“ฝุ่นพิษจิ๋ว”คนไทยตัดสินได้ด้วยบัตร “เลือกตั้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360551?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ฝุ่นพิษจิ๋ว”คนไทยตัดสินได้ด้วยบัตร “เลือกตั้ง”

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 09:31 น.
ฝุ่นพิษจิ๋ว,เลือกตั้ง,มลพิษทางอากาศ
เปิดอ่าน 290 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปัญหาฝุ่นพิษจิ๋วมรณะ พีเอ็ม 2.5 กำลังสร้างความปั่นป่วนให้ชาวกรุงและจังหวัดใกล้เคียง สภาพที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันไม่ได้อยู่เพียงชั่วคราว แต่อาจอยู่หลายเดือนและมาเป็นขาประจำทุกปี !?!

ชาวบ้าน กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคประชาชน ฯลฯ เริ่มช่วยกันหามาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวแบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่เอาน้ำไปพ่นในอากาศ เนื่องจากคำเตือนจากองค์การอนามัยโลกบอกว่า มลพิษทางอากาศรวมถึง “ฝุ่นพิษจิ๋ว พีเอ็ม2.5” ส่งผลร้ายต่อระบบทางเดินหายใจ ปอด หัวใจ ระบบประสาท รวมถึงมะเร็งทำให้มนุษย์โลกเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าปีละ 7 ล้านคน และที่สำคัญคือ 9 ใน 10 คนของประชากรโลก กำลังสูดอากาศที่เป็นมลพิษเข้าสู่ร่างกาย

หมายความว่าพวกเราแทบไม่มีใครได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างแท้จริง นอกจากคนที่อาศัยอยู่ในป่าหรือธรรมชาติรอบตัว ไม่มีรถ ไม่มีโรงงาน ไม่มีแหล่งผลิตปล่อยของเสียเน่าเหม็น

ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงประกาศให้ “มลพิษทางอากาศ และภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” เป็นภัยร้ายต่อมนุษยชาติอันดับ 1

ที่ผ่านมาคนไทยไม่ค่อยมีใครพูดถึง ฝุ่นจิ๋วพีเอ็ม 2.5 เนื่องจากหน่วยงานรัฐยังไม่มีเครื่องตรวจวัดที่ได้มาตรฐาน มีเพียงเครื่องตรวจควันพิษขนาดพีเอ็ม 10 จนกระทั่งปี 2553 จึงเริ่มมีโครงการสั่งซื้อเครื่องตรวจและกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดพีเอ็ม 2.5 กว่าจะได้ใช้ตรวจจริง รายงานจริงก็ประมาณปี 2559
ทำให้พวกเรารู้ว่าระดับปริมาณฝุ่นพิษขนาดเล็กหรือสารมลพิษทางอากาศของกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเกินมาตรฐาน 2-3 เท่า โดยเฉพาะช่วงต้นปีที่เป็นหน้าหนาว เนื่องจากไม่มีลมทะเลมาช่วยพัดพาไป

ดังนั้น หัวข้อฮิตในการพูดคุยของกลุ่มคนไทยและกลุ่มสังคมออนไลน์ช่วงนี้หนีไม่พ้นเรื่องการดูแลแก้ไขฝุ่นละอองพิษ หรือนโยบายป้องกันและขจัดมลพิษทางอากาศ เครือข่ายสิ่งแวดล้อมเริ่มจับกลุ่มเสนอให้พรรคการเมืองไปคิดหาหนทางแก้ปัญหาและชูเป็นนโยบายหาเสียงให้คนไทยได้ตัดสินใจ เพราะ “ฝุ่นพิษจิ๋ว” จะแก้ได้ด้วยรัฐบาล และคนไทยกำลังจะไปตัดสินเลือกรัฐบาลด้วยบัตร “เลือกตั้ง”

ตัวแทน คสช. และพรรคการเมืองใหญ่เริ่มออกมากล่าวถึงนโยบายลดมลพิษทางอากาศของพรรคตน แม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ช่วงคนกรุงเทพฯ กำลังตื่นเต้นตกใจกับฝุ่นควันที่ปกคลุมท้องฟ้า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รีบนำหัวข้อนี้ไปกล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยยอมรับว่าฝุ่นจิ๋วยังมีอยู่มาก ไม่ผ่านเกณฑ์ปกติ รัฐบาลกำลังบูรณาการเร่งสำรวจ และหาทางแก้ไขด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน พร้อมขอร้องพี่น้องประชาชนให้ร่วมมือกันลดฝุ่นละอองจากการใช้รถ ใช้ถนน พื้นที่ก่อสร้าง โรงงาน รวมถึงการเผาพืชผลทางการเกษตร และขอให้ช่วยกันระมัดระวังกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ

สื่อมวลชนทุกแขนงช่วยกันรายงานว่า สารมลพิษทางอากาศเหล่านี้มาจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น การคมนาคม การก่อสร้าง การปรับปรุงถนนและผิวจราจร ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการขนาดเล็กใหญ่

ผ่านไปไม่กี่วัน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการ Good Monday ผ่านทาง http://www.thaksinofficial.com เมื่อวันที่ 21 มกราคม มีการพูดถึงหัวข้อ “แก้วิกฤติฝุ่น ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง” โดยบอกว่าเมืองไทยมีปัญหาน่าตกใจเรื่องฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ซึ่งอันตรายทะลุทะลวงเข้าไปในหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหาย 2 ส่วนคือ สุขภาพเสียหายและความเสียหายทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

อดีตนายกฯ เสนอวิธีแก้ปัญหาโดยยกตัวอย่างกรุงปักกิ่งที่สั่งย้ายโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่รอบเมืองปักกิ่ง รวมถึงสั่งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดทดแทน รวมถึงสั่งให้เปลี่ยนรถซึ่งวิ่งในปักกิ่งต้องเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น พร้อมเสนอนโยบายให้ประเทศไทยยกเลิกการใช้รถดีเซล รถที่ไม่ได้มาตรฐาน รถเก่า รถหมดสภาพที่มาวิ่งทำให้ควันเยอะ รวมถึงเสนอนโยบายลดการเผาชีวมวล รณรงค์ให้เกษตรกรเข้าใจ และที่สำคัญคือต้อง ขยันปลูกต้นไม้ รักษาต้นไม้หรือเพิ่มต้นไม้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพื่อขจัดมลพิษเหมือนเกาะฮ่องกง

สอดคล้องกับ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย เสนอว่าจะจัดทำนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ขจัดรถที่อายุเกิน 10 ปี ลดจำนวนเครื่องยนต์ดีเซล และสนับสนุนรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า พร้อมทั้งมีการตรวจสอบกระบวนการบรรเทาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ “ไออีเอ” อย่างเคร่งครัด
ส่วนนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เรื่องสิ่งแวดล้อม ได้เน้นนโยบายเปลี่ยนมาใช้โรงไฟฟ้าแอลเอ็นจี เพราะต้นทุนต่ำกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินถึงร้อยละ 50 ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าและถือเป็นพลังงานจากธรรมชาติ

นโยบายข้างต้นเสมือนการพูดหาเสียงของนักการเมือง แต่ในส่วนของมุมมองภาคประชาชนแล้ว สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือ คำสั่งหรือโครงการที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า ปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เกิดจากหลายสาเหตุ แต่สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ส่วนใหญ่มาจากการปลดปล่อยควันพิษจากท่อไอเสียของยานพาหนะ ทั้งรถยนต์ รถเมล์ รถบรรทุก รวมถึงจักรยานยนต์

“ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์” กรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความเห็นว่า เมื่อปัญหาควันพิษจากรถยนต์เป็นเรื่องใหญ่ นโยบายที่พรรคการเมืองควรมีเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที คือ การสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก ที่ผ่านมายังไม่เห็นรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใด มีความชัดเจนในเรื่องนี้

“ในต่างประเทศรัฐบาลจริงจังในการมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์หรือจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เช่น นโยบายลดภาษีการนำเข้า นโยบายลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าให้เหลือน้อยมาก หรือการให้เงินกู้ยืมเป็นพิเศษสำหรับหน่วยงานที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า ส่วนที่กรุงปักกิ่งของจีนสั่งห้ามรถมีควันพิษเข้าไปขับในบางพื้นที่อย่างเด็ดขาด การลดรถยนต์เหล่านี้จะส่งผลทางตรงให้ลดโลกร้อนได้ด้วย เพราะไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงที่เป็นตัวปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อมลพิษในอากาศ อยากเห็นนโยบายที่ชัดเจนแบบนี้ในการหาเสียงของพรรคการเมืองไทย” ดร.บัณฑูร กล่าว

นอกจากปัญหามลพิษจากรถยนต์แล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองพิษรวมถึงพีเอ็ม 2.5 ได้แก่ ควันเสียที่ปล่อยทิ้งออกมาจากโรงงานทั่วไปและโรงงานในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมจากข้อมูล “สถิติสะสมจำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ” ตาม พ.ร.บ.โรงงาน ระหว่างปี 2535–2560 ของศูนย์ข้อมูลธุรกิจอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ขณะนี้มีโรงงานทั่วประเทศไทย 1.4 แสนแห่ง และเป็น “โรงงานจำพวกที่ 3” หรือโรงงานใช้เครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า ซึ่งเป็นกลุ่มโรงงานที่อาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษหรือเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือเหตุอันตราย อยู่จำนวน 7.8 หมื่นแห่ง เฉพาะที่กรุงเทพฯ มีจำนวน 8,400 แห่ง โรงงานเหล่านี้มีกฎหมายบังคับให้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตกระดาษ โรงงานผลิตสุรา โรงงานน้ำตาล ฯลฯ เพราะเกรงว่าฝุ่นควันพิษจากโรงงานเหล่านี้บางส่วนมีสารปรอทผสมอยู่ด้วย ทำให้ไปตกค้างสะสมในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอยู่ในห่วงโซ่อาหารที่เป็นภัยต่อชีวิตผู้บริโภค

“เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนที่ติดตามปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรม เสนอความคิดว่า พรรคการเมืองที่จะมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต้องหามาตรการลดและกำจัดฝุ่นละอองพิษเพื่อสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะการใช้มาตรการตรวจสอบโรงงานที่ปล่อยมลภาวะอย่างเข้มข้น มีการเอาผิดผู้ผลิตและปล่อยควันพิษเหล่านี้อย่างจริงจัง

“ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมายส่วนหนึ่งแล้ว ที่บังคับให้โรงงานต้องกำจัดมลพิษต่างๆ ไม่ให้ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัตินั้น มีโรงงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะที่มาบตาพุด ฝุ่นควันพิษจากโรงงานใหญ่ๆ ไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจังและไม่ได้มีการทำประจำ ตามกฎหมายบังคับให้ตรวจทุกปี มีกำหนดรายละเอียดเกณฑ์และวิธีกการตรวจ แต่ถ้ารัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่ได้ไปตรวจหรือตรวจแบบไม่จริงจัง มีรายงานอีไอเอแต่ก็ไม่ได้มาตรฐาน นโยบายที่อยากเห็นคือการบังคับให้แสดงผลตรวจโรงงาน ผู้กำหนดนโยบายประเทศต้องเข้าใจเรื่องมลพิษ ไม่เช่นนั้นการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์อาจไม่สำเร็จ”
นอกจากนี้ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนยังเสนอให้พรรคการเมืองมีนโยบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรับผิดชอบของภาคธุรกิจหรือนายทุนเจ้าของโรงงานให้รับภาระการปล่อยมลพิษของเสียต่างๆ ออกมาสู่สิ่งแวดล้อมด้วย หากโรงงานหรือสถานประกอบการใดปล่อยมากก็ต้องเสียภาษีมากขึ้น ในต่างประเทศมีกฎหมายแบบนี้บังคับใช้ ซึ่งได้ผลในการจูงใจให้โรงงานต่างๆ พยายามเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดของเสีย หรือที่เรียกว่า มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมาประเทศไทยประกาศยุทธศาสตร์เรื่องป้องกันฝุ่นควันพิษหลายมาตรการด้วยกัน เช่น แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการควบคุมการเผาในที่โล่ง แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษหมอกควัน ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้พิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญ 5 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 2.ร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนกับการร่วมจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติ 3.ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ 4.ร่าง พ.ร.บ. องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 5.ร่าง พ.ร.บ.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม

แต่ดูเหมือนจะไม่มีพรรคการเมืองใดสนใจนำไปต่อยอดมาเป็นนโยบายพรรคอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก

อรยา สูตะบุตร ตัวแทนเครือข่ายต้นไม้ในเมืองกล่าวถึงปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ว่าสามารถแก้ได้หลายระดับ และในระดับที่ง่ายสุดคือ การอาศัยต้นไม้ใหญ่มาช่วยดูดซับหรือกักฝุ่นละออง ดังนั้นนโยบายพรรคการเมืองต้องเอาจริงเอาจังกับการสั่งให้มีระเบียบปฏิบัติในการไม่ตัดแต่งต้นไม้ใหญ่อย่างผิดวิธี ด้วยการตัดกิ่งและใบออกเกือบหมด เพราะนั่นคือการทำลายตัวช่วยในการดูดซับฝุ่น เช่น ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5

“กรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่เหลืออยู่ค่อนข้างน้อย แล้วยังถูกตัดจนเป็นต้นโกร๋น เพราะกลัวปัญหาสายไฟฟ้า เช่น ต้นจามจุรี ต้นตะขบ ซึ่งต้นไม้เหล่านี้มีใบเยอะในการช่วยดักฝุ่นในอากาศ และที่สำคัญคือต้องมีนโยบายเพิ่มต้นไม้ใหญ่ให้มากขึ้น ตอนนี้มีพื้นที่ว่างอยู่ในส่วนของหน่วยงานราชการ วัด หรือโรงเรียน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือพื้นที่โรงงานยาสูบตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือที่ดินสวนมักกะสันต้องทำเป็นสวนสาธารณะปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่ม ไม่ใช่ไปเน้นสร้างห้างสรรพสินค้า ศูนย์ประชุมสัมมนา หรืออาคารสำนักงาน ที่ผ่านมาเคยทำสำเร็จแล้ว มีการย้ายกรมอุตุฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสวนเบญจสิริ หรือปรับสนามกอล์ฟการรถไฟ ให้เป็นสวนรถไฟ”
ตัวแทนเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ยกตัวอย่างนโยบายที่อยากให้พรรคการเมืองเอาไปเป็นนโยบายเพื่อสัญญากับประชาชนอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1.โครงการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ในเมืองให้ดีที่สุด มีการตัดแต่งอย่างถูกวิธีโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกทักษะที่เหมาะสม เพื่อให้ต้นไม้ยังมีใบไว้ดักจับฝุ่นละออง และเพื่อให้ต้นไม้แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยฟอกอากาศ 2.นโยบายให้ทุกหน่วยงานมีมาตรการดูแลการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากสุด โดยเฉพาะภาครัฐ เช่น กรมธนารักษ์ ควรนำที่ดินราชพัสดุหรือหน่วยงานราชการที่ไม่จำเป็น ขอให้ย้ายออกไปนอกเมืองแล้วเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ 3.สั่งแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการทำลายต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่สีเขียว เช่นปรับปรุงเงื่อนไขทีโออาร์หรือขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) ที่มารับจ้างเหมาบริการจัดตัดแต่งต้นไม้ตามแนวสายไฟ ถนน ทางหลวง เพื่อหยุดการตัดต้นไม้แบบผิดวิธี

คนไทยโดยเฉพาะชาวกรุงที่กำลังได้รับผลกระทบจาก “หมอกควันพิษ” ควรเริ่มตั้งคำถามกับผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตนว่า จะมีโครงการหรือนโยบายควบคุม และจำกัดจำนวนแหล่งมลพิษทางอากาศอย่างไร ถ้านักการเมืองคนไหนตอบไม่ได้ หรือฟังแล้วไม่น่าจะทำได้ ก็ต้องหันไปพิจารณาเลือกพรรคอื่นแทน !?!

ส่องวิทยุใต้ดิน “สุรชัย” ในลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360541?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวิทยุใต้ดิน “สุรชัย” ในลาว

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 08:26 น.
เรดการ์ดเรดิโอ,กระดานความคิด,ลุงสนามหลวง,วิทยุใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,สุรชัย แซ่ด่าน,โกตี๋,วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ
เปิดอ่าน 4,306 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

นักสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรออกมาร้องให้ทางการ สปป.ลาว สอบสวนกรณีการหายตัวไปของ “สุรชัย แซ่ด่าน” แต่หลายคนไม่เคยสนใจว่าสุรชัย อดีตนักโฆษณามวลชนแห่งเขตงานสุราษฎร์ธานี สมัยสงครามเย็น เข้าไปทำอะไรในลาว

นับแต่ปี 2558 สุรชัย แซ่ด่าน และ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เดินทางออกจากกัมพูชามาอยู่สปป.ลาว เนื่องจากสมเด็จฮุน เซน ไม่อนุญาตให้ “แดงพลัดถิ่น” เคลื่อนไหวทางการเมือง

เมื่อมาอยู่นครหลวงเวียงจันทน์ สุรชัย แซ่ด่าน จัดทำคลิป “รายการปฏิวัติประเทศไทย” ออกเผยแพร่ทางยูทูบ และพัฒนามาเป็นการออกอากาศสดผ่านช่องยูทูบ

ไม่ต่างจาก “วิทยุใต้ดิน” สมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไปใช้เมืองคุนหมิงเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุคลื่นสั้น ส่งกระจายเสียงทุกวันตามผังรายการ วันละ 3 เวลา

วิทยุใต้ดินยุค 4.0 ส่งผ่านช่องยูทูบ สามารถรับฟังได้ทั่วโลก และคนจัดรายการวิทยุ ก็ส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบ แต่สุรชัยมีรายได้มากกว่านั้น จากบรรดาแฟนคลับในเมืองไทยและยุโรป

เมื่อมีรายได้มากขึ้นสุรชัยจึงออกไปปลูกบ้านอยู่นอกเมือง และซื้อรถตู้ไว้ใช้คันหนึ่ง ภายในบริเวณบ้านก็เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู และปลูกพืชผักสวนครัว

ถัดจากนั้นมา “ลุงสนามหลวง” หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ที่มาลี้ภัยอยู่ในลาวหลายปีแล้ว ได้ชักชวนโกตี๋ และกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น มาจัดรายการวิทยุใต้ดินแบบเดียวกับสุรชัยบ้าง

โกตี๋มีประสบการณ์จากการทำวิทยุชุมชน “เรดการ์ดเรดิโอ” แถวลำลูกกา จึงนำรูปแบบรายการวิทยุชุมชนไปเผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ ปรากฏว่า มีแฟนคลับมากมาย แม่ยกพ่อยกส่งเงินมาให้ใช้ จนมีเงินไปซื้อบ้านหรูอยู่ และซื้อรถเก๋งป้ายแดง

ยิ่งตอนที่ลุงสนามหลวงกับโกตี๋ ประกาศตั้งองค์กรสหพันธรัฐไทและเรียกกลุ่มตัวเองว่า “7 ประจัญบาน” ยิ่งเรียกการสนับสนุนเงินทองจากแฟนคลับได้เยอะ

เวลานั้นกลุ่มโกตี๋กับกลุ่มสุรชัย เริ่มแย่งชิงมวลชนกัน ต่างฝ่ายต่างกระแนะกระแหนแฉโพยกันรายวัน ฝ่ายโกตี๋ก็บอกว่า สุรชัยเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ชอบทำตัวเป็นเจ้าทฤษฎี ส่วนฝ่ายสุรชัยก็ตอบโต้ว่าลุงสนามหลวงและโกตี๋เป็นพวกสุ่มเสี่ยง ทำอะไรไม่เกรงใจเจ้าของบ้าน

พลันที่โกตี๋หายตัวไปท่ามกลางความอลหม่านของแดงพลัดถิ่นในลาว ลุงสนามหลวงยืนยันโกตี๋ตายแล้ว แต่สุรชัยบอกโกตี๋จัดฉาก ไม่ได้ถูกอุ้มหายไป

ปลายปีที่แล้วแดงพลัดถิ่นแยกออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มลุงสนามหลวง กลุ่มสุรชัย และกลุ่มไฟเย็น โดยกลุ่มไฟเย็นมีสมาชิกประมาณ 5 คน ไปมาหาสู่บ้านสุรชัยเป็นระยะๆ

12 ธันวาคม 2561 แดงพลัดถิ่นทุกกลุ่มได้รับคำสั่งให้ออกจากบ้านพักเป็นการชั่วคราว เพราะจะมีการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการไทย-ลาว ครั้งที่ 3

หลังการประชุมจบลงกลุ่มไฟเย็นได้เดินทางไปหาสุรชัย เพราะขาดการสื่อสารติดต่อกันหลายวัน ก็พบแต่รถตู้ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ไม่มีเงาร่างของสุรชัยและคนสนิทอีกสองคน

ลุงสนามหลวง แจ้งแก่สมาชิกสหพันธรัฐไทว่า ย้ายสถานีมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย จึงส่งกระจายเสียงได้ตามปกติ ขณะที่กลุ่มไฟเย็นเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศยื่นมือมาช่วยเหลือ เพราะอยู่ในสปป.ลาว ไม่ปลอดภัย

สุรชัย โกตี๋ ลุงสนามหลวงและไฟเย็น ทุกกลุ่มจัดรายการวิทยุใต้ดิน มีเป้าหมาย “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในทางยุทธศาสตร์และหาเงินรายได้จากยูทูบและแฟนคลับในทางยุทธวิธี

เมืองลุงลุกเป็นไฟ “ปลัด” ขอวัดฝีมือ “นิพิฏฐ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองลุงลุกเป็นไฟ “ปลัด” ขอวัดฝีมือ “นิพิฏฐ์”

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 08:22 น.
ฉลอง เทอดวีระพงศ์,พรรคภูมิใจไทย,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 14,924 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

การเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง มีสีสันขึ้นมาทันที เมื่อ “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ปลัดจังหวัดพัทลุง ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ในนามพรรคภูมิใจไทย ชนกับจอมเก๋า “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จริงๆ แล้ว ทีมงาน ปชป.รู้มานานแล้วว่า “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ จะส่งปลัดฉลอง ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 นิพิฏฐ์จึงทำสงครามจิตวิทยากับเจ๊เปี๊ยะมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว

“ฉลอง เทอดวีระพงศ์” อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง

นิพิฏฐ์เปิดศึกสงครามโซเชียล โดยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ผมฝากบอกคุณนาที รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทยว่า ลองไปถามคนพัทลุงดูว่า เวลาเขาพูดว่านักการเมืองซื้อเสียงชาวบ้านเขานึกถึงใคร?” (19 พ.ย.2561)

สองสัปดาห์ที่แล้ว นิพิฏฐ์ร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 3 พรรคการเมือง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวฟ้องสื่อว่า เวลานี้มีการเรียกเก็บบัตรประจำตัวประชาชน โดยข้าราชการบางคนที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง

ร้อนถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทยต้องดาหน้ามาตอบโต้นิพิฏฐ์ ถึงขั้นท้าทายให้รองหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุชื่อออกมาเลยว่า “ข้าราชการคนนั้น ชื่ออะไร”

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ”

เมื่อ 25 มกราคม 2562 เจ๊เปี๊ยะ จึงจัดอีเวนท์เปิดตัว “ปลัดฉลอง” โดยขนนักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่จากหลายอำเภอในจังหวัดพัทลุง ไปต้อนรับ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ปลัดจังหวัดพัทลุง

ปลัดฉลองบอกว่า ก่อนหน้านี้ ถูกนิพิฏฐ์กล่าวหาว่าวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เมื่อลงเล่นการเมือง ก็พร้อมต่อสู้ในสนามการเลือกตั้ง เพื่อล้ม ส.ส.ของพรรค ปชป.

วันเดียวกัน เฟซบุ๊กของ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ได้มีการโพสต์ข้อความว่า “จากเด็กบ้านนอกบ้านนา ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก เพื่อความหวังของพ่อแม่ เพื่ออนาคตที่ดีและเพื่อรับใช้สังคม ไต่เต้ามาตามลำดับจากปลัดอำเภอ นายอำเภอ สู่ปลัดจังหวัด 30 ปี เป็นห้วงเวลาที่ภาคภูมิใจมาก ได้ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน…ตำแหน่งสิ้นสุดลงแล้ว แต่หน้าที่ยังคงต้องทำต่อไป”

“ฉลอง” เป็นคนเมืองลุง เมื่อรับราชการมหาดไทยก็อยู่ในภาคใต้ ปี 2557 ถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง ในห้วงเวลาที่มหาดไทยอยู่ในกำมือ “บิ๊กป๊อก” ฉลอง ขยับขึ้นเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัด

“นิพิฏฐ์ ศิษย์” – “ชวน หลีกภัย”

ด้านแชมป์เก่า นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เคยเป็นรองจ่าศาลจังหวัดพัทลุง ก่อนจะเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส.จ. และเป็นประธาน ส.จ. เลือกตั้ง 2535/1 นิพิฏฐ์ลงสนามการเมืองระดับชาติครั้งแรก ด้วยการลาออกจากข้าราชการมาเป็นทนายความ ทำให้นิพิฏฐ์ได้มีโอกาสช่วยเหลือชาวบ้านด้านกฎหมายมากมาย

ผลปรากฏว่า นิพิฏฐ์ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ด้วยคะแนนเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดคือ 75,417 คะแนน นัยว่า ที่มาของคะแนนส่วนใหญ่ก็มาจากอิทธิพลการปราศรัยของ “ชวน หลีกภัย”

เมื่อการเลือกตั้ง 2538 ระหว่างการเดินสายหาเสียง นิพิฏฐ์ไปปราศรัยที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า ยายแก่ๆ ตะโกนบอก “ไม่ต้องปราศรัยหรอก ที่นี่เอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้เป็น ส.ส.”

เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ / พี่เลี้ยงอดีตปลัดฉลอง

ตำนานเสาไฟฟ้า จึงติดตัวนิพิฏฐ์มาจนถึงปัจจุบัน และฝ่ายตรงข้ามมักเอาประเด็นนี้ไปปราศรัยโจมตีพรรค ปชป.อยู่เสมอ แต่ก็ไม่มีพรรคไหนหักโค่น ปชป.พัทลุงได้

เจ๊เปี๊ยะจึงชูคำขวัญ “เปลี่ยน” สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ชาวพัทลุงเขต 2 จะยอมเปลี่ยนหรือไม่ ? แค่ประดาบก็เลือดเดือดไปทั้งพรรคภูมิใจไทย

‘บิ๊กโจ๊ก’จัดให้..’ศปอส.ตร.’มอนิเตอร์โพสต์หาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กโจ๊ก’จัดให้..’ศปอส.ตร.’มอนิเตอร์โพสต์หาเสียง

วันที่ 29 มกราคม 2562 – 08:11 น.
โซเชียลมีเดีย,เลือกตั้ง,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,ศปอสตร,หาเสียง
เปิดอ่าน 251 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร  อินทะเกตุ 

“โซเชียลมีเดีย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในสังคมมนุษย์ยุคนี้ไปโดยปริยาย การติดต่อสื่อสารทำง่ายแค่ปลายนิ้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของการดำรงชีวิตก็ไม่แปลก เพราะเข้าถึงได้ทุกเพศวัย โดยเฉพาะ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม แอพพลิเคชั่นไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ เป็นสื่อ “อิเล็กทรอนิกส์” ยอดนิยม ยิ่งแล้วเฟซบุ๊ก ที่คนไทยใช้และเข้าถึงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเวลานี้

แน่นอนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 แวดวงการเมืองก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะใช้ช่องทางนี้ “หาเสียง” เพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายพรรค แจ้งสรรพคุณผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพื้นที่ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเจ้าภาพหลัก และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในฐานะเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติ ต้องเข้ามากำกับดูแลไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ​

ก่อนหน้าจะมีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 หรือ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เคยบอกเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าขอบเขตการหาเสียงของพรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. หรือผู้ใดทางอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการในลักษณะใด จะต้องแจ้งต่อกกต.ล่วงหน้า และต้องรับผิดชอบเนื้อหาไม่ให้เป็นการใส่ร้าย เพราะจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายซึ่งมีโทษค่อนข้างรุนแรง โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมการให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนำข้อเท็จจริงมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนมายัง กกต.ได้ จากนั้น กกต.จะแจ้งเจ้าของข้อความให้ลบภายใน 1 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม กกต.ก็จะลบข้อความเอง

ถึงกระนั้นแม้จะมีการลบข้อความไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดจะหายไปด้วย เพราะถือว่าความผิดสำเร็จ ต้องรับผิดทางอาญา และหากมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต จนการเลือกตั้งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องเสียไป ก็ต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย โดยจะมีการตั้งวอร์รูมพิเศษ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งตัวแทนมาคอยมอนิเตอร์ เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

สอดรับกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ที่มี “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ในฐานะรองผอ.ศปอส.ตร. เสมือนหนึ่งเป็นแม่ทัพหลักขับเคลื่อนงานของหน่วยนี้ ที่ทีมงานต้องเข้ามามอนิเตอร์การโพสต์หาเสียงในช่วงเลือกตั้งเช่นกัน เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย รวมทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เรียกได้ว่ามีทั้ง “ทีมรับ” และ “ทีมรุก”

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกว่า ศปอส.ตร. มีหน้าที่การตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. แกนนำ กองเชียร์ กลุ่มหนุน กลุ่มต้าน ก็มีสิทธิเสรีภาพการโพสต์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย สามารถทำได้ แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ยึดตามกติกา ไม่สร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมเพื่อหลอกลวง หรือใช้ในการใส่ร้ายป้ายสี นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม ไม่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง เพราะหากเป็นผู้สมัครส.ส. หรือพรรคการเมือง นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งก็ยังจะมีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีโทษสูง ทั้งโทษปรับและจำคุก

“ถ้าเพียงแค่ใช้โซเชียลมีเดียในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ประกาศนโยบายของพรรค แนะนำผู้สมัคร ไม่มีการบิดเบือนข้อมูล หรือใส่ร้ายป้ายสีใคร ก็สามารถทำได้ โดย ศปอส.ตร.มีทั้งเจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ และทีมงานที่คอยดูมอนิเตอร์ว่าการโพสต์ต่างๆ เข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ อยากให้ทุกกลุ่ม ทุกพรรค ทุกคนระมัดระวังในการโพสต์ หรือคอมเมนต์ รวมทั้งแชร์ต่อ ให้เคารพกติกา อยู่ในกรอบของกฎหมาย เราไม่ได้จับจ้องใคร พรรคไหนเป็นพิเศษ แต่ดูภาพรวมทั้งหมดแบบเท่าเทียมกัน” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุ

จะว่าไปแล้วก็เหมือนกระต่ายตื่นตูม เพราะทันทีที่มีประกาศ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง และกกต.ก็กำหนดวันเลือกตั้งในวันเดียวกัน ทำให้ผู้สมัครส.ส.และบรรดาพรรคการเมืองหลายพรรคเป็นกังวลในความไม่ชัดเจนของการหาเสียงออนไลน์ กลัวว่าจะพลั้งเผลอทำผิดกฎหมาายจนสร้างความเสียหาย หลายคนยุติการโพสต์เฟซบุ๊กชั่วคราว หลายพรรคระงับเพจเฟซบุ๊กไปก่อน แต่ยังมีแกนนำพรรคใหญ่หลายคนยังยืนยันที่จะใช้เพซบุ๊กแชร์ข้อมูลทำความเข้าใจ เสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม กกต.ออกมายืนยันแล้วว่าการหาเสียงออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่ผู้คนให้ความนิยมและเข้าถึงสามารถทำได้ แต่ต้องแจ้ง กกต.ล่วงหน้า ซึ่งการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ประกอบด้วย เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, ยูทูบ, แอพพลิเคชั่น, อีเมล, เอสเอ็มเอส และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น และผู้สมัครต้องแจ้งวิธีการ รายละเอียดและระยะเวลากับกกต.ประจำจังหวัดก่อนหาเสียง ส่วนกรณีของพรรคการเมือง ต้องแจ้งกับเลขาธิการ กกต. ทั้งนี้ กกต.อาจจะกำหนดวิธีการหาเสียงเพิ่มเติมได้ ส่วนกรณีผู้สนับสนุนของพรรคใช้จ่ายในการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายเกิน 1 หมื่นบาท ต้องแจ้งพรรคและจะถูกนับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคด้วย ทั้งนี้พรรคการเมืองมีสิทธิ์คัดค้านได้ สำหรับกรณีการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถูกต้อง แม้แก้ไข หรือลบข้อมูลแล้ว ไม่ถือเป็นการลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จแล้ว

การเลือกตั้งในยุคที่มีความทันสมัยของเทคโนโลยี ไม่แปลกที่จะมีการหาเสียงออนไลน์ ถ้ายึดกติกา มั่นใจว่าไม่ผิด ก็ลุยโลด..!!

“สหายจิ๋ว” ฮึดสู้ เกาะรถไฟ “เพื่อชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สหายจิ๋ว” ฮึดสู้  เกาะรถไฟ “เพื่อชาติ”

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 10:46 น.
บิ๊กจิ๋ว,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,พรรคเพื่อชาติ,ตู่ จตุพร,คนเสื้อแดง,หาเสียง,พื้นที่อีสาน,จสุรินทร์,แกนนำคนเสื้อแดง,สหายอีสาน
เปิดอ่าน 10,856 ครั้ง

ภาพคนเสื้อแดงเรือนหมื่น ชุมนุมฟังปราศรัยของ “เดอะตู่” แห่งพรรคเพื่อชาติ ที่มี “พ่อจิ๋ว” เป็นแบ็คอัพ น่าจะทำให้คู่แข่งแห่งแดนอีสานมีหนาวกลางฤดูฝุ่นกันบ้าง!

          000 ปรากฏการณ์ “แดงชายแดน” ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความสั่นสะเทือนให้ค่ายสีน้ำเงิน และค่ายสีเขียว (พรรคใหม่พอสมควร เมื่อ “เอฟซีเดอะตู่” แห่มาฟังการปราศรัยเนืองแน่น ประหนึ่งการฟื้นความหลังของ นปชไม่ว่าจะเป็นเวทีที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

        000 พลพรรค “ค่ายเนวิน” ยังผวาไม่หาย เมื่อเจออิทธิฤทธิ์ “ปูแดง” พัดถล่มจนสอบตกเกือบ “ยกจังหวัด” ดังนั้น ภาพคนเสื้อแดงเรือนหมื่นมาชุมนุมเต็มโรงสีใหญ่ของ โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ นายกเทศมนตรีตำบลกังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เมื่อวันก่อน เหมือนส่งสัญญาณเตือน “ค่ายโรงโม่ศิลาชัย” อาจน้ำตาตกในซ้ำสอง

แดงชายแดนต้อนรับ “จตุพร” อบอุ่น

          000 มิเพียงแต่ในเวทีอีสานใต้ ทุกเวทีในอีสานกลาง และอีสานเหนือ ผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง บางเวทีคนเสื้อแดงแห่แหนมาต้อนรับ “จตุพร พรหมพันธุ์” และ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” พร้อมกับแกนนำ นปช.อีกหลายคน 

เวทีพรรคเพื่อชาติที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์  

          000 ผู้สมัคร ส..ค่ายเสี่ยสงคราม ไม่ใช่แค่ “แกนนำแดงบ้านบ้าน” อีกต่อไป เมื่ออดีต ส..อีสานหลายคน เปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อชาติ อย่าง วิทยา บุตรดีวงศ์“ อดีต ส..มุกดาหาร สมัย และ “ชัยศรี กีฬา” อดีต ส..อำนาจเจริญ โดยเฉพาะกรณี “ชัยศรี” นั้น ได้รับการฝากฝังมาจาก “พล..ชวลิต ยงใจยุทธ” อดีตนายกรัฐมนตรี

พลงอ.ชวลิต พาตู่ไปหาเสียงกับอดีตสหายอีสาน

          000 ปลายปีที่แล้ว “บิ๊กจิ๋ว” สวมหมวกดาวแดงพา “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปชบุกเข้าป่าไปร่วมงานบรรจุอัฐิ “สหาย” หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) เขตงาน 444 ที่อนุสรณ์สถานภูดานยาว อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ซึ่งในวันนั้น “บิ๊กจิ๋ว” ได้ปราศรัยกับอดีตสหายถึงความจำเป็นต้องก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ เพื่อสร้างความปรองดอง และสลายความขัดแย้ง

          000 เก็บตกจากเวที เปิดตัวผู้สมัคร ส..สุรินทร์ ของพรรคเพื่อชาติ ทั้ง เขตนั้น สื่อทุกสำนักต่างสะดุดชื่อ “ยิ่งรัก ไชยศรีษะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส..เขต และ “ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส..เขต ทำไมพรรคนี้ จึงมีทั้ง “ยิ่งรักยิ่งลักษณ์”

ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ

          ซึ่งเวลาต่อมา “...ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” อดีต ส..สุรินทร์ ได้เฉลยว่า “ยิ่งรัก” เป็นน้องสาวแท้ๆ และ “ยิ่งลักษณ์” นั้นเป็นภรรยา ทั้งสองเพิ่งเปลี่ยนชื่อ เพื่อลงสมัคร ส..โดยเฉพาะ สำหรับชื่อเดิมภรรยาจ่าประสิทธิ์ คือ “นิภาพร ไชยศรีษะ” เนื่องจากพวกเขามีความศรัทธาต่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่เสื่อมคลาย 

จ่าประสิทธิ์ แม่ทัพเพื่อชาติสุรินทร์

อาวุธลับจ่าประสิทธิ์สำหรับการดูแลชาวบ้าน

          000 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่โรงแรมหรรษา เจ.บี.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดประชุมสรุปการวางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส..ภาคใต้ ครบทั้งหมด 50 เขต โดยมีผู้สมัคร ส..หน้าใหม่อยู่หลายเขต แกนนำพรรคภาคใต้ยอมรับว่า “คะแนนนิยม” ของพรรคอาจจะลดลง แต่คงไม่ถึงต้องพ่ายแพ้ในระดับเขตเลือกตั้ง

          000 การเลือกตั้ง 2562 พรรค ปชป.ต้องเจอคู่แข่งที่แข็งกว่าสมัยที่แล้ว ทั้งพรรคภูมิใจไทย ที่ทำการบ้านมาดีพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มีฐานมวลชนเดียวกัน และพรรคประชาชาติ ที่อาจเบียดชิงในพื้นที่ จังหวัดภาคใต้ 

          000 สมรภูมิทักษิณรอบนี้ ก็ยังไม่เอื้อให้ฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายคนแดนไกล เพราะพรรคไทยรักษาชาติ ยังไร้สัญญาณกระแสตอบรับ ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่หนุน “ลุงตู่” ก็กระแสต่ำเหลือเกิน  

เจ๊เปี๊ยะ เปิดจัวปลัดฉลอง ชน นิพิฏฐ์  ที่พัทลุง

          000 สงครามเมืองลุงเริ่มแล้ว เมื่อ “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส..พัทลุง เขต คือเขต ภูมิศิษฏ์ คงมีเขต ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และเขต เขมพล อุ้ยตยะกุล แม้ชื่อชั้นเป็นรอง แต่กองหนุนไม่เป็นรองใครในภาคใต้ ยี่ห้อ “โกเกี๊ยะ” เจ้าพ่อน้ำมันภาคใต้การันตี 

          000 ยิ่งกว่าช้างชนช้าง ต้องยกให้เขต 2 “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ชนขาใหญ่ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ตรวจสอบประวัติของปลัดฉลองก็ไม่ธรรมดา เมื่อ “ผู้ยิ่งใหญ่อีสานใต้” โยกจากนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ไปเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง ก่อนขยับเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัดพัทลุง ด้วยพลังแรงหนุนอย่างนี้ “นิพิฏฐ์” จึงออกแรงเตะตัดขาตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม 

          000 เลือกตั้งเมืองลุง 62 จะเป็นบทพิสูจน์ “ตำนานเสาไฟฟ้า” ว่าจะทานพลังพายุสีน้ำเงินไหวหรือไม่ หากเอาชนะคู่แข่งขาดลอย สงสัยคงได้มีการปิดทองเสาไฟฟ้าเสียแล้วล่ะ 

แอพ’Find My iPhone’ช่วยจับโจรลักรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360414?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แอพ’Find My iPhone’ช่วยจับโจรลักรถ

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 09:41 น.
แอพFind My iPhone,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 518 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ความทันสมัยของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันก่อให้เกิดความสะดวกมากมายในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมทั่วโลก รวมถึงการบริหารจัดการของหน่วยงานในภาครัฐ ขณะที่การสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา หรือนำข้อมูลทางเทคโนโลยีมาใช้เป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าชื่อถือ ก็ถูกนำมาใช้ในหน่วยงานของตำรวจในยุคนี้มากขึ้น คดีน้อยใหญ่จึง “แกะรอย” ได้ไม่ยากนัก เพราะเมื่อเกิดคดีอาญาขึ้น สิ่งแรกที่ตำรวจต้องเช็กคือกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุและละแวกใกล้เคียง เพื่อดูพฤติการณ์การก่อเหตุ ผู้ร่วมขบวนการ ไปจนถึงเส้นทางหลบหนี นอกจากนี้ยังมีเรื่องสัญญาณ “จีพีเอส” ที่สามารถระบุพิกัดที่ชัดเจนไปจนถึงสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือทุกค่ายทุกเครื่องล้วนมี “แอพพลิเคชั่น” ไว้ค้นหาตำแหน่งของตัวเอง

หลายคดีที่ผ่านมาตำรวจสามารถ “ปิดจ๊อบ” ด้วยกล้องวงจรปิด อีกมากมายจากจีพีเอส และอีกไม่น้อยจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดความทันสมัยไฮเทคของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้ก็ช่วยให้ตำรวจตามจับ “โจรลักรถ” โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ (ผบก.รฟ.) ได้รับรายงานการจับกุมคดีที่น่าสนใจจาก พ.ต.อ.กิตติ กลิ่นสังข์ ผกก.1 บก.รฟ. ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รฟ.มักกะสัน กก.1 บก.รฟ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รฟ.สุวรรณภูมิ กก.4 บก.รฟ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก ร่วมกันจับกุมตัว นายบุญยวัฒน์ เกิดเขียว อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาแก๊งโจรกรรมรถยนต์ ของกลางเป็นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 2 กย 7090 กรุงเทพมหานคร จับกุมได้ที่ถนนพระราม 9 ซอย 41 แขวงและเขตสวนหลวง กทม.

ก่อนหน้าที่ตำรวจรถไฟจะสืบสวนจับกุมคนร้าย ได้มี นายศุภชัย พึ่งศรี อายุ 35 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเจ้าของรถได้เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.ไพรวัลย์ เถรปัญญา รองสว.(สอบสวน ) ส.รฟ.มักกะสัน กก.1 บก.รฟ. ในช่วงเช้าวันที่ 22 มกราคม เพราะวันที่ 21 มกราคม เวลาประมาณ 22.50 น. ได้ขับรถฟอร์จูนเนอร์มาจอดไว้บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ระหว่างสถานีพญาไทกับสถานีราชปรารภ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม. จนกระทั่งช่วงเช้าวันที่ 22 มกราคม กลับมาดูปรากฏว่ารถหายไป จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังรับแจ้งความตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีคนร้ายได้ขโมยรถคันดังกล่าวไป ประกอบกับผู้เสียหายได้ประสานกับตำรวจให้ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่น “Find My iPhone” หรือ “Find My Android” เพราะด้วยความชาญฉลาดของผู้เสียหายได้นำโทรศัพท์ซ่อนไว้ในรถ 1 เครื่อง เผื่อกรณีฉุกเฉิน จึงทำให้การแกะรอยตามหารถที่ถูกโจรกรรมไปง่ายขึ้น กระทั่งตำรวจสามารถติดตามสัญญาณจากแอพ “Find My iPhone” จนพบรถยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่ในซอยพระราม 9 ซอย 41

เมื่อได้พิกัดเป้าหมายที่ชัดเจนที่มีตัวช่วยด้านเทคโนโลยีที่ว่าตำรวจ กก.1 บก.รฟ จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก เพื่อขอกําลังมาดักซุ่ม โดยรอราวครึ่งชั่วโมงก็มีการเคลื่อนไหวของคนร้าย ตำรวจพบผู้ต้องสงสัย 2 คน เดินมาที่รถ และทันทีที่เป้าหมายเปิดประตูสตาร์ทรถ ก็เข้าดำเนินการจับกุมทันที พร้อมควบคุมตัวไปสอบสวนและแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร” แต่ทั้งคู่ยังปากแข็งบอกไม่ได้เป็นคนขโมยรถ แต่รับรถมาจากคนอื่นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งมีกลุ่มคนอีก 3 คน วานให้ไปเอารถมาจอดบริเวณที่ถูกจับกุมได้

คดีนี้ต้องบอกว่าโจรจนมุม “Find My iPhone” เพราะฝีมือตำรวจอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้เรื่องไฮเทคยุค 4.0 และกำลังจะมี 5.0 ในอนาคตอันใกล้มาช่วยเป็นกำลังเสริม..!!

‘ฤภพ ชินวัตร’ทัศนะ”ชินวัตรรุ่นที่สาม”บนเวทีการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฤภพ ชินวัตร’ทัศนะ”ชินวัตรรุ่นที่สาม”บนเวทีการเมือง

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 08:57 น.
เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,ชินวัตร,พายัพ,ฤภพ ชินวัตร
เปิดอ่าน 6,590 ครั้ง

“ชินวัตร” คือนามสกุลการเมืองจากนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่

ที่ผ่านมาจนวันนี้ตระกูลนี้ดำเนินกิจกรรมการเมืองมาแล้วสามรุ่น “เลิศ-สุรพันธ์ ชินวัตร” คือรุ่นที่ 1

“ทักษิณ, พายัพ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์“ คือรุ่นที่ 2 ของครอบครัวนี้…และว่ากันว่ายุคนี้คือช่วง ”อาทิตย์ฉายแสงและอัสดงสำหรับตระกูลชินวัตร” บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่มีการนิยามกัน…

ส่วนรุ่นที่ 3…ชินวัตรยังมีทายาทที่จะลงทำงานการเมือง…นับจาก “ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์” อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ลูกสาวของเจ๊แดง คือหัวเรือบุกทาง

จากนั้น “ชยิกา วงศ์นภาจันทร์” บุตรสาวของเยาวเรศ ชินวัตร และ “ฤภพ ชินวัตร” บุตรชายพายัพ ชินวัตร อดีต ส.ส.เชียงใหม่สองสมัย พรรคไทยรักไทย ที่ยังสานอุดมการณ์ในรุ่นนี้

สองคนนี้มาร่วมงานกับพรรคไทยรักษาชาติ ในวันนี้ โดย “แซนด์” เป็นนายทะเบียนพรรค ส่วน “ไนท์” รับบทรองหัวหน้าพรรค แต่ “พานทองแท้ ชินวัตร” มิได้มาที่ ทษช. เพราะ “โอ๊ค” ลงสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เส้นทางการเดินหมากการเมืองของรุ่นที่ 3 แห่งชินวัตรจะไปแบบใด…และหนึ่งในรุ่นที่ 3 ของชินวัตร คือ “ไนท์” ในฐานะลูกชายของอดีต ส.ส., หลานของปู่ที่เคยเป็นอดีตผู้แทนฯ และ รมต. รวมทั้งยังเป็นหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีถึงสามคน (ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะคู่สมรสของเจ๊แดง) จะเป็นผู้ให้คำตอบ

“กระแสตอบรับ ทษช.วันนี้ดีขึ้น เราหวังส่งผู้สมัคร ส.ส.ในเขตที่มั่นใจและจะส่งให้มากสุดเพื่อให้พรรคเดินหน้า เกมและกติกามาแบบนี้ เราต้องเล่น แม้บางคนจะบอกว่ากติกาไม่แฟร์ แต่เราในฐานะพรรคใหม่ต้องเล่นและอยากชนะ

หากถามว่าจะแบ่งทางเดินกับพรรคเพื่อไทยอย่างไร ตอบว่าไม่ทราบ เพราะเราคือทษช. ไม่เกี่ยวกับเพื่อไทย เรามาทำพรรคนี้ก็อยากชนะ ไม่ใช่ส่งใครไปแล้วปล่อยแพ้ แบบนี้จะทำพรรคทำไม

ผมอาจลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ การเข้ามาทำงานการเมืองวันนี้ สอบถามครอบครัวแล้ว สอบถามตัวเองแล้วว่าพร้อมไหม หารือคุณพ่อแล้ว คุณพ่อสนับสนุนและให้ตัดสินใจเอง และบอกว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้โอกาสและตัดสินใจแล้วก็ทำให้ดีที่สุด ต้องทำในสิ่งที่อยากทำ รักและใส่ใจประชาชน ไม่ใช่มาเพราะอยากลอง”

     0 รุ่นที่สามของชินวัตรในเวทีการเมือง ตอนนี้กระแสสังคมมองภาพนามสกุลชินวัตรบนเวทีนี้ไม่ดีนัก
“ทราบล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะโดนอะไร มายืนตรงนี้คนมองอยู่แล้ว นามสกุลนี้ทำอะไรใครก็มอง แต่ผมขอพิสูจน์ตัวเองว่าจะทำดีที่สุด ผมตัดสินใจลงทำงานการเมืองตัองพิสูจน์ตัวเองให้สังคมยอมรับ ขอให้เปิดใจดูผลงานที่ผมจะทำ

แม้ผมจะหน้าใหม่ แต่ประสบการณ์การบริหาร LINE Village Bangkok และเคยไปช่วยคุณพ่อรวมทั้งคุณลุงหาเสียง ก็มีประสบการณ์การเมืองแบบหลังฉากบ้าง และศึกษาสิ่งที่คุณปู่ทำงานการเมืองมาในอดีต วันนี้ผมมาอยู่แถวหน้าของ ทษช. ขึ้นเวทีแนะนำตัวกับชาวบ้าน ยอมรับว่าแรกๆ ก็สั่น(ยิ้ม) แต่พี่ๆ ให้คำแนะนำทำให้มั่นใจขึ้น”

        0 วันนี้รับบทชินวัตรรุ่นที่สามบนเวทีการเมือง จากนี้ไปจะมีรุ่นที่สี่หรือไม่
“ไม่ทราบครับ ผมไม่รู้ว่าลูกหรือหลานของผมจะทำงานการเมืองต่อจากพวกผมไหม (ยิ้ม) ของแบบนี้อยู่ที่พวกเขาตัดสินใจและอยู่ที่โอกาสของผู้ใหญ่ว่าจะเปิดทางหรือไม่ “ชินวัตร” นั้น สังคมจับจ้อง ทำดีเสมอตัว ทำพลาดโดนทันที(ยิ้ม) พวกผมต้องน้อมรับ ทำงานการเมืองวันแรก ผมตัดสินใจเข้ามาก็โดนแล้ว(ยิ้ม) ข้อหาเด็กไป, ไม่มีชั่วโมงบิน, ทายาทการเมือง วันที่คุณลุง(ทักษิณ ชินวัตร)ลงสนามการเมืองครั้งแรก ท่านอายุมากกว่าผมนิดหน่อย วันนั้นสังคมก็มีหลากความเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ของคุณลุงในแนวคล้ายๆ ที่ผมโดนตั้งคำถาม

ย้ำว่าวันนี้ผมแม้หน้าใหม่ แต่ไม่ใช่เด็กแล้ว วันนี้ผมอายุ 39 ปี มีลูกสองคน ผมจะทำอะไรต้องคิดถึงอนาคตของลูกและนามสกุลของผมในระยะยาว ผมเลือกทางนี้ก็คิดเผื่ออนาคตไว้แล้วว่าครอบครัวจะโดนอะไรบ้าง สิ่งใดไม่ดีในฐานะที่ผมลงสมัครการเมืองควรมาลงที่ผมไม่ใช่ไปลงกับบุคคลที่สามในครอบครัว ทำแบบนั้นไม่แฟร์และไม่ควรชกใต้เข็มขัด วันนี้ผมมาทางนี้จะทำให้ดีที่สุด

ที่ผ่านมาญาติๆ ของผมโดนแบบนี้ ผมมองว่า บางอย่างไม่สมควรนะ เพราะบางคนไม่เกี่ยว ทำไมโดนหางเลข(ยิ้ม) หากถามว่าในรุ่นราวคราวเดียวกันพบใครบ้าง สนิทกันหมด แต่เอม(พินทองทา)และอุ๊งอิ๊ง(แพทองธาร)จะเจอบ่อย เอมกับผมไปเรียนต่างประเทศช่วงเวลาใกล้ๆ กัน สนิทกัน วันนี้ลูกของผมและลูกของเอมอายุไล่กัน กิจกรรมของลูกผมและลูกเอมจะมาทำร่วมกัน”

…รอดูบทบาทของ “ฤภพ ชินวัตร” ต่อไป…ว่าจะเดินหมากแบบใหม่หรือดำเนินตามรอยรุ่นที่ 1 และ 2 กันแน่

สร้างภูมิต้านโรคสื่อโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360407?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างภูมิต้านโรคสื่อโซเชียล

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 08:12 น.
สร้างภูมิต้านโรคสื่อโซเชียล,รู้ลึกกับจุฬาฯ,พญเบญจพร ตันตสูติ,จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์,โซเชียลมีเดียซินโดรม
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน นวัตกรรมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคการสื่อสารผ่านโลกไซเบอร์ การยึดติดกับโลกความจริงเสมือน และเสพติดกิจกรรมในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีผลเสียและอันตรายที่ซ่อนอยู่ไม่น้อย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกลุ่มงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล หยิบยกประเด็นปัญหาดังกล่าว มาเป็นหัวข้อเสวนาเรื่อง “SOCIAL MEDIA SYNDROME: โรคโซเชียล การจัดการทางอารมณ์ ผลกระทบการใช้สื่อโซเชียล” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.)

พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หรือ หมอมินบานเย็นจากเพจ “เข็นเด็กขึ้นภูเขา” อธิบายว่า โซเชียลมีเดียซินโดรม หรือโรคสื่อโซเชียล คือภาวะที่ส่งผลจากการใช้อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียอย่างไม่เหมาะสม เกิดขึ้นจากความไม่เท่าทันของผู้ใช้ เช่น การใช้สื่อโซเชียลมากเกินไป ทำให้เกิดอาการเสพติด โดยเฉพาะเด็กมักติดการเล่นเกมออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มากเกินพอดีจนเกิดผลเสีย เช่น เล่นมากจนนอนน้อยลง ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโต เด็กวัยรุ่นติดโทรศัพท์มือถือจนเกิดผลเสียต่อร่างกาย มีภาวะอ้วนเพราะไม่ออกกำลังกาย และเกิดอาการสมาธิสั้น เหม่อลอย เข้าสังคมในโลกความเป็นจริงไม่ได้

คุณหมอเบญจพร เน้นว่าพ่อแม่ควรมีเวลาให้ลูกเพื่อการปลูกฝังภูมิคุ้มกันในการใช้โซเชียลมีเดีย และสร้างเงื่อนไขที่ชัดเจนให้ลูกใช้โซเชียลได้ มีงานวิจัยในต่างประเทศอธิบายว่า เด็กอายุก่อน 2 ขวบไม่ควรรับสื่อด้านไอทีเพราะจะมีผลต่อพัฒนาการทางภาษาและสังคม และเมื่ออายุ 2 ขวบขึ้นไปถึงจะเริ่มดูได้ แต่เริ่มต้นที่การ์ตูนเสริมสร้างจินตนาการ และไม่ควรเป็นแนวแฟนตาซีหรือชวนฝันจนเกินไป

“แต่พ่อแม่ก็ต้องควบคุมลูกอย่างใกล้ชิด เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบควรดูคลิปดูยูทูบด้วยกันกับพ่อแม่ พอหลังจากนั้นเริ่มปล่อยได้แต่ต้องจับตาดูแลอย่างใกล้ชิดว่าลูกทำอะไร มีการวางระเบียบชัดเจนในการเล่นมือถือ ต่างชาติเรียกว่า Cell Phone Contract Deal กำหนดว่าเล่นได้ช่วงเวลาไหน วันละกี่ชั่วโมง ถ้าลูกผิดสัญญา พ่อแม่จะเก็บมือถือคืน เป็นต้น”

อย่างไรก็ดี คุณหมอเบญจพรอธิบายว่า พ่อแม่เองก็ควรเข้าใจลูกว่าลูกมีสังคมและชีวิตของตนเอง ดังนั้นไม่ควรมีกฎเกณฑ์มากเกินจนมองไม่เห็นตัวตนของลูก ขณะเดียวกันก็ควรสร้างขอบเขต ทำให้การควบคุมและความเป็นอิสระของลูกสมดุลกัน การปลูกฝังภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลูกได้มากเมื่อโตขึ้น
ที่รัก บุญปรีชา หรือพี่หลาม จิ๊กโก๋ไอที ผู้ผลิตรายการด้านไอที และพิธีกรรายการล้ำหน้าโชว์ ให้มุมมองด้านสื่อว่าโรคโซเชียลซินโดรม เป็นปัญหาที่เกิดจากการตามใจตัวเอง ปัจจุบันการเข้ามาของเทคโนโลยีที่รวดเร็วทำให้หลายคนมีความอดทนน้อยลง รีบร้อนและรีบเร่งในชีวิต มีความกระหายด้านข้อมูลข่าวสารที่ทันท่วงทีโดยไม่ต้องออกจากบ้าน

“อินเทอร์เน็ตไม่มีหน่วยงานใดเป็นคนควบคุม สิ่งที่เราทำได้คือการทำตัวให้เป็นผู้ใช้งานที่ดี ต้องอย่าลืมว่าในโลกอินเทอร์เน็ตมี Digital Footprint ทำอะไรในเน็ตจะมีบันทึกไว้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี ดังนั้นต้องระวังตัวเวลาจะทำอะไร”

ดังนั้นการใช้อินเทอร์เน็ตจึงเหมือนกฎแห่งกรรม เนื่องจากกิจกรรมทางออนไลน์และโลกโซเชียลที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกไว้เสมอ และผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นก็สามารถย้อนมาเป็นหอกทิ่มแทงในอีกหลายปีให้หลัง ที่รัก ยกตัวอย่างว่ามีหลายกรณีที่คนไปสมัครงานแต่ไม่ได้งานเพราะบริษัทที่สัมภาษณ์เห็นข้อความเชิงลบที่โพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย ดังนันการตระหนักรู้เรื่องพิษภัยของโลกโซเชียลต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้เกิดความรู้เท่าทันสื่อโซเชียลด้วยตนเองก่อนที่จะไปสอนลูกหลาน

พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บังคับการ กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายแง่มุมเชิงกฎหมายว่าคดีที่พบมากที่สุดในโลกโซเชียลมีเดียคือคดีฉ้อโกงจากการซื้อของออนไลน์ และคดีหมิ่นประมาท แต่คดีการซื้อของออนไลน์แล้วถูกโกงจะไม่นิยมแจ้งความเพราะเห็นเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย

“คนที่จะทำความผิดมี 3 องค์ประกอบ หนึ่งคือแรงจูงใจ สองคือทักษะ สามคือช่องโอกาส อันดับที่ 3 เป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ ในโลกโซเชียลการระบุตัวตนช่วยให้สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดและช่วยสอดส่องได้ระดับหนึ่ง”

“เรามีกฎหมายที่ดีก็จริง แต่การบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพยาก ดังนั้นพ่อแม่มีส่วนช่วยให้บุตรหลานมีภูมิคุ้มกันให้เขาเจอความเสี่ยงน้อยที่สุด” พ.ต.อ.นิเวศน์ สรุป

สงคราม “ไทหล่ม-ไทด่าน” เดือดจัดปลัดบอก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงคราม “ไทหล่ม-ไทด่าน” เดือดจัดปลัดบอก!

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 08:07 น.
ตรีชฎา ศรีธาดา,พรรคมัชฌิมาธิปไตย,จาตุรนต์ ฉายแสง,พรรคไทยรักษาชาติ,ยุพราช บัวอินทร์,ประชาธิปัตย์,ไทหล่ม,ไทด่าน,ณัฐวุฒิ พั้วช่วย
เปิดอ่าน 7,663 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งเพชรบูรณ์ จำนวน ส.ส.ลดลง 1 คน เมื่อมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ 5 เขต ปรากฏว่า เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.น้ำหนาว, อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก (ยกเว้น 5 ตำบล) กลายเป็นศึก 5 ดาว

เมื่อสองอดีต ส.ส.เมืองมะขามหวาน ต้องวัดฝีมือกันระหว่าง “จักรัตน์ พั้วช่วย” กับ “ยุพราช บัวอินทร์” โดยมีสาวไทหล่มอย่าง “ปอย ตรีชฎา ศรีธาดา” พิธีกรทีวีจอแดง เป็นตัวแปร

“โอเล่” จักรัตน์ พั้วช่วย มาจากเป็นตระกูลการเมืองที่เก่าแก่ของ อ.หล่มสัก โดย ประวัติ พั้วช่วย บิดาของจักรัตน์ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองหล่มสัก ก่อนส่งต่อให้ภรรยา ฐิตินันท์ พั้วช่วย และลูกชายคนโต กิตติ พัั้วช่วย สืบทอดตำแหน่งนายกเล็กในวันนี้

“จักรัตน์ พั้วช่วย ” พรรคพลังประชารัฐ

ต่อมา ฐิตินันท์กับลูกชายคนเล็ก ณัฐวุฒิ พั้วช่วย เป็น ส.อบจ.เพชรบูรณ์ เขต อ.หล่มสัก ทำให้ฐานการเมืองของตระกูลพั้วช่วยมั่นคง ส่งให้ “โอเล่ จักรัตน์” เป็น ส.ส.เพชรบูรณ์ ปี 2548, 2550 และ 2554

ทุกสมัย จักรัตน์จะสวมสีเสื้อพรรคการเมืองในเครือข่ายชินวัตร ตั้งแต่ไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย แต่หนนี้ จักรัตน์ ตัดสินใจย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ตามหัวหน้ากลุ่ม สันติ พร้อมพัฒน์

สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ดูแล ส.ส.เพชรบูรณ์ ให้ทักษิณ ชินวัตร มาหลายสมัย เมื่อสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ชักชวนสันติมาร่วมงานกัน จึงทำให้ 5 อดีต ส.ส.เมืองมะขามหวาน เพื่อไทยย้ายค่าย

คู่ต่อกรของจักรัตน์คือ “ยุพราช บัวอินทร์” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นชาว อ.หล่มเก่า อันเป็นถิ่นฐานของชาวลาวที่อพยพมาจากทาง อ.ด่านซ้าย จ.เลย จึงเรียกขานตัวเองว่า “ไทหล่ม” หรือ “ไทด่าน”

“ยุพราช บัวอินทร์” พรรคประชาธิปัตย์

นักการเมืองหนุ่มติดดิน เป็นขวัญใจไทด่าน ทัั้งใน อ.หล่มเก่า และ อ.น้ำหนาว คะแนนนิยมเชิงชาติพันธุ์นั้นฝังลึก อีกด้านหนึ่งยุพราช เป็นความภูมิใจของปัญญาชนคนเพชรบูรณ์

ยุพราชลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกในนามพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในปี 2550 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และปี 2554 ย้ายมาลงสมัครในนามประชาธิปัตย์ เอาชนะ ณรงค์กร ชวาลสันตติ พรรคเพื่อไทย ที่เขต 3 เดิม ได้เป็น ส.ส.สมใจไทด่าน

คนหน้าใหม่ของสนามนี้คือ “ปอย ตรีชฎา ศรีธาดา” ชาว อ.หล่มเก่า ลูกครูเก่าที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย “ปอย” จึงชูความเป็นชาติพันธุ์ “ไทหล่ม” ปลุกกระแสท้องถิ่นนิยม

ในกลุ่มคนเสื้อแดง “ปอย” เป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกร TV24 สถานีประชาชน ที่เพิ่งปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว โดยก่อนหน้านั้น ปอยเคยเป็นพิธีกรข่าวเช้า “ประชาชนข่าว” สมัยที่จอแดงชื่อว่า “เอเชียอัพเดท” เธอเป็นพิธีกรหมายเลขหนึ่งของช่องจอแดง จึงมีแฟนคลับคนเสื้อแดงมากมาย

เมื่อ 24 มกราคม ที่ผ่านมา จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ได้นำทีมเปิดเวทีปราศรัยที่ อ.หล่มเก่า มีประชาชนร่วมฟังอย่างคับคั่งกว่า 4,000 คน ซึ่งวันนั้นเป็นการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ เขต 2 คือ “ปอย ตรีชฎา ศรีธาดา”

ด้วยการที่ปอยเป็นพิธีกรข่าว จึงมีเครือข่ายเพื่อนนักข่าว ทำให้ภาพการปราศรัยของไทยรักษาชาติที่ อ.หล่มสัก กลายเป็นข่าวใหญ่ในสื่อส่วนกลาง

สำหรับในพื้นที่เขต 2  “กระแสพรรค” ยังเป็นเรื่องรอง เกมการแข่งขันวัดกันที่ “ฐานคะแนน” ของใครของมัน ฉะนั้น การปลุกกระแส “แดงล้างคนทรยศ” คงไม่ส่งผลอะไรมากมายนัก
คู่เอกเขตนี้ คงจะเป็นตระกูล “พั้วช่วย” แห่งหล่มสักกับตระกูลชาวนา “ไทด่าน” แห่งหล่มเก่า-น้ำหนาว รับประกันสู้กันเดือดจัดปลัดบอก !

ทีมไทยรักษาชาติ เปิดเวทีปราศรัยครั้งแรกที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูณ์

4 แคนดิเดตนายกฯ ใครจะมาวิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4 แคนดิเดตนายกฯ ใครจะมาวิน?

วันที่ 28 มกราคม 2562 – 07:50 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เพื่อไทย,ประชาธิปัตย์,คสช,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 3,256 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก 

เป็นคำถามที่ทุกคนทุกกลุ่มอยากรู้ว่าใครจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย หรือการเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่ใช่เวลาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ยังเป็นเวลาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 คือลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะกลับขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ อันจะทำให้ลำดับ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต้องรอไปลุ้นอีกสมัย

ว่ากันตรงไปตรงมาว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มีชื่อเข้าชิงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องดูวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ อันเป็นวันสุดท้ายที่ทุกพรรคจะยื่นบัญชีผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และการรับสมัคร ส.ส. จะเสร็จสิ้น ที่ในระบบเขต 350 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ซึ่งถึงเวลานั้นจะพอเห็นลางๆ ว่าใครจะมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใครมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

แต่ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงในตลาดการเมือง ณ ขณะนี้มีอยู่ 4 ชื่อเท่านั้นที่มีโอกาสจะเข้าวิน นายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

ชื่อแรกคือ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่ได้แรงสนับสนุนจากทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมพลังประชาชาติไทย ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างสุดลิ่ม โดย พล.อ.ประยุทธ์สามารถก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในการโหวตรอบแรกของรัฐสภาเลยหากรวบรวมเสียงจากทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้มากกว่า 375 เสียง หรือรอรอบสองที่หากไม่สามารถเลือกใครได้ในรอบแรก ก็ใช้มติพิเศษของรัฐสภา หาคนนอกบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีในรอบแรก ขึ้นอยู่กับลุงตู่จะตัดสินใจรับการเสนอชื่อในบัญชีพรรคการเมือง หรือรอรอบสอง

คนที่สองคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคต้นสังกัดส่งเข้าประกวด โอกาสจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยคือการนำทัพพรรคประชาธิปัตย์ชนะอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากเหลือกำลัง นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่าแค่ประชาธิปัตย์มาเป็นอันดับสอง ด้วยที่นั่ง ส.ส.เกิน 100 ที่นั่ง (ซึ่งโอกาสไม่ยากมากนัก) ก็สามารถส่งอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสองได้ เพราะทั้งฝ่ายพลังประชารัฐและทหาร ต้องการกันระบอบทักษิณกลับมา และระบอบทักษิณก็ตีกันทหารสืบทอดอำนาจ อาจจะ “ยอม” ใส่พานให้อภิสิทธิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี บทบาทประชาธิปัตย์ขณะนี้ จึงกั๊กทั้งทหารและทักษิณ

ชื่อที่สามและสี่ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตัวเลือกจากเพื่อไทย ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกใครเป็นหลัก อาจมีการเสนอทั้ง 2 ชื่อในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ท้ายสุดตอนโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา นั้นอยู่ที่ “คนแดนไกล” กดปุ่มอยู่ดี

4 รายชื่อนี้มีความเป็นไปได้หมดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่รอผสมสูตรกันหลังผลการเลือกตั้งและการต่อรองในผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างกัน

อมตวาจา ที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ยังใช้ได้อยู่เสมอ ซึ่งเราจะเห็นกันในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าช่วงการเลือกตั้งจะห้ำหั่นเป็นตายอย่างไรแต่หลังเลือกตั้ง ทุกพรรคพร้อมผสมพันธุ์ หาก “ผลประโยชน์ลงตัว”