“สายเขียว”จะเฮดังได้ไหม?หาก”ภท.”ดันกัญชาเสรีได้จริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สายเขียว”จะเฮดังได้ไหม?หาก”ภท.”ดันกัญชาเสรีได้จริง

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:25 น.
รงค์ วงษ์สวรรค์,กัญชา,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 531 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ใครเล่าจะเชื่อว่าวันนี้กัญชาอาจจะกลาย “เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและค้าขายได้” และคำว่า “กัญชาธิปไตย” ซึ่ง ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับนำมาใช้เมื่อราวๆ กว่า 40 ปีในหลากอารมณ์อักษร วันนี้ “กัญชา” คือหนึ่งในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยนำเสนอกับสังคมว่าหากปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้น จะมีรายได้ปีละ 420,000 บาท…

“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกับ “เครือเนชั่น” เกี่ยวกับหลากนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าหวือหวาและฉีกแนวการหาเสียงจากช่วงที่ผ่านมามากว่า “นโยบายพรรคเกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการ พรรคคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประชาชน”

สิ่งที่พรรคคิดมาตั้งแต่แรกคือปัญหาใหญ่ของประเทศ คือปัญหาความยากจนและหนี้สิน เพราะฉะนั้นเราควรมีการจัดเรียงลำดับปัญหาในสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ พรรคคิดว่าการนำเสนอนโยบายพรรคให้ประชาชนได้พิจารณานั้นทำได้จริง

เริ่มที่นโยบาย “สีเขียว” ที่ค่อนข้าง “ร้อน” กันก่อน ตามประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยบอกเอาไว้ว่า จะทลายข้อจำกัดเพื่อปากท้องประชาชนด้วยการปลูกกัญชาเสรีนั้น

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า “เราจะทลายข้อจำกัดหลายอย่าง เพื่อให้คนไทยสามารถประกอบอาชีพอย่างมีเสรีภาพและมีรายได้จากศักยภาพของตนเอง เรื่องกัญชานั้น ใช้ตามหลักของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา คือ 1.ให้สามารถใช้ในเชิงการแพทย์ได้ 2.ใช้ในเชิงพาณิชย์ 3.จำกัดจำนวนที่ปลูกที่บ้านและลงทะเบียน

บางคนถามว่ากัญชาเสรีนั้นยังมีสถานะยาเสพติดไหม ผมถามกลับว่า ถ้าไม่เสพจะมีอาการไหม บางคนอาจจะเคยรับประทานกัญชาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกลงแดงอยากลองอีก

บางคนบอกว่ามีโอกาสที่จะมอมเมาสังคม ผมถามว่า วันนี้ก็มีสิ่งมอมเมาอยู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว พรรคไม่ได้ไปสร้างเรื่องที่ไหน จากการค้นคว้าวิจัยก็พบว่าเสพกัญชาจะทำให้ง่วงนอน บางคนมองว่าจะมีปัญหาว่าเยาวชนเสพกัญชา เพราะอยู่ใกล้ตัวนั้น ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหา เพราะคงไม่เสพกันทั่วไป”

เมื่อถามว่า การปลูก 6 ต้นจะมีรายได้ครอบครัวละ 420,000 บาทต่อปี เม็ดเงินนี้จะมาจากไหน เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยอธิบายว่า “แคลิฟอร์เนียขายกิโลกรัมละ 7 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทเป็นขั้นต่ำ แต่ที่แพงกว่าคือนำไปสกัดเป็นน้ำมันกัญชา ราคาขวดละ 1 แสนบาท และจะมีแพงไปถึง 5 แสนบาทถึง 1 ล้าน แม้ว่าพวกเขาจะมีการปลูกเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ทำให้ดีมานด์ซัพพลายลดลง”

จากกัญชา ว่าด้วยพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ซึ่งภูมิใจไทยนำเสนอวิสัยทัศน์ไว้ น่าติดตามผลในทางปฏิบัติ

ศักดิ์สยามเล่าว่า หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง พรรคนำเรื่องนี้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าพรรคมีนโยบายอะไรบ้าง พรรคจะแปรนโยบาย 12 ด้านไปสู่การปฏิบัติ โดยการจัดทำพระราชบัญญัติ 12 เรื่อง ซึ่งมันพร้อมที่จะสามารถผลักดันเป็นกฎหมายหลังเลือกตั้งทันที ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้รับอนุญาตจากประชาชนให้ไปทำหน้าที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ปัญหาความยากจนและหนี้สินของประชาชนทุกระดับชั้น กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ เกษตรกร โดยพรรคเห็นว่าการที่พวกเขาไปทำการเกษตร ปลูกพืชเศรษฐกิจแต่ละชนิด เช่น ข้าว ยาง มัน ปาล์ม อ้อย พืชเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาคือกลไกการกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม พรรคมองเห็นว่าพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่ง คือ “อ้อย” ที่มี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ดูแล มีการแบ่งและกำหนดราคา คือแบ่งกำไรอย่างเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ แบ่งกันตามสัดส่วน 70 ต่อ 30 มาสามสิบปีเศษแล้ว ทำไมพืชเศรษฐกิจตัวอื่นถึงไม่มีกฎหมายแบบนี้มารองรับ

พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ มักจะมีเรื่องที่สะท้อนกลับมาตลอดคือ ลงทุนและลงแรงมากที่สุดแล้วก็ขาดทุนมากที่สุด ในขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ตรงกลางน้ำ คือผู้แปรรูป หรือผู้อยู่ปลายน้ำคือผู้ขาย ไม่เคยมีใครที่จะต้องมาเสี่ยงขาดทุน คือผู้ประกอบการที่อยู่กลางน้ำกับปลายน้ำกำไรตลอดเวลา ปัญหาคือโครงสร้างในการกำหนดกลไกราคา เพราะฉะนั้น พรรคใช้ตัวแบบคืออ้อยมาศึกษา ปรากฏว่าพืชตัวอื่นๆ ก็ทำได้ หากทำแบบนี้ได้ ราคาสินค้าเกษตรจะเปลี่ยนไปทันที

เรานำเอาต้นทุนเป็นหลัก คือ ใครลงทุนมากหลังจากมีกำไร ก็ต้องได้แบ่งกำไรไปมาก มันคือความเป็นธรรมที่ควรเกิดขึ้น แบบนี้จะไม่มีใครขาดทุน ยกตัวอย่าง ข้าวหอมมะลิ ข้อมูลในปีนี้ถ้าเป็นโครงสร้างปกติในขณะนี้ จะขายได้ประมาณ 18,000 บาทต่อตัน ถ้าใช้กลไกกฎหมายที่พรรคร่างไว้มาดำเนินการ เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะได้กำไรเพิ่มอีก 1,500 บาทต่อตัน หรือข้าวขาวก็ขยับจากตันละ 7,000 กว่าบาทในวันนี้เป็น 8,700 บาท ซึ่งนี่เป็นแค่การบริหารจัดการ ไม่มีการใช้งบประมาณ ซึ่งทำไม่ได้แล้ว กฎหมายห้าม “ประชานิยม” จะไปแทรกแซงโดยใช้วิธีรับจำนำ, ประกันราคานั้น ทำไม่ได้แล้ว ผมเป็นห่วงว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าไม่ดูกฎหมายให้ดีแล้วไปประกาศนโยบายที่ขัดกับกฎหมาย หลังการเลือกตั้งจะมีปัญหา”

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยบอกว่านโยบายต่างๆ นั้นศึกษามาแล้ว โดยเฉพาะโครงสร้างราคาสินค้าเกษตร คือต้องการแก้ระบบใหม่ทั้งหมด เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ใช่ เพียงแค่ออกกฎหมายเรื่องการแบ่งปันกำไรอย่างเป็นธรรม(Profit Sharing) เชื่อว่าเกษตรกรจะได้สัดส่วนการแบ่งกำไร 75% จากกำไรที่มี อีกตัวอย่างคือ มันสำปะหลัง พรรคคิดว่าราคาควรจะตกอยู่กิโลกรัมละ 4 บาท ปาล์มนั้น ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างแบ่งปันกำไร แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่นำสิ่งที่เป็นศักยภาพของประเทศมาใช้

“พืชเศรษฐกิจคือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย มีอยู่ 4 ชนิดที่เป็นพืชพลังงานได้คือ ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านนี้คือบราซิลทำเอทานอล 100% และไม่ต้องนำเข้าปิโตรเลียม บราซิลมีการศึกษาปัญหาเรื่องที่จะให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อมาสร้างเป็นพืชพลังงาน ถ้าเป็นเรื่องพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตเป็นน้ำมัน ไม่แพง แต่ในส่วนนำปาล์มน้ำมันไปผลิตไฟฟ้าอาจจะดูแพง ถ้าไม่มองภาพรวมของประเทศ เช่น ภาคใต้มีปัญหาเรื่องปาล์มน้ำมัน การที่บ้านเราไม่นำปาล์มน้ำมันมาใช้ผลิตไฟฟ้า แต่โรงงานต้นแบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยทำเสร็จแล้วที่จ.กระบี่, ราชบุรี, บางปะกง แต่หัวใจจริง ๆ คือ จ.กระบี่ เพราะปาล์มปลูกมากที่ภาคใต้ วันนี้ปาล์มล้นตลาด และสินค้าที่เคยส่งไปที่อียู ขณะนี้ก็อาจจะมีปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับสุขภาพซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

พรรคภูมิใจไทยเห็นว่า หากเราผลิตไฟฟ้าด้วยปาล์มน้ำมัน อาจจะดูว่าต้นทุนสูงกว่าหากเทียบกับการนำถ่านลิกไนต์มาผลิตไฟฟ้า แต่สิ่งสำคัญคือปาล์มไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หากใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า มันจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวและชีวิตชาวประมงภาคใต้ ซึ่งกว่าจะคืนสภาพกลับมามันใช้เวลา สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อเกษตรกรมีตลาดที่สมบูรณ์ ผลิตออกมาก็ขายได้ สิ่งที่ตามมาคือเศรษฐกิจจะเกิดภาวะหมุนเวียน รัฐบาลจะมีรายได้คือเก็บภาษีได้มากขึ้น สิ่งต่างๆ จะต่อเนื่องกัน เครื่องจักรทุกตัวจะหมุนของมันเอง

หากถามว่าภาระเพิ่มขึ้นไหม ผมตอบว่าไม่ เพราะเรื่องพลังงาน ถ้าพักเรื่องไฟฟ้าไว้ มาดูเรื่องของการใช้พลังงานในเรื่องรถยนต์ เราขาดดุลการค้าในเรื่องการนำเข้าปิโตรเลียมมาตั้งเยอะ ถ้าเราใช้วิธีนี้ เราจะส่งออกด้วยซ้ำไป แล้วจะได้มีรายได้กลับมา พอรัฐมีรายได้ สิ่งต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นมาตามมา

ถ้าเราบริหารโดยการใช้โครงสร้างบริหารสินค้าเกษตร คือมีกฎหมายแบบอ้อย เราจะใช้เงินที่ได้จากการขาย (เม็ดเงินอยู่ในห่วงโซ่การผลิต) เรามีของมันอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐทำในอดีตคือนำงบประมาณเข้าไปแทรกแซง แล้วนำมาซึ่งการทุจริต สิ่งที่พรรคกำลังกระทำนั้นเป็นเรื่องความยั่งยืน ถามว่าอ้อยกับน้ำตาลทำมา 35 ปี วันนี้ไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ถ้ากฎหมายของเราทำแบบนี้ เราจะทำให้อ้อยซึ่งตันละประมาณ 800-1,000 บาท ราคาจะไปอยู่ที่ 1,200 บาทต่อตันทันที เพราะจะต้องนำผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาคิด วันนี้อ้อยคิดแค่เรื่องน้ำตาล ที่แบ่งกำไรกัน ร้อยละ 70/30 แต่ถ้านำเอากากน้ำตาลกับเอทานอลมาบวกด้วยพวกเขาจะได้ 1,200 บาทต่อตันเลย ถ้าคิดแบบนี้ รัฐเข้าบริหารจัดการควบคุม รับรองพี่น้องเกษตรกรรวย”

2562 “อันธพาลครองเมือง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2562 “อันธพาลครองเมือง”

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:15 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,2562 อันธพาลครองเมือง
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พาดหัวข่าวใหญ่ ‘คม ชัด ลึก’ เมื่อ 16 กุมภาพันธ์นี้ ว่า ‘จ่อข้อหาหนัก ซ่องโจร-กังขัง’ เรื่องแก๊งอันธพาลงานบวชทำร้ายร่างกาย-อนาจารเด็กนักเรียน ร.ร.มัธยมวัดสิงห์ เขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นที่เศร้าสะเทือนใจอย่างมาก

เรื่องนี้มีผู้แสดงความคิดเห็นให้ลงโทษพวกอันธพาลนี้อย่างหนักตามกฎหมายรวมถึงนายกรัฐมนตรี-ผบ.ตร.และประชาชนคนไทยที่รักสงบรักความยุติธรรม

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำจดหมายจาก ‘ครูน้อย’ กทม. แสดงความรู้สึกและขอให้ตำรวจจับกุมทุกคนรวมถึงให้ทางกรมการศาสนาหรือวัดวาอารามต่างๆ ได้โปรดออกระเบียบใหม่เรื่องการแห่นาคหรืองานบวชให้เป็นแบบพอเพียง เงียบสงบ ไม่รบกวนผู้อื่นและที่สำคัญต้องอย่าดื่มสุรายาเมาทำให้ขาดสติ

ถึงเวลาต้องปฏิรูปจัดระเบียบงานบวช-งานแห่นาคใหม่ได้แล้วตั้งแต่บัดนี้

 อ๊อด เทอร์โบ

***

  21 ก.พ.เข้าสู่ฤดูร้อน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนรุ่นเก่าเคยดูหนังเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” ซึ่งคนรุ่นหลังอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมมีอันธพาลกวนเมือง-ครองเมือง โดยตำรวจไม่ปราบปรามให้สิ้นซาก

แต่นึกไม่ถึงว่า พ.ศ.2562 ยังจะมีอันธพาลครองเมืองและไม่ใช่เกิดห่างไกล-แต่อยู่แค่บางขุนเทียนนี่เอง

ข่าวคราวเรื่องราวทั้งหมดผมไม่ขอเล่าให้ฟังเพราะสื่อทุกชนิดได้แจ้งรายละเอียดอยู่แล้ว แต่อยากจะขอแจ้งความต้องการให้ตำรวจติดตามจับกุมคนป่วนเมืองมาลงโทษให้สาสมความผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้พ่อแม่ญาติโยมที่จะบวชลูกหลานได้โปรดนึกถึงความพอเพียง ประหยัดและมีสมาธิไม่จัดแบบฟุ้งเฟ้อรบกวนความสงบชาวบ้าน

ขอให้จัดระเบียบงานบวชนาค-งานบวช ใหม่ งดการดื่ม-การละเล่น-รวมถึงมหรสพอึกทึก ถึงเวลาปฏิรูปแล้วครับ
   ครูน้อย (กทม.)

  ซื้อของออนไลน์ถูกหลอก
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันมีเรื่องแจ้งเตือนมายังทุกท่านที่ซื้อของ ซื้อสินค้าออนไลน์ เพราะเจอเข้ากับตัวเองเพราะได้รับของที่ไม่ตรงกับที่ดิฉันสั่งซื้อไป จึงขอแจ้งมาให้โปรดระวังและให้ สคบ.ช่วยจัดการตามกฎหมายเพราะเข้าข่ายหลอกลวง

วันก่อนเห็น สคบ.ให้ระวัง ซึ่งดิฉันรีบบอกมาอีกโดยเกรงว่าหลายคนจะตกเป็นเหยื่อและทางการได้ออกแถลงข่าวอย่างเป็นทางการคือ

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แจ้งเตือนผู้บริโภคให้ระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอพพลิเคชั่นไลน์ มีความเสี่ยงที่จะได้สินค้าไม่ตรงตามที่สั่งซื้อไป โดยมีผู้ที่ถูกหลอกมาร้องเรียนกับสคบ.แล้วหลายร้อยราย ขณะที่สคบ.กำลังจับตาการซื้อสินค้าออนไลน์และเก็บเงินปลายทาง จะเป็นช่องทางของพวกมิจฉาชีพ

บางครั้งคนที่ต้องจ่ายเงินปลายทางอาจเป็นคนที่ไม่ได้ซื้อสินค้า เช่น เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุที่อยู่เฝ้าบ้านเห็นลูกซื้อสินค้ามาแล้วมีคนมาส่ง ก็จ่ายเงินให้จากการเก็บเงินปลายทาง โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่รู้ว่าสินค้าที่ส่งมานั้นคืออะไร แต่เก็บเงินไปแล้ว จากนั้นเมื่อเปิดดูสินค้ากลับพบว่าสินค้าที่จ่ายเงินไปไม่ตรงตามที่โฆษณาหรือเป็นสินค้าปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอก เมื่อมาแจ้งให้สคบ.ช่วยตรวจสอบ มิจฉาชีพกลุ่มนี้ก็ปิดเว็บไซต์หนี

เรื่องนี้เป็นที่สนใจในสื่อสังคมออนไลน์ โดยผู้บริโภครายหนึ่งซื้อรองเท้ายี่ห้อดังจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อได้รับสินค้ากลับพบว่าเป็นสินค้าปลอม เมื่อสอบถามไปยังผู้ส่งก็ปฏิเสธที่จะคืนเงิน

สคบ.ได้รับการร้องเรียนหลายครั้งจึงแจ้งเตือนให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง ตรวจสอบข้อมูลของผู้ขายให้ชัดเจนว่ามีการจดทะเบียนถูกต้องกับกรมธุรกิจการค้า เกี่ยวกับการทำธุรกิจค้าขายสินค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซหรือไม่

หรือมีการจดทะเบียนขายตรงหรือตลาดแบบตรงกับ สคบ.หรือไม่ หากพบว่าไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องและมีความน่าสงสัยก็ให้ยกเลิกการซื้อสินค้าเพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง

ดิฉันเองขอตำหนิว่า สคบ.ควรจะทำงานให้ทันเหตุการณ์และไม่ใช่ทำแบบวัวหายล้อมคอก และอย่าเป็นยักษ์ไม่มีตะบองเพราะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ต้องดูแลประชาชนค่ะ
 ชบาแก้ว (รัชดา)

  ตอบ คุณ ‘ชบาแก้ว’
ก่อนอื่นขอเรียนว่ามีจดหมายจากประชาชนแจ้งเรื่องถูกหลอกลวงการซื้อสินค้าออนไลน์เช่นเดียวกันนี้ส่งมาหลายรายและต่างเสียเงินเสียทองไปโดยไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเจ้าของสินค้าปิดเว็บไซต์หนีหายไปแล้ว

ขอบคุณจดหมายของคุณที่ปรารถนาดีแจ้งเตือนมาและขอให้ทางสคบ.ช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่อยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป หรือแค่บอกให้ระวัง

คิดว่าหาก สคบ.จะเอาใจใส่ทำงานโดยเข้มข้นและทันต่อสถานการณ์ เรื่องการซื้อสินค้าออนไลน์และตรวจสอบว่ามีการโฆษณาเกินจริงหรือไม่ จะได้จัดการดำเนินการตามกฎหมาย

ในหลายกรณีที่ผ่านมาประชาชนต้องทนรับกรรมถูกหลอกลวงเสียหาย เสียเงินและถูกมองว่าไม่ฉลาดเฉลียวเลยโดนหลอก-น่าเจ็บใจจริงๆ
         อ๊อด เทอร์โบ

“ตระกูลเพื่อ” ป่วน รู้ชะตากรรม “ทษช.” ถ้าหายไป 150 เขต?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตระกูลเพื่อ” ป่วน รู้ชะตากรรม “ทษช.” ถ้าหายไป 150 เขต?

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ปรีชาพล พงษ์พานิช,แคนดิเดตนายกฯ,พรรคเพื่อไทย,นายใหญ่,ซูเปอร์ดีล,การเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทษช,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 9,252 ครั้ง

ลุ้นระทึกไปอีกหนึ่งสัปดาห์เต็ม  กว่าจะถึงวันที่ 7 มีนาคม วันนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ คำร้องยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)!!

          000 แล้ววันนี้ก็มาถึง ใกล้ถึงจุดจบของ “ปรากฏการณ์สะเทือนแผ่นดิน” เมื่อ กกตได้ยื่นคำร้องยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้จึงไม่ไต่สวน โดยนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ มีนาคมนี้

          000 จากที่คนแดนไกลร่วมออกแบบ “พรรคพี่น้อง” หวังจะให้ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของ ทษชเป็นจุดชี้ขาดชัยชนะให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยได้ในวันที่ 24 มีนาคม สถานการณ์พลิกผัน ทษชกลับตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสุดๆ “..ปรีชาพล พงษ์พานิช” หัวหน้าพรรคหนุ่ม คงต้องลุ้นระทึกไปอีกหนึ่งสัปดาห์เต็ม 

..ปรีชาพล พงษ์พานิช

          000 หากคำตัดสินวันนั้นออกมาเป็นลบต่อพรรค ทษชปัญหาที่ตามมา พรรคเพื่อไทยจะเอายังไงกับ “150 เขต” ที่หายไป เพราะเดิมที “พรรคพี่” ส่งผู้สมัคร ส..เขต เพียง 250 เขต ส่วน “พรรคน้อง” อย่าง ทษชส่งผู้สมัคร ส..เขต 175 เขต โดยมี 25 เขตที่แข่งกับเพื่อไทย แต่ไม่หวังได้ ส..เขต เพราะต้องเก็บคะแนนตกน้ำมากกว่า 

          000 ยกเว้นพรรคเพื่อไทย ก็จะมีพรรคการเมืองในแนวทางเดียวกันอีกหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นอนาคตใหม่ เพื่อชาติ เสรีรวมไทย ประชาชาติ พลังปวงชนไทย และพลังไทยรักไทย ซึ่งยังไม่รู้ว่าพรรคใดจะได้รับอานิสงส์มากน้อยแค่ไหนจากกรณี ทษช.เจอวิกฤติเลวร้ายที่สุด 

ทษช.ปราศรัยที่ชัยนาท แฟนคลับยังต้อนรับดี

          000 ลีลาแบบนักโต้วาทีของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค ทษชที่ขึ้นเวทีปราศรัยที่จ.นครปฐม วันก่อน “เลือกพรรคใหม่แต่หัวใจดวงเดิม เลือกพรรคใหม่แต่ท่านดูหน้าตาสิครับ นี่หมายถึงใคร พรรค ทษช. ‘ทษช.’ ย่อมาจากอะไร” ยังงี้ จะไม่ให้คนเขาวิจารณ์ว่ามีคนนอกพรรคคอยบงการได้อย่างไร?

ทีมยุทธศาสตร์ ทษช. ยังออกหาเสียง

          000 สัปดาห์ก่อนยังดูเงียบๆ แต่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล แถลงผลสำรวจกระแสแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (5–26 ..2562) ปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ ร้อยละ 31.9 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ร้อยละ 53.5 ในการสำรวจครั้งล่าสุดคือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.6 เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก      

         

อนุทิน ชาญวีรกูล คะแนนนิยมดีขึ้น

          000 สนามเลือกตั้งบุรีรัมย์และสุรินทร์ เป็นหัวใจของพรรคภูมิใจไทย และ “เนวิน ชิดชอบ” เพราะถือว่าสุรินทร์ก็เป็นบ้านเกิดของพ่อกำนันชัย ชิดชอบ แต่ผลการเลือกตั้ง 2554 เนวินรู้สึกผิดหวังอย่างแรง ที่สนามเมืองช้าง ค่ายสีน้ำเงินได้ ส..มาแค่คนเดียวจาก เขต ฉะนั้นเลือกตั้งปีนี้จึงมุ่งมั่นเพิ่มเก้าอี้ ส..ให้ได้       

          000 สมรภูมิสุรินทร์มี เขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย ที่มีลุ้นสู้กับคู่แข่งอยู่ประมาณ เขต โดยฝากความหวังที่เขต 1 “ปกรณ์ มุ่งเจริญพร” อดีต ส..สมัยที่แล้ว ซึ่งเป็นแม่ทัพภูมิใจไทยเมืองช้าง ได้สร้างฐานคะแนนผ่านกีฬาฟุตบอลและมวยไทยต่อเนื่อง

เนวิน กับ ปกรณ์ มุ่งเจริญพร

          000 อีกคนหนึ่งที่เป็นความหวังของเนวิน เขต กิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ“ ลูกชาย “เสี่ยติ่ง” นายก อบจ.สุรินทร์ ที่สวมเสื้อภูมิใจไทย พ่ายภรรยาของ “ชูชัย มุ่งเจริญพร” อดีตส..ค่ายเพื่อไทยสมัยที่แล้ว หนนี้ตัวชูชัยลงสนามเอง ศึกศักดิ์ศรี “ทุนใหญ่” คงสู้กันดุเดือดแน่

กิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ

          000 ส่วนพื้นที่หมู่บ้านช้าง เขต สุรินทร์ “ศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา” อดีตนายก อบต.กระโพ น้องชายสุริยะ ร่วมพัฒนา อดีต ส..สุรินทร์ ก็หวังทำศึกล้างตากับ “คุณากร ปรีชาชนะชัย” ลูกชายเถ้าแก่โรงสี อ.ท่าตูม ที่ได้เป็น ส.เพราะกระแสยิ่งลักษณ์

คนเลี้ยงช้าง ศิริศักดิ์ ร่วมพัฒนา

          ปิดท้ายที่เขต ค่ายเนวินก็คาดว่า “พรชัย มุ่งเจริญพร” อดีต ส..สุรินทร์ จะเอาชนะชูศักดิ์ แอกทอง อดีต ส..เพื่อไทย สมัยได้ โดยมี “ซ้อกุล” ปทิดา ตันติรัตนานนท์ อดีต ส.อบจ.สุรินทร์ เขต อ.กาบเชิง ลงช่วยหาเสียงอีกแรง

ทรงศักดิ์ ทองศรี ทุ่มเต็มที่เพื่อภรรยา-แว่นฟ้า ทองศรี

          000 จากอีสานใต้ไปหัวเมืองชายฝั่งโขง “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในฐานะ “เขยบึงกาฬ” ขอลุ้นเต็มที่กับ “แว่นฟ้า ทองศรี” ภรรยาที่ลงสมัครส..เขต โดยลงสนามครั้งแรก แว่นฟ้าลูกหลานคนบึงกาฬ พ่ายกระแสยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ถอดใจ เกาะติดทำงานพื้นมาโดยตลอด สดับเสียงหัวคะแนน “แว่นฟ้า” มีโอกาสลุ้นมากกว่าหนที่แล้ว คนที่เหนื่อยจะเป็น เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย

ไม่ขับให้ดับเครื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ขับให้ดับเครื่อง

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
ไม่ขับให้ดับเครื่อง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หมอกควัน,อากาศพิษ
เปิดอ่าน 301 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
เวลานี้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งต่อไปก็จะมีปัญหาเรื่องหมอกควันจากการเผาป่าหรือไฟป่าตามมา

ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนป้องกันไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะเกิดปัญหามลภาวะตาม ซึ่งทุกผ่ายต้องร่วมมือกัน

วันก่อนมีข่าวที่น่าสนใจจาก กทม.ว่าจะนำร่องเรื่องโครงการ ‘ไม่ขับ-ให้ดับเครื่อง’ ซึ่งจะเริ่มจากพนักงานขับรถของ กทม. เพราะหลายคนติดเครื่องขณะรอรับส่งหรือติดเครื่องเปิดแอร์เพราะอากาศร้อน

เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ ในส่วนของ กทม.ที่มีรถยนต์ในสังกัดถึง 10,000 คัน ได้ให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการลดฝุ่นละออง PM 2.5 ด้วยการกำชับพนักงานขับรถยนต์ดับเครื่องยนต์ทุกครั้ง เมื่อไม่ปฏิบัติงานหรือจอดรถรับ-ส่ง ประชาชนสามารถติดตามผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศได้ที่เว็บไซต์ http://www.bangkokairquality.com หรือ Facebook: กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ผ่านทางโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และประมวลผลแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศ ในพื้นที่จุดเสี่ยง

ขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เปลี่ยนมาให้ระบบขนส่งสาธารณะ ใช้รถจักรยานหรือเดินเพิ่มขึ้น เพื่อลดปริมาณรถยนต์ในท้องถนน ซึ่งเป็นการลดปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ

ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับเพราะควันพิษจากเครื่องยนต์พ่นออกจากท่อไอเสียรถยนต์-จักรยานยนต์ใน กทม.ที่มีเป็นแสนๆ คันต่อวัน หรือาจจะเป็นล้านจะทำให้อากาศเสียมีอันตรายต่อร่างกายระบบหายใจมากๆ ครับ

ทุกหน่วยงานโปรดช่วยกันออกกฎระเบียบตามโครงการ ‘ไม่ขับให้ดับเครื่อง’ นับตั้งแต่วันนี้และโดยเร็วที่สุด
  ศักดา (หัวลำโพง)

ooo

 ตอบ คุณ ‘ศักดา’ หัวลำโพง
เวลานี้หมอกควันอากาศเป็นพิษค่อยเบาบางลงบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าหากไม่หาทางป้องกันแบบระยะยาวแล้วต่อไปจะเกิดขึ้นอีก
ขอบคุณจดหมายที่มีสารประโยชน์ของคุณเรื่อง กทม.มีนโยบายรณรงค์โครงการ ‘ไม่ขับให้ดับเครื่อง’ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วชอบใจมากและขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคน

ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นข้อบงคับของ กทม.ฝ่ายเดียว ซึ่งหากช่วยกันแล้วผมเชื่อว่าอากาศใน กทม.จะบริสุทธิ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นพิษทำให้ตามัว-หายใจไม่ค่อยออก เช่นที่ผ่านมา

อย่าให้ต้องออกเป็นกฎหมายหรือบังคับกันเพียงแต่ร่วมมือกันโดยสมัครใจและมีความรับผิดชอบมีจิตสำนึกก็พอแล้ว
     อ๊อด เทอร์โบ
ooo

คุณ ‘สมบูรณ์’ พิษณุโลก ได้ส่งจดหมายเรื่อง “ไฮเปอร์ลูป” มาซึ่งเหมือนจะเป็นภาพยนตร์นวนิยายมากกว่าเรื่องจริง แต่เชื่อเถิดว่ากำลังเกิดขึ้นแล้วในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

‘ดับเครื่องชน’ ขอให้ศึกษาดูและแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลแต่รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม และ ‘ไฮเปอร์ลูป’ กำลังมีใช้แล้วที่ดูไบ แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่จะขยายต่อไปเป็นระหว่างเมืองและจะมาแทนรถไฟความเร็วสูงที่จะล้าสมัย

  ‘ไฮเปอร์ลูป’ 1,200 กม./ชม.
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมศึกษาเรื่องระบบการขนส่งที่เหมาะสมกับประเทศไทยของเราแล้วยังมีความหวังว่ารถไฟความเร็วสูงจะให้ประโยชน์สูงสุด แต่เวลานี้ยังลูกผีลูกคน ไม่รู้ว่ารัฐบาลหน้าหรือชาติหน้าตอนบ่ายจะได้ใช้หรือไม่

กว่ารถไฟความเร็วสูงจะได้ใช้ผมว่าอาจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้เพราะหลายประเทศกำลังสนใจสร้างระบบขนส่ง ล่าสุดที่เรียกว่า ‘ไฮเปอร์ลูป’ ซึ่งมีความเร็วถึง 1,200 กม./ชม. เร็วกว่ารถไฟความเร็วสูงหลายเท่าและทำให้ รฟท.ปัจจุบันของไทยกลายเป็นเต่าติดล้อไปเลย

ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีการขนส่งแบบใหม่ ซึ่งยานพาหนะจะเคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศด้วยแรงขับแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานที่เกิดจากอากาศ ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำความเร็วสูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวงเงินการลงทุนต่ำกว่าเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง

โดยจะนำเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปมาทดลองในเส้นทาง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร และ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ระยะทาง 840 กิโลเมตร เนื่องจากการลงทุนไฮสปีดเทรนใน 2 เส้นทางนี้มีความคุ้มค่าทางการเงินต่ำ ถ้าเปลี่ยนมาลงทุนด้วยเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปจะมีความเป็นไปได้มากกว่า นอกจากนี้ ไฮเปอร์ลูปยังมีส่วนประกอบต่างๆ เช่น ท่อเหล็กที่นำมาประกอบเป็นอุโมงค์ตัวรถ รวมถึงงานระบบที่สามารถผลิตในประเทศ

เวลานี้บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูป 6 บริษัททั่วโลก ขณะเดียวกันก็มีประเทศกว่า 40 แห่ง ที่ให้ความสนใจในการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น ประเทศจีนและอินโดนีเซียที่ได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ขณะที่โครงการในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส
ข้อดีของไฮเปอร์ลูปคือ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เปรียบเทียบกับไฮสปีดเทรนที่ทำความเร็วสูงสุดแค่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไฮเปอร์ลูปยังมีต้นทุนน้อยกว่า ถ้าทำในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะเดินทางได้ในเวลา 30 นาที

สำหรับความเสถียรของเทคโนโลยี ความปลอดภัย ด้านวิศวกรรม ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งควรใช้งบลงทุนต่ำกว่าไฮสปีดอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงให้ สนข.ไปดูด้านกฎหมายว่า กรมรางฯ หรือกรมการขนส่งฯ ใครจะเป็นคนกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้ เพราะเป็นยานพาหนะที่อยู่ในท่อ ไม่ใช่ถนนหรือราง
ผมสรุปเรื่องข้อดีของไฮเปอร์ลูปมาให้ทราบและเชื่อว่าอีกนานกว่าจะมีใช้ในเทศของเรา เพราะขนาดรถไฟธรรมดาจะทำเป็นรถไฟความเร็วสูงยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่าเลย
     สมบูรณ์ (พิษณุโลก)

ooo

รายละเอียดข้อมูลต่างๆ นั้นโปรดศึกษาได้และสรุปว่าไฮเปอร์ลูปทำความเร็วสูงสุด 1,200 กม./ชม. หากใช้เส้นทาง กทม.-เชียงใหม่ 700 กม. จะใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง

รถไฟความเร็วสูงวิ่งความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. จะกลายเป็นของเก่าล้าสมัยตกยุคไปเลย
   อ๊อด เทอร์โบ

ระบบตำรวจไม่ทำงาน…ทำอันธพาลครองเมือง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระบบตำรวจไม่ทำงาน…ทำอันธพาลครองเมือง?

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
อาจารย์สืบพงษ์ ม่วงชู,โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์,ปัญหาความรุนแรง,ในรั้วโรงเรียน,อันธพาล,ตำรวจ
เปิดอ่าน 2,626 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

เหตุการณ์ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์มาแรงแซงทุกกระแส สังคมตั้งคำถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เมืองไทยกลับสู่ยุคอันธพาลครองเมืองกันอีกแล้วหรือ ถือเป็นประเด็นที่น่าถอดบทเรียน

เริ่มจากมุมมองการใช้ความรุนแรงของวัยรุ่นและเยาวชนกันก่อน อาจารย์สืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารอุเทนถวาย บอกว่า กว่า 80% ของปัญหาความรุนแรงในรั้วโรงเรียนมาจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเลยก็ว่าได้ เด็กบางคนมีครอบครัวอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือแหล่งเสื่อมโทรม ทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมต่างๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์สืบพงษ์ บอกว่า โรงเรียนมัธยมศึกษาบางแห่งมีปัญหาความรุนแรงมากกว่าช่างกลด้วยซ้ำไป ขณะที่วัยรุ่นในชุมชนต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ก็มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงเยอะมาก อายุของผู้กระทำผิดก็น้อยลงเรื่อยๆ เรื่องสภาพแวดล้อมของเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถชักจูงให้กระทำรุนแรงรูปแบบต่างๆ ได้ง่ายมาก

ขณะที่มุมมองของนักอาชญาวิทยาอย่าง ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ บอกว่า คดีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ อายุของผู้ที่ก่อเหตุอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นด้วยซ้ำไป ซึ่งอาจมาจากพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ และแสวงหาการยอมรับจากเพื่อนในกลุ่มหรือเพื่อนรุ่นพี่ เช่น หากอยู่ในกลุ่มรถซิ่ง ก็อยากจะขับรถให้เก่ง หากอยู่กลุ่มที่ชอบมีเรื่องทะเลาะวิวาท ก็จะมีพฤติกรรมเป็นหัวโจกในการหาเรื่อง เพื่อให้ได้การยอมรับจากกลุ่มเพื่อนๆ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “พวกมากลากไป”

อาจารย์จอมเดช ยังมองในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายว่า จริงๆ ความผิดที่คนเหล่านี้ก่อ มีข้อกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ทั้งการห้ามดื่มสุราในวัด ในโรงเรียน แต่สถานที่เหล่านี้ตรวจสอบได้ยาก เพราะจะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทุกแห่งก็คงจะเป็นไปได้ยาก จึงทำให้ยังมีการฝ่าฝืนข้อกฎหมายอยู่ โดยสิ่งสำคัญที่ควรจะแก้ไขก็คือจิตสำนึกของแต่ละบุคคลในการเคารพกฎหมายมากกว่า

แม้อาจารย์จอมเดช จะออกตัวว่า การลักลอบกระทำผิดกฎหมายในบางสถานที่ แม้จะทำผิดอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ก็ยากที่ตำรวจจะเข้าไปตรวจสอบได้ทุกเหตุการณ์ แต่อดีตตำรวจนักปฏิรูปอย่าง พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร บอกว่า เหตุการณ์ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ สะท้อนปัญหาของระบบตำรวจไทยอย่างชัดเจน
“นี่คือภาพสะท้อนว่าระบบงานรักษากฎหมายของประเทศไทยมีปัญหาร้ายแรงที่ต้องเร่งปฏิรูปโดยด่วน” พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว พร้อมแจกแจงปัญหาเป็นข้อๆ ให้เห็นกันชัดๆ

1.การใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ทำไมโรงเรียนจึงไม่สามารถแจ้งให้ตำรวจมาจัดการดำเนินคดีได้ ทำให้ต้องไปเตือนเอง ก่อให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกัน และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายในที่สุด

2.ปัญหาลักษณะนี้มีเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส รถเร่ขายสินค้าใช้เครื่องขยายเสียงโฆษณาตามถนนหลวงและตรอกซอกซอยต่างๆ เต็มไปหมด ประชาชนต้องอยู่กันด้วยความอดทน เพราะไม่รู้ว่าจะแจ้งให้ใครมาจัดการได้ หรือแจ้งแล้วแต่ไม่มีใครมาจัดการ

3.ทางแก้คือต้องทำให้ กทม.และเมืองใหญ่ๆ มีตำรวจของตนเอง เพื่อทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบ ทั้งสอบสวนและดำเนินคดีได้ด้วย ไม่ต้องไปพึ่งตำรวจแห่งชาติดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่ก็โอนตำรวจนครบาลไปสังกัด กทม. เหมือนประเทศที่เจริญทั่วโลกที่งานตำรวจอยู่ในความรับผิดชอบของเมืองใหญ่ทั้งสิ้น ตามหลักกระจายอำนาจและเข้าใจพื้นที่

พ.ต.อ.วิรุตม์ ยังบอกด้วยว่า ปัญหาทั้งปวงเกิดจากระบบสอบสวนเละเทะล้มเหลว “ไม่ตาย ไม่เป็นข่าว – ไม่มีเงิน ไม่สอบสวน” ทำให้กลุ่มอันธพาลนอกกฎหมายไม่กลัวตำรวจ ส่วนคนสุจริต คนดี ตกเป็นเหยื่อถาวร

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ เป็นเพราะระบบงานตำรวจของบ้านเราเป็นระบบ “รอรับแจ้งความ” ซึ่งเป็นระบบงานตำรวจแบบเก่า ตำรวจจะนั่งรอที่โรงพัก เพื่อให้ประชาชนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ถือเป็นการปฏิบัติงาน “เชิงรับ” แม้จะมีฝ่ายสืบสวนและสายตรวจออกพื้นที่บ้าง แต่ก็เป็นการทำงานตามวงรอบ และวางแผนแบบรวมศูนย์ ไม่ได้วางแผนร่วมกับประชาชนเพื่อป้องกันอาชญากรรมอย่างแท้จริง

แต่ระบบตำรวจแบบใหม่ที่ทั่วโลกใช้กันกว่า 80% แล้ว คือระบบที่เรียกว่า community policing แปลเป็นไทยว่า “ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน” คือการส่งตำรวจไปอยู่ ไปทำงานในชุมชน ไม่ใช่นั่งรอที่โรงพัก เพื่อให้รู้ถึงปัญหาในชุมชน และวางแผนป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เช่น ปัญหาเด็กแว้น รถซิ่ง ปัญหาอันธพาลที่สร้างความเดือดร้อนในชุมชน แต่ปัจจุบันตำรวจไทยยังนั่งรอแจ้งความที่โรงพัก ทำให้กลุ่มอันธพาลและผู้มีอิทธิพลอยู่สบาย แถมยังขยายอิทธิพลจนไม่กลัวใคร เมื่อตำรวจรับเรื่องร้องทุกข์ กว่าจะเข้าไปแก้ไข ก็ไม่ทันแล้ว

การบริหารงานตำรวจแบบใหม่ เริ่มมีนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาบางคนนำมาใช้ เช่น โครงการปักกลด ที่ให้ตำรวจทำตัวเหมือนพระธุดงค์ ไปปักหลักอยู่ในชุมชนเพื่อรับทราบปัญหา และทำแผนแก้ไขปัญหาอาชญากรรม

ใครจะยิ้มออกบ้าง..หลังรู้ผลหย่อนแต้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363888?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครจะยิ้มออกบ้าง..หลังรู้ผลหย่อนแต้ม

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
ประชารัฐสร้างชาติ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พปชร,พลังประชารัฐ,เหลิม บางบอน,คุณหญิงหน่อย,วัน อยู่บำรุง
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็นโดย…  เร้นกาย ไร้เงา

“ประชารัฐสร้างชาติ” คือหนังสือที่พรรคพลังประชารัฐจัดทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบนำไปศึกษาและชี้แจงต่อสังคมเกี่ยวกับประวัติและผลงานของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวของ พปชร.

เพราะเหลือเวลาไม่นานนักก็จะถึงเวลาหย่อนบัตรแล้ว ยามนี้คีย์แมน พปชร.ต้องเน้นจุดขายที่ “ลุงตู่” เพียวๆ เพราะกระแสที่สังคมบอกผ่านโพลล์หลากสำนักแจ้งว่าคะแนนลุงตู่และ พปชร.ดีวันดีคืน…

แต่ที่น่าคิดต่อ คือโพลล์หลากสำนักยังบอกว่า “คะแนนเงียบ” ที่ยังไม่แสดงตนนั้น ยามนี้มีมากกว่าเสียอีก ตรงนี้แหละที่จะเป็นจุดตัดว่า “ลุงตู่” จะหยุดป้ายนี้หรือได้สิทธิไปต่อ…

“หนักใจตรงนี้ และตรงบ้านมีรั้ว เพราะเราไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับลุงตู่” ผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งปรารภ

แว่วมาไกลๆ ว่า ไม่นานมานี้คีย์แมนพรรคบางคนอ่อนใจที่ต้องคอยตอบคำถามชาวบ้านยามลงหาเสียงเกี่ยวกับสถานะของ “ลุงตู่” จนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แทนที่จะได้ชี้แจงนโยบายพรรคเพื่อขอแต้ม ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ผู้สมัคร ส.ส.และทีมงานต้องอ่านให้ละเอียดและพร้อมตอบคำถามชาวบ้านให้ชัดๆ

และรอดูว่าลุงตู่จะขยับแบบใดหลังจากที่ กกต.ชี้แล้วว่าลุงตู่ขึ้นเวทีดีเบตนั้น “ทำได้” แต่มีข้อแม้อยู่บ้าง…และหากทำได้ลุงตู่จะไปขึ้นเวทีหรือไม่…เพราะหาก “ลุงตู่” ย่างกรายขึ้นเวทีใดรับรองเลยว่าการรุมจี้หรือล้อมวงต้อนลุงตู่จากคนการเมืองพรรคต่างๆ นั้น จะบังเกิดพร้อมกันแบบมิได้นัดหมาย

และสิ่งสำคัญ “ลุงตู่” อย่าลืมคำเตือนจาก “เนติบริกร” ที่แจ้งไว้แล้วด้วย…

เพราะหากให้ลุงตู่ขึ้นเวที ใครบางคนใน พปชร.ยังห่วงว่า หากวันนั้นมีจริง “ลุงตู่” จะฟิวส์ขาดจากแนวคำถามและการรุกไล่ของคนการเมืองหลากพรรคหรือเปล่า…ตรงนี้น่าคิด เพราะหากเป็นแบบนั้นเท่ากับว่า พปชร.แทบจะไม่เหลือมิตรไว้ในช่วงหลังการหย่อนบัตรเลย เพราะทุกฝ่ายจะขยายความในสิ่งที่ลุงตู่ลั่นวาจาไว้เป็นแน่แท้

และเมื่อพินิจลีลาของพ่อบ้าน พปชร.ที่ลั่นกลางเวทีหาเสียงว่า “กูจะไม่ยิ้มแล้ว กูจะสู้กับมึง” นั้น เมื่อสื่อความแบบนี้ออกมาไม่ต้องวิเคราะห์ไปไกลเพราะการล้อมวงไล่บี้ พปชร.จากแทบทุกมุมนั้น แรงบีบบี้และไล่ขยี้มันกระชับวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆ และกำลังจี้ไปยัง ”ขุน” ของพปชร. รวมทั้งไพร่พลแวดล้อม

ฉะนั้นจากนี้ไป “วาจา” จะเป็นสิ่งสำคัญที่ลุงตู่และแกนนำ พปชร.ควรตรองก่อน…

ด้านโพลล์ภายในของพรรคน้องใหม่ไฟแรงพรรคนี้ สายสืบแคะมาให้พอได้ยินรวมทั้งลีลาของคีย์แมนพรรคที่ยังหวังว่าคะแนนนจะค่อยๆ ขยับไปเชิงบวกก่อนการหย่อนบัตรว่า ภาคอีสานนั้นน่าจะมี 20 ส.ส.(บวกลบ 5 คน) จาก 116 คน, ภาคเหนือได้ระดับหนึ่ง, ภาคกลางและภาคตะวันออก น่าจะเป็นเนื้อเป็นหนัง, กทม.นั้นโซนฝั่งธนฯ มีลุ้นหลายเขต หากบวกกับคะแนนลำดับรองๆ เข้าด้วยกันแล้ว สิริรวมตัวเลขกลมๆ หาก พปชร.มี ส.ส.ทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์แตะ “หนึ่งร้อยคน” ขึ้นไป ก็พอจะเบ่งได้บ้าง หากน้อยกว่านั้น ”รับรองจอดป้ายฝ่ายค้าน”

สายสืบแคะมาให้ทราบว่า กทม.รอบนอกและรอบในบางส่วน มีลุ้นสอบติด และพื้นที่ฝั่งธนฯ นั้น “พปชร.“ ได้ท่อน้ำดีจาก ”โกวิทย์ ธารณา” ที่นอตหลุดย้ายขั้วจาก ปชป.ไปอยู่กับพรรคน้องใหม่ แว่วว่า 9 เขตในฝั่งธนฯ นั้นมากกว่า “ครึ่งหนึ่ง” โกวิทย์ยังมีบารมีในระดับหนึ่งและพอที่จะโยกแต้มมายังฝั่งนี้ได้ และอาจจะมีเซอร์ไพรส์ในบางเขตของฝั่งธนฯ เกิดขึ้นแบบ ”งงทั้งแผ่นดิน”

“เขตละหนึ่งหมื่นแต้มในฝั่งธนฯ จะตามโกวิทย์มาที่ พปชร.” สายสืบย่านถนนเศรษฐศิริกระชุ่นให้ฟัง…แบบนี้ใครหลายคนใน พปชร.น่าจะยิ้มเบาๆ ตรงมุมปากได้บ้าง

ส่วนสายลับแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แจ้งว่า “เหลิม บางบอน” ขอเปลี่ยนคิวในการเดินสายต่างจังหวัด นัยว่าเขตใดที่ยังอ่อนจะไปช่วยกวาดแต้ม เขตใดแข็งแกร่งแล้วจะขอเว้น เพราะต้องขอเวลามาเน้นในเขตบางบอนและหนองแขม เพราะลูกชายคนกลาง “วัน อยู่บำรุง” ลงประชันในพื้นที่นี้เป็นครั้งที่สี่แล้ว (สามครั้งแรกคือสังกัดพรรคความหวังใหม่, พลังประชาชน และเพื่อไทย โดยทำได้เพียงเกือบชนะ)

สายลับแจ้งว่า “เหลิม บางบอน” เน้นมากงวดนี้ มีการระดมหัวคะแนนและทีมงานมาติวเข้มว่าจุดใดอ่อน จุดไหนมีลุ้น ถี่ยิบทุกตารางนิ้ว เพราะคราวนี้มันคือเดิมพันและศึกศักดิ์ศรีอีกคราวหลังจากที่ต้องยอมให้คุณหญิงหน่อยมาช่วยเก็บแต้มในพื้นที่นี้เมื่อหลายวันก่อน

ใครต่อใครรู้ดีว่า “เหลิม บางบอน กับคุณหญิงหน่อย” ใช่ว่าจะรักกัน แต่ยามนี้คือการร่วมสู้ศึกที่มีรอบด้านจึงจำเป็นต้องยุติศึกในไว้ชั่วขณะ ฉะนั้นการที่ขุนศึกฝั่งธนฯ ต้องขึ้นเวทีพร้อมเจ้าแม่เมืองกรุงเช่นนี้ มันคือภาวะจำยอม

แถมพ่วงที่เหลิม บางบอน ต้องพา “เสี่ยไก่” ปักธง ส.ส.เขตบางแคให้ได้อีกหนึ่งหน่อตามคำขอกัน

เท่ากับว่าการบ้านที่เหลิม บางบอน ถือไว้บนสนามเมืองหลวงมีหนึ่งข้อใหญ่และหนึ่งข้อย่อย ต้องดูว่าเหลิม บางบอน จะเลือกทำการบ้านข้อใดก่อน เพราะหนึ่งคือลูกชาย และอีกหนึ่งมีใบฝากจากบ้านจันทร์ส่องหล้าแนบมา

จะปล่อยเสี่ยไก่ร่วงคาพื้นที่ใกล้บ้านมันก็กระไร แต่จะไม่ให้ลูกชายสอบติดเสียบ้างมันก็ไม่ได้ การบ้านข้อนี้เหลิม บางบอน น่าจะเพลียใจบ้าง…

ฉะนั้นหาก “เสี่ยไก่สอบได้ แต่วัน อยู่บำรุง” สอบไม่ผ่าน แต่เขตอื่นๆ ที่เหลิม บางบอน ไปตระเวนหาแต้มมาให้เพื่อไทยนั้น กลับสอบได้ มันเปรียบเสมือนดีใจแต่ไม่สุด เพราะหนึ่งในความหวังยังไม่สมบูรณ์ แม้เจ้าตัวจะลั่นวาจาว่าคราวนี้เล่นการเมืองครั้งสุดท้ายแล้ว…ก็ตาม

แต่หากลูกชายคนกลางยังไม่สามารถเดินเข้ารัฐสภาด้วยบัตร ส.ส.แล้วนั้น “เหลิม บางบอน” คงวางมือแบบไม่สบายใจนักเป็นแน่แท้

สรุปว่าหาก วัน อยู่บำรุง มิอาจสานฝันได้… “เหลิม บางบอน” คงไม่หยุดเล่นการเมือง ตรงนี้ก็ยิ้มเหงาๆ ตรงมุมหัวใจได้อีกสำหรับชายวัย 72 ปี

สังเวียนวัดสิงห์ “ทีมเฮียล้าน” ปะทะ “ม่วงศิริ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363891?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังเวียนวัดสิงห์ “ทีมเฮียล้าน” ปะทะ “ม่วงศิริ”

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:50 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,ตระกูลม่วงศิริ,พรรคไทยรักไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,วัดสิงห์,ภูมิใจไทย,โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์,เฮียล้าน,สุทธิชัย วีรกุลสุนทร
เปิดอ่าน 4,840 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

หลายคนอาจสับสนว่า ที่ตั้งของวัดสิงห์ และโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ อยู่ในเขตบางบอนหรือเขตบางขุนเทียน แต่ในพื้นที่การปกครองนั้น ทั้งวัดและโรงเรียนอยู่ในเขตจอมทอง แต่นักเรียนที่มาเรียนหนังสือ ก็มาจากเขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน เป็นส่วนใหญ่

พูดง่ายๆ วัดสิงห์คือชายขอบของเขตจอมทอง และเป็นจุดเริ่มต้นของบางบอน-บางขุนเทียน ที่มีตระกูลม่วงศิริ เป็นบ้านใหญ่คอยดูแลคนแถวถิ่นนี้

การเลือกตั้ง 2562 เขตจอมทอง พ่วงเขตธนบุรี (เฉพาะแขวงดาวคะนอง แขวงบุคคโล และแขวงสำเหร่) เปลี่ยนจากเขต 25 มาเป็นเขต 23 ซึ่งสมัยที่แล้ว “นันทพร วีรกุลสุนทร” ชนะเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.เขตนี้

“นันทพร วีรกุลสุนทร” ค่าย ประชาธิปัตย์ 

ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2554 นันทพร วีรกุลสุนทร พรรคประชาธิปัตย์ 44,140 คะแนน และสุวัฒน์ ม่วงศิริ พรรคเพื่อไทย 38,399 คะแนน

สมัยเลือกตั้ง 2544, 2548 “สุวัฒน์ ม่วงศิริ” สังกัดพรรคไทยรักไทย ได้เป็น ส.ส.เขตจอมทอง 2 สมัยซ้อน ถัดมาเลือกตั้ง 2550 กติกาเปลี่ยนเป็น “แบ่งเขต พวงใหญ่” สุวัฒน์สวมเสื้อพรรคพลังประชาชน สอบตก

“สุวัฒน์ ม่วงศิริ”  ค่ายภูมิใจไทย

เมื่อฤดูเลือกตั้ง 2554 มาถึง ตระกูลม่วงศิริ ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่สุวัฒน์ยังอยู่พรรคเพื่อไทย และลงสนามพ่ายให้ “เจ๊นัน นันทพร” ค่าย ปชป.

ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้ สุวัฒน์ ม่วงศิริ สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงแข่งกับแชมป์เขตจอมทอง 2 สมัยคือ นันทพร วีรกุลสุนทร เหมือนศึกมวยล้างตา

ที่แปลกประหลาดหน่อย ตรงที่ก่อนเส้นตายยืนยันสมาชิกพรรค ก็มีข่าว “เจ๊นัน นันทพร” จะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย แต่หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โทรศัพท์พูดคุย ทำให้เจ๊นันมั่นใจว่าจะได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเดิม ทำให้ตัดสินใจอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไป

เจ๊นัน ขวัญใจคนจอมทอง 

ตระกูล “วีรกุลสุนทร” เป็นนักการเมืองท้องถิ่นเขตจอมทองมายาวนานกว่า 20 ปี โดย “เฮียล้าน” สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง ได้ทำงานสร้างฐานเสียงต่อเนื่อง เลือกตั้ง ส.ก.คราวใด ก็ได้รับเลือกตั้งมา 5 สมัยแล้ว

อย่างการเลือกตั้ง ส.ก.ปี 2553 “เฮียล้าน” นำลูกชาย พิรกร วีรกุลสุนทร ลงสนามและได้เป็น ส.ก.จอมทอง เขต 1 ส่วนตัวเฮียล้านได้เป็น ส.ก.เขต 2 ด้วยความแข็งแกร่งของ “ทีมวีรกุลสุนทร” ส่งผลให้ “เจ๊นัน” เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ มาสองสมัยแล้ว

คนแถวจอมทองจะทราบดีว่า ขับรถไปตามถนนเอกชัย เลยเขตวัดสิงห์ไปทางตลาดบางบอน ก็เป็นเขตเลือกตั้งบางบอน-หนองแขม ซึ่งเป็นฐานเสียงของตระกูล “ม่วงศิริ”

“ธวัชชัย ทองสิมา” ค่ายเพื่อไทย

เฉพาะส่วนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์นั้น ตระกูลม่วงศิริ ได้เข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนเต็มที่ โดย “สุเทพ ม่วงศิริ“ เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ, “กำนันประเสริฐ ม่วงศิริ” อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และ “กำนันประพันธ์ ม่วงศิริ” อดีต ส.ก.เขตบางบอน เป็นประธานมูลนิธิมัธยมวัดสิงห์
แม้วันนี้ ตระกูลม่วงศิริ กับตระกูลวีรกุลสุนทร จะอยู่พรรคเดียวกัน แต่ก็เดินคนละทาง ตามประสาคนบ้านใหญ่ สุวัฒน์ ม่วงศิริ ที่เปลี่ยนสีเสื้อเที่ยวนี้ คงยากจะเอาชนะเจ๊นันได้

ส่วนพรรคเพื่อไทย ต้องไปใช้บริการอดีต ส.ก.เขตจอมทอง สมัยพรรคไทยรักไทย อย่าง ธวัชชัย ทองสิมา อดีตผู้อำนวยการองค์การสัมพันธ์และกิจกรรมสังคม รพ.นครธน มาลงสนามเขตจอมทอง คงทำได้แค่เก็บแต้ม

สุวัฒน์  ไม่ได้อยู่ในทีมม่วงศิริ 

จอมทอง บางบอน และบางขุนเทียน ยังมีลักษณะสังคม “กึ่งเมือง กึ่งชนบท” วัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นยังผูกติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์ จึงต้องมีบ้านใหญ่ “ม่วงศิริ” และ “วีรกุลสุนทร”

ไปต่อไหวมั้ย? “ตู่” แบก “เพื่อชาติ” สวนควันข่าวลือแพแตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไปต่อไหวมั้ย? “ตู่” แบก “เพื่อชาติ” สวนควันข่าวลือแพแตก

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:05 น.
พรรคเพื่อชาติ,จตุพร พรหมพันธ์ุ,ตู่ จตุพร,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ,สงคราม กิจเลิศไพโรจน์,นปช,แกนนำ นปช,หาเสียงเลือกตั้ง,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัคร สส
เปิดอ่าน 7,929 ครั้ง

บังเอิญช่วงฝุ่นตลบ ภายในพรรคเพื่อชาติ ก็มีปัญหาเรื่องผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และยังมีกรณี อดีต ส.ส.ยื่นใบลาออก อุ๊ต๊ะ! ถึงปัญหาภายนอกไม่มี ปัญหาภายในก็มาก

          000 ช่วงที่มีข่าว กกต.มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ กองเชียร์ “พรรคตระกูลเพื่อ” จำนวนไม่น้อยก็ส่งเสียง “พรรคเพื่อชาติ” โดยหวังจะฝากผีฝากไข้ไว้กับพรรคนี้ หากพรรค ทษช.มีอันเป็นไป

          000 บังเอิญช่วงฝุ่นตลบ ภายในพรรคเพื่อชาติ ก็มีปัญหาเรื่องผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ตามมาด้วยกรณี “...สมชาย เพศประเสริฐ” อดีต ส..นครราชสีมา ยื่นหนังสือลาออกจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติ อ้างอุดมการณ์ แนวคิดและวิธีการบริหารพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน แถมไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อบุคคลลงสมัคร ส..บัญชีรายชื่อ

ทีมเพือชาติ กินง่ายอยู่ง่าย เหมือนสมัย นปช.สัญจร

          000 อย่างไรก็ตาม ทีมงานพรรคเพื่อชาติได้แจกข่าวว่า 24-25 กุมภาพันธ์ 2562 แกนนำพรรคนำโดย “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ รวมถึง “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปชและ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ จะยกขบวนไปหาเสียงที่ จ.สกลนคร และ จ.มหาสารคาม

          000 เมื่อถึงวันปราศรัยหาเสียงจริงๆ ไร้เงา “สงคราม” กับ “ยงยุทธ” ก็มีแค่ “จตุพร พรหมพันธุ์” พร้อมกับ อารี ไกรนรา และ วิโชติ วัณโณ รองหัวหน้าพรรค ที่ออกเดินสายปราศรัยไปตามอำเภอต่างๆ โดยมี “พราหมณ์ศักดิ์รพี พรหมชาติ” ประธาน นปช.สกลนคร ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ เป็นผู้ประสานงาน

อารี ไกรนรา ควง ตู่ จตุพร ไปหาเสียงภาคอีสาน

          000 ผู้สมัคร ส..เพื่อชาติรายหนึ่งที่น่าสนใจในเขต สกลนคร คือ “เฉลิมชัย อุฬารกุล” อดีต ส..สกลนคร สมัย ที่หันมาลงสนามเลือกตั้งอีกหน โดยให้เหตุผลว่า การเมืองแบบใหม่ คนรุ่นใหม่ กติกาใหม่ คนรุ่นเก่าก็ทำได้ หลายปีที่ผ่านมา “เฉลิมชัย” ไปทำธุรกิจสวนกล้วยไม้และโรงงานพลังงานชีวมวล 

เจ๊แมว กุสุมาลวตี ศิริโกมุท 

          000 สนามตักศิลานคร “เจ๊แมว” กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส..มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย สมัยที่แล้ว เกิดความขัดแย้งกับ “หัวเขียง” ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อย่างรุนแรง ถึงขั้นผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ จึงตัดสินใจสมัคร ส..วันสุดท้าย สวมเสื้อเพื่อชาติ ลงสังเวียนเขต 4 (.โกสุมพิสัยชนลูกชายหัวเขียง “จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” อดีต ส..มหาสารคาม

เวทีปราศรัยของเจ๊แมว ที่ อ.โกสุมพิสัย

          000 มองเกมของเจ๊แมวในสีเสื้อเพื่อชาติ คงยากที่จะหักโค่น “ค่ายหัวเขียง” ลงได้ แต่ก็ทำให้ “จิรวัฒน์” เหนื่อยขึ้น และอาจเปิดช่องให้ “มือที่สาม” สอดแทรกเข้าป้าย และผู้สมัคร ส..ที่จะหยิบชิ้นปลามันไปกิน คนแถวโกสุมพิสัยก็รู้กันอยู่ว่าเป็นใคร?

จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ลูกชายหัวเขียง

          000 นี่ก็อีกราย “นปช.อกหัก” อดีตแกนนำแท็กซี่หมอชิต “ชินวัฒน์ หาบุญพาด” ที่อุทิศกายใจเสี่ยงเป็นตายให้ “เครือข่ายนายใหญ่” จนได้เป็นส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และวาดหวังอยากเป็น ส..จันทบุรี บ้านเกิดเมืองนอนในการเลือกตั้ง 2562 แต่สุดท้ายทางพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งใน จ.จันทบุรี จึงตัดสินไปสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทย ในบทบาทที่ปรึกษาทางยุทธศาสตร์ของทีมเสรีรวมไทย จันทบุรี

          000 สนามเลือกตั้งสุโขทัย พรรณสิริ กุลนาถศิริ“ อดีตนายก อบจ.สุโขทัย ผู้สมัครส..เขต พรรคพลังประชารัฐ ต้องเจอ “คนกันเอง” อย่างผู้แทนเก่า “ประศาสตร์ ทองปากน้ำ” ที่สวมเสื้อเพื่อไทย ลงสนาม โดยการสนับสนุนของ “อารยะ ชุมดวง” อดีต ส..สุโขทัย สมัย

อารยะ ชุมดวง

          000 สมัยที่แล้ว เฮียแก้ว ประศาสตร์” สังกัดซุ้มสมศักดิ์ สวมเสื้อภูมิใจไทย แข่งกับแชมป์เก่า เขต 1 “วิรัตน์ วิริยะพงษ์” ค่าย ปชปแต่แพ้ขาด เที่ยวนี้ “สมศักดิ์” ตัดสินใจนำน้องสาว “พรรณสิริ” ลงสนาม ฝ่ายประศาสตร์เลยต้องเลือกเพื่อไทย ยังหาเสียงแบบเก่า “คิดไม่ออกบอกแก้ว” 

เฮียแก้ว ประศาสตร์ ทองปากน้ำ

          000 วันก่อน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ยกทีมไปหาเสียงช่วยประศาสตร์ ทองปากน้ำ และลูกสาวประภาพร ทองปากน้ำ ที่เขต แสดงว่า “นายใหญ่” ไม่ยอมให้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” โชว์พลัง “ชนะยกจังหวัด” ได้ง่ายๆ เพื่อนำเก้าอี้ ส..ไปต่อยอดทางการเมือง

          000 หากพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ของ “ดำรงค์ พิเดช” จะได้เก้าอี้ส..เขต ก็ต้องโฟกัสไปที่เขต ชัยภูมิ (จัตุรัส บ้านเขว้า หนองบัวระเหว เนินสง่าที่มีอดีต ส.. 2 สมัย “ปาริชาติ ชาลีเครือ” รองหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าฯ ลงสนามเอง โดยไม่หวั่นกระแสนายใหญ่ เพราะมั่นใจฐานเสียงตระกูล “ชาลีเครือ” ซึ่งพี่ชายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา และน้องชายมนตรี ชาลีเครือ นายก อบจ.ชัยภูมิ

ปาริชาติ ชาลีเครือ

          000 ผู้ใดสงสัยว่าเหตุใดพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ส่งผู้สมัคร ส..เขตทั่วประเทศ คอการเมืองที่เกาะติด “เสี่ยเอี้ยงดำรงค์” แอบคันปากยิบๆ อยากจะเปลี่ยนชื่อพรรคนี้้เป็น “พรรคป่ารอยต่อฯ” ให้รู้แล้วรู้รอดไป 

‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ขอฝ่าวงล้อมของกติกาที่วางไว้อย่างดีที่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ขอฝ่าวงล้อมของกติกาที่วางไว้อย่างดีที่สุด

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:35 น.
ภูมิธรรม เวชยชัย,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 351 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

หนึ่งในปรากฏการณ์ใหม่ๆ และแปลกๆ ของแวดวงการเมือง เมื่อ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์ “ไม่ครบองค์”

เพราะการหย่อนบัตรคราวนี้แชมป์เก่าหลายสมัย(แต่คือองค์กรเดียวกันในหลากชื่อที่ต้องเปลี่ยนไปตามกติกาการเมืองคือ ไทยรักไทย 2 ครั้ง, พลังประชาชน และเพื่อไทยอย่างละ 1 สมัย) นั้น พบว่าในคราวนี้…เพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต “250 คน” จาก 350 เขต และส่ง “97 ชีวิต” เป็นผู้สมัครระบบปาร์ตี้ลิสต์จากโควตา 150 คน

ตัวเลขดังกล่าวสร้างความ “ฉงน” ไม่น้อยให้หลายคน เพราะมีคำถามตามมาว่าหลีกทางให้พรรคเครือข่ายมีทางเดินและไปจับมือกันในวันหน้าหรือไม่…เพราะในอดีตที่ผ่านมาเมื่อครั้งใช้ชื่อไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย(ครั้งแรก) มิเคยพบเลยว่า “เพื่อไทยบรรจุกระสุนและกำลังพลไม่เต็มอัตราศึก” ดั่งเช่นยามนี้…

“ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อธิบายเหตุผลต่างๆ กับเครือเนชั่นไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับย่างก้าวของพรรคกับสนามการเมืองตอนนี้ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นพรรคอันดับหนึ่งของการเมืองไทยและหลายพรรคหวังล้มแชมป์เก่าให้ได้

   0 ทำไม “เพื่อไทย” เดินเครื่องไม่เต็มสูบกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ?
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านๆ มาและสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะมีการวางกติกาและเงื่อนไขพิเศษที่เอื้อให้บางพรรค จนเกิดคำพูดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” เพราะคนเขียนกติกาต้องการให้พรรคอันดับหนึ่งเผชิญปัญหาและข้อจำกัด พรรคได้ศึกษาอุปสรรคข้างต้นแล้วจึงปรับวิธีที่จะให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากสังคมให้มากที่สุดและต้องให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้งสองระบบได้รับการเลือกตั้งมากที่สุดเพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย โดยมองข้ามข้อจำกัดที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเลือกส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบในจำนวนดังกล่าว เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

ฉะนั้นการเลือกตั้งคราวนี้ บางพรรคส่งครบตามจำนวนที่กฎหมายระบุ บางพรรคส่งผู้สมัครมาก บางพรรคส่งน้อย วันนี้มันไม่ใช่หลักประกันแล้วว่าหากส่งครบแล้วจะชนะ เพราะที่ผ่านมาจะพบว่าบางพรรคส่งครบแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งก็มี หรือบางพรรคยังไม่ติดอันดับหนึ่งในห้าพรรคที่สังคมเลือกเลย

ข้อจำกัดและช่องว่างเหล่านี้ที่เกิดขึ้น พรรคจึงใช้วิธีนี้เดินตามเงื่อนไขและจังหวะดังกล่าวเพื่อให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้พรรคได้อันดับที่หนึ่งของประเทศจากผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบให้มากที่สุด ฝ่าวงล้อมเงื่อนไขของกติกาที่วางไว้อย่างดีที่สุด หากถามว่าคาดการณ์จะได้ ส.ส.เท่าใด วันนี้ไม่ขอตอบ แต่จะชี้แจงในช่วงใกล้ๆ วันเลือกตั้ง

ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นทางออกของบ้านเมืองหลังจากที่ทนกันมาหลายปี การพัฒนาประเทศต้องเริ่มที่การเลือกตั้ง

          0 เหตุผลที่พรรคเลือกคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และชัยเกษม นิติศริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ มาจากปัจจัยใด?
พวกเราคือทีมเพื่อไทย เพราะช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ ฉะนั้นทีมเพื่อไทยมีทั่วประเทศ คือผู้สมัคร ส.ส.ที่เปรียบเสมือน “ขุนพลด่านหน้า” ของพรรคไปฟังปัญหาของชาวบ้านมาแจ้งพรรค จากนั้น “คณะทำงานมืออาชีพ” ที่มีหลากด้านของพรรคจะประมวลผลเพื่อสรุปส่ง “ทีมผู้นำของพรรค” ที่มีกว่าสามสิบคนสรุปเป็นนโยบายไว้เป็นคำตอบแล้วให้สังคมพิจารณา

องคาพยพของพรรคจะเชื่อมโยงชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนความต้องการเข้ามาที่พรรค และทีมต่างๆ จะนำนโยบายพรรคไปบอกสังคม พูดง่ายๆ พวกเราคือทีมเพื่อไทยที่ทำงานครบและสู้ทุกมิติ

ส่วนการเลือกคุณหญิงสุดารัตน์นั้น เพราะเป็นนักการเมืองมานาน (ส.ส.หลายสมัยและอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง) รวมทั้งยังอยู่ในหัวใจของประชาชน เสมือนเป็นจุดเชื่อมเพื่อไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านมาให้พรรคแก้ไขและตอบโจทย์นี้ได้ การเลือกชัชชาตินั้น เพราะมีดีกรีนักวิชาการ เคยผ่านงานบริหารองค์กรเอกชนชั้นนำและเคยเป็นรัฐมนตรี จึงลงตัวในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจคนหนึ่ง ส่วนการเลือกชัยเกษมนั้น เพราะเป็นนักกฎหมายและเคยเป็นอดีตอัยการสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงนักกฎหมายและข้าราชการ

สามคนนี้คือทีมผู้นำของพรรคที่มีสามด้านเด่น คุณสมบัติเหล่านี้จะตอบโจทย์ได้ดีกว่าเพราะหากเลือกคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ อีกสองคนจะเป็นเสมือนผู้ช่วยและร่วมงานกับคณะทำงานมืออาชีพด้านต่างๆ ของพรรค มันคือองค์ประกอบที่ลงตัวและเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพราะปัญหาบ้านเมืองหลายปีมานี้มีหลายเรื่องสะสม ควรนำคนที่มีประสบการณ์เข้ามาทำงานแก้ไข เพราะหลายปัญหาเช่น เศรษฐกิจวันนี้สังคมรับรู้ว่าเป็นเช่นใด เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงิน และไม่ใช่การเร่งแจกบัตรประชารัฐไปช่วยคนจน เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศดับไปกี่ตัวแล้ว วันนี้ควรต้องรีเอนจิเนียริ่ง(การรื้อและรวมทั้งปรับระบบองค์กร)

วันนี้พรรคมุ่งเน้นการดูแลเกษตรกร, ผู้ประกอบการรายย่อย, ผู้ประกอบการท่องเที่ยว, คนรุ่นใหม่ทุกกลุ่ม, คนสูงอายุ และผู้ใช้แรงงานให้แข็งแกร่ง จึงใช้ประสบการณ์จากบุคลากรของพรรคมาทำงาน

ที่ผ่านมานั้นเมืองไทยใช้ทรัพยากรไปมากในบางโครงการของรัฐและดูแลกลุ่มทุนใหญ่ แต่กลับละเลยคนส่วนใหญ่ในประเทศจนเหมือนว่าวันนี้ประเทศเดินไม่ได้แล้ว พรรคจะมาดูแลส่วนนี้ ย้ำว่านโยบายใดที่หลายรัฐบาลทำไว้ดีแล้ว หากเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากสังคมจะสานต่อ และจะเริ่มนโยบายที่ดีและเหมาะสมเข้ามาเพิ่ม

การทำงานเป็นทีมแบบนี้ ดีกว่าการมีผู้นำเดี่ยวที่บางเรื่องชำนาญ หลายเรื่องไม่ชำนาญ เช่น นายทหารบางคนที่มีความรู้เกี่ยวกับการทหารแต่ไม่มีความชำนาญด้านการบริหารบ้านเมือง เข้ามาทำหน้าที่ที่ไม่เหมาะสม นายทหารแบบนี้ควรกลับเข้ากรมกองน่าจะเหมาะสมกว่า

          0 หากสังคมถามว่าเคยใช้บางนโยบายบริหารประเทศแบบผิดพลาดมาแล้ว อาทิ โครงการรับจำนำข้าว วันนี้มาขอโอกาสอีกครั้งจะชี้แจงอย่างไรให้สังคมเข้าใจ?
นโยบายของพรรคนั้นมาจากการรับฟังเสียงของประชาชนว่าต้องการให้มีนโยบายแบบใดที่ตอบโจทย์ วันนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นมีปัญหา เรารู้ว่าบ้านเมืองควรเดินไปทางไหนและจะทำเช่นใดให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว เพราะเชื่อว่าการแก้ไขเศรษฐกิจวันนี้ต้องการการปรับปรุงกว่าร้อยละแปดสิบ หากยังแก้ไขไม่ได้กำลังซื้อในประเทศจะถดถอยลงและไม่แข็งแกร่ง พรรคมั่นใจสิ่งที่พรรคจะดำเนินการเพราะที่ผ่านมาพรรคได้พิสูจน์กับสังคมแล้วว่าเราเป็นพรรคเดียวที่สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ในหลายปีที่ผ่านมา

ส่วนปัญหาและข้อกังขาของสังคมที่มีอยู่กับพรรคนั้น พรรคจะอธิบายความให้สังคมเข้าใจ เพราะไม่มีใครลบความจริงออกจากประวัติศาสตร์ได้ เพราะหลายโครงการที่พรรคทำมานั้นเชื่อมั่นว่ามีผลดี และบางโครงการโดนโจมตีด้วยวาทกรรมและใช้เวลากว่ามันจะคลี่คลาย

ใกล้เข้าคูหาต้องจับตา’ผู้มีอิทธิพล’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใกล้เข้าคูหาต้องจับตา’ผู้มีอิทธิพล’

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:55 น.
สายตรวจเลือกตั้ง,พลตทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น,บิ๊กบัว,ผบชน
เปิดอ่าน 606 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร  อินทะเกตุ 

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม แม้จะกำหนดวันเวลาเข้าคูหาที่ชัดเจนแล้ว แต่ “กูรูการเมือง” ยังไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเรียบร้อยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะภาพรวมของฝ่ายการเมืองหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกเปิดทางให้ทำกิจกรรมยังคงโจมตีตอบโต้กันไปมา รวมถึงความเคลื่อนไหวมวลชนอาจจะเกิดการยั่วยุจนทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันได้

เป็นที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความดุเดือดเข้มข้น มีกระแส “ฟีเวอร์” เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ต่างๆ นานา ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งๆ ที่ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายแล้วก็ตาม ฉะนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยให้การเลือกตั้งเดินไปข้างหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้มีความรุนแรงวุ่นวาย ทำผิดกฎหมายซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ว่าด้วยการดูแลความสงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้นกลุ่มบุคคลหรือผู้มีอิทธิพลจึงเป็นอีกปัจจัยที่ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจต้องจับตาดู หาข่าว ดูความเคลื่อนไหว เพื่อรับมือจัดทำแผนป้องกันไม่ให้ก่อความวุ่นวายป่วนการเลือกตั้งครั้งนี้

ย้อนไปเมื่อปี 2559 ช่วงต้นเดือนมีนาคม คสช. โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 ได้มีหนังสือไปถึงผบ.พล.1 รอ. เชิญหัวหน้าฝ่ายการข่าวเพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 เพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เคยให้ข้อมูลในขณะนั้นว่า ผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในการจับตาของเจ้าหน้าที่มีประมาณ 6,000 ราย โดยมีทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และข้าราชการทหาร ตำรวจ

สำหรับผู้ที่เข้าข่ายมีอิทธิพลแบ่งเป็น 16 ฐานความผิด ได้แก่ 1.นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ 2.ฮั้วประมูลงานราชการ 3.หักหัวคิวรถรับจ้าง 4.ขูดรีดผู้ประกอบการ 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี 6.เปิดบ่อนการพนัน 7.ลักลอบค้าประเวณี 8.ลักลอบนำคนเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย 9.ล่อลวงแรงงานไปยังต่างประเทศ 10.แก๊งต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง 12.รับจ้างทวงหนี้ด้วยการข่มขู่ใช้กำลัง 13.ลักลอบค้าอาวุธสงคราม-ปืนเถื่อน 14.บุกรุกที่ดินสาธารณะ-ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 15.เรียกรับผลประโยชน์บนเส้นทางหลวงสาธารณะ และ 16.ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ที่สำคัญการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลในครั้งนั้นมีการระบุชื่อผู้มีอิทธิพลในเมืองกรุงโดยอย่างน้อย 2 คน ได้ลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นพรรคใหญ่กองเชียร์เยอะ และพรรคน้องใหม่แต่พลังหนุนดี ด้วยเหตุนี้ “แม่ทัพนครบาล” อย่าง “บิ๊กบัว” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. จึงไม่อาจนิ่งนอนใจ แม้ที่ผ่านมาการข่าวยังดูนิ่งๆ ไม่มีความเคลื่อนไวของกลุ่มก่อกวน แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้รับมือเพื่อให้การเลือกตั้งสนามใหญ่ในเมืองหลวงเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ เปิดเผยถึงความพร้อมในการดูแลรักษาความเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้ง ว่ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มั่นใจและมีความพร้อมดูแลการเลือกตั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย สำเร็จลุล่วง มั่นใจรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งได้ ซึ่งได้สั่งการให้ตำรวจทุกพื้นที่ทำข้อมูลของทุกกลุ่มที่อาจจะก่อให้เกิดผลต่อการเลือกตั้ง หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการรายงานว่าจะมีเหตุหรือผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ส่วนการดูแลรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง คูหา และการนับคะแนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปดูแลอย่างแน่นอน และทำในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการประสานงาน กกต.กทม.อยู่แล้ว เพื่อนำมาจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยในคูหาการเลือกตั้งต่างๆ เป็นการเตรียมกำลังตำรวจเพื่อรองรับการเลือกตั้งและรักษาความปลอดภัย

“เวลานี้ยังไม่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น เหตุที่มีเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็เป็นการเผา ทำลายป้ายหาเสียง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ส่วนกลุ่มอิทธิพล หรือกลุ่มมือปืนเข้ามาทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว สำหรับการดูแลผู้สมัครหาเสียงนั้น ภายหลังจากที่มีการประชุมร่วมกันว่ามีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกมาแล้ว ก็กำชับให้ตำรวจของเราวางตัวเป็นกลาง ดูแลกลุ่มผู้สมัครทุกพรรคให้เท่าเทียมกัน หากผู้สมัครเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยง สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจคุ้มกันได้ แต่ต้องมีหลักการและเหตุผล ถ้าทุกพรรคบอกว่าตัวเองเสี่ยงทั้งหมดมีการร้องขอไป 10-20 คน ตำรวจจะแย่ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการร้องขอตำรวจไปดูแลผู้สมัครตามพรรคต่างๆ และยังไม่มีพื้นที่ใดที่น่าหนักใจที่จะต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษ” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ ระบุ

แม้ข่าวกรองของแต่ละหน่วยจะยังไม่พบความเคลื่อนไหว แต่การเฝ้าระวังจับตาไว้ก็ไม่เสียหาย โดยเฉพาะสนามใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามไปแก้ทีหลัง ยิ่งเป็นโค้งสุดท้ายใกล้ถึงวันเข้าคูหาใช้สิทธิ์ออกเสียงยิ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ..!!