราะคนแพ้กับคนชนะอยู่กันคราวละสี่ปี”

เหตุดังกล่าวนั้นทำให้เกิดการยึดอำนาจ ในมุมมองส่วนตัวเป็นเพราะอะไรและสมควรเกิดขึ้นหรือไม่ ?

“การเมืองยุคก่อน มีพรรคขนาดกลางเยอะและมีหลายขั้ว จนมีอำนาจต่อรองกัน ถ่วงดุลกัน หากถามว่าเป็นแบบนั้นมันไร้การตรวจสอบและซูเอี๋ยกันหรือไม่ ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่จะคิดและทำ แต่เมื่อคบกันมันมีระบบถ่วงดุลกันเอง ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร แต่เมื่อการเมืองเหลือสองขั้ว ตามทฤษฎีและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีพรรคใดชนะและพรรคใดแพ้ในช่วงสิบปีเศษมานี้

เมื่อเป็นแบบนี้ทุกฝ่ายก็ใจร้อน เร่งเกมเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งแพ้จนกระทบกระทั่งกัน ความเป็นมิตรลดลงจนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง”

การยึดอำนาจล่าสุดเพราะมีข้อหาว่ารัฐบาลทุจริต ?

“ชนวนมาจากอะไร ผมพูดบนพื้นฐานว่าวันนั้นยังไม่มีข้อหาทุจริตนะ(การรับจำนำข้าว) ชนวนที่แท้จริงเพราะพรรคใหญ่ในตอนนั้นใช้อำนาจและคะแนนนิยมที่นำไปสู่การตัดสินใจบางเรื่องที่ไม่ฟังอีกฝ่ายหนึ่ง (ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม) เมื่อมีสองมุมมองแบบนี้ไม่ว่าด้วยเจตนาหรืออุบัติเหตุ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าใช้เสียงข้างมากที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อยแบบเกินไป และนำข้อขัดแย้งออกนอกสภาจนเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์

ผมมองแบบคนการเมือง หากวันนั้นทุกอย่างจบในสภา ยึดกติกา ทุกฝ่ายไปแก้เกมกันใหม่บนกติกาและไปขอโอกาสชาวบ้าน มันจะจบแบบไม่มีข้อขัดแย้ง สิ่งใดที่รัฐบาลทำไม่ดี ส.ส.จะไปบอกชาวบ้าน แล้วชาวบ้านจะกดดันรัฐบาลนั้นๆ เอง

วันนั้นได้บทเรียนหลายอย่าง เช่น หากใครทำงานดี จะอยู่ครบสี่ปี ชาวบ้านตัดสินเอง เพราะวันนี้ชาวบ้านรับรู้และจดจำกันดีมาก ระบบที่ชาวบ้านคือผู้ลงคะแนนนั้นมีอำนาจตัดสินและทุกฝ่ายต้องเคารพ”

เลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ฝ่ายใด และที่ผ่านมาสังคมมองว่าพรรคชาติพัฒนาแทงกั๊กทางการเมืองเสมอ ?

“พรรคบอกแล้วว่ายึดแนวทางไม่มีปัญหาของน้าชาติทำงาน การเมืองวันนี้เงื่อนไขเยอะ ทุกฝ่ายควรเปิดใจกัน ไม่ควรมีเงื่อนตาย แม้วันนี้มีสองฝั่งการเมือง แต่พรรคของผมไม่ข้ามอาณาเขตใคร พรรครู้ว่าเราไม่ควรมีเงื่อนไขและเงื่อนตายบนเวทีการเมือง

วันนี้ใช้กติกาใหม่ในการเลือกตั้ง เช่น บัตรใบเดียว, ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกฯ เป็นต้น หากวันนี้มีเงื่อนไขกันเยอะการเมืองจะมีปัญหา วันนี้ทุกฝ่ายควรหลวมๆ กัน ลืมอดีต ผมแนะนำคนอื่นไม่ได้ ให้ทำตามทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมยืนยันว่าจะไม่สร้างปัญหา”

บทบาทของชาติพัฒนาจะยังเป็นพรรคตัวแปรที่พร้อมร่วมรัฐบาลได้ทุกเมื่อหรือไม่?

“คนตัดสินใจคือชาวบ้าน แต่ผมและพรรคจะเลือกสิ่งดีที่สุดให้บ้านเมือง พรรคทำงานตามกติกา หากไปถึงจุดสุดท้ายที่ควรตัดสินใจเพื่อบ้านเมืองและตรงกับสิ่งที่พรรครับปากชาวบ้านไว้ หากสิ่งใดที่พรรคตัดสินใจ ความขัดแย้งต้องไม่มี ผมบอกแบบนี้เพราะเคารพทุกฝ่ายและไม่เจาะจงไปที่ใคร”

“พรรคยึดหลักผลประโยชน์ของประชาชน แม้จะถามว่าหลังเลือกตั้งแล้วจะมีการแบ่งฝ่ายกันอีกไหมนั้น ผมไม่อยากเห็นนะ เลือกตั้งแล้วการเมืองควรจบ ไม่ควรมีเงื่อนตายกัน ควรยึดกติกา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้ว ทุกคนควรเคารพ หากฝ่ายใดชนะแล้วอ้างเงื่อนไขบางอย่าง ย้ำว่าชาวบ้านรับรู้และมีปัจจัยตัดสินใจ ชาวบ้านเจ็บปวดกับการเมืองมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา คราวนี้ชาวบ้านจะใช้เข็มบ่งเสี้ยนที่คาอยู่ออก ผลที่ออกมาทุกฝ่ายควรยอมรับ แม้วันนี้จะมีการแบ่งฝ่ายกันกลายๆ แต่สิ่งเดียวที่ขอย้ำคือควรยึดการตัดสินใจของชาวบ้านที่ให้คำตอบ”

หากพรรคมีคนทำงานครบทุกด้าน เลือกตั้งคราวนี้หวังได้ ส.ส.กี่ที่นั่ง เพราะพรรคชาติพัฒนาในวันนี้คล้ายจะเป็นพรรคขนาดกลางที่มี ส.ส.ขนาดย่อม การจะทำให้พรรคกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้งจะใช้วิธีใด ?

“เลือกตั้งครั้งนี้หักปากกาเซียนได้นะ เพราะมีหลายตัวแปร เช่น บัตรเลือกตั้งใบเดียว, พรรคเล็กจะส่งผู้สมัครครบไหมเพราะหากไม่ส่งคะแนนตกน้ำ, คะแนนตกน้ำก็มีผลกับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้, การที่จะได้ 376 เสียงนั้นไม่ง่ายนะ หากมีเงื่อนไขกันมากไป รัฐบาลใหม่จะไม่มีเสถียรภาพ ชาวบ้านจะรู้สึกว่าการเมืองมันเหมือนเดิมอีกแล้ว”

“เราใช้สีส้มเป็นสีของพรรคในการหาเสียงคราวนี้ เพราะสีนี้คือสีของเมืองโคราช และสีนี้คือการผสมของสีเหลืองและสีแดง

ผมไม่โลภ ไม่ประเมินว่าชนะมาก แม้ผมอยากได้ส.ส.มากๆ แต่ความจริงนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ขอไม่ขาดทุนพอ(ครั้งที่แล้วได้เจ็ดส.ส.) ผมเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ มองอะไรต้องมีการประเมินและตั้งเซฟตี้แฟกเตอร์ไว้รองรับเสมอ

พรรคนี้ทำการเมืองแบบมองของจริงไม่สร้างภาพ ไม่ใช้กลไกการตลาด สิ่งใดทำได้ก็บอกชาวบ้านไป ย้ำว่าพวกเราทำเพื่อให้บ้านเมืองคลี่คลายปัญหา พวกเราไม่เล่นนอกกติกา เพราะผมอยากให้คนในพรรคและคนอื่นๆ ที่ทำงานการเมืองแบบนักกีฬาที่เล่นตามกฎ มีน้ำใจ

วันนี้ดีใจที่ทุกพรรคแข่งขันด้วยนโยบาย นโยบายใดที่พรรคนำเสนอ แต่พรรคอื่นนำไปใช้ ผมยินดี เพราะชาวบ้านได้ประโยชน์นะ แม้พวกผมไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม”

ขวัญชัย ถูกดูด แค่กลเกมเดิม-เดิม เพิ่มเติมลอยแพ “เพื่อชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361003?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขวัญชัย ถูกดูด แค่กลเกมเดิม-เดิม เพิ่มเติมลอยแพ “เพื่อชาติ”

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:36 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคเพื่อชาติ,พรรคไทยรักษาชาติ,ปรีชาพล พงษ์พานิช,เลือกตั้ง 2562,เลือกตั้งใหญ๋,นักการเมือง,ขวัญชัย ไพรพนา,คนเสื้อแดง,พื้นที่ จอุดรธานี,แดงอีสาน,หมู่บ้านเสื้อแดง
เปิดอ่าน 12,631 ครั้ง

ข่าวใหญ่สำนักข่าวออนไลน์ “ขวัญชัย” อำลานายใหญ่ไปพรรคพลังประชารัฐ สุดท้ายก็เกมเก่า ที่วุ่นกว่านั้นคือพรรคเพื่อชาติ กลายเป็นปัญหาของอดีต ส.ส.เพื่อไทย หลายพื้นที่?

000 ยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นร้อย” ของพรรคเครือข่าย “ชินวัตร” อาจไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะกระแส “ไทยรักษาชาติ” ไม่ได้แรงดังคาด เนื่องจากชาวบ้านยังคุ้นเคยกับ แบรนด์เดิม” ประกอบกับการปรากฏตัวของ “เพื่อชาติ” ทำให้เกิดความสับสนพอประมาณ พรรคไหนกันแน่ คือพรรคตัวจริง

000 หลังประชุมกันคร่ำเคร่ง ระหว่างแกนนำเพื่อไทย กับไทยรักษาชาติ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ จึงแจ้งนักข่าวว่า สำหรับ ส.ส.เขต คาดว่า พรรคจะส่งประมาณ 150 เขต และที่น่าสนใจ มีรายงานข่าวว่า ภาคอีสานนั้น จะส่งในสนามอุดรธานีบุรีรัมย์ศรีสะเกษ และหนองคาย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ได้ชื่อว่า แดงยกจังหวัด” ยกเว้นบุรีรัมย์

ปรีชาพล พงษ์พานิช  กับ อุ๊งอิ๊ง ตัวแทนคนไกลบ้าน

000 หากส่องลึกเข้าไปในเขตเลือกตั้งของสนามอุดรฯ ผลคะแนนจากปี 2554 ผู้ชนะของเพื่อไทยได้คะแนนทิ้งห่างจากคู่แข่งมาก ยกตัวอย่างเขต 5 (เดิม) อดีต ส.ส.ทองดี มนิสสาร ได้ หมื่นกว่าคะแนน ขณะที่อันดับสองได้แค่ พันคะแนน เขต 7 (เดิม) อดีต ส.ส.จักรพรรดิ ไชยสาส์น ก็ได้ 7 หมื่นคะแนน ส่วนอันดับสองได้ 6 พันคะแนน ประเมินกันว่า เลือกตั้ง 2562 คะแนนก็จะได้ไม่ต่างจากเดิมมากนัก

000 กลยุทธ์ แชร์คะแนน” จึงเกิดขึ้น โดยนำผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ ไปลงสมัคร ส.ส.เขตที่อุดรธานี ไม่ได้หวังชนะ แต่ขอแค่อันดับสอง ที่ได้คะแนนหลักหมื่นขึ้นไป ทำไมต้องอุดร ? คำตอบคือ คะแนนเฉลี่ยของผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยสมัยที่แล้ว นำห่างคู่แข่งเฉลี่ย 2-3 หมื่นคะแนน

อาณาจักรชมรมคนรักอุดร กลับมาคึกคักอีกครั้ง

000 ข่าวใหญ่ในสำนักข่าวออนไลน์ “ขวัญชัย ไพรพนา” อำลานายใหญ่ไปพรรคพลังประชารัฐ แต่ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ขาใหญ่แดงอุดรโพสต์เฟซบุ๊กโชว์ภาพที่พรรคไทยรักษาชาติ บอกพาลูกชาย กรวีร์ สาราคำ” มาอยู่พรรคนี้ ไม่ได้หนีหายไปไหน สาเหตุที่มีข่าวลือดังกล่าว เพราะแดงอุดรร่ำลือหนักว่า ขวัญชัยรู้สึกผิดหวังอย่างแรง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่ง อาภรณ์ สาราคำ” ภรรยา ลงสนามเขต 4 อุดรธานี

000 คนเสื้อแดงคงได้ฟังกัน 22 มกราคม ที่ผ่านมา ขวัญชัย” ไลฟ์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวแก่สมาชิกชมรมคนรักอุดรว่า “อาภรณ์ สาราคำ” ภรรยา ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง เนื่องจากอุดรธานี มีจำนวน ส.ส.ลดลงเหลือ 8 คน 8 เขต ปรากฏว่า อดีต ส.ส.เพื่อไทยยังอยู่ครบ เลยไม่มีพื้นที่ให้ แต่เมื่อ 29 มกราคมนี้ “ขวัญชัย” ยิ้มหน้าบานกระซิบนักข่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติส่ง “อาภรณ์” เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต อุดรธานี แทนทองดี มนิสสาร ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน แต่ก็ฟังหูไว้หู จริงหรือไม่ ต้องรอดูมติพรรคเพื่อไทยก่อน

000 เดินหน้าเต็มสูบ อานนท์ แสนน่าน“ อดีตผู้ก่อตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” ยกทีมเคลื่อนไหวเปิด “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เอา ส.ส.ฝ่ายเผด็จการ จากอีสานล่องลงถึงภาคใต้วกกลับมาแถวปทุมธานี ลึกๆ ตามแผนที่ได้พูดคุยกับ “นายใหญ่” ที่สิงคโปร์ อานนท์จะต้องชี้นำให้คนเสื้อแดงเลือก “เพื่อไทย” กับ “ไทยรักษาชาติ” เท่านั้น

อานนท์ แสนน่าน อดีตผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงออกเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

000 พรรคเพื่อชาติ กลายเป็นปัญหาของอดีต ส.ส.เพื่อไทย หลายพื้นที่ วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์” อดีต ส.ส.เชียงราย คนบ้านเดียวกันกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช” ยังออกปากบอกชาวบ้านสับสน เพราะแกนนำเพื่อชาติไปโฆษณาว่า ฐานเสียงเดียวกัน พรรคเดียวกัน สดับเสียงของนักการเมืองเพื่อไทยจะรู้สึก “ติดลบ” กับ “ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์” และมิตรสหาย โดยกล่าวหาว่า ย้าย “จุดยืน” ออกจากฝ่ายเสื้อแดง

ยงยุทธ ติยะไพรัช

000 ไม่แปลกหรอกที่ “ยงยุทธ” จะต้องมาอธิบายคำว่า การปรองดองกับการนำทักษิณกลับบ้าน เพื่อลดความหวาดระแวงจากพวกเดียวกัน โดยเสนอแนวคิดให้ “ผู้มีอำนาจ” และ “คู่ขัดแย้ง” เปิดใจเจรจากัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจนำไปสู่ความสามัคคีปรองดอง ซึ่งจะทำให้ “ทักษิณ” กลับบ้านได้ ถ้าความขัดแย้งหมดไป

การเสนอคำขวัญ “เกาะกลาง” ของคู่ขัดแย้ง ถูกตั้งคำถามจากพรรคเดียวกันจนถูกปฏิเสธ

000 แนวคิดข้างต้น พรรคเพื่อชาติบอกแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เคยชูแคมเปญพาทักษิณกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงขวัญชัย ไพรพนาพายัพ ปั้นเกตุ และประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครสามารถพาทักษิณกลับประเทศได้

000 นับแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป การหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จะทวีความเข้มข้นขึ้น เนื่องจากมีการเปิดชื่อผู้ที่จะอยู่ใน “บัญชีนายกรัฐมนตรี” อย่างเป็นทางการ หลายฝ่ายกังวลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่ ความขัดแย้ง” ที่รุนแรงกว่าปี 2553

“พลังชาติไทย”หวังหางบ18ล้านล้านต่อปีพลิกประเทศล้างหนี้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พลังชาติไทย”หวังหางบ18ล้านล้านต่อปีพลิกประเทศล้างหนี้คนไทย

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:21 น.
พลตทรงกลด ทิพย์รัตน์,พรรคพลังชาติไทย,ล้างหนี้คนไทย
เปิดอ่าน 302 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

 “ผมจะเสนอป้องกันรัฐประหารคือ ผู้ใดทำคือกบฏ หากเกิดความขัดแย้งทางการเมือง หน่วยงานความมั่นคงและภาคประชาชนร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทูลเกล้าฯ นายกฯ แห่งชาติ และจัดให้มีการเลือกตั้งใน 3 เดือน”

“พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนแกนนำ คสช. ในการทำงานการเมืองหลังการเลือกตั้ง

          0 ที่มาของพรรคและเป้าหมายการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร ?
พรรคเกิดจากจิตอาสา ผมเคยทำกิจกรรมจิตอาสาพลังชาติไทย มีคนบอกว่าทำไมไม่ทำพรรคแบบจิตอาสาที่ทุกคนไม่ได้มาด้วยผลประโยชน์ตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม ยืนยันนโยบายพรรคของผมนั้นดีที่สุดในโลก ฉะนั้น 350 เขตและ 150 ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคของผมพร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้งสองระบบ วันนี้ในบางเขตนั้นผมยังปวดหัวเพราะคนซ้อนกันแบบไม่ถอยเลย ตั้งเป้า 300 ส.ส. เพราะมีคนไทยกว่าห้าสิบล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้งขอจูงใจให้เป็นวันประวัติศาสตร์เลือกพวกผมหรือจะเลือกคนอื่นก็ได้ ขอให้เลือกถล่มทลาย หากคนไทยเลือกผมก็ยินดีหรือจะเลือกคนอื่นไปนั้น ก็ยินดี การเมืองไม่ควรใส่ร้าย ควรร่วมมือหาทางออกให้ประเทศ

          0 พรรคมีมาตรการใดในการเลือกคนเป็นนายกฯ และมีวิธีป้องกันการยึดอำนาจในอนาคตไม่ให้เกิดขึ้นไว้อย่างไร ?
การเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯ นั้น คือเรื่องสำคัญ ผมคำนึงผลประโยชน์ชาติและประชาชนโดยมี 4 เงื่อนไขคือ เป็นคนที่ประชาชนยอมรับ เป็นคนดี เก่งและกล้า เป็นคนจริงใจและซื่อสัตย์ เป็นคนที่มีอุดการณ์ทำเพื่อชาติและประชาชน

ที่บางคนบอกว่า พรรคของผมมาช่วยงาน คสช.สืบทอดอำนาจ อาจมีการพูดและเข้าใจผิดกันบ้าง ที่ผ่านมาผมเคยทำงานใน คสช. ก็รู้จักกับหัวหน้า คสช. เพราะผมเป็นคณะทำงานของ คสช. และก่อนหน้านี้ผมก็เคยทำงานอยู่กับ คมช. มันคือธรรมดา เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งการ ทหารก็ต้องปฏิบัติ ผมเป็นทหารอาชีพ เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ทหารมองว่ามันคือสิ่งที่เกี่ยวกับความมั่นคง ครั้งหน้าเชื่อว่าไม่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้านเผด็จการอีก การรัฐประหาร 13 ครั้งที่สำเร็จในเมืองไทยเพราะ 3 เหตุผลคือ นักการเมืองทำความเสื่อมเสีย สถานการณ์มีความสุกงอม และประชาชนเอาด้วย

หากถามว่าแล้วจะโทษใคร ตอบว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบ วิธีแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นคือ ผมจะเสนอแก้ไข 4 ขั้นตอนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญคือ ผู้ใดรัฐประหารคือกบฏ หากเกิดความขัดแย้งทางการเมือง หน่วยงานความมั่นคงและภาคประชาชนร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ทูลเกล้าฯ นายกฯ แห่งชาติ และจัดให้มีการเลือกตั้งใน 3 เดือน แบบนี้ทุกฝ่ายต้องมาหารือกันว่าจะใช้แนวทางที่ผมเสนอหรือไม่

          0 นโยบายใดที่จะใช้หาเสียง ?
นโยบายของพรรคที่เป็นไม้เด็ดคือ หาเงินเข้าประเทศก่อนทำนโยบาย เราอาศัยภูมิประเทศที่เมืองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลก โดยเลือกเส้นทาง จ.ตรัง พัทลุง และสงขลา (การขุดคลองไทย) แทนคอคอดกระ ย้ำว่าไม่มีการขัดต่อความมั่นคงในการขุดคลองไทยนี้ เพราะจะไม่มีชาติใดเข้ามารุกรานแน่นอน
วิธีการเดิมๆ คือเก็บภาษีมาหลายสิบปี เราไม่มีวิธีหาเงินเข้าประเทศด้วยวิธีอื่น จนมีเสียงชินหูว่า ไม่มีงบประมาณ ฉะนั้นพรรคจะดึงศักยภาพประเทศมาใช้หาเงิน เพราะเมืองไทยมีอากาศดี ปลูกพืชได้ทุกฤดู มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติได้ตลอดปีในทุกภูมิภาค หากปรับสิ่งเหล่านี้ให้เป็นมาตรฐาสากล จะสร้างรายได้มหาศาล

สิ่งที่พรรคจะเสนอ 5 นโยบายพรรคสร้างรายได้เข้าประเทศต่อสังคม คือ ทำเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ เพื่อดูแลชีวิตเกษตรกร ปรับปรุงระบบการท่องเที่ยวครบวงจรและปลอดภัย ขุดคลองไทย สร้างรายได้ 4 ล้านล้านบาทต่อปี นำดินที่ขุดคลองไทยมาถมสร้างเกาะที่ใหญ่กว่า จ.ภูเก็ต ที่เป็นศูนย์กลางการเงินของโลกโดยเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและถมทะเลป้องกันสึนามิ เปิดเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ รายได้ 4 ล้านล้านบาทต่อปี

ทั้งหมดนี้ทำได้ เพราะพรรคเสนอต่อ กกต.ไปแล้ว จะสร้างรายได้ 18 ล้านล้านบาทต่อปี ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ฉะนั้นนโยบายที่จะหาเงินเข้าประเทศตามแนวทางพรรค ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน หลายชาติสร้างรายได้เข้าประเทศด้วยวิธีนี้ สิ่งเหล่านี้ที่เสนอไปนั้นไม่ขัดกฎหมาย ไม่ขัดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อประเทศมีรายได้ ผมจะแก้หนี้ให้ประชาชน โดยใช้งบที่หามาตามแนวทางที่เสนอไว้ การลงทุนทำสิ่งข้างต้นนั้น เราไม่ต้องควักเงินเลย ต่างชาติพร้อมมาลงทุนและออกเงิน ของแบบนี้มันดีจริงเพราะมีการศึกษามานับร้อยปี

0 จะมีแนวทางแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร ?
การก่อเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 10 ปี เสียงบประมาณกว่า 4 แสนล้านบาท วิธีเดิมๆ ที่ใช้มานั้นผมมองว่าไม่ได้ผล วิธีการแก้ไขความไม่สงบนั้น ผมมีเงื่อนไขให้คนปักษ์ใต้พิจารณาหากเลือกพรรคผมด้วยวิธีใหม่ๆ ในการดูแลพื้นที่ให้เกิดความสงบว่า ให้เป็นเขตปกครองพิเศษ ถอดทหารทันที และพัฒนาพื้นที่ให้รุ่งเรือง

อุดช่องสกัด”นายกฯป๊อปปูล่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุดช่องสกัด”นายกฯป๊อปปูล่า”

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:34 น.
วิษณุ เครืองาม,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 579 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

เหลือเวลาอีก 8 วันให้  วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กางตำรากฎหมายจัดทิศทางการทำงานของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ใหม่

เพราะทันทีที่ตอบรับคำเชิญ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ทุกย่างก้าวล้วนสำคัญ หากพลาดก็เข้าทางนักการเมืองคร่ำหวอดในวงการ ใช้จัดการคู่แข่งที่ด้อยประสบการณ์มานักต่อนัก

สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังปรับรูปแบบรายการ ‘ศาสตร์พระราชา’ ออกอากาศทุกค่ำวันศุกร์ของพล.อ.ประยุทธ์ ใหม่ ลดเนื้อหาสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ใช่ผู้สมัคร จึงต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สามารถหาเสียงหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้คุณและโทษพรรคการเมือง

สำหรับการลงพื้นที่ต่างจังหวัด หรือจัดครม.สัญจร แม้ ‘นายกรัฐมนตรี’ สามารถทำได้ เนื่องจากมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินและเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่รักษาการ
แต่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ในสายตาประชาชนด้วยการยกเลิกภารกิจดังกล่าว หรือยอมถูกโจมตี ‘เอาเปรียบคู่แข่ง’ โดยการเดินหน้าต่อ และยังสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดการกระทำผิด
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ากำลังปรับรูปแบบรายการศาสตร์พระราชาของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นหนักเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาประชาชนผ่านคลิปวิดีโอ หรือนโยบายของรัฐบาลที่จำเป็นที่เพิ่งผ่านการอนุมัติของ ครม.

ยืนยันรายการศาสตร์พระราชาไม่เน้นเรื่องการเมืองเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก
“ประชุม ครม.สัญจร อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรจัดหรือไม่ ถ้าจะจัด ควรจะไปที่ไหน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งนายกฯ มอบให้ อ.วิษณุ ช่วยดูว่าการลงพื้นที่แต่ละครั้งสุ่มเสี่ยง อาจจะกระทบ หรืออาจทำให้คนตีความไปอย่างอื่นหรือไม่ ท่านก็ระมัดระวังเพื่อเกิดความเหมาะสม  ส่วนการตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามปกติทั้งการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน การจัดการงบประมาณ”

ในส่วนคสช.ได้ปรับลดกำลังรักษาความสงบแห่งชาติ (กกล.รส.) ทั่วประเทศ 70% จากเดิมมีประมาณ 200 กองร้อย กองร้อยละ 150 คน รวมกำลังพล 3 หมื่นนายและนายทหารประจำกองบัญชาการ 50 นาย ปัจจุบันคงเหลือ 150 กองร้อย กองร้อยละ 70 คน นายทหารประจำกองบัญชาการ 10 คน ซึ่ง กกล.รส.ที่เหลืออีก 30% ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ 7 ประการ

1.การปฏิบัติต่อเป้าหมายบุคคลและการติดตามกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
2.การติดตามเฝ้าระวังสื่อโทรทัศน์โทรคมนาคม ระบบการติดต่อสื่อสาร สถานีวิทยุชุมชน และสื่อออนไลน์
3.การควบคุมระบบคมนาคม การจัดตั้งด่านตรวจจุดตรวจ เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
4.การควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุมบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมต่อต้านการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และการบริหารงานแผ่นดิน
5.การปฏิบัติการกิจการพลเรือน
6.การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.
และ 7.การปฏิบัติตามนโยบายของ ผบ.กกล.รส.
หน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ‘ศึกเลือกตั้ง’ ครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวระหว่าง 3 พรรคการเมือง ต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่น่าสนใจ หากมองจำนวนส.ส. และความเชี่ยวชาญในการหาเสียง ‘เพื่อไทย’ เป็นต่อ แต่เสถียรภาพภายในพรรคระส่ำระสาย โดยเฉพาะบุคคลถูกเสนอชื่อเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ภาพรวมดูดี คนรู้จักทั้งประเทศ แต่ไม่ตรงใจคนในพรรค และเป็นอะไรที่ ‘น่าเบื่อ’ ไม่หวือหวา เหมือนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แค่ได้ยินชื่อก็ ‘คึกคัก’ แต่ข้อเสียยังมือใหม่ ความรู้ไม่แน่น เอาคนในพรรคไม่อยู่

หากวัดที่ตัวบุคคล “บิ๊กตู่” นอนมาแต่ไกล ทั้งเรื่องบารมี ความหนักแน่น เรียกความเชื่อมั่นได้ ส่วนจำนวนส.ส.ของ ‘พลังประชารัฐ’ ไล่ตาม ‘เพื่อไทย’ มาติดๆ แต่ต้องดูความขยันลงพื้นที่หาเสียงว่าจริงจังและได้ใจประชาชนแค่ไหนโดยเฉพาะปัจจัยพรรคยังขายไม่ออก

หน่วยงานความมั่นคงระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นลำดับ 1 แต่บทบาทการทำงานในอีก 40 วันต่อจากนี้ต้องระมัดระวังตัว เช่น ประชุมครม.สัญจร หากเป็นไปได้ควรงด เพราะเสี่ยง หากก้าวพลาด หรือแพ้เชิงทางการเมือง ทุกอย่างจบ เพราะคู่แข่งฝ่ายการเมืองมองว่าตัดอนาคต “บิ๊กตู่” คือตัด “พลังประชารัฐ” เพราะฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คือ

 เป้าใหญ่ที่ทุกฝ่ายมุ่งโจมตี
แต่ถ้าดูเรื่องความเป็นระบบต้องยกให้ ‘ประชาธิปัตย์’ เพราะเดินหน้าเต็มสูบ ระดมทรัพยากรทุกอย่างที่มีในพรรคช่วยกันลงพื้นที่หาเสียง เพราะรู้ว่าหากไม่รีบเดินเครื่องอนาคตลำบาก เฉพาะ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย ‘ประชาธิปัตย์’ ก็หนักแล้ว ส่วนจำนวนส.ส.ไล่ตาม ‘พลังประชารัฐ’ มาห่างๆ

ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงยังวิเคราะห์ต่อว่าแม้ ‘ประชาธิปัตย์’ หวังอยู่ลึกๆ จะเป็นแกนนำหลักจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นไปได้น้อยมากเมื่อเทียบกับโอกาสร่วมรัฐบาลกับ ‘พลังประชารัฐ’ ยังมองเห็นอนาคตมากกว่า กระทรวงเกรดเอ อย่าง กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ น่าเป็นข้อเสนอทำให้ ‘ประชาธิปัตย์’ ตอบรับ

การเลือกตั้งครั้งนี้มีกลไกซับซ้อน เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา และยังไม่มีใครคาดเดาทิศทางได้ว่าผลลัพธ์จะออกหัว หรือก้อย

คงต้องรอโค้งสุดท้ายของการหาเสียงว่าพรรคไหนเสนอนโยบายตรงใจประชาชนที่สุด และคุณหญิงสุดารัตน์-ชัชชาติอภิสิทธิ์ จะ ‘ฮึดสู้’ ขึ้นแท่นแซงความ ‘ฮอต’ ของ “บิ๊กตู่” ได้หรือไม่ หรือ “บิ๊กตู่” จะตกม้าตายระหว่างทางเสียก่อน

สงครามแค้น “2 ตระกูล” ที่เมืองชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามแค้น “2 ตระกูล” ที่เมืองชัยภูมิ

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:29 น.
วสันต์ กล้าแท้,พรรคพลังประชารัฐ,อนุทิน ชาญวีรกูล,เสี่ยหนู,พรรคชาติไทย,นพบัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย,หมอโอชิษฐ์,เพื่อไทย,นพโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย
เปิดอ่าน 5,934 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

เมืองเจ้าพ่อพญาแล แผ่นดินสีแดง ก็มีปัญหา “เขตทับซ้อน” ของคนเพื่อไทย เมื่อเลือกตั้ง 2562 จากเดิมที่เคยมี 7 เขต ส.ส. 7 คน ก็ลดเหลือ 6 เขต ส.ส. 6 คน

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองชัยภูมิ เหมือนฉายหนังม้วนเก่าแต่ “สลับพรรค” คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง “นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย” พรรคเพื่อไทย กับ “นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ” พรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้ง 2554 “โอชิษฐ์” สวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามแข่งกับ “ประสิทธิ์” ที่สวมเสื้อเพื่อไทย ปรากฏว่า โอชิษฐ์ ได้ 39,344 คะแนน ชนะประสิทธิ์ ที่ได้ 36,819 คะแนน

ปี 2557 หมอโอชิษฐ์ ย้ายมาสังกัดเพื่อไทยและลงสมัคร ส.ส.ปี 2557 แต่การเลือกตัั้งโมฆะ นับแต่นั้นมา โอชิษฐ์ก็เป็นตัวยืนให้เพื่อไทย จึงทำให้หมอประสิทธิ์ พาหลานสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย

หมอโอชิษฐ์  ค่ายเพื่อไทย 

“ชัยวิรัตนะ” เป็นตระกูลการเมืองเก่าแก่ของเมืองชัยภูมิ มีฐานเสียงสำคัญทั้งในระดับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยช่วงแรกนั้น มีสันติ ชัยวิรัตนะ เป็นหัวเรือใหญ่ เมื่อสันติเสียชีวิต ประสิทธิ์ก็รับช่วงต่อ ภายใต้ร่มธงพรรคไทยรักไทย

เมื่อ “บรรยงค์ เกียรติก้องชูชัย” เศรษฐีพันล้านแห่งชัยภูมิ ก้าวสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ โดยแข่งกับทีมส.ท.เก่า ที่มีประสิทธิ์หนุนหลัง ผลกลุ่มบรรยงค์ ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นนายกเล็ก

เลือกตั้ง 2550 “บรรยงค์” ส่งน้องชาย “นพ.บัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย” สวมเสื้อพรรคชาติไทย แข่งกับประสิทธ์ พรรคพลังประชาชน ก็เอาชนะได้เป็น ส.ส.คนแรกของตระกูล “เกียรติก้องชูชัย” เมื่อศาลสั่งยุบพรรคชาติไทย หมอบัณฑูรย์ก็ต้องเว้นวรรค 5 ปี เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค

ประสิทธิ์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิหลายสมัย 

เลือกตั้ง 2554 “บรรยงค์” ส่งน้องชายคนเล็ก-โอชิษฐ์ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ก็เอาชนะประสิทธิ์ได้อีกหน และถัดจากนั้นมีเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ บรรยงค์ลงป้องกันแชมป์ เจอกับสานนท์ ด่านภักดี ที่มีประสิทธิ์ให้การสนับสนุน ก็พ่ายบรรยงค์อีกสมัย

ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงเลือกตระกูล “เกียรติก้องชูชัย” เป็นตัวแทน เพราะตระกูลชัยวิรัตนะ พ่ายซ้ำซาก

หมอประสิทธิ์กางตารางหาเสียงแล้ว ด้วยพลังหนุนจากเสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล จึงหมายมั่นปั้นมือจะต้องล้างแค้นตระกูลเกียรติก้องชูชัยให้ได้

ด้านหมอโอชิษฐ์ เจ้าของ “คลินิกสิว ฝ้า หมอโอชิษฐ์-อุษณีย์” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในภาคอีสาน ก็เริ่มให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อค่ายเพื่อไทย และออกทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน

“วสันต์ กล้าแท้”  พรรคพลังประชารัฐ ส่งเข้าประกวด 

ที่น่าสนใจในสนามเขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “วสันต์ กล้าแท้” ส.อบจ.ชัยภูมิ เขต อ.เมือง ลงสนาม โดยให้ราคาเป็นเต็งหนึ่งของทีม พปชร. 6 เขต

วสันต์ เป็นลูกชายของ “ปัญญา กล้าแท้” อดีตกำนัน ต.บุ่งคล้า อดีตส.อบจ.ชัยภูมิ 2 สมัย และรองประธานสภา อบจ.ชัยภูมิ ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 ปัญญาถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ชัยภูมิ เพื่อไทย แต่อกหัก เพราะพรรคเลือกหมอประสิทธิ์

ส.จ.ปัญญาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ทีมงานการเมืองเดิม ยังช่วยวสันต์หาเสียง แข่งกับอดีตส.ส.สองคน ซึ่งไม่ง่ายเลยที่นักการเมืองคนบ้านบ้านจะเอาชนะ “หมอการเมือง” สองคนนี้ไปได้

แผนลึก “เฮียเม้ง” ส่งหลานรักลงเขต 4 ล้มตระกูล “เที่ยงธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนลึก “เฮียเม้ง” ส่งหลานรักลงเขต 4  ล้มตระกูล “เที่ยงธรรม”

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 12:01 น.
สนามเลือกตั้งสุพรรณ,จองชัย เที่ยงธรรม,เฮียเม้ง-ประภัตร โพธสุธน,ประภัตร โพธสุธน,พรรคชาติไทย,ป๋าเติ้ง,มังกรสุพรรณ,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร
เปิดอ่าน 3,653 ครั้ง

เอาแล้ว “นักเลงบ้านกล้วย” ประกาศท้าชกเดิมพันกับ “นักเลงบ้านไร่” งานนี้ไม่มีวิน-วิน เพราะเขตเดียวเบอร์เดียว!!

000 นักเลงบ้านกล้วย “จองชัย เที่ยงธรรม” ลั่นคำสุพรรณบุรี มี 4 เขตเลือกตั้ง ก็แบ่งกัน 4 ตระกูล “ศิลปอาชา-ประเสริฐสุวรรณ-โพธสุธน-เที่ยงธรรม” แต่นักเลงบ้านไร่ เฮียเม้ง-ประภัตร โพธสุธน” เล่นกลส่งหลานชายไปลงเขต 4 (เดิมบางนางบวช) ชนลูกชายเฮียจองชัย จึงต้องระเบิดศึกไทยไฟท์คู่หยุดโลก ณ เวทีมวยชั่วคราวเขต 3 (ศรีประจันต์)

000 30 ปีที่แล้ว เฮียเม้ง” พรรคชาติไทยกับ เฮียจองชัย” พรรคกิจสังคม ยืนซดหมัดในเขต 2 สุพรรณบุรี มาสองสมัยคือ 2526 และ 2529 แต่สมัยโน้นเลือกตั้งแบบ “พวงใหญ่” เลยสอบได้ทั้งคู่ เพราะคู่แข่งคนอื่นๆ เงินตราและบารมีสู้ไม่ได้ ตอนหลัง “ป๋าเติ้ง” เจรจาความดึงเฮียจองชัยมาอยู่พรรคชาติไทย สงครามสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีเลยยุติ

ประภัตร โพธสุธน

000 เลือกตั้ง 2562 สุพรรณบุรี จำนวน ส.ส.ลดลง 1 คน เหลือแค่ 4 เขต ซึ่งเขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.ด่านช้าง อ.เดิมบางนางบวช  อ.หนองหญ้าไซ และสองตำบลใน อ.ดอนเจดีย์) ตัวยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาคือ เสมอกัน เที่ยงธรรม” ลูกชายของเฮียจองชัยที่เคยเป็นผู้แทนฯ เขตนี้มาแต่ปี 2548 แต่ ยุทธนา โพธสุธน” หลานชายของเฮียเม้ง ดันไปสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ และแจ้งหัวคะแนนแถวเดิมบางนางบวชว่า จะลงสมัคร ส.ส.เขต 4 แน่นอน

จองชัย เที่ยงธรรม

000 สำหรับหลานรักเฮียเม้ง ยุทธนา” อดีตกำนัน ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ เป็นส.ส.สุพรรณ รุ่นเดียวกับ “เสมอกัน” กำนันยุทธนาลงในเขต อ.ศรีประจันต์ แทนเฮียเม้งที่ขยับขึ้นบัญชีรายชื่อ เหมือนเสมอกันลงแทนเฮียจองชัยที่ อ.เดิมบางนางบวช โดยตอนหลังทั้งคู่ต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี หลังศาลสั่งยุบพรรคชาติไทย

ยุทธนา โพธสุธน กับ สหรัฐ กุลศรี ออกงานร่วมกัน

000 เลือกตั้ง 2554 อ.เดิมบางนางบวช เป็นเขต 5 เฮียจองชัย ส่งภรรยา-มุกดา เที่ยงธรรม ลงสนามแทนเสมอกัน แต่พลาดท่าปราชัยให้ “หนุ่มลาวครั่ง” สหรัฐ กุลศรี พรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ทำเอา “ป๋าเติ้ง” โกรธมาก เมื่อถูกนักการเมืองโนเนมมาเจาะยาง และเหตุนี้เองจึงมีกระแสข่าวในกลุ่มหัวคะแนนชาติไทยพัฒนาว่า เฮียเม้งเกรงว่า เลือกตั้งรอบใหม่ตระกูล “เที่ยงธรรม” จะพลาดท่าปราชัยอีก เลยวางแผนส่งหลานชาย-กำนันยุทธนา ลงไปสำรองเอาไว้

ทักษิณ ชินวัตร กับ สหรัฐ กุลศรี อดีต ส.ส.สุพรรณ

000 วันนี้คนแถวเดิมบางนางบวชรู้สึกแปลกใจที่เห็น กำนันยุทธนา” กับ “สหรัฐ” ควงแขนกันไปตามงานบุญ งานศพ เหมือนจะจับมือกันเพื่อ ล้มเที่ยงธรรม” ชาวบ้านยังดูออก มีหรือเฮียจองชัยจะอ่านเกมใต้ดินของเฮียเม้งไม่ทะลุ นักเลงบ้านกล้วย” จึงประกาศท้าชกเดิมพันกับ นักเลงบ้านไร่” งานนี้ไม่มีวิน-วิน เพราะเขตเดียวเบอร์เดียว

กองเชียร์ พปชร.สุพรรณฯ ออกมาเชียร์หลานประภัตร สังเกตภาพยุทธนา ที่สกรีนบนเสื้อชาวบ้าน

000 คนเมืองเหน่อปวดหัวแน่ๆ เมื่อเห็นรายการไทยไฟท์คนศรีประจันต์ เขต 3 “จองชัย” ชน “ประภัตร” เขต 4 “เสมอกัน” ชน “ยุทธนา” แถมเฮียจองลั่นคำโต “เที่ยงธรรม” ต้องชนะทั้งสองเขต แต่เฮียเม้งหัวเราะลั่นคุ้งน้ำสุพรรณฯ

000 ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า เฮียเม้งจะดันหลานชาย-ยุทธนา ไปอยู่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแทนลง ส.ส.เขต แต่ดูเหมือนเฮียจองชัยก็ยังไม่พอใจ เมื่่อนักเลงบ้านกล้วยตัดสินใจชิงพื้นที่เขต 3 ลูกหลานป๋าเติ้ง ก็ไม่ยอมถอยเช่นกัน

000 เรียบร้อยแล้วสำหรับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี 6 เขตของ พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เมืองหอยใหญ่เป็น “กล่องดวงใจ” ของลุงกำนัน

เชน เทือกสุบรรณ

ประกอบด้วยเขต 1 ธานี เทือกสุบรรณ เขต 2 ยอดขวัญ ชุมวระ ผู้บริหารบริษัท ยอดขวัญ คอนสตรัคชั่น จำกัด เขต 3 ภัสสร พัฒนสิงห์ ภรรยาอุทัย ยอดมณี อดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เขต 4 เชน เทือกสุบรรณ เขต 5 ปรีติ เชาวลิตอดีต ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.ชัยบุรี เขต 6 ภูมิ เทือกสุบรรณ อดีต ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.ท่าชนะ

000 พรรคลุงกำนันหวังจะปักธงสนามเมืองคนดีอย่างน้อย 4 เขต 4 คนคือ ธานี เทือกสุบรรณเชน เทือกสุบรรณปรีติ เชาวลิต และภูมิ เทือกสุบรรณ โดยเฉพาะพื้นที่ของน้องชาย “กำนันเล็ก-เชน” ต้องไม่แพ้

ธานี เทือกสุบรรณ

000 เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ยอมให้สัมภาษณ์นักข่าวนานกว่าสองสัปดาห์แล้ว วันวาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานทำพิธีมอบคืนโฉนดที่ดิน “คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” ครั้งที่ 7 พื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 เขต อีสานตอนล่าง 8 จังหวัด ซึ่งยุทธการ “คืนโฉนด” ให้คนจน นับเป็นผลงานรูปธรรมที่จับต้องได้ของรัฐบาลทหาร

‘ลุงตู่’ ขี่ ‘ทักษิณ’ ขึ้นนายก ได้หรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ลุงตู่’ ขี่ ‘ทักษิณ’ ขึ้นนายก ได้หรือ?

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 11:00 น.
ทักษิณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,957 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน   โดย…ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

รอแค่ประชาชนตอบรับพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ ในการรับการเสนอชื่อเป็นเบอร์ 1 ของบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ชื่อของลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็กลายเป็น “คนการเมือง” อย่างเป็นทางการ หลังจากจดจ้องหาจังหวะมานาน

ไม่น่าจะมีอะไรพลิกผัน แต่การขึ้นเป็นเบอร์ 1 บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของ พลังประชารัฐ จะเป็นสปริงทำให้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งต่อได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคณิตศาสตร์ทางการเมือง คือผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งถ้าเอาชัวร์ฐานนักการเมืองเก่าที่ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐกับคะแนนนิยมในตัวลุงตู่เลือกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ที่มาวินในทุกโพลล์) ต้องทำให้พรรคพลังประชารัฐขึ้นเป็นพรรคลำดับสองของการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าต้องได้ ส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อให้ได้เกิน 109 ที่นั่ง ถึงจะทำให้เข้าป้ายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะแพ้อันดับหนึ่งอย่างเพื่อไทยและเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม

แต่เอาเข้าจริง ยังหืดขึ้นคอสำหรับพรรคพลังประชารัฐที่จะได้ส.ส.ถึง 100 ที่นั่ง ต้องทำการบ้านอย่างหนักใน 7 สัปดาห์ที่เหลือ เพราะ ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ใช่ “หมูให้เชือด” ในสนามเลือกตั้ง 6 ครั้งหลัง นับแต่เลือกตั้งปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร ชนะหมด ทั้งเลือกตั้งโมฆะและไม่โมฆะ ยิ่งเกมนักเลือกตั้งที่ต้องใช้สารพัดวิชาทั้งใต้ดินบนดิน ซึ่งไม่มีในตำราพิชัยสงครามที่นักเรียนนายร้อย จปร.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ท่องได้แล้ว ต้องบอกว่าเป็น “เวที” ที่ลุงตู่ไม่ได้เปรียบเสี่ยแม้วเลย

มีเสียงกระซิบกระเซ็นกระสายมาว่า ถึงแม้ไม่ชนะที่สองก็อาจจะมีการใช้ “ทฤษฎีเสียงข้างน้อย” ตั้งรัฐบาล ฟันธงตรงนี้ได้เลยว่า “ยาก” เพราะไม่ใช่คิดได้แล้วจะทำได้ เพราะเกมกดดันข้างนอกในการตีกันไม่ให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทักษิณ ชินวัตร เดินปูทางไว้แล้วหากพลเอกประยุทธ์ ดันใช้ทางเลือกนี้มีหวังเลือดเดือดอีกหน

ทางเดียวที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหนอย่างสง่างาม คืออย่างน้อยต้องนำทัพขึ้นเป็นเบอร์สอง หรืออย่างน้อยต้องได้ 100 ที่นั่ง

หูตาภาคประชาชนร่วมส่องเข้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หูตาภาคประชาชนร่วมส่องเข้มเลือกตั้ง

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 09:00 น.
สัก กอแสงเรือง,ชาติชาย เหลืองเจริญ,เลือกตั้ง,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 340 ครั้ง

คมชัดลึก…ลุยเลือกตั้ง

การเมืองกำลังเข้มข้น ภาคประชาชนก็ไม่นิ่งนอนใจ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ร่วมกับสภาองค์กรชุมชน จัดเสวนา “ความร่วมมือการพัฒนาประชาธิปไตย” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันก่อน พร้อมทำบันทึกความร่วมมือการพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งร่วมกัน

โดยมีนายสัก กอแสงเรือง ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย และนายชาติชาย เหลืองเจริญ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ เป็นผู้ลงนามร่วมกันในครั้งนี้เพื่อแสดงความพร้อมในการรับมือกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

สัก กอแสงเรือง ประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บอกว่าการเลือกตั้งนั้นจะต้องเริ่มต้นมาจากความชัดเจนของกฎหมาย ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองจะต้องดำเนินการปฏิบัติตาม ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ภาคประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ โดยเฉพาะภาคประชาชนที่มีความพร้อม อย่างมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือสภาองค์กรชุมชน อันเป็นหน่วยงานที่จะช่วยสอดส่องดูแล และช่วยเป็นกระบอกเสียงสื่อสารไปยังพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ทั้งยังระบุว่า หลังจากที่พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งประกาศใช้ ภาคประชาชนนั้นจะต้องเพิ่มระดับความร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ชาติชาย เหลืองเจริญ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ กล่าวว่า ภาคประชาชนได้มีการเตรียมตัวและมีความพร้อมในการทำหน้าที่ตรวจสอบติดตาม โดยจะจับตาดูการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ และบรรลุวัตถุประสงค์ด้านกระบวนการยุติธรรมของทุกภาคส่วน ซึ่งหวังว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ภาคประชาชนจะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดนโยบายเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพ เข้าไปทำหน้าที่ออกแบบการพัฒนาประเทศ ผ่านการสอดส่องจากภาคประชาชน เป็นผู้แทนฯ ที่เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน

ทั้งมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) และสภาองค์กรชุมชน ได้กำหนดกรอบความร่วมมือ ที่มุ่งช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับเรื่องของอาสาสมัครที่มาจากทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมาย คือ

– ให้มีอาสาสมัครร่วมสังเกตการณ์ครบในทุกพื้นที่ ตั้งแต่เริ่มมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 จนถึงวันที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

– รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งให้มีการนำเสนอนโยบายของผู้สมัคร โดยให้นำประเด็นเรื่องการขับเคลื่อนของสภาองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจสู่ชุมชน และการบริหารงานท้องถิ่นประกอบเป็นส่วนสำคัญด้วย

– สังเกตการณ์และการตรวจสอบการเลือกตั้ง ตลอดวัฏจักรการเลือกตั้ง กำหนดตามห้วงเวลา (การรับสมัคร การหาเสียงห้วงแรก การหาเสียงโค้งสุดท้าย วันเลือกตั้ง และการรายงานผลคะแนน) โดยสามารถใช้เครื่องมือที่มูลนิธิองค์กรกลางฯ จัดให้มีขึ้น หรือเครื่องมือแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการแจ้งข้อมูล หรือเบาะแสต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผ่านเครื่องมือดังกล่าว โดยที่ภายหลังการเลือกตั้งจะต้องมีการดำเนินการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยฐานราก และการเมืองภาคพลเมือง

วิภาศศิ ช้างทอง กรรมการดำเนินการตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน ได้ตั้งข้อสังเกตต่อ กกต. ในกรณีที่ทาง กกต.ไม่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ จึงน่าเป็นห่วงว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ และขั้นตอนรูปแบบการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อจริง แต่ชาวบ้านบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงเห็นว่า กกต.ควรสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง อีกทั้งแสดงความเป็นห่วงถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่จะลงไปทำหน้าที่ จะต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ ทั้งนี้ควรจะมีการถอดถอนนักการเมืองในพื้นที่ เมื่อไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

สกุล สื่อทรงธรรม กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า สภาองค์กรชุมชนทุกจังหวัด มีความพร้อมที่จะร่วมกันตรวจสอบการเลือกตั้งในครั้งนี้ รวมไปถึงการแจ้งเบาะแส ซึ่งทาง กกต.ควรจัดการอบรมให้แก่สมาชิกสภาองค์กรชุมชน เพื่อให้สมาชิกสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งได้อย่างเข้มข้น เป็นการเพิ่มบทบาทหน้าที่ให้แก่ภาคประชาชนมากขึ้น และทาง กกต.ควรให้โอกาสแก่องค์กรต่างๆ รวมถึงองค์กรต่างชาติเข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง เนื่องจากองค์กรต่างชาติไม่ได้ใช้งบประมาณของภาครัฐ พร้อมขอให้ กกต.แสดงความกล้าหาญที่จะตอบรับให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์ อย่างน้อยประมาณ 70 คน เพื่อให้เกิดการกระจายตัวลงไปในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะทำให้การหาเสียงเป็นไปอย่างสุจริต กกต.จะต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เพื่อเลือกคนดีเข้าสภา และอย่าดำเนินการจัดการเลือกตั้ง เพียงเพื่อให้แล้วเสร็จตามกฎหมายเท่านั้น เพราะอาจจะนำไปสู่ความคับข้องใจของประชาชน และสมาชิกพรรคการเมือง รวมถึงนักการเมืองได้

มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ได้เปิดช่องทางโซเชียล (LineID : @pnet) เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง พร้อมแจ้งข้อมูลเบาะแสต่างๆ เข้ามาได้ และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตยกับสภาองค์กรชุมชน จะเป็นสื่อกลางช่วยประสานงานไปยัง กกต. โดยการส่งต่อข้อมูลและเบาะแสที่ได้รับมาให้แก่ กกต.โดยตรง

เมื่อองค์กรภาคประชาชนขยับ ความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม จึงมีมากขึ้น

ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะใบสั่งใคร “อุตตม สาวนายน” หน.พรรค พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360828?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะใบสั่งใคร “อุตตม สาวนายน” หน.พรรค พปชร.

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 08:47 น.
อุตตม สาวนายน,พรรคพลังประชารัฐ,ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะใบสั่งใคร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 698 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

“อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดใจในรายการ “คม ชัด ลึก” เนชั่นทีวี ถึงเป้าหมายบนสนามการเมือง หลังลาออกจาก รมว.อุตสาหกรรม พร้อมกับ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค​, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์​ ในฐานะเลขาธิการพรรค และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรค เพื่อทำงานการเมืองเต็มตัวกับพรรคพลังประชารัฐ

“วันนี้ผมเหลือแค่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐหลังลาออกจาก รมว.อุตสาหกรรม พร้อมกับสามรัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรค ผมเกิดเป็นคนไทยที่หวังเห็นบ้านเมืองดี ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง ผมเคยเป็นอาจารย์ ทำงานธนาคาร แล้วมาช่วยงานด้านนโยบายพรรคไทยรักไทย และผู้ช่วยรัฐมนตรีจากการทาบทามของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในตอนนั้นนโยบายของพรรคนั้น มีข้อดีและข้อเสียทั้งสองส่วน จากนั้นไปบริหารมหาวิทยาลัยและเมื่อสามถึงสี่ปีที่แล้ว “สมคิด” ที่ผมนับถือเป็นอาจารย์ก็มาชวนผมให้มาช่วยงานการเมืองในช่วงที่ผ่านมา”

“ช่วงรอยต่อการเป็นอาจารย์แล้วมาทำงานธนาคาร ช่วงนั้นเริ่มเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมเห็นคนไทยลำบากในวันนั้น และวันนี้ก็อยากจะทำให้คนไทยไม่กลับไปยังจุดนั้นอีก ผมลงพื้นที่ต่างจังหวัดบ่อยมากในช่วงนั้น รวมทั้งช่วงที่ทำงานในรัฐบาล แม้บางคนบอกว่าผมไม่ได้เกิดที่ท้องไร่ท้องนาจะรับรู้ปัญหาชาวบ้านอย่างไร แม้ผมเลือกเกิดไม่ได้แต่การทำงานที่ผมทำนั้นมันก็บอกให้ผมรับรู้ได้ และมันคือข้อมูลที่ผมมีและนำมารวมกับคนอื่นๆในพรรคจนเกิดเป็นนโยบายพรรค”

          0 เหตุที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคนี้คืออะไร ?
การที่มาร่วมงานที่พรรคนี้ร่วมกับอดีตสามรัฐมนตรีรวมทั้งคนอื่นๆ เพราะมองว่าเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญแล้ว พวกเราอาสาพาไปยังจุดเปลี่ยนนั้นไม่กลับไปสู่ที่เดิม พวกเรามากันหลายสายแต่เห็นร่วมกันว่าพรรคและบุคลากรที่นี่มีความพร้อม ตัวผมนั้นถือว่าเป็นสตาร์ทอัพการเมืองที่ลงสนามเต็มตัวครั้งแรก แต่ก็มาร่วมกันด้วยอุดมการณ์ให้เมืองไทยและคนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข มีความหวัง

หากถามว่าพรรคพลังประชารัฐนั้น ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร ขอบอกว่า พลังคือ การรวมของทุกฝ่าย ประชาคือประชาชน รัฐคือรัฐบาล เมื่อประชาชนและรัฐบาลมารวมกันมันก็เกิดพลังร่วมสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ยืนยันว่าชื่อพรรคนี้ไม่ได้นำนโยบายประชารัฐของรัฐบาลนี้มาตั้งชื่อ หากถามว่านโยบายดีๆ ของรัฐบาลนั้น สิ่งที่เหมาะสมเราทำต่อและทำให้ดีขึ้น พรรคสานต่อสิ่งที่เหมาะสมและทำให้ดีขึ้น รวมทั้งยังมีของใหม่ๆ อีกเยอะที่จะทยอยเปิดต่อสังคม พรรคเพิ่งตั้งมา นโยบายที่รัฐบาลทำอยู่เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐและเป็นผลงานของพรรคที่ส่งให้รัฐบาลทำนั้น หากบอกไปแบบนี้ใครจะเชื่อ

ตอนนั้นผมยังอยู่ร่วมใน ครม. นโยบายใดที่มีก็ต้องปฏิบัติ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่การเมือง พรรคต้องตอบโจทย์เพื่อรับใช้สังคมด้วยบุคลากรและนโยบายพรรค พรรคใดจะนำนโยบายรัฐบาลไปใช้ก็ได้เพราะมันเกิดประโยชน์กับประชาชน มันเป็นมิติใหม่ทางการเมือง อย่าไปคิดว่า นโยบายนี้ไม่ใช่ของพรรคตัวเอง ไม่ใช่ มันเล่นการเมืองมากไปแบบนี้

     0 บางคนถามว่าความดีของคนสิ้นสุดลงเมื่อลงเล่นการเมืองนั้นจริงหรือไม่ ?
สิ่งที่ถามมานั้น ผมมองว่าไม่จริง คนที่ทำงานการเมืองนั้นทำสิ่งดีๆ และรักษาไว้ได้ เมื่อผมมาร่วมงานที่พรรคนี้ บางคนมองว่าผมมาที่นี่เพราะใบสั่ง ยืนยันไม่มีใครสั่งผมในเรื่องนี้ การที่ผมจะทำตามคำสั่งนั้นต้องอยู่ในตำแหน่งผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ช่วงที่เป็นรัฐมนตรี แต่วันนี้หากใครมาสั่ง มันอยู่ที่ว่าผมจะฟังและจะทำหรือไม่

“ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หรือใครคนอื่นๆ ไม่ได้สั่งให้ผมมารับหน้าที่หัวหน้าพรรค”

          0 พรรคจะเป็นพรรคเฉพาะกิจทางการเมืองหลังการยึดอำนาจ เช่น สามัคคีธรรมหรือเพื่อแผ่นดินหรือไม่ ?
ขอเรียนว่าพันธกิจของพรรคไม่ใกล้เคียงสองพรรคข้างต้นเลย และจะพิสูจน์ว่าวันที่ประชาชนตัดสินนั้น จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพรรคเราสืบทอดอำนาจหรือไม่

หากถามว่าสามแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคจะเสนอต่อสังคมนั้น วันนี้พรรคกำลังดำเนินการและไม่ช้าไม่นานจะแจ้งต่อสังคม ยังบอกไม่ได้ว่าตัวผมจะมีชื่อในบัญชีนั้นหรือไม่เลย เพราะตอนนี้สมาชิกพรรคกำลังระดมความเห็นในเรื่องนี้อยู่ รวมทั้งที่คาดว่าจะมีชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเช่นกัน ส่วนที่แกนนำพรรค เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน บอกสังคมไปว่า หากพรรคไม่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์นั้นน่าจะเหนื่อย ตรงนี้ต้องชื่นชมความเห็นนายสมศักดิ์ที่พูดตรงๆ เพราะทราบว่านายสมศักดิ์ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็ต้องรอฟังความเห็นคนในพรรคด้วย

ย้ำว่า “พรรคนี้ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ประชาชนเห็นจุดกำเนิดของพรรคแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่มีใครชี้นำพรรคนี้ เพราะเป็นพรรคของประชาชนและเป็นสถาบันการเมือง ไม่ใช่ตั้งพรรคมารองรับใคร”

 0 บางพรรคหาเสียงว่าอยู่กับพรรคนี้กระเป๋าตุง เลือกลุงและพรรคนั้นกระเป๋าแฟบ ?
ขอถามว่ากระเป๋าตุงที่บางพรรคบอกนั้น มันตุงนานและกลวงข้างในหรือไม่ หรือกระเป๋าคนอื่นตุงกันแน่
ขอเรียนว่าสิ่งที่บางพรรคพูดนั้นไม่จริง วันนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น เราปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ รวมทั้งสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศคือสินค้าเกษตร ที่มีเกษตรกรสามสิบล้านคนรอ ความผันผวนราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกนั้นมีมาตลอด จนเกษตรกรบางคนกระเป๋าตุง กระเป๋าแฟบตามตลาดโลก และคำคำนี้บางพรรคใช้สื่อความกับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งเกษตรกรที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นฐานเสียง ยืนยันว่าที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาให้แก่คนเหล่านี้แล้วและทำแบบยั่งยืน เราทำให้มีการต่อยอดสินค้าเกษตรไม่ให้เป็นสินค้าต้นทางอีกต่อไป เราจะใช้ระบบไอทีและการตลาดสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา รวมทั้งภาคบริการ ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม เชื่อว่าพรรคจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะยึดโครงสร้างแบบเดิมไม่ได้

ส่วนบัตรประชารัฐ เรื่องนี้คำนวณกันแล้วว่าไม่กระทบงบประมาณแผ่นดิน และปฏิบัติตามกรอบวินัยการเงินการคลัง มันเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นสวัสดิการให้คนไทยไปใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ วันนี้คนไทยบางส่วนยังขาดโอกาสอีกหลายอย่าง ทั้งๆ ที่เมืองไทยมีอะไรดีๆ อีกเยอะ ตรงนี้พรรคจะไปแก้ไขให้ยั่งยืน เราต้องปรับตัวให้กระเป๋าของทุกคนตุงกว่าเดิม

แม้บางพรรคอ้างว่าเป็นคนต้นคิดและกำลังต่อยอดให้สมบูรณ์ขึ้นนั้น ผมไม่ทราบ แต่ขอถามว่าสิ่งใดที่เคยมีและดีมานั้นพรรคจะทำต่อและต่อยอดให้เต็มที่ ทุกพรรคควรช่วยทำตรงนี้ไม่ใช่มาพูดกันว่าของใครดีกว่าเพราะตัวเองพูดเก่งกว่า

นโยบายที่พรรคจะทำนั้น คือสวัสดิการประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ สังคมประชารัฐ ที่จะมีสิ่งเติมเต็มเข้ามาและจะทยอยเปิดตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้พรรคแตกต่างจากพรรคอื่นๆเพราะพรรคคิดแบบยั่งยืน ทำทั้งระบบ และเชื่อว่าทำแล้วได้ผลเร็ว รวมทั้งจะขยายไปให้ครอบคลุมคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมด้วย เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นต้องดูแลคนไทยทั้งชาติ แม้แต่หนี้นอกระบบ พรรคก็จะดำเนินการ มันเป็นปัญหาที่อยู่กับคนหลายกลุ่มในสังคม ไม่ใช่เพียงแค่อยู่กับคนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น

          0 ความพร้อมที่จะแข่งขันกับพรรคต่างๆ และเป้าหมาย ส.ส.ที่หวังจะได้หลังการเลือกตั้ง รวมทั้งจะร่วมกับพรรคใดตั้งรัฐบาล ?
วันนี้ต้องหาเสียงและรอผลการเลือกตั้ง จากนั้นคณิตศาสตร์การเมืองจะเกิดขึ้นแล้วคำตอบจะออกมา หากถามว่าอยากได้ ส.ส.เท่าใด ผมตอบว่า มากที่สุดเท่าที่พรรคจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ เพราะไม่มีสูตรตายตัว แล้วค่อยดูว่าจะแตะมือกับพรรคใดบ้าง

        0 บางคนมองว่าตอนแรกเหมือนพลังประชารัฐจะแตะขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต้านพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์คล้ายจะเดินคนละทางกับพรรค จนพรรคเพื่อไทยมีช่องเจาะได้ ?
การลงแข่งขันทางการเมืองต้องเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชนตัดสิน ทุกคนจะมองภาพว่าการเมืองมีการซูเอี๋ยกันนั้น มันจะเกิดภาพแบบนี้ไม่ได้ พรรคพร้อมเป็นรัฐบาลและเป็นฝ่ายค้าน แต่อยากทำงานเป็นรัฐบาลมากกว่าจะได้ต่อยอดสิ่งดีๆ ให้สังคม พรรคอยากให้บ้านเมืองก้าวผ่านจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่กลับสู่วังวนแบบเดิมๆ

          0 ถูกมองว่าพรรครวบรวมนักการเมืองเขี้ยวลากดินมาร่วมงาน จะเกิดปัญหาการต่อรองตำแหน่งในอนาคตหรือไม่ ?
ตอนที่ทุกคนมาร่วมงานที่พรรคนี้ หารือกันแล้วว่าจะไม่ทำการเมืองแบบเดิมๆ ในเรื่องต่อรองตำแหน่งจนเกิดความเฉไฉ ส่วนที่บางคนบอกว่านักการเมืองพูดนั้นเชื่อถือไม่ได้ ผมมองว่ามันควรดูพฤติกรรมของใครคนนั้นว่าเป็นเช่นใด แต่ผมเชื่อมั่นคนการเมืองที่มาร่วมงานในพรรคนี้ว่าเชื่อถือได้และคิดว่าเอาอยู่

“กติกาเลือกตั้ง”หรือว่า”นักการเมือง”ตัวปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กติกาเลือกตั้ง”หรือว่า”นักการเมือง”ตัวปัญหา

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 08:39 น.
นักการเมือง
เปิดอ่าน 171 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น

ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งส.ส. ประกาศใช้และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 24 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้งและจะมีการเปิดรับสมัคร ส.ส. ในวันที่ 4- 8 กุมภาพันธ์นี้

แต่ตอนนี้ยังไม่ทันเลือกตั้งก็มีการมอง “ข้ามช็อต” ไปถึงการสูตรตั้งรัฐบาลกันแล้วว่าจะออกมาในรูปแบบไหนได้บ้าง

และหากพูดถึงคนที่มีสิทธิเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ก็มีแค่ 4 คน เท่านั้น คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์กับนายอภิสิทธิ์ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็คือ ชัชชาติกับสุดารัตน์ โดยมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลเมื่อฝ่ายใดชนะเลือกตั้ง

ตอนนี้มีการปล่อยข่าวออกมาว่า ในจำนวน 500 เสียง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกแบ่งออกเป็น 400 กับ 100 โดย 3 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ ช่วงชิงกันใน 400 เสียง ส่วนอีก 100 เสียงที่เหลือพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

คราวนี้มาพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนอยู่เหมือนกัน ก็คือกฎกติกาเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่ง กกต.เพิ่งออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 โดย “นักการเมือง” ต่างเรียงหน้าออกมาโจมตีว่า มีเงื่อนไขมากไปบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง และสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามเมื่อพลิกดูในรายละเอียดของระเบียบดังกล่าว พบว่าโดยมากก็เหมือนหรือคล้ายกับระเบียบก่อนๆ ส่วนในเรื่องใหม่ก็เช่นในเรื่องผู้ช่วยหาเสียง ที่กำหนดว่าให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน

ในส่วนของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อให้มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หมายความว่าถ้าพรรคการเมืองนั้นส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต ครบทั้ง 350 เขต ก็มีผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคได้ถึง 3,500 คน ซึ่งนับว่าเยอะมาก

ในเรื่อง “ผู้ช่วยหาเสียง” นักการเมือง ตั้งคำถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครที่ถือว่าเป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” และจะนับกันอย่างไร

ประเด็นนี้ในระเบียบฉบับนี้ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ผู้ช่วยหาเสียง” ชัดเจนอยู่แล้วว่า หมายความว่า ผู้ที่ได้รับการว่าจ้างจากผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองให้เข้าร่วมกิจกรรมในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งตลอดระยะเวลาหรือช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเป็นบุคคลที่ได้แจ้งรายละเอียด หน้าที่และค่าตอบแทนต่อ กกต.

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ผู้สมัครส.ส. และพรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อ “ผู้ช่วยหาเสียง” ต่อกกต.อยู่แล้วว่ามีใครบ้าง และแต่ละคนช่วยหาเสียงในลักษณะไหน เช่น ถือป้าย ให้ช่วยหาเสียงวันไหน เวลาไหน ดังนั้นผู้สมัครและพรรคการเมืองย่อมรู้แล้วว่าใช้ “ผู้ช่วยหาเสียง” เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

และการเลือกตั้งครั้งนี้แผ่นป้ายหาเสียงให้มีภาพได้เฉพาะผู้สมัคร ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หัวหน้าพรรคการเมือง และสมาชิกพรรค เท่านั้น

นั่นหมายความว่าจะเอารูป “คนนอก” มาติดที่ป้ายหาเสียงไม่ได้ โดยยกเว้นให้กรณีเดียวที่เอารูป “คนนอก” มาติดที่ป้ายหาเสียงได้คือบุคคลนั้นได้รับการเสนอชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรค

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเรื่องใหม่ ก็เช่น ห้ามแจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง โดยนำไปวางหรือโปรยในที่สาธารณะซึ่งเมื่อก่อนไม่ห้าม, หาเสียงเลือกตั้งโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อก่อนกฎหมายไม่ได้เขียนชัดขนาดนี้

ส่วนอีกประเด็นที่ “นักการเมือง” ห่วงกันมาก ก็คือกรณีของ “โซเชียลมีเดีย” เกรงว่าถ้าตนเองมีเพจอยู่เกิดใครไปโพสต์โจมตีใคร หรือใช้ข้อความไม่เหมาะสม เจ้าของเพจต้องรับผิดชอบนั้น เรื่องนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายอยู่แล้วว่า ถ้าตัวเราไม่ได้กระทำหรือจ้างวาน หรือใช้ใครให้กระทำ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง มีคนไปเขียนข้อความหยาบคายหรือด่าใครบนป้ายหาเสียงของผู้สมัครส.ส.คนใด โดยที่ผู้สมัครส.ส.คนนั้น ไม่รู้เห็นด้วย ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

ในกรณีของเพจ ปกติถ้า กกต.พบหรือมีผู้ร้องเรียนว่ามีข้อความไม่เหมาะสมบนเพจใด และกกต.เห็นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย กกต.ก็จะแจ้งไปยังเจ้าของเพจให้ลบออก ซึ่งเมื่อเจ้าของเพจลบข้อความนั้นออกก็จบ แต่ถ้าเจ้าของเพจไม่ลบออกถึงจะมีความผิด

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างสอบถามไปยังกกต.จำนวนมากถึงการหาเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ทำได้หรือไม่ แต่กกต.จะไม่ตอบ เพราะเห็นว่าไม่ใช่ “ที่ปรึกษากฎหมาย” กกต.จะรอวินิจฉัยเมื่อเกิดเรื่องหรือเป็นคดีร้องมายัง กกต.แล้ว

อย่างไรก็ตามหากนักการเมืองใช้ความระมัดระวังเดินตามระเบียบของกกต.ว่าด้วยการหาเสียง ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร เหมือนกับที่เคยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งพูดไว้ในคดียุบพรรคว่า “หากไม่ทำผิดกฎหมายเสียอย่าง ใครจะไปทำอะไรคุณได้” แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็อย่าเลือกปฏิบัติกับฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ว่ากันตามตรงตามกฎหมายอย่างโปร่งใส เลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี