ศึกขอบกรุง “ปุ้มปุ้ย” ฝ่าพงหนาม 2 ตระกูลดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกขอบกรุง “ปุ้มปุ้ย” ฝ่าพงหนาม 2 ตระกูลดัง

วันที่ 22 มกราคม 2562 – 08:52 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สนามเลือกตั้งฝั่งธนฯ,เสี่ยตั้น,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ปุ้มปุ้ย,นพสรัญ วรรณศิริกุล,เพื่อไทย,ไกรเสริม โตทับเที่ยง,พรรคไทยรักษาชาติ
เปิดอ่าน 3,880 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

สนามเลือกตั้งฝั่งธนฯ ที่สนุกสูสีคือ เขตเลือกตั้งที่ 24 เขตราษฎร์บูรณะ และเขตทุ่งครุ โดยพรรคพลังประชารัฐก็แอบหวังลึกๆ ว่าจะเบียดแทรกกระแสปชป. และกระแสทักษิณเข้าวินได้

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีตส.ส.กทม. เขตทุ่งครุ-ราษฎร์บูรณะ เปิดตัว “ไกรเสริม โตทับเที่ยง” เลือดใหม่ทางการเมือง และทายาทรุ่นที่ 2 ของเจ้าของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรนด์ “ปุ้มปุ้ย”

ว่ากันประสาคอการเมือง เขตเลือกตั้งชายขอบเมืองหลวงแห่งนี้ หากทายาท “ปุ้มปุ้ย” ลงสนามโดยไม่มี “เสี่ยตั้น” เป็นพี่เลี้ยง รับประกันว่า ไม่มีราคาในสนามต่อรองแน่

“ไกรเสริม โตทับเที่ยง”  พรรคพลังประชารัฐ 

นับแต่การเลือกตั้ง 2550 “เสี่ยตั้น” มาลุยสนามเขตนี้ครั้งแรก แต่พ่ายเจ้าถิ่น “ผู้ใหญ่เล็ก” สุวัฒน์ วรรณศิริกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อมามีเลือกตั้งซ่อม 2552 เสี่ยตั้นเอาชนะ จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยไปขาดลอย

เลือกตั้ง 2554 “เสี่ยตั้น ณัฏฐพล” วัดฝีมือกับลูกสาวผู้ใหญ่เล็ก “นพสรัญ วรรณศิริกุล” ค่ายเพื่อไทย ปรากฏว่าเอาชนะไปได้ฉิวเฉียด

ด้วยเหตุนี้คนหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง ไกรเสริม โตทับเที่ยง จึงถูกเลือกให้ลงสนามกรุงเทพฯ ในพื้นที่เดิมของเสี่ยตั้น

“ไกรเสริม” เป็นผู้บริหารบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมไทย ทั้งดิลิเชียส คัมพานี ลิมิเท็ด และไทย ฟู้ด ควอลิตี้ คัมพานี ลิมิเท็ด

สำหรับคู่แข่ง “นพสรัญ วรรณศิริกุล” เป็นลูกสาวของผู้ใหญ่เล็ก-สุวัฒน์ วรรณศิริกุล โดยเพิ่งยืนยันผ่านเฟซบุ๊กว่าจะลงสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ในสีเสื้อพรรคไทยรักษาชาติ

“นพสรัญ วรรณศิริกุล”  พรรคไทยรักษาชาติ 

“ผู้ใหญ่เล็ก-สุวัฒน์” เคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.บางปะกอก อ.ราษฎร์บูรณะ จ.ธนบุรี เป็นเวลา 27 ปี จากนั้นผู้ใหญ่เล็กจึงลงเล่นการเมืองระดับชาติและเป็นผู้แทนฯ มาตลอด ตั้งแต่สมัยอยู่ในพรรคประชากรไทย ไทยรักไทย และพลังประชาชน

หลังผู้ใหญ่เล็กเสียชีวิต ลูกสาว “นพสรัญ” ที่เป็น ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ ก็ลงเล่นสนามใหญ่แทน แม้จะพ่ายแพ้แก่เสี่ยตั้น ก็ลงพื้นที่โดยตลอด พร้อมทำศึกเลือกตั้ง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่สูญเสียเสี่ยตั้นไป ก็ตัดสินใจส่ง “สาทร ม่วงศิริ” อดีต ส.ก.เขตบางขุนเทียน ข้ามฟากมาลงสนามเขต 24

แม้ตระกูลม่วงศิิริจะมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งอยู่ในเขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน แต่ไม่น่ามีปัญหา เพราะเลือกตั้ง 2550 เป็นการเลือกตั้งเขตใหญ่ ส.ส. 3 คน เขตราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ บางขุนเทียน และบางบอน กลายเป็นเขต 10 สากล ม่วงศิริ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็น 1 ใน 3 ส.ส.เขตนั้น

จริงๆ แล้ว “เสี่ยตั้น ณัฐพล” อดีต ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ ก็สนิทสนมกับตระกูล “ม่วงศิริ” แต่เมื่อคนละพรรคก็ต้องพิสูจน์ฝีมือ

“สาทร ม่วงศิริ”  พรรคประชาธิปัตย์

ศึกเลือกตั้งหนนี้ตระกูล “ม่วงศิริ” ส่งคนในบ้านลงสนาม 3 คนคือ เขต 24 สาทร ม่วงศิริ เขต 25 สากล ม่วงศิริ และเขต 26 นพ.สามารถ ม่วงศิริ

รอชมการวัดพลังและบารมี ระหว่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาฯ ปชป. ผู้อาสาดูแลตระกูลม่วงศิริทั้งสามเขต

‘บิ๊กโจ๊ก’ โนแคร์..ถูกมองเตะตัดขา ‘เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359737?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กโจ๊ก’ โนแคร์..ถูกมองเตะตัดขา ‘เพื่อไทย’

วันที่ 22 มกราคม 2562 – 08:48 น.
พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,บิ๊กโจ๊ก,ทักษิณ ชินวัตร,เสื้อแดง,ชาวนา
เปิดอ่าน 5,627 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร  อินทะเกตุ 

นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักนายพลสีกากีที่ชื่อว่า “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เพราะปรากฏตัวออกสื่อแทบทุกวัน เนื่องจากเป็นมือปราบอาชญากรรม จับผู้กระทำผิดกฎหมายแทบจะทุกรูปแบบมาดำเนินคดี ทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณี่ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะในแวดวงสีกากีและคอการเมือง พ.ศ.นี้ ต่างรู้ดีว่า “บิ๊กโจ๊ก” เป็นลูกน้องคนสนิทของ “บิ๊กป้อม” ซึ่งเจ้าตัวก็พูดชัดว่า “ที่งานราบรื่นเพราะบารมีของท่าน พล.อ.ประวิตร” จึงไม่แปลกที่จะถูกจับจ้องเกี่ยวกับบทบาทในห้วงของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

การปราบปรามผู้มีอิทธิพล นายทุนปล่อยกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด ยึดโฉนดที่ทำกินของประชาชน ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบ เป็นงานใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องคืนความสุขให้ประชาชน ด้วยการคืนความเป็นธรรม นำโฉนดที่ทำกลับคืนให้ประชาชนที่เป็นลูกหนี้ และให้นโยบาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เร่งดำเนินการ ซึ่ง “บิ๊กโจ๊ก” ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญนี้ เพราะนอกจากหน้าที่หลักโดยตำแหน่งก็ยังมีบทบาทเป็นรองผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองผอ.ศปอส.ตร.) จัดกำลังนำทีมลงพื้นที่ปราบปรามด้วยตัวเอง นำโฉนดที่ดินคืนให้ชาวไร่ชาวนา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งว่ากันว่าเป็นพื้นที่ “คนเสื้อแดง” และฐานเสียงหลักของตระกูล “ชินวัตร” สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการปราบนายทุนเงินกู้นอกระบบเอาโฉนดคืนลูกนี้ เป็นปฏิบัติการหาเสียงให้รัฐบาล คสช.

แม้จะถูกวิจารณ์หรือตั้งข้อสังเกตเรื่องทำคะแนนนิยมให้รัฐบาลคสช. เพื่อหวังต่อยอดผลทางการเมืองในอนาคตของ “ลุงตู่” กับ “ลุงป้อม” แต่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ยืนยันว่า ดำเนินการไปตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลทราบดีว่านี่เป็นความเดือดร้อนเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน เพราะถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรม สิ่งที่ทำอยู่เป็นเรื่องที่ดี ทำตามหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คืนความสุข คืนความเป็นธรรมให้ประชาชน ไม่ได้มุ่งหวังผลทางการเมืองแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม คล้อยหลังปีใหม่ 2562 ไม่กี่วัน “บิ๊กโจ๊ก” ถูกแวดวงการเมืองพูดถึงอีกครั้งถึงขั้นที่ว่าเป็นปฏิบัติการ “เตะตัดขาพรรคเพื่อไทย”!? เพราะทีม ศปอส.ตร. ภายใต้การควบคุมของ “บิ๊กโจ๊ก” นำหมายศาลบุกจับ นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 จ.บุรีรัมย์ ระหว่างที่ นายพรชัย พร้อมว่าที่ผู้สมัครอีก 3 คน ได้พา “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรคลงพื้นที่พบปะประชาชนและเปิดเวทีปราศรัยนโยบายพรรคที่ อ.ลำปลายมาศ ก่อนควบคุมตัวไปที่สภ.นางรอง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายศาลในคดีเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้

สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้นายพรชัยไม่สามารถเดินทางไปขึ้นเวทีปราศรัยและพบปะประชาชนที่บริเวณศูนย์ประสานงานพรรค อ.นางรอง ที่มีพี่น้องประชาชนมารอฟังการปราศรัยได้ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึงชาวบ้าน ต่างตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะมีการเข้าจับกุมในวันที่ “เจ๊หน่อย” ลงพื้นที่พบปะประชาชนในพื้นที่ที่มีการส่งว่าที่ผู้สมัครลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้..!

“มีหลายคนโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจับกุมว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย พูดถึงผมว่าไปเตะตัดขาพรรคเพื่อไทย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่การไปกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือไปเตะตัดขาใคร เราดำเนินการตามกฎหมาย ไปจับตามหมายศาล ทำทุกอย่างตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมายหมด แต่บังเอิญผู้ต้องหาเป็นอดีตส.ส. และเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ข้าราชการ หรือแม้แต่ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ว่าจะพรรคไหน ถ้าทำผิดกฎหมายจับกุมหมด ไม่มีละเว้น ต่อให้เป็นพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนให้ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ผมก็ไม่ปล่อยไว้ถ้ากระทำผิดกฎหมาย ไม่มีเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งใครทั้งสิ้น ก็ไม่เป็นไรที่จะถูกมองว่าไปเตะตัดขา ทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายก็พอ เพราะคงไปห้ามความคิดใครไม่ได้ ใครจะรักใครเชียร์พรรคไหน ก็อยู่ที่อำนาจตัดสินใจของประชาชน ซึ่งท่านนายกฯ และรองนายกฯ ก็สั่งกำชับให้ดำเนินการด้วยความเป็นกลาง บริสุทธิ์เที่ยงธรรม” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุ

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวจะมาสวมบัตรประชาชนคนไทยใช้สิทธิ์เลือกตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” บอกว่าเรื่องนี้หายห่วงไม่ต้องกังวล เพราะสตม.ดำเนินการปราบปรามบุคคลที่โอเวอร์สเตย์เป็นศูนย์ พร้อมกำชับด่านเข้าออกประเทศ ทั้งช่องทางปกติและช่องทางธรรมชาติอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญกำลังตำรวจตม.ที่มีอยู่ทั่วประเทศต้องวางตัวเป็นกลาง สนับสนุนงานกับฝ่ายความมั่นคงทั้งของตำรวจและทหาร รวมทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งช่วงเวลาปกติก็ดำเนินการอยู่แล้ว รวมทั้งเร่งทำบัญชีบุคคลสองสัญชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ต้องทำบัญชีให้ตรงกันกับทางการมาเลเซีย โดยมีการหารือและทำข้อตกลงกับ ผบ.ตร.ของมาเลเซียไปแล้วเช่นกัน

ด้วยความที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นนายตำรวจใกล้ชิดรัฐบาล โดยเฉพาะที่ลูกน้องคนสนิท “บิ๊กป้อม” จะขยับไปไหน ทำอะไร จึงถูกฝ่ายที่อาจจะเสียผลประโยชน์ทางการเมืองจับจ้องเป็นกรณีพิเศษ..!!

“คลื่นมวลชนแม้ว” ยังรักแต่ไม่เร่าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คลื่นมวลชนแม้ว” ยังรักแต่ไม่เร่าร้อน

วันที่ 22 มกราคม 2562 – 08:39 น.
พอดคาสต์,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 697 ครั้ง

คอลัมน์…   กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

สรุปแล้ว ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ ก็คิดอะไรใหม่ไม่เป็น จึงเน้น “ต่อยอด” นโยบายประชานิยมเป็นหลัก

ยุทธศาสตร์ “ขายแม้ว ขายปู” มอบให้เป็นหน้าที่ของ “แนวร่วมคนเสื้อแดง” แจกปฏิทิน แจกข่าวความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในต่างแดนของเครือข่ายนายใหญ่ ผ่านเฟซบุ๊ก ไลน์ และทวิตเตอร์

ล่าสุด “ทักษิณ ชินวัตร” พยายามสร้างภาพจัดรายการวิทยุออนไลน์ “Good Monday” ทางแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า “พอดคาสต์” เป็นแอพที่ติดตั้งมาพร้อมกับไอโฟน ไอแพด ซึ่งคนไทยยังไม่รู้จักกันแพร่หลายเท่าไรนัก

ในแง่ฟังก์ชั่น ถ้ามองในมุมของคนจัดพอดคาสต์ หรือที่เรียกว่า “podcaster” มันคือช่องทางที่เราจะสามารถบอกเล่าพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยอาจจัดเป็นรายการขึ้นมา

ส่วนในมุมคนฟังพอดคาสต์ก็เหมือนรายการวิทยุที่เราคนไทยเคยฟังเป็นประจำในยุคสมัยหนึ่ง หากพอดคาสต์ มีเสน่ห์ตรงที่จะหยิบขึ้นมาฟังเมื่อไรก็ได้ หรือดาวน์โหลดเก็บไว้ฟังภายหลังแบบออฟไลน์

ผลสำรวจของ Edison Research สหรัฐอเมริกา ที่ว่าผู้ฟังพ็อดคาสท์ในสหรัฐ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการศึกษาและมีรายได้สูง เมื่อเทียบกับกลุ่มคนทั่วไป

พูดตรงๆ เจ้ารายการวิทยุใหม่ของทักษิณ ไม่ส่งผลสะเทือนต่อพลังมวลชนมากนักหรอก แค่เป็นลูกเล่นทางการตลาด ตอกย้ำแบรนด์ “ผู้นำแห่งอนาคต”

อันที่จริง อาวุธที่ทรงพลังของทักษิณ ยังเป็น “พลังมวลชนคนเสื้อแดง” ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2550 โดยเวลานั้น ใช้ชื่อ “คนรักทักษิณ” พร้อมกับการแจกแผ่นวีซีดีคำปราศรัยของคนไกลบ้านนับล้านแผ่น

ปี 2552 ทักษิณใช้ “สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม” เป็นเครื่องมือปลุกระดมและจัดตั้งมวลชน ซึ่งได้ก่อให้เกิด “นปก.” และแปลงร่างเป็น “นปช.” จนเกิดยุทธการแดงทั้งแผ่นดิน 2 ปีซ้อน

นอกจากนั้น “สถานีวิทยุชุมชน” ที่รัฐบาลทักษิณ ปล่อยผีให้มีการทดลองจัดตั้งวิทยุชุมชน ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเครือข่ายคนแดนไกล

ขณะเดียวกัน ทักษิณได้ใช้แอพ “สไกป์” (รูปแบบวิดีโอคอล) สื่อสารสบตากับประชาชนที่ยังรอคอยเขาอยู่เสมอ จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังใช้เมื่อถึงโอกาส

สำหรับวันนี้ “คนเสื้อแดง” ยังมีพลังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่? คำตอบคือ ความเร่าร้อนนั้นลดลงเยอะ แต่ความรักในตัวทักษิณยังมีอยู่ ซึ่งพลังเสื้อแดงถูกลดทอนโดยหลายปัจจัย
1.พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเพื่อชาติ กลายเป็นตัวแปรแชร์พลังเสื้อแดงให้กระจายไปตามกลุ่มว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคดังกล่าว

2.ความสับสนระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติ ยังมีอยู่ในหมู่คนรักชินวัตร
3.ฝ่ายความมั่นคงเกาะติด “แกนนำแดง” ทุกกลุ่ม จนกระดิกตัวยาก ขนาด “อานนท์ แสนน่าน” พยายามจะปลุกกระแสหมู่บ้านเสื้อแดงอีกรอบ ก็ยังทำได้แค่ผ่านทางเฟซบุ๊ก

4.แกนนำเสื้อแดงในต่างจังหวัด แปรพักตร์ไปอยู่พรรคการเมืองฝ่ายหนุน คสช. ส่งผลให้มวลชนระส่ำระสายพอควร

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มวลชนคนรักชินวัตร แปรเปลี่ยนเป็น “คลื่นมหาชน” อันร้อนแรงไม่ได้

เมืองน้ำดำเดือด ซุ้ม “ส.ว.หมู” ปะทะ “ป้าบุญรื่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองน้ำดำเดือด ซุ้ม “ส.ว.หมู” ปะทะ “ป้าบุญรื่น”

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 10:39 น.
เลือกตั้ง,เมืองน้ำดำ
เปิดอ่าน 4,289 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง

เมื่อครั้งกระแสยิ่งลักษณ์มาแรงสุดๆ สนามเลือกตั้งกาฬสินธุ์ เขต 1 ถือว่าเป็นสมรภูมิโหดของ “ป้าบุญรื่น” หรือบุญรื่น ศรีธเรศ อดีต ส.ส.หลายสมัย พรรคเพื่อไทย เพราะต้องเจอคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทย “ชัย คูสกุลรัตน์” อดีต ส.อบจ.เขต อ.เมืองกาฬสินธุ์ ที่มีกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นหนุน แต่ป้าบุญรื่นก็เบียดชนะไป 9,000 กว่าคะแนน

เลือกตั้ง 2562 สนามกาฬสินธุ์ มีการเปลี่ยนแปลง จำนวน ส.ส.ลดลง 1 คน จึงมีการแบ่งเขตใหม่ โดยเขต 1 ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์, อ.ร่องคำ และ อ.กมลาไสย (เฉพาะ 4 ตำบล)

วันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยกทีมใหญ่ไปช่วยปราศรัยหาเสียงป้าบุญรื่น ที่ อ.เมืองกาฬสินธุ์ เพราะรู้ดีว่า 5 เขตเมืองน้ำดำ เขตนี้เป็นพื้นที่ “สุ่มเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำ”

ฉะนั้น คุณหญิงหน่อยกับชัชชาติ จึงต้องงัดมุกเดิม “รับเงินมา กาเพื่อไทย” เรียกขวัญและกำลังใจของกองเชียร์พรรคสายนายใหญ่

หากประเมินจากการลงพื้นที่ของคุณหญิงหน่อย รู้สึกว่า กระแสยังไม่แรงเท่าสมัยยิ่งลักษณ์ เพราะมีเพียงเขต 1 และเขต 2 เท่านั้นที่มวลชนคึกคัก พอเคลื่อนไปถึงเขต 6 มีคนมาฟังปราศรัยแค่ 500 กว่าคน

ป้าบุญรื่น เป็นครูเก่า เข้าสู่วงการเมือง หลังจากสามี ครูสังข์ทอง ศรีธเรศ อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ หลายสมัยเสียชีวิต ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2544 พรรคไทยรักไทย และได้เป็น ส.ส.มาทุกสมัย

ปลายปีที่ผ่านมา คนเมืองน้ำดำรู้สึกตกใจเล็กๆ เมื่อ “นิพนธ์ ศรีธเรศ” น้องชายครูสังข์ทอง และอดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยจะลงสมัคร ส.ส.เขต 5 กลายเป็นตระกูล “ศรีธเรศ” อยู่สองพรรค

สำหรับพรรคภูมิใจไทย หวังทำศึกล้างตา จึงส่งสายแข็งลงสนามเขย่าแชมป์เก่าป้าบุญรื่น นั่นคือ “วิรัช พิมพะนิตย์” อดีต ส.ว.กาฬสินธุ์

“วิรัช” เป็นนักธุรกิจท้องถิ่น มีเครือข่ายสายวงศ์ตระกูล “พิมพะนิตย์” จนได้เป็น ส.อบจ.เขต อ.เมืองกาฬสินธุ์ และมีฉายาว่า “ส.จ.หมู” นักสู้ติดดิน
ต้นปี 2557 ส.จ.หมูลงสมัคร ส.ว. โดยได้พลังหนุนจาก ส.อบจ.กาฬสินธุ์ และอดีต ส.ส.เพื่อไทยบางคน อาทิ “กำนันหิด” ประเสริฐ บุญเรือง ทำให้วิรัชเอาชนะผู้สมัคร ส.ว.คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยไปได้สบายๆ

ปลายปี 2561 โสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย มาเปิดตัววิรัช พิมพะนิตย์ พร้อมย้ำว่า “เลือกหมูเป็น ส.ส.กาฬสินธุ์ บ้านเมืองต้องพัฒนาดีกว่านี้” ในงานนี้ ชัย คูสกุลรัตน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.หนที่แล้ว ก็มาร่วมเป็นทีมงานหาเสียงด้วย

มีรายงานข่าวว่า วิรัช พิมพะนิตย์, เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง รองหัวหน้าพรรคท้องถิ่นไท และประเสริฐ บุญเรือง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 พรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกันตามประสานักการเมือง “ไม่มีพรรค มีแต่พวก” ทำนองเตรียมการสำหรับเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นหลังเลือกตั้งทั่วไป

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เห็นท่าป้าบุญรื่น จะเหนื่อยสาหัสสากรรจ์ เมื่อเจอลีลา “ขาใหญ่ท้องถิ่น” เมืองน้ำดำ

หนาวมั้ยจ่านิว! เจอ “ป๋าชู วัดเศวต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359623?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนาวมั้ยจ่านิว!  เจอ “ป๋าชู วัดเศวต”

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 10:07 น.
จ่านิว,จ่านิว สิรวิชญ์ เสรี,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,สสนราธิวาส,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 8,300 ครั้ง

ปีที่แล้ว จ่านิวยกระดับการชุมนุมจนเป็นลมกลางวงป้าๆ มารอบนี้ยังมาเจอแนวต้าน อย่างกลุ่ม “ไม่เอาคนอยากเลือกตั้ง”  ของ “ป๋าชู วัดเศวต” เอาแล้วๆ

          000 ยกระดับอีกแล้ว “จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ประกาศเสียงดัง หากไม่มี พ...เลือกตั้ง ภายใน 24 มกราคมนี้ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จะยกระดับการชุมนุม 26 มกราคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะมีการเดินขบวนไปยังกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อทวงถามความชัดเจนจาก คสช.

          000 ว่ากันตามจริง “จ่านิว” ยกระดับมาหลายรอบแล้ว ปีที่แล้ว ก็ยกระดับจนเป็นลมกลางวงป้าๆ ถามหน่อย “จ่านิว” และ “อานนท์ นำภา” จะเอามวลชนมาจากไหน เพราะเวลานี้ แกนนำ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็แตกคอกับ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” จนฝ่ายแดงสายบันเทิง ต้องไปตั้ง “กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” มีเอกชัย หงส์กังวาน เป็นผู้นำแดนซ์ 

          000 ลำพังฝ่ายต้านกลุ่ม “จ่านิวอานนท์” ที่ใช้ชื่อกลุ่มสามัคคีก่อนเลือกตั้ง นำโดย พานสุวรรณ ณ แก้ว แนวร่วมกลุ่ม กปปสยังทำให้ “โบว์” ต้องงดร่วมกิจกรรมหนล่าสุด หากเจอ “บัญชา ปานนิวัฒน์” หรือ “ป๋าชู วัดเศวต” ที่นำกลุ่มคนฝั่งธนรักสันติ หลายร้อยคนมารวมตัวแถลงการณ์ “ไม่เอาคนอยากเลือกตั้ง” ที่ใต้สะพานสาทร ฝั่งธนบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็จะได้เห็นพลังของฝ่ายต่อต้าน

ป๋าชู วัดเศวต ไปเสียค่าปรับที่โรงพัก กรณ๊ใช้เครื่องเสียง

          000 “ป๋าชู วัดเศวต” เรียกร้องให้ “จ่านิว” กับพวกหยุดการชุมนุมเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้ง สำหรับ “ป๋าชู” หรือ บัญชา ปานนิวัฒน์ หัวหน้าข่าวอาชญากรรม หนังสือพิมพ์กะฉ่อนดอทคอม ยังเป็นประธาน อปพร.เขตคลองสาน และดูแลน้องๆ ในสังกัดกลุ่มหนึ่ง

เสื้อ FC ป๋าชู เหมือนป๋าวัน

          000 วันก่อน “ป๋าชู” เคยมีวิวาทะกับ “เสี่ยโป้” กรณีเสี่ยคนดังโทรมาท้าตีท้าต่อยเด็กป๋า ร้อนถึง “ป๋าวัน” แห่งบ้านริมคลอง เมื่อ “ป๋าชู” โทรไปถามป๋าวันว่า งานนี้ป๋าเกี่ยวข้องมั้ยป๋าวันยืนยันไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของเสี่ยโป้ จากเรื่องราวดังกล่าว สะท้อนว่า ระดับ “ป๋าชู วัดเศวต” นี่ไม่ธรรมดา 

          000 กรณี “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” แกนนำภาคใต้ของ ปชปโพสต์ข้อความปริศนาในเพจคนลุงดอทคอม ปมเก็บบัตรประชาชน ทำเอาหัวหน้าค่ายสีน้ำเงิน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดืือดดาล ต้องชักม้าออกรบ พร้อมขอให้อดีต ส..พัทลุง “เปิดเผยชื่อออกมา กล้าๆหน่อย” ก่อนหน้านี้ “นิพิฏฐ์” กับ “นาที รัชกิจประการ” แม่ทัพใหญ่ภูมิใจไทยภาคใต้ ก็เคยปะทะผ่านสื่อโซเชียล ถึงขั้นท้าสาบานกันมาแล้ว

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำ ปชป.ภาคใต้

          000 ดูอาการแล้ว “นิพิฏฐ์” ออกหวาดหวั่นเอามากๆ เพราะพรรคภูมิใจไทยเที่ยวนี้ ทำการบ้านมาดี “เจ๊เปี๊ยะ นาที” กับสามี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ กางแผนที่ปักษ์ใต้ หวังปักธงใน ชายแดนใต้ และสตูล

โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ

          000 ฟาก ปชป.สตูล จัดทัพใหม่ “นิพนธ์ บุญญามณี” เลือก “อิบรอเหม อาดำ” อดีต ส..สตูล ลงสมัคร ส..เขต ทำให้ น..อสิ มะหะมัดยังกี อดีต ส..ปชปย้ายพรรคไปอยู่ไทยรักษาชาติ ขณะที่ค่ายภูมิใจไทย ส่ง “โกโต” พิบูลย์ รัชกิจประการ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล ลงสนาม โดยมีพี่ชาย โกเกี๊ยะ ค่ายน้ำมันพีทีเป็นสปอนเซอร์

โกโต” พิบูลย์ รัชกิจประการ

          000 สถานการณ์ไฟใต้คุโชนช่วงก่อนการเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองต่างๆ ก็เดินหน้าเปิดตัวผู้สมัคร ส..กันคึกคัก ตระกูล “ยาวอหะซัน” แยกย้ายกันไปอยู่สองพรรค โดย “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส พาลูกชาย “วัชระ ยาวอหะซัน” ประธานสโมสรฟุตบอลนรา ยูไนเต็ด ลงสมัคร ส..เขต พรรคพลังประชารัฐ ส่วนลูกชายอีกคน “กูเฮง ยาวอหะซัน” ไปอยู่พรรคประชาชาติ ลงสมัคร ส..เขต ทั้ง “กูเฮงวัชระ” เคยเป็น ส..นราธิวาส พรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อสองสมัยที่แล้ว

วัชระ ยาวอหะซัน อดีต ส.ส.นราธิวาส

          000 สนามนราธิวาส ยังมีอีกพรรคที่น่าสนใจคือ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เพราะอดีต ส..นราธิวาสอย่าง “สุรเชษฐ์ แวอาแซ” และ “รำรี มามะ” ทิ้งหัวหน้าอภิสิทธิ์ และนิพนธ์ บุญญามณี มาอยู่กับลุงกำนันสุเทพ สรุปแล้ว สนามเมืองนราฯ จะสู้กันเลือดเดือดของผู้สมัคร ส.. 4 พรรคคือ ประชาธิปัตย์พลังประชารัฐประชาชาติ และรวมพลังประชาชาติไทย 

สุรเชษฐ์ แวอาแซ อดีต ส.ส.นราธิวาส

          000 สอบถามความเคลื่อนไหวทางการเมืองจากสภาร้านน้ำชา จังหวัดชายแดนใต้ ยกให้ ปชป.เป็นเต็งหนึ่ง เพราะผู้สมัครหน้าใหม่ มีคุณภาพ รองลงมาประชาชาติ คงเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของกลุ่มวาดะห์ ส่วนภูมิใจไทย และ รปชคงเบียดเจาะได้บางเขต

‘สุธรรม แสงประทุม’ภารกิจทษช.คือนำกติกาที่ถูกต้องสู่บ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สุธรรม แสงประทุม’ภารกิจทษช.คือนำกติกาที่ถูกต้องสู่บ้านเมือง

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 09:21 น.
สุธรรม แสงประทุม,ทษช,ไทยรักษาชาติ
เปิดอ่าน 388 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“ผลสำรวจที่พรรคทำไว้พบว่าชาวบ้านทุกข์กับปัญหาเศรษฐกิจ เรานำภารกิจนี้มาตั้งไว้และเดินหน้าเช่นเสนออาชีพใหม่ๆ ให้คนไทยที่ต้องสู้กับโลกวันนี้”

ไทยรักษาชาติคือพรรคที่สังคมรู้ว่าเป็นสาขาของพรรคเพื่อไทยที่แตกตัวมาเก็บแต้มตามกติกา

คนการเมืองบางส่วนแตกเซลล์จาก OAI Tower มาทำงานที่แจ้งวัฒนะ และออกเดินในพื้นที่ที่ทราบว่าร่วมกันเดิน แยกกันตี หวังโกยแต้มสะสมเพื่อให้มีโอกาสเข้าสภาผู้แทนฯมากที่สุด

ฉะนั้นคนหน้าใหม่และรุ่นเก๋าการเมืองที่มีราคาต้องมาขับเคลื่อนทษช.ให้แจ้งเกิดให้ได้ แม้วันนี้โพลล์บางสำนักยังแจ้งว่า ทษช.ยังไม่ติดหูติดตาสังคมส่วนใหญ่

การบ้านข้อนี้ ทษช.ต้องเร่งแก้เพื่อคว้าโอกาสให้ไวที่สุด

สุธรรม แสงประทุม หนึ่งในคนเดือนตุลาที่ผันตัวมาลงสนามการเมืองตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม, ไทยรักไทย และวันนี้สังกัดไทยรักษาชาติที่พร้อมจะเรียกคืนประชาธิปไตยกลับมา

สุธรรมอยู่กับนายใหญ่มาหลายสิบปีและวันนี้เกมที่นายใหญ่วางไว้มันต้องเดินหน้าไปตามกติกา และมุ่งแก้โจทย์ที่ คสช.วางหมากให้หมดทุกข้อ แม้จะยากมากก็ตาม

“เรามาอาสาแก้ปัญหาชาติ หรือสังคมจะเลือกคนที่สร้างปัญหาให้บ้านเมือง วันนี้ชาวบ้านลำบาก พวกเราต้องไปอาสา พวกเราในพรรคทำงานเป็นทีม วันนี้ คสช.ทำอะไรนอกจากแจกบัตร 500 บาท คสช.ทำลายวงจรชีวิตชาวบ้านไหม ขอถามแบบนี้”

ทษช.คือพรรคที่แยกจากเพื่อไทยตามยุทธศาสตร์และเล่นตามกติกาที่ผู้มีอำนาจระบุไว้ แต่สุธรรมเชื่อว่า ชาวบ้านชาวเมืองรับรู้ความเดือดร้อนและอยากเปลี่ยนแปลงโอกาสชีวิต ทษช.คือพรรคตระกูลเดียวกับเพื่อไทยที่จะให้โอกาสแก่ชาวบ้าน เราจะไม่ให้ชิ้นปลากับชาวบ้านครั้งเดียวแล้วขุดหลุมฝังเลย”

“วันนี้ ทษช.เดินหน้าด้วยดีตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ย้ำว่าพรรคนี้คือพรรคภารกิจ มิใช่พรรคเฉพาะกิจ

บางพรรคลอกหน้าปกสิ่งที่อดีตนายกฯ สร้างไว้ไปใช้แบบไม่ดูเนื้อใน บางพรรคที่จะลอกหน้าปกเอาไปก็ไม่เหมือน

ทษช.จะใช้วิธีจรยุทธ์โจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งและขายจุดแข็งของเรา ทษช.ปรับตัวให้เข้าสถานการณ์และขยายพื้นที่ของตัวเอง แม้ ทษช.จะอยู่มุมเสียเปรียบ ผมเป็นนักการเมืองมองว่าวันนี้ ทษช.โอกาสดีขึ้นเหมือนการลงทุนที่คุ้มค่า ตอนนี้รอดูว่าพวกเราจะนำแต้มออกจากคูหาได้แบบใด

ผลสำรวจที่พรรคทำไว้พบว่าชาวบ้านทุกข์กับปัญหาเศรษฐกิจ เรานำภารกิจนี้มาตั้งไว้และเดินหน้าเช่นเสนออาชีพใหม่ๆ ให้คนไทยที่ต้องสู้กับโลกวันนี้ แม้แต่ระบบสุขภาพวันนี้ต้องใช้ไอทีช่วยดูแล

ภารกิจของ ทษช.คือ นำการปกครองที่ถูกกติกากลับคืนสู่บ้านเมืองให้สังคมโลกยอมรับ วันนี้อดีตนายกฯ ทั้งสองท่าน (ทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เดินสายประสานงานทั่วโลกเพื่อให้สินค้าของไทยไปขายได้ เราทำงานแบบไม่เลี้ยงไข้เหมือนบางคนที่ทำอยู่ในวันนี้ เศรษฐกิจทั่วไทยมันแย่มาก แนวทางที่พวกเราต้องเดินให้ทันโลกคือกำจัดขยะ แต่วันนี้ผู้ปกครองบางคนทำเหมือนซุกขยะไว้

คสช.วันนี้ไม่รู้จักตัวเอง ไม่ประมาณตน ทำตัวคร่อมเลน ทำลายประชาธิปไตย ทำลายองค์กรอิสระ บางครั้งมีการอ้างว่าอดีตนายกฯ ทำลายบ้านเมือง แต่ผมขอถามว่าวันนี้คสช.ทำลายมากกว่า

การบอกเลื่อนเลือกตั้ง บอกแบบนี้มากี่หน บอกกับผู้นำโลกมากี่ครั้งว่าจะมีเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็เลื่อน แบบนี้จะชัดเจนอย่างไร บ้านเมืองวันนี้ล้าหลังมาก คสช.สร้างระบบมาทำลายชาติ บ้านเมืองเจ็บป่วยมาหลายปีแล้ว ขอให้ คสช.ยุติบทบาทเถอะ

“เรายืนฝั่งประชาธิปไตย การเมืองวันนี้ที่ คสช.ยืดเวลามันน่าเกลียด บางพรรคที่คสช.หนุนหลังก็ใช้วิธีน่าเกลียด คสช.ไปกระทำบางอย่างกับบางพรรคมันก็น่าเกลียด วันนี้ควรใช้หลักสากล”

คนบางคนในบางพรรคใช้วิธีแก๊งสเตอร์ หาเสียงกันแบบปลอมๆ หลอกสังคมแบบนี้ สังคมรับรู้หมด

หาเสียงปลอมๆ แบบใดที่กล่าวถึง

“อาทิ จะให้ ส.ป.ก.เป็นโฉนด คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ สังคมรับรู้ว่าที่ผ่านมาเกี่ยวข้องอะไรกับวิกฤติต้มยำกุ้ง คนแบบนี้ คสช.ไปเอามาร่วมงานได้เช่นใด”

การลงสนามต้องชนกับเพื่อไทย จะทำแบบใด

“เราต้องทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ประโยชน์ที่สุด เรามาจากครอบครัวเดียวกันก็ต้องสู้ การเลือกตั้งคราวนี้คือภารกิจพิเศษ เราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแต่มีภารกิจ”

ประเมินแล้วจะได้กี่เสียง

“ยังไม่ทำเพราะกติกาวันเลือกตั้งยังไม่ออกมา วันนี้คู่แข่งยังปกครอง เราทำอะไรก็อาจโดน แต่วันนี้สังคมรู้แล้วว่าพวกเรามาช่วยไม่ให้ทุกอาชีพพัง ไม่ให้ประชาธิปไตยถอยหลัง

พรรคใหม่เกิดเยอะ วันนี้ ทษช.ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

มุมมองส่วนตัว คสช.กำลังจะเข้าวงจร รสช. ชาวบ้านไม่ยอมรับ เพราะการกระทำที่ผ่านมาของ คสช.และบางพรรคที่ทำในวันนี้”

การบอกว่าชาวบ้านไม่ยอมรับคนการเมืองที่ไปสังกัดพรรคที่ คสช.หนุนนั้น บางคนเคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยจนถึงเพื่อไทย ทำไมวันนั้นรับคนการเมืองพวกนี้มาสังกัด

“บอกว่าคนพวกนี้เคยมาขออาศัยพวกเรา ตอนนั้นหวังว่าคนบางคนจะกลับใจและมีกติกาคุมความประพฤติ เราให้โอกาสพวกเขาเพราะมองว่าบางเรื่องคนพวกนี้ทำงานได้ มันเหมือนเชื้อโรคที่ต้องมีวัคซีนคุมไว้ วันนี้เชื้อโรคไม่ตาย พวกเราหวังว่าชาวบ้านจะกักเชื้อโรคแบบนี้ไม่ให้กระจาย
ทษช.จะช่วยชาวบ้านสร้างวัคซีน พวกเราฟังทุกคนแล้วนำมาเสนอเป็นทางออกเพราะคนคิดและหวังดีกับบ้านเมืองมีเยอะ”

ปรับเปลี่ยนการคมนาคม แก้ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359619?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับเปลี่ยนการคมนาคม แก้ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 08:36 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นละอองขนาดเล็ก
เปิดอ่าน 1,279 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้สร้างความตื่นกลัวเรื่องอันตรายและความตื่นตัวเกี่ยวกับวิธีการรับมือป้องกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อหน้ากากและผ้าปิดหน้าจนขาดตลาด ไปจนถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดเวทีแสดงทัศนะโดยคณาจารย์และนักวิชาการในหัวข้อ “จุฬาฯ ฝ่าวิกฤติรับมือฝุ่น PM 2.5” เพื่อไขข้องใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยระบุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 ขึ้นในขณะนี้ว่ามาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากสภาพอากาศในช่วงเปลี่ยนฤดู ไม่มีลมพัด ฝุ่นจึงไม่ระบายออกเหมือนในช่วงเวลาอื่นๆ รวมถึงการปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่นคลุ้ง แต่ต้นตอหลักของปัญหามาจากการคมนาคมและการขนส่ง

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันขนส่ง จุฬาฯ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าสาเหตุหลักของฝุ่นใน กทม. มาจากการจราจรในเมือง โดยฝุ่นจะเกิดจากการเผาผลาญไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์รถ พบมากสุดในเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะรถยนต์เก่าที่ขาดการบำรุงรักษาและปล่อยควันดำ

“การบำรุงรักษาเครื่องให้อยู่ในสภาพดี ติดตั้งตัวกรองท่อไอเสียช่วยลดมลพิษได้ เพราะนอกจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยังมีพวกแก๊สอื่นๆ ที่รถยนต์ควันดำปล่อย ดังนั้นผมจึงอยากให้ไปดูดัชนีคุณภาพอากาศด้วยว่ามีระดับความรุนแรงแค่ไหน มากกว่าจะห่วงเฉพาะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เพียงอย่างเดียว”

อาจารย์มาโนชมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ปัญหาในระยะสั้น คือการลดการเดินทางของคนในเมืองและการขนส่งสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลในช่วงอากาศวิกฤติ หรือ เปลี่ยนมาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่เร่งด่วนในระยะถัดมา คือความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รวมทั้งการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์เพื่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ

“การสร้างระบบขนส่งที่เป็นระบบแก้ปัญหาได้ถึง 2 อย่าง ทั้งเรื่องการลดมลพิษและการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด แต่ทุกวันนี้ปัญหาขนส่งสาธารณะที่เห็นได้ชัดคือรถเมล์ไทยเก่ามากและปล่อยควันดำเยอะมาก แต่แทบไม่ได้รับความสนใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับกรณีปัญหาของแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ และรถตู้”

อาจารย์มาโนชชี้ว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนหลากหลายรูปแบบในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้านจนถึงก้าวสุดท้ายที่จุดหมายปลายทาง โดยเฉพาะการพัฒนารถโดยสารประจำทางซึ่งเป็นระบบขนส่งที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมผู้โดยสารจากบ้าน สู่ระบบขนส่งมวลชนรูปแบบอื่นๆ

“แต่ปัญหาคือรถเมล์ไทยไม่น่าใช้ คนเลยไปขับรถยนต์แทน รถ ขสมก.เก่ามาก มีปัญหาจัดซื้อจัดจ้าง ติดกฎระเบียบทำให้เดินต่อไม่ได้ ส่วนรถร่วมก็ถูกรัฐควบคุมราคาค่าขนส่ง ไม่ยอมให้ขึ้นค่าโดยสารขณะที่ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่มีเงินมาปรับปรุงรถ รถก็เน้นวิ่งเร็วเพื่อทำรอบหาลูกค้า เห็นแบบนี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากใช้”

อาจารย์มาโนชชี้ว่าขณะนี้ปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ยังเป็นสถานการณ์ที่รอการคลี่คลาย เช่น รออากาศเปิด มีลมพัดฝุ่นออก หรือมีฝนช่วยลดปริมาณฝุ่นในอากาศ แต่ถ้าหากรัฐบาลและประชาชนไม่ลุกขึ้นมาร่วมแก้ไขปัญหาในระยะยาว ปัญหานี้ก็จะกลับมาปรากฏเช่นเดิมเรื่อยๆ ในช่วงเวลาเดิมของทุกปี

การแก้ปัญหาระยะยาว จำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ต้องตระหนักว่าปัญหาฝุ่นเป็นปัญหาของทุกคน ต้องปรับพฤติกรรมใหม่ เช่น การส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้เดินทางโดยไม่ใช้เครื่องยนต์ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ หรือใช้รถจักรยาน การเดินเท้า ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาเมืองให้เอื้อต่อการเดินบนทางเท้าที่ดีกว่านี้

นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง เช่น การส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็มีการนำนวัตกรรมอย่างรถยนต์ไฟฟ้าหลายรูปแบบมาใช้สัญจรในมหาวิทยาลัยแล้ว เพื่อเป็นแนวทางการเดินทางที่ประหยัดพลังงานและไม่สร้างมลภาะแก่สิ่งแวดล้อม

“มองในเชิงสิ่งแวดล้อม รถไฟฟ้าสร้างมลพิษน้อยกว่ารถสันดาปหรือรถยนต์ทั่วไปอยู่แล้ว แต่ก็พูดยากเพราะไทยเองก็เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของรถสันดาป เรามีรถยนต์สันดาปเยอะ เรื่องนี้เลยต้องชั่งน้ำหนัก แต่การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยฝุ่นควันบนท้องถนน”

เตรียมดันสารพัดปัญหา’เกาะเสม็ด’เป็นวาระแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359618?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมดันสารพัดปัญหา’เกาะเสม็ด’เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 08:35 น.
เกาะเสม็ด,วาระแห่งชาติ
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สารพัดปัญหาบนเกาะสวาทหาดสวรรค์ อย่าง“เกาะเสม็ด” เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังติดอันดับโลกของ จ.ระยอง แต่มีปัญหาหลายอย่างที่รอการแก้ไข ซึ่งยืดเยื้อยาวนานมากว่า 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแนวเขตของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้านและผู้ประกอบการ รวมถึงปัญหาค่าน้ำประปาที่แพงหูฉี่ เนื่องจากโครงการวางท่อน้ำประปาใต้ทะเลไปสู่เกาะถูกคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะทำให้ทรัพยากรใต้ทะเลเสียหาย ทำให้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องลงพื้นที่เพื่อสะสางทุกปัญหา พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันเสนอและรับฟังความเห็นแนวทางแก้ไขปัญหา อาทิ ตัวแทนจาก จ.ระยอง ตัวแทนจากกรมธนารักษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเกาะเสม็ด-เขาแหลมหญ้า ตัวแทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดระยอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมหารือ

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายอธิ อนันตศิลป์ เจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโสระดับสูง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อธิบายว่า การเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาบนเกาะเสม็ดที่ยืดเยื้อมาตลอดหลายปีมาพูดคุยกัน เพื่อหาแนวทางร่วมกันยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้มาหาว่าใครเป็นฝ่ายผิด แต่ต้องการข้อมูลจากหน่วยงาน เพื่อนำข้อเสนอไปพิจารณาแก้ไขทั้งปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนและปัญหาน้ำประปาราคาแพง และจะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการลงพื้นที่คราวนี้นำเสนอต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยจะลงพื้นที่อีกครั้งในวันที่ 29 มกราคมนี้ และจะพยายามยุติมหากาพย์ปัญหารอบด้านบนเกาะแห่งนี้ให้ได้

ด้าน นายธีรวัฒน์ สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบนเกาะเสม็ดนั้น เกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนในการกำหนดเขตพื้นที่ให้ชัด ว่าเป็นของหน่วยงานใดกันแน่ เพราะส่วนหนึ่งเป็นของกรมธนารักษ์ และอีกส่วนเป็นของกรมอุทยานฯ ซึ่งต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติบนเกาะบางส่วนไว้ จึงทำให้เกิดปัญหาติดขัดในส่วนของอำนาจของเจ้าหน้าที่

“ปัญหาเกาะเสม็ดที่เกิดขึ้นมานาน อาจจะเกินอำนาจของจังหวัดระยองในการเข้าไปแก้ไขแล้ว จึงต้องให้หน่วยงานระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทางจังหวัดอยู่ภายใต้สังกัด มาร่วมพูดคุยกันเพื่อหาทางออกในการพัฒนาเกาะเสม็ดให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาะเสม็ดเสียโอกาสในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมากกว่าเดิม สำหรับโครงการวางท่อน้ำประปาไปยังเกาะ ซึ่งทางจังหวัดระยองเองก็มีความพร้อมในการเดินหน้าโครงการนี้เต็มที่ แต่สุดท้ายก็ต้องมาติดกับข้อกำหนดของบางหน่วยงาน” รองผู้ว่าฯ ระยอง ระบุ

ขณะที่ นายประยูร พงษ์พันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเกาะเสม็ด-เขาแหลมหญ้า ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไข หากเป็นไปตามบทกฎหมายพระราชกฤษฎีกา ปี 2524 ก็คงจะไม่เกิดปัญหาขึ้น ทั้งปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อน และปัญหาการเดินหน้าโครงการวางท่อน้ำประปา ซึ่งเราต้องว่ากันตามกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

ดูเหมือนว่าปัญหาที่คาราคาซังบนเกาะเสม็ดที่สะสมมานาน โดยเฉพาะปัญหาระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อปัญหาถูกหยิบยกมาถกกันแบบจริงจังระดับชาติก็อาจจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เกาะเสม็ดน่าจะปลดล็อกปัญหาและเดินหน้าพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลนัก..!!

ทักษิณครอบงำพรรค? กกต.ต้องชัดยุบไม่ยุบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณครอบงำพรรค? กกต.ต้องชัดยุบไม่ยุบ!

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 08:02 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 1,350 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

ข่าวการครอบงำพรรคการเมืองที่อาจจะส่อไปในทางขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กลับมาอีกครั้ง เมื่อ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช. = ทักษิณ ชินวัตร) เปิดประเด็นว่า ถูกเจ้าหน้าที่จาก กกต. เรียกสอบถามข้อมูลที่เขาเดินทางไปพบทักษิณ ชินวัตร ในต่างแดน กกต.กำลังตั้งประเด็นการที่บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำหรือบงการพรรคการเมือง ซึ่งจะเข้าข่ายขัดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 29 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใด อันเป็นการควบคุม ครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม” และหากกระทำตามมาตรา 29 ดังกล่าว อาจมีโทษยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 ในกฎหมายเดียวกัน

ประเด็นการสอบข้อเท็จจริงการครอบงำพรรคการเมืองนั้น กกต.ตั้งคณะทำงานสอบสวนตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินไล่ส่งสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่กำลังจะย้ายพรรคออกไปเมื่อกลางปีที่ผ่าน พร้อมระบุว่า มีคนใหม่ๆ รอลงเลือกตั้งแทนและขออวยพรให้คนที่ออกไป “ไปดีเถอะนะ…”

คณะทำงานดังกล่าวยังไม่ได้ยุติเรื่อง และมีเรื่องใหม่มาสมทบ รวมทั้งประเด็นการเรียกร้องของพรรคไทยรักษาชาติ ที่จะ “เอาทักษิณกลับบ้าน” เช่นเดียวกับที่ ยงยุทธ ติยะไพรัช กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ที่รณรงค์ในการปราศรัยว่า “เลือกเพื่อชาติ เพื่อเอาทักษิณ กลับบ้าน”

พฤติกรรมที่ต่อเนื่องของพรรคการเมืองเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร มีร่องรอยบ่งชี้ทั้งวัตถุประสงค์และการดำเนินการของพรรค ที่ “เพื่อทักษิณ” ก็น่าจะเพียงพอในการเป็นเหตุจูงใจในการก่อตั้งและครอบงำพรรคการเมืองที่ส่อไปในการขัดต่อพระราชบัญญัติพรรคการเมือง

ดังนั้น กกต.ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมและกำกับพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย ต้องมีความกล้าและความชัดเจนในการสอบสวนและชี้มูล เพื่อส่งหรือไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าสมควรยุบพรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

ยิ่งการเปิดเกมรุกครั้งใหม่ด้วยการจัดรายการ Good Monday ของทักษิณ ชินวัตร ที่เริ่มต้นเมื่อจันทร์ที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา เจตนาเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากการช่วยเหลือพรรคในเครือข่ายต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอย่างมิต้องสงสัย ยิ่งสะท้อนได้ชัดว่า ทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองเหล่านี้

กกต.จะปล่อยให้ทั้งพรรคการเมืองในเครือข่ายและคนอยู่เบื้องหลัง ทำผิดกฎหมายแล้วลอยนวล สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไม่ได้ หาก กกต.ทั้ง 7 เพิกเฉย จงระวัง! จะมีคนไปร้องว่า กกต.จงใจปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

จำได้หรือไม่ว่า กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และคณะ ถูกจำคุกในความผิดตามกฎหมายนี้มาแล้ว จงดูบทเรียนให้ดี…

หอมกลิ่น ‘มาลีฮวนน่า’ สายเขียว”มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หอมกลิ่น ‘มาลีฮวนน่า’ สายเขียว”มาแรง

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 10:55 น.
กัญชา,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 2,378 ครั้ง

ตอนแรกหลายพรรคเงียบๆ ด้วยอาจติดล็อกทางการเมืองไม่เปิดทางให้มากนัก  มาวันนี้เมื่อทางภาครัฐได้ปลดล็อกกัญชา และปลดล็อคหาเสียง ก็ได้เวลาลุยไม่ยั้ง เมากันยังพี่น้อง!

คงจำกันได้ ตอนที่ “พรรคกัญชากู้ชาติ” ตั้งขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่าประชาชนคนสายเขียวนั้น ต้องการให้มีพรรคการเมืองหยิบยกเอาเรื่องกัญชาเสรีมาทำเป็นนโยบายจริงจังเสียที

ตอนแรกหลายพรรคก็ยังเงียบๆ ด้วยอาจติดล็อกทางการเมืองที่มาตรา 44 ยังไม่เปิดทางให้ทำอะไรได้มากนัก

มาวันนี้เมื่อทางภาครัฐได้ปลดล็อกกัญชา โดยให้กัญชาและกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 สามารถนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสามารถนำไปใช้รักษาโรคภายใต้การควบคุมและดูแลทางการแพทย์ได้

ไล่ๆ กับที่ได้ปลดล็อกการเมืองให้เริ่มหาเสียงได้ บรรดานักการเมืองที่กำลังอยู่ในช่วงทำคะแนน ก็นำเรื่องกัญชาเสรีมาพูดกันฟุ้งหลายต่อหลายพรรค

โดยนอกจาก พรรคภูมิใจไทย” ที่เปิดตัวยิ่งใหญ่ไปแล้ว หรือ พรรคสร้างชาติ” ที่มี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ตัวจริงสายเขียวอีกคนเป็นกองหนุนอยู่ พรรคที่เหลือก็มีการพูดเรื่องนี้เช่นกัน

อย่างกลุ่ม New Dem พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ปีก่อน หมอเอ้ก “นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์” ได้เสนอแนวคิดการเปิดการค้ากัญชาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด และเสนอให้รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตและสกัดสารของกัญชาออกมา โดยรัฐควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัย ส่งเสริมสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ปกป้องสิทธิบัตร และเปิดตลาดกัญชาโลกให้ไทยมีมาตรฐานทัดเทียม

ล่าสุดผู้ใหญ่ในพรรคอย่างหัวหน้ามาร์ค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็เพิ่งออกมาพูดบ้างในท่วงทำนอง สนับสนุนให้มีการใช้ในทางการแพทย์ แต่ต้องไม่มีการผูกขาดด้วยการให้สัมปทานหรือให้สิทธิบัตร จนเป็นการตัดโอกาสของประชาชน แต่ผู้ปลูกต้องควบคุมด้วยว่าใช้ทางการแพทย์หรือเพื่อส่งออกเท่านั้น ซึ่งหากนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์อย่างเดียวก็คงไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการใช้โดยเสรี เพราะผู้ปลูกต้องป้อนให้แก่การแพทย์ หรือส่งออก

หรือ พรรคอนาคตใหม่ โดย คริส โปตระนันทน์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 กทม. โพสต์เฟซบุ๊ก Chris Potranandana ระบุว่า กัญชาเพื่อการส่งออกคือทางรอดของเกษตรกรไทย ช่วงปลายปีก่อน

“ในประเทศไทยกัญชายังผิดกฎหมายในทุกๆ แง่ ไม่ว่า การนำเข้า ส่งออก การใช้ การบริโภค การครอบครอง หรือแม้แต่การใช้เพื่อการแพทย์ กฎหมายที่ล้าหลังเหล่านี้จะทำให้เราพลาดกับกระแสโลกครั้งนี้อีกครั้ง หากเราแก้กฎหมายนี้สำเร็จอีก 10 ปีถัดไป ประเทศต่างๆ ก็อาจจะชิงลงทุน ชิงวิจัย ชิงตลาดไปหมดแล้ว”

ขณะที่ พรรคกรีน โดย “พงศา ชูแนม” หัวหน้าพรรคที่ออกมาแสดงจุดยืนว่า “กัญชา-กระท่อม” รวมทั้งพืชอื่นๆ ต้องได้สิทธิ และไม่โดนยัดเยียดข้อหาให้เป็นพืชผิดกฎหมายไม่ว่ากรณีใดๆ

โดยรายนี้ยังอ้างว่าได้หารือกับ “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ในประเด็นนี้ ช่วง 9 มกราคมที่ผ่านมาอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีพรรคอื่นๆ อีกหลายพรรค เช่น พรรคเสรีรวมไทย “ธีรวิทย์ จารุวัฒน์” กรรมการบริหารพรรค ก็พูดแตะเรื่องกัญชาไว้ว่าต้องทำให้เสรีจริง

          พรรคพลังธรรมใหม่ ที่หัวหน้าพรรค “นพ.ระวี มาศฉมาดล” ก็ได้พูดเรื่องการเสนอให้ปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ในการแพทย์มาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน

และยังมี “ธนพร ศรียากูล” หัวหน้าพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย ที่กล่าวในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ชูนโยบายให้เกษตรกรปลูกกัญชาแทนพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและยางพารา

เท่าที่มีในหน้าข่าวก็จะประมาณนี้ หากแต่ที่เห็นพูดดังฟังชัดที่สุด หนีไม่พ้นพรรคใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน ที่เอาเรื่องกัญชาขึ้นจอใหญ่เท่าบ้านขนาดนั้นเป็นหลักฐาน พยานเห็นกันหมด

ที่แน่ๆ ไม่ว่าสายลมแห่งพืชพันธุ์สีเขียวชนิดนี้จะพัดกระหน่ำอยู่ในพายุน้ำลายของนักการเมืองไทยรุนแรงขนาดไหน ในทางปฏิบัติจะเกิดได้จริงหรือไม่ น่าจะว่ากันใหม่อีกที