‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’สมบัติของคนไทยชิ้นสุดท้ายที่ต้องรักษาไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’สมบัติของคนไทยชิ้นสุดท้ายที่ต้องรักษาไว

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 10:40 น.
นพเรวัต วิศรุตเวช,พรรคเสรีรวมไทย,โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค,โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,บัตรทอง
เปิดอ่าน 2,472 ครั้ง

โดย… สมัชชา หุ่นสาระ

“สิ่งที่จะทำให้โครงการนี้ (30 บาท) ยั่งยืนคือใช้งบประมาณปกติ โดยไม่ต้องอิงภาษีบาป รัฐบาลต้องทำให้โครงการยั่งยืนและเดินหน้า โดยจัดสรรงบปกติจากกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นมากนักมาใช้ เช่น งบกระทรวงกลาโหมบางส่วน”

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ “โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” (บัตรทอง) คือโครงการที่ครองใจชาวบ้านในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา หลังเริ่มดำเนินโครงการเมื่อปี 2545 เนื่องจากเป็นโครงการที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนโดยตรง ทำให้ประชาชน 48 ล้านคนทั่วประเทศมีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับ เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง จากแต่เดิมมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เข้าไม่ถึงการรักษา รวมถึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบภาวะล้มละลายจากภาระค่ารักษาพยาบาลนี้

“นพ.เรวัต วิศรุตเวช” อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ และเคยผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นผู้ได้รับเสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาแล้ว แต่ต้องวืดจากเก้าอี้นี้เพราะบางเหตุผลทางการเมืองที่เจ้าตัวมิอยากเอ่ยถึง

วันนี้ นพ.เรวัต สวมเสื้อ “พรรคเสรีรวมไทย” ลงทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคดูแลงานด้านสาธารณสุขและสังคมให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้อย่างไร

“ผมรับราชการในกระทรวงสาธารณสุข รักษาคนไข้มาเยอะ คำหนึ่งที่แสลงใจผมมากในตอนนั้นคือ คนไข้หรือผู้ป่วยอนาถา เพราะคนจนที่ยากไร้เวลารับการรักษาพยาบาลไม่มีเงินชำระ โรงพยาบาลนั้นๆ ต้องรักษาฟรี

เมื่อโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นเมื่อปี 2544-2545 โดยนำรูปแบบ “โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” มาดำเนินการ ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมดำเนินการโครงการนี้จนคำว่าคนไข้อนาถาหายไป เพราะสิทธินี้ให้คนไทยทุกคนตั้งแต่ร่ำรวยจนถึงยากไร้ ความเสมอภาคตรงนี้คือสิทธิที่คนไทยต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาล หลายคนรอดจากการเสียชีวิตและหายจากโรคร้าย”

นพ.เรวัติ บอกว่า ตอนนั้นสู้กันหนักเพราะงบประมาณน้อย แต่วันนี้ดีขึ้นแต่ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้ที่โครงการนี้ และเป็นเหตุผลที่องค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกชี้ว่ามันคือการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศและเป็นตัวอย่างที่หลายชาติมาดูงาน โดย นพ.จิม ยองคิม ผอ.ธนาคารโลก บอกว่า บัตรสามสิบบาทลดความยากจนในประเทศ และ พญ.มากาเร็ต ชาน ผอ.องค์การอนามัยโลก ก็ชื่นชมความสำเร็จของโครงการนี้

ดังนั้นบ้านแพ้วโมเดลต้องต่อยอดให้คลุมทั้งประเทศ พรรคมองว่าบัตรสามสิบบาทลดจำนวนครัวเรือนที่ต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วยปีละกว่าแปดหมื่นครัวเรือน ถือว่าไม่น้อยเลย เพราะที่ผ่านมาคนยากจนหากเจ็บป่วยหนัก บางคนต้องจำนอง จำนำ ขายสินทรัพย์เพื่อรักษาตัวจนหมดตัวและล้มละลาย แต่เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นชาวบ้านจำนวนมากไม่ต้องทุกข์เลย

“โครงการนี้ผมมองว่าเลิกไม่ได้ และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลกำลังพิจารณาโครงการนี้ว่าควรดำเนินการต่อหรือไม่ หรือจะมีการแก้ไขบางอย่างไม่ให้เหมือนเดิม จุดยืนของพรรคคือเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ต่อสวัสดิการของประชาชนและสังคม โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลที่ต้องขยายผลให้มากกว่าและครอบคลุมการรักษาโรคอื่นๆ ที่มาตรการนี้ยังไปไม่ถึง ประสบการณ์ที่ผมติดตัวมาจากการรับราชการที่จะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ต่อไปในนามพรรคคือ คำว่าคนไข้อนาถาต้องไม่กลับมาอีก เพราะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือจะเรียกว่าบัตรทอง หรือบัตรสามสิบบาทรักษาทุกโรคก็ตาม มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายของคนไทย และไม่ใช่สมบัติของพรรคใดๆ”

หมอเรวัติ กล่าวอีกว่า สภาวะในวันนี้ในด้านสาธารณสุขตั้งแต่ คสช.เข้ามาพบว่าการให้บริการด้านนี้ไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งที่พรรคและตนจะผลักดันหากได้โอกาสเข้าไปทำหน้าที่หลังการเลือกตั้งคือ ต่อยอดโครงการนี้ให้ดีขึ้น ตอนนี้ตั้งชื่อเล่นไว้ว่า โครงการ 30 บาท+ (30 บาทพลัส) เพราะชาวบ้านได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้น โดยจะครอบคลุมการรักษาโรคอื่นๆ เพิ่มขึ้น ลดความแออัดในสถานประกอบการสาธารณสุข วันนี้หากไปดูโรงพยาบาลต่างๆ คนไข้มาเยอะ หากเรานำระบบไอทีและออนไลน์มาใช้ เช่น จองคิวล่วงหน้าที่จะพบแพทย์ผ่านระบบแอพพลิเคชั่น แทนที่จะมากดบัตรคิวตั้งแต่เช้ามืด ลดความแออัดไปได้เยอะ ประหยัดเงินและเวลาของชาวบ้านที่เสียไป รวมทั้งการติดตามคำวินิจฉัยหรือคำรับรองของแพทย์ที่จะให้คนไข้ก็ให้ใช้วิธีแจ้งผ่านระบบออนไลน์ไป ง่าย สะดวก เร็ว ประหยัด ลดขั้นตอน

นอกจากนี้สร้างระบบไกล่เกลี่ยและเยียวยาในความผิดพลาดจากการรักษาพยาบาลที่มีเหตุสุดวิสัย การดูแลบุคลากรในระบบ เพราะวันนี้บุคลากรสาธารณสุขทำงานเยอะมาก ควรปรับระบบสวัสดิการและค่าตอบแทนเพื่อจูงใจให้พวกเขาทำงานด้วยความสุขเพื่อมิให้อัตราสมองและแรงงานไหลออกไปยังเอกชน รวมทั้งให้ภาคประชาชนมีส่วนกำกับการบริหารโรงพยาบาลในพื้นที่ และให้ผู้บริหารโรงพยาบาลมีอิสระในการบริหารงานโรงพยาบาลของตัวเอง โดยยึดรูปแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ที่ต้องนำรูปแบบโครงการนี้มาดำเนินการใหม่ให้ดีและครอบคลุม

รวมทั้งปรับระบบการจ้างงานในกระทรวงใหม่ให้รองรับการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในระบบ ตรงนี้จะสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงมีกำลังใจในการทำงานและปรับปรุงระบบห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งของภาคเอกชนและรัฐ โดยให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อไม่ให้คนไข้ฉุกเฉินรอการรักษาที่ยาวนาน พูดง่ายๆ ระบบต่างๆ ในข้างต้นต้องเดินคู่กันไป

“หากถามว่าเหมือนรื้อระบบกระทรวงและต้องใช้งบเพิ่ม ขอตอบว่าอาจจะเป็นแบบนั้น แต่พรรคมีวิธีในการบริหารจัดการ ผมผ่านงานบริหารระดับสูงในกระทรวงมาหลายปี ขอชี้แจงว่าสิ่งที่จะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนคือใช้งบประมาณปกติ โดยไม่ต้องอิงภาษีบาป รัฐบาลต้องทำให้โครงการยั่งยืนและเดินหน้า โดยจัดสรรงบปกติจากกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นมากนักมาใช้ เช่น งบกระทรวงกลาโหมบางส่วน เป็นต้น หากทำได้โครงการนี้จะช่วยคนไทยได้มากขึ้น”

“เร็วๆ นี้ จะเปิดนโยบายด้านนี้ที่ต้องต่อยอดโครงการนี้ เพราะผมมองว่าสุขภาพของคนไทยคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาชาติ คนของเราต้องมีสุขภาพดี ปัญหาอื่นๆ จะลดลงไปตามลำดับ ย้ำว่าจุดยืนของพรรคและผมคือโครงการนี้คือสมบัติของคนไทยชิ้นสุดท้ายและต้องรักษา รวมทั้งต่อยอดให้ดีขึ้นๆ ไป”

งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขปี 2561 จำนวน 262,439.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.72
กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 126,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.84
เหมาจ่ายรายหัว 3197.32 บาท ประชากร 48.797 ล้านคน

‘อาทิตย์’ หนุน ‘พรรคสร้างชาติ’ ปลดล็อคกัญชา ต้องเสรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อาทิตย์’ หนุน ‘พรรคสร้างชาติ’ ปลดล็อคกัญชา ต้องเสรี

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 09:55 น.
ดรอาทิตย์ อุไรรัตน์,กัญชา,เสรีกัญชา,นโยบายพรรคการเมือง,หาเสียง,โฆษณาหาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 2,807 ครั้ง

ปมร้อนๆ เรื่องกัญชา ที่เจ้าของเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ระบุว่า “เผด็จการไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พวกขายชาติน่ากลัวที่สุด” มันอะไรยังไง

อีกคนที่พูดเรื่องกัญชา และพูดมาพักใหญ่แล้ว คือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต คนที่เพิ่งจุดกระแสจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เพื่อให้ยุติการเลือกตั้งครั้งนี้ก่อน นั่นแหละ

แล้วรายนี้ ก็แท็กทีม กับ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับภาคนักวิชาการมหาวิทยาลัยรังสิต และภาคประชาชน เกาะติดปมพิรุธต่างชาติย่องจดสิทธิบัตรใช้กัญชาไทยมาตลอด แตกต่างจากที่นักการเมืองเพิ่งหยิบยกมาพูดเอากระแสด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้ อธิการบดี ม.รังสิต คนนี้ ประกาศชวนประชาชนคว่ำบาตรพรรคพลังประชารัฐ โดยระบุว่า การพิจารณาแก้ไขกฎหมายปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ…. และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้อง แทนที่จะให้ประชาชนได้รับสิทธิ แต่กลับผูกขาดโดยกลุ่มทุน

ล่าสุด ก็ยังคงเกาะติดปมร้อนนี้ โดยออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ระบุว่า เผด็จการไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พวกขายชาติน่ากลัวที่สุด !!”

หรือที่เพิ่งโพสต์เรื่องที่ว่า เอาเข้าจริงๆ รัฐมิได้มีความจริงใจในการร่วมหาทางออกกับปัญหาสิทธิบัตรกัญชาที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่

เพราะในการประชุมกับภาคประชาชนกลับไม่มีฝ่ายนโยบายในระดับรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจในระดับกรมมาเข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด ซึ่งชัดเจนว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีเจตนาไม่ต้องการยกเลิกคำขอสิทธิบัตร ที่ขัดมาตรา 9 ที่ว่าด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือขอสิทธิบัตรไม่ได้

          และอีกหลายๆ ข้อ ที่ ดร.อาทิตย์ถึงกับระบุในตอนท้ายว่า ภาคประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์จะฟ้องศาล พร้อมกับการหารือกับประชาชนทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และผู้มีอำนาจ เพื่อเคลื่อนไหวทั้งทางสังคมและการเมืองให้มีการยกเลิกคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวโดยเร็ว

ใครเห็นลีลา ดร.อาทิตย์ ต้องบอกว่าร้อนแรงไม่เบา จนอดคิดไม่ได้ว่าหรือจะกลับมาลงการเมืองอีกครั้ง แต่ตลอดมาก็เหมือนๆ ว่ายังปฏิเสธ

แต่ลีลาที่เคยโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกกัญชาเป็นยาเสพติด จากนั้นจะทำให้เป็นพืชเศรษฐกิจเสรี ไม่ให้ใครมีสิทธิ์ผูกขาด พร้อมปล่อยภาพชุดเสื้อฮู้ดลายใบกัญชาเขียวพร้อยทั้งตัว เรียกเสียงฮือฮา

หรือมาวันนี้ ที่ ดร.อาทิตย์ ออกโรงสนับสนุนพรรคใหม่อย่าง พรรคสร้างชาติ” โดยบอกว่า “พรรคสร้างชาติ สนับสนุนปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชนโดยไม่ให้ผูกขาด” ก็ทำเอาหลายคนฟันธงว่างานนี้ ดร.อาทิตย์ เอาแน่

เพราะเดิมที พรรคนี้เขาออกตัวว่าเน้นนโยบายพลังงาน โดยผู้ก่อตั้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นเลขาธิการพรรค

และมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้หญิงรุ่นใหญ่ คือ ดร.รัตนาพร ธรรมโกศล ที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ พูดเรื่องพลังงานมาแล้ว โดยมีการเปิดตัวพรรคที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 19 มกราคม ซึ่งผู้ก่อตั้งพรรคจะปาฐกถาพิเศษเรื่องพลังงานไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยอีกด้วย

          งานนี้เลยอาจตีความได้ว่า ถ้าเล่นเรื่องพลังงานอย่างเดียวจะไม่ได้คะแนน กุนซือดีอย่าง ดร.อาทิตย์ แนะให้หันมาจับเรื่องกัญชาเข้าไปด้วยหรือเปล่า ?

ก็ทางหนึ่ง ม.ล.กรกสิวัฒน์ กับ ดร.อาทิตย์ (และปานเทพ) แท็กทีมกันมานานเรื่องพลังงาน และทางวิชาการ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ก็เป็นผู้อํานวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต 2 ปีก่อนเคยร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายปิโตรเลียมของภาคประชาชน

          ว่ากันว่าพรรคนี้ถึงจะเปิดตัวช้าลงสนามครั้งนี้ไม่ทัน แต่เอาแน่ว่ามาทางนโยบายน้ำมันและกัญชาแน่ๆ

ส่องพรรค ‘ลุงเนวิน’ กัญชาเพื่อปากท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องพรรค ‘ลุงเนวิน’ กัญชาเพื่อปากท้อง

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 09:15 น.
พรรคภูมิใจไทย,เนวิน ชิดชอบ,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

ระดับค่ายสีน้ำเงิน ทำ “ประชานิยม” ทั้งที ก็ต้องปัง ต้องดังที่สุด ! วันนี้นโยบาย “กัญชาเสรี” กู้จน เพื่อปากท้องประชาชน

เป็นอันว่า “กัญชา” ไม่ใช่ชานมไข่มุกขำๆ แล้ว เมื่อนาทีนี้พรรคการเมืองต่างหยิบยก “นโยบายกัญชาเสรี” มาหาเสียงกันคึกคัก

ยิ่งกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่แม้จะเพิ่งมาพูดเอาหลังจากที่บางพรรคพูดมาก่อนบ้างแล้ว แต่ของค่ายสีน้ำเงินทำแล้วต้องปัง ต้องดังที่สุด !

โดยในงานปราศรัยใหญ่ในการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ ที่ลานด้านหน้าสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางมวลชนเรือนหมื่น !

          อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นปราศรัยนำเสนอนโยบายของพรรคที่เป็นใจผักเลย คือ เรื่องการอยู่ดีกินดีของประชาชน ตามสโลแกน ลดอำนาจรัฐ เพื่อปากท้องประชาชน”

“พรรคภูมิใจไทยขอประกาศตัวเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของความเอารัดเอาเปรียบ ความเหลื่อมล้ำ ขออาสาเป็นผู้ทลายทุกข้อจำกัด ทุกความเหลื่อมล้ำเพื่อปากท้องของประชาชน”

และแน่นอนหนึ่งในเรื่องของการทำเพื่อเป้าหมายนี้ก็คือ “นโยบายกัญชาเสรี” งานนี้ได้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาร่ายยาว

          น้ำเสียงแข็งขัน คล้ายพี่ชายอย่างเสี่ยเนวิน ฟังศักดิ์สยามแทบจะกลั่นใจพูดเรื่องปัญหาด้านการเกษตรกับพี่น้องชาวนาไทย

พร้อมให้ชมวิดีโอสั้นที่ทำมาสะท้อนภาพปัญหาที่พูดง่ายๆ ว่าซื้อกินแสนแพง ปลูกขายเองแสนถูก หากคนที่รวยไม่เคยเป็นชาวนา นี่จึงเป็นบนสรุปว่า พรรคจะต้องตั้ง “กองทุนข้าว” เพื่อชาวนาให้ได้

จากนั้นก็มาถึง ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ จนมาถึงเรื่องสำคัญอย่าง กัญชาเสรี” ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นทั้งปัญหาและโอกาส

โดยว่า​พรรคต้องการใช้โมเดลของแคลิฟอร์เนีย ที่เรียกว่า แคลิฟอร์เนียโมเดล” ​ซึ่งทำให้กัญชากลายเป็นพืชเศรษฐกิจ​ โดยหลังจากแคลิฟอร์เนีย​เปิดเสรีกัญชา​ ก็ทำให้เป็นตลาดกัญชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก​ มีมูล​ค่าราว​ 5 แสนล้านบาท ​และเมื่อเปิดให้ประชาชนสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี​ ทำให้เก็บภาษีได้​ 1 แสนล้านบาท

“ที่แคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาไว้ในบ้านได้ครอบครัวละ 6 ต้น โดยเก็บค่าธรรมเนียมการปลูกต้นละ 1 ดอลลาร์ คือ 30 บาทต่อปี ที่ให้ปลูกก็ไว้ให้ใช้เพื่อการพักผ่อน ใช้ผสมอาหาร ไว้รับประทาน และใช้ผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่างๆ”

“ทั้งนี้หากนำโมเดลดังกล่าวมาใช้​กับไทย​ จะทำให้ทุกครอบครัวสามารถปลูกกัญชาได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องค่าใบอนุญาตการปลูกที่สูงถึง​ 30​ ล้านบาท ตามที่สภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายไปก่อนหน้านี้​ เพราะกฎหมายดังกล่าวเอื้อต่อคนรวย​ และทำให้คนไทยและประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ​ เนื่องจากผลผลิตกัญชา​ 1 ต้น​จะได้​ 1 กิโลกรัมต่อปี​ ราคากิโลกรัมละ​ 7​ หมื่นบาท​ หากปลูก​ 6 ต้นตามโควตา​ จะทำให้มีรายได้​ 420,000 บาท​ต่อปี​ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน”

          พร้อมว่า หลังจากนี้​พรรคจะยกร่างกฎหมายก่อนขอการสนับสนุนจากประชาชน​ และเสนอต่อ สนช.ต่อไป​ แต่หาก สนช.ไม่อนุมัติ​ ในวันเลือกตั้ง​ ขอให้ประชาชนช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจ​ไทย ​เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและให้ อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ หัวหน้าพรรค ได้เป็นนายกรัฐมนตรี​ เพื่อผลักดันนโยบายดังกล่าว

อื้อหือ ชาวบ้านที่นั่งฟังตาปริบๆ หลายคนวาดฝันจะได้หยิบจับกัญชาด้วยสองมือตนเองขึ้นมาทันที แทบจะวิ่งเข้าคูหากากบาทให้เลยทีเดียว ติดแค่วันเลือกตั้งยังไม่มาเท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่คิดว่าเป็นช่วงจีบก่อนแต่งที่อะไรก็ดีไปหมด คนไทยจับสัญญาณได้เลยว่า แนวคิดแจ่มๆ บรรยากาศหาเสียงประชานิยมแบบนี้ ต้องมาจากตัวจริงเสียงจริง อย่าง ลุงเนวิน ชิดชอบ” แน่ๆ

เอาง่ายๆ ในวันปราศรัยที่กล่าวไปข้างต้น หัวหน้าพรรคก็กล่าวถึงลุงเนวิน พอเลขาธิการพรรคขึ้นมาต่อ ก็กล่าวถึงลุงเนวินพี่ชาย

คนแรกบอก “รักพี่ชายสุดหัวใจ ท่านเนวิน ชิดชอบ เป็นคนที่คอยชี้แนะ ให้ผมได้เติบโตทางการเมือง ได้ดิบได้ดี ทุกวันนี้”

คนหลังบอก “ปรบมือให้ลุงเนวินหน่อยครับ วันนี้ไม่มา เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่ามาครอบงำพรรคภูมิใจไทย แต่วิธีคิดของพี่เนวินเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ ทั้งหมดที่พูดไม่ใช่เพราะผมเป็นน้องชายของพี่เนวินครับ แต่ที่ผมพูดคือสิ่งที่พี่เนวินทำ ทำในสิ่งที่คนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้”

บางคนถาม วันก่อนเห็นลุงแกสวมเสื้อโลโก้ “พรรคผ่อน” ฟังแล้วเหมือนขอพัก หลายคนเลยตีความว่า สงสัยจะวางมือทางการเมืองจริงๆ

แต่เปล่าเลย มาถึงบางอ้อก็ตรงที่เห็นว่า โลโก้นั้นเป็นรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก แถมชื่อพรรคยัง “Party Party” ที่ไม่รู้จะแปลว่า “พรรคนี้จะมีแต่ความสุขของคนสายเขียว” ได้หรือเปล่า ?

แต่ที่แน่ๆ โลโก้นี้ออกแบบโดย หนูแนน” ชิดชนก ชิดชอบ ที่จบออกแบบตกแต่งภายในมาจากอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าออกโรงสนับสนุนเรื่องกัญชาเสรีสุดๆ ประสาคนเห็นโลกมาจากเมืองนอก ฝ่ายคุณพ่อก็สวมใส่ในงานแทนเสื้อบุรีรัมย์เอฟซีหลายครั้งหลายหน

วันนี้เลยต้องบอกว่าไม่ว่าโลกจะอะไรยังไง ประชานิยม” ยังขายได้อยู่นั่นเอง แถมมีของเล่นใหม่อย่าง “กัญชา” มาช่วยกู้กระแส…ใครๆ ก็ต้องจัดเต็มดังนี้แล

////////

ขอบคุณภาพจากเพจ คนภูมิใจไทย

เพจ ลุงเนวิน

“อนาคตใหม่” ศูนย์รวม “ซ้ายไทย” ทุกรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ศูนย์รวม “ซ้ายไทย” ทุกรุ่น

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 09:03 น.
พรรคฝ่ายประชาธิปไตย,อนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,แดงอุดมการณ์,วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร,รังสิมันต์ โรม,โตโต้ ปิยรัฐ
เปิดอ่าน 2,734 ครั้ง

คอลัมน์… ตลาดนัดนักเลือกตั้ง   โดย…  บางนา บางปะกง

คำว่า “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ไล่มาตั้งแต่พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคพลังปวงชนไทย ดูแนวทางนโยบาย และส่องเบื้องลึกบุคลากรแล้ว “พรรคอนาคตใหม่” มีความแหลมคมมากเป็นพิเศษ

ความแหลมคมที่ว่านั้น หมายถึงชุดความคิดกลุ่มแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องต่อสู้ให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

++

      “คนเดือนตุลา” คลาคล่ำ
พลันที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก้าวออกจากอาณาจักรธุรกิจไทยซัมมิท ร่วมกับคนรุ่นใหม่ก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” บรรดาอดีตซ้ายไทยต่างปรบมือต้อนรับกันเกรียวกราว เพราะ “เอก ธนาธร” เป็นนายทุนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน

เหมือนครั้งหนึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” ไทคูนโทรคมนาคม ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย “คนเดือนตุลา” หรือ “ซ้ายไทย” ตบเท้าเดินพาเหรดเข้าสู่พรรคของทักษิณ ประหนึ่งว่าฟ้าจะสีทอง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

วันนี้ คนเดือนตุลา และอดีตซ้ายไทยในเขตชนบท มะรุมมะตุ้มรุมรักพรรคอนาคตใหม่

ที่เห็นหน้าชัดๆ ก็มี “อำนาจ สถาวรฤทธิ์” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝ่ายการเมือง อำนาจเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปี 2516 จึงได้ร่วมขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และก่อการปิดมหาวิทยาลัย จัดการชุมนุมขับไล่เผด็จการทหาร

อำนาจมีประสบการณ์ทำงานการเมืองกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยอยู่ ปชป. และพรรคไทยรักไทย

หลังจากคนเดือนตุลา แบ่งแยกเป็น “แดง-เหลือง” อำนาจได้เข้ามาร่วมกลุ่มกับจาตุรนต์ ฉายแสง, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ และ สมบูรณ์ สิมะแสงยาภรณ์

อีกรายคือ “พลากร จิรโสภณ” เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมี Four Bears และครั้งหนึ่ง พลากรเคยอยู่สำนัก 54 เขตน่าน ที่มี ส.แผ้ว หรือ จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นเจ้าสำนัก พลากรไม่เคยเล่นการเมือง แต่ครั้งนี้ รู้สึกเป็นห่วงคนรุ่นใหม่ จึงอาสามาช่วยงานพรรคอนาคตใหม่

รวมถึง “จุมพิตา จันทรขจร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 5 นครปฐม จุมพิตาเป็นภรรยาของ “วัชรพันธุ์ จันทรขจร” มือทำงานมวลชนของทักษิณ ชินวัตร จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีตำรวจ-ทหารไปเยี่ยมบ้านของจุมพิตา เพราะชื่อของ “โป๊ะ วัชรพันธุ์” นั้นอยู่ในสายตาของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว

ยังมีคนเดือนตุลาอีกจำนวนไม่น้อย ที่กระโจนเข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยงานพรรคอนาคตใหม่ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

++

   “แดงอุดมการณ์” เพียบ
มีเสียงวิจารณ์เชิงลบว่า พรรคอนาคตใหม่ก็คือพรรคเสื้อแดง อันที่จริง ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด เพราะคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่มหลายชุดความคิด

พวกที่เรียกตัวเองว่า “แดงอุดมการณ์” จะเลือกเข้ามาสังกัดพรรคอนาคตใหม่ ยกตัวอย่าง “คารม พลพรกลาง” ทนายความคนเสื้อแดง เลือกที่จะมาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ เพราะเห็นว่ามีนโยบาย อุดมการณ์ใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทย

“วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 ร้อยเอ็ด พรรคอนาคตใหม่

วิเชียรชนินทร์เติบโตมาก็เห็นพี่ชาย นิสิต เคลื่อนไหวงานการเมืองภาคประชาชน ร่วมกับนักสู้ครูประชาบาล และทนายทองใบ ทองเปาด์ จึงสนิทชิดเชื้อกับ “พิชิต พิทักษ์” นักกิจกรรมมวลชน และที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงอีสาน สายผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยพิชิตเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่ ในภาคอีสาน

กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหรืออดีตสหาย ส่วนใหญ่จะชื่นชอบทักษิณ และพรรคเพื่อไทยเป็นทุนเดิม แต่หนนี้ ผรท.อีสานเลือกพรรคอนาคตใหม่

พูดกันตรงๆ อดีตสหายที่จะเลือกพรรคของ “ธนาธร” นั้นคือ สายลุงธง (ธง แจ่มศรี) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พวกเขาเหล่านี้ มีหลักคิดเรื่อง “ทุนก้าวหน้า” ดีกว่าอำมาตย์ล้าหลัง

ทักษิณหรือธนาธร ก็คือทุนก้าวหน้า จึงต้องชูยุทธศาสตร์ “สามัคคีทุนก้าวหน้า” เอาชนะระบอบเก่า

++

          คนรุ่นใหม่ที่เร่าร้อน
แกนนำของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ประมาณ 6-7 คน ก็จะมี “รังสิมันต์ โรม” และ “ปิยรัฐ จงเทพ” นักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมาแต่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

มาวันนี้ “โรม” และ “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ทั้งคู่เห็นว่า พรรคนี้อยู่บนถนนประชาธิปไตย

สำหรับ “โตโต้ ปิยรัฐ” ได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ บ้านเกิด และเพิ่งเปิดตัวกันไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ยากที่จะแย่งคะแนนจากฐานเดิมคือ พรรคเพื่อไทยมาได้

ด้าน อานนท์ นำภา, จ่านิว และโบว์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ล้วนแต่เป็นสมาชิก “คณะนิติราษฎร์” มาก่อน และได้เข้ามาเป็นแกนนำก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

ฝ่ายความมั่นคง จึงตั้งสมมุติฐานว่า กลุ่มคนอยากเลือกตั้งกับพรรคอนาคตใหม่ เหมือนเป็นการเดินยุทธวิธี 2 ขา 2 แนวรบ

พี่คะรอหนูแป๊บ ใกล้ถึงแล้วค่ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359421?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่คะรอหนูแป๊บ ใกล้ถึงแล้วค่ะ

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 14:04 น.
บุญทรง เตริยาภิรมย์,จำนำข้าว,เด็ดยอด
เปิดอ่าน 57,095 ครั้ง

คอลัมน์…  เด็ดยอด  โดย… รักษ์ ปักธงไทย 

ความเดิมตอนที่แล้ว “บุญทรง” ถูกหามออกจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไปผ่าตัดหมอนรองกระดูกคอข้างขวาเคลื่อน ที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังจากที่เขา “พูด” หมดเปลือกกับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีข้าวจีทูจีเก๊ไปเรียบร้อย รวมทั้ง “ลูกชาย” ได้อยู่ในที่ซึ่งปลอดภัยดีแล้ว

หลังผ่าตัดเสร็จบุญทรงปลอดภัยดี ระหว่างพักฟื้นอยู่นั้น ต้องถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่มากมาย ส่วนหนึ่งคือตำรวจท้องที่ อีกส่วนจากกองปราบฯ และอีกส่วนจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์

ทั้งหมดบุญทรงคะเนด้วยสายตาคร่าวๆ ก็น่าจะกว่า 30 นาย

โดยเฉพาะหน้าห้องมีเจ้าหน้าที่ชุดดำกับปืนกล เฝ้าประตู 24 ชม. 4 ผลัด ผลัดละ 2 คน

ถามว่าทำไมคุ้มครองแน่นหนา ไข่ในหิน มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมขนาดนี้ ก็ได้คำตอบว่า

1.ป้องกันบุญทรงถูกฆ่าปิดปาก และ 2.ป้องกันบุญทรงหนีเพราะบุญทรงยังมีอีกหลายคดีที่พัวพัน

เอาล่ะที่นี้มีความคืบหน้า อย่าถามเลยว่าใครเล่าให้ฟัง …อ่านเถิดจะเกิดผล…

หลังอยู่โรงพยาบาลตำรวจเกือบ 10 วัน บุญทรงก็ถูกพากลับโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อรักษาแผลและทำกายภาพต่อเนื่อง แต่อีกไม่นานบุญทรงจะต้องกลับมาโรงพยาบาลตำรวจอีกรอบ เพื่อผ่ากระดูกหลังตอนล่างที่เคลื่อน

บุญทรงก็ทราบข่าว “เจ๊ ด.” สั่งทนายความลุย “สื่อรุ่นใหญ่” ที่กล้าเขียนโพสต์ในเฟสบุ๊กว่า เจ๊ ด. หนีไปต่างประเทศ และเทขายบ้าน เป็นผลให้เจ๊ ด. ร้อนใจส่งทนายมาร้องศาล แต่เฮียเป๊ปซี่ก็ใช่ย่อย รายนี้น้อยเสียเมื่อไร เฮียมั่นใจในแหล่งข่าวระดับทะลวงไส้ เขียนเฟซอัดไส่กลับเจ๊ ด. ไม่ยั้ง ไม่กังวล ขึ้นศาลเป็นขึ้นศาล ขอเพียงแต่เจ๊มา พี่เป๊ปใจกล้าท้าชน

อยู่มาวันหนึ่ง บุญทรงก็เปิดปากขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า

“จำได้แม่น…ในเช้าวันนั้นผมได้รับสายของท่านฯ …ท่านฯ บอกกับผมว่า พี่คะรอหนูแป๊บใกล้ถึงแล้วค่ะ”

แต่แล้วบุญทรงก็ถูกปล่อยให้รอเก้อที่หน้าศาล

แต่ก่อนหน้าบุญทรงเล่าว่า “พวกเขายืนยันหนักแน่นว่าเรารอดแน่ และท่านฯ มาแน่นอน ไม่งั้นจะเห็นท่านขึ้นศาลทุกนัดหรือ?” …โกหกบุญทรงจนถึงวันสุดท้ายและนาทีสุดท้าย

เวลานี้บุญทรงถูกทิ้ง คนอื่นๆ ในคดีนี้ก็ถูกทิ้งเช่นกัน ส่วน “ผู้บงการ” สบายไป ไร้โรคาพยาธิ

บุญทรงเจอคำพิพากษาติดคุก 42 ปี รออุทธรณ์ด้วยใจระทึก ร่างกายผ่ายผอม สุขภาพไม่ดี แต่ในใจยังคงนึกถึงวันนั้นเสมอ

วันสุดท้ายที่รับสายอยู่หน้าศาล “พี่คะรอหนูแป๊บ ใกล้ถึงแล้วค่ะ”

ถึงไหนไม่รู้ ที่รู้ๆ คือ ถึงแน่ แต่ที่ชายแดนเขมร ตรงช่องทางธรรมชาติ

“ชทพ.”ขอปักธง”เพชรบูรณ์”ชูสร้างประวัติศาสตร์”ส.ส.แชมป์มวยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชทพ.”ขอปักธง”เพชรบูรณ์”ชูสร้างประวัติศาสตร์”ส.ส.แชมป์มวยโลก

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 14:00 น.
พรรคชาติไทยพัฒนา,เขาทราย,เขาค้อ,เพชรบูรณ์,กัญจนา,วราวุธ,ศิลปอาชา
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

พรรคชาติไทยพัฒนา ใช้ฤกษ์วันที่ 11 มกราคม เปิดที่ทำการสาขาพรรคลำดับที่ 2 ในพื้นที่อำเภอเมือง จ.เพชรบูรณ์ พร้อมเปิดตัว “กัญจนา ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคและ “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค แกนนำสายเลือดแท้ของพรรคมังกรสุพรรณบุรี ที่พื้นที่เมืองมะขามหวาน

จากเดิมที่ก่อนหน้านั้นพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ มีเพียง “ชุมพล ศิลปอาชา” อดีตหัวหน้าพรรคที่ล่วงลับ และ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” อดีตแกนนำพรรคที่ลาจากไปตลอดกาลเท่านั้น ที่ลงพบปะประชาชน ช่วงช่วย “วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์” หาเสียงในพื้นที่เมื่อหลายปีก่อน

ดังนั้นรอบนี้จึงเป็นการ “บุกถิ่นมะขามหวาน” เป็นครั้งแรก ของ “กัญจนา-วราวุธ” และในครั้งแรกนี้ทั้ง 2 คน หยอดคำหวานยิ่งกว่ารสมะขาม ผ่านการขอเป็น “ลูก-หลาน คนเมืองเพชรบูรณ์” และพร้อมทำนโยบายเพื่อคนเพชรบูรณ์ หากว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรคได้รับเลือกเข้าไปมีบทบาทในสภาผู้แทนราษฎร
กิจกรรมที่เป็น “ครั้งแรก” เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ในพื้นที่เขตเมือง แกนนำพรรคทั้ง “กัญจนา-วราวุธ” พ่วงด้วยผู้ใหญ่ของพรรค อย่าง “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค”-“นิกร จำนง” ผู้อำนวยการพรรค” นำขบวนว่าที่ผู้สมัครส.ส. ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 4 คนที่เตรียมส่งลงชิงชัยใน 4 จาก 5 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย เขต 1 ส่ง วิจิตร, เขต 2 ส่ง สนม มาระวัง, เขต 3 ส่ง สุระ หรือ เขาทราย-กาแล็คซี่ แสนคำ, เขต 4 ส่ง พีระชัย หรือ เขาค้อ-กาแล็คซี่ แสนคำ แนะนำตัวต่อชาวบ้านในตลาดสดเทศบาล 2

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้รับความสนใจจากประชาชน-ผู้ค้าในพื้นที่ไม่น้อย เห็นได้จากที่เข้ามาขอถ่ายรูปบ้างประปราย และเดินเข้ามาให้เห็นตัวเป็นๆ ใกล้ๆ

และนอกจาก 2 พี่น้องที่ถูกส่งให้เป็น “ตัวเด่น” ในรอบนี้ แต่ “เขาทราย-เขาค้อ” พี่น้องมวยดีกรีแชมป์โลก ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และเห็นได้ชัดว่าฝาแฝดแชมป์โลกยังเป็นที่รู้จักมากกว่า 2 พี่น้องการเมือง
แม้ 2 พี่น้องที่เดินนำขบวนจะยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในถิ่นมะขามหวานเขตเมือง แต่ด้วยบุคลิกที่นอบน้อม นั่งลงพูดคุยกับผู้ค้าถึงกิจการและสารทุกข์สุกดิบแบบเป็นกันเอง และอ้อนขอเสียงสนับสนุน 4 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทำให้การเข้าถึงชาวบ้าน-ผู้ค้าในตลาด เป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เหมือนว่าประชาชนจะตอบรับมากกว่าแสดงท่าทีรังเกียจความเป็น “นักการเมืองต่างถิ่น” ที่คนพื้นที่มักปรามาสว่า มาเจอหน้า ก็แค่ตอนจะเลือกตั้ง
พร้อมยังฝากความทุกข์ร้อนไปให้แก้ไขทั้งจาก “เฮียอ่อน ผู้ค้าเขียงหมู” นายสมบูรณ์ คุ้ยต่วน วัย 66 ปี ที่ดูเหมือนเป็นคู่ปรับของ “เสี่ยแห้ง-วิจิตร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 ของพรรค ตั้งแต่ลงชิงชัยสนามการเมืองท้องถิ่น
“ผมรู้จักพ่อของคุณกัญจนา คือ ท่านบรรหาร ผมจึงฝากเขาว่าขอให้ช่วยพัฒนาเมืองเพชรบูรณ์ให้เจริญเหมือนเมืองสุพรรณบุรี คือสร้างก็สร้างให้เสร็จไปเป็นครั้งๆ ไม่ใช่การของบเพื่อสร้าง เพื่อทุบ และสร้างใหม่อีกซ้ำๆ ดูอย่างพื้นที่ตลาด ที่เขามาทำรางระบายน้ำ เป็นท่อขนาดเล็ก ทั้งที่ผมเคยบอกเขาไปแล้วว่าต้องทำให้ใหญ่เพื่อกำจัดเศษสกปรกในตลาดได้ โดยท่อน้ำไม่อุดตัน แต่เขาก็ไม่ฟัง เขาบอกว่าผมจะไปรู้เรื่องอะไร” เฮียอ่อน สะท้อนปัญหา

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าพื้นที่การเมืองปัจจุบันของเพชรบูรณ์ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ไม่ใช่เบอร์หนึ่งของพื้นที่ แต่สิ่งที่ “เฮียอ่อน” สะท้อนคือสิ่งที่อยากบอกไปถึงนักการเมืองทุกๆ พรรคว่า ขอให้เข้ามาพัฒนาบ้านเมืองได้จริงอย่างที่มาหาเสียงและมาขอคะแนน เพราะหากสามารถพัฒนาได้จริง ประโยชน์จะตกอยู่ที่ประชาชนและบ้านเมืองอย่างยั่งยืน และนักการเมืองคนนั้นจะได้ใจประชาชนอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าในวันนี้ไม่ได้มีแค่งานโชว์ตัว “2 พี่น้องตระกูล ศิลปอาชา” และว่าที่ผู้สมัครส.ส.เท่านั้น เพราะหากมองในสัญลักษณ์ทางการเมือง คือ พื้นที่เขต 1 “พรรคเพื่อไทย” ครองมาแล้วในสมัยการเมืองปี 2554 ขณะที่ “วิจิตร” เป็นเพียงอดีตเจ้าของพื้นที่ในปี 2550
ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2562 “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยืนยันจะส่งเจ้าของพื้นที่ “สุทัศน์ จันทร์แสงสี” ลงป้องกันแชมป์ และยังมีคู่แข่งที่มีพลังอีก 2 พรรค นั่นคือ พรรคพลังประชารัฐ ที่ส่ง “พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” หลานสาว “วิจิตร” ภายใต้การสนับสนุนของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง “หมอชัยณรงค์ สือสุรีย์กุล” ผู้คร่ำหวอดในพื้นที่เขตเมือง
แต่งานนี้ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ลั่นจะปักธงสีชมพู และคาดว่าจะได้ “ส.ส.ในพื้นที่เขต 1 เพชรบูรณ์” ให้ได้

เหตุผลที่มั่นใจเพราะการแบ่งพื้นที่เลือกตั้งสร้างความได้เปรียบให้แก่ “วิจิตร” พอสมควร

โดยเขต 1 จ.เพชรบูรณ์ มีพื้นที่เลือกตั้งประกอบด้วย อ.เมืองเพชรบูรณ์ (เฉพาะเทศบาลเมืองเพชร, เทศบาล ตำบลนางั่ว, เทศบาลตำบลท่าผล, ต.ท่าผล, ต.สะเดียง, ต.ป่าเล่า) ต.ดงมูลเหล็ก, ต.บ้านโคก และต.ห้วยใหญ่, อ.เขาค้อ, อ.หล่มสัก (เฉพาะต.น้ำงุ้น, ต.หนองไขว้, ต.น้ำก้อ และต.บุงคล้า)

แม้เขตเมืองจะถูกหั่นไปรวมกับพื้นที่รอบนอกแต่สำหรับ “วิจิตร” บอกว่าเป็นงานสบาย เพราะสมัยที่เขาเข้าสังกัด “พรรคเพื่อไทย” ในสมัยการเมืองที่แล้ว เขาเคยลุยงานในพื้นที่เขตรอบนอกเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกหั่นไปรวมกับพื้นที่เมืองในปัจจุบัน
“ผมมีฐานเสียงพอสมควรในพื้นที่รอบนอก ดังนั้นหากจะเข้าไปฟื้นความนิยมเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่ยอมรับว่าพื้นที่เขตเมืองเพชรบูรณ์อาจต้องทำงานให้หนักขึ้นเพราะหลานสาวผม พิมพ์พร ที่ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นตัวหารคะแนนของผม แต่พื้นที่รอบนอกเขาไม่ได้เช่นเดียวกับผู้สมัครของพรรคอื่นที่ยังไม่ได้แนะนำตัวไปถึงพื้นที่รอบนอก ดังนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ผมเรียกว่าได้เปรียบกว่าใครเพื่อน” ว่าที่ผู้สมัครส.ส.-วิจิตร เฉลยความได้เปรียบ

ขณะที่ในเขตเลือกตั้งอีก 3 แห่ง ยกเว้นเขต 5 ที่พรรคชาติไทยพัฒนาเลือกจะไม่ส่งคนเก็บคะแนนนั้น อย่างที่บอกไปคือ ส่ง “ครูสนม” ลงเขต 2 ส่ง “เขาทราย” ลงเขต 3 และส่ง “เขาค้อ” ลงเขต 4 แต่ทั้งหมดคือ “ตัวประดับ” เป็นคนเก็บแต้มให้ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ไปคำนวณเพื่อให้ได้ “ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ”

แม้ “ครูสนม-เขาค้อ” จะยอมรับในความจริงข้อนี้ แต่สำหรับ “เขาทราย” ที่เคยผ่านสมรภูมิเลือกตั้งมาแล้ว 1 รอบ ไม่ได้คิดเช่นนั้น
ซึ่งตอนหนึ่งของ “เขาทราย กาแล็คซี่” ปราศรัยกับชาวบ้านในงานเปิดสาขาพรรคลำดับที่ 2 เขาเปรียบการขึ้นสังเวียนการเมืองเป็นเหมือนสังเวียนนักสู้

“ผมเป็นนักมวยที่ฉลาดที่สุดในโลก เพราะแขวนนวม ก่อนที่จะแพ้ใครผมป้องกันแชมป์ได้ถึง 19 ครั้ง เพราะเสียงพี่น้องชาวไทยบอกให้ผมสู้ ผมคิดถึงคนไทยที่ให้กำลังใจและกำลังใจจากคนเพชรบูรณ์ ดังนั้นรื่องอะไรที่ผมจะยอมแพ้ หากผมโดนต่อยล้มจะรีบลุกขึ้นมาใหม่ ซึ่งงานนี้เช่นกันที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนามอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ ทั้งส่งผมสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นผมจะสู้ศึกเลือกตั้งให้เต็มที่”
และด้วยที่ดีกรีนักสู้เป็นแชมป์ระดับโลกและลงเลือกตั้งมาแล้วรอบนี้เป็นครั้งที่ 2 เขาหมายมั่นที่จะคว้าแชมป์ ขณะเดียวกันแกนนำพรรคอย่าง “ประภัตร” ประกาศก้องไว้ว่าอยากได้นักมวยแชมป์โลกเข้าไปเป็นผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้คนไทย
อย่างไรก็ดีในศึกทางการเมืองหากจะเปรียบกับการสู้บนสังเวียน มีกติกา มีกรรมการที่ทำหน้าที่เถรตรง คงเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะ “การเมือง” เป็นสนามที่ทดสอบ “คนมีสิทธิเลือกตั้ง” ที่แสนจะเดาใจได้ยาก และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เหนือกว่าความมีชื่อเสียง-การสร้างคุณความดีให้ประเทศและได้รับการยอมรับจากสากล
ดังนั้นสนามการเมือง “เพชรบูรณ์” อาจเรียกได้ว่าเป็นสนามการเมืองแห่งสีสัน ที่ต่อให้ใครจะแพ้หรือชนะเลือกตั้งสุดท้าย 5 เสียงจากส.ส.ก็เป็นเพียงเสียงเพื่อต่อรองเกมทางการเมืองอยู่ดี

ศึกไทยไฟท์ “เศรษฐีหมื่นล้าน” สะท้านมีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกไทยไฟท์ “เศรษฐีหมื่นล้าน” สะท้านมีนบุรี

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 13:11 น.
วิชาญ มีนชัยนันท์,ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย,ศึกไทยไฟท์,พรรคเพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 5,710 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งขอบกรุงตะวันออก เขต 15 มีนบุรีและคันนายาว (เฉพาะแขวงคันนายาว) กลายเป็นสนามประลองกำลังของทายาทมหาเศรษฐี และผู้แทนเก่ามากประสบการณ์

เมื่อ “ชาญวิทย์ วิภูศิริ” ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงเขตมีนบุรี หวังล้างตา “วิชาญ มีนชัยนันท์” แชมป์เก่า พรรคเพื่อไทย หนที่แล้ว ชาญวิทย์แพ้วิชาญแค่ 3 พันคะแนน

“ชาญวิทย์” เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “อัศวิน วิภูศิริ” อดีตคนสนิทของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หลังจาก “เสธ.หนั่น” จากไป อัศวินก็กลับมาเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ ปชป.

อัศวินยังปักหลักเป็น “กระเป๋า” ให้ ปชป. ไม่ได้ย้ายตามลูกชายไปพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับชาญวิทย์นั้น ดีกรีปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ จาก The Pennsylvania State University, USA เคยทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ ที่บริษัท Neoforma PCL Silicon Valley สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ชาญวิทย์ลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นกรรมการผู้จัดการ บมจ.ภัทร เฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และยังเดินหน้าทำงานการเมืองควบคู่กัน

เลือกตั้งปี 62 ชาญวิทย์ยังไม่ชัดว่า จะลง ส.ส.เขต หรือไม่ แต่ก็ทำกิจกรรมในพื้นที่ ร่วมกับขุนพลคู่ใจ “ทินกร ปลอดภัย” นายกสโมสรกีฬามีนบุรี และทีมงานกลุ่มเพื่อนชาญวิทย์

ทินกรนั้นเป็น “เด็กปั้น” ของถาวร เสนเนียม ช่วยเหลือชาญวิทย์มาตั้งแต่เริ่มแรก และเมื่อชาญวิทย์เลือกที่จะทำงานการเมืองกับเพื่อนเก่า “สามทหารเสือ กปปส.” ทินกรก็ยืนเคียงข้าง พร้อมลุยศึกเลือกตั้งครั้งใหม่

หลัง ปชป.สูญเสียชาญวิทย์ไป ก็ส่ง “ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย” ที่โด่งดังมาจากม็อบ กปปส. ลงสมัคร ส.ส.เขตมีนบุรีทันที

“ลูกนัท” หรือ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ลูกชายของกิตติ ธนากิจอำนวย มหาเศรษฐีหมื่นล้านแห่งบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หลานรักของอำนวย วีรวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคนำไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี

ในเฟซบุ๊กของลูกนัท ได้เล่าตอนที่เข้าไปพบ “คุณตาอำนวย” ว่า “หลังจากคุณตาทราบว่า ผมได้รับอนุมัติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ท่านเรียกผมไปให้โอวาท โดยกล่าวว่า เมื่อเลือกจะเดินเข้ามาเส้นทางนี้แล้ว ต้องเรียนรู้การทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต สิ่งที่จะต้องยึดถือให้มั่น และอย่าได้ปล่อยให้ลดน้อยลงเด็ดขาด คือ ความคิดที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น”

แม้จะร่วมขบวน กปปส. แต่ “ลูกนัท” กลับเลือก ปชป. เพราะ “พรรคนี้ไม่เคยหลอกล่อประชาชน” และมีความตั้งใจอยากจะเป็นนักการเมืองมืออาชีพ

สำหรับแชมป์เก่า “วิชาญ มีนชัยนันท์” ยังอยู่พรรคเดิม และชูคำขวัญ “คนพื้นที่ มีประสบการณ์ มากผลงาน”

เมื่อปลายปี 2561 วิชาญได้ทำบุญเปิดศูนย์อำนวยการเลือกตั้งที่เขต 15 มีนบุรี คันนายาว เฉพาะแขวงคันนายาว และต้นปีที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมทีมงาน มาเดินหาเสียงช่วยวิชาญ

มองแบบเซียน เสือเก่า “วิชาญ” ยังเป็นต่อ 2 หนุ่มทายาทมหาเศรษฐี แต่ก็ต้องวัดที่ “กระแสพรรค” ในช่วงโค้งสุดท้าย

“ยิ่งลักษณ์” โผล่ ชายแดนเมืองช้าง “จ่าประสิทธิ์” การันตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359368?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยิ่งลักษณ์” โผล่ ชายแดนเมืองช้าง “จ่าประสิทธิ์” การันตี

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 10:27 น.
จ่าประสิทธิ์,ยิ่งลักษณ์,หาเสียง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคภูมิใจไทย,เนวิน ชิดชอบ,อนุทิน,เสี่ยหนู
เปิดอ่าน 23,986 ครั้ง

อะไรยังไง ทำไมยิ่งลักษณ์ไปโผล่แถวชายแดนเมืองช้าง เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง เปิดข่าวดูแล้วจะรู้ว่า โลกนี้ยากที่จะจำแนก “ข่าวจริง” และ “ข่าวเท็จ” จริงๆ

000 การศึกมิหน่ายเล่ห์ฉันใด นักเลือกตั้ง “จอมเก๋า” มากประสบการณ์ ก็ไม่เคยหมดลูกเล่น ลูกล่อ ลูกชน ยิ่งในยุคสื่อดิจิทัล ยิ่งมีช่องทางการสื่อสารถึงประชาชนมากขึ้น เร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันความโกลาหลของ “ข้อมูลข่าวสาร” พลันบังเกิด ยากที่จะจำแนก “ข่าวจริง” และ “ข่าวเท็จ”

          000 เปิดตัวไปแล้วยิ่งใหญ่อลังการสมราคา “เนวิน” และการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” มีความแตกต่างจากเลือกตั้งปี 2554 อย่างเห็นได้ชัด ภาพลักษณ์สมัยแรกของภูมิใจไทยคือ “ตระกูลชิดชอบ” ที่มีจุดยืนอยู่คนละขั้วกับเครือข่ายชินวัตร

          000 พายุปูแดงพัดกวาดผู้สมัคร ส..ภูมิใจไทยตกเวทีในครั้งก่อน กลายเป็นบทเรียนที่เจ็บแสบของ “เนวิน” สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ “เสี่ยหนู” พยายามพาค่ายสีน้ำเงินออกจากความขัดแย้ง “ไม่มีขั้ว ไม่มีข้าง” รูปธรรมเล็กๆ แต่มีนัยทางการเมือง เมื่อสำนักข่าวออนไลน์ “คมข่าว” ของเครือข่ายชินวัตร ได้นำเสนอข่าวสารการเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยเป็นระยะๆ มินับทีมงานสื่อของเสี่ยหนู ที่พูดได้ว่าเคยเป็น “พิธีกรจอแดง” มาก่อน

 

          000 อย่างว่า “เสี่ยหนู อนุทิน” นั้นสนิทคุ้นเคยกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” มายาวนาน ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์สื่อ เสี่ยหนูก็ยังยืนว่าโดยส่วนตัวเคารพรักอดีตนายกฯ ทักษิณ เหมือนเดิม 

          000 เมื่อวันสิ้นปีที่แล้วผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Duangrutai Faromform ซึ่งเป็นลูกสาว “จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” ได้โพสต์ภาพจ่าประสิทธิ์ อดีต ส..สุรินทร์ พาภรรยา “ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส..สุรินทร์ ไปงานฌาปนกิชาวบ้านรายหนึ่ง โดยก่อนหน้านั้นจ่าประสิทธิ์ได้ขึ้นป้ายขนาดใหญ่ริมถนนแถว อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เปิดตัว “ยิ่งลักษณ์” ทำเอาชาวบ้านตกอกตกใจกันใหญ่

จ่าประสิทธิ์ เปิดตัว ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ

          000 ทุกวันนี้ “จ่าประสิทธิ์” ยังเดินตามเพื่อนแกนนำ นปช.ไปหาเสียงในนาม “พรรคเพื่อชาติ” เจ้าตัวลงสมัคร ส..ไม่ได้ เพราะมีปัญหาคดีความ ส่วนในพื้นที่เมืองช้าง จ่าประสิทธิ์ก็ไม่ได้บอกหัวคะแนนเขต สุรินทร์ ว่าจะให้ภรรยาใส่สีเสื้อพรรคเพื่อไทย หรือไม่ปี 2559 จ่าประสิทธิ์เคยขึ้นป้ายตามเสาไฟฟ้าใน อ.สังขะ เชิญชวนเกษตรกร หากใครมีปัญหาไม่มีเงินลงทุนทำการเกษตร ให้โทรหาจ่าประสิทธิ์ และภรรยา “นิภาพร ไชยศรีษะ” คนสุรินทร์ก็เลยงงๆ กับชื่อยิ่งลักษณ์

ยิ่งลักษณ์ ภรรยาจ่าประสิทธิ์ ออกหาเสียงในเขต อ.สังขะ สุรินทร์
          000 ส่วนคู่ปรับเก่าของจ่าประสิทธิ์ อย่าง “ฟาริดา สุไลมาน” อดีต ส..สุรินทร์หลายสมัย ที่สวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามแล้วพ่ายจ่าเสื้อแดงอย่างพลิกความคาดหมาย หลังสอบตก ฟาริดาก็อยู่ในอาการ “โรคเสื้อแดงหลอน”อยู่หลายปี มาถึงวันนี้ ฟาริดาได้ลาออกจากภูมิใจไทยไปสมัครเป็นสมาชิก “พรรคไทยรักษาชาติ” สาขาพรรคเพื่อไทย

ฟาริดา สุไลมาน” อดีตส..สุรินทร์ พรรคไทยรักษาชาติ

          000 กรณีความปราชัยของ “ฟาริดา” กลายเป็นเรื่องโจษขานไปทั่วภาคอีสาน จากครอบครัวมุสลิมปาทานใน ต.ระแงง อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ฟาริดาก้าวสู่การเมืองท้องถิ่นก่อน เป็นประธานสุขาภิบาลระแงง ก่อนจะก้าวเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลระแงง และเป็น ส..สมัยแรก พรรคไทยรักไทย หากฟาริดาจะลงสนามอีกก็คงเป็นเขต เพราะ อ.ศรีขรภูมิ อยู่ในเขตนี้

กฤศกร จิตดนัย

          000 ค่ายปชป.ยกทัพใหญ่ไปโคราช เปิดตัวผู้สมัครส..กลับมีแต่คนส่ายหน้า ผิดกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี “ศุภผล เอี่ยมเมธาวี” อดีตแกนนำเสื้อเหลืองโคราช เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค เพิ่งเปิดตัว “กฤศกร จิตดนัย” นักธุรกิจเจ้าของร้านค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ของ จ.นครราชสีมา เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส..เขต 1

          000 วันอาทิตย์นี้ที่บ้านริมคลอง ถนนเอกชัยบางบอน คงเนืองแน่นไปด้วยเอฟซีใจถึงพึ่งได้ เมื่อ “...เฉลิม อยู่บำรุง” จะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ให้ลูกชาย “วัน อยู่บำรุง” โดยมีนักพูดขวัญใจไทอีสาน “อดิศร เพียงเกษ”มาช่วยด้วยอีกแรง ศึกนี้เดิมพันชีวิตการเมือง “เหลิม บางบอน” หากลูกชายพ่ายอีกรอบ ก็คงวางมือไม่ได้ 

ประกาศ กกต. ปิดช่อง “ปฏิรูปการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประกาศ กกต. ปิดช่อง “ปฏิรูปการเมือง”

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 14:31 น.
กกต,ปฏิรูปการเมือง
เปิดอ่าน 728 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  ร่มเย็น

เมื่อวาน (16 ม.ค.)  พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส.และประกาศของกกต. จำนวน 9 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการเลือกตั้ง โดยระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ

ทั้งนี้การออกระเบียบดังกล่าว  กกต.บอกว่า คำนึงถึงเรื่องการที่กฎหมายกำหนดให้การหาเสียงของผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งกฎหมายยังกำหนดให้รัฐสนับสนุนการหาเสียงให้พรรคการเมือง
แต่เมื่อมาพลิกดูประกาศฉบับหนึ่งของ กกต.ในจำนวน 9 ฉบับ คือประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง “กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561”
ในข้อ 4 บัญญัติว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกินจำนวน 1,500,000 บาท
และข้อ 5 บัญญัติว่า  พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินจำนวน 35,000,000 ล้านบาท
มองยังไง..ก็ไม่เห็นว่าประกาศฉบับนี้จะมีอะไรใหม่   การหาเสียงก็ยังเป็นแบบเดิม คือ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
เพราะว่าแค่เปิดให้คนสมัครเข้าสู่การดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังเปิดให้ใช้เงินได้มากถึง 1.5 ล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็น “การลงทุน” ซึ่งถ้าเขาได้รับเลือกตั้งไป คนคนนั้นก็มีต้นทุนถึง 1.5 ล้านบาท ก็ทำให้ “กลุ่มทุน” เข้ามามีบทบาทเหมือนเดิม แทนที่รัฐจะเป็นคนจัดการเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ เพื่อที่ว่าคนดีๆ ที่เขาไม่ได้หวังพึ่งพา “นายทุนพรรค”  จะได้เสนอตัวมาลงสมัครได้
เพราะปกติคนที่สมัครส.ส. ต้องถูกเก็บค่าสมัครอยู่แล้วจำนวน 10,000 บาท  นอกจากนั้นรัฐก็ควรออกค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหาเสียงให้ หรืออย่างมากก็แค่ให้ผู้สมัครส.ส.ออกเงินแบบเหมาจ่ายประมาณ 50,000-100,000 บาท เพื่อให้รัฐไปดำเนินการเรื่องโฆษณาหาเสียงให้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม  ซึ่งคนทั่วไปที่ไปสมัครส.ส.แล้วต้องจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ก็ถือว่าเป็นเรื่องพอสมควรแล้วที่เหลือรัฐก็ควรออกค่าใช้จ่ายให้   เพราะดูจากระเบียบของกกต. ยังไม่เห็นว่ามีการทำอะไรที่แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งหลังสุด

ส่วนอีกประเด็น กรณีที่ให้พรรคการเมืองใช้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงได้ถึงจำนวน 35 ล้านบาทบาทนั้น ก็พอสมควรจากเดิมที่เคยให้ใช้ค่าใช้จ่ายได้ถึง 70 ล้านบาท ลดวงเงินค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองลง ซึ่งถ้ามองค่าใช้จ่ายในการหาเสียงทั้งระบบ คือ ผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งสามารถใช้จ่ายได้ 1.5 ล้านบาทต่อเขต ทั้งหมดมี 350 เขตเลือกตั้ง รวมแล้วจำนวน 525 ล้านบาท นำมาบวกกับค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการหาเสียงอีก 35 ล้านบาท  ตัวเลขทั้งหมดตกอยู่ที่จำนวน 560 ล้านบาท
นั่นหมายความว่าทำให้พรรคการเมืองสามารถใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเลือกตั้งในส่วนของพรรคการเมืองและส่งเงินไปช่วยเหลือผู้สมัครในการดำเนินการหาเสียงได้ รวมเงินทั้งหมดมากถึงเกือบ 600 ล้านบาท  อย่างกรณีพรรคการเมืองจัดโต๊ะระดมทุน ได้เงินมาหลายร้อยล้านบาท ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองจะสามารถใช้เงินได้แค่ 35 ล้านบาทเท่านั้น แต่สามารถส่งเงินที่ระดมทุนได้นั้นไปให้ผู้สมัครแต่ละเขตใช้ในการหาเสียงได้ด้วย แล้วอย่างนี้จะเกิดการปฏิรูปการเมืองได้อย่างไร เป็นการสร้าง “ธุรกิจการเมือง”  เหมือนเดิม
ถ้าจะปฏิรูปการเมืองต้องไม่ให้ทุนเข้ามามีอิทธิพลใหญ่ในการเสนอตัวเข้าทำงานทางการเมือง ถ้ากลไกของรัฐเปิดโอกาสให้โฆษณาชวนเชื่อกันขนาดนี้ กลายเป็นความล้มเหลว ไม่เกิดประโยชน์อะไร ย้อนยุคเหมือนเดิม
อีกกรณีหนึ่ง คือระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561  หมวด 4   ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง
ในข้อ 18   ระบุว่า ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งในลักษณะ ดังต่อไปนี้
(4) ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใด ตามประเพณีต่างๆ
แต่ในขณะเดียวกันปรากฏว่าในระเบียบ กกต.ว่าด้วยจำนวนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณีหรือเมื่อมีเหตุอันสมควรและการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป พ.ศ. 2561 ในข้อ 6  ระบุว่าการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

ถือเป็นการให้ ปกติประเพณี หรือมีเหตุอันสมควร
(1) การให้ในแต่ละโอกาสตามปกติประเพณี โดยมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสามพันบาท
(2) การให้ในแต่ละโอกาสเมื่อมีเหตุอันสมควรและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติโดยมีราคาหรือมูลค่าที่พรรคการเมืองให้ได้ไม่เกินสามล้านบาท
(3) การให้ในแต่ละโอกาสเมื่อมีเหตุอันสมควรและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติโดยมีราคาหรือมูลค่าที่ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ได้ไม่เกิน  3 แสนบาท
และระเบียบฉบับนี้ได้ให้นิยามคำว่า “การให้ตามปกติประเพณี” หมายความว่า การให้ที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียมหรือจารีตประเพณี เช่น งานวันเกิด งานบวช งานโกนจุก งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ งานเทศกาล งานขึ้นปีใหม่ งานศพ
ทั้งสองระเบียบของกกต. ดูเหมือนขัดกันเอง ระเบียบแรก ระบุห้ามผู้สมัคร ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใดตามประเพณีต่างๆ แต่อีกระเบียบหนึ่งกลับยกเว้นให้ทำได้โดยถือเป็นการให้ปกติประเพณี และนิยามคำว่า การให้ตามปกติประเพณี ครอบคลุมไปหมดทั้งงานวันเกิด  งานบวช งานโกนจุก งานศพ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ แล้วนี้จะมีอะไรที่ไม่เป็นการให้ตามปกติประเพณีอีก   สุดท้ายก็เท่ากับไม่ได้ห้าม

ประชันนโยบายศึกษาเดินพันอนาคตชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชันนโยบายศึกษาเดินพันอนาคตชาติ

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 13:32 น.
พรรคเพื่อไทย,นโยบายศึกษา
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

โดย… พรทิพย์ ทองดี

ในที่สุด “พรรคเพื่อไทย” ก็ได้เสนอนโยบายด้านการศึกษาออกมาฟาดฟันกับพรรคอื่นๆ ในช่วงหาเสียงแล้ว โดยพรรคเพื่อไทยใช้โอกาสในช่วงวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา จัดการเสวนาเรื่องการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ขึ้นในหัวข้อ “นโยบายการศึกษา และเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กและเยาวชน” ภายในงานมีสมาชิกของพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และตัวแทนเยาวชน ร่วมรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายของทางพรรค

โหมโรงนโยบายศึกษาของพรรคเพื่อไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท คือ “การปรับตัวของประเทศเพื่อรองรับเด็กและเยาวชน Gen Z” “ทิศทางและนโยบายการศึกษาของพรรคเพื่อไทย” และสุดท้ายได้เปิดโอกาสให้เยาวชนและสื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์พร้อมตอบข้อซักถาม

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอแนวคิดในหัวข้อ “การปรับตัวของประเทศไทยเพื่อรองรับเด็กและเยาวชน Gen Z” ว่า ทางพรรคได้มองถึงเด็กและเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้น ทั้งยังเป็นกำลังพัฒนาของประเทศที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยจึงคิดว่าเราจะต้องเตรียมความพร้อม เตรียมการรับมือ เพื่อให้เด็กที่กำลังจะเติบโตขึ้นมาในสังคมนี้ พร้อมรับกับการพัฒนา

เด็ก Gen Z หรือ Generation Z  เกิดในช่วงปี 2540 จนถึงปัจจุบัน มีอายุอยู่ในช่วง 0 ถึง 21 ปี และเด็ก Gen Z รุ่นแรกกำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

“เด็กและเยาวชนในยุคนี้เกิดมากับพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน พวกเขาเติบโตขึ้นมาและได้รับการเลี้ยงดูมาจากเทคโนโลยี ซึ่งแตกต่างจากรุ่นที่ผ่านมาอย่าง Generation Y หรือ Gen Y ที่จะหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวของพวกเขา แล้วยุคต่อไปจะกลายเป็นยุคแห่งผู้ประกอบการยุคใหม่ เพราะว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นเจ้านายตัวเอง ไม่ชอบการเป็นลูกน้องใคร สามารถสร้างเงินผ่านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้โดยใช้เทคโนโลยี หาทางลัดให้ตัวเองสร้างทางพิเศษที่รวดเร็ว ไม่ต้องการที่จะไต่เต้าจากส่วนล่างของสังคมโดยการเป็นพนักงานกินเงินเดือนแล้วค่อยไปสู่ผู้บริหาร พวกเขาต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว และไม่ชอบการถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข แล้วก็ไม่ชอบงานประจำ ชอบองค์กรในแนวราบมากกว่าองค์กรในแนวดิ่ง และนี่ก็คือลักษณะของ Gen Z ที่พรรคเพื่อไทยได้ทำการศึกษามา”

0000000

      สร้างทางลัดรับGEN Z
ดร.เผ่าภูมิ บอกว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอการเตรียมความพร้อมประเทศเพื่อรองรับเด็ก Gen Z ไปกับ “เพื่อไทย” คือ

– เปลี่ยนรัฐที่ควบคุมเป็นรัฐที่ให้สนับสนุน “รัฐควรจะใหญ่ในที่ที่ควรจะใหญ่ แล้วก็ควรจะเล็กในที่ที่ควรจะเล็ก อย่างการทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่มักจะติดปัญหาอยู่ที่เรื่องการขอใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ศักยภาพของพวกเขาถูกจำกัดด้วยใบอนุญาต อันนี้เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น”

– ต้อนรับเทคโนโลยีอย่างเป็นผู้นำ พรรคเพื่อไทยจะ “ขี่เสือแห่งเทคโนโลยีด้วยแนวคิดที่แตกต่าง”

– สร้างทางลัด สร้างโอกาส สร้างช่องทางให้ Gen Z “Sharing Economy ที่ไม่ใช่แค่แชร์สินทรัพย์” เพราะพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า ทักษะของมนุษย์จะสามารถแชร์และใช้งานร่วมกันผ่านทางเทคโนโลยีได้

– ลดการผูกขาดด้านเทคโนโลยี และเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใส่มือผู้ประกอบการรุ่นใหม่
– ยกระดับนวัตกรรมของประเทศ ให้ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว
– พลิกโฉมระบบการทำงาน ลดชั่วโมงการทำงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มศักยภาพการทำงานต่อชั่วโมง
– สร้างการศึกษาศักยภาพสูง ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต ลงทุนในเด็กและเยาวชน เตรียมความพร้อมประเทศ เพื่อรองรับศักยภาพที่จะเกิดขึ้นเอง

สำหรับแนวคิดนโยบายด้านการศึกษาคือ “มุ่งพัฒนาคนให้ทันโลก ไม่ทิ้งลูกหลานไทยไว้ข้างหลัง” โดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวในการเสวนาว่า แนวคิดทำนโยบายการศึกษาของพรรคนั้น จะมุ่งพัฒนาคนให้ทันโลกไม่ทิ้งลูกหลานไทยไว้ข้างหลัง โดยนโยบายจะแก้ปัญหาพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่องคือ 1.สร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน ถ้าอยากเรียนต้องได้เรียน 2.ยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกช่วงชั้น ตั้งแต่เด็กอ่อน จนถึงมหาวิทยาลัย และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การใช้งบประมาณ และกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้โรงเรียน ชุมชน เข้าร่วมจัดการศึกษา

จากแนวคิดดังกล่าวพรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายที่จะทำให้คนไทยมีสมรรถนะและทักษะการคิดวิเคราะห์ มีทักษะสูงถึง 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน เรียนจบแล้วมีงานทำ โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ให้คนเรียนมีฝีมือและทักษะตามที่ตลาดต้องการ พรรคเพื่อไทยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการศึกษาปฐมวัยหรือเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 8 ขวบ เพราะการศึกษาของเด็กเล็กเปรียบเสมือนเสาเข็มแรกของชีวิต

000000

     ปฏิรูปสูตรเพื่อไทย
แนวคิดเชิงนโยบายบางส่วนของพรรคเพื่อไทยเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาไทย ประกอบด้วย
1. เรียนฟรี 15 ปีต้องฟรีจริง

2. ไม่ทิ้งเด็กไทยไว้ข้างหลัง เด็กจะยากดีมีจนต้องได้เรียนหนังสือ สนับสนุนให้นักเรียนที่ออกจากโรงเรียนเพราะยากจนให้เรียนจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนให้เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและพัฒนาอาชีพ

3. แปดปีชี้ทางชีวิต เพิ่มงบประมาณ และให้ความสำคัญการศึกษาปฐมวัย มีมาตรการช่วยเหลือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงอายุแปดขวบ ยกระดับให้มี “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ” 2 หมื่นแห่ง

4. “เรียนก่อนผ่อนทีหลังเมื่อมีงานทำ” ด้วยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต ผ่อนคืนเมื่อมีรายได้
5. “โรงเรียนออนไลน์” คนไทยต้องเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยการเรียนรู้แบบดิจิทัล ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ด้วยเนื้อหาระดับโลก

6. ปฏิรูปหลักสูตร “หลักสูตรศตวรรษที่ 21 เลิกท่องจำก้าวล้ำคิดสร้างสรรค์” ให้เด็กไทยมีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ สร้างสมรรถนะ เลิกการเรียนแบบท่องจำ คนรุ่นใหม่ต้องคิดเป็น แก้ปัญหาได้

7. สอนน้อยลง แต่เก่งมากขึ้น ลดชั่วโมงเรียนทั้งปีลง แต่ไปเรียนรู้ทักษะและฝึกสมรรถนะอนาคตมากขึ้น
8. “เด็กไทยได้สามภาษา” ไทย อังกฤษ จีน พลิกโฉมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สามารถสื่อสารได้ตั้งแต่ชั้น ม.3 ผ่านครูเจ้าของภาษาและแอพพลิเคชั่นฝึกภาษา

9. หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนสองภาษา ไทยและอังกฤษ เพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาและการเรียนรู้ให้นักเรียนทั่วประเทศ
10. สร้างครูพันธุ์ใหม่ และ “คืนครูให้ห้องเรียน” เวลาอย่างน้อย 90% ของครู ต้องใช้เพื่อการเรียนการสอน ไม่ใช่ไปทำงานธุรการ
11. เรียนฟรีสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาในสาขาที่ขาดแคลน
12. ศูนย์ฝึกทักษะฝีมืออัจฉริยะ ในทุกภูมิภาคเพื่อฝึกทักษะฝีมือครู นักเรียน ประชาชน
13. “กองทุนอาชีวะสตาร์ทอัพ” เพื่อมีเงินทุนตั้งต้นส่งเสริมให้นักเรียนอาชีวะไปเป็นผู้ประกอบการ
14. มหาวิทยาลัยให้บริการเรียนรู้ตลอดชีวิต และรองรับสังคมผู้สูงอายุ ฝึกทักษะใหม่ให้คนทำงาน
15. “โรงเรียนของเรา ชุมชนของเรา” โดยใช้การกระจายอำนาจ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียน

ทั้งหมดล้วนเป็นนโยบายที่ทันสมัย และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ แต่จะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามชม