แตกใบอ่อน : เลี้ยงสัตว์อย่างไรให้มีความสุข สุขภาพดี ไร้กลิ่นรบกวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276687

807934531

แตกใบอ่อน : เลี้ยงสัตว์อย่างไรให้มีความสุข สุขภาพดี ไร้กลิ่นรบกวน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กฎเกณฑ์มาตรฐานต่างๆในโลกใบนี้ที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพราะ “เชื่อว่า” จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอย่างอยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นและกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ประเทศของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ มาตรฐานแรงงานระดับสากล (แรงงานทาส แรงานเถื่อน แรงงานเด็ก) มาตรฐานการผลิต (GAP, Q, Organic Thailand, IFOAM, GMP) รวมถึงสวัสดิภาพของสัตว์ที่เรียกว่า “แอนนิมอล เวลแฟร์” (Animal Welfare) ซึ่งเปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน คือด้านหนึ่งทำให้ดูดีมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่อีกด้านหนึ่งคล้ายดังกับเป็นเครื่องมือให้ประเทศที่เจริญแล้วใช้ในสร้างการกีดกันทางการค้ากับประเทศเล็กๆ หรือประเทศที่มีอำนาจการต่อรองน้อยกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อโลกยอมรับ “เราก็ต้องปฏิบัติตาม” ถ้าคิดจะคบค้าสมาคมกันบนโลกใบนี้

โครงการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตร 4.0 ที่รัฐบาลในยุคนี้กำลังผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยอาศัยกลุ่มของเกษตรกรวัยหนุ่มสาว (Young Farmers) และสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmers) เป็นพลังในการขับเคลื่อนหลัก และภายใต้เงาทะมึนของบริษัทยักษ์ใหญ่ 4-5 บริษัทที่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในแต่ละจังหวัดเป็นหุ้นส่วนในนาม“บริษัทประชารัฐรักสามัคคี”ของรัฐบาล ที่เชื่อกันว่าจะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรด้วยความจริงใจ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง….จนทำให้เกษตรกรพี่น้องชาวนาลืมตาอ้าปากได้!!!

ไม่ว่าจะอย่างไร บริษัทประชารัฐรักสามัคคี ก็มีเงื่อนไขรับซื้อพืชผักผลผลิตของเกษตรกรด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ผลิตผลไม่ว่าหมู เห็ด เป็ด ไก่ ผัก ผลไม้ จะต้องผ่านมาตรฐาน GAP, Q, Organic Thailand, GMP ฯลฯ อีกทั้งเนื้อสัตว์อย่างหมูก็จะต้องปราศจากสารเร่งเนื้อแดง ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ต้องปราศจากฮอร์โมนเร่งโต และยาปฏิชีวนะที่ตกค้างจนเกินค่ามาตรฐาน หรือต้องไม่มีเลยถ้าเป็นสารที่ต้องห้าม

ความจริงการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องพึ่งแต่ยาปฏิชีวนะหรือสารเร่งเนื้อแดง หรือฮอร์โมนเร่งโตต่างๆ แต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าถ้าเจ้าของฟาร์มสามารถทำให้สัตว์อยู่อย่างสุขสบาย อารมณ์ดี ไร้มลภาวะทั้งเสียง กลิ่น แก๊สของเสีย…. หมู เป็ด ไก่ ห่าน แพะ แกะ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติ ไม่เครียด ไม่เจ็บป่วย มีภูมิคุ้มกันที่ดี ถ้าดูแลแก้ปัญหาเรื่องของเสียที่พื้นคอกพื้นฟาร์มได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

เพราะที่สัตว์เจ็บป่วยบ่อยๆ มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพื้นคอกที่สกปรกจากการหมักหมมของเชื้อโรค สิ่งปฏิกูล สะสมแมลงวันที่เป็นพาหะนำโรคต่างๆ มาสู่ฟาร์ม และสาเหตุสำคัญมากๆ อย่างแก๊สแอมโมเนีย NH4+, แก๊สไข่เน่า H2S (แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์) ที่ทำให้สัตว์มึนงง เครียด กินอาหารได้น้อย ไก่ ไอจามหงอนและจมูกแดงจากการแพ้และอักเสบ เจ้าของฟาร์มที่ไม่รู้เท่าทัน ก็หลงเชื่อตามเซลล์ขายยาว่าสัตว์เป็นหวัด แต่แท้จริงแล้วเกิดจากการแพ้แอมโมเนีย (หวัดเทียม) ดังนั้น เมื่อรับยาปฏิชีวนะจากเซลล์ก็จะหายเพียงชั่วครู่ชั่วยาม 3-7 วัน ก็จะกลับมาป่วยอีก การแก้ปัญหาแบบพึ่งตนเอง คือการทำความสะอาดพื้นคอกอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้ขี้เลื่อยปูพื้นคอกสร้างความสมดุลของจุลินทรีย์ที่เข้ามาย่อยสลายขี้เลื่อยโดยอาศัยโปรตีนจากมูลของสัตว์ทำให้ของเสียหรือมูลของสุกร เป็ด ไก่ ถูกย่อยสลายให้น้อยลง เมื่อโปรตีนที่ตกค้างจากมูลสัตว์ถูกย่อยสลาย กลิ่นและแก๊สของเสียก็จะค่อยๆ เจือจางลงตามไปด้วย

วิธีแก้ปัญหาอีกรูปแบบหนึ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์นิยมใช้กันมากในปัจจุบันคือ การใช้หินแร่ภูเขาไฟเกรดพิเศษ(ซีโอฟาร์ม Zeofarm), สเม็คโตไทต์(Smectotite) ) ซึ่งมีค่า ซี.อี.ซี. สูง (C.E.C. = Catch Ion Exchange Capacity) เพราะเกิดจากการระเบิดของหินหนืดที่เป็นแมกมาอยู่ใต้พื้นพิภพและระเบิดเกิดเป็นลาวาพวยพุ่งขึ้นไปในบรรยากาศ ความบางเบาของชั้นบรรยากาศทำให้ก๊าซและไอน้ำระเหยออก เกิดเป็นรูปพรุนจำนวนมหาศาลเมื่อเย็นตัวลง รูพรุนมหาศาลที่มีคุณสมบัติพิเศษในการจับกลิ่นนี้เองที่เรียกว่า ซี.อี.ซี. มีคุณสมบัติในการจับตรึงสารพิษ จับกลิ่น จับแก๊สของเสียต่างๆ ในคอกสัตว์ต่างๆ เพียงใช้หินแร่ภูเขาไฟในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตรหว่านโรยทับตรงบริเวณ หลังจากหว่านโรย ทั้งกลิ่นเหม็นและแก๊สที่ทำให้สัตว์มึนงงจะจางหายไปในเวลาเพียง 5 นาที ซึ่งถือเป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่เรื่องวิเศษมหัศจรรย์แต่อย่างใด เพราะค่าความสามารถในการจับกลิ่นแก๊สในรูปประจุบวก จะถูกตรึงกับประจุลบของหินแร่ภูเขาไฟที่มีรูพรุนมหาศาลนั่นเอง แถมยังมีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การใช้กลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟจากธรรมชาติทดแทนยาปฏิชีวนะ ก็จะทำให้การเลี้ยงสัตว์ในบ้านเราสามารถที่จะมุ่งไปสู่การเป็นเกษตรอินทรีย์ เกษตร 4.0 ได้ไม่ยาก เพราะเมื่อบ้านของสัตว์สะอาดปราศจากกลิ่นเหม็นและแก๊สรบกวน ก็จะทำให้สัตว์ไม่เครียด จมูก ตา ปาก ไม่อักเสบ บวมแดง กินอาหารได้มาก สังเคราะห์โปรตีนและฮอร์โมนได้เอง ไม่ต้องใช้สารเร่งหรือฮอร์โมน ทำให้สัตว์โตเร็วแบบธรรมชาติและมีความสุข เมื่อถึงมือผู้บริโภคก็จะรับประทานได้อย่างปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลได้โดยตรงที่0-2986-1680-2

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ขยะในมือ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/274225

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

“วันสิ่งแวดล้อมโลก” 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่ทราบว่านอกจากการจัดงานใหญ่ที่ห้างพารากอน กับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แจกต้นไม้ และเปิดให้ประชาชนได้เข้าไปใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวในสังกัด “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” กันแบบฟรีๆทั่วประเทศแล้ว ทั้งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กลับมาคิดมาทบทวนอะไรเกี่ยวกับนโยบายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการจัดการมลพิษเรื่องขยะหรือไม่

ถามว่าทำไมต้องกลับมาคิดทบทวนกันตอนนี้?

ก็เพราะว่านี่มันก็ครบ 3 ปีแล้วที่คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ซึ่งถ้ายังจำกันได้ ตอนนั้นเราจะเห็นว่าหนึ่งในนโยบายที่คสช.ให้ความสำคัญมากๆ ก็คือเรื่องการจัดการปัญหาขยะ จนถึงกับประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” กันเลยทีเดียว

จากนั้นไม่นานรัฐบาลโดย “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ก็ยังประกาศ “โรดแมป” การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งว่ากันตั้งแต่การจัดการขยะตกค้างในพื้นที่วิกฤติ เพื่อจัดการขยะเก่าที่มีอยู่แล้ว ไปจนถึงการสร้างรูปแบบการจัดการขยะใหม่ การออกระเบียบ กฎหมาย และไล่ไปจนถึงการสร้างวินัยให้คนในชาติเรื่องการทิ้งและการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง

ขณะที่เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ยังได้เห็นชอบ “แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ” (พ.ศ.2559-2564) เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society)
โดยวางอยู่บนแนวคิด 3Rs-ประชารัฐ คือ การส่งเสริมการจัดการขยะที่ต้นทาง ซึ่งเป็นการจัดการขยะที่ยั่งยืน โดยลดปริมาณขยะ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ภายใต้หลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อวางรากฐานการดำเนินการจัดการขยะให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยการคลอด “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ ตามแนวทางประชารัฐ” ระยะ 1 ปี (พ.ศ.2559-2560) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดการขยะระยะสั้นภายใต้แผนแม่บทดังกล่าว

ผมไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านจะมองเห็นเหมือนผมหรือเปล่าว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาทั้งคสช.และรัฐบาลค่อนข้างมีนโยบายและให้ความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาเรื่องขยะมาก ซึ่งถือเป็น “ข้อดี” เพราะถ้าให้ย้อนมองกลับไปในรัฐบาลที่ผ่านๆมา อย่าว่าแต่ “นโยบาย” เลยครับ แค่คิดก็แทบไม่มีใครมานั่งคิดกันด้วยซ้ำ

ดังนั้นประเด็นนี้ต้องชมรัฐบาลและคสช.

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า หลังจากมี “นโยบาย” ไปแล้ว ในระดับ “ปฏิบัติ” เป็นยังไงกันบ้าง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมเห็นในการปฏิบัติเรื่องการแก้ปัญหาขยะ ก็คือ ส่วนใหญ่ยังคงทำงานกันเสมือนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ได้รับแจ้งว่าเกิดปัญหาขยะที่ไหน น้ำเสียที่ไหน ผู้มีอำนาจก็จะพากันสั่งการให้ส่งทหาร ส่งเจ้าหน้าที่ เฮโลไปจัดการทีหนึ่งให้เสร็จๆ ไป ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการวิ่งตามปัญหา และทำให้เรายังคงเห็นชาวบ้านออกมาโวยวายว่ามีขยะโผล่ตรงนั้นที ตรงนี้ที ไม่เว้นแม้แต่กลางทะเล

นี่จึงสะท้อนให้เห็นความจริงว่า “รากเหง้า” ของปัญหาขยะยังอยู่ และยังไม่ได้รับการจัดการแม้แต่น้อย

ดังนั้นในโอกาสครบรอบ 3 ปี คสช. และใกล้จะครบรอบ 3 ปี การประกาศ “วาระแห่งชาติ” เรื่องการจัดการปัญหาขยะ ก็น่าจะถือโอกาสกลับมาปรับปรุงทบทวนแนวทางการทำงานกันแบบจริงๆจังๆว่า จะแปลงนโยบายเรื่องขยะทั้งหมดที่ว่ามาไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุดได้ยังไง

แต่ละหน่วยงาน แต่ละภาคส่วน จะร่วมกันเคลื่อนให้เป็นองคาพยพเดียวกันได้แบบไหน จะต้องรณรงค์ปลุกกระแสจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางกันยังไง ขยะพิษ ขยะอุตสาหกรรม และขยะอื่นๆ จะใช้วิธีไหนกำจัด

เหล่านี้ต้องมาคุยต้องลงมือกันแบบต่อเนื่องและจริงจัง

แล้วขอเถอะครับ ไอ้ประเภทจัดงานอีเว้นท์สร้างกระแสรณรงค์กันทีเดียวแล้วหายต๋อมเหมือนอย่างที่เคยทำมา ก็เลิกเสียเถอะครับ มันล้างผลาญชาติเปล่าๆ

มะลิลา 

แตกใบอ่อน : วุฒิภาวะต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/273048

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาได้อ่านข่าวทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศไม่แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วูบแรกที่ได้เห็นข่าวก็นึกขำ เพราะเข้าใจเอาเองว่าน่าจะเป็นอาการ “งอน” ตามท่านนายกฯ ที่ไม่ยอมสัมภาษณ์สื่อเหมือนกัน

แต่พอได้ฟังเหตุผลจากปากของ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายก ก็ต้องเปลี่ยนจากความขำเป็นความ “สมเพช” ทันที

ตามข่าว พล.ท.สรรเสริญ แกอ้างเหตุผลสั้นๆว่า “เนื่องจากคาดว่าวาระพิจารณาในวันนี้ สื่อมวลชนคงไม่สนใจเท่าไร”

ถามว่าทำไมต้องสมเพช?

ก็มันมีอย่างที่ไหนล่ะครับ ที่จะต้องมาคิดเอง เออเอง คิดว่าสื่อไม่สนใจ ชาวบ้านเขาไม่สนใจ ก็เลยไม่พูด ไม่บอก โดยไม่รู้จัก “หน้าที่” ตัวเองว่า คืออะไร และความสำคัญของการแถลงมติที่ประชุม ครม. คืออะไร…แบบนี้ระวังเอาเถอะชาวบ้านเขาจะมองว่า “วุฒิภาวะต่ำ”

นี่ดีนะที่เป็นลูกน้องนายกฯตู่..ถ้าเป็นบ้านผมนะ เจอพนักงานแบบนี้ ผมไล่ออกไปนานแล้วครับ

ต้องไม่ลืมครับว่า ถ้าคุณไม่พูดไม่บอก ไม่พยายามสื่อสารกับชาวบ้านหรือประชาชน แล้วจะมาด่ามาว่า ชาวบ้านไม่รู้ว่ารัฐบาลมีผลงานอะไร คิดอะไร ทำอะไร ทีหลังไม่ได้

เอาละ..ว่ากันแค่พอหอมปากหอมคอวันนี้ไหนๆ ก็พูดถึงมติคณะรัฐมนตรีแล้วก็เลยถือโอกาสแจ้งข่าวดี เพราะในการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน ครม. เพิ่งให้ความเห็นชอบ “ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนเกษตรกรรม” พ.ศ.2560-2564 ที่เสนอโดย “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” พร้อมกับมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย นำแผนแม่บทฉบับนี้ไปบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน นำไปสู่การทำให้ภาคเกษตรมีความเข้มแข็งและเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงยั่งยืนในอนาคต

ร่างแผนแม่บทฉบับนี้สำคัญยังไง?

อย่างแรกเลยก็ต้องบอกว่า เนื้อหาที่บรรจุในแผนแม่บทถูกระดมความคิดเห็นในลักษณะจาก “ล่าง” ไปสู่ “บน” หรือง่ายๆ คือ มีการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอจากเกษตรกร “รากหญ้า” ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ไล่ขึ้นมาจนถูกสกัดออกมาเป็นแผนให้ ครม.พิจารณา ทำให้เกษตรกรค่อนข้างคาดหวังว่า หากแผนได้รับการตอบรับจากภาครัฐ ก็จะทำให้ทิศทางการดำเนินงานพัฒนาด้านการเกษตรสามารถ “ตอบโจทย์” ให้กับเกษตรกรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

เป้าหมายที่วางเอาไว้ตามแผนนี้ มีอยู่ 5 ข้อ ที่สำคัญ คือ 1.กลุ่มหรือองค์กรเกษตรกรสามารถพัฒนาและดำเนินธุรกิจอเนกประสงค์ เช่น ธุรกิจสินเชื่อ รวมซื้อแปรรูป รวมขาย และกิจกรรมแนะนำงานฟาร์ม ให้บริการตามความต้องการของสมาชิกได้ 2.เกษตรกรยากจนที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความจนมีรายได้เพิ่มขึ้น จนเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ 3.ทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั่วถึงและเพียงพอ คุณภาพดินได้รับการปรับปรุงเหมาะสมแก่การเกษตร ตลอดจนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูป 4.เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมทั้งมีการขยายปริมาณแปรรูปและเกษตรอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า และ 5.เกษตรกรได้รับสวัสดิการเกษตรกร โอกาสเข้าถึงและคุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน

โดยเป้าหมายทั้ง 5 ข้อ จะถูกดำเนินไปภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร 2.การพัฒนาและคุ้มครองทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร 3.การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร และ 4.การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคเกษตรและการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการด้านกองทุนการเกษตร

ดังนั้นหลังจากนี้ก็ต้องมาติดตามกันครับว่า หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมผลักดันแผนแม่บทฉบับนี้ให้ถูกนำไปปฏิบัติจนเกิดผลได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งไม่แคล้วต้องอาศัย “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” ที่จะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการตรวจสอบและติดตามครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ระเบียงเศรษฐกิจของไทย จะไปทางไหน??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271885

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ความคาดหวังที่รัฐบาลพยายามทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักความยากจน หรือก้าวข้ามประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 12,000 บาท/คน/เดือน ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ และเน้นแรงงานที่ใช้ทักษะขั้นสูง คือ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องบินรถ หรือ ยานพาหนะไฟฟ้า โดรน อากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น และความพยายามของท่านรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในการดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแบบไฮ-เทคโนโลยี

ในช่วงแรกดูมีความหวังค่อนข้างมากที่จะได้กลุ่มของอาลีบาบา กรุ๊ป โดยแจ๊ค หม่า เจ้าพ่อตลาดออนไลน์และอภิมหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 1 ของจีน ซึ่งตอนนี้มีขนาดธุรกิจที่เรียกว่ามาแรงแซงทางโค้งจากหลายค่าย ทั้งจากอีเบย์ และอะเมซอนของทางฝั่งยุโรป อเมริกาแบบเหนือการคาดเดาของเซียนการตลาดเกือบค่อนโลกทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าไทยเราจะต้องเหนื่อยอีกพอสมควร เพราะแจ๊ค หม่า ตัดสินใจไปลงทุนเมกะโปรเจกท์ที่มาเลเซีย ทำให้สีสันแห่งไทยแลนด์ 4.0 ดูหมองไปพอสมควร เนื่องจากข้อเสนอที่ดีกว่าในหลายด้านของประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะนโยบาย DFTZ หรือ Digital Free Trade Zone ที่แปลเป็นไทยว่าเขตการค้าเสรีดิจิทัล รวมถึงความเสถียรมั่นคงทางด้านการเมือง และความเป็นประชาธิปไตย แจ๊ค หม่า จึงตัดสินใจตั้งศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาคอาเซียนที่มาเลเซีย พร้อมผลักดันมาเลเซียให้เป็น “ศูนย์กลาง E-Commerce” ประจำภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม นโยบายรัฐบาลคือ เน้นเทคโนโลยีที่เป็นโลกอนาคต ดังนั้นต่อไปรัฐบาลอาจจะลดการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสายพันธุ์แท้ที่ทำธุรกิจแบบเดิมๆ เทคโนโลยี และแรงงานทักษะต่ำ เช่น สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ โรงงานที่ใช้แรงงานพื้นฐานเป็นหลัก เพราะรัฐบาลต้องการให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ออกไปด้านนอกสู่ประเทศข้างเคียง ให้ไปลงทุนนอกบ้าน และใช้แรงงานราคาถูกจากเพื่อนบ้าน โดยไม่เน้นให้แรงงานในกลุ่มประเทศเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน ดังที่จะเห็นว่าการเปิดโควตาแรงงานต่างด้าวนั้นมีจำกัด และทำได้ยากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการที่จะไปลงทุนต่างประเทศจะได้รับการสนับสนุน ผู้ประกอบกอบการที่ใช้แรงงานราคาถูกดูเหมือนจะถูกลอยแพ

แล้วพวกเราชาวไทยในภาคการเกษตรจะไปในทิศทางไหน???

ต้องบอกว่าการแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าสินค้านั้นคือทางออก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การบรรจุ หีบห่อ การมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ง่ายต่อการขนส่งทางไปรษณีย์

เพราะต่อไปการตลาดออนไลน์ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างน้อยก็ได้อานิสงส์จากมาเลเซีย ที่อาลีบาบาเข้ามาเปิดศูนย์กลางการค้าอี-คอมเมิร์ซเอาไว้ การทำผลไม้อบแห้ง การทำมะพร้าวน้ำหอมกระป๋อง หรือมะพร้าวเจียพร้อมดื่ม การทำทุเรียนอบ กล้วยตาก กล้วยอบ ข้าวอินทรีย์ ข้าวซ้อมมือ ข้าวหอม น้ำนมข้าว น้ำสำรอง น้ำบัวบก เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เครื่องเทศ เครื่องแกงสำเร็จรูป สบู่สปา ยาสีฟัน ฯลฯ สินค้าเหล่านี้คิดว่าจะไปได้ดีในอนาคตอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ 0-2986-1680-2

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ล้างไพ่กองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270691

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ข่าวใหญ่ของเกษตรกรที่ออกมาจากห้องประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา เห็นจะหนีไม่พ้นข่าวที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง “ล้างไพ่” คณะกรรมการภายใน “กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟู 2.คณะกรรมการบริหารกองทุน และ 3.คณะกรรมการจัดการหนี้เกษตรกร

โดยให้คณะกรรมการทั้ง 3 ชุด “จบ” ภารกิจของตัวเองทั้งหมด

จากนั้นจึงให้ตั้ง “คณะกรรมการเฉพาะกิจ” ขึ้นมา 1 คณะ เพื่อเข้ามาดำเนินภารกิจเร่งด่วน คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกของกองทุนประมาณ 15,000 ราย ที่กำลังถูกบังคับคดีและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียทรัพย์สิน โดยมีมูลหนี้รวมกัน 3,000 ล้านบาท 15,000 คน ที่ถูกบังคับคดี รวมถึงต้องเข้าไปดูแลเกษตรกรอีก 21,500 ราย ที่มีหนี้สินรวมเป็นวงเงินอีกราว 17,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้ ยังต้องรับงานเพิ่มเติม คือ การไปศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของ “พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” ฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการ 3 คณะว่า มีจุดอ่อนจุดแข็ง หรือมี “ช่วงโหว่” ตรงไหนบ้างที่ทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำข้อมูลมาเสนอให้ครม.พิจารณาแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรได้อย่างถาวรต่อไป

โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการในเบื้องต้นทั้งหมด 6 เดือน หากยังไม่สามารถจัดการได้ทันก็ให้รายงานต่อครม. เพื่อพิจารณาขยายเวลากันอีกครั้งต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ต้อง “ล้างไพ่” กรรมการกองทุนทั้ง 3 ชุดทิ้ง ก็น่าจะมาจากปัญหาหลัก คือ การแก้ปัญหาหนี้สินเร่งด่วนของเกษตรกร 15,000 ราย ที่กำลังจะถูกบังคับคดียึดทรัพย์สินที่แทบจะไม่มีความคืบหน้าเอาเสียเลย ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหา “ภายใน” ของคณะกรรมการแต่ละชุดเองที่มีทั้งลาออก เสียชีวิต ประเมินไม่ผ่าน ขณะที่เงื่อนไขของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการซึ่งต้องมาจากตัวแทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ปรากฏว่า มีการเดินสายหาเสียง มีการตั้งหัวคะแนนกันเปรอะไปหมดไม่ต่างจากนักการเมือง

ปัญหาที่มีอยู่แล้ว ก็เลยถูกดองเอาไว้ ไม่ได้ขยับแก้ไขกันให้เป็นเรื่องเป็นราว

อย่างเดียวที่ขยับ ก็เห็นจะมีแต่ “ดอกเบี้ย” จากหนี้สินของเกษตรกร

จะว่าไป ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรทุกวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาที่จะพูดกันเล่นๆ นะครับ เพราะถือเป็นปัญหาที่เลวร้ายที่สุดของเกษตรกรเลยก็ว่าได้ ไหนจะต้องเผชิญกับค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี ค่าต้นทุนการผลิตอีกจิปาถะที่ขึ้นเอาๆทุกวัน บางปียังต้องมาเผชิญกับราคาพืชผลตกต่ำ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติต่างๆ อีก ชีวิตเกษตรกรไทยถึงมีแต่ทรุดกับทรุดเหมือนอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดังนั้นการที่ “กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของรัฐในการแก้ปัญหา หากไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถจัดการปัญหาได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ มันก็ยิ่งไม่ต่างไปจากการผลักไสให้ชีวิตเกษตรกรดิ่งลงเหวมากขึ้นไปเรื่อยๆ จึงสมควรแล้วครับที่จะต้องโละทิ้ง

แต่การล้างไพ่ครั้งนี้ จะสามารถแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน คงต้องติดตามดูฝีมือคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจที่คงได้เห็นหน้าตากันในเร็วๆ นี้ อีกไม่นาน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ต้องสนับสนุนการวิจัยพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269556

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

หลังเสร็จสิ้น “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นอาณัติสัญญาณว่า ฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ของไทยกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว “แตกใบอ่อน” จึงขอใช้โอกาสนี้ ร่วมส่งคำอวยพรไปถึงพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน ให้ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก การทำปศุสัตว์ รวมทั้งเกษตรกรรมอื่นๆ และที่สำคัญขอให้ขายผลผลิตได้ราคากันอย่างถ้วนหน้าด้วยเทอญ… สาธุ

เกิดเป็นเกษตรกรไทยพ.ศ.นี้ บอกได้คำเดียวว่า “เหนื่อย” เพราะไม่เพียงแต่จะต้องกับผลกระทบจากสภาพอากาศอันแปรปรวน โรค แมลงศัตรูพืช ที่ดาหน้ากันมาระบาดอย่างหนักแล้ว ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดี

ที่สำคัญ จะมาคิดกันเพียงแค่เรื่องการขายในรูป “วัตถุดิบ” อย่างเดียวล้วนๆ เหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะสภาพเศรษฐกิจการค้าที่เชื่อมโยงกันไปทั่วโลก ทำให้อาจเกิดความเสี่ยงต่อการต้องเผชิญกับภาวะราคาผันผวนอย่างหนักดังเช่นที่เห็นกันมาแล้วหมาดๆ จากกรณีข้าวและยางพาราที่ทำเอาเกษตรกรบ้านเราแทบกระอักเลือด เพราะปัญหาราคาร่วงอย่างหนัก

โดยหนทางที่จะรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้ก็คือ ต้องหาทางแปรรูปเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้วัถตุดิบในประเทศ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไปพร้อมๆ กันไปในตัว ซึ่งเรื่องนี้ถ้าผมจำไม่ผิด มีการพูดกันไว้มานานเป็นสิบปีแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลก็แทบไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในเรื่องนี้

โดยเฉพาะการสนับสนุนการ “วิจัยพัฒนา” ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ถามว่าทำไมการวิจัยพัฒนาถึงสำคัญ ผมขออนุญาตไม่อธิบายมากแต่อยากขอให้ดูบริษัท “ซัมซุง” ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง เพราะหากย้อนหลังไปสักประมาณ 20 ปีที่แล้ว แทบไม่มีใครจะคิดนะครับว่า “ซัมซุง” จะกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยี “ยักษ์ใหญ่” ที่สามารถต่อกรกับบริษัทระดับโลกอื่นๆ ได้เหมือนทุกวันนี้

อย่าว่าแต่ระดับโลกเลยครับเอาแค่ก้าวข้ามบริษัทของญี่ปุ่นไปให้ได้ ยังแทบไม่ต้องคิดถึงเลย

แต่วันนี้เป็นยังไงบ้าง เราทุกคนก็ได้เห็นกันกับตา ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ “ซัมซุง” ประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้ ก็คือ “การวิจัยพัฒนา”

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง แม้ที่ผ่านมารัฐบาลบ้านเราจะไม่ค่อยหือค่อยอือกับเรื่องนี้เท่าไร แต่ล่าสุด เห็นผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมเห็นสัญญาณดีบางอย่างในเรื่องนี้ที่รัฐบาลเริ่มหันมามุ่งให้การสนับสนุนการวิจัยพัฒนาสำหรับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น

โดยครม. มีมติเห็นชอบกรอบแนวทางการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สำหรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐและ “การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี” มีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเทคโนโลยี 2.กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข สุขภาพ
และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว 5.กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง เพื่อเร่งสร้างงานวิจัยของประเทศอย่างเร่งด่วน

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดตั้งคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการ เช่น การอนุมัติโครงการวิจัย และการขึ้นทะเบียนการเป็นผู้รับทำวิจัย และพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

ขณะที่บริษัทหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ให้ดำเนินการวิจัยและพัฒนา จะสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุด3 เท่า เป็นระยะเวลา 3 รอบบัญชี สำหรับรอบบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม 2560-31 ธันวาคม 2562

น่าสนใจไหมล่ะครับ ผมว่าน่าสนใจนะ

ส่วนรายละเอียดและการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะทำได้กันขนาดไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไป

ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินเต็มไปด้วยทรัพยากร“ป่าไม้” ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ป่าไม้ของเรากลับถูกบุกรุกคุกคามจนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี พ.ศ.2516 ที่เราเคยมีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศถึง 138 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 43.2% ของพื้นที่ประเทศ แต่จากข้อมูลของกรมป่าไม้เมื่อปี 2558 กลับพบว่าเนื้อที่ป่าไม้ในบ้านเราลดเหลือเพียง 102 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 31.6% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น

หรือหากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ก็คือ ในช่วงเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วถึงกว่า 36 ล้านไร่!

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราต้องสูญเสียป่าไม้ไปอย่างมากมายขนาดนี้ ย่อมหนีไม่พ้นปัญหาหลักเพียงไม่กี่อย่างที่เป็นสาเหตุหลัก นั่นคือ การลักลอบตัดไม้ การบุกรุกเพื่อแสวงหาที่ทำกินของประชาชน และการลักลอบเข้ามาถือครองพื้นที่เพื่อก่อสร้างรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ หรือผลประโยชน์อื่นๆ ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลทางสังคม

นี่จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถกอบกู้วิกฤติและพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับคืนมาอย่างเร่งด่วน!

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้บุกรุก และแสวงประโยชน์ในการใช้พื้นที่ป่าไม้โดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตในภาครัฐ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการทวงคืนผืนป่าได้แล้วจำนวน 349,000.76 ไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 212,498.37 ไร่

ขณะที่มาตรการหนึ่งที่ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อให้การบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีศูนย์กลางในการประสานการปฏิบัติที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเหลือในการวิเคราะห์และติดตามผลการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” (ศปก.พป.) ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับ ศูนย์ปฏิบัติการของ กอ.รมน., เหล่าทัพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง โดยมีดำเนินงานภารกิจสำคัญประกอบด้วย

1.มุ่งเน้นในพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่มีนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

2.คดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงการออกเอกสารสิทธิที่ดินที่มิชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ป่า

3.การทำไม้มีค่าที่กระทำเป็นขบวนการเพื่อลักลอบไปจำหน่ายต่างประเทศ

4.การลักลอบมีหรือค้าสัตว์ป่า

5.ลดกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวกับเครือข่ายการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ทั้งนี้ การดำเนินการของ ศปก.พป. จะอยู่ภายใต้การกำกับของ “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพิทักษ์ป่า” ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติของ ศปก.พป. มีเป้าหมาย และทิศทางที่ชัดเจน มีความสุภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

อันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล นั่นคือ“การทวงคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน” เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตลอดไป

มะลิลา

แตกใบอ่อน : 1พันบาท‘จัดการน้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268430

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ย่างเข้าเดือนพฤษภาคมของทุกปี เกษตรกรไทยส่วนใหญ่คงต้องพากันสาละวนกับการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฤดูกาลผลิตใหม่ที่จะมาถึง ซึ่งให้บังเอิญว่า หลังจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอนวัตกรรม “แอคทีฟแพ็กเกจจิ้ง” (Active Packaging) นวัตกรรมสำหรับการยืดอายุการผลิตผลมะนาว คงรสชาติเปรี้ยวและสีเขียวสดได้นานถึง 3 เดือน

แต่คล้อยหลังได้เพียงไม่กี่วัน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงาน “แอคทีฟแพ็กเกจจิ้ง” ก็จัดการเปิดตัวนวัตกรรมชิ้นใหม่ “สมาร์ทฟาร์มคิท” หรือชุดอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะ ซึ่งถ้าจะพูดแบบให้ทันสมัยหน่อย ก็คงต้องบอกว่านวัตกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรไทยในยุค 4.0 เท่านั้น แต่ยังมีราคาประหยัดแค่ 1,000 บาท

รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. บอกว่า
อุปกรณ์ “สมาร์ทฟาร์มคิท” (Smart Farm Kit) หรือระบบควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะ เป็นการพัฒนาร่วมกันของทีมนักวิจัยสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน และเทคโนโลยีการเกษตร โดยระบบสมาร์ทฟาร์มคิททำให้ระบบมีการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 อุปกรณ์ ดังนี้

•ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ โดยภายในจะมีบอร์ดไมโครคอนโทลเลอร์ที่ช่วยควบคุมอุปกรณ์เปิด-ปิดไฟฟ้า (Relay) ที่ทำหน้าที่เปิดปิดวงจรไฟฟ้าในชนิดเดียวกับสวิตช์ไฟฟ้า โดยจะสามารถสั่งเปิด-ปิดปั๊มน้ำ สำหรับรดน้ำผักในแปลงเกษตรได้ อีกทั้งยังสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้ตามความต้องการของชนิดพืช ยกตัวอย่างเช่น สั่งเปิดระบบไฟฟ้าของปั๊มน้ำทุกๆ 08.00 น. โดยรดน้ำเป็นเวลา 5 นาที เป็นต้น ทำให้ช่วยลดความกังวลที่เกษตรกรต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ไม่มีเวลาดูแลรดน้ำพืชผล ก็ให้ใช้อุปกรณ์รดน้ำอัตโนมัติช่วยควบคุมการรดน้ำได้

•ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ จะเป็นการตรวจวัดปัจจัยสภาพแวดล้อมของแปลงเกษตรใน 2 รูปแบบ คือ 1) การตรวจวัดอุณหภูมิ ในกรณีที่สภาพแวดล้อมของแปลงมีอุณหภูมิเกินที่กำหนด เช่น อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศา ระบบจะทำการสั่งเปิดปั๊มน้ำเป็นระบบน้ำหยด หรือ สปริงเกอร์ จนกว่าอุณหภูมิจะลดระดับ 2) การวัดความชื้นในดิน ในกรณีที่ตรวจพบความชื้นในอากาศต่ำกว่าที่กำหนด เช่น ความชื้นในดินที่ต่ำกว่า 50% ระบบก็จะสั่งรดน้ำโดยอัตโนมัติ

•ระบบสั่งการและแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟน จะเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือน พร้อมแสดงผลสภาพอากาศบริเวณพื้นที่แปลงเกษตร ผ่านระบบ Line Notify บนสมาร์ทโฟนของเกษตรกร เช่น อุณหภูมิที่ร้อน ความชื้นในดินที่แล้ง และปริมาณน้ำที่ลดน้อยลง ฯลฯ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพ และประหยัดเวลาของเกษตรในการควบคุมและสั่งเปิด-ปิดระบบรดน้ำปุ๋ย รวมถึงน้ำสมุนไพรสำหรับป้องกันแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนหาแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคให้ทันท่วงที เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร

ขณะที่ต้นทุนของ “สมาร์ทฟาร์มคิท” เกษตรกรสามารถหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเองได้ในงบประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น โดยอุปกรณ์ 1 ชุด สามารถใช้กับพื้นที่แปลงเกษตรขนาด 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ ซึ่งโดยปกติหากเกษตรต้องการติดตั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติ พร้อมติดตามผลสภาพอากาศของพื้นที่เกษตร อาจจะมีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์และค่าดำเนินการติดตั้งราคาค่อนข้างสูงมาก

ขณะที่ รศ.ปกรณ์ เสริมสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แอบกระซิบบอกว่า เกษตรกรที่สนใจชุดอุปกรณ์สมาร์ทฟาร์มคิท สามารถขอคำแนะนำการเลือกซื้ออุปกรณ์ โดยสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2564-4482 สาขาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน และ 0-2564-4488 สาขาเทคโนโลยีการเกษตร หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.sci.tu.ac.th

ส่วนเกษตรกรที่อยู่ต่างจังหวัด หรือผู้ที่ไม่มีด้านเทคโนโลยีพื้นฐานในการจัดทำอุปกรณ์ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอคำแนะนำ หรือเข้ามาศึกษาดูงานที่แปลงสาธิตเกษตรของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แบบนี้แหละครับ ถึงเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมเพื่อคนไทยของจริง

แตกใบอ่อน : แร่ธาตุและสารอาหาร ปัจจัยเสริมเพิ่มผลผลิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267312

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ความเป็นไปในธรรมชาติ ต้นไม้ตามป่าเขาลำเนาไพรที่เขาสามารถเจริญเติบโต ไม่ต้องมีมนุษย์คนใดคอยดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย แต่ก็ยังสามารถผลิดอกออกผลเป็นอาหาร เป็นที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ป่านานาชนิดได้ตราบนานเท่านาน ถ้าไม่มีมนุษย์โลภมากเห็นแก่ตัวไปตัดไม้ทำลายป่า เสียจนป่าเหลือน้อยดังที่เห็นดังเช่นปัจจุบัน ผลที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ มาจากเหตุที่ป่าทั้งป่าอยู่กันแบบพึ่งพิงอิงอาศัย เศษกิ่งก้าน ใบ ที่ค่อยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนร่วงหล่นลงมาที่ผืนดิน มีไส้เดือน จุลินทรีย์แอคทิโนมัยซีท มัยคอร์รัยซ่า ตุ่น เต่า กิ้งก่า ฯลฯ คอยทำหน้าที่ย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ย เป็นอาหาร แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น ทำให้ระบบนิเวศน์มีความสมบูรณ์ได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน

สำหรับแปลงเกษตรกรที่เราจะใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกและฉีดพ่นปุ๋ยชีวภาพอยู่สม่ำเสมอ ก็ใช่ว่าจะได้รับแร่ธาตุและสารอาหารได้ครบถ้วน ครบโภชนาการเหมือนกับแร่ธาตุและสารอาหารในป่าเขาลำเนาไพร ที่ผ่านการหมักสลายมาเป็นร้อยเป็นพันปี แต่จะได้ผลเบื้องต้นพื้นฐานเรื่องของดินที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อาจจะไม่เพียงพอกับผลผลิตที่เราต้องการ หากเกษตรกรมีแนวคิดแบบนี้ ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ว่าการใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่หมักกันเพียง 2-3 เดือน แล้วจะให้พืชที่เราปลูกได้รับแร่ธาตุและสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งธาตุหลักอย่าง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุรอง แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ธาตุเสริมเหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอนโมลิบดินั่ม นิกเกิ้ล ไทเทเนียม ซิลิก้า ไคโตซาน ฯลฯ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะระยะเวลาในการหมัก การย่อยสลายนั้นน้อยเกินไป

ดังนั้น จึงมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องสารปรับปรุงบำรุงดินเยอะแยะมากมายออกมาเป็นตัวเลือกให้พี่น้องเกษตรกรได้เลือกใช้ ซึ่งเบื้องต้นนั้นพี่น้องเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องทราบก่อนว่าดินของเรานั้นมีปัญหาในด้านใด ถ้าเป็นปัญหาด้านดินเป็นกรด ดินเปรี้ยว อันนี้ก็ต้องใช้สารปรับปรุงดินที่เป็นกลุ่มของปูน อย่าง ปูนมาร์ล ปูนเปลือกหอย ปูนเผา ปูนขาว โดโลไมท์ ฟอสเฟต ถ้าดินเป็นด่าง ก็ต้องแก้ด้วยกลุ่มของอินทรียวัตถุ (อาศัยกรดอินทรีย์จากกิจกรรมของจุลินทรีย์) ยิปซัม และภูไมท์ซัลเฟต ถุงแดง แต่ถ้าดินที่ขาดแคลนแร่ธาตุสารอาหาร ขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์อันนี้ก็จำเป็นต้องเสริมกลุ่มของปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ แต่ดังที่ได้ทราบว่าปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์นั้นไม่สามารถที่จะตอบสนองเรื่องสารอาหารให้เพียงพอต่อการเพิ่มผลผลิตในแบบทันทีทันใดได้ จึงจำเป็นที่จะต้องหาวัสดุที่พร้อมต่อการแตกตัวย่อยสลาย อย่างกลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟ

หินแร่ภูเขาไฟในโลกนี้มีมากมายหลายชนิด บ้างก็นำไปใช้ในการกลบฝังกากกัมมันตภาพรังสี บ้างก็นำไปใช้ในการกรองน้ำเสียในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือในบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟ บ้างก็นำไปใช้ในการจับกลิ่นเหม็นในตึก อาคาร เครื่องกรองอากาศ บ้างก็นำไปเคลือบกับปุ๋ยให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้าที่ญี่ปุ่นทำขายมามากมาย บ้างก็นำไปใช้จับก๊าซพิษของเสียในบ่อกุ้งบ่อปลา จับกลิ่นเหม็นป้องกันแมลงวันในคอกสัตว์เล้าไก่ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าหินแร่ภูเขาไฟที่อยู่ใต้เปลือกโลกเรียกว่า “แมกมา” มีความร้อนเป็น 1,000 องศาเซลเซียส พอระเบิดเกิดขึ้นมาเป็น “ลาวา” หลุดพ้นจากแรงอัดมหาศาลใต้เปลือกโลก เจอบรรยากาศที่บางเบาจึงพองตัวคลายก๊าซและไอน้ำระเหยออก บวมพองเหมือนข้าวโพดคั่ว (Popcorn) และมีรูพรุนมหาศาล ซึ่งผ่านกาลเวลาเป็นร้อยๆ ล้านปี ก่อนจะเป็นหินแร่ที่พร้อมต่อการย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ยเป็นอาหารแก่พืช จุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งมีแร่ธาตุและสารอาหารทั้ง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม และที่สำคัญมีซิลิก้า (Sio2gH4Sio4) ที่ละลายน้ำแตกตัวเป็นซิลิสิค แอซิด ได้อีกกว่า 70% ซึ่งช่วยให้เซลล์พืชที่ได้รับเข้าไปสะสมอย่างเพียงพอ สามารถที่จะยับยั้งป้องกั้นโรคแมลงเพลี้ยหนอน รา ไรไม่ให้รบกวนได้

แร่ธาตุและสารอาหารที่มีความหลากหลายมากกว่าปุ๋ยเคมีที่มีธาตุหลักเพียง 3 ตัว คือ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) ปัจจุบันจึงเป็นที่นิยมของเกษตรกรในการนำมาใส่เสริมเพิ่มเข้าไปพร้อมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเติมเต็มแร่ธาตุและสารอาหารให้พืชได้รับอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และเพียงพอต่อการให้ผลผลิตที่ตนเองต้องการ อาจจะนำไปคลุกผสมกับปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1 : 5 ก็จะช่วยให้ปุ๋ยเคมีเหล่านี้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้าพืชจะค่อยๆ ดูดกินไปที่ละนิดตามต้องการ (ปุ๋ยละลายช้า มิได้หมายความว่าละลายยากนะครับ) เปรียบเสมือนเป็นตู้เย็นให้กับรากพืช ช่วยให้การใส่เสริมเพิ่มปุ๋ยเข้ามาในระบบการทำเกษตรแบบมืออาชีพ ประหยัด และใช้ปุ๋ยน้อยลง เป็นการเติมอาหารพืชในลักษณะที่เป็นเกษตรอินทรีย์ (ในกรณีที่ไม่อยากใช้ปุ๋ยเคมี) ถูกใจเกษตรกรแนวเกษตรอินทรีย์ชีวภาพได้อย่างลงตัว

แตกใบอ่อน : ‘มะนาว 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/266132

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้รับเอกสารเผยแพร่จาก “รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์” อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการเปิดตัว “แอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง” (Active Packaging) นวัตกรรมสำหรับการยืดอายุการผลิตผลมะนาว คงรสชาติเปรี้ยว และสีเขียวสดได้นานสุดถึง 3 เดือน

ความน่าสนใจของนวัตกรรมชิ้นนี้ นอกจากจะออกแบบมาเพื่อ “ตอบโจทย์” การแก้ปัญหาการปลูกมะนาวนอกฤดูกาลที่ปกติต้องใช้วิธีบังคับต้น และเกิดผลกระทบไปถึงฤดูถัดไปที่ทำให้มะนาวไม่ออกผล เนื่องจากต้นทรุดโทรม เกษตรกรก็เลยขาดรายได้ไปตามๆ กัน

ขณะที่ถ้ามองในแง่นโยบาย “เกษตร 4.0” ที่กระทรวงเกษตรฯพยายามจะผลักดันให้ล้อไปกับนโยบาย “Thailand 4.0” ของรัฐบาล ผมก็มองว่านวัตกรรมชิ้นนี้ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของ “เกษตร 4.0” บ้านเราได้ เพราะนี่ไม่ใช่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการวิจัยพัฒนาให้ได้มาซึ่ง “นวัตกรรม” ที่จะนำมาพัฒนาประเทศเท่านั้น แต่ยังมีราคาถูก แถมเจ้าของผลงานก็พร้อมจะให้คำปรึกษาเกษตรกรได้ฟรีๆ อีกด้วย ดังนั้นจึงอยากขออนุญาตนำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อให้กับเกษตรกรและท่านผู้อ่านที่สนใจ

รศ.วรภัทรบอกว่า “มะนาว” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรให้ความสนใจปลูกค่อนข้างมาก และแต่ละปีก็มีการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล โดยจากข้อมูลเมื่อปี 2556 ของ “องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ” (FAO) ระบุว่า ผลผลิตมะนาวในอาเซียนกว่า 91.72% มาจากประเทศไทย และในปี 2558 ที่ผ่านมา ผลผลิตมะนาวทั่วประเทศมีมากกว่า 150,000 ตัน สร้างรายได้กว่า 9,296 ล้านบาท โดยประเทศที่ต้องการนำเข้ามะนาวมากที่สุดในอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ และมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาหลักของเกษตรกรสวนมะนาว คือ การปลูกมะนาวนอกฤดูกาลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีราคาดี และสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันเป็นการใช้วิธีการบังคับต้นทำมะนาวนอกฤดู ด้วยวิธีการอดน้ำต้นมะนาวเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นจึงจะให้ปุ๋ยบำรุงตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ในฤดูกาลถัดไปต้นมะนาวจะทรุดโทรมและไม่ออกผล อันนำไปสู่การขาดแคลนรายได้จำนวนมาก

จากปัญหาดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถมีผลผลิตมะนาวขายได้ในหน้าแล้ง โดยไม่ต้องเสียรายได้ในช่วงที่มะนาวไม่ออกผล และค่าใช้จ่ายในการบำรุงฟื้นฟูต้นมะนาวให้กลับมามีสภาพเดิม ซึ่งหลังจากทำการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลาประมาณ1 ปี จึงได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นนวัตกรรมยืดอายุผลมะนาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รศ.วรภัทรบอกว่า เจ้านวัตกรรมนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ สูตรสารกระตุ้นการสร้างคลอโรฟิลล์แบบต้นทุนต่ำที่ใช้ฉีดที่ผลมะนาว และจะช่วยยืดอายุผลมะนาวสดได้นานถึง 3 เดือน คงรสชาติเปรี้ยวเข็ดฟัน มีผิวที่สวยสด สมบูรณ์ขึ้น พร้อมแก่การเก็บรักษา โดยที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง สามารถส่งออกได้ตามมาตรฐานสากล และอีกส่วนหนึ่งคือกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง (Active Packaging)ที่ภายในกล่องพลาสติกทัปเปอร์แวร์ จะประกอบด้วย ฟิล์มพิเศษ คอยทำหน้าที่ควบคุมการซึมผ่านอากาศเข้าออก

ข้อสำคัญอีกประการของนวัตกรรมชิ้นนี้ คือ มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เนื่องจากตัวสูตรน้ำยาเร่งคลอโรฟิลล์ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3 สตางค์ต่อมะนาว 1 ลูก ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นจะมีราคาอยู่ที่ 50 สตางค์ – 1 บาทต่อมะนาวลูก และกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้งก็หาซื้อได้ในราคา 100 บาท ซึ่งสามารถจุได้ถึง 10 กิโลกรัม ส่วนฟิล์มที่ใช้มีต้นทุนเพียง 50 สตางค์ สามารถใช้ได้นานถึง 3 เดือน ฉะนั้นแล้วนวัตกรรมนี้ใช้ต้นทุนที่ต่ำมาก เฉลี่ยแล้วเพียง 60 สตางค์ – 1 บาท ต่อมะนาว 1 ผล(ประมาณการจาก ค่าสารเคมี ค่ากล่องและค่าไฟฟ้าห้องเย็น) แต่ทำให้สามารถขายมะนาวได้ในราคาดีขึ้น และไม่ต้องเสียโอกาสในการขายผลผลิตจากกรณีการบังคับต้นมะนาวให้ออกนอกฤดูกาลอีกด้วย

รศ.วรภัทรยังบอกอีกว่า นวัตกรรมนี้“ยังไม่มีการขายสูตรเชิงพาณิชย์” โดยอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาด้านเปลือกมะนาวยุบและปัญหาสีผิวเปลี่ยนเมื่อเก็บไว้นาน แต่ถ้าเกษตรกรสวนมะนาวรายไหนสนใจก็สามารถมาขอรับคำปรึกษาได้ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่สาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2564-4491 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. หมายเลขโทรศัพท์0-2564-4440-59 ต่อ 2010 หรือที่เว็บไซต์ http://www.sci.tu.ac.th

ใครสนใจก็ลองติดต่อดูได้ตามสะดวกครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ผลประโยชน์สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265121

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่บังเอิญมาเกี่ยวข้องกับวงการเกษตรบ้านเราแบบเต็มๆ คงหนีไม่พ้นกรณีที่ประชุม“คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” ภายใต้สิ้นเดือนธันวาคม 2562

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ให้มีการแบนสารเคมีทั้ง 2 ชนิดในประเทศไทยภายใน 2 ปีนั่นเอง

โดยสารทั้ง 2 ตัวนี้ จะถูกกำหนดเป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้ และนับตั้งแต่นี้หน่วยงานที่ควบคุมกำกับ คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมวิชาการเกษตร จะต้องไม่มีการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน รวมทั้งยุติการนำเข้าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นและจัดการกับผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาด

นอกจากนี้ ยังได้มีข้อเสนอให้ออกมาตรการ “จำกัด” พื้นที่การใช้อย่างเข้มงวดกับสารกำจัดวัชพืช “ไกลโฟเสท” ประกอบด้วย 1.ห้ามใช้สำหรับเกษตรกรในพื้นที่สูงและพื้นที่ต้นน้ำ 2.ห้ามใช้ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำใกล้เคียง 3.ห้ามใช้ในพื้นที่สาธารณะ และ 4.ห้ามใช้ในเขตชุมชน

ถามว่าทำไมต้อง “แบน”สารเคมี 2 ตัวนี้ พร้อมกับจำกัดพื้นที่การใช้“ไกลโฟเสท”

สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงเรื่อง “ความปลอดภัย” ของอาหารน่าจะทราบข้อมูลดีอยู่แล้ว แต่กับคนทั่วไป เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้

สำหรับ “พาราควอต” หรือที่คุ้นกันในชื่ออื่นๆ เช่น กรัมม็อกโซนไตรควอต เดกซ์ซูรอน เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษสูง มีพิษเฉียบพลัน ใช้อย่างไม่ระวังมีผลทำให้เซลล์เนื้อเยื่อของผิวหนังตาย เป็นแผลพุพอง ตาบวมแดงอักเสบ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง ถ้าร่างกายมีแผลแล้วไปสัมผัสเข้า พิษจะซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บางตำราก็ชี้ว่าเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสันและระบบประสาท แต่ที่ร้ายที่สุด คือ ปัจจุบันยังไม่มียาถอนพิษ ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกทยอยประกาศแบนสารเคมีตัวนี้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการประกาศแล้ว 47 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีบริษัทเกษตรยักษ์ใหญ่อีกหลายแห่งที่ประกาศไม่สนับสนุนการใช้เช่นกัน อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย สารเคมีตัวนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมของเกษตรกร โดยปี 2558 มีการนำเข้าถึงเกือบ 30 ล้านกิโลกรัม

ส่วนสาร “คลอร์ไพริฟอส” เป็นยากำจัดแมลงและศัตรูพืช โดยเฉพาะยากำจัดมด ปลวก เห็บ แมลงสาบ ตามบ้านเรือนก่อให้เกิดความผิดปกติด้านสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศเลยประกาศห้ามใช้ในบ้านเรือนและในแปลงเพาะปลูกพืชผักผลไม้เช่นกัน

ขณะที่ “ไกลโฟเสท” เป็นสารกำจัดวัชพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อให้เกิดมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค 22 โรค เช่น เบาหวาน ความดันสูง และอัลไซเมอร์ แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการนำเข้ายาฆ่าหญ้าตัวนี้สูงมาก คือ เกือบ 60 ล้านกิโลกรัม

นี่จึงต้องเก็บไปคิดกันเอาเองว่า ที่ผ่านมาเรามีชีวิตภายใต้ความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารพิษตัวนี้กันมากน้อยขนาดไหน

และที่สำคัญมันมีผลประโยชน์อยู่มากน้อยขนาดไหนจากกลุ่มธุรกิจสารเคมีเหล่านี้?

ดังนั้นสิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไป คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯและ “กรมวิชาการเกษตร” ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการขึ้นทะเบียนสารพิษทางการเกษตรว่า จะมีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การยกเลิก “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” ภายใน 2 ปี ได้อย่างเป็นรูปธรรมขนาดไหน

เช่นเดียวกับการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจำกัดการใช้ “ไกลโพเสท” ในพื้นที่แหล่งน้ำ ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ ว่าจะทำให้เป็นจริงได้หรือไม่

เรื่องเหล่านี้ต้องจับตาดูให้ดี อย่าเผลอเป็นอันขาดครับ

เพราะบอกไว้แล้วว่าผลประโยชน์มันเยอะ!

มะลิลา