แกะรอย “วิชามาร” ที่ “มหาสารคาม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360317?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “วิชามาร” ที่ “มหาสารคาม”

วันที่ 26 มกราคม 2562 – 13:52 น.
สมศักดิ์ เทพสุทิน,สจจ๋า,นงลักษณ์ ทุงจันทร์,มหาสารคาม
เปิดอ่าน 7,581 ครั้ง

คอลัมน์…  ตลาดนัดนักเลือกตั้ง   โดย…  บางนา  บางปะกง

ในที่สุดสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลในการเลือกตั้งหนนี้คือ เฟคนิวส์ (Fake news) หรือข่าวปลอม นักข่าวบางคนเรียกว่า วัชพืชแห่งวารสารศาสตร์ อย่างเช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มีปล่อยข่าวลวงและข้อมูลปลอมมากมายก่อนวันเลือกตั้ง

ปัจจุบันข่าวสารถูกเผยแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย ข่าวจริงข่าวเท็จจึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งสังคมไทยที่มีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง ยิ่งมีการใช้เฟคนิวส์เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น

   เหตุเกิดที่มหาสารคาม
สองวันมานี้มีีการปล่อยคลิปผ่านทางไลน์ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก โดยจั่วหัวว่า พปชร.ปราศรัยโจมตีทักษิณ ชาวบ้านเลยเดินหนี บ้างก็เขียนว่าชาวบ้านทนฟังอดีต ส.ส.ย้ายพรรคไม่ได้เลยหนีกลับบ้าน

เรื่องมีอยู่ว่าพรรคพลังประชารัฐ เลือกบ้านท่าสองคอน ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นเวทีปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นวันที่ 23 มกราคม โดยมีการจัดเตรียมเก้าอี้สำหรับชาวบ้าน 5 พันตัว แต่ชาวบ้านมานั่งเกือบเต็ม

สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และ จุรีพร สินธุไพร อดีตแกนนำเสื้อแดง เดินทางมาถึงเวที ก็แนะนำตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.จังหวัดมหาสารคาม 5 เขตคือ เขต 1 นงลักษณ์ ทุงจันทร์ เขต 2 สุทธิ์สวัสดิ์ บัวบาน เขต 3 เดชา ปัสสำราญ เขต 4 โกศล คาดพันโน และเขต 5 นคร อันทปัญญา

ทั้ง 5 คนคือสมาชิก อบจ.มหาสารคาม ที่เคยสังกัดกลุ่มยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ.ผู้ล่วงลับ และส่วนใหญ่ไม่เคยลงสมัคร ส.ส.มาก่อน ยกเว้น โกศล คาดพันโน

การปราศรัยของแกนนำพรรคพปชร.ใช้เวลา 30 นาที ก็ต้องรีบเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ขอนแก่น ประดาอดีต ส.ส.ที่ติดตามสมศักดิ์ก็เดินทางไปส่งประธานยุทธศาสตร์ บนเวทีจึงมีแต่กลุ่มว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

ไฮไลท์การปราศรัยอยู่ที่สมศักดิ์ เทพสุทิน เมื่อพิธีกรรมบนเวทีจบ ผู้สมัครบางคนอยากปราศรัยต่อ แต่ชาวบ้านเห็นว่า มืดค่ำแล้ว ก็เดินทางกลับ เพราะถือว่าจบภารกิจแล้ว

เรื่องจริงมีอยู่แค่นี้แต่ก็เจอคลิปชาวบ้านทิ้งเวทีปราศรัย กลายเป็นโรคระบาดในโซเชียล

   เธอชื่อ “ส.จ.จ๋า” 
เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองมหาสารคาม อ.แกดำ และ อ.โกสุมพิสัย (เฉพาะตำบลแก้งแก) พรรคพลังประชารัฐ เลือกนักการเมืองท้องถิ่น “ส.จ.จ๋า” หรือ “นงลักษณ์ ทุงจันทร์” ลงสนาม และแกนนำพรรคภาคอีสาน หมายมั่นปั้นมือ จึงเลือกเวทีปราศรัยใหญ่ที่บ้านท่าสองคอน

เฟซบุ๊กของ “ส.จ.จ๋า” ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ได้โพสต์ว่า “หนูเกิดมาพร้อมกับความจน เพราะหนูไม่ใช่ลูกชาวนา แต่เป็นลูกคนเช่านาเขาทำ จึงเข้าใจปัญหาและพร้อมเดินเคียงข้าง..เพื่อพี่น้องของ ส.จ.จ๋าค่ะ” พร้อมภาพถ่าย ส.จ.จ๋า ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อการเลือกตั้ง ส.อบจ.มหาสารคาม เมื่อปี 2555 ส.จ.จ๋า ได้รับเลือกตั้ง ชนะคู่แข่งขาดลอย เนื่องจากเป็นคนติดดิน คลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยการรับหน้าที่พิธีกรในงานต่างๆ รวมทั้งร้องเพลงเพราะ เลยมีฉายา “ส.จ.จ๋า ลูกสาวหล่าของพี่น้อง” กลางปีที่แล้ว ส.จ.จ๋า ทำซิงเกิลเพลง “ฮักเด้อ” ออกมาขับกล่อมแฟนๆ

ลำพัง ส.จ.จ๋า คนเดียวคงไม่ทำให้คู่แข่งต้องหวาดหวั่น หากแต่ผู้ที่ทำตัวเป็น “กองเชียร์” อยู่ข้างหลังคือ “ทองหล่อ พลโคตร” อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคไทยรักไทย 2 สมัย

ทองหล่อถอยจากสนามการเมืองใหญ่และวางแผนลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.มหาสารคาม สมัยต่อไป ช่วงนี้ทองหล่อซื้อใจส.อบจ.ที่แยกตัวออกมาจากค่าย “อุดรพิมพ์” ด้วยการเป็นกองหนุน ส.จ.จ๋า เพราะฐานเสียงเดิมของทองหล่อ สมัยเป็น ส.ส.นั้นก็คือเขต 1 มหาสารคาม

บอกแล้วว่าการปล่อยคลิปสกัดดาวรุ่งเที่ยวนี้มีเบื้องหลัง

       “หมอติ่ง” เปลี่ยนสีเสื้อ
วันที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์“ มาปราศรัยที่เวทีพรรคเพื่อไทย อ.พยัคฆ์ภูมิพิสัย ปรากฏว่า “นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม เขต 1 ได้เข้าร่วมเวทีปราศรัยด้วย

คอการเมืองมหาสารคามค่อนข้างแปลกใจที่ “หมอติ่ง” หรือ “เสี่ยติ่ง” นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม และเจ้าของกิจการดูห้างเสริมไทยพลาซ่า ตัดสินใจลงสมัครส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย

30 กว่าปีก่อน จิรศักดิ์ คณาสวัสดิ์ บิดาของหมอติ่ง ก็เคยเป็นนายกเล็กเมืองมหาสารคาม และมีคู่แข่งคือ “สุรจิตร ยนต์ตระกูล” ทายาทดีลเลอร์ใหญ่ในภาคอีสานของค่ายรถยนต์โตโยต้า

เลือกตั้ง 2550 “สุรจิตร” ลงสมัครส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรก และปี 2551 นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคามสมัยแรก

ท่ามกลางสงครามขั้วสี ทีมงานของหมอติ่งหลายคนเป็นคนเสื้อเหลือง นายกเล็กสารคามก็เลยถูกจัดให้อยู่ขั้วตรงข้ามทักษิณ

ตอนที่หมอติ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกสปช. ก็มีนินทาว่า หมอติ่งหนุน กปปส. เลยได้ตำแหน่ง สปช. ทั้งที่จริงๆ แล้ว หมอติ่งเป็นคนกว้างขวาง รู้จักผู้คนทุกขั้วสี

บังเอิญว่า สุรจิตร ยนต์ตระกูล ได้รับข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้จาก “กงสีร้อยเอ็ด” ให้เลิกเล่นการเมืองสนามใหญ่ สุรจิตรเลยเข้าเจรจากับหมอติ่ง

เมื่อได้รับข้อเสนอจากสุรจิตรให้ลงสมัครส.ส.เขต 1 มหาสารคาม ในสีเสื้อเพื่อไทย แลกกับการหนุนสุรจิตรเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม หมอติ่งก็ตอบตกลง

เลือกตั้ง 2554 สุรจิตร ยนต์ตระกูล โกยแต้มมากถึง 6 หมื่นคะแนน ทิ้งห่างอันดับสองที่เป็นอดีตรองนายก อบจ.มหาสารคาม พรรคภูมิไทยใจ ถึง 4 หมื่นคะแนน

มองยังไงหมอติ่งก็เป็นต่อ “ส.จ.จ๋า” อยู่หลายช่วงตัว ทั้งกระแสคน กระแสพรรค

พรรคสร้างชาติกับการแยกตัวจากพรรคพลังธรรมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคสร้างชาติกับการแยกตัวจากพรรคพลังธรรมใหม่

วันที่ 26 มกราคม 2562 – 13:18 น.
พรรคพลังธรรม,ดรวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล,หน้าพรรคสร้างชาติ
เปิดอ่าน 663 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง

ในการเลือกตั้ง 2562 ที่ตอนนี้พบว่ามีพรรคการเมืองต่างๆ ราว 104 พรรคแล้วที่แจ้งความเคลื่อนไหวต่อ กกต.นั้น

หลากพรรคทั้งพรรคใหม่ พรรคเก่า พร้อมที่จะลงสนาม แต่บางพรรคใหม่ที่เพิ่งจดตั้งขึ้นมา ก็รอลุ้นว่าจะมีเวลาทันลงสนามในคราวนี้หรือไม่…

ที่น่าสนใจคือ การเคลื่อนไหวของพรรคใหม่บางพรรคนั้น ปรากฏว่าบางส่วนที่เคยร่วมตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ ช่วงปลายปีที่แล้ว แยกตัวมาร่วมสร้าง “พรรคสร้างชาติ”

พรรคพลังธรรมใหม่นั้น คือพรรคที่ใช้รากเหง้าของพรรคพลังธรรมมาขับเคลื่อนต่อในรูปแบบใหม่ และมีแกนนำพรรคที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาในเวทีการเมืองภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมา แต่บางส่วนที่แยกมาและมีการประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรคสร้างชาติ”

24 ธันวาคม 2561 จ.นครราชสีมา มีผู้มาประชุมจากพื้นที่ใกล้เคียง 543 คน แกนนำพรรคบอกสังคมว่า พรรคนี้สร้างโดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง และยื่นขอจดทะเบียนตั้งพรรคกับ กกต. ไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ที่มาที่ไปของการแยกตัวออกมาเพื่อสร้างพรรคในอุดมการณ์ทางการเมืองที่ฝันใฝ่นั้น ดร.วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล รองหัวหน้าพรรคสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนเดือนตุลา ได้อธิบายถึงการลงสนามในคราวนี้

“สองถึงสามปีก่อน พรรคพวกมาชวนให้ร่วมตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ โดยเชิญหลายฝ่ายมาร่วมกัน แนวคิดของพวกเราวันนั้นตรงกัน แต่อาจจะมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่เหมือนกันบ้าง พวกเราหวังตั้งพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนแบบแท้จริง โดยใช้วิธีให้แต่ละหมู่บ้านรับสมัครสมาชิกพรรคและคัดเลือกแกนนำระดับหมู่บ้านเป็นตัวแทน จากนั้นให้เสนอไปให้สมาชิกพิจารณาระดับตำบล, อำเภอ, จังหวัด และสมัชชาพรรค เพื่อเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ที่ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนคัดเลือกแบบแท้จริง เพราะว่าที่ผู้สมัครจะรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของตัวเอง

การที่ดำเนินการแบบนี้ ประชาชนตอบรับเยอะทั่วประเทศ มีสมาชิกหลายพันคนนะเพราะเป็นการทำงานแบบจิตอาสาที่หวังการเมืองแบบอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้ ต่อมาในช่วงต้นไตรมาสที่สี่ของปีที่แล้ว ผู้บริหารพรรคบางคนในพรรคไม่แจ้งกำหนดการและบทบาทของพรรคที่แน่ชัดต่อที่ประชุม รวมทั้งมีบางเรื่องที่ทำไปแบบไม่ทำตามธรรมนูญของพรรค มีการไปพูดคุยหลายครั้งว่าวิธีที่ทำนั้นไม่เหมาะสมและควรลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกผู้บริหารพรรคชุดใหม่ แต่มีการรับปากแล้วไม่ดำเนินการ พวกผมจึงมาหารือกันว่าแบบนี้ไม่ตรงตามเจตนาที่แจ้งกันไว้ และอึดอัดกับวิธีที่ผู้บริหารพรรคดำเนินการ จึงทยอยลาออกจากพลังธรรมใหม่ และหวังตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา

พวกผมมองว่าแยกตัวออกมาดีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วรบกันเอง ทำแบบนั้นเสียเวลา พวกผมไปหารือผู้ใหญ่ทางการเมืองและผู้ใหญ่ที่เป็นนักคิดชั้นนำของสังคมไทย เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ชัชวาลย์ ชมภูแดง อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ดหลายสมัย หรือแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เช่น รสนา โตสิตระกูล, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โดยพวกท่านเหล่านี้แสดงความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนพรรคสร้างชาติ”

การประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรคสร้างชาติ” และยื่นต่อ กกต.ช่วงหลังปีใหม่เพื่อขอจดทะเบียนตั้งพรรค หวังว่าหากมีการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนมีนาคม(24มี.ค.) พวกเราลงสมัครได้ทัน เราจะส่งผู้สมัคร ส.ส.ในบางเขตและส่งแบบปาร์ตี้ลิสต์ พรรคได้ทาบทามบุคคลที่มีชื่อในพื้นที่เเละระดับชาติที่ผ่านการคัดเลือกของพรรคไว้ว่าให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคสร้างชาติด้วย รวมทั้งม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ที่เป็นเลขาธิการพรรค ก็จะลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย

“ผมขอชี้แจงว่า 1.พรรคสร้างชาติเป็นที่รวมของคนตั้งใจที่จะสร้างพรรคการเมือง จากฐานการมีส่วนร่วมของมวลสมาชิก ให้เป็นความหวังที่พึ่งพาได้ของประชาชน มิใช่จากกำลังเงินของผู้ที่จะใช้พรรคการเมืองเป็นทางผ่านเข้าสู่อำนาจ ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในเวลานี้ 2.นโยบายของพรรคในสามด้านหลักคือ สร้างชาติด้วยอุดมธรรม 5 ยุติธรรม จริยธรรม นิติธรรม มนุษยธรรม คุณธรรม, ลดเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมยุติธรรม และกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นและการผูกขาดตัดตอน

3.ผมและคณะออกจากพรรคพลังธรรมใหม่ มาร่วมสร้างพรรคสร้างชาติ เพราะ จุดมุ่งหมายยังคงเดิม เส้นทางเดินยังไม่เปลี่ยน แค่เปลี่ยนยานพาหนะ ที่จะพาไปถึงจุดหมายเท่านั้น รวมทั้งยังต่อสู้ด้านความเป็นธรรมทางระบบการเงิน ระบบพลังงานของประเทศที่วันนี้ยังไม่เอื้อกับคนยากจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ”
รอดูว่าพรรคสร้างชาติจะลงสนามในคราวนี้ได้หรือไม่ และชาวบ้านจะสนับสนุนพรรคนี้เพียงใดกับการหย่อนบัตรในคราวนี้และคราวหน้า…

ผู้บริหาร “พรรคสร้างชาติ”
หัวหน้าพรรค ดร.รัตนาภรณ์ ธรรมโกศล
รองหัวหน้าพรรค พล.อ.ปกิตน์ สันตินิยม
รองหัวหน้าพรรค ร.ต.ภูวิช จงชาณสิทโธ
รองหัวหน้าพรรค ดร.วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล
เลขาธิการพรรค ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
นายทะเบียนพรรค นางประทิน สังข์ทอง
เหรัญญิก ดร.ดาวเรือง พัฒนวิบูลย์
โฆษกพรรค ดร.บุญชิรา ภู่ชนะจิต
และกรรมการอื่นๆ รวม 37 คน

บ่งึดจักเม็ด “เจ๊แมว” หัก “หัวเขียง” ร้าวลึกทั้งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บ่งึดจักเม็ด “เจ๊แมว” หัก “หัวเขียง” ร้าวลึกทั้งแผ่นดิน

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 11:40 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,กุสุมาลวตี ศิริโกมุท,เจ๊แมว,พรรคเพื่อชาติ,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,อดีต สส,หนูนา กัญจนา ศิลปอาชา,กัญจนา ศิลปอาชา,พรรคชาติไทยพัฒนา,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 7,466 ครั้ง

กติกาเลือกตั้งตำรับมีชัย ซ่อนเงื่อนซ่อนปมเยอะ ส่งผลให้ “อดีต ส.ส.” ตบตีแย่งชิงพื้นที่กัน จนถึงขั้นแยกทางกันเดิน!!

000 การเอาชนะเผด็จการยุค 4.0 ไม่ง่ายเหมือนท่องคำขวัญเก่าๆ “ประชาชน จงเจริญ เผด็จการ จงพินาศ” หรือคำขวัญใหม่ “จับปากกา ฆ่าเผด็จการ” เนื่องจากกติกาเลือกตั้งตำรับมีชัย ซ่อนเงื่อนซ่อนปมเยอะ อย่าง พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคไทยรักษาชาติ” ที่ออกแบบมาหวังกวาดเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้มากที่สุด ก็เจอปัญหา อดีต ส.ส.” ตบตีแย่งชิงพื้นที่กัน จนถึงขั้นแยกทางกันเดิน

000 สนามมหาสารคาม “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท” อดีต ส.ส.หลายสมัย ที่หักโค่น “ยิ่งยศ อุดรพิมพ์” อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม ที่เขต 5 เมื่อปี 2554 จำใจต้องย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคไทยรักษาชาติ เนื่ืองจากไม่ลงรอยกับ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” ผู้แทนเก่าเก๋าเกม และอีกด้านหนึ่ง “สุทิน คลังแสง” เจ้าของพื้นที่เขต 5 เดิม ประกาศจะกลับมาลง ส.ส.เขต

000 คนมหาสารคามรู้ดี “เจ๊แมว” กับ “หัวเขียง” เป็นคนอำเภอเดียวกันคือ โกสุมพิสัย เคยฟาดฟันในสนามเลือกตั้งมาหลายรอบแล้ว สมัยที่ต่างฝ่ายต่างอยู่กันคนละพรรค ตอนที่มาอยู่ด้วยกันที่พรรคเพื่อไทย ก็เหมือนขมิ้นกับปูน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ทางใครทางมัน

สำหนักงานของ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ที่ อ.ดกสุมพิสัย

000 ตอนแรก “เจ๊แมว กุสุมาลวตี” ปล่อยข่าวจะส่งลูกชาย “อภิวัฒน์ ศิริโกมุท” ผู้จัดการฝ้ายคำรีสอร์ท อ.โกสุมพิสัย สวมเสื้อพรรคเพื่อชาติลงสมัคร ส.ส.เขต 5 แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ “เจ๊แมว” โปรยป้ายที่มีภาพตัวเธอและชื่อ “พรรคเพื่อชาติ” ติดหราในเขต อ.โกสุมพิสัย เหมือนจะประกาศชักธงรบลูกชายของหัวเขียงคือ จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” ที่จะลง ส.ส.เขต (อ.โกสุมพิสัย) แต่มีข่าวอีกกระแสหนึ่งว่า เจ๊แมวจะไปสมัคร ส.ส.เขต 5 เดิมชนกับสุทิน คลังแสง

ทองหล่อ พลโคตร” อดีต ส.ส.มหาสารคาม

000 เรื่องวุ่นๆ ในเครือข่ายสายทักษิณที่มหาสารคาม ส่งผลดีแก่พรรคพลังประชารัฐ ทองหล่อ พลโคตร” อดีต ส.ส.มหาสารคาม 2 สมัย และแจ้งเกิดในสีเสื้อไทยรักไทย ต้องเว้นวรรคการเมืองไปพร้อมการยุบไทยรักไทย ครั้นฟ้าเปิดจะกลับมาลงสนามอีก ก็เจอพวกเดียวกันขวางทาง เที่ยวนี้ “ทองหล่อ” เลยยกทีมไปช่วย “ส.จ.จ๋า” นงลักษณ์ ทุงจันทร์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม พรรคพลังประชารัฐ

“ส.จ.จ๋า” นงลักษณ์ ทุงจันทร์  ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 

000 สรุปว่าตระกูล “สงฆ์ประชา” แห่งชัยนาท แยกย้ายกันไปสังกัด 2 พรรค โดยพี่ชาย มณเฑียร สงฆ์ประชา” จะลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ ส่วนน้องสาว นันทนา สงฆ์ประชา” รับบทเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ ที่มี สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นหัวหน้าพรรค

นันทนา สงฆ์ประชา

000 ช่วง 4 ปีที่เว้นว่างจากงานการเมือง “มันแกว” หรือ นันทนา อดีต ส.ส.ชัยนาท จับมือสมเกียรติ ศรลัมพ์ เปิด Flower Market Thailand ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ปากคลองตลาดใหม่ ย่านตลิ่งชัน ตอนที่ “มณเฑียร” ไปเปิดตัวที่พลังประชารัฐ ก็นึกว่า “มันแกว” จะทิ้งพรรคประชาภิวัฒน์ตามพี่ชายไป แต่เปล่าเลย ตรงกันข้าม มันแกวเดินหน้าเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาภิวัฒน์ทั่วประเทศ

000 พรรคประชาภิวัฒน์มาแบบเงียบๆ แต่แรงเหลือเกินด้วยนโยบาย ปลูกกัญชา 1,000,000 ไร่” ซึ่งเชื่อว่า ประเทศไทยสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ด้วย กัญชา” รายได้จากกัญชาจะถูกนำมาพัฒนาประเทศ ยกระดับชีวิตคนจน เเม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ เเละคนพิการ

000 เรื่องของ “คนโต” แห่งทุ่งศรีประจันต์ ยังไม่จบ หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่าแก้ปัญหาในพื้นที่ของ เสมอกัน เที่ยงธรรม” ผู้สมัคร ส.ส. สุพรรณบุรี เขต 4 ได้แล้ว นั่นหมายความ ยุทธนา โพธสุธน” อดีตกำนัน ต.วังน้ำซับ ถอนตัวไม่สวมเสื้อพลังประชารัฐลงสนาม ก็เหลือแต่ เฮียจองชัย” ยังยืนกรานจะลงแข่งกับ “ประภัตร โพธสุธน” ที่เขต 3 ตามที่ลั่นคำพูดไว้หรือไม่ ?

จองชัย เที่ยงธรรม

000 ศึกสองตระกูล “เที่ยงธรรม-โพธสุธน” จะไม่เกิดขึ้นแน่ หากวันนี้ยังมี บรรหาร” เป็นเสาหลักพรรคชาติไทยพัฒนา “หนูนา” อ้อนวอนขอให้ อาจองชัย” คิดทบทวนใหม่ให้เห็นแก่ “วิญญาณเตี่ย” สักครั้ง อย่าให้ คุณหญิงแจ่มใส” ต้องไปไหว้วอนถึงบ้านกล้วยเลย

000 การเมืองสุพรรณบุรี นับแต่หลัง 14 ตุลา 2516 ถ้าเขียนเป็นนิยายก็ต้องให้ชื่อ มังกรเลือดสุพรรณ” เรื่องราวของบุญคุณ-ความแค้น คุณธรรม-น้ำมิตร รอยรัก-รอยชัง มีครบทุกรส

ศึกชิงอำนาจ “หมื่นล้าน” ล้ม “เงินหมื่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360184?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชิงอำนาจ “หมื่นล้าน” ล้ม “เงินหมื่น”

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:46 น.
พรรคชาติไทย,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,วันเพ็ญ ตั้งสกุล,ดะนัย มะหิพันธ์,เกรียง กัลป์ตินันท์,ศักดิ์ชัย ตั้งตระกูลวงศ์,สุทัศน์ เงินหมื่น,สงครามเลือกตั้ง,อำนาจเจริญ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 8,521 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

สงครามเลือกตั้งเมืองอำนาจเจริญ ต่างจากหลายสมัยที่ผ่านมา เพราะเป็นสงครามตัวแทนของ “กลุ่มทุนท้องถิ่น” ผนึกกำลัง “ทุนสัมปทานรัฐ” หวังแย่งชิงที่นั่งส.ส.จาก “กลุ่มนักเลือกตั้ง” หน้าเดิมๆ

อำนาจเจริญยังแบ่งเป็น 2 เขตเลือกตัั้ง และที่น่าจะสู้รบถึงขั้นกระสุนหมดจนต้องติดดาบปลายปืนสู้กันคือเขต 2 อ.ลืออำนาจ อ.พนา อ.ปทุมราชวงศา อ.ชานุมาน และอ.เสนางคนิคม

พื้นที่ป่าเขาติดชายแดนลาว เป็นฐานที่มั่นของ “สุทัศน์ เงินหมื่น” มาแต่การเลือกตั้งปี 2518 สมัยที่ทนายหนุ่มยังสวมสีเสื้อ “พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย” จวบจนมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ สุทัศน์ก็รักษาแชมป์ไว้ได้ตลอด

เลือกตั้ง 2550 และ 2554 “สุทัศน์” กระเตงลูกชายชื่อ อภิวัฒน์ เงินหมื่น ลงสนามเขต 2 สู้กับกระแสทักษิณ กระแสยิ่งลักษณ์ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ชนิดหืดจับ

คู่แข่งในศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ของสุทัศน์ คือ “ต่าย” ญาณีนาถ เข็มนาค อดีตส.ว.อำนาจเจริญ และที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.อำนาจเจริญ สังกัดค่ายภูมิใจไทย

ลำพัง “ต่าย” ญาณีนาถ เป็นแค่นายกอบต.โนนหนามแท่ง ก็ไม่เท่าไหร่ แต่เธอเป็นตัวแทนของ “ศักดิ์ชัย ตั้งตระกูลวงศ์” นายกอบจ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอำนาจเจริญหลายสมัย นายกอบจ. 2 สมัย เมื่อการเลือกตั้งปี 2550 “ศักดิ์ชัย” ลงสมัครส.ส.ในนามพรรคชาติไทย แต่สอบตก

จริงๆ แล้ว ศักดิ์ชัยก็เป็นพันธมิตรการเมืองกับสุทัศน์ เงินหมื่น แต่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปักหมุดไว้ในแผนที่เลือกตั้งเขต 2 อำนาจเจริญ ต้องชนะ ศักดิ์ชัยและทีมงานจึงต้องรบกับสุทัศน์

จะว่าไปแล้ว “คนแซ่ตั้ง” เมืองอำนาจทุ่มสุดตัวกับค่ายภูมิใจไทย เมื่อ “วันเพ็ญ ตั้งสกุล” ลูกสาวสวัสดิ์ ตั้งสกุล นักธุรกิจร้อยล้าน กระโดดลงสนามเลือกตั้งอีกคน กลายเป็นผู้สมัครหญิงคู่คือ “ตุ๊ก วันเพ็ญ” เขต 1 และ “ต่าย ญาณีนาถ” เขต 2

นอกจากนี้ “เสี่ยหนู” ได้เดินทางมาที่อำนาจเจริญ 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งทีมงานของเสี่ยศักดิ์ชัย ก็ต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ประหนึ่งว่าผู้มากบารมีมาตรวจราชการ

ด้านพรรคเพื่อไทยที่มี “คนเสื้อแดง” เป็นฐานเสียง และทุกวันนี้อารมณ์ “คิดฮอดทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ยังเป็นกระแสหลักในพื้นที่

แกนนำพรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ “ดะนัย มะหิพันธ์” อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นัยว่า “คนแดนไกล” ไฟเขียวให้ลงสมัคร ส.ส.อีกด้วย

“ดะนัย” เป็นข้าราชการครูชาว อ.พนา ที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นเป็นรองเลขาธิการ สกสค. เป็นที่นับหน้าถือตาในแวดวงครูอำนาจเจริญและดะนัยยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอำนาจเจริญอีกต่างหาก

“เกรียง กัลป์ตินันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่อุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ จึงมั่นใจว่า ดะนัยจะเอาชนะทีมสุทัศน์ เงินหมื่น  ได้แน่นอน

ประเมินกันยกแรก สุทัศน์ได้ลูกเก๋า ชำนาญเกม ญาณีนาถได้ลูกทุ่ม กองหนุนเยี่ยม แต่ดะนัยมือใหม่หัดขับ อาศัยกระแสดี นี่คือโฉมหน้า “เต็ง 1” ศึกชิงอำนาจเจริญ เขต 2

“นักการเมืองควรย้อนอ่านพระบรมราชาธิบาย ร.5 นำมาปรับใช้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นักการเมืองควรย้อนอ่านพระบรมราชาธิบาย ร.5 นำมาปรับใช้”

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:30 น.
มรวดำรงดิศ ดิศกุล,พรรคภราดรภาพ,พระบรมราชาธิบาย ร5,นักการเมือง
เปิดอ่าน 749 ครั้ง

“ม.ร.ว.ดำรงดิศ ดิศกุล หัวหน้าพรรคภราดรภาพ” ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการลงสมัคร ส.ส.ครั้งนี้ และทางออกของบ้านเมืองหลังขัดแย้งมาหลายปี

“วันนี้พรรคใหม่บางพรรคที่เกิดขึ้นสนับสนุนนโยบายแจกเงินอย่างเดียว แบบนี้จะพาบ้านเมืองเหมือนบางชาติไหม เช่น อาร์เจนตินา หรือเวเนซุเอลา สองประเทศนี้เคยติดอันดับประเทศมั่งคั่งของโลก วันนี้เป็นอย่างไร และบางพรรคยังทำแบบเดิมๆ”

“มองว่าหากทำแบบนี้ไม่ดีกับประเทศ พรรคใหญ่ควรถอยและมาคุยรวมทั้งจับมือแบ่งงานกันทำในช่วงสี่ปีข้างหน้า เพื่อให้บ้านเมืองรอดความช้ำ หากพรรคใหญ่สองถึงสามพรรคที่หวังจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มาคุยกันและจับมือกัน โดยแบ่งงานกัน เช่น พรรคเอเก่งเศรษฐกิจก็รับงานนี้ไป พรรคบีดูแลความมั่นคงได้ดีก็รับหน้าที่นี้ไป แล้วให้พรรคขนาดกลางหรือพรรคใหม่ที่มี ส.ส. เป็นแกนกลางในการคุยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นผมหรือพรรคของผม หากปล่อยไว้แบบเดิม พรรคที่ชนะแต่พรรคที่สองไม่ยอมรับ สักพักก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เริ่มในรัฐสภา และต่อมาที่รัฐบาล จากนั้นจะมีประท้วงบนถนน แล้วสู่วงจรเดิม แบบนี้คนไทยไม่เบื่อหรือ”

“การเมืองนั้น ไม่มีใครได้ดั่งหวังหมดหรอก หากทำแบบที่พรรคเสนอไอเดียนี้ แม้ไม่ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ แต่มันก็ค่อยๆ เปลี่ยน ให้เวลาสี่ปี ให้พวกเขาทำงานเพื่อเปลี่ยนบ้านเมือง แล้วให้สังคมเลือกใหม่ หากพรรคใดทำงานดี หลายประเทศในโลกก็เคยเจอปัญหาแบบบ้านเราในวันนี้ พวกเขาเข้ามาเจอแต่ก็ผ่านไปได้ แต่ของพวกเราเจอกันบ่อยๆ และยังไม่ข้ามไปไหนเลย”

ม.ร.ว.ดำรงดิศ กล่าวถึงการใช้คนของในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และยังทันสมัยนำมาใช้ในวันนี้ได้ว่า “เสด็จพ่อ(พลเรือเอก หม่อมเจ้า กาฬวรรณดิศ ดิศกุล) เคยเล่าให้ผมฟังว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสด็จปู่ของ ม.ร.ว.ดำรงดิศ) ในช่วงที่เสด็จปู่อยากรับราชการในกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) โดยรัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชาธิบายว่า “แต่การบ้านเมืองซึ่งสำคัญกว่านั้น ยังมีอยู่ด้วยต่างประเทศกำลังตั้งท่าจะรุกเมืองไทยอยู่แล้ว ถ้าเราประมาทไม่จัดการปกครองบ้านเมืองเสียให้เรียบร้อย ปล่อยให้หละหลวมอย่างเช่นเป็นอยู่ ช้าไปเห็นจะมีภัยแก่บ้านเมือง บางทีอาจจะถึงเสียอิสรภาพของเมืองไทยก็อาจเป็นได้ ถ้าบ้านเมืองเสียอิสรภาพแล้ว กระทรวงธรรมการจะดีอยู่ได้หรือ การรักษาพระราชอาณาเขตด้วยจัดการปกครองหัวเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเป็นการสำคัญกว่ามาก” ทำให้เสด็จปู่ในตอนนั้นไปรับราชการที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำหน้าที่ให้บ้านเมือง ทั้งๆ ที่เสด็จปู่ในตอนนั้นอยากรับราชการด้านกระทรวงศึกษาธิการมากกว่า”

“พระบรมราชาธิบายที่เกิดขึ้นหนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้วนับว่าทันสมัย เพราะวันนี้คนไทยก็ปรับใช้ได้ โดยต้องถามตัวเองว่าอยากทำงานตรงนี้เพราะอยากทำ หรือจะทำเพื่อประโยชน์ของสังคมมากกว่ากัน เมื่อการเมืองเป็นแบบนี้ แต่ละพรรคควรจะถอยกันบ้างได้ไหม ร่วมมือให้บ้านเมืองดีขึ้น หลังสี่ปีแล้วก็มาแสดงวิสัยทัศน์เพื่อให้ชาวบ้านเลือก ใครทำดีชาวบ้านก็เลือกต่อ ใครทำไม่ดีก็ไม่ควรตำหนิ เพราะพวกเราเลือกพวกเขามาทำงานแทนพวกเราแล้ว แต่โอกาสหน้าก็ไม่ควรให้พื้นที่กับคนเหล่านี้”

“เราทำงานให้บ้านเมืองเหมือนรูปแบบบริษัท มีคนรับผิดชอบ กรรมการผู้จัดการของบริษัทก็เหมือนนายกฯ หากทำไม่ดีก็ไม่มีการต่อสัญญาให้ และนายกฯ ไม่ควรทำงานและพูดทุกเรื่อง นายกฯ ควรมอบนโยบายและกำกับดูแลงานที่มอบหมายให้รัฐมนตรีนำไปปฏิบัติ นายกฯ คอยมาตรวจการบ้านก็พอ และเราควรใช้เหตุผลและลงไปสัมผัสความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน ผมอยากให้คนการเมืองทั้งใหม่และเก่ามองแนวคิดนี้และปรับใช้”

ส่วนความพร้อมในฐานะนักการเมืองและหัวหน้าพรรคนั้น ม.ร.ว.ดำรงดิศ กล่าวว่า “วันนี้พรรคภราดรภาพพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบ พรรคหวังว่าหากได้มี ส.ส.และมีส่วนร่วมตั้งรัฐบาล พรรคอาสาดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ, กระทรวงศึกษาธิการ เพราะพรรคอยากสร้างสามสิ่งในกระทรวงดังกล่าวที่รับผิดชอบให้เป็นรูปธรรมเพราะโดนละเลยมานาน”

“สังคมของเราหลายเรื่องไม่มีการสร้างคนให้มีคุณภาพ ฉะนั้นต้องดูแลด้านการศึกษา คนหนึ่งคนจะอยู่ในระบบการศึกษาเกือบยี่สิบปี หากเราสร้างคนตั้งแต่เริ่มต้นการเรียน คนคนนั้นจะมีคุณภาพต่อสังคมในหลายสิบปีข้างหน้า คนคนนั้นจะมีความรับผิดชอบ ดูแลสังคม ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขามีความรู้และความรับผิดชอบกับสังคมแล้ว สามกระทรวงนี้ในมุมของพรรคต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เมื่อคนในสังคมมีคุณภาพความเอาเปรียบกันจะลดลง ความเหลื่อมล้ำจะลดลง”

ส่วนเรื่องป่ากับคนอยู่ด้วยกันได้ คนอาศัยบ้านในการดำรงชีพและต้องดูแลป่า โดยใช้กฎหมายให้สิทธิพวกเขาเท่าที่ควร ลองดูสิ ต้นไม้ต้นหนึ่งกลางนา หากมีผ้าสีไปพันไว้ ต้นไม้ต้นนั้นไม่โดนตัด หากไม่มีผ้าสี รับรองอยู่ไม่นาน สิทธิของคนที่อยู่กับป่าก็เช่นกัน หากให้สิทธิพวกเขาในการดำรงชีวิตกับป่า พวกเขาไม่รุกป่าหรอก พวกเขาต้องเก็บสิทธินั้นไว้ให้ลูกหลาน หรือพื้นที่บางส่วนของชาวบ้านที่ติดกับป่าควรให้สิทธิพวกเขาสร้างโฮมสเตย์เล็กๆ สร้างรายได้ และนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ ตรงนี้ก็อยู่ร่วมกันได้ ชาวบ้านจะรักป่า นักท่องเที่ยวจะรักธรรมขาติ มันไปด้วยกันได้ โดยใช้กติกาที่ทุกคนรับรู้และยอมรับ หากชาวบ้านต้องการนำที่ดินที่รัฐมอบให้ไปต่อยอดชีวิตก็ให้นำไปจดจำนองกับธนาคารที่ดินของรัฐ มันป้องกันมิให้ที่ดินไปอยู่ในมือนายทุนได้

สำหรับการแก้ความเหลื่อมล้ำเสนอว่า ชนชั้นนายทุนที่มีอยู่ หากมีกฎหมายว่าต้องเสียภาษีร้อยละหนึ่งต่อปีกับสินทรัพย์ที่มี หรือหากไม่อยากจ่ายก็ให้ใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ที่มีในองค์กรของตัวเองมาถ่ายทอดให้คนด้อยโอกาสมีความรู้เพื่อต่อยอดการทำมาหากิน หากองค์กรใดสนใจแสดงเจตจำนง และกระทำโครงการนี้ ปีต่อไปก็ไม่จ่ายภาษีได้เพราะองค์กรนั้นๆ ตอบแทนสังคมด้วยความรู้ในองค์กรที่สร้างขึ้นมาและก้าวหน้าไปแล้ว เอาตรงนี้มาถ่ายทอดให้คนที่ด้อยโอกาสกว่าขยับตัว บ้านเมืองก็จะเจริญและลดความเหลื่อมล้ำ

การเมืองหลังเลือกตั้ง อย่าฝากความหวังไว้กับ “นักการเมือง”​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองหลังเลือกตั้ง อย่าฝากความหวังไว้กับ “นักการเมือง”​

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:24 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง,เลือกตั้ง,คสช
เปิดอ่าน 211 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อสถานการณ์การเมือง เข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่าน จากการปกครองโดยคณะทหาร “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นผู้นำ เกือบ 5 ปี วันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้ จะเข้าสู่กระบวนการนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก

กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนกระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้น มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองได้แท้จริงหรือไม่ ท่ามกลางความคาดหวังสูง ที่ว่า “ประเทศไทย” หลังการเลือกตั้ง จะมีจุดเปลี่ยนหลายๆ ด้าน ในทิศทางที่ดีกว่าเดิม

ก่อนจะไปถึงวันหย่อนบัตรในคูหา “ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 8 สถาบันอิศรา” ร่วมจัดเวทีสาธารณะ “มองเมืองไทย ให้ไกลกว่าได้เลือกตั้ง” เพื่อสะท้อนมุมมองของ 4 ตัวแทนนักวิชาการแต่ละด้าน

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา บอกว่า ข้อมูลปีล่าสุด พบว่า ระดับการศึกษาไทย คือ ตัวถ่วงของการพัฒนาประเทศ สะท้อนจากการลงทุนด้านการศึกษา เหยียบหลักแสนล้านบาท หรือเทียบเป็น 4.6 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี แต่คุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าพื้นฐาน และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

“หากวัดกันจริงๆ จากตัวแทนนักเรียนทั่วประเทศพบว่ามีเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ที่เหลือไม่สามารถสู้หรือแข่งขันกับใครได้ ในชนบทที่ห่างไกล ผู้ปกครองตั้งความหวังว่าบุตรหลานจะต้องได้รับการศึกษา แต่เมื่อส่งเข้าเรียนกลับพบว่าสถาบันการศึกษาเหล่านั้น ไม่มีคุณภาพ เด็กไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง หากดูจากข้อมูลพบว่าตัวปัญหาเกิดจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมีสถานศึกษาอยู่ทั้งหมด 3.3 หมื่นโรง แต่โรงเรียนขนาดเล็ก กว่า 1.5 หมื่นแห่งที่ขาดมาตรฐาน สิ่งที่การปฏิรูปพยายามทำ ยังเข้าไปแก้ไขได้เพียงหลักพันแห่งเท่านั้น ที่เหลือไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ทั้งหมด”

กับสิ่งที่ “นักปฏิรูปด้านการศึกษา”​ พยายามจะทำเพื่อให้ “คุณภาพด้านการศึกษาดีขึ้น” คือ ตั้งใจเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้ของเด็ก เพราะระบบที่เน้นเนื้อหา การท่องจำแทบไม่มีความหมาย ในยุคที่โลกออนไลน์ที่เป็นแหล่งค้นคว้าได้สารพัดเรื่อง

​เหตุผลสำคัญที่ “ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส” มองในมุมนั้น และชี้ว่า “คุณภาพการศึกษาไทย” คือ ตัวถ่วงการพัฒนาประเทศ เพราะเหตุผลสำคัญคือ การศึกษามีผลต่อเศรษฐกิจ หากไม่สามารถพัฒนาคนได้ ก้าวที่ต้องไปต่อ ย่อมไม่สามารถเดินหน้าได้

“ปี 2542 ที่พบการปฏิรูปการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องตระหนกมาก คือ จากวันนั้นผ่านไป 10 ปีผลลัพธ์ไม่ประสบความสำเร็จ และหากหวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้าการปฏิรูปล้มเหลวอีก จะกระทบภาพใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ”

ขณะที่แผนปฏิรูปด้านการศึกษาที่ “กรรมการปฏิรูปฯ” พยายามทำตามคำบอกเล่าของนักวิชาการด้านการศึกษา คือ การออกกฎหมายเพื่อปรับให้แนวทางการปฏิรูปการศึกษาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ซึ่งเริ่มต้นจากการให้โอกาสทางการศึกษากับ “นักเรียน 4.6 ล้านคน” ที่ถูกผลักออกนอกระบบ ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมีกฎหมายฉบับสำคัญตามมา คือ การพัฒนาเด็กปฐมวัย และการสร้างนวัตกรรมด้านการศึกษาเพื่อทำแผนบริหารจัดการการศึกษาที่เน้นความหลากหลายของพื้นที่ ไม่ใช่ใช้แผนเดียวบริหารทั้งประเทศ

โดยสาระสำคัญ คือ “ปลดล็อก” แผนการศึกษาออกจากรัฐ ไปยังประชาชน เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาได้ด้วยตัวเองและจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นจริง

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง สะท้อนภาพถึงการ “ไม่เตรียมพร้อม” ของหน่วยงานรัฐ ต่อการเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดโลก โดยเทียบเคียงกับแนวนโยบายของต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศญี่ปุ่น ที่มุ่งสู่การเข้าถึงตลาดโลก เตรียมความพร้อมเพื่อทลายกำแพงภาษี ขณะที่ประเทศไทยไม่พบสิ่งที่เรียกว่า การเตรียมการ

“จุดบอดของประเทศ เป็นเพราะการเมืองไทย ที่ไม่พูดถึงระบบการแก้ปัญหาในอนาคต ยังมองเพียงการแก้ปัญหาปัจจุบัน ขณะที่โลกพัฒนาพร้อมเปลี่ยนแปลงไปมากในเชิงโครงสร้าง”    รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

“ผมไม่เห็นหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมในเรื่องพัฒนาคุณภาพสินค้า หรือปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสินค้าให้ได้ระดับต่อการแข่งขันในประเทศอาเซียน อย่างต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เขาเดินหน้าเต็มตัว มีการเจรจาเข้ารวมกลุ่มเพื่อทลายกำแพงภาษี ทำข้อตกลงกับอียู ในประเด็นที่ประเทศเขาจะได้ประโยชน์”

ส่วนประเทศไทยเอง แม้ปัญหามาตรฐานสินค้าจะยังเป็นประเด็น แต่สิ่งที่หลายคนมองคือ คนในประเทศนั้น “เก่ง” แต่ยังขาดข้อมูลที่เป็นประโยชน์

และสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดข้อกังขา “รศ.ดร.สมชาย” มองว่า ส่วนหนึ่งคือ ประชาธิปไตยที่ขาดการถ่วงดุล จนกลายเป็นกับดักให้แก่ประเทศของตัวเอง

ขณะที่ภาพของ “เทคโนโลยี” ที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงกับชีวิตประจำวัน รวมถึง ระบบอุตสาหกรรม ที่เทคโนโลยี ที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) พัฒนาศักยภาพไปไกล แต่ประเทศไทย พบว่าการพัฒนาเอไอที่ว่า ยังเป็นประเภท “โลว์เอไอ”

กับสิ่งที่ต้องสะท้อนให้เห็นจุดบอดของประเทศ “นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง” ชี้ว่า เป็นเพราะการเมืองไทย ที่ไม่พูดถึงระบบการแก้ปัญหาในอนาคต ยังมองเพียงการแก้ปัญหาปัจจุบัน ขณะที่โลกพัฒนาพร้อมเปลี่ยนแปลงไปมากในเชิงโครงสร้าง

ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญโซ่อุปทานด้านเกษตร CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) สะท้อนภาพว่าหลังการเลือกตั้ง การเมืองไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลงานด้านการเกษตร ดูได้จาก “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่กล่าวถึงเรื่องการเกษตรน้อยมาก โดยไม่ได้คำนึงอัตราของเกษตรกรที่ลดลงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ในปีปัจจุบัน

“นโยบายด้านการเกษตรต้องสร้างเครือข่าย เน้นมาตรการเชิงรุก บูรณาการงานร่วมกับหลายหน่วยงาน หวังว่าหลังเลือกตั้งน่าจะมีนโยบายที่เป็นเชิงกลยุทธ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพฝัน”  ดร.วรชาติ ดุลยเสถียร

“ที่ผ่านมาการแข่งขันด้านสินค้าเกษตร ทั้งข้าว, กาแฟ ประเทศไทยถือเป็นอันดับหนึ่ง​ แต่ปัจจุบันพบว่าถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไทยทั้งหมด โดยจุดพลาดของประเทศไทยคือ ขาดการออกแบบเพื่อสร้างประโยชน์ หน่วยงานรัฐและองค์กรด้านการเกษตรขาดการพัฒนาเพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ สร้างมูลค่าทางการตลาดของผลผลิต ทำให้เพื่อนบ้านที่นำผลิตผลที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของพันธุุกรรมไปเลียนแบบ จนกลายเป็นคู่แข่งขันด้านการส่งออกของพืชและผลไม้ทางเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ ดร.วรชาติ มองว่าประเทศไทยมีข้อดีเรื่องแหล่งที่สร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ขณะที่เพื่อนบ้านหยิบฉวยสิ่งที่ประเทศไทยสร้างไปปลูก เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างนำพันธุ์จากไทยไปปลูกและส่งขายแข่ง

ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐ ต้องมองภาพให้กระจ่าง คือ การใช้นโยบายเป็นแกนหลัก และใช้นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการ ออกแบบในรายละเอียด รวมถึงบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับสังเคราะห์สิ่งที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนา

กับอีกประเด็นที่สร้างความฮือฮา คือ การเข้ามาของ “แจ็ค หม่า” บุกตลาดทุเรียนไทย ที่ช่วยให้ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปจีน ได้ 80,000 ลูกภายในวันเดียว แต่ในภาคธุรกิจมองว่านี่เป็นเพียงความฉาบฉวย เพราะเทียบเป็นตู้ตอนเทนเนอร์ เป็นเพียง 8 ตู้เท่านั้น แต่ปีที่ผ่านๆ มาไทยส่งออกได้มากถึง 180 -200 ตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ไทยจะพลิกให้เป็นโอกาสได้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ล้วนมีตลาดส่งออกแห่งเดียว คือ ประเทศจีน

“ในปี 2561 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนได้ 50 ล้านลูก แต่ลำไย ส่งออกไม่ได้ เพราะจีนผลิตเอง และตลาดจีนขายกิโลกรัมละ 40 บาท หากไทยจะขายลำไยให้ได้ ต้องขายกิโลกรัมเพียง 10 บาท ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ คือ นโยบายด้านการเกษตรต้องสร้างเครือข่าย เน้นมาตรการเชิงรุกพร้อมกับร่วมบูรณาการงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ซึ่งผมหวังว่าหลังเลือกตั้งน่าจะมีนโยบายที่เป็นเชิงกลยุทธ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพฝัน”

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  ชี้ว่า สังคมไทยคาดหวังที่อยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ส่วนตัวยังมองว่าการเลือกตั้งมีความสำคัญ แม้บทบาททางการเมืองจะมีความสำคัญมาก แต่ปัญหาทุกอย่างไม่สามารถแก้ได้แบบเบ็ดเสร็จด้วยการเมือง แต่คือ การอาศัยความร่วมมือของประชาชน

“หลังการเลือกตั้งอยากเห็นการลดความเหลื่อมล้ำผ่านระบบสวัสดิการ และหลักประกันสังคม ที่มีคนในสังกัด กว่า 11- 14 ล้านคน”  สารี อ๋องสมหวัง

กับประเทศที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคต้องการทำหลังการเลือกตั้ง คือ การสร้างความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ ปรับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ผ่านค่ารักษาที่ไม่เหลื่อมล้ำ ตรวจสอบได้

“ค่ารักษาพยาบาลต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่แพงเกินจริงแบบไร้เพดาน จากตัวอย่างของค่ารักษาพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ จะมีความแตกต่างกันเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากคิดแพงกว่านั้นต้องคืนเงินให้กับผู้บริโภค ขณะที่ไทยเอง เช่น การรักษาอาการไส้ติ่ง ด้วยวิธีผ่าตัด โรงพยาบาลรัฐคิดค่ารักษาเพียง 8,000 บาท ส่วนเอกชนคิดราคาหลายหมื่นบาท”

กับสิ่งที่ “ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” อยากเห็นหลังการเลือกตั้ง คือ การลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านระบบสวัสดิการ และหลักประกันสังคม ที่มีคนในสังกัด กว่า 11- 14 ล้านคน ทั้งที่เป็นคนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากที่สุดของประเทศ ที่ผ่านมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพยายามขับเคลื่อนให้เกิดสภาเพื่อผู้บริโภค และกำหนดให้รัฐอุดหนุนเงินผ่านงบประมาณแผ่นดินปีละ 300 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวประชากร คือ 5 บาท แต่รัฐกลับมองว่า “เป็นภาระทางงบประมาณของแผ่นดิน” ขณะที่มูลนิธิฯ มองว่านี่คือ การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ

“สิ่งที่เครือข่ายเพื่อผู้บริโภคต้องลงมือปฏิบัติการหลังเลือกตั้ง คงมีเพียงประเด็นประเด็นเดียวคือ การสร้างเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน พร้อมกับตรวจสอบฐานะเป็นพลเมือง โดยไม่ต้องรอนักการเมืองมาทำให้”

จับปากกาฆ่าเห็บหมาในงานแต่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360181?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับปากกาฆ่าเห็บหมาในงานแต่ง

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:17 น.
พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 9,257 ครั้ง

คอลัมน์… เด็ดยอด โดย… รักษ์ ปักธงไทย

“พลังประชารัฐ” ดูท่าจะหงอยๆ ลงไป สารพัดที่ดูดเข้ามา แลกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ใครเห็นเข้าก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก มอมแมมก็เท่านั้น ที่ดีก็พอมี ไม่ใช่จะเลวร้ายไปเสียหมด แหมแต่ก็น้อยปลายก้อยเสียจริงเทียว อีหรอบนี้ เบอร์ 1 จึงแบชื่อออกมาเป็น “สมคิด” ตามด้วย “อุตตมะ” กับ “สนธิรัตน์” ส่วนที่คาดว่าจะเป็น “ลุงตู่” ดูแล้วคงแฟนคลับขัดใจ แต่อย่าเพิ่งขัดคอรออีกประเดี๋ยว เดี๋ยวก็มา

มาเรื่องสามพี่น้องที่เดินไปในโลกกว้าง แต่ทางแคบลงทุกวันๆ ดีกว่า สนุกมาก เพราะเวลานี้โดนกัมพูชาสอยพาสปอร์ตคืน สามเล่ม จากพันกว่าเล่ม คนอื่นๆ ยังมีปกติไม่กระโตกกระตาก แต่สามพี่น้องนั้นฮุนเซนไม่ให้แล้ว หลัง “หมอ ด.” ทนชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ไหว เริ่มเปิดปาก “พูด” เหมือนบุญทรงและพวก ที่อยู่ๆ ก็พูดต่อยหอยแตก ทางกัมพูชาดูแล “หมอ ด.” ไม่ให้คลาดสายตากลัวแกเป็นลมล้มตาย ส่วน “เสี่ย ป.” ก็ออกจากคุกไปนอนโรงพยาบาลสบายไป เว้นแต่ลูกสาวที่ติดร่างแห ต้องอาศัยฮ่องกงไปพลางๆ ก่อน

พี่ชายคนโตจึงเหลือแต่พาสปอร์ตนิการากัว กับมอนเตเนโกร ส่วนน้องสาวคนเล็กเหลือแค่เล่มไซปรัส ขณะที่ “เจ๊ ด.” ยังสถิตอยู่ดูไบ ไม่กล้าขยับไปไหนเพราะยังหาซื้อพาสปอร์ตใหม่ไม่ได้ในทันที

การหาซื้อพาสปอร์ตจากประเทศในแถบยุโรปตะวันออก ไม่ใช่เรื่องยากนัก แค่เพียงลงทุน 3-5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้ พาสปอร์ตแนบโกลด์เดนวีซ่าแล้ว

“โกลด์เดนวีซ่า” จะเป็นการเสนอวีซ่าให้แก่บรรดานักลงทุน ที่มีเงินทุน และนำไปลงทุนในประเทศนั้นๆ หลักการของแต่ละประเทศแตกต่างกันไปว่าจะต้องลงทุนในมูลค่าเท่าไหร่ ถึงจะได้ เป็นพลเมืองในประเทศเหล่านั้น เช่น โปรตุเกส และสเปน จะใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 500,000 ยูโร

ไอร์แลนด์ใช้เงินลงทุน 1,000,000 ยูโร ไซปรัสใช้เงินลงทุน 2,000,000 ยูโร ประเทศที่ขายพาสปอร์ตแนบวีซ่าประเภทนี้จะรีดภาษีโหดมาก (Cr.เนชั่นเจาะข่าวเช้า)

แต่นั่นมันชั้นนอกที่มองเห็น ที่มองไม่เห็นแต่เป็นจริงคือ “มาเฟีย” เรียกค่าคุ้มครอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมมีพาสปอร์ตมอนเตเนโกร แต่ไม่ชอบอยู่คฤหาส์นแสนหรูหราที่ซื้อไว้ริมทะเลสาบสวยที่เมือง “บุดวา” ก็เพราะว่าถูกมาเฟียรัสเซียตามรีด ตามไถค่าคุ้มครองตลอดเวลา

“ดูไบ” จึงเป็นที่อยู่ที่ดีที่สุดของสามพี่น้องในเวลานี้ แม้จะไม่ชอบนักก็เถอะ อย่างน้อยๆ ก็ยังดีกว่าเร่ร่อนไปเรื่อยๆ

ส่วนเมืองจีนอย่าหวังอะไรมาก ดูกรณีท่าเรือซัวเถาสิ เงิบกันหมดไหมล่ะ

แอปเปิล เดลี สื่อใหญ่ภาษาอังกฤษของฮ่องกง ที่รัฐบาลจีนไม่ชอบขี้หน้านัก รายงานมาตั้งแต่วันแรกที่ยิ่งลักษณ์โม้แล้วว่าเป็นประธานกิจการท่าเรือซัวเถา

แอปเปิล เดลี รายงานเจาะลึกกว่าเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ตรงที่ขุดไปเห็นผู้ถือหุ้นใหญ่ท่าเรือซัวเถา ร้อยละ 70 คือ บริษัทฮัทชิสัน พอร์ท เป็นกิจการในเครือของลีกาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง

ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 30 เป็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมืองซัวเถา

เมื่อปีที่แล้วฮัทชิสันได้ขายหุ้นร้อยละ 70 ที่ถืออยู่ให้แก่บริษัทวานเยาซันโต๋ว และบริษัทนี้มีผู้ถือหุ้น 3 ส่วน คือ 1.บริษัทที่ยิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นร้อยละ 60 2.บริษัทของถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ร้อยละ 30 และ 3.ชาวฮ่องกงที่ชื่อว่า หยังถู ร้อยละ 10 ผู้ถือหุ้นลงขันร่วมกันเป็นทุนจดทะเบียน 100 ล้านเหรียญฮ่องกง (CR.บูรพาไม่แพ้ ผจก.ออนไลน์)

หลังการซื้อขายเปลี่ยนมือ บริษัทนี้ก็ได้เป็นผู้บริหารท่าเรือซัวเถา และแต่งตั้งยิ่งลักษณ์ให้เป็นประธานบริษัทนั่นเอง

แอปเปิล เดลี ยังรายงานต่อไปอีกว่า ถังอี้กังและภรรยา สนิทกับทักษิณและยิ่งลักษณ์มาก แต่เขาก็เป็นคนที่รัฐบาลจีนติดตามเงียบๆ มาตลอด เขาถูกตั้งข้อหาหลายหน แต่รอดได้ทุกครั้งด้วย “เงินสินบน” ทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน

สุดท้ายไปไม่รอดโดนเปิดโปงว่าทำธุรกิจผิดกฎหมายหลายอย่างและมีแนวโน้มถูกจับกรณีหนีภาษีด้วย

หุ้นส่วนไม่สะอาด ทางการปักกิ่งก็ไม่เอา ยิ่งลักษณ์เลยกระเด็นด้วยประการฉะนี้

แต่ที่สื่อฮ่องกงรายงานต่อเนื่องและจับตาไม่ใช่แค่เอาพาสปอร์ตปลอมกัมพูชามาเปิดบริษัท หรือหุ้นกับคนไม่สะอาดที่กำลังถูกจับ เพราะดั้งเดิมพี่น้องบ้านนี้ก็ใช่จะดีนัก แต่ “งานแต่ง” ของลูกสาวที่ปิดเกาะฮ่องกงต่างหาก รัฐบาลจีนจับตามาก เพราะเกรงว่างานแต่งจะมีการเมืองไทยมาแทรก งานนี้อย่าได้กะพริบตา ใครไปประจบโจรปล้นชาติกลับมา โดน กกต.ถามหา อย่าหาว่าหล่อไม่เตือนไม่ได้นา

คลิป”ผู้การไก่”ใครไฟเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360180?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 คลิป”ผู้การไก่”ใครไฟเขียว

วันที่ 25 มกราคม 2562 – 08:13 น.
พลตธนศักดิ์ มิตรภานนท์,คสช,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 4,248 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

น่าจะคลายความกังวลใจให้พรรคการเมืองไปได้บ้าง ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 และมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้กำหนดวันที่ 24 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้ง

ส่วน ‘คสช.’ คงเบาใจได้เปลาะหนึ่ง ที่สามารถลดเงื่อนไขการชุมนุมของ ‘กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง’ แต่ประเด็นใหม่ต้องรับมือ ข้อระแวงฝ่ายการเมืองว่า คสช.จะเล่นตุกติก เนื่องจากยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มหรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไปโดยอ้างเหตุจำเป็นบางประการ

ประจวบเหมาะกับคลิปสนับสนุนเลื่อนการเลือกตั้ง ความยาว 6.36 นาที ของ พล.ต.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ รองเสนาธิการกองทัพน้อยที่ 2 มาช่วยงานสำนักงานรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้การไก่” ตำนาน “ปราสาทพระวิหารจำลอง” บนผามออีแดง จนถูก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น สั่งย้ายจากตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 (ผบ.ร.6) มาเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ห่วงกระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คลิปดังกล่าวสันนิษฐานว่า ใช้หน่วยทหารแห่งหนึ่งถ่ายทำ ขณะ “ผู้การไก่” แต่งชุดลายพราง รายงานตนว่าเป็นทหารสังกัดกองทัพบก เล่าอดีตเคยผ่านสมรภูมิช่องบก ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และเขาพระวิหาร

ใจความสำคัญ “ผู้การไก่” เรียกร้องให้ประชาชน พรรคการเมือง ตระหนักถึงความสำคัญและร่วมกันประสานเสียงจัดงานพระบรมราชาภิเษกให้ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ แสดงออกผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และขอให้รัฐบาลทบทวนว่า การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ คำว่า เลื่อนเลือกตั้ง ในความหมายของ “ผู้การไก่” ไม่ชัดเจนว่า ควรจะเลื่อนจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ไปเป็น 24 มีนาคม 2562 หรือเลื่อนไปจนกว่างานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้น ??

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า การแก้รัฐธรรมนูญ เลื่อนเลือกตั้ง ทำได้เพราะมีมาตรา 44 อยู่ แต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดจะทำ เนื่องจากมาตรา 44 ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็น ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผล หรือเรื่องคอขาดบาดตาย ผมว่าเป็นการสร้างประเด็นทางการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.กำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร

ขณะที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ‘นิ่ง’ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หลังเห็นคลิปดังกล่าวในเช้าวันประชุมสำนักงานเลขานุการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไม่มีคำสั่งสอบสวน หรือต่อสายสอบถาม “ผู้การไก่” ทั้งๆ ที่การกระทำดังกล่าวสวนทางกับคำสั่งทหารต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

แหล่งข่าวกองทัพบก ชี้แจงว่า การนิ่งของท่าน ไม่ได้หมายความว่าท่านเห็นด้วย แต่อาจมองว่ายังมีงานสำคัญต้องสะสางให้แล้วเสร็จ เช่น ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยอมรับว่า การกระทำของ “ผู้การไก่” เป็นการชี้นำ แต่กำลังพลในกองทัพบกมีทหาร 3 แสนนาย ทหารพูดมาหนึ่งคน ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความคิดเห็นของทหารทั้งสามแสนนาย

“ถ้าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง คนไทยทุกคนต้องหลีก แม้การเลือกตั้งจะสำคัญ แต่งานพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกย่อมสำคัญกว่า ดังนั้น การเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อหลบไม่ให้กระทบ ไม่ใช่หลบให้พ้น หรือหลบให้การจัดงานพระราชพิธีล่วงเลยไปก่อน เช่น กกต.กำหนดให้เลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มีนาคม น่าจะประกาศผลรับรองการเลือกตั้งภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ก็ถือว่าหลบแล้ว ส่วนโอกาสที่จะเลื่อนออกไป เพื่อรอให้งานพระราชพิธีเสร็จสิ้นก่อนคงเป็นไม่ได้ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดเอาไว้ ทำไม่ได้อยู่แล้ว”

ทั้งนี้ “ผู้การไก่” เป็นทหารชั้นนายพล ตามระเบียบไม่มีบทลงโทษ ทำได้เพียงแค่ตักเตือน เทียบเคียงกับ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่มีบทบาทต่อวิกฤติการเมือง ทั้งการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. อย่างรุนแรง

การแสดงออกของทหารรุ่นพี่และรุ่นน้อง แม้วัตถุประสงค์จะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งสองกรณี สามารถสร้างเงื่อนไขทางการเมือง โดยเฉพาะ “ผู้การไก่” ที่เป็นทั้งคนใกล้ชิด “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กเยิ้ม” พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชวนให้คิดว่าคลิปดังซ่อนอะไรไว้ในกอไผ่

จากนักประชาสังคมสู่นักการเมืองหวังเป็นกระบอกเสียงเหยื่อแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากนักประชาสังคมสู่นักการเมืองหวังเป็นกระบอกเสียงเหยื่อแชร์

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 09:45 น.
สามารถ เจนชัยจิตรวนิช,ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 687 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวคมชัดลึก

“สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” หรือ “จ๊อบ” ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ และว่าที่ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าสู่สนามการเมือง จากบทบาทนักประชาสังคมสู่เส้นทางนักการเมือง เพื่อหวังเป็นกระบอกเสียงในการแก้ไขปัญหาเหยื่อแชร์ลูกโซ่

       00 สิ่งที่ทำให้ก้าวสู่สนามการเมือง
สิ่งที่ทำให้อยากเข้ามาในแวดวงทางการเมืองนั้น เพราะเราได้รับการคาดหวังจากพี่น้องประชาชนที่กลายเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ และประชาชนทั่วไป ที่เล็งเห็นว่าคนไทยโดนโกงมาอย่างช้านาน สร้างปัญหาใหญ่ให้แก่คนไทยในชาติ สร้างปัญหาสังคมทำลายระบบเศรษฐกิจ ทั้งยังปลูกจิตสำนึกที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นภัยที่ร้ายแรงและรัฐบาลยังไม่มีมาตรการใดเข้ามาดูแลและเยียวยากลุ่มคนเหล่านี้ ที่ผ่านมาผมได้สู้กันในฐานะภาคประชาชน หรือ ภาคประชาสังคม มาตลอด 4 ปี ปีนี้กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 ของการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือเหยื่อแชร์ลูกโซ่

ผมและประชาชนผู้เสียหายเดินเข้าหาทุกหน่วยงาน ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ไปขอให้มีการแก้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งศูนย์ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) แต่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า เรื่องนี้ต้องทำภายใต้กฎหมายเท่านั้น ดังนั้นพอเราเข้าใจข้อเท็จจริงแล้วว่าวันนี้กฎหมายที่บังคับใช้เอาผิดกับเหยื่อ หรือใช้ลงโทษต่อผู้กระทำผิดแชร์ลูกโซ่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพนั้น โทษเบาบางมาก เพราะกฎหมายที่ออกมานั้น เขาออกแบบมานานแล้ว ดังนั้นการที่กฎหมายได้เขียนออกแบบมานานแล้ว ไม่ได้คำนึงถึงว่าปัจุบัน มิจฉาชีพได้พัฒนาการอย่างรวดเร็ว หลอกสร้างความเสียหายแก่ประชาชน โดยมียอดผู้เสียหายเริ่มจากแสนคน จนปัจจุบันกระทบไปสู่จำนวนล้านคนที่เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหลายแสนล้านบาท

ในประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ เพราะถือว่าปัญหาเหยื่อแชร์ลูกโซ่ เป็นปัญหารูปแบบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศจะมีมาตรการในการป้องกัน วันนี้เราเห็นว่า ถ้าเรายังปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไว้ คนไทยอาจจะถูกโกงทั้งแผ่นดิน พอคนไทยถูกโกงทั้งแผ่นดิน ทำให้ประชาชนในชาติมองเรื่องการโกงโดยระบบนี้เป็นเรื่องปกติ เขาก็จะต้องแสวงหาการเอาตัวรอด ในเมื่อเขาโกงได้ ก็ทำให้คนอื่นคิดว่าเขาก็อาจจะโกงได้ด้วย เพราะฉะนั้น ทั้งนักการเมือง หรือข้าราชการที่เราเห็นว่าเขาโกงตั้งแต่ในอดีต และยังโกงมาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ทำไมเราถึงปราบโกงคนเหล่านี้ไม่ได้ เพราะคนในสังคมอ่อนแอและเคยชินกับเรื่องนี้ไปแล้ว

   00 มีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขระบบกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกงอย่างจริงจัง
พี่น้องประชาชนคาดหวังมากในตัวผม และเชื่อว่าผมจะทำและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้เขาได้ ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เราได้รับแรงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ผมถึงอาสาเข้ามาสู่เวทีการเมือง เพื่อที่จะเป็นนักการเมืองเข้าสู่สภาเพื่อออกกฎหมายคุ้มครองคนไทยให้ไม่ถูกโกง และเหยื่อแชร์ลูกโซ่ที่ถูกโกงจะต้องได้รับเงินคืน
ก่อนหน้านี้ยอมรับว่ามีหลายพรรคการเมืองติดต่อผมมา ทั้งพรรคการเมืองใหญ่ในอดีต และพรรคการเมืองใหม่ในปัจจุบัน มีหลายพรรคทาบทาม ก็ใช้เวลาในการตัดสินใจนานอยู่พอสมควร แต่ในที่สุดผมคาดหวังว่าประชาชนที่สนับสนุนผมจะต้องได้รับการดูแล จึงพิจารณาแล้วเล็งเห็นว่า พรรคพปชร.เรามีบุคลากรที่มีคุณภาพ ผู้ใหญ่หลายท่านชักชวนผมเข้ามาและให้คำมั่นว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ผมชอบในนโยบายของ พปชร. มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “จะไม่ทิ้งคนไทยคนใดไว้ข้างหลัง” ดังนั้นเมื่อเหยื่อแชร์ลูกโซ่มีจำนวนหลายล้านคน ผมจึงคิดว่าพรรคพปชร.จะเริ่มเรื่องนี้แล้วเอามาเป็นนโยบายของพรรคในการหาเสียงด้วย

00 แสดงว่าปัญหานี้ยังเป็นช่องว่างของกฎหมายที่หลายรัฐบาลปล่อยผ่าน
ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจัง ถ้าเราพูดกันตั้งแต่อดีต เช่น แชร์แม่ชม้อย ก็เริ่มขึ้นในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นมีการให้ตรากฎหมายขึ้นมา คือ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง หรือเรียกกันว่า กฎหมายปราบแชร์ลูกโซ่ แต่หลังจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ก็ไม่มีการตรากฎหมายใหม่ออกมาอีกเลย ที่จะดำเนินการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเราย้อนไปในอดีต อย่างคดีแชร์บริชเชอร์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และยังมีแชร์ข้าวสารในรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ดังนั้นเราจึงเห็นมาตลอดว่า แชร์ลูกโซ่เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ และพรรคการเมืองในอดีตก็ไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้

ในช่วงเกิดปัญหาแชร์ข้าวสาร ก็มีการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ในปี 2550 มีการจดพรรคการเมืองชื่อ พรรคไทยร่ำรวย มีการจดบริษัทขายตรง โดยมิจฉาชีพวางแผนเป็นระบบ แล้วหลอกขายหุ้นให้แก่ประชาชน จนกระทั่งตอนนี้มิจฉาชีพที่เป็นหัวหน้าพรรคนั้นก็ติดคุกอยู่ ฉะนั้นผมจึงบอกว่ากลโกงของมิจฉาชีพมีมาทุกรูปแบบ

ผมเห็นว่าท่านหลอกชาวบ้านถึงขั้นจดพรรคการเมือง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ชาวบ้านแต่ก็หลอกลวงประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราจะทำให้ดีที่สุด อย่างแรกคือ ต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย โดยกฎหมายจะต้องคุ้มครองประชาชน ผู้เสียหาย เพราะวันนี้กฎหมายที่เราบังคับใช้ไม่ได้คุ้มครองผู้เสียหายเลย มีแต่คุ้มครองฝั่งของผู้ต้องหา ถ้าวันนี้เรายังไม่แก้กฎหมาย ประชาชนที่โดนโกงไปแล้ว กว่าเขาจะได้เงินคืน เขาต้องรอศาลเป็นผู้ตัดสินสั่งเงินคืนให้แก่เขา

กระบวนการยุติธรรมเรามี 3 ศาล กว่าจะพิจารณาคดีเสร็จก็นานมาก บ้านเราเป็นการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา ผู้เสียหายในคดีแชร์ลูกโซ่ต้องดูก่อนว่ามีผู้เสียหายน้อยหรือมาก อย่างคดีแชร์แม่ชม้อย ผู้เสียหาย 13,248 คน คดีแชร์บลิชเชอร์ 24,189 ราย คดียูฟันมีผู้เสียหาย 2,451 คน คดีแชร์คอร์สสัมมนา 2,653 คน คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และอื่นๆ จะเห็นได้ว่าผู้เสียหายแต่ละคดีหลักพันคนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ฉะนั้นการสืบพยานโจทก์ต้องสืบเป็นพันปาก ศาลต้องนัดสืบพยาน แค่การสืบพยานก็ใช้เวลาหลายปีแล้ว ฉะนั้นกว่าผู้เสียหายจะได้เงินคืนก็ใช้เวลายาวนานมากๆ และข้อเท็จจริง​จากวิจัยจะพบได้ว่าจะมีผู้เสียหาย​เพียง 5-10% ที่จะแจ้ง​ความเท่านั้น เพราะผู้เสียหาย​รู้ว่ากระบวนการ​ยุติธรรม​ใช้เวลายาวนาน

อย่างคดีแชร์แม่นกแก้วใช้เวลานานมากสุดถึง 30 ปี มีตัวอย่างผู้เสียหายที่สูญเงินที่ถูกโกงไปแสนแปด ได้คืนเพียงสามพันกว่าบาทเท่านั้นเอง นี่ก็เพราะกระบวนการของหน่วยงานรัฐไม่มีการดำเนินการอายัด หรือยึดเงินไว้กับเขา พอถึงเวลาเฉลี่ยทรัพย์ก็เฉลี่ยได้น้อย ฉะนั้นมิจฉาชีพก็เล็งเห็นว่า โกงแล้วไม่ต้องใช้เงินคืน โกงแล้วออกจากเรือนจำมาก็มีเงินใช้เป็นพันล้าน มันไม่ยุติธรรมต่อผู้เสียหายที่โดนฟ้องล้มละลาย เพราะไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาและไม่มีปัญญาจ่ายก็ถูกฟ้องล้มละลาย บางคนไปกู้หนี้นอกระบบ เอาที่ดินแปลงสุดท้ายของตระกูลไปวางก็ถูกยึด หลายคนต้องผูกคอตายเพราะเครียดกับปัญหาที่ได้รับ

 00 จะแก้ไขระบบหรือช่องโหว่ทางกฎหมายนี้อย่างไร
ต่อไปนี้เราจะต้องเขียนกฎหมายให้มิจฉาชีพเกรงกลัว ไม่คิดจะมาเอาเปรียบคนในชาติ วันนี้มิจฉาชีพดีดเครื่องคิดเลขมาแล้วว่า ถ้ากฎหมายยังเป็นอย่างนี้อยู่เขาคุ้ม ต่อให้เขาติดคุกออกมาก็ยังมีเงินใช้ หรือถ้ากฎหมายยังเป็นแบบนี้อยู่เขาไม่ต้องติดคุกก็ได้ เขาแค่หนีให้อายุความหมด พออายุความหมดก็กลับมาใช้เงิน นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่ากฎหมาย เอื้อให้ผู้ต้องหากระทำความผิด

ต้องยอมรับว่าประชาชนคนไทยมีหลายความรู้ หลากหลาย มีฐานะหลากหลาย มีหลากหลายอาชีพ คนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วประเทศเพราะพื้นเพคนไทยเป็นเชื่อคนง่ายอย่แล้ว รักใครรักจริง เขาไม่เชื่อว่ามิจฉาชีพจะมาหลอกเขา เช่นโครงการพันให้ล้าน ที่อ้างว่าเป็นเงินยูเอ็น ชาวบ้านก็คิดว่าลงหนึ่งพันแล้วจะได้หนึ่งล้าน เขาก็ลงทุน ล่าสุดเรื่องนี้มีผู้เสียหาย 7 หมื่นกว่าคน และหน่วยงานของรัฐก็ไปดำเนินการจับกุมแล้ว หรือบางคนฝากเงินไว้กับสหกรณ์แต่ก็ถูกโกงไปก็มี ดังนั้น​ผู้เสียหาย​จึงมีเป็นล้านคน ทุกหน่วยงาน​ควรให้ความสำคัญ​กับเรื่องนี้

ดังนั้นสิ่งที่ผมทำสำเร็จแล้วคือ การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับเรื่องนี้มาเป็นวาระแห่งชาติ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ที่ผมทำทั้งหมดผมทำในภาคประชาสังคมจิตอาสา ผมยังมองไปถึงการให้องค์ความรู้แก่ประชาชน โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวในการให้ความรู้ เพราะการให้ความรู้เป็นสิ่งป้องกันต้นเหตุได้ดีที่สุด ผมได้ขอความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดสิบกว่าจังหวัดทั่วประเทศ โดยเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเป็นผู้รับฟังเพื่อให้รับรู้ถึงรูปแบบวิธีการปัญหาแชร์ลูกโซ่ เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ ถ้ากำนัน 1 คน ตกเป็นเหยื่อเพียงคนเดียว ก็จะตกเป็นเหยื่อทั้งตำบล และถ้าผู้ใหญ่บ้านตกเป็นเหยื่อเพียง 1 คน ชาวบ้านก็ตกเป็นเหยื่อทั้งหมู่บ้าน โดยเชิญหน่วยงานราชการทุกหน่วยงานเข้ามาบูรณาการร่วมกันตามหลักโครงการประชารัฐ ผมเชิญวิทยากรจากทุกหน่วยงานมาร่วมกันที่ศาลากลางจังหวัด แล้วมาให้องค์ความรู้แก่กำนัน ข้าราชการทุกภาคส่วน ซึ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผมทำมาตลอด และไม่ได้เพิ่งเริ่มทำ แต่ผมทำในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่รักแผ่นดินถิ่นเกิด วันนี้ผมถึงเสียสละที่จะมาเป็นนักการเมือง เป็นกระบอกเสียงให้แก่พี่น้องประชาชนในการแก้กฎหมายคุ้มครองให้คนไทยทั้ง 70 ล้านคน ต้องไม่โดนโกง คนไทยคนไหนโดนโกงแล้วจะต้องได้รับเงินคืน เพราะไม่งั้นประเทศจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้และจะมีแต่คนถูกโกง นั่นคือสิ่งที่ผมขออาสามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะผมเข้าใจปัญหานี้ดีและจะต้องปกป้องคนไทยไม่ให้ถูกโกงเศรษฐกิจของประเทศชาติต้องมั่นคง คนไทยต้องรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมี 3 สถาบันหลักของชาติเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้แก่คนไทยทั้งชาติ ผมไม่ใช่คนยิ่งใหญ่​อะไร ผมเป็นเพียงคนไทยตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่รักชาติรักแผ่นดิน​ วันนี้​ถึงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องมาร่วมช่วยกันแก้ปัญหา​นี้

กลเกม “ชาลีเครือ” สร้างพรรคป่ารอยต่อฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลเกม “ชาลีเครือ” สร้างพรรคป่ารอยต่อฯ

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 09:39 น.
มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ,บิ๊กป้อม,บิ๊กป้อม พลอประว,บิ๊กป้อม ประวิตร,พลเอกประวิตร วงษ์สุว,สุชน ชาลีเครือ,พรรครักษ์ผืนป่า,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 2,979 ครั้ง

อีกความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่จัดตั้งพรรคที่สนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกฯ อีกสมัย โดยการสนธิกำลังของ “ดำรงค์” กับ “สุชน” ในภารกิจพรรครักษ์ผืนป่าฯ

000 ความบาดหมางในกลุ่มนักการเมือง ค่ายชินวัตร” นับวันยิ่งเห็นร่องรอยการแตกแยก อันเนื่องมาจากยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ของคนแดนไกล ทำให้การจัดสรรผู้สมัคร ส.ส.เขตในพื้นที่อีสานของพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ ตกอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ

000 เคลื่อนไหวแบบเงียบๆ แต่มี “ตัวละคร” น่าระทึกใจยิ่ง ปลายปีที่แล้ว ดำรงค์ พิเดช” อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย” และชูสโลแกนพรรค “เพิ่มป่าลดสารเคมี สู้ภาวะโลกร้อน” ซึ่งรองหัวหน้าพรรคคนใหม่คือ ปาริชาติ ชาลีเครือ” อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทยอย่างเงียบๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว

000 คนชัยภูมิก็อดแปลกใจไม่ได้ ทำไม “ปาริชาติ” ผู้แทนฯ 2 สมัย และเคยเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงเมืองเจ้าพ่อพระยาแลอย่างแข็งขัน จึงทิ้งพรรคเดิม หลายคนเชื่อว่า เบื้องหลังการตัดสินใจของปาริชาติ หนีไม่พ้นพี่ชาย สุชน ชาลีเครือ” เพลย์เมกเกอร์การเมืองไทยคนหนึ่ง

ปาริชาติ ชาลีเครือ รองหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย

000 ถ้ายังจำกันได้ “สุชน” ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สปท. ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ เนื่องจากสุชนนั้น เป็นคนวงในของตระกูล “ชินวัตร” จนได้ฉายา “สุชิน” ในยุคหนึ่ง เมื่อปลายปี 2560 สุชนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิก สปท. พร้อมกับข่าวลือว่า จะมีการจัดตั้งพรรคการเมือง สนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกฯ อีกสมัย

000 เมื่อ 11 มกราคม ที่ผ่านมา สุชน ชาลีเครือ” อดีตประธานวุฒิสภา และผู้นำครอบครัว “ชาลีเครือ” ได้เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสนับสนุนการศึกษาแด่พระภิกษุสงฆ์ และสามเณรเข้าเรียนฟรีกับเจ้าคณะจังหวัด ณ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ โดยมีแขกวีไอพีมาร่วมทำบุญมากหน้าหลายตา อาทิ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย

สุชน ชาลีเครือ พา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปทำบุญที่ชัยภูมิ

000 นักข่าวสายทหารทราบดี “ดำรงค์” หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าฯ นั้นเป็นที่ปรึกษา มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ จังหวัด” หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “มูลนิธิป่ารอยต่อฯ” ที่มี “บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ฉะนั้น การสนธิกำลังกันของ “ดำรงค์” กับ “สุชน” ในภารกิจพรรครักษ์ผืนป่าฯ ย่อมมีเสียงนินทากาเลมาจากสภากาแฟว่า สุชนได้เปลี่ยนชื่อเป็น สุวิทย์” และอยู่เบื้องหลังพรรครักษ์ผืนป่าฯ หรือ พรรคป่ารอยต่อฯ” อย่างมิต้องกังขา

000 พรรคเพื่อไทยเมืองลับแล เปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต จากเดิมที่ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ ที่ประกาศจองพื้นที่เขต 1 กลับมาเป็น กนก ลิ้มตระกูล” อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทยเหมือนกัน ส่วนทนุศักดิ์ขึ้นเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถม กฤษณา สีหลักษณ์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่สวมเสื้อไทยรักษาชาติ ก็จะมาช่วยหาเสียงให้กนก เพราะหวั่นแพ้พรรคพลังประชารัฐที่ส่ง พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล” สายตรงพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ลงสนาม

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย

000 ปี 2554 เพื่อไทยกวาดทัั้ง 3 เขตคือ กนก ลิ้มตระกูล, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ และ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย แต่ปี 2562 อุตรดิตถ์ลดเหลือ 2 เขต “ทนุศักดิ์” จำต้องไปช่วย ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ“ ที่เขต 2 เนื่องจากเจอคู่แข่งสายแข็ง “วารุจ ศิริวัฒน์” จากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้คนกันเอง ปัณณวัฒน์ นาคมูล” ประธาน นปช.เมืองลับแล เป็นกุนซือ

กนก ลิ้มตระกูล

000 วีรบุรุษนาแกกลับบ้าน เมื่อ 22 มกราคม 2562 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครพนม ที่บริเวณด้านหน้าตลาดอินโดจีน อ.เมืองนครพนม พร้อม นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์” รองหัวหน้าพรรค และอดีต ส.ส.นครพนม เมื่อมาเยือนบ้านเก่า อดีตสารวัตรใหญ่โรงพักนาแก ย่อมต้องฟื้นความหลังสมัยปราบคอมมิวนิสต์ และวีรกรรมจับโจรปล้นแบงก์ที่มุกดาหาร

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กับ นพ.ประสงค์

000 พูดถึง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กับพรรคเสรีรวมไทย นับวันจะกลายเป็น พรรคในดวงใจคนเสื้อแดง” เพราะการปราศรัยวิพากษ์ คสช.อย่างเผ็ดร้อน คาดหมายว่าจะเก็บเกี่ยวคะแนนจากฐานเก่าของเพื่อไทยไปไม่ใช่น้อย