ยุทธการสะแกกรัง “ไทยเศรษฐ์” ถล่ม “เทศฯแป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธการสะแกกรัง “ไทยเศรษฐ์” ถล่ม “เทศฯแป๊ะ”

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 08:19 น.
ชาดา ไทยเศรษฐ์,พอพล เริงประเสริฐวิทย์,อุทัยธานี,การเมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง,พรรคชาติไทย
เปิดอ่าน 3,842 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

อุทัยธานี นับแต่สิ้นยุค “เสธ.พล” พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ คนหิ้วกระเป๋าของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา อดีต ผบ.ทบ. การเมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง ก็เป็นเรื่องคนในอุทัยฯ 5-6 ตระกูล อาทิ ทุ่งทอง, นุ้ยปรี, มงคลศิริ, เหลืองบริบูรณ์, โต๋วสัจจา และไทยเศรษฐ์

“ชาดา ไทยเศรษฐ์” เปิดฉากเล่นการเมืองท้องถิ่น หลัง “วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์” นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยเสียชีวิต ชาดาร่วมมือกับตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” ตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” นำทีมลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี ในปี 2539 เมื่อกลุ่มคุณธรรมชนะเลือกตั้ง ชาดาจึงเป็นนายกเทศมนตรี

หลังชาดาก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เป็น ส.ส.สมัยแรกในนามพรรคชาติไทย ปี 2550 “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” น้องสาวของชาดา ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี

ปีนี้ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา ไปเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงได้นำหลานชาย “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” มาลงสมัคร ส.ส.เขต 1 อุทัยธานี ส่วนตัวชาดาเองก็ยังลงสมัครที่เขต 2 เหมือนเดิม

“ชาร์ท เจเศรษฐ์” เป็นลูกชายของมนัญญา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยฯ ชาร์ทได้ช่วยงานมารดาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีมาหลายปีแล้ว ซึ่งการเติบโตมาในครอบครัว “ไทยเศรษฐ์” เห็นลุง เห็นแม่ ทำงานการเมืองมาตั้งแต่เด็ก จึงเกิดความชอบและใฝ่ฝันจะพาตัวเองไปยืนในจุดเดียวกันนั่นเอง

ทุกวันนี้ ชาดาจึงทุ่มเทหาเสียงในเขต 1 มากกว่าเขต 2 เพราะรู้ดีว่า หลานชายยังมือใหม่ แม้จะมีมารดาเป็นพี่เลี้ยงก็เกรงจะเพลี่ยงพล้ำ เหมือนกรณีของอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ สมัยที่แล้ว

สไตล์ขาลุย ชาดา นักการเมืองมุสลิมปาทาน ไม่เคยเกี่ยงงานชาวบ้าน อย่างช่วงเช้าแต่งชุดแดงไปร่วมขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่เมืองอุทัยธานี ตกค่ำใส่สูทไปงานแต่งงาน ต่อด้วยนุ่งยีนไปงานเลี้ยงฉลองงานอุปสมบท เป็นเรื่องปกติ

ด้านอดีต ส.ส.เขต 1 สมัยที่แล้ว “แป๊ะ” หรือ “กุลเดช พัวพัฒนกุล” เป็นคนเชื้อสายจีนในตลาดอุทัยฯ ครอบครัวของกุลเดช ก็เคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยฯ และวันหนึ่ง กุลเดชได้เป็นรองนายกเทศมนตรี ฝ่ายการศึกษา จึงมีฉายาที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “เทศฯ แป๊ะ”

เลือกตัั้ง 2550 “เทศฯ แป๊ะ” ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาราช ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา มีเลือกตั้งซ่อมก็ลงสมัครอีก หนนี้แพ้ยับเยิน

เลือกตั้ง 2554  กุลเดชย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่า กระแสพรรคมาดีเกินคาด กุลเดชเอาชนะอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ อดีต ส.ส.หลายสมัย พรรคชาติไทยพัฒนา เกือบหมื่นคะแนน

ที่น่าสนใจ คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อในอุทัยธานี พบว่า พรรค ปชป.มาอันดับหนึ่ง ได้ 7 หมื่นกว่าคะแนน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาของชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้แค่ 2 หมื่นกว่าคะแนน

กุลเดชอาศัยความเป็นทนายปากกล้า อาสารับใช้ชาวบ้านทุกเรื่อง ใครมีเรื่องเดือดร้อนใจอะไร โทรศัพท์หาได้ทันที ฉายา “เทศฯ แป๊ะ” จึงอยู่ในใจชาวตลาดอุทัยฯ และชาวแพลุ่มน้ำสะแกกรัง

แม้จะต้องแข่งขันกับหลานชายของชาดา “เทศฯ แป๊ะ” คนจริงก็ไม่หวั่น เพราะตัวเขาสังกัด “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย”

คดีจบ ‘นาฬิกาหรู’ ไม่เคลียร์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360026?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คดีจบ ‘นาฬิกาหรู’ ไม่เคลียร์?

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 08:00 น.
กระดานความคิด,นาฬิกาหรู,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ
เปิดอ่าน 886 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย…  ร่มเย็น 

เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกเอกสารแถลงข่าวชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำวินิจฉัย คดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  และในเอกสารแถลงข่าวดังกล่าวยังมีการทำตารางเปรียบเทียบระหว่าง คดีรถโฟล์กสวาเกน ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนาคม กับคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร อีกด้วย เหตุเพราะว่าหลังจากที่คณะกรรมการป.ป.ช. ได้วิินิจฉัยคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ได้มีการวิจารณ์กัน โดยนำคดีนี้ไปเทียบเคียงกับคดีรถโฟล์กสวาเกนของนายสุพจน์ ว่าทั้งสองคดีเป็นคดียืมทรัพย์สินจากเพื่อนเหมือนกัน ทำไมคดีหนึ่งป.ป.ช. วินิจฉัยว่าผิดแต่อีกคดีกลับวินิจฉัยว่าไม่ผิด

และหลังจากที่ได้อ่านตารางการเทียบเคียงคดีรถโฟล์กกับคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ที่สำนักงานป.ป.ช.จัดทำขึ้น ซึ่งแบ่งประเด็นเทียบเคียงออกเป็น 5 ประเด็น คือ 1.พฤติการณ์การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เป็นเหตุให้ต้องวินิจฉัย 2.พฤติการณ์การครอบครองและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน 3.หลักกฎหมายที่ปรับใช้แก่คดี  4.บทสันนิษฐานการเป็นเจ้าของ และ 5.ข้อวินิจฉัยแล้ว (ต้องบอกตรงๆ โดยไม่เหนียมอายว่า) การชี้แจงอธิบายเกี่ยวกับเหตุผลที่ป.ป.ช.ยุติการสอบสวนและตีตกคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร ฟังขึ้น

ซึ่งคดีรถโฟล์กของนายสุพจน์ และคดีนาฬิกาหรูของพล.อ. ประวิตร นั้น เมื่อดูจากตารางเทียบเคียบของทั้ง 2 คดีที่ สำนักงานป.ป.ช.จัดทำขึ้น  แล้วเรานำมาสกัดเองอย่างละเอียดเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ก็จะพบว่ามี “ความเหมือน” และ “ความต่าง” ดังนี้

เริ่มที่ “ความเหมือน” ของทั้ง 2 คดีกันก่อน โดยข้อเหมือนของคดีรถโฟล์กนายสุพจน์  และคดีนาฬิกาหรูของพล.อ. ประวิตร มีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ คือ
ข้อ 1.ข้อหาเหมือนกัน คือทั้งคู่โดนกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
ข้อ 2.ต่อสู้ว่าได้ทรัพย์สินมาจากการยืมเพื่อน

ส่วน “ความต่าง” มีด้วยกันหลายข้อ
ข้อ 1.นายสุพจน์ โดนหลายคดี โดยคดีหลักคือคดีร่ำรวยผิดปกติ  ส่วนคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินเป็นเพียงคดีรอง เมื่อนายสุพจน์ โดนป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติในคดีหลัก ก็ย่อมโดนชี้มูลว่ามีความผิดฐานปกปิดบััญชีทรัพย์สินในคดีรองไปด้วย

ส่วนพล.อ.ประวิตร โดนแค่การกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพียงคดีเดียว และคดีอยู่ในชั้นที่ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ก่อนที่จะถูกตีตก

ข้อ 2.ทรัพย์สินที่นายสุพจน์ ถูกกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สินนั้น ไม่ได้มีแค่รถโฟล์กเท่านั้น แต่ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ ทั้งเงินสด เงินฝาก ทองคำ  ดังนั้นการที่นายสุพจน์ โดนป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เกิดจากกรณีรถโฟล์กอย่างเดียว  แต่เกิดจากการปกปิดทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วน พล.อ.ประวิตร มีแต่เรื่องนาฬิกาหรู

ข้อ 3.มีการยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านของนายสุพจน์   แต่นาฬิกาหรูมีเพียงแต่ภาพถ่ายนาฬิกาหรูที่ถ่ายภาพได้ขณะ พล.อ.ประวิตร สวมใส่ที่ข้อมือ ไม่ได้มีการยึดนาฬิกาหรูได้ที่บ้านของพล.อ.ประวิตร และมีการคืนนาฬิกาหรูให้เพื่อนไปแล้ว

กรณีของนายสุพจน์ หากมีแต่เพียงภาพถ่ายขณะที่นายสุพจน์ขับรถโฟล์ก โดยที่รถโฟล์กไม่ได้อยู่ในบ้านนายสุพจน์และไม่ได้มีการยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านนายสุพจน์ ข้อต่อสู้ของนายสุพจน์ที่ว่ารถโฟล์กเป็นของเพื่อนที่ยืมมาก็อาจฟังขึ้นเหมือนกับกรณี พล.อ.ประวิตร

ข้อ 4.คณะทำงานของป.ป.ช.ได้ไปตรวจพบนาฬิกาหรูจำนวนมากที่บ้านของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์  ซึ่งเป็นเพื่อนของพล.อ. ประวิตร และพล.อ.ประวิตร อ้างว่ายืมนาฬิกาหรูมาจากนายปัฐวาท  และพบนาฬิกาที่ตรงกับภาพถ่ายที่เป็นข่าวจำนวน 20 เรือน และพบเอกสารใบรับประกันนาฬิกาที่บ้านของนายปัฐวาท
ส่วนกรณีของนายสุพจน์ไม่ได้มีการยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านของคนที่นายสุพจน์ อ้างว่ายืมมา แต่กลับยึดรถโฟล์กได้ที่บ้านนายสุพจน์

ข้อ 5.พยานบุคคลในคดีที่กล่าวหานายสุพจน์ให้การเป็นโทษต่อนายสุพจน์ โดยมีนายเอนก  ให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช.ว่า เป็นคนซื้อรถโฟล์กคันดังกล่าวให้ภรรยานายสุพจน์  คำให้การของพยานปากนี้จึงมัดนายสุพจน์ เพราะถูกมองว่าซื้อให้ภรรยานายสุพจน์ก็เหมือนซื้อรถให้นายสุพจน์ เพื่อตอบแทนเชื่อมกับผลประโยชน์ของนายสุพจน์ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

ในขณะที่พยานในคดีที่กล่าวหาพล.อ.ประวิตร ให้การเป็นคุณแก่พล.อ.ประวิตร โดยมีพยานบุคคลให้ถ้อยคำว่านายปัฐวาท เป็นคนชอบสะสมนาฬิกาและเป็นเพื่อนสนิทกับพล.อ.ประวิตร จึงมักให้พล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกาไปสวมใส่เป็นประจำ อีกทั้งไม่มีพยานบุคคลแม้แต่คนเดียวให้การต่อป.ป.ช.ว่านาฬิกาหรูตามภาพถ่ายเป็นของพล.อ.ประวิตร

และคดีที่กล่าวหาพล.อ.ประวิตร เป็นคดีอาญา เมื่อพยานหลักฐานไม่ชัดเจนตามข้อกฎหมายก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้ถูกกล่าวหา

ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของคดีซึ่งก็ต้องบอกว่า พล.อ.ประวิตร “เคลียร์”   แต่เป็นการ “เคลียร์” ตามพยานหลักฐานของคดีและข้อกฎหมายเท่านั้น

ส่วนในเรื่องของสังคมอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะได้มีข้อสรุปต่อประเด็นพล.อ.ประวิตร  ในเรื่องนาฬิกาหรูไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะพยายามอธิบายในรายละเอียดของคดีในเรื่องของพยานหลักฐานและข้อกฎหมายก็ตาม

วิบากกรรม”หมอเสริฐ”รวยแล้วต้องไม่โกง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/360025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรม”หมอเสริฐ”รวยแล้วต้องไม่โกง!

วันที่ 24 มกราคม 2562 – 07:36 น.
นพปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ,กลต,ตลาดหลักทรัพย์,ปั่นหุ้น
เปิดอ่าน 13,645 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน   โดย… ฅนไท  ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้ถูกจัดอันดับมหาเศรษฐีหุ้นอันดับหนึ่งหลายปีซ้อน รวมทั้งปี 2561 ที่ผ่านมาด้วยการถือครองหุ้น มูลค่า 77,128 ล้านบาท ซึ่งได้ฉลองชัยแชมป์หุ้นไปหมาดๆ

แต่รับศักราชใหม่ 2562 มหาเศรษฐีหุ้นอย่างปราเสริฐ ปราสาททองโอสถและพวก ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันสร้างราคา (ปั่นหุ้น) ของบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BA ที่รู้จักกันในนามบางกอกแอร์เวย์ พร้อมเรียกให้ชำระค่าปรับในการสร้างราคาครั้งนี้ 499.45 ล้านบาท ด้วยพฤติกรรมที่ร่วมกันกับ ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ บุตรสาว และ นฤมล ใจหนักแน่น (เลขาหมอเสริฐ) ในการสร้างราคาหุ้น BA ระหว่างวันที่ 12 พ.ย.2558-12 ม.ค.2559 ที่ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 4.6 บาท จาก 20.40 บาท ขึ้นมายืนที่ 25 บาท (ราคา IPO กระจายให้กับประชาชนทั่วไปในครั้งนำเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

อาณาจักรของหมอเสริฐ ยังถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ค่ายา และเวชภัณฑ์ เป็นสินค้าที่ต้องประกาศราคาควบคุม ธุรกิจใหญ่ของตระกูลปราสาททองโอสถ คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือชื่อในบริษัทจดทะเบียนคือ บจม. ดุสิตเวชการ (BDMS) ที่ถือครองหุ้นโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยกว่า 40 แห่ง และยังมีบริษัทผลิตยาและเวชภัณฑ์ ที่เป็นธุรกิจครบวงจร ในอาณาจักร ปราสาททองโอสถ ที่กระทบกระเทือนมากกว่ากลุ่มอื่นเพราะ “ยักษ์ถูกล้มย่อมเสียงดัง”

นอกจาก 2 ประเด็นนี้ที่ธุรกิจของหมอเสริฐ ต้องเผชิญในศักราชใหม่แล้ว ก่อนหน้านี้ ถูกกระทบกระเทือนในเรื่อง ที่ดินสนามบินเกาะสมุย ที่ ป.ป.ช. ได้มีการชี้มูลว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบ ตั้งแต่ปี 2555 และมีคำวินิจฉัยไล่ออกข้าราชการกรมที่ดินมาแล้ว 4 คน แต่จนถึงบัดนี้ กรมที่ดินยังเพิกเฉยในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกให้กับบริษัทการบินกรุงเทพโดยมิชอบ อ้างว่าสนามบินเกาะสมุยทำการบินตลอดเวลา ไม่สามารถไปทำการรังวัดตรวจสอบเขตที่ดินที่จะเพิกถอนได้

ข้ออ้างอันฟังไม่ขึ้นของกรมที่ดิน ทำให้อำนาจรัฐกลายเป็นอำนาจรัฐที่ “ล้มเหลว” ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคระหว่างคนรวยกับคนจน และกรมที่ดินยังมีหน้า “เพิกเฉย” ต่อไป ที่ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง “อิ่มหมีพีมัน” กับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบใน 7 ปีที่ผ่านมาหลังคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. เป็นต้นมา

โครงการสนามบินพังงา ที่บริษัทการบินกรุงเทพ พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นก็ถูกระงับจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นโครงการที่จะเข้าไปใช้พื้นที่ป่าสงวน ในจังหวัดพังงา จนมีการตรวจสอบกันครึกโครมเมื่อปี 2560

ไม่มีใครอิจฉา นักธุรกิจที่ทำธุรกิจร่ำรวยจนเป็นมหาเศรษฐี หากการทำธุรกิจนั้น เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ไม่เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติและประชาชน แต่หากการร่ำรวยนั้นมาจากการเอารัดเอาเปรียบประชาชน การฉ้อฉลประเทศชาติโดยส่วนรวม ก็จะกลายเป็นความร่ำรวยที่ “น่ารังเกียจ” และต่อให้รวยล้นฟ้าก็ไม่สามารถเอาติดตัวไปได้เมื่อถึงเวลาที่กลายเป็น “ร่างไร้วิญญาณ”

“เลื่อนเลือกตั้ง-หลุมดำการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359891?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เลื่อนเลือกตั้ง-หลุมดำการเมือง”

วันที่ 23 มกราคม 2562 – 10:31 น.
เลื่อนเลือกตั้ง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

โดย… ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น 

สิ่งที่แน่นอน คือ ความไม่แน่นอน กับปรากฏการณ์ที่คอการเมืองเฝ้าจับตา สิ่งที่แน่นอน คือ “การเลือกตั้ง” ต้องเกิดขึ้นในปี 2562 ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดไว้

ตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ยืนยันว่า การเลือกตั้งต้องเกิดแน่นอน ภายใน 150 วัน นับจากวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) มีผลบังคับใช้ คือ ก่อน 9 พฤษภาคมนี้

แต่สิ่งที่ไม่แน่นอน คือ ห้วงเวลาที่รอคอยนั้น จะเกิดขึ้น ณ วันที่ใด เดือนไหน แม้จะประกาศไปยกแรก ว่า 24 กุมภาพันธ์ ปีนี้ แต่มีโจทย์อีกอย่าง ที่กำลังรอว่าจะเปลี่ยนเป็น 24 มีนาคม หรือไม่ แล้วอะไรคือ ปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนนั้น

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา เพื่อกะเทาะโจทย์ที่ทำให้ วันเลือกตั้งไม่แน่นอน ในหัวข้อ “เลือกตั้ง 62 ? ศาสตร์และศิลป์ของการเลือกตั้งและอภินิหารทางการเมือง” ผ่านมุมมองของนักวิชาการที่จับตามองสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด ซึ่งมองในทิศทางเดียวกันว่า หากวันเลือกตั้งจะเลื่อน เพราะสิ่งที่เกิดตามกฎหมาย และหากการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นเลย ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิด คือ ใช้อำนาจ หัวหน้า คสช.​ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)​ พ.ศ.2557 ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันรองรับการใช้อำนาจนั้น

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ในมุมทางประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง หลังจาก “รัฐประหาร” ว่า ไม่เคยมีคณะรัฐประหารชุดใด ประสบความสำเร็จหลังการเลือกตั้ง เพราะไม่สามารถควบคุมประชาชนที่ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงอาจเป็นอีกสาเหตุที่ “คสช.” ต้องการเลื่อนเลือกตั้ง

“วันที่ 24 มีนาคม ที่คาดว่าจะเป็นวันเลือกตั้งใหม่ หากจริง ยังถือว่าอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะเกิดจริงหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง หากภายในสัปดาห์นี้ยังไม่เห็น ถือว่าน่ากลัว และหากวันเลือกตั้งเลื่อนจาก 24 มีนาคมจริง เชื่อว่าวันเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอีกยาว”

เมื่อวันเลือกตั้งต้องเลื่อนยาวจริง สิ่งที่สังคมการเมืองซุบซิบกันคือ เลื่อนไปจนเกินกรอบของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้เลือกตั้งภายใน 150 วันหลัง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.บังคับใช้ หรือมีเส้นตายวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่ง “อ.ประจักษ์” ​ชี้ว่า ถือเป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยอภินิหารของกฎหมายและการเมือง อย่างมาตรา 44 บวกกับกลไกทางการเมืองและอื่นๆ อาจทำให้เป็นจริงได้

และหากเป็นจริงตามมุมมอง สิ่งที่น่ากลัวตามคำสะท้อนของ “นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” คือจะเกิดหลุมดำทางการเมือง รัฐธรรมนูญไร้ความหมาย และกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า จะใช้หลักการอะไรเพื่อรองรับการกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะไม่มีกติกาใดๆ มารองรับว่า จะเลือกตั้งภายในกรอบเวลาเท่าใด มีหลักเกณฑ์อะไร หากใช้มาตรา 44 กับการเลือกตั้ง เท่ากับว่า เกิดภาวะความไร้นิติรัฐ และภาพการเมืองหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะทุกฝ่ายตั้งใจให้การเลือกตั้งเป็นทางออกจากความบอบช้ำที่เกิดเพราะความขัดแย้งรุนแรงในอดีต

ทางด้าน “ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า” มองเช่นเดียวกันว่า โจทย์เลื่อนเลือกตั้งจากที่คาดการณ์ว่าจะเกิดในวันที่ 24 มีนาคม ย่อมเกิดขึ้นได้ แม้จะใช้การออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ​ เพราะอาจใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร และอาจไม่เกิดการเลือกตั้งภายในปี 2562 แต่สิ่งที่กรอบของมาตรา 44 จะทำให้ได้เร็วกว่านั้นคือ งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งเป็นมาตราว่าด้วยการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

นอกจากสิ่งที่คาดการณ์ว่า “วันเลือกตั้ง” จะเลื่อนแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้เกิดกลไกนั้นได้ “อ.สติธร” ยังชี้ว่าอยู่ที่ “ค่ายกลทางการเมือง” ซึ่งซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม และใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว

“การออกแบบระบบเลือกตั้ง ไม่ว่าสมัยไหน หรือประเทศไหน ย่อมออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ในประเทศไทยตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ตามกระแสโลกยังต้องการเลือกตั้งแบบเขต เพื่อตอบโจทย์เชิงพื้นที่ ได้ตัวแทนประชาชนทำงานในสภา และมีเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อตอบโจทย์สังคมพหุนิยม ได้ตัวแทนจากคนที่หลากหลาย นอกจากนั้นผู้ร่างรัฐธรรมนูญยุคนั้นที่ต้องการแก้ปัญหาประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ จึงต้องการได้รัฐบาลผสม เพื่อให้เกิดการต่อรองอำนาจ มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 ขั้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ได้พรรคใหญ่เพียงพรรคเดียวที่ชนะเลือกตั้ง ขณะอีกพรรคที่คาดหวังให้สลับบทบาท กลายเป็นผู้แพ้”

ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ออกแบบให้การเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ผู้สมัครพรรคเดียวได้ต่างหมายเลขเมื่ออยู่ต่างเขต จุดเน้นของผู้ร่างฯ คือ ต้องการให้การเลือกตั้งและการออกไปลงคะแนนเสียงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล และลดทอนกระแสพรรคการเมือง

แต่การสร้างอภินิหารรูปแบบนี้ “อ.สติธร” ชี้ว่า คือ การสร้างอภินิหารบนศาสตร์และศิลป์ที่ไม่ครบถ้วน เพราะขาดการสร้างกระบวนการเรียนรู้

“เพราะติดมายาคติของผู้ร่างฯ เพราะเขาไม่เข้าใจว่าการออกแบบระบบเลือกตั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนได้โดยอัตโนมัติ หรือเปลี่ยนได้ทันที โดยหลักวิชาการมองว่าพฤติกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเริ่มจากสร้างแนวคิด ทัศนคติ และวิธีคิดของประชาชนต่อมุมมองทางการเมือง ผ่านกระบวนการเรียนรู้”

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ถึงโอกาสเลื่อนเลือกตั้ง จากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไปเป็นวันที่ 24 มีนาคม จะเกิดขึ้นได้ หากพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดวันเลือกตั้ง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกินเดือนมกราคมนี้ และโอกาสที่จะเลื่อนออกไป ที่หลายฝ่ายมองว่า ไปเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม หรือเกิน 150 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมมีความเป็นไปได้

“เพราะอภินิหารของ มาตรา 44 ที่เป็นยาแก้ปวดทางการเมือง แต่การใช้อำนาจนี้ อาจถูกตั้งคำถาม เพราะศักดิ์ของมาตรา 44 อยู่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ แต่หากไม่ใช้มาตรานี้ มีอีกทางคือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แม้บทว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ใช้เสียง ส.ว. จำนวน 1 ใน 3 สนับสนุน แต่ในยุคที่รัฐสภามีเพียงสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีผู้ควบคุม หากจะใช้ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”​

แม้โอกาส “เลื่อนเลือกตั้ง” มีขึ้นได้ตามมุมมองของ“รศ.ดร.สิริพรรณ” แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบวนการเตรียมการเลือกตั้ง โดย “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” เริ่มเดินหน้าผ่านการออกระเบียบว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้ง

ซึ่งระเบียบที่ กกต.วางไว้เพื่อกำกับการหาเสียงเลือกตั้ง “นักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ชี้ว่ามีหลายประเด็นที่ทำให้ศิลปะของการหาเสียงเปลี่ยนไป และดูเหมือนเป็นความพยายามลดโอกาสเข้าถึงประชาชนฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

“หากไม่นับว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ถูกอำนาจรัฐใช้ช่องทางตามกฎหมายดำเนินคดีกับผู้บริหารของพรรคการเมืองแล้ว ในระเบียบของ กกต. ยังออกระเบียบที่เหมือนเป็นข้อจำกัด ทั้งกรณีให้ลงทะเบียนผู้ช่วยหาเสียง จำกัดเพียง 20 คนต่อผู้สมัครหนึ่งคน, ลงทะเบียนรถหาเสียง, จำกัดการแนะนำตัวผ่านบัตรแนะนำตัวผู้สมัคร, ติดป้ายหาเสียงที่ต้องอยู่ในกรอบจำกัด ถือว่าเป็นการลดโอกาสที่ประชาชนจะรู้จักผู้สมัคร ส.ส. และทำลายความสวยงามศาสตร์และศิลป์ของการจัดการเลือกตั้ง”

และภายใต้ข้อจำกัดที่ “นักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” มอง กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนมุมมองว่า กติกาที่กำหนดใหม่ ทำให้ “ใคร” ได้เปรียบหรือเสียเปรียบต่อการเลือกตั้งรอบนี้หรือไม่

“กติกาใหม่ คนที่ได้เปรียบคือ พรรคที่มีเจ้าของพื้นที่ มีฐานเสียง และพรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบ เพราะประชาชนรู้จัก ขณะที่พรรคเกิดใหม่เสียเปรียบ เพราะลดโอกาสประชาชนได้รู้จักกับผู้สมัคร และพรรคที่จัดตั้งใหม่ แต่กรณีนี้อาจใช้ไม่ได้กับบางพรรคที่เกิดใหม่ ที่ใช้ชื่อพรรคสอดคล้องกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาล และได้เปรียบเมื่อนโยบายประชารัฐถูกประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน”

กับประเด็น “การเลือกตั้ง”​ ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยน สิ่งที่ “อ.สิริพรรณ” มองว่าสิ่งที่ตอบโจทย์ได้คือ เคารพเจตจำนงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อประชาชนเลือกให้พรรคไหนชนะเลือกตั้ง ต้องได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่หากกลไกดังกล่าวถูกบิดพลิ้ว อาจกลายเป็นภาพสยองขวัญทางการเมืองได้

“นอมินีภาคสอง..การคอนโทรลจากเเดนไกลจะสัมฤทธิ์?”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นอมินีภาคสอง..การคอนโทรลจากเเดนไกลจะสัมฤทธิ์?”

วันที่ 23 มกราคม 2562 – 08:59 น.
นอมินี,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,ชินวัตร,จี้จุดตาย คลายจุดเป็น,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ดรวีรพงษ์ รามางกูร,จาตุรนต์ ฉายแสง,สมัคร สุนทรเวช
เปิดอ่าน 750 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

“คนที่ฆ่าเราอยู่ตอนนี้ไม่ใช่นักการเมืองแต่คือเผด็จการที่ปลอมตัวมาเป็นนักประชาธิปไตย คนพวกนี้หัวใจไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่เป็นเผด็จการ และมาหลอกคนประชาธิปไตยในช่วงการเลือกตั้ง จะทำลายประชาธิปไตยไทยในระยะยาว จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่มีโครงการอะไร แต่พอใกล้ช่วงเลือกตั้งกลับมีโครงการขึ้นมามากมาย

ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงแพ้ไม่ได้ และต้องได้ส.ส.375 คนจาก 500 คน เนื่องจากรัฐบาลได้แต่งตั้ง ส.ว.250 คนที่มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกไว้ด้วย จึงขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันออกไปเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่เพียงช่วยเราหรือช่วยพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการช่วยระบบประชาธิปไตยให้ไปรอด…”

บางท่อนบางตอนซึ่ง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรมว.คมนาคมและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยกล่าวไว้กับมวลชนภาคอีสานไม่เมื่อกี่วันที่ผ่านมา

นับว่าลีลาไม่เบาทีเดียวสำหรับการตระเวนหาเเต้มของเจ้าของฉายา “รมต.ที่เเกร่งที่สุดในปฐพี” เกมนี้ ”ทริป” ค่อยๆเเพร่รัศมีการขึ้นเป็นหนึ่งในสามเเคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย

เเม้ยามนี้พรรคจะออกมาดับข่าวความขัดเเย้งระหว่างเจ๊หน่อยเเละชัชชาติ ไม่ให้ลามทุ่ง เเถมย้ำการทำงานในระบบทีมเวิร์กเเละป้องกันกระเเสข่าวการชี้นิ้วเลือกว่าที่นายกฯจาก “คนเเดนไกลเเละน้องปู” ว่าไม่มีส่วนยุ่งเกี่ยวใดๆ ในเรื่องนี้

เห็นง่ายๆ การที่น้องปูออกมาเเจ้งสังคมบนโลกออนไลน์ว่า “…ดิฉันขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องกิจการของพรรคที่ต้องไปคัดสรรผู้เหมาะสมกันเอง และปัจจุบันดิฉันก็มีงานอื่นที่ต้องทำ และรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสิ่งที่ดิฉันได้รับในอดีตที่ผ่านมา ก็ถูกกระทำเจ็บช้ำมากพอแล้วค่ะ”

ความท่อนหนึ่งที่น้องปูโพสต์ไว้เมื่อไม่นานมานี้ นัยว่าการออกตัวเเบบนี้ของน้องปูนั้นดำเนินไปเพื่อมิให้กกต.ใช้อำนาจฟันเพื่อไทยในฐาน “คนนอกควบคุมพรรคหรือชี้นำพรรค” เเต่บนรหัสที่คนการเมืองย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่เเทงหวยล่วงหน้ากันเเล้วว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตามหลายเเต้มในช็อตนี้”
ขณะที่พรรคน้องอย่างไทยรักษาชาติ มีการข่าวลอยลมว่า ทษช.ทาบทาม “ดร.วีรพงษ์ รามางกูร” อดีตรองนายกฯ เเละกูรูเศรษฐกิจที่เเนบเเน่นนายใหญ่เข้ามาอยู่ในบัญชีนายกฯ คู่กับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค

ลุงโกร่งใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เพราะหลากจังหวะที่ช่วยงานเพื่อไทยเเละชินวัตรทั้งในทางตรงเเละอ้อมนั้น สังคมการเมืองรับรู้กันทั่ว…

ตรงนี้เท่ากับว่านอมินีภาคสองของพรรคในการคุมจากนายใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากยุคสมัคร สุนทรเวช เเห่งพลังประชาชนเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เป็นนอมินียุคเเรกของนายใหญ่

เเต่คราวนี้นอมินีภาคสองนั้นน่าจะไม่พยศเต็มสูบเหมือนอดีตนายกฯ ผู้วายชนม์ เพราะยามนั้นมีกระเเสลือว่าเจ้าเเม่เเห่งจันทร์ส่องหล้ามิพอใจ “สมัคร” เท่าใดนัก เพราะไม่ว่าจะขอให้กระทำการใดๆ “สมัคร” มิคล้อยตามเท่าที่ควร

คนการเมืองอ่านรหัสเกมนี้ในขั้นต้นว่า ชัชชาติในฐานะเต็งหนึ่งเเละเจ๊หน่อยที่ร่วงมาเต็งสองน่าจะง่ายที่สุดในการทำงานตามเเนวทางของพรรคเเละเเนวคิดของ “ชินวัตร” ส่วนลุงโกร่งเเละเดอะอ๋อยนั้น เเว่วว่าหากเลือกสองคนหลัง..คนในวงศ์วานชินวัตรน่าจะเหนื่อยนิดกับที่สองคนหลังอาจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามการประสานงานทุกข้อ

ต้องตามกันยาวๆ เพราะอีกหลายวันกว่าจะหย่อนบัตร เเละเมื่อใกล้โค้งสุดท้ายเเล้วนั้น นอมินีภาคสองจะค่อยๆ ฉายเเววว่าใครจะเข้าวินเเละเข้าตาเจ้าของพรรคตัวจริง

“นักเลือกตั้ง” ลอยแพ กลุ่ม “แดงหนีภัย” ในลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359886?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นักเลือกตั้ง” ลอยแพ กลุ่ม “แดงหนีภัย” ในลาว

วันที่ 23 มกราคม 2562 – 08:55 น.
หาเสียง,จชัยภูมิ,พรรคพลังประชารัฐ,แยม ไฟเย็น,สุรชัย แซ่ด่าน,คนเสื้อแดง,เสื้อแดงในลาว,แดงหนีตาย
เปิดอ่าน 6,242 ครั้ง

ยังคงหนีตายต่อไปสำหรับแนวร่วมแดงฝั่งเพื่อนบ้านที่เหลือ หลังจากที่หลายคนถูกอุ้มหาย หรือ ตายจากไปแล้ว ว่าแต่ จะหนีกันยังไง ยังนึกไม่ออก?

000 หลังรัฐประหาร 2557 ปรากฏว่าคนเสื้อแดงมากกว่า 200 คน หลบหนีคดีความมั่นคงไปตั้งหลักทางฝั่งลาว โดยมี “นักเลือกตั้ง” จากพรรคการเมืองใหญ่ช่วยประสานงานกับ “ผู้ใหญ่” ฝั่งซ้าย สองสามปีผ่านไป พวกเขาเหล่านั้น ก็ทยอยกลับเมืองไทย ยังอยู่ทางฝั่งโน้นไม่ถึง 50 คน ซึ่งใน “กลุ่มผู้หลบภัย” ประมาณ 15 คน ได้จัดรายการวิทยุออนไลน์ กระจายเสียงผ่านช่องยูทูบ แต่แยกเป็น 3 กลุ่ม

000 กลางเดือนธันวาคม 2561 สุรชัย แซ่ด่าน” ประธานกลุ่มแดงสยาม และสองคนสนิทหายตัวไปจากบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ 100 กว่ากิโลเมตร ต่อมา มีผู้พบศพ 2 ศพลอยน้ำมาติดฝั่งโขงแถว จ.นครพนม ล่าสุดมีการยืนยันว่า ศพปริศนานั้นคือ กาสะลอง” (ชาวเชียงใหม่) และ ภูชนะ (ชาวมุกดาหาร) ที่มีหน้าที่ควบคุมการออกอากาศวิทยุใต้ดินรายการ ปฏิวัติประเทศไทย” ดำเนินรายการโดย สุรชัย แซ่ด่าน

สุรชัยแซ่ด่าน ถ่ายภาพร่วมกับกลุ่มไฟเย็น ก่อนหายตัวไป

000 หลังผู้หลบภัยในลาวถูก “อุ้มหาย” เสียชีวิตไป 5 คน รมย์ชลี สินสืบผล” หรือ “แยม” หนึ่งในสมาชิกกลุ่มไฟเย็น ได้ให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ รายการ Thai Voice ของ จอม เพชรประดับ ว่ากลุ่มพวกเธอมีประมาณ 10 คน กำลังจะตกเป็น “เป้าหมาย” ในปฏิบัติการอุ้มหายของบางฝ่าย จึงเรียกร้องไปยังยูเอ็น หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ให้เข้ามาช่วยเหลือเธอและเพื่อนๆ เพื่อให้ได้เดินทางไปยังประเทศที่สาม

รมย์ชลี สินสืบผล

000 4-5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มแดงในลาวถูก นักเลือกตั้ง” ที่ใกล้ชิดคนแดนไกล หว่านล้อมให้ยืนหยัดต่อสู้ต่อไป และอีกไม่นานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย จะประสบชัยชนะ แม้แต่ สุรชัย แซ่ด่าน” ช่วงก่อนที่จะหายตัวไป ก็พูดผ่านรายการปฏิวัติประเทศไทยว่า หลังเลือกตั้งทั่วไป พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะถล่มทลาย พวกเราที่อยู่ในลาวจะได้กลับบ้านกันเสียที” ขอให้อดใจรอกันอีกสักนิด

000 ที่สุด “สุรชัย” ก็ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนกับ “โกตี๋” ชะตากรรมของ “แดงหลบภัย” ในลาว กำลังรอคอยความหวังสุดท้ายจากองค์กรระหว่างประเทศ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่หลงเชื่อ “น้ำคำ” ของนักเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว

000 ตลาดนักเลือกตั้ง พ.ศ.2562 กลายเป็นตลาดของ นักการเมืองท้องถิ่น” อันเนื่องมาจากกติกาเลือกตั้งสูตร “ปรมาจารย์มีชัย” ทำให้ทุกพรรคต้องเก็บ “คะแนนตกน้ำ” เขตละ 5 พันคะแนน หรือเขตละ 1 หมื่นคะแนน เพื่อนำมารวบรวมให้ได้อย่างน้อย 7-8 หมื่นคะแนน ค่าเฉลี่ย ส.ส.ที่จะได้ 1 คน

000 พรรคใหญ่ป้ายแดงอย่าง พรรคพลังประชารัฐไม่ได้ดูด “อดีต ส.ส.” แบบไม่เลือกหน้า เพราะรู้กันอยู่ว่า นักการเมืองเก่าจำนวนหนึ่ง จัดอยู่ในประเภท “สอบตกซ้ำซาก” ฉะนั้น แกนนำพรรคพลังประชารัฐ จึงหันไปใช้บริการของนักการเมืองท้องถิ่น เหมือนกัน

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นำทีมหาเสียงที่ชัยภูมิ

000 วันก่อน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พร้อม “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ยกคณะไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 6 เขต ประกอบด้วย เขต 1 วสันต์ กล้าแท้ เขต 2 เชิงชาย ชาลีรินทร์ ส.อบจ.(เขต อ.จัตุรัส) เขต 3 สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ นายก อบต.ห้วยยายจิ๋ว อ.เทพสถิต เขต 4 สุขสันต์ ชื่นจิตร นายก อบต.เกาะมะนาว อ.บำเหน็จณรงค์ เขต 5 พีระพล ติ้วสุวรรณ อดีตประธานสภา อบจ.ชัยภูมิ และเขตเลือกตั้งที่ 6 อภิสิทธ์ เวียนวิเศษ ส.อบจ. (เขต อ.แก้งคร้อ)

วสันต์ กล้าแท้ ผู้สมัคร ส.ส.เขต ชัยภูมิ

000 เต็งหนึ่งที่สนามชัยภูมิของพรรคพลังประชารัฐ คือ “วสันต์ กล้าแท้” ลูกชายของ ปัญญา กล้าแท้” อดีตกำนัน ต.บุ่งคล้า, อดีต ส.อบจ.ชัยภูมิ 2 สมัย และรองประธานสภา อบจ.ชัยภูมิ ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 “ปัญญา” ถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย แต่กลับไม่ถูกเลือก และปีถัดมา ปัญญาได้ลงสมัครนายก อบจ.ชัยภูมิ ก็พ่ายทีมของน้องชายของสุชน ชาลีเครือ

ชาวชัยภูมินับหมื่นคนมาร่วมเปิดตัว วสันต์ กล้าแท้

000 แม้ ส.จ.ปัญญา จะเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ “วสันต์” ก็รับสืบทอดมรดกทางการเมือง และหวังจะแจ้งเกิดให้ได้ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ทีมงานของบิดา(ปัญญา)ก็อยู่กันพร้อมหน้า ฐานคะแนนเดิมยังหนาแน่นความเป็น “แดง” ของชัยภูมิกำลังถูกท้าพิสูจน์

000 เป็นข่าวเล็กๆ แต่คนเมืองชากังราวฮือฮา สุนทร รัตนากร” ยิ้มหน้าบาน เมื่อมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้สุนทรกลับไปทำหน้าที่นายก อบจ.กำแพงเพชร หลังเจอคำสั่ง คสช. จับไปแขวนอยู่ 3 ปี “สุนทร” เป็นพี่ชายของ วราเทพ รัตนากร” ผู้มากบารมีเหนือ “ทีมพลังประชารัฐกำแพงเพชร”

สุนทร รัตนากร นายก อบจ.กำแพงเพชร พี่ชาย วราเทพ

000 การเมืองไทยยังหนีไม่พ้น ระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น” ตราบใดที่ช่องว่างระหว่างชั้นชนยังถ่างกว้าง ความมั่งคั่งถูกรวบมาอยู่ที่ส่วนกลาง เศษฟางลอยน้ำมา ชาวบ้านผู้หิวโหยก็โผเข้าไปเกาะหนีตายเป็นธรรมดา

ชิงท่าม่วง “กำนันฉอย” ขอล้ม “ส.ส.แมน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิงท่าม่วง “กำนันฉอย” ขอล้ม “ส.ส.แมน”

วันที่ 23 มกราคม 2562 – 08:34 น.
กำนันฉอย
เปิดอ่าน 3,381 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

ลุ่มน้ำแม่กลองเดือดปุดๆ เมื่อสนามเลือกเขต 2 ถูกบีบให้เล็กลง เหลือแค่ อ.ท่าม่วง และ อ.ด่านมะขามเตี้ย ส่วนอีก 4 ตำบลในเขต อ.พนมทวน พร้อมอีก 1 ตำบลของ อ.บ่อพลอยหายไป

นัยว่าต้องมีการบันทึกไว้เลยว่า เขต 2 กาญจนบุรี เป็นเขตเลือกตั้งเดียวของประเทศไทย ที่มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเพียง 142,047 คน

สำหรับการเลือกตั้งหนนี้คู่เอกของเขต 2 อาจกล่าวได้ว่าเป็นศึกคนท่าม่วง-คนบ้านเดียวกัน ระหว่าง “ส.ส.แมน” กับ “กำนันฉอย”

ส่องกล้องมองไปแชมป์เก่า “ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร” ที่เริ่มต้นจากเป็น ส.อบจ.กาญจนบุรี เขต อ.ท่าม่วง โดย “ส.จ.แมน” ขยันทำงานพื้นที่จนกลายเป็นขวัญใจชาวบ้าน และในการเลือกตั้ง 2554 ฉัตรชัยหักปากกาเซียนคว่ำ “เสธ.นิด” พล.ต.ศรชัย มนตริวัต พรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส.หลายสมัย สันทัด จีนาภักดิ์ พรรคภูมิใจไทย

“ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร”

หนุ่มหน้ามนคนหนองขาว จึงกลายเป็น “ส.ส.แมน ผู้แทน..หัวใจประชาชน” เพราะฉัตรพันธ์มีความเสมอต้นเสมอปลาย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียน เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

การที่ “ส.ส.แมน” จะรักษาแชมป์เอาไว้ได้นั้น คงยากกว่าการได้แชมป์เสียแล้ว เนื่องจากฐานคะแนนนิยมเดิมคือฐานคะแนนพื้นที่ อ.พนมทวน ได้หดหายไปจากการแบ่งเขตพื้นที่เลือกตั้งใหม่ของ กกต.

คู่แข่งที่น่ากลัวของแชมป์เก่าคือ “กำนันฉอย” สมเกียรติ วอนเพียร นายกเทศมนตรีตำบลสำรอง อ.ท่าม่วง

กำนันฉอย มีบทบาทเป็นผู้นำชาวบ้านจากบ้านไม้แดงหูช้าง ต.ตะคร้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน ก่อนจะขยับเป็นนายกเทศบาลตำบลสำรอง ต.พังตรุ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

“สมเกียรติ วอนเพียร”

นอกจากนี้กำนันฉอย หรือนายกฉอย ยังมีธุรกิจมากมายในพื้นที่ท่าม่วง รวมถึงสวนน้ำแห่งแรกในเมืองกาญจน์ ซึ่งแชมป์เก่าจาก ปชป.ต้องเหนื่อยเป็นหลายเท่าแน่

ที่ร่ำลือกันในท่าม่วง กำนันฉอยเพื่อนรักของสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ด้วยเหตุนี้เองที่วงการเมืองในท้องถิ่นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ส.ส.แมน” เหนื่อยแน่

อย่างไรก็ตามแม่ทัพภาคกลางของปชป. อย่าง “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ประกาศเสียงดังเขต 2 ปชป.ต้องรักษาที่นั่งไว้ให้ได้แน่นอน

ส่วนนักการเมืองหน้าใหม่อีกคนคือ “มนรัตน์ สารภาพ” แห่งค่ายไทยรักษาชาติ ซึ่งคนเมืองกาญจน์รู้จักดี เพราะเธอเป็นเจ้าของ “ไร่คุณมน”  หรือศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยไร่คุณมน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร โดยไร่คุณมนตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

“มนรัตน์ สารภาพ”

“มนรัตน์” เป็นคู่ชีวิตของ “เสธ.มะ” พล.ท.มะ โพธิ์งาม อดีตส.ส.กาญจนบุรี และเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของทักษิณ เดิมทีมีข่าวว่า มนรัตน์จะลงสมัคร ส.ส.เขต 4 (อ.บ่อพลอย) แต่ “กำนันหยุน” ส่งคนสนิทลงสนามในนามไทยรักษาชาติ เธอจึงต้องย้ายมาเขต 2

สรุปคู่เอกของท่าม่วงก็ต้องยกให้ “ส.ส.แมน” กับ “กำนันฉอย” วัดกำลัง วัดบารมี วัดสีเสื้อกัน และต้องรอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

เราคือพรรคใหม่ที่จะไม่เดินตามรอยบางพรรคในอดีต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราคือพรรคใหม่ที่จะไม่เดินตามรอยบางพรรคในอดีต

วันที่ 22 มกราคม 2562 – 10:36 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พรรคพลังประชารัฐ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
เปิดอ่าน 302 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง

ไม่กี่นาทีข้างหน้าสังคมจะรับรู้เเล้วว่าการเลือกตั้งจะมีวันใดเเละตอนนั้นหลากพรรคคงจะมีสารพันกิจกรรมที่ป่าวประกาศสู่สังคมให้รับฟังก่อนตัดสินใจหย่อนบัตรว่าจะไว้วางใจให้ใครเเละพรรคใดไปเป็นผู้เเทนราษฎร

“พลังประชารัฐ” คือพรรคน้องใหม่ที่หลายฝ่ายจับตาว่าพรรคนี้จะเป็นพรรคเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นเเละตั้งอยู่เพื่อภารกิจเเบบเฉพาะกิจของคสช.เเละลุงตู่หรือไม่….เพราะหลากปัจจัยที่บังเกิดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

คำตอบนี้คือ “พลังประชารัฐไม่ได้มาเฉพาะกิจ ไม่ได้มาเล่นๆ ตั้งใจจะอยู่นาน จะเป็นขวัญใจพี่น้องประชาชน เป็นที่พึ่ง ส.ก. ส.ข. ผู้ว่าฯ กทม. เราก็จะส่ง” เเละ ”ที่เคยระบุว่า พรรคจะได้ส.ส.ทั้งประเทศ 150 ที่นั่งนั้น เราจะทำให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยืนยันจะสู้เพื่อให้ได้ส.ส.เกิน 150 ที่นั่งให้ได้ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเป็นทางเลือกให้ประชาชน ซึ่งขณะนี้ได้คัดสรรรายชื่อว่าที่ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตพรรคครบ 350 เขตแล้ว รวมถึงว่าที่ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน” กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวไว้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในการเปิดตัวผูสมัครส.ส.เขตหลักสี่เเละจตุจักร กทม.

“พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” กรรมการบริหารพรรคพปชร. กล่าวในเวทีเดียวกันว่า “ประเทศไทยต้องได้ผู้นำที่กล้าตัดสินใจ เข้มแข็ง และกล้าลงมือทำ และเชื่อว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์นี้ จะเปิดชื่อนายกฯ ของพรรค ประชาชนได้เฮทั้งประเทศ เพราะจะเป็นผู้นำที่เด็ดขาด เข้มแข็งและพร้อมที่จะนำประเทศไทยได้ พร้อมขอให้ประชาชนคิดดีๆ เลือกผู้นำที่กล้าตัดสินใจ แต่ที่พูดไม่ได้บอกว่าใครดี แต่ขอให้ประชาชนคิดเอง ไม่ได้บอกว่าแนวคิดของรัฐบาลนี้ดี แต่ภาวะผู้นำเป็นสิ่งสำคัญ….”

ตรงนี้ถอดความได้เบื้องต้นเเล้วว่าพปชร.ในฐานะพรรคน้องใหม่บนเวทีการเมืองหวังที่จะปักธงส.ส.ให้ได้เพื่อหวังเป็นเเกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ผ่านการเลือกตั้งเเละหวังล้มพรรคเพื่อไทยเเละประชาธิปัตย์ในฐานะเเชมป์เเละรองเเชมป์เก่าให้ได้

ภาพรวมทั้งหมดนั้น “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์จังหวะของพปชร.วันนี้ว่า “ภาพรวมทั้งประเทศตอนนี้พรรคมีคะเเนนนิยมที่ดีขึ้นตามลำดับ เราทำงานมาหลายเดือนคะเเนนนิยมที่ชาวบ้านรู้จักทั่วประเทศ เช่น กลาง ใต้เเละกทม. โดยเฉพาะภาคเหนือเเละอีสาน ที่เป็นสองสนามในตัวเเปรการตัดสินว่าพรรคใดจะชนะเเละได้เป็นเเกนนำตั้งรัฐบาล

พรรคเน้นส่งอดีตส.ส.ที่มีคุณภาพเเละคนหน้าใหม่ที่ตั้งใจทำงานลงสมัคร ย้ำเช่นเดิมว่าพรรคนี้มิใช่พรรคเฉพาะกิจ เราคือพรรคใหม่ที่จะไม่เดินตามรอยบางพรรคในอดีต (พรรคสามัคคีธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงรสช.) เราตั้งพรรคนี้ขึ้นมาเพื่อยืนระยะยาวให้เป็นทางเลือกแก่สังคม

การรวมตัวของอดีตส.ส.จากหลายพรรคมาที่่พปชร.นั้น อดีตส.ส.เหล่านี้เข้าใจหลักการบริหารพื้นที่ ส่วนคนหน้าใหม่ก็เป็นคนที่มีความสามารถเเละเข้าใจชาวบ้านที่เชื่อว่าจะได้รับโอกาสด้วย เราทำงานเเบบทีมเวิร์กเเละเน้นระบบ

“ผมอยู่ในเเวดวงการเลือกตั้งมาสิบปีตั้งเเต่ส.ข. ส.ก. ส.ส.เเละผู้ว่าฯ กทม. จึงเข้าใจสถานการณ์ของพรรคในยามนี้ สิบปีก่อนที่ผมลงสมัครส.ส.กทม. ตอนนั้นมีคนหน้าใหม่ลงสมัครเยอะเเละได้รับโอกาส เเต่คราวนี้ผมเชื่อว่าพปชร.คือพรรคใหม่เเละคนหน้าใหม่กว่าครั้งที่ผมลงสมัคร ตรงนี้เชื่อว่าโอกาสของพปชร.จะมากกว่าครั้งที่ผมลงสมัคร พื้นที่กทม.นั้นเราส่งครบสามสิบเขตมีทั้งอดีตส.ก.ที่มีผลงาน เช่น ดอนเมือง ลาดพร้าว พระนคร คลองเตย เเละคนหน้าใหม่ที่มีความสามารถเชื่อว่าพรรคจะปักธงในสนามกทม.ได้ โดยตั้งเป้าห้าถึงสิบคน เชื่อว่าตรงนี้พรรคมีโอกาส”

คนหน้าใหม่ที่พรรคส่งลงสมัครก็มีฐานจากผู้นำชุมชนในเขตนั้นๆ ให้การสนับสนุนเราเน้นลงพื้นที่เเละใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กช่วยหาเสียงเเละเเนะนำตัวที่จะมีโอกาสถึงตัวประชาชนมากขึ้น

“เลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครต่างคาดหวังเเละเเข่งขันสูงเพราะหวังทุกคะเเนนเสียงในพื้นที่นั้นๆ เเต่ผมมั่นใจว่าเมื่อใกล้การเลือกตั้งพรรคจะเน้นการสื่อสารกับประชาชนให้ทราบถึงเเนวนโยบายพรรคเเละว่าที่นายกฯ ของพรรคที่จะประกาศออกไป ตรงนี้ชาวบ้านจะพิจารณาความพร้อมของพรรคที่มากกว่าการตัดสินใจเลือกผู้สมัครส.ส.ในเขตนั้นๆ ด้วยซ้ำ ตรงนี้มั่นใจว่าชาวบ้านจะให้โอกาสพปชร.”

ณัฎฐพล กล่าวอีกว่า วันนี้เข้าใจว่าชาวบ้านเข้าใจบริบทการเมืองที่่ผ่านมาเเละวันนี้หวังให้พรรคก้าวข้ามความขัดเเย้งเเละเเก้ปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงเเค่การเลือกจำนวนส.ส.ของเเต่ละพรรคที่จะได้มาเท่านั้น เเต่มันคือการตัดสินอนาคตของประเทศว่าจะเลือกพรรคที่สานต่อนโยบายที่ดีของรัฐบาล จะโละสิ่งไม่ดีออกไป หรือจะยอมกลับไปสู่ความขัดเเย้งทางการเมืองในอดีตดั่งเช่นที่ผ่านมา

“การเมืองครั้งนี้เเสดงให้เห็นว่าคนหน้าใหม่จำนวนมากไม่กลัวการเมือง ขออาสามาใช้ความคิดเเละลงทุนทำงานเพื่อสังคมให้ข้ามสิ่งที่ผ่านมาในอดีต เพราะคิดว่าสังคมให้โอกาส”

       0ช่วงที่ผ่านมาภาพมุมลบของพรรคที่ปรากฏค่อนข้างเยอะกว่าภาพมุมบวก?
“ผมกลับมองว่ามันคือความท้าทายของพรรคใหม่นะ พรรคกำลังสร้างเวทีใหม่บนการเมือง เป็นเรื่องธรรมดาที่ขั้วตรงข้ามหวังน็อกเอาท์พวกเรา หากไม่มีข่าวมุมลบกับพปชร.ตรงนี้สิน่ากลัว เพราะเเสดงว่าไม่มีใครสนใจพวกเรา (ยิ้ม) คู่เเข่งไม่ได้มองเราในสายตาเลย ไม่คาดเลยว่าหลายพรรคจะจ้องพวกเราเเบบนี้เเละห่วงพรรคนี้ (ยิ้ม) หากพรรคนี้ไม่มีศักยภาพ เเบบนี้เเสดงว่าพปชร.มีศักยภาพ หลายพรรคจับตาความเคลื่อนไหวของพปชร.เพราะมองว่าพปชร.จะดึงคะเเนนในหลายพื้นที่ไว้ได้จึงจ้องตัดกำลังตรงนี้พวกเรามองออกเเละวางเเผนไว้เเล้ว”

          0โพลล์หลายสำนักระบุว่าหลายคนตัดสินใจเลือกบางพรรคเเล้วเเละกระเเสตอบรับพชปร.ยังอยู่ในระดับที่ไม่กระเตื้องนัก?
“ตอนนี้พบว่าคนไทยยังไม่ตัดสินใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเลือกพรรคใดเเละเลือกใครเป็นนายกฯ อีกกว่าครึ่งหนึ่ง ตรงนี้ทำให้พปชร.หวังว่าพวกเราจะขึ้นเเท่นอันดับหนึ่งให้ได้ เเม้บางคนไม่พอใจเเกนนำรัฐบาลเเละคสช.ที่บางคนโยงว่าเชื่อมโยงกับพชปร.นั้น หากลองมองดีๆ รัฐบาลนี้ทำสิ่งดีๆ ไว้มากกว่าหลายรัฐบาลนะ พรรคใหม่ๆ อย่าง พปชร. ที่เกิดขึ้นมาก็มาสานต่อสิ่งดีๆ ที่รัฐบาลนี้สร้างไว้”

          0การดึงอดีตส.ส.หลายพรรคมาร่วมงานเสมือนพรรคออร์เคสตราที่นักดนตรีต่างคนต่างมาจากหลายทิศ เวลาเล่นในวงเดียวกัน ท่วงทำนองในบทเพลงเดียวกันเเต่ต่างไปคนละโทนเวลาที่เสนอนโยบายออกไปสู่สังคม?
“มันคือเสน่ห์ของพรรค (ยิ้ม) ที่อดีตส.ส.เเละว่าที่ผู้สมัครที่เสนอไอเดียต่อสังคม ผมมองว่าพวกเขามองมุมบวกเเละมองปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นควรมีวิธีเเก้ไขอย่างไรจึงเสนอต่อสังคม เช่นการเสนอใช้โดรนพ่นน้ำดับฝุ่นควัน หลายคนมองว่าเพ้อฝัน เเต่หลายประเทศใช้วิธีนี้กันเเล้ว เเต่คนไทยบางคนไม่คุ้นกับสิ่งเหล่านี้ จึงมองว่าไอเดียที่ผู้สมัครส.ส.พปชร.เสนอออกไปมันผิดฝาผิดตัว ย้ำว่าไอเดียของสมาชิกในพรรคนั้น ของเเบบนี้ไม่มีผิดไม่มีถูกนะ ทุกคนขายไอเดียต่อสังคมได้เพราะมองว่ามีความตั้งใจมองเห็นวิธีเเก้ปัญหาที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมในภาพรวม เเต่นโยบายทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ผู้บริหารพรรคจะตัดสินเเละเสนอออกสู่สังคม ผมเชื่อว่าเร็วๆ นี้ เมื่อพรรคประกาศนโยบายพรรคเเละรายชื่อผู้สมัครส.ส.ที่จะใช้หาเสียงออกมา รับรองว่าสังคมจะสนใจเเละไม่ถูกควบคุมหรือกำหนดด้วยคนเพียงคนเดียว”

          0ข่าวมุมลบอีกเรื่องหนึ่งคือการระดมทุนพรรคที่หลายฝ่ายติดตามความโปร่งใส?
“ไม่กังวล เราเป็นพรรคใหม่ที่ทุกฝ่ายจ้องมอง เราต้องทำให้ถูกกติกาทุกเรื่อง ย้ำเงินระดมทุนเเละเงินบริจาคที่่พรรคได้รับมานั้นถูกต้องตามกฎหมาย วันนี้พปชร.คือเป้าสายตา ประสบการณ์สอนพวกเราในพรรคให้ทำตามกติกาเเละระวังสิ่งสุ่มเสี่ยง”

“ขวัญชัย” กลืนเลือด เพื่อไทยทิ้ง “อาภรณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ขวัญชัย” กลืนเลือด เพื่อไทยทิ้ง “อาภรณ์”

วันที่ 22 มกราคม 2562 – 09:50 น.
ขวัญชัย ไพรพนา,คนเสื้อแดง,แกนนำคนเสื้อแดง,เขต 4 อุดรธานี,เลือกตั้ง 2562,พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,สายตรงนายใหญ่
เปิดอ่าน 19,665 ครั้ง

จริงหรือที่มีใบสั่ง “คนแดนไกล” วางกติกาไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงแข่งขันกันเอง จนแดงเลือดข้นอย่าง ขวัญชัย แทบเบรกไม่ทันอยู่แถวๆ เขต 4 อุดรธานี!

          000 การสร้างภาพ “สุดารัตน์ชัชชาติ” ไปหาเสียงในภาคอีสาน คล้ายจะเกิดสถานการณ์ “กระแสสูง” เหมือนสมัยยิ่งลักษณ์ แต่หากส่องลึกเข้าไปในพื้นที่ก็จะพบ “รอยร้าวลึกๆ” ระหว่าง “คนเพื่อไทย” ด้วยกันเอง อันเนื่องจากการคัดสรรผู้สมัคร ส..เขต ที่มีการทับซ้อนกันในหลายพื้นที่ 

          000 ด้วยเหตุจากใบสั่ง “คนแดนไกล” ที่วางกติกาให้ “ผู้ใหญ่” ของพรรคเครือข่ายตระกูลชิน ไม่ส่งผู้สมัคร ส..ลงแข่งขันกันเอง ยิ่งทำให้เกิดข้อขัดแย้งและเป็นเหตุให้อดีต ส..ปาร์ตี้ลิสต์หลายคน จำต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่น 

          000 หลังออกจากเรือนจำ “ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดรฯ แถลงชัดเจนขอเป็นกองเชียร์หนุนภรรยา “อาภรณ์ สาราคำ” อดีต ส..อุดรธานี ลงสมัคร ส..เขต ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย แต่กลับมีข่าวร้ายก่อนวันสิ้นปี เมื่อกรรมการคัดสรรผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อไทย ไม่เอาภรรยา “ขวัญชัย” และมีมติเลือก “...สุรทิน พิมานเมฆินทร์” อดีตส..อุดรฯ เป็นตัวแทนพรรคในเขต 4 (.เมืองอุดรธานี เฉพาะบางตำบล อ.หนองหาน และ อ.ประจักษ์ศิลปาคม)

ขวัญชัย-อาภรณ์ สาราคำ

          000 เมื่อทราบมติพรรค “ขวัญชัย” แจ้งให้ทีมงานชมรมคนรักอุดรฯ อยู่ในความสงบ เคารพมติพรรค ซึ่งในงานเลี้ยงปีใหม่ภายในอาณาจักรแดงอุดรฯ ที่บ้านหนองลีหู ขวัญชัยสุขุมมากขึ้น ไม่เหลือภาพขุนพลคนเสื้อแดงผู้แข็งกร้าว ผู้เคยประกาศ “อุดรธานีเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง” ชีวิตในเรือนจำคงให้ข้อคิดอะไรมากมายแก่อดีตโฆษกวิทยุขายครีมแก้สิวฝ้า 

           000 ฝ่ายผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้สมัครส..เขต อุดรธานีของพรรคเพื่อไทย เป็นคนสุดท้าย “...สุรทิน พิมานเมฆินทร์” ได้จัดงานบวงสรวงใหญ่เอาฤกษ์เอาชัยที่บ้านหนองขาม ถนนนิตโย สายอุดรธานีสกลนคร นัยว่าวันดังกล่าวเป็นวันคล้ายวันเสด็จมายังโลกมนุษย์ของ ท่านท้าวสุเทวมหาพรหม (เจ้าปู่จง) ซึ่งอดีต ส..เสื้อแดง “สุรทิน” นับถือเจ้าปู่จงมาประมาณ 20 ปี

...สุรทิน พิมานเมฆินทร์ อดีต ส.ส.อุดรธานี

          000 ไม่ใช่พรรคของมุสลิมมลายู “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย “...ทวี สอดส่อง” เลขาธิการพรรค จึงลุยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส..ภาคอีสาน ที่ขอนแก่น เมื่อวันก่อน โดยมี “พล...ไพฑูรย์ ชูชัยยะ” อดีตผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) เป็นแม่ทัพอีสาน

          000 อย่างที่รู้กัน “พล...ไพฑูรย์” เป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.29 ของ พล...อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน มาตั้งแต่สมัยปราบคอมมิวนิสต์อีสาน ผู้กองหนุ่ม “อดุลย์ไพฑูรย์” ประจำการที่ บก.ยุทธวิธี อ.นาแก จ.นครพนม ปักหลักต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จนได้ประดับเหรียญตรากล้าหาญ 

พล...ไพฑูรย์ ชูชัยยะ กับ พ...ทวี สอดส่อง แกนนำพรรคประชาชาติ

           000 ตีฆ้องร้องป่าวไปแล้ว กอบศักดิ์ ภูตระกูล สวมหมวกโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส..พรรคพลังประชารัฐ จ.ปทุมธานี ทั้ง เขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะเขต 2 “หมวยประเสริฐศรี ฮ้อแสงชัย” ขอลงสนามอีกครั้ง หลัง “สอบตก” ในสีเสื้อพรรคมหาชน และพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว 

ประเสริฐศรี ฮ้อแสงชัย พรรคพลังประชารัฐ 

          000 ตระกูล “ฮ้อแสงชัย” เจ้าของโรงสีฮ้อนำผลวัฒนา อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ตอนหลังได้ต่อยอดทำธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีต รับเหมาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ความมั่งคั่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตระกูล “หาญสวัสดิ์” แต่ในทางการเมืองนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเลย

สุเมธ ฤทธาคนี อดีต ส.ส. ปทุมธานี

           000 เป็นผู้แทนเมืองปทุมธานีมาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย “สุเมธ ฤทธาคนี” คิดอะไรไม่ทราบไปลาออกจากส.ลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามเพื่อไทย พ่าย “ชาญ พวงเพ็ชร์” ชนิดไม่ได้ลุ้น ทำเอา “ทักษิณ” โกรธมาก จนสุเมธต้องลาออกจากเพื่อไทย วันนี้ขอกลับมาลงสมัครส..ในนามพรรคพลังประชารัฐ เขต ปทุมธานี

ชาญ พวงเพ็ชร์ นายกฯ อบจ.ปทุมธานี

          000 สนามเลือกตั้งปทุมธานี พรรคเพื่อไทยชนะ “ยกจังหวัด” มาหลายสมัย คราวนี้ “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี ในฐานะแม่ทัพภูมิใจไทย ขอแก้มือใหม่ คัดสรรผู้สมัคร ส..เขตครบ เขตแล้ว หวังว่าศึกเลือกตั้ง 2562 “ดาวรุ่ง” ค่ายสีน้ำเงินคงได้แจ้งเกิดสักสองสามเขต 

“โกงกระจาย” เหตุ”สังคมไทย”ไร้เสรีภาพตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359739?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โกงกระจาย” เหตุ”สังคมไทย”ไร้เสรีภาพตรวจสอบ

วันที่ 22 มกราคม 2562 – 09:07 น.
ทุจริต,คอร์รัปชั่น,ตรวจสอบ,สังคมไทย
เปิดอ่าน 975 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อสภาพการเมืองไทย ถูกสังคมตีโจทย์ให้ “ติบลบ” เพราะภาพ “การทุจริต คอร์รัปชั่น” ไม่ว่าจะเกิดจากภาพใหญ่ ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ “รัฐบาล” ซึ่งส่งต่อถึงหน่วยย่อย คือ “หน่วยงานราชการ-กลไกของรัฐ”

คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้น คือ “การเมืองจะกู้ภาพ ปรับให้เป็นบวก” ได้อย่างไร และยิ่งในภาวะเปลี่ยนผ่าน ด้วยกระบวนการ “เลือกตั้ง” สิ่งที่สังคมคาดหวังมากที่สุด ผ่านผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนัก จึงหนีไม่พ้น การได้ “ผู้นำการเมือง-ผู้นำรัฐบาล” ที่ดี เข้ามาบริหารบ้านเมือง และเป็นหลักของการกำจัดกลไกที่แก้ปัญหาทุจริตได้

ก่อนจะถึง “วันเลือกตั้ง” ที่เป็นกลไกนำไปสู่การได้ผู้นำที่ดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย และศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบาย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนา ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต : วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ครั้งที่ 3″ เพื่อถกถึงแนวทาง การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทย ผ่านมุมสะท้อนของความคิด จาก 3 นักวิชาการ

“แนวทางปลูกฝัง คุณธรรม-จริยธรรม ไม่มีทางแก้โกงได้ ยกเว้นการเปลี่ยน “ทัศนคติและมุมมองของประชาชน” ที่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับตัวเอง เมื่อมีการโกงเกิดขึ้นแต่ละครั้ง”

“บรรยง พงษ์พานิช”

          – บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
“ผมแน่ใจว่า การคอร์รัปชั่น ในยุครัฐบาล “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ไม่ลดลง เช่นเดียวกับรัฐบาลยุคที่ผ่านมา การคอร์รัปชั่นไม่ลดลงเช่นกัน และผมเชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง คอร์รัปชั่นไม่ลดลงจากปัจจุบันที่เป็นอยู่”

เหตุผลที่ “โกง” ไม่ลดลง ระบบการโกงขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้มีอำนาจ ผ่านกลไกพวกพ้อง การเอื้อให้โกง จากระเบียบของรัฐที่เปิดช่อง, เปิดช่องให้ “เอกชน” ซื้อหรือจ่ายเงินเพื่อแลกกับความได้เปรียบจากการเข้าประมูลงานหน่วยงานรัฐ

ขณะเดียวกันกระบวนการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และปรับรูปแบบจากเดิมมีโครงการก่อนโกง กลายเป็น คิดกระบวนการโกงก่อน แล้วจึงตั้งโครงการ เช่น โครงการเรือเหาะ, ซื้อรถถังที่ตกรุ่น ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่มีกลุ่มที่ต้องการขายสินค้า กรณีดังกล่าวถือว่าสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างสูง

ส่วนแนวทางแก้ไข เชื่อว่าใช้แนวทางปลูกฝังคุณธรรม-จริยธรรม ไม่มีทางทำได้ ยกเว้นการเปลี่ยน “ทัศนคติและมุมมองของประชาชน” ที่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับตัวเอง เมื่อมีการโกงเกิดขึ้นแต่ละครั้ง

“ในภาวะที่ “สังคมไร้เสรีภาพด้านการตรวจสอบ” ทำให้อัตราการเกิดทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไม่ลดลง”

“วันชัย จันติวิทยาพิทักษ์”

 – วันชัย จันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการที่ปรึกษานิตยสารสารคดี
“การตรวจสอบคือ กลไกสูงสุดของการขจัดคอร์รัปชั่น ที่ผ่านมาในบรรยากาศของบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย องค์กรอิสระ, สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมมีบทบาทสูง เกิดการตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่ปัจจุบันบทบาทขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันทั้ง 6 แห่ง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งเลือก แม้องค์กรอิสระตรวจสอบดูเหมือนมีการตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่ไม่ครอบคลุมทุกฝ่าย เหมือนกับว่าถูกแทรกแซง ผมถือว่าเป็นความฉลาดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน”

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “ประเด็นการตรวจสอบทุจริต” ที่ขาดประสิทธิภาพนั้น “วันชัย” ​ตั้งข้อสังเกตโดยยกเหตุของการใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลดและให้ข้าราชการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถึง 403 คน เพราะสงสัยว่า “จะทุจริต”

นอกจากนั้นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าการทุจริตจะแก้ไขได้หลังการรัฐประหาร แต่สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นและสังคมทราบได้ คือ แนวโน้มไม่ได้ลดลง

ขณะที่บทบาทของ “สื่อมวลชน” ถูกจำกัดภายใต้คำสั่งตามมาตรา 44 ห้ามทำหน้าที่รายงานข้อมูลที่เป็นเท็จ กระทบความมั่นคง ด้วยคำนิยามที่ตีความได้กว้างขวาง ทำให้สื่อมวลชนต้องทำงานภายใต้ความปลอดภัยต่อสถานภาพของตนเอง เพราะไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาล หรือถูกหน่วยงานรัฐที่กำกับการทำหน้าที่ เรียกไปชี้แจงกรณีนำเสนอข่าวที่กระทบผู้มีอำนาจ

ดังนั้นในภาวะที่ “สังคมที่ไร้เสรีภาพด้านการตรวจสอบ” ทำให้อัตราการเกิดทุจริต คอร์รัปชั่นในประเทศไม่ลดลง

“หากให้ประชาธิปไตยทำงาน จะทำให้การตรวจสอบทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองจะร่วมตรวจสอบกันเอง”

“ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ”

 – ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“คอร์รัปชั่น มีความสัมพันธ์กับความเป็นประชาธิปไตย กล่าวคือ ในภาวะที่เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่จังหวะของการต่อสู้คอร์รัปชั่นที่ดี แต่หากให้ประชาธิปไตยทำงาน จะทำให้การตรวจสอบทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองจะร่วมตรวจสอบกันเอง”

ทั้งนี้ มีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ แม้จะบริหารผ่านรัฐบาลพรรคเดียว หรืออำนาจนิยม แต่ดัชนีคอร์รัปชั่นมีน้อย เนื่องจากรัฐบาลหรือพรรครัฐบาล ไม่ปล่อยให้เกิดคอร์รัปชั่นขึ้น เพราะจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ที่จะสะเทือนถึงการกลับคืนสู่อำนาจ หลังการเลือกตั้ง ที่ให้ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจว่า จะเลือกเข้าทำหน้าที่ในสมัยต่อไปหรือไม่​

ขณะที่ระบบราชการของสิงคโปร์ มีประสิทธิภาพ วางระบบตรวจสอบภายในที่ดี ดังนั้นหากประเทศไทยจะทำให้เหมือนประเทศสิงคโปร์​ นอกจากจะใช้การแก้ปัญหาทุจริตให้ได้แล้ว ต้องปรับระบบราชการด้วย

“สังคมไทย กับการแก้คอร์รัปชั่นต้องเปลี่ยนทัศนคติให้ได้ ก่อนออกแบบกลไกการเมืองหรือกฎหมายเพื่อแก้คอร์รัปชั่น ไม่ใช่เชื่อว่าการมีรัฐบาลที่มีอำนาจเท่านั้นจะเป็นช่องทางการลดคอร์รัปชั่น เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่าผู้มีอำนาจที่ทุบโต๊ะแก้คอร์รัปชั่น ผลลัพธ์คือการปกป้องพวกพ้องของตนเองเท่านั้น”

ขณะที่หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ “อ.ประจักษ์”​ ชี้ว่า ต้องส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย การตรวจสอบต้องแบบมีส่วนร่วม ขณะที่ภาครัฐต้องมีกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และยอมรับต่อการตรวจสอบ ขณะที่การขับเคลื่อนขององค์กรที่ต่อต้านคอร์รัปชั่นต้องขับเคลื่อนทั้งประเด็น ความเป็นประชาธิปไตย-ต้านคอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดพลังร่วม ไม่ใช่ขับเคลื่อนเรื่องต้านคอร์รัปชั่น แต่กลับไม่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย