ศึกกระทุ่มแบน “สมชัย” ดวลลูกรัก “เฮียม้อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360823?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกกระทุ่มแบน “สมชัย” ดวลลูกรัก “เฮียม้อ”

วันที่ 31 มกราคม 2562 – 08:35 น.
สมชัย ศรีสุทธิยากร,ศึกกระทุ่มแบน,พรรคประชาธิปัตย์,เพื่อไทย,เฮียม้อ,มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์,นายก อบจสมุทรสาคร,อภิชาต โพธิ์ถนอม,พรรคชาติไทยพัฒนา
เปิดอ่าน 2,474 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

40 ปีที่แล้ว เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนบทกวี “กระทุ่มแบน” รำลึกกรรมกรหญิงอ้อมน้อยที่ถูกยิงเสียชีวิต หลายคนยังจำวรรคทองได้ “เราจะยืนหยัดเหยียดขึ้นเสียดฟ้า เราจะลุกขึ้นท้าภูผาหิน กระชากฟ้าห่าโหดโขมดทมิฬ ฉีกเป็นชิ้นกระทุ่มขยี้ให้บี้แบน”

นึกถึงกวีบทนี้ เมื่อเห็น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตนักกิจกรรมขาสั้นสวนกุหลาบ ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 สมุทรสาคร (อ.กระทุ่มแบน และบางตำบลใน อ.เมืองสมุทรสาคร)

“สมชัย” มีบทบาทโดดเด่นจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่องค์กรพีเน็ต และเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ สมชัยกระโจนสู่สนามเลือกตั้งแบบไม่ตั้งท่ามาก่อน

“สมชัย ศรีสุทธิยากร”

เดิมที พรรคประชาธิปัตย์วางตัว สุวิศว์ เมฆเสรีกุล อดีต ส.ว.สมุทรสาคร เจ้าของบริษัท เหล็กทรัพย์สยาม จำกัด เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 อ.กระทุ่มแบน แต่ภายหลัง สุวิศว์ถอนตัวกลางคัน พรรคจึงได้ส่งสมชัย เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 แทน

เลือกตั้ง 2554 น.ต.สุธรรม ระหงษ์ อดีต ส.ส.สมุทรสาคร และเป็นเจ้าของพื้นที่กระทุ่มแบน พ่ายแพ้ผู้สมัครหน้าใหม่จากเพื่อไทย “กำนันหลอ” บุญชู นิลถนอม อดีตกำนัน ต.อ้อมน้อย ชนิดสู้ไม่ได้

ชัยชนะของกำนันหลอ มาจากพลังคนเสื้อแดงในเขตอ้อมน้อย นับแต่ปี 2552 คนอีสานที่มาปักหลักทำมาหากินในอ้อมน้อย ได้รวมตัวกันเป็น “แดงอ้อมน้อย” ขับเคลื่อนร่วมกับ “แดงมหาชัย” จนย่านอุตสาหกรรมเขตกระทุ่มแบนแดงเถือก

“อภิชาต โพธิ์ถนอม”  พรรคชาติไทยพัฒนา

ปีนี้ น.ต.สุธรรม วางมือจากสนามเลือกตั้ง ผันตัวเองมาช่วยงานพรรค ส่วนกำนันหลอ บุญชู นิลถนอม ที่เคยอยู่ใน “กลุ่มไกรวัตนุสสรณ์” ได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่า จะลงสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคใด

สำหรับ “บ้านใหญ่-ไกรวัตนุสสรณ์” นั้น ได้ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา ตามคำชักชวนของ “บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์”

“เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร ในฐานะประมุขบ้านใหญ่ ได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสามเขตครบ โดยเฉพาะเขต 2 เฮียม้อเลือก “ส.จ.เอ็กซ์” อภิชาต โพธิ์ถนอม ส.อบจ.สมุทรสาคร อ.กระทุ่มแบน เขต 4 ซึ่งเป็นผู้ที่เฮียม้อไว้วางใจเปรียบเหมือน “ลูกรัก” คนหนึ่ง

เมื่อการเลือกตั้ง ส.อบจ.สมุทรสาคร ปี 2555 “ทีมคนทำงาน” ของเฮียม้อ กวาดมาได้ 22 ที่นั่ง ในเขต อ.กระทุ่มแบน ก็ได้ครบ 8 ที่นั่ง ภายใต้การนำของ “ส.จ.เอ็กซ์” และ ส.จ.หนุ่มได้ตำแหน่งรองประธาน ส.อบจ.สมุทรสาคร

ล่องหาเสียงของทีม ปชป.สมุทรสาคร

ด้วยเหตุนี้ เฮียม้อจึงส่งอภิชาต โพธิ์ถนอม ร่วมทีมกับลูกชายคนเล็กคือ อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ อดีต ส.ส.สมุทรสาคร โดยตั้งเป้าพรรคชาติไทยพัฒนาชนะยกจังหวัด

หัวคะแนนแถวกระทุ่มแบนแอบเมาท์มอยกันว่า การที่เฮียม้อไม่ส่งแชมป์เก่า กำนันหลอ ลงเขต 2 ทำให้ “บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์” รู้สึกไม่พอใจ เพราะเกรงว่า คะแนนเสียงของกำนันหลอ อาจสวิงเทไปช่วยพรรคอื่น

นอกจากนี้ “ทนายกันต์” กันต์กวี ทับสุวรรณ หลานชาย เอนก ทับสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็เริ่มหาเสียงในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่เขต 2

ยังไง คู่เอกของวิกกระทุ่มแบน ก็ยังเป็นนักมวยหน้าใหม่แต่พี่เลี้ยงเก๋า อย่าง “สมชัย-ส.จ.เอ็กซ์” ใครจะบี้ ใครจะแบน อีกไม่นานก็รู้

“อภิชาต” ลูกรักของ“เฮียม้อ” ผู้ยิ่งใหญ่มหาชัย

“กำนันโป้ย” นครพนม เผชิญ “โจ๊กโมเดล” สะเทือน “กำนันยูเอส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360713?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กำนันโป้ย” นครพนม เผชิญ “โจ๊กโมเดล” สะเทือน “กำนันยูเอส”

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 10:11 น.
โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,โจ๊ก,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,จองชัย เที่ยงธรรม,ประภัตร โพธสุธน
เปิดอ่าน 4,083 ครั้ง

เหตุการณ์กวาดล้างนายทุนเงินกู้ ช่างบังเอิญมาบรรจบกับฤดูเลือกตั้งพอดิบพอดีสินะ แว่วมาว่า นี่คือ “โจ๊กโมเดล” ในกระแสคะแนนนิยมสู้ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้?

000 นับแต่เปิดศักราชใหม่ “4 ยอดกุมาร” แห่งพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย อุตตม สาวนายน”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์สุวิทย์ เมษินทรีย์” และ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” เดินสายไปภาคอีสานบ่อยครั้ง เชื่อว่า แกนนำพลังประชารัฐ คงตระหนักดีถึง “คะแนนนิยม” สู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ จึงต้องออกแรงออกโรงกันสุดกำลัง

000 ภาพชาวบ้านลุกหนีเวทีปราศรัยที่มหาสารคาม เกิดจากทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เป็นนักการเมืองท้องถิ่น “มือใหม่” ในสนามใหญ่ บริหารจัดการเวทีไม่เก่ง เลยถูกคู่แข่งฉกฉวยภาพดังกล่าวไปดิสเครดิต แต่เวทีปราศรัยที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เหมือนหนังคนละม้วนกับมหาสารคาม

000 เนื่องจากเขตเลือกตั้งที่ 4 ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ คือ “ตวงทิพย์ จินตะเวช“ ลูกสาวกำนันตุ่น จินตะเวช อดีต ส.ส.ผูกขาดของชาวเดชอุดม แม้วันนี้ไม่มีกำนันตุ่น ก็มีมารดา อรนุช จินตะเวช รักษาการนายก อบจ.อุบลฯ เป็นพี่เลี้ยง ชาวบ้านกว่า 5 พันคน จึงได้เห็น อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกลีลาเซิ้งสนุกๆ ร่วมกับชาวบ้าน

อุตตม สาวนายน กับ ตวงทิพย์ จินตะเวช

000 ภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” โดยการนำของ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) พร้อมประสานกับตำรวจ-ทหารในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 ปูพรมจับกุมนายทุนเงินกู้อีสานใต้ หนึ่งในนั้นคือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน” อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย

000 สองวันก่อน “บิ๊กโจ๊ก” ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 4 แถลงข่าวจับกุมนายทุนเงินกู้รายใหญ่ อยู่ใน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งศาลได้ออกหมายจับ “อิทธิพล เรืองวรบูรณ์“ พร้อมลูกสาว ข่าวนี้สั่นสะเทือนยิ่งกว่าข่าวจับกุม “เสี่ยแก๋ พรชัย” แห่งประโคนชัย เพราะ “กำนันโป้ย” หรืออิทธิพลนั้นเป็น “ผู้กว้างขวาง” แห่งลุ่มน้ำศรีสงคราม

กำนันโป้ย ในงานวันเกิดปีที่แล้ว 

000 หลายปีก่อน กำนันโป้ย” กำนัน ต.ศรีสงคราม สวมหมวกอุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.สรรหา ปี 2551 และลูกชาย ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์” ได้รับเลือกเป็นกำนันสืบต่อมา จากการที่ยุทธจักรเรียนจบมาจากสหรัฐ ชาวบ้านจึงให้ฉายาว่า “กำนันยูเอส”

คฤหาสน์หรูของกำนันโป้ย (ภาพ : Life and Home)

000 หลังการเมืองไทยแบ่งขั้วสี กำนันโป้ยส่งลูกชายคนเล็ก ยุทธนา เรืองวรบูรณ์ ลงชิมลางการเมืองท้องถิ่น โดยสมัครชิงนายกเทศมนตรีตำบลศรีสงคราม ก็เอาชนะคนสนิทของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และอดีต รมช.เกษตรฯ พอถึงเลือกตั้ง 2554 กำนันยูเอส ยุทธจักร” ได้จังหวะขอวัดฝีมือกับครูแก้ว คนลุ่มน้ำเดียวกัน โดยลงสมัคร ส.ส.เขต 1 นครพนม กำนันยูเอสได้รับแรงหนุนจากคนเสื้อแดงอย่างล้นหลาม หักปากกาเซียน เอาชนะแชมป์เก่า ครูแก้ว ค่ายภูมิใจไทยไปได้

 ยุทธจักร หรือ  กำนันยูเอส

000 แม้ฝ่ายนายตำรวจใหญ่จะบอกว่า การจับกุม “กำนันโป้ย” ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่คนในพื้นที่ก็พูดกันไปต่างๆ นานา เพราะเหตุการณ์กวาดล้างนายทุนเงินกู้ ช่างบังเอิญมาบรรจบกับฤดูเลือกตั้งพอดิบพอดีโดยระหว่างนี้ “กำนันยุทธจักร” ได้เริ่มออกหาเสียงแล้ว ส่วน “ครูแก้ว” นั้นรู้ตัวดีว่า กระแสพรรคเป็นรอง” จึงไม่ทิ้งพื้นที่ และออกพบปะชาวบ้านสม่ำเสมอ

000 คนเมืองเหน่อพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ศึกศักดิ์ศรี คนศรีประจันต์” ในสนามเลือกตั้ง ไม่ว่า “จองชัย เที่ยงธรรม” หรือ ประภัตร โพธสุธน” เป็นผู้ชนะ แต่คนสุพรรณ เจ็บทั้งบาง” แต่เมื่อผู้ใหญ่ไม่ยอมเคลียร์ใจกัน ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเกม

จองชัย ขออยู่ภูมิใจไทยเป็นเรือนตาย

000 พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว จองชัย เที่ยงธรรม” พร้อมส่งนักการเมืองอาวุโสลงเขต 3 และเชื่อมั่นว่า จะปักธงสีน้ำเงินเหนือลุ่มน้ำสุพรรณบุรีได้ แต่มีเรื่องแปลกๆ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ แถวทุ่งเดิมบางนางบวช กลับเดินขบวนมาเรียกร้องให้พรรคส่ง ยุทธนา โพธสุธน” ลงสมัคร ส.ส.เขต 4 ตามเดิม เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า “ผู้ใหญ่” จะไม่ส่งลงสนามตามคำขอของเฮียจองชัย คนจริงแห่งบ้านกล้วย

000 อ่านไพ่ในมือคนโตแห่งบ้านไร่ ศรีประจันต์ ถ้าถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง “เฮียจองชัย” สวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามเขต 3  “เฮียประภัตร” เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ก็จะไฟเขียวให้ “กำนันยุทธนา” ค่ายพลังประชารัฐลงสนามชน “เสมอกัน เที่ยงธรรม” พรรคชาติไทยพัฒนา ที่เขต 4 กลายเป็น “ศึกสองตระกูล-สี่พรรค” ขณะที่กองเชียร์สองฝ่าย คงเชียร์ไป เช็ดน้ำตาไป

สปิริตสี่รมต.วันนี้ บูมเมอแรงถึงลุงตู่วันหน้า…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360700?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สปิริตสี่รมต.วันนี้ บูมเมอแรงถึงลุงตู่วันหน้า…

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 08:41 น.
พรรคพลังประชารัฐ,อุตตม​ สาวนายน,สุวิทย์ เมษินทรีย์,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,กอบศักดิ์ ภูตระกูล,ลาออก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 325 ครั้ง

คอลัมน์…   จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

และแล้ว 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ คือ “อุตตม​ สาวนายน​ รมว.อุตสาหกรรม​ ในฐานะหัวหน้าพรรค, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์​ ในฐานะเลขาธิการพรรค และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรค” ยื่นใบลาออกต่อหัวหน้ารัฐบาล เพื่อไปทำงานการเมืองเต็มตัวกับพรรคพลังประชารัฐ

หากถามว่าสิ่งที่ 4 รมต.ซึ่งเพิ่งอำลาเก้าอี้หมาดๆ เป็นการแสดงสปิริตและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองตามกระแสเรียกร้องหรือไม่ ?

บางคนอาจตอบว่า “ใช่ เพราะไม่มีกฎหมายมาตราใดบ่งบอกให้ลาออก”

อย่าลืมว่ารัฐบาลปัจจุบัน ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นหนึ่งในสายน้ำของคสช.นั้น มิได้เป็น “รัฐบาลรักษาการ” เหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะ ครม.ลุงตู่วันนี้ยังมีอำนาจเต็ม มิได้มีสภาพรัฐบาลรักษาการ ฉะนั้นทั้ง 4 รมต.มีฐานะเป็น “รมต.ที่มีอำนาจเต็ม” มิใช่ “รมต.รักษาราชการแทน”

บางคนมีคำตอบว่า “รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้วบนสามเหตุผลคือ เมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง, เมื่ออายุสภาผู้แทนราษฎรครบวาระ (4 ปี), เมื่อมีการยุบสภา”

สถานะครม.และรมต.ของบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในยามนั้น จะมีฐานะเพียง “รักษาราชการแทน”

ดังนั้น มาตรฐานของ 4 รมต.เมื่อไม่กี่เพลาที่ผ่านมา จะนำไปใช้กับรมต.คนอื่นๆ ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อไปในอนาคตไม่ได้…

แต่มาตรฐานวันนี้ของ 4 แกนนำพปชร. น่าจะตอบโจทย์และการเรียกร้องของพรรคต่างๆ ว่าอาจมีการเอาเปรียบกันหากคีย์แมนพปชร.ยังสวมหัวโขนแบบนี้เพื่อลดแรงกดดันและมีเวลาลุยทั่วไทยกับพปชร.ได้เต็มที่

แต่เมื่อทั้งสี่ชีวิตถอดออกแล้ว …แรงสะท้อนแบบบูมเมอแรงจะยิงแรงส่งไปยังใครในลำดับต่อไป? เพราะเมื่อมีมาตรฐานวันนี้ว่า “ทำงานทางการเมืองที่มีผลต่อพรรคการเมืองที่สังกัด” นั้น “ต้องลาออกจากตำแหน่ง”

คำตอบที่มิต้องคิดมากคือ “ลุงตู่ที่ยังนั่งทำงาน ณ ทำเนียบรัฐบาล”

เพราะไม่กี่วันข้างหน้า…ถ้าลุงตู่มีชื่อในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคใด ลุงตู่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง “นายกฯ” และ “หัวหน้า คสช.”หรือไม่ ?
มาตรฐานจาก 4 รมต.ที่แสดงสปิริตวันวาน ยิงแรงสะท้อนสองเท่าไปยังหัวหน้ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องตอบคำถามว่าจะดำเนินตามสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมาตรฐานการเมืองในยามนี้หรือไม่…?
ลุงตู่จะให้คำตอบเช่นใด..ติดตาม

ทางสามแพร่ง “บิ๊กตู่”นายกฯชัวร์…หรือแต่งตัวรอเก้อ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางสามแพร่ง “บิ๊กตู่”นายกฯชัวร์…หรือแต่งตัวรอเก้อ?

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 08:33 น.
พลังประชารัฐ,4 รัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริงพิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์  พึ่งเนตร 

นอกจากการลาออกของ 4 รัฐมนตรีแกนนำพรรคพลังประชารัฐเมื่อวานนี้แล้ว สายตาทุกคู่จ้องจับไปที่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะมีการแถลงอนาคตทางการเมืองหรือไม่

โดยเฉพาะการตอบรับเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีข่าวว่าจะส่งเทียบเชิญให้นายกฯ ลุงตู่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพราะนับจากวันนี้เหลืออีกเพียง 10 วัน คือภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้นที่พรรคการเมืองจะต้องส่งชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคของตนเองให้ กกต.
ขณะที่ “ลุงตู่” ซื้อเวลาออกไปอีกเล็กน้อย เพราะเพิ่งบอกเมื่อวานนี้เหมือนกันว่าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ สังคมก็จะทราบการตัดสินใจของท่าน

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ผ่านมา นายกฯ ค่อนข้างระมัดระวังการแสดงท่าทีทางการเมืองมาตลอด ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะมีความอ่อนไหวสูง โดยในทางทฤษฎีแล้ว เส้นทางการเมืองนับจากนี้ของ “นายกฯ ลุงตู่” หากต้องการ “ตีตั๋ว” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ต้องบอกว่ามีอยู่ 3 แนวทาง ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ประกอบด้วย

1.ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็จะไม่สามารถช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงได้

ข้อดีคือยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารบ้านเมือง และผ่าทางตันทางการเมืองโดยใช้มาตรา 44 ได้ต่อไป ทำให้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงที่สุด แต่ข้อเสียคือจะโดนแรงกดดันเรียกร้องให้แสดงสปิริต

2.ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐเหมือนแนวทางแรก แต่ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าคสช. เพื่อเปิดตัวเดินสายหาเสียงร่วมกับพรรคพลังประชารัฐแบบเต็มตัว

ข้อดีคือได้ภาพการแสดงสปิริต ยอมสละตำแหน่งเพื่อความชัดเจนทางการเมือง แต่ข้อเสียคือจะหมดอำนาจต่อรองทางการเมืองไปไม่น้อยทีเดียว

3.ไม่ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ โดยอาจไปตอบรับกับพรรคอื่น หรือไม่ตอบรับกับพรรคใดเลย

ทั้ง 3 แนวทาง นายกฯ บอกไว้แล้วว่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ แต่ท่านก็พูดตรงๆ เป็นครั้งแรกว่า หากตัดสินใจจะ “ตีตั๋วต่อ” บนเก้าอี้นายกฯ ก็จะไม่มีสูตร “นายกฯคนนอก” นั่นหมายถึงว่าท่านจะต้องรับเทียบเชิญจากพรรคการเมืองเท่านั้น หากไม่รับท่านก็จะวางมือ

ฉะนั้นเองแนวทางที่ 3 จึงเป็นไปได้น้อยที่สุดเพราะหากท่านต้องการรีเทิร์นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศอีก 1 สมัย ก็น่าจะต้องรับเทียบเชิญจากพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้ส.ส.เกิน 25 เสียง ถึงจะได้สิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ จากบัญชีของพรรคให้รัฐสภาโหวต ปิดทางการเป็น “นายกฯ คนนอก” เพราะนาทีนี้ต้องบอกว่ายากเนื่องจากมีเสียงสมาชิกรัฐสภารับรอง 500 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง

จากทางสามแพร่งของ “นายกฯ ลุงตู่” ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าแนวทางที่ 1 มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะเสียเปรียบทางการเมืองน้อยที่สุด กล่าวคือ ตอบรับการเสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ และอยู่ในตำแหน่งนายกฯ กับหัวหน้า คสช.ต่อไป ก็จะทำให้ยังมีอำนาจเต็มมือ มีอำนาจบริหาร มีอำนาจใช้ ม.44

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็มีอดีต ส.ส.จำนวนมาก น่าจะโกยคะแนนเข้าสภาได้ไม่น้อย มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีของพรรค และน่าจะรวมเสียง 126 เสียง เพื่อไปรวมกับ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่ คสช.เคาะเลือกเองอีก 250 เสียง ให้ได้แต้ม 376 เสียง คว้าเก้าอี้นายกฯ ก๊อกแรกไปก่อนได้ไม่ยาก

นาทีนี้ใครๆ ก็คิดสูตรนี้ แล้วก็เชื่อกันว่า “ลุงตู่” จะเป็นนายกฯ ได้ไม่ยาก เพราะมีเสียง ส.ว. 250 เสียงตุนในมือ ขาดแค่ 126 เสียงเท่านั้น เผลอๆ พรรคพลังประชารัฐพรรคเดียวก็อาจจะได้เสียงมากพอแล้ว

แต่ปัญหาที่ “กูรูการเมือง” เตือนให้ระวังก็คือ ก่อนจะโหวตเลือกนายกฯ จะมีการเปิดสภา และโหวตเลือกประธานสภาก่อน ซึ่งการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเลือกจากเสียงเฉพาะ ส.ส. ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายรวมเสียงข้างมากเกิน 250 เสียงได้ (สภาผู้แทนราษฎรมี 500 เสียง) คนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะควบตำแหน่งประธานรัฐสภา เวลาประชุมร่วมกับวุฒิสภาด้วย

ฉะนั้นคนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็น “คนกำหนดเกม” การโหวตเลือกนายกฯ ทั้งเรื่องรูปแบบการโหวต รูปแบบการเสนอชื่อ เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้รูปแบบใด พรรคไหนจะได้เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีของตัวเองก่อน จะโหวตทีละคน ทีละ 2 คน หรือโหวตเป็นพวง รอบละหลายๆ คน แล้วหาคะแนนสูงสุด
ต้องไม่ลืมว่าฝ่ายที่คุมการออกกติกา ย่อมคุมเกมการโหวตเลือกนายกฯ ฉะนั้นหากมองในแง่ร้าย ถ้าพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งมาไม่เยอะจริง ก็มีโอกาสเหมือนกันที่ “ลุงตู่” จะแต่งตัวเก้อ

ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย “อดีตว่าที่นายกฯ” ที่ไม่ได้รับตำแหน่ง ได้แต่แต่งชุดขาวรอ คอการเมืองคงยังจำได้แม่นว่าหมายถึงใคร!

เดิมพัน “สมศักดิ์” ดันน้องสาวชน “ทนายโอ้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดิมพัน “สมศักดิ์” ดันน้องสาวชน “ทนายโอ้”

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 00:28 น.
เทพสุทินแฟมิลี่,ทนายโอ้,วิรัตน์ วิริยะพงษ์,พรรณสิริ กุลนาถศิริ,พลังประชารัฐ,ประชาธิปัตย์,สมศักดิ์ เทพสุทิน
เปิดอ่าน 3,041 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

ย้อนไปในยุคประชานิยม สุโขทัยอาจกล่าวได้ว่า “เทพสุทินแฟมิลี่” เคยยึดครองพื้นที่แผ่นดินราชธานีเก่า แต่มาถึงยุค 4.0 คนสุโขทัยครึ่งจังหวัด เทใจให้พรรคประชาธิปัตย์

ฉะนั้น เลือกตั้ง 2562 สนามเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองสุโขทัย, อ.ศรีสำโรง และ อ.กงไกรลาศ (เฉพาะ 4 ตำบล) สมศักดิ์ เทพสุทิน จึงตัดสินใจส่งน้องสาว “พรรณสิริ กุลนาถศิริ” นายก อบจ.สุโขทัย สวมเสื้อพลังประชารัฐ ชนแชมป์เก่า “วิรัตน์ วิริยะพงษ์” พรรคประชาธิปัตย์

เลือกตั้ง 2550 “ทนายโอ้” วิรัตน์ วิริยะพงษ์ ลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ขี่กระแส ปชป.ได้เป็น ส.ส.แบบเหนือความคาดหมายและเลือกตั้ง 2554 ทนายโอ้ย้ำแค้นเอาชนะ “เสี่ยแก้ว” ประศาสตร์ ทองปากน้ำ อดีต ส.ส.หลายสมัย ค่ายเสี่ยสมศักดิ์ไปได้อีกครั้ง

หัวหน้ามารค์ ขวัญใจชาวสุโขทัยมาช่วยทนายโอ้หาเสียง

กล่าวสำหรับ พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวแท้ๆ ของสมศักดิ์ ก้าวสู่วงการเมืองครั้งแรก ด้วยการรับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข รัฐบาลอภิสิทธิ์ และปี 2554 พรรณสิริ ลงสมัครชิงนายก อบจ.สุโขทัย ชนะสมเกียรติ ลิมปะพันธุ์ ขาดลอย

ฐานการเมืองท้องถิ่น อบจ.สุโขทัย ตกอยู่ในมือกลุ่มสมศักดิ์มาหลายสมัยแล้ว ก่อนหน้านั้นก็คือ มนู พุกประเสริฐ พี่ชายของอนงค์วรรณ เทพสุทิน รั้งเก้าอี้นายก อบจ. เมื่อมนูต้องลงสมัคร ส.ส. ก็เลยลาออก

นับแต่ปี 2556 “พรรณสิริ” นายก อบจ.สุโขทัย ได้ให้การสนับสนุนสโมสรฟุตบอลสุโขทัย เอฟซี ตั้งแต่สมัยเล่นในลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ภาคเหนือ จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก

ทีมสุโขทัย เอฟซี อยู่ในการดูแลของ “สมศักดิ์” โดยมี เขตพงศ์ กุลนาถศิริ ลูกชายคนโตของพรรณสิริ เป็นผู้จัดการทีม จึงใช้สนามทุ่งทะเลหลวง ของ อบจ.สุโขทัย เป็นรังเหย้า

อดีตนายก อบจ.สุโขทัย ออกรำนำหน้าขบวนแห่นาค 

กระแสความนิยมทีมค้างคาวไฟ สุโขทัย เอฟซี เริ่มแพร่ระบาดในกลุ่มคนหนุ่มสาว ส่งผลให้ชื่อพรรณสิริถูกจดจำมากขึ้น และที่ผ่านมา เขต อ.เมืองสุโขทัย ไม่ใช่ฐานคะแนนสำคัญของตระกูลเทพสุทิน ตอนที่พรรณสิริลงสมัครนายก อบจ. คะแนนในเขตเมืองก็ยังแพ้คู่แข่ง

ด้านแชมป์เก่า “ทนายโอ้” วิรัตน์ วิริยะพงษ์ เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน เป็น ส.อบจ.เขต อ.เมือง 3 สมัย และประธาน ส.อบจ.สุโขทัย โดยมีฐานเสียงหลักอยู่ใน ต.เมืองเก่า และปัจจุบัน คู่ชีวิตทนายโอ้ สุดาวดี วิริยะพงษ์ เป็นนายกเทศมนตรีตำบลเมืองเก่า

หลังรัฐประหาร 2549 กระแสประชาธิปัตย์มาแรงแซงเพื่อไทย หัวหน้ามาร์คมาสุโขทัยคราใด มีแฟนคลับมาต้อนรับอุ่นหนาฝาคั่ง แม้กระทั่งวันนี้ คนเมืองเก่ายังคลั่งไคล้หัวหน้ามาร์คอยู่

พลังหนุนทนายโอ้อีกแรงหนึ่งคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลกนั้น เป็นลูกหลานชาวสุโขทัย เคยศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนชายประจำจังหวัดสุโขทัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ และจบแพทย์ที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อครั้ง “หมอวรงค์” ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. ทนายโอ้จึงยืนอยู่ข้างหมอวรงค์ และช่วยหาเสียงให้

ศึกชิงเขต 1 รอบใหม่ ค่ายเทพสุทินทุ่มเต็มที่ หวังส่งน้องสาวเป็น ส.ส.ให้สมศักดิ์ศรีแกนนำคนสำคัญของ พปชร. แต่ก็ไม่ง่าย เมื่อทนายโอ้ วิรัตน์ ได้ อัศวิน วิภูศิริ นายทุนพรรคเป็นพี่เลี้ยง แถมมีหมอวรงค์เป็นทัพหนุน

‘วินจยย.’..อาชีพสุจริตแฝงธุรกิจ(มาเฟีย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360592?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘วินจยย.’..อาชีพสุจริตแฝงธุรกิจ(มาเฟีย)

วันที่ 30 มกราคม 2562 – 00:00 น.
วินจักรยานยนต์,มาเฟีย,ธุรกิจ,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 569 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

การปราบปรามวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเถื่อนมีอย่างต่อเนื่อง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีการลักลอบหาผลประโยชน์จากอาชีพสุจริตที่แฝงไปด้วยเรื่อง “ธุรกิจของมาเฟีย” อาทิ ตั้งวินเถื่อน ขายเสื้อวินเถื่อน และล่าสุดมีการปราบปรามเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา ในย่านถนนพระราม 4 หลายเสียงวิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่มากวดขันกับคนทำงานสุจริต คนขายยาเสพติด กับโจรใต้ทำไมไม่ไปจับกุม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผกก.ดส.บช.น. เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของการจับกุมวินจักรยานยนต์รับจ้างต้องสงสัยผิดกฎหมาย ว่าได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นห่วงประชาชนจึงให้มาดูแลเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน ตลอดจนร้องเรียนผ่านทางโลกออนไลน์ว่าจะมาขับวินจักรยานยนต์รับจ้างก็ขับไม่ได้ ค่อนข้างยาก ต้องมีการใช้เงินซื้อเสื้อวิน ซึ่งแต่ละตัวมีราคาแพง ตัวละ 200,000-300,000 บาท โดยช่วงแรก ผบช.น.ได้สั่งการให้ตำรวจ กก.ดส.บช.น. ลงพื้นที่สำรวจ สืบสวนวินจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่สามารถสำรวจให้ครบทุกวินได้ จึงสุ่มสำรวจตามพื้นที่ทำเลทอง ที่มีประชากรหนาแน่น น่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้มีรายได้ดี เช่น ย่านธุรกิจ ย่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก่อนนำผลการสำรวจมาวิเคราะห์ว่าวินดังกล่าวมีทั้งหมดกี่คน ได้เสื้อวินมาอย่างไร ต้องมีการไปจ่ายค่าเช่า หรือซื้อจากผู้ใดหรือไม่ เท่าใดบ้าง และนำเสนอผู้บังคับบัญชา

“ต้องอธิบายก่อนว่าการที่จะออกเสื้อวินจักรยานยนต์รับจ้างได้นั้น ไม่ใช่ตำรวจจะเป็นผู้ออกได้ฝ่ายเดียว ต้องผ่านอนุกรรมการ โดยจะต้องมีตำรวจพื้นที่ ทหารพื้นที่ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งพื้นที่ และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กรุงเทพมหานคร พื้นที่นั้นๆ ตั้งเป็นอนุกรรมการการพิจารณา ซึ่งในแต่ละวินจะต้องระบุจำนวนสมาชิกมีกี่คนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น วินเอ มีสมาชิกอยู่ 50 คน ต้องออกเสื้อวินให้ตั้งแต่หมายเลข 1 จนถึง 50 หากมีหมายเลขเกินจากนี้อย่างหมายเลขที่ 51 ถือว่าไม่ใช่เป็นวินเถื่อนทันที ซึ่งปัญหาเหล่านี้เรามีการหารือกัน นำบัญชีรายชื่อมาเปรียบเทียบกัน จะทราบทันทีว่าวินนี้เป็นวินเถื่อน ส่วนเสื้อวินมีการซื้อขายที่มีราคาแพงสูงถึงหลักแสนนั้น สาเหตุแรกเป็นเพราะการตกลงราคากันส่วนตัว ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย สาเหตุที่สองเป็นบุคคลที่มีเสื้อมาอย่างถูกต้อง แต่ปรากฏว่าไม่อยากขับด้วยตนเอง จึงปล่อยให้เช่าเป็นรายวัน และสาเหตุสุดท้ายมีบุคคลที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าวินนั้นๆ ได้ออกเสื้อวินผิดกฎหมายเกินกว่าจำนวนที่อนุกรรมการอนุญาตออกเสื้อให้” พ.ต.อ.จิรกฤต อธิบาย

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารย์ว่า ตำรวจมาไล่จับคนทำอาชีพสุจริต ไม่ได้ไปทำสิ่งผิดกฎหมาย หรือจะให้เขาเหล่านี้ไปค้ายาเสพติด พ.ต.อ.จิรกฤต บอกว่า ก่อนที่จะออกเสื้อวินได้แต่ละตัว ต้องผ่านกระบวนการในการตรวจสอบ เช่น มีใบขับขี่รถสาธารณะหรือไม่ ผ่านการตรวจทะเบียนประวัติอาชญากรหรือไม่ และอยู่ในบัญชีของอนุกรรมการหรือไม่ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจะตรวจสอบได้ทันที อย่างน้อยผู้ที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้องก็จะไม่กล้าจะกระทำความผิด หากเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในทะเบียนทางตำรวจก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ หนำซ้ำบางรายวินจักรยานยนต์รับจ้าง ใช้รถจักรยานต์ติดแผ่นป้ายทะเบียนสีขาว ซึ่งตามปกติรถรับจ้างสาธารณะต้องติดแผ่นป้ายทะเบียนสีเหลือง

เรื่องนี้เป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรม โดยเมื่อ 2 ปี ก่อน ขณะที่ พ.ต.อ.จิรกฤต ยังดำรงตำแหน่งรอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ เคยจับกุมคนร้ายสวมบทเป็นวินจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนก่อเหตุกระชากกระเป๋าตามถนนทางเปลี่ยว โดยมีพฤติการณ์จะเลือกเหยื่อเป็นต่างชาติ หากพบเหยื่อจะถอดเสื้อวินแล้วลงมือก่อเหตุ ก่อนนำเสื้อวินมาสวมใส่แล้วหลบหนี จึงเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงภัยร้ายใกล้ตัว ซึ่งล่าสุดทางกรมการขนส่งทางบกเปิดให้วินจักรยานยนต์ลงทะเบียนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยที่พวกวินจักรยานยนต์ที่ไม่มีใบขับขี่รถสาธารณะ หรือต้องโทษคดีทางอาญา จนเป็นสาเหตุที่ไม่ไปลงทะเบียนกัน
อาชีพวินจักรยานยนต์รับจ้าง ถือเป็นผู้ให้บริการสาธารณะ คุณต้องรับผิดชอบชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเขาเหล่านั้นฝากชีวิตไว้กับคุณ อย่าอ้างแค่ทำอาชีพสุจริต แต่ถ้าเริ่มด้วยการทุจริตจากของ “เถื่อน” ปัญหาอาชญากรรมก็จะตามมาเป็นเงาตามตัว..!!

ยิ่งสละหมด ยิ่งได้ “อาจารย์ใหญ่” มหาทาน “การให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยิ่งสละหมด ยิ่งได้ “อาจารย์ใหญ่” มหาทาน “การให้”

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 11:50 น.
หลวงพ่อคูณ,อาจารย์ใหญ๋,อาจารย์ใหญ๋หลวงพ่อคูณ,วัดบ้านไร่,พระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

เมื่อหลวงพ่อคูณละสังขารไปอย่างสงบในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2558 เจตนาของพระเดชพระคุณทั้งหมดก็มิได้มีผู้ใดจะหน่วงเหนี่ยวไว้ตามคำขอ

เหนือกว่าตัวตน สังขาร ปาฏิหาริย์ อาคมขลัง หรือสิ่งจับต้องได้ทั้งปวง ซึ่งผู้เลื่อมใสศรัทธา “พระเทพวิทยาคม” หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ค้อมกายถวายชีวิตปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหา คือ คำสอน” ที่หลวงพ่อคูณ ทำ” ให้เห็นเป็นแบบอย่าง หาใช่แต่เพียงแค่ถ้อยคำ จำพูด

โดยเฉพาะคำสอนที่คนไทยติดหู หลวงพ่อกล่าวไว้ว่า ยิ่งสละให้หมด มันยิ่งได้” อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ทำให้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายในการสละสังขารร่างกายเป็น อาจารย์ใหญ่” ให้แก่นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาเรียนรู้

ความมุ่งมาดนี้ของหลวงพ่อที่ติดในความทรงจำคนไทย คือภาพของหลวงพ่อคูณขณะมีลมหายใจในรูปแบบคลิปวิดีโอ ซึ่งจัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2547 โดยท่านว่าไว้ตอนหนึ่งดังนี้

          “กูมานึกได้ว่าอยากจะสร้างบารมี เรื่องบริจาคศพ ดีกว่าเอาไปเผาทิ้ง ให้เขาเอาไปเป็นทาน ได้เป็นครูเขา…พวกลูกหลาน เมื่อถึงเวลาที่กูหมดลมหายใจแล้ว พวกมึงก็อย่าได้หน่วงเหนี่ยวเลย ให้เขาไปเถอะ เพราะมันจะเสียเจตนาของกู ขอให้อนุโมทนากับกู”

 ศรัทธาบารมี

ที่สุดความตั้งใจในการสร้างทานบารมีอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนพินัยกรรมบริจาคร่างกายให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาต่อยอดองค์ความรู้

โดยหลวงพ่อยังระบุไว้ในพินัยกรรมว่า ในการสวดพระอภิธรรม ขอให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ประกอบพิธีขึ้นที่คณะเป็นเวลา 7 วัน ส่วนการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ฯ มข.แล้ว ให้จัดอย่างเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ ทั้งห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษหรือเป็นการเฉพาะ

โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ประกอบพิธีเช่นเดียวกับที่จัดให้แก่อาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผาที่ฌาปนสถานวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น (หรือวัดแห่งอื่น) จากนั้น ขอให้คณะแพทยศาสตร์ มข. นำอัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมดไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

          จนกระทั่งเมื่อหลวงพ่อคูณละสังขารไปอย่างสงบในวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2558 เจตนาของพระเดชพระคุณทั้งหมดก็มิได้มีผู้ใดจะหน่วงเหนี่ยวไว้ตามคำขอ

ที่สุดทุกอย่างเริ่มเดินหน้าตามความประสงค์ของหลวงพ่อ ตั้งแต่การเคลื่อนสังขารของหลวงพ่อคูณออกจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ไปยังศาลา 25 ปี มข. ทันทีในช่วงค่ำ เพื่อบรรจุสังขารลงในโลงแก้ว

จากนั้นรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2558 เคลื่อนสังขารหลวงพ่อคูณไปยังศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ภายใน ม.ขอนแก่น เพื่อตั้งสังขารบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 7 วัน โดยครั้งนั้นมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดให้มีการบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมในวันที่ 17 พฤษภาคม-25 สิงหาคม 2558 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น.

จนมาถึงขั้นตอนหลังจากนี้ที่สำคัญยิ่ง คือกำหนดการฌาปนกิจหลวงพ่อคูณ ในวันที่ 29 มกราคม 2562 ทั้งนี้เพราะที่สุดแล้วคณะแพทยศาสตร์ มข. พิจารณาว่าหลวงพ่อคูณเป็นพระผู้ปฏิบัติที่มีผู้คนเคารพและต้องการให้สมเกียรติ จึงขอพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณขึ้น นั่นเอง

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่

ไม้ใหญ่ แม้ล้มต้นตาย แต่ซากไม้ เปลือกราก ยังเป็นอาหารให้สรรพสัตว์ในดิน ทั้งยังสลายเป็นอินทรีย์วัตถุ บำรุงโครงสร้างธาตุในผืนดินให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลวงพ่อคูณกับเช้าวันใหม่ในสถานะ อาจารย์ใหญ่” เราต่างยอมรับว่านี่คือการเสียสละยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ยังประโยชน์ยาวไกล

          เพราะไม่เพียงแต่ “คณะแพทยศาสตร์” แต่ยังรวมไปถึงทุกสาขาทางการแพทย์ไม้เว้นแม้แต่ “ทันตแพทยศาสตร์” ฯลฯ ที่จักได้ใช้องค์ความรู้ที่ได้ส่งต่อแบบไม่รู้จบในการช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไป

หากก่อนที่จะถึงขั้นตอนนั้นจะต้องผ่านการถนอมสรีระสังขารตามกระบวนการที่ต้องใช้ระบะเวลา 1 ปี เสียก่อน โดยภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มข. ได้เก็บสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ โดยใช้น้ำยาดองพิเศษแบบศพเดียวเพื่อรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์และเนื้อเยื่อในร่างกายไม่เสียหาย

ขณะที่ในการศึกษาสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณนั้น จะมีการสวดขอขมาก่อน จากนั้นกลุ่มนักศึกษาประมาณ 5-8 คนต่อกลุ่มจะยืนล้อมโลง แต่จะเว้นการยืนเหนือศีรษะของท่าน

          ทั้งนี้การศึกษาของนักศึกษาแพทยศาสตร์ มข. จะใช้ศพอาจารย์ใหญ่ 150 ศพต่อปี และส่งมอบอาจารย์ใหญ่อีก 40 ศพไปยังสถานศึกษาที่ขาดแคลน เมื่อครบกำหนด ปี จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษให้อาจารย์ใหญ่ทุกศพ

เช่นเดียวกับที่ปีนี้ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหากในการนี้มีความพิเศษที่ในจำนวนอาจารย์ใหญ่ 647 ร่างนั้น มีสรีระสังขารของอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณรวมอยู่ด้วย

ดังนั้น ม.ขอนแก่น จึงจัดพิธีทางศาสนา-ขอขมาร่างอาจารย์ใหญ่ “หลวงพ่อคูณ” พร้อมผู้อุทิศตนเพื่อการศึกษาอีก 646 ท่าน พร้อมพิธีสวดอภิธรรมในคราวเดียวก่อนที่จะถึงวันกำหนดการฌาปนกิจในวันอังคารที่ 29 มกราคม 2562 โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนภิเษก

          ทั้งนี้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่ปีนี้ทั้ง 647 ท่าน ยังแยกออกเป็น ส่วน คือ  1.ร่างที่เผาจริง 144 ท่าน (สรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ร่าง ครูใหญ่ท่านอื่นๆ 143 ร่าง) 2.ชื่อส่งเข้าร่วมงานไม่มีร่าง ท่าน (ครูใหญ่ศพอุบัติเหตุ หรือเป็นมะเร็ง และอื่นๆ) 3.ชื่อครูใหญ่ที่เป็นโครงกระดูกไม่ได้เผาจริง 495 ท่าน รวมชื่อ 647 ท่าน

เจตจำนงค์ของหลวงพ่อคูณ สื่อคำสอนครั้งสุดท้ายที่ว่า “การให้” คือสูงสุดแห่งทาน เดินทางมาจนถึงวันนี้ต้องนับว่าเกิดขึ้นได้ ด้วยพลังแห่งศรัทธาทั้งจากผู้ให้และผู้นำสาร หรือบุคลากรแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น  สถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของถิ่นแดนอีสาน รากกำเนิดแห่งเทพเจ้าด่านขุนทดนั่นเอง

ภาพจากเฟซบุ๊ก Khon Kaen University

เรียบง่าย บริสุทธิ์ สมอัตลักษณ์ ‘หลวงพ่อคูณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรียบง่าย บริสุทธิ์ สมอัตลักษณ์ ‘หลวงพ่อคูณ

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 11:35 น.
เมรุลอยนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ,เมรุลอยนกหัสดีลิงค์,หลวงพ่อคูณ,หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

“เมรุลอยนกหัสดีลิงค์ เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ” เพื่อหลวงพ่อคูณ จึงสะท้อนออกมาถึงความเชื่อที่ว่านกในตำนานโบราณตนนี้จักนำดวงวิญญาณหลวงพอคูณสู่สรวงสวรรค์เป็นแน่

ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและความรักที่ลูกศิษย์ลูกหา ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีอย่างเต็มล้นท้นใจ แด่ “พระเทพวิทยาคม” หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่

          “เมรุลอยนกหัสดีลิงค์ เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ” เพื่อหลวงพ่อคูณ จึงสะท้อนออกมาถึงความเชื่อที่ว่านกในตำนานโบราณตนนี้จักนำดวงวิญญาณหลวงพอคูณสู่สรวงสวรรค์เป็นแน่แท้

ดังที่รู้กันว่าหลวงพ่อคูณมีความตั้งใจให้ ม.ขอนแก่น เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างภายหลังหลวงพ่อมรณภาพ นับแต่การนำสรีระสังขารของหลวงพ่อเข้าสู่กระบวนการเป็นอาจารย์ใหญ่แก่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น

จนถึงวันนี้ในการประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่หลวงพ่อคูณในวันที่ 29 มกราคม 2562 ณ พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น ตามที่สถาบันได้สร้างเมรุลอยนกหัสดีลิงค์ขึ้นเพื่อประกอบพิธีการอันสำคัญยิ่งใหญ่ ก็เป็นการสร้างขึ้นตามประเพณีโบราณที่มีไว้เฉพาะการฌาปนกิจเจ้านายชั้นสูง หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่

ดังนั้นทั้งหมดจึงผ่านการศึกษาค้นคว้าทำการสำรวจวรรณคดีโบราณ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ทั้งหมดเป็นไปตามธรรมเนียมประเพณีที่เหมาะสมดีงาม

ทั้งนี้ทีมออกแบบพยายามถอดรหัสความเป็นหลวงพ่อคูณออกมาจนพบว่าอัตลักษณ์ของหลวงพ่อไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจาก “ความเรียบง่าย” จึงนำมาสู่แนวคิดที่จักสร้างเป็นงานศิลปะสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องที่ผสมผสานกับรูปแบบงานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ซึ่งมีรูปปั้นช้าง 4 งา ดังนั้นส่วนหัวของนกหัสดีลิงค์ จึงเป็นช้าง 4 งา ด้วยเช่นกัน

          ที่สุดจึงออกมาเป็น “นกหัสดีลิงค์” ปากเป็นช้าง หางเป็นหงส์ เคลื่อนไหวได้ ส่วนลายกลีบและเกสรดอกคูนปรากฏบนตัวนก

ส่วนของการลงมือก่อสร้างดำเนินการโดยช่างสิบหมู่ ทั้งเขียน แกะ สลัก ปั้น ปูน รัก หุ่น บุ กลึง หล่อ ที่ช่างหลายสถาบันทุ่มเทสุดชีวิตอยู่ที่ริมบึงสีฐาน ม.ขอนแก่น นั่นเอง

สำหรับโครงสร้างตัวนกเป็นไม้เนื้อแข็ง สูง 22.6 เมตร นำไม้ไผ่มาทำโครงด้านนอกและใช้กระดาษสีขาวพับคล้ายการทำเปเปอร์มาเช่ หรือประติมากรรมกระดาษ ประดิษฐานบนฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 16 เมตร ประกอบด้วยนาคที่มีความยาว 5 เมตร 12 ตน และรายล้อมด้วยสัตว์หิมพานต์ 32 ตน ซึ่งทั้งหมดจะถูกเผาพร้อมกับร่างหลวงพ่อในวันที่ทำพิธีฌาปนกิจ

          ภายในตัวนกหัสดีลิงค์ บรรจุเตาเผาออกแบบพิเศษ ภายในเตาเผามีกองฟืนจากไม้จิก 136 ต้น ซึ่งเป็นไม้อีสานโบราณนิยมใช้กับพระเกจิ บนเตาเผาเป็นหีบศพบรรจุสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ

หีบนั้นมี 3 โลง ประกอบด้วยโลงที่ 1 ทำด้วยไม้จันทน์หอม เป็นโลงที่บรรจุสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ส่วนโลง 2 คือโลงสเตนเลส วางบนท่อนฟืนไม้จิก ล็อกด้วยกุญแจ 4 ตัว กันเปลวไฟไม่ให้เข้าไปถึงเถ้ากระดูกของหลวงพ่อ โลงสุดท้ายคือ ประติมากรรมนกหัสดีลิงค์ ที่ครอบโลง 1 และ 2 อยู่

          ทั้งนี้เมื่อฌาปนกิจแล้วร่างของหลวงพ่อจะอยู่ในโลงสเตนเลสกันเปลวไฟ และโลงจะล็อกเพื่อไม่ให้ผู้ใดสามารถเข้าถึงเถ้ากระดูกของหลวงพ่อได้ตามประสงค์ของหลวงพ่อ

วันนี้ทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์เปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ณ พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น

หากแต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 29 มกราคม 2562 จะเคลื่อนย้ายสรีระสังขารหลวงพ่อคูณจากศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มายังพุทธมณฑลอีสาน ซึ่งไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปยังมณฑลพิธีได้ แต่คณะกรรมการดำเนินงานได้จัดเตรียมจุดสักการะให้ประชาชนได้วางดอกไม้จันทน์ไว้อย่างเหมาะสม

กล่าวถึงตำนานโบราณอันเป็นที่มาของ เมรุลอยนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกบนยอดเขาพระสุเมรุ” นั้นมีว่า สมัยโบราณหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร กษัตริย์แห่งนครนั้นถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียมต้องอัญเชิญพระศพออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้นมีการแห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง

ทว่าบังเอิญที่นกสักกะไดลิงค์ หรือนกหัสดีลิงค์ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ เมื่อเห็นพระศพคิดว่าเป็นอาหาร จึงบินโฉบลงมาฉกพระศพไปต่อหน้าต่อตาพระมหาเทวี

เมื่อพระมหาเทวีเห็นเช่นนั้นก็ประกาศให้คนดีต่อสู้นกหัสดีลิงค์เพื่อเอาพระศพคืนมา หากแต่หลายคนต้องมาถูกนกหัสดีลิงค์จับกินหมด

          จนกระทั่ง “สีดา” ธิดาแห่งพญาตักกะศิลา ได้เข้ารับอาสาสู้นกหัสดีลิงค์ นางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์จนถึงแก่ความตาย และตกลงมาพร้อมพระศพแห่งกษัตริย์องค์นั้น

พระมหาเทวีจึงโปรดสั่งให้ช่างทำเมรุ คือหอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์แล้วเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน

อนึ่ง หลังแล้วเสร็จพิธีกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับฉันทานุมัติจากคณะดำเนินงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม เป็นกรณีพิเศษ ให้สร้างเจดีย์ครอบบริเวณที่ทำฌาปนกิจสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ จะไม่มีการเคลื่อนย้าย นาคและสัตว์ป่าหิมพานต์ รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ

           ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้สักการะ และรำลึกถึงพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ไปตราบนานเท่านาน

************************///******************88

//// ภาพจากเฟซบุ๊ก Khon Kaen University

ติดตามภาพทั้งหมดได้ที่ลิงค์นี้

https://www.facebook.com/pg/kkuthailand/photos/?ref=page_internal

อนาคต “วัดบ้านไร่” สิ้นเทพ ไม่สิ้นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360302?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคต “วัดบ้านไร่” สิ้นเทพ ไม่สิ้นธรรม

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 11:00 น.
หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร
เปิดอ่าน 1,050 ครั้ง

ถ้าลูกศิษย์ลูกหายึดมั่นตามปฏิปทาแห่งหลวงพ่อ จะรู้ว่าความต่างนี้ไม่มีอิทธิพลกับทางบุญ การไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ เหมือนหลวงพ่อไม่เคยยึดติดกับอาสนะ นั่นคือ “แก่นแท้”

กล่าวถึงวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ต้องยอมรับว่า ในความยิ่งใหญ่ของพัทธสีมาแห่งนี้ แทบทั้งหมดมาจากความนับถือศรัทธาของสาธุชนชาวพุทธที่มีแด่อดีตเจ้าอาวาสอย่าง หลวงพ่อคูณ”หรือ พระเทพวิทยาคม” เทพเจ้าแห่งที่ราบสูงผู้มากด้วยเมตตาบารมี

ไม่เช่นนั้นเรื่องราวประวัติของหลวงพ่อคงไม่ปรากฏเป็นทั้งสารคดี ภาพยนตร์ ตำรา หนังสือออกมากมายสารพัด หรือบรรดาเครื่องรางของขลังหลากแบบ ที่ผลิตออกมาเพื่อให้หลวงพ่อปลุกเสกให้เช่าซื้อตั้งแต่ในราคาหลักสิบจนถึงหลักหมื่นหลักแสน

          รับรู้ทั่วกันว่าอานิสงส์แห่งศรัทธาในหลวงพ่อคูณก็พอกพูนคูณทวีสมชื่อ มีเงินสะพัดจนสร้างความเจริญให้แก่บ้านเมือง ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถานีตำรวจ สะพาน ถนน วัดวาอาราม รวมถึงกองทุน หลวงพ่อคูณบริจาคปัจจัยเพื่อการนี้ทั้งในและต่างประเทศ รวมแล้วมากกว่า พันล้านบาท โดยเฉพาะ อ.ด่านขุทด ได้รับบริจาคมากที่สุด

ว่ากันว่า ยอดพระเครื่องของหลวงพ่อคูณมีคนขอทำมากมายจนพุ่งขึ้นไปกว่า 1,000 รุ่น จนหนักเข้าหลวงพ่อถึงกับต้องขอเบรก

“อย่าทำเลยไอ้นายเอ๊ย มันขายบ่ออกดอก ของกูก็แทบจะล้นกุฏิอยู่แล้ว เห็นไหม มึงอยากได้พระก็เอาไปโลด หรือถ้าจะสร้าง มึงขอเงินกูไปเลยจะดีกว่า กูไม่อยากให้มึงขาดทุน”

          “ด้วยประสบการณ์ในพระเครื่องของท่าน จึงทำให้เกิดศรัทธาในองค์หลวงพ่อคูณมากขึ้น ในช่วง พ.ศ.2535-2538 ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณดังไปทั่วประเทศ” (บทความจาก ไตรเทพ ไกรงู)

ทั้งหมดนี้ย่อมไม่น่าแปลกใจที่วัดบ้านไร่ในยุคสมัยที่หลวงพ่อคูณยังคงอยู่เป็นไม้ใหญ่ ลูกศิิษย์ลูกหาทุกชีวิตภายใต้ปีกเงา ต่างร่มเย็นสุขสบาย ขณะที่บรรยากาศของทางวัดก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางมากราบหลวงพ่อคูณสักครั้งหนึ่งในชีวิต ตลอดจนเช่าบูชาเรื่องรางของขลังต่างๆ ตามกำลังที่ไหว และศรัทธาที่มี

          เป็นยุคทองผ่องอำไพของวัดบ้านไร่ ในอ้อมแขนของเทพเจ้าแห่งด่านขุดทด!

มาวันนี้นับเป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว ที่หลวงพ่อคูณมรณภาพจากไปในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 ผืนดินที่ขาดไม้ใหญ่ย่อมแห้งแล้ง แห้งกรังเป็นปกติวิสัย

หลายคนบอกว่าทุกวันนี้วัดบ้านไร่เงียบไปถนัดตา แม้จะยังมีผู้คนวนเวียนเข้ามาเป็นระยะแต่ไม่มืดฟ้ามัวดินดังที่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ดี ถ้าลูกศิษย์ลูกหายึดมั่นตามปฏิปทาแห่งหลวงพ่อ จะรู้ว่าความต่างนี้ไม่มีอิทธิพลกับทางบุญ การไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ เหมือนหลวงพ่อไม่เคยยึดติดกับอาสนะ นั่นคือ แก่นแท้”

หากวัดบ้านไร่ในวันที่ไร้หลวงพอคูณ ก็ยังคงเป็นวัดบ้านไร่ดังเดิม ที่เพิ่มเติมคือในการดูแลของกรรมการชุดใหม่ อันประกอบไปด้วย พระภาวนาประชานาถ (นุช รัตนวิชโย) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ พระสมุห์อาทิตย์ อนาลโย ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พล.อ.ปัจจะ ธรรมศรี ประธานกรรมการ

ตลอดจนคณะกรรมการฝ่ายบริหารงานวัดบ้านไร่ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ร่วมบริหารวัดบ้านไร่ในปัจจุบัน

          กลุ่มพระสงฆ์และคณะบุคคลเหล่านี้ย่อมดำเนินการบริหารจัดการวัดบ้านไร่ต่อไปตามครรลอง แว่วมาว่าในอนาคตจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเป็นหลัก ให้คนรุ่นหลังเข้ามาซึมซับชื่นชมวัตรปฏิบัติในสมณเพศที่ถือสันโดษและเป็นพระนักพัฒนา

อย่างไรก็ดีสำหรับวาระอันยิ่งใหญ่ที่เราคนไทยจักได้ส่ง อาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณ” คืนสู่ฟ้าในพิธีการบำเพ็ญกุศลที่กำหนดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21-30 มกราคม 2562 ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ม.ขอนแก่น ที่ฌาปนสถานชั่วคราว วัดหนองแวง พระอารามหลวง บริเวณเกาะกลางน้ำ ด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน ริมถนนเลี่ยงเมืองสายขอนแก่น-กาฬสินธุ์ ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น

ขณะที่ในส่วนของพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณนั้น ได้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2562 นั้น

          ในการนี้ ทางด้านของวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา ก็มีการจัดพิิธีบำเพ็ญกุศลคู่ขนานไปด้วย โดยจัดทำเมรุจำลอง ชั้น สำหรับพิธีเผาร่างสรีระจำลองหลวงพ่อคูณ ซึ่งตกแต่งบริเวณโดยรอบเมรุด้วยรูปปั้นสัตว์ในโลกหิมพานต์ รูปหล่อเทพเทวดา และดอกไม้สดกว่า 1,200 กระถาง สวยงามสมเกียรติ และได้เตรียมดอกไม้จันทน์สำหรับวางที่สรีระจำลองหลวงพ่อคูณกว่า 80,000 ดอก และเปิดให้ประชาชนร่วมวางดอกไม้จันทน์ สรีระจำลองหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วันที่ 22–28 มกราคม 2562

โดยในพิธีเผาร่างสรีระจำลอง จะมีการนำเกศา ผ้าจีวร หมวกไหมพรม และสิ่งของเครื่องใช้บางส่วนของหลวงพ่อคูณ บรรจุในโลงขึ้นเผาจริงบนเมรุจำลอง 9 ชั้น และนำเถ้าถ่านทำพิธีลอยอังคาร ณ สระน้ำวัดบ้านไร่ เสมือนพิธีจริงทุกขั้นตอนอีกด้วย

  ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าตลอดการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลหลวงพ่อคูณที่วัดบ้านไร่จะมีญาติโยมลูกศิษย์ลูกหามาร่วมพิธีนับแสนคน น่าจะทำให้คนที่มิอาจเดินทางไปยังสถานที่จริง จ.ขอนแก่น ได้หวนนึกถึงกลิ่นอายและบรรยากาศที่คุ้นเคยกับช่วงเวลาที่หลวงพ่อยังอยู่ในกุฏิให้เราเข้าไปค้อมหัวให้เคาะไม่มากก็น้อย

ลีลา “พ่อมดดำ” เล่น “ไพ่” หลายหน้า หว่านทุกพรรครักทุกสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360556?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลีลา “พ่อมดดำ”  เล่น “ไพ่” หลายหน้า หว่านทุกพรรครักทุกสี

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 10:50 น.
พ่อมดดำ,สุชาติ ตันเจริญ,บ้านริมน้ำ,อดีต สส,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พินิจ จารุสมบัติ
เปิดอ่าน 1,906 ครั้ง

การเมืองดั่งละคร อย่างที่รู้ว่า มีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในเครือข่าย “บ้านริมน้ำ” อาณาจักรพ่อมดดำ หลายสิบคนที่แยกย้ายกันทำงาน ทั้งสวมเสื้อเขียว และเสื้อน้ำเงิน

          000 20 ปีที่แล้ว นักรัฐศาสตร์ละแวกท่าพระจันทร์ ประดิษฐ์คำ “ยียาธิปไตย” เพื่ออธิบายการเข้ามาสู่อำนาจโดยกระบวนการเลือกตั้งของ “กลุ่มทุนภูธร” เปรียบเช่นคนเถื่อนบุกเข้ายึดกรุงโรม ในยุคอนธการแห่งยุโรป พ..นี้ นักเลือกตั้งเผ่าพันธุ์ยียาหรือยี้ ยังคงอยู่ โดยสวมเสื้อคลุมตัวใหม่ ตรงกันข้ามผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเปลี่ยน “เจเนอเรชั่น” ศัพท์การเมืองยียาธิปไตยจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา

          000 หลังออกมานั่งแถลงข่าว “สปก.ทองคำ” เหมือนจุดพลุ แต่จุดชนวนไม่ติด “สุชาติ ตันเจริญ” ก็หลบหายเข้าหลังม่าน เดินเกมวางแผนสู้ศึกเลือกตั้ง เนื่องจากมีว่าที่ผู้สมัคร ส..ในเครือข่าย “บ้านริมน้ำ” ประมาณ 40 คน ที่สวมเสื้อ “พรรคพลังประชารัฐ” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยส่วนตัว “พ่อมดดำ” สนิทสนมกับ เนวิน ชิดชอบ และสรอรรถ กลิ่นประทุม มายาวนาน จึงช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องปกติ

          000 เฉพาะสมรภูมิฉะเชิงเทรา ตระกูล “ตันเจริญ” ได้จัดทัพปรับสนามกันใหม่ “ณัชพล ตันเจริญ” อดีต ส..แปดริ้ว ลูกชายของพิเชษฐ์ ตันเจริญ (น้องชายของสุชาติย้ายจากเขต ไปลงเขต .เมืองฉะเชิงเทรา ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต้องฟาดฟันกับตระกูล “ฉายแสง” และบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส..ที่สังกัดพลังประชารัฐ

ณัชพล ตันเจริญ พรรคภูมิใจไทย

          000 สาเหตุที่ “ณัชพล” ต้องย้ายไปเขต ก็เพราะเขต .พนมสารคาม มีข่าวในเบื้องต้นว่า “พ่อมดดำ” จะสวมเสื้อพลังประชารัฐลงสนามเอง เนื่องจากสมัยที่แล้ว “ณัชพล” พ่ายสมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทยขาดลอย หรืออาจจะเป็นพิเชษฐ์ ตันเจริญ อดีต รมช.พาณิชย์ ที่อยู่ค่ายภูมิใจไทยลงแทนลูกชาย

          000 ส่วนเขต .ท่าตะเกียบ และอ.สนามชัยเขต น่าจับตา เมื่อ “รส มะลิผล” อดีต ส..ลาออกจากเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทย คนแปดริ้วรู้ดีว่า รสเป็นสามีของ “จินดา มะลิผล” หรือจินดา ตันเจริญ พี่สาวของสุชาติ และเป็นส.อบจ.แปดริ้ว เขต อ.ท่าตะเกียบ ก่อนหน้านี้ “รส” อยู่ค่ายทักษิณก็เข้าใจได้ เพราะจินดามีปัญหากับน้องชายพ่อมดดำ แต่พอย้ายมาค่ายเนวิน ก็เดาว่าตระกูลตันเจริญ หันมาจูบปากกันชั่วคราว

รส มะลิผล ลาออกจากเพื่อไทยซบภูมิใจไทย

          000 เลือกตั้งปี 2554 รส มะลิผล ยังสวมเสื้อเพื่อไทยลงสู้ศึกกับพิเชษฐ์ ตันเจริญ น้องชายภรรยาจินดา ค่ายภูมิใจไทย และเบียดเอาชนะไปได้ ขยับมาเลือกตั้ง 2557 (เลือกตั้งโมฆะสุชาติ สวมเสื้อสีน้ำเงิน ลงชนพี่เขยรส มะลิผล ดังนั้นคนแปดริ้วเลยรู้สึกปวดหัวกับลีลาการเมืองแบบตระกูลตันเจริญ

จินดา มะลิผล พี่สาวสุชาติ ตันเจริญ

          000 ตระกูล “จารุสมบัติ” ไม่มีปัญหา พื้นที่เขต .แปลงยาว อ.บ้านโพธิ์ และอ.บางปะกง “พินิจ จารุสมบัติ” ยังเดินสายพบผู้นำท้องถิ่น ไม่ได้หาเสียงแต่ทำกิจกรรมทางสังคม ส่วนพี่ชาย “พล...พิทักษ์ จารุสมบัติ”เปลี่ยนสีเสื้อจากประชาธิปัตย์เป็นพลังประชารัฐ ก็ลงพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่ประมาทตระกูลฉายแสง

พินิจ จารุสมบัติ

          000 ข้ามฟากไปทางเมืองบั้งไฟ “สฤษดิ์ ประดับศรี” อดีต ส.และอดีตนายก อบจ.ยโสธร ส่งลูกชาย “ธรานนท์ ประดับศรี” สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงเขต ยโสธร แม้จะต้องแข่งกับ “พิกิฏ ศรีชนะ” อดีต ส..เมืองบั้งไฟ ค่ายพลังประชารัฐ ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็พวกเดียวกัน ทั้ง “สฤษดิ์” กับ “พิกิฏ” ก็เป็นนักการเมืองในสายพ่อมดดำ 

ธรานนท์ ประดับศรี ลูกชายนักการเมืองดังเมืองยโสธร

          000 เกมสฤษดิ์ส่งลูกชายลงเขต สภาเหล้าขาว อ.เลิงนกทา ประเมินว่า สฤษดิ์หวังตัดคะแนนผู้สมัคร ส..เพื่อไทย เนื่องจากเป็นชาวเลิงนกทาเหมือนกัน มีฐานเสียงใกล้เคียงกัน ส่วนพิกิฏนั้น ฐานเสียงหลักอยู่ อ.กุดชุม นัยว่าเป็นกลยุทธ์ตัดคะแนนคู่แข่งช่วยพิกิฏมากกว่าจะหวังผลชนะเลือกตั้ง

          000 เสียงดีเหลือเกิน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยกทีมล่องใต้ เดินสายปราศรัยละแวกพัทลุง สตูล นครศรีธรรมราช และตรัง สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่า มีคนมาฟังการปราศรัยหนาตาที่ตรัง ซึ่งพูดกันตรงๆ กระแส “อนาคตใหม่” ยังเป็นแค่ “ปรากฏการณ์” บนผิวน้ำ จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันยังไม่ได้

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นำทีมล่องใต้

          000 ศาสตร์การเลือกตั้งนั้น สิ่งชี้ขาดคือ การแปรกระแสนิยมให้เป็น “คะแนน” และกลยุทธ์การจัดการคะแนนนั้น ต้องมีผู้ชำนาญการเป็นคนดูแล พรรคไทยรักไทยสมัยเฟื่องฟูสุดขีด ก็ต้องอาศัยกลยุทธ์มากมายไปทำให้เกิดกระแสแห่ “คะแนน” เข้าคูหา ทั้งเกมบนดินและใต้ดิน