เปิดรายชื่อผู้ชนะเลิศทุกรุ่นจาก ‘BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026’ ก้าวสำคัญสู่เส้นทางนายแบบ-นางแบบอาชีพ

เปิดรายชื่อผู้ชนะเลิศทุกรุ่นจาก ‘BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026’ ก้าวสำคัญสู่เส้นทางนายแบบ-นางแบบอาชีพ

เปิดรายชื่อผู้ชนะเลิศทุกรุ่นจาก ‘BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026’ ก้าวสำคัญสู่เส้นทางนายแบบ-นางแบบอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

จบลงอย่างสง่างาม! สำหรับการเฟ้นหาสุดยอดนายแบบ-นางแบบตัวแทนประเทศไทยในรายการ BOYS & GIRLS MODEL THAILAND 2026 รอบตัดสิน ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวานนี้ ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้า The Palladium World Shopping เพื่อคัดเลือกตัวแทนไปร่วมเดินแบบในงานระดับประเทศ B&GIFW 2026 ณ ESC HALL ในวันที่ 4 เมษายน 2569 นี้

ผลการตัดสินผู้ชนะเลิศในแต่ละรุ่น มีรายชื่อดังต่อไปนี้

โฉมหน้าผู้ชนะเลิศ (WINNER)

รุ่นเด็กหญิง 4-10 ปี: ด.ญ.กัญญาภัค จิรชัยบูรณ์ และ ด.ญ.ชนกเก้า ปานทรัพย์

รุ่นเด็กหญิง 11-16 ปี: ด.ญ.พิมพ์บงกช วิเศษคามิน และ ด.ญ.ลักษิกา อ่าวสุคนธ์

รุ่นหญิงสาว 17-25 ปี: น.ส.สรีรัตน์ สถาผล

รุ่น LGBTQ: เมลด้า โบลิตา

รุ่นเด็กชาย 4-15 ปี: ด.ช.ธนวัฒน์ เพชรสุขสิริ, ด.ช.กวินทร์ ตรีวิริยธนานนท์ และ ด.ช.ปรีชาชาญ อุดมธรรม

รุ่นผู้ชาย 16-25 ปี: นายเศรษฐพงศ์ กำเนิด

ผู้ชนะและตัวแทนทั้งหมดจะได้ร่วมทำกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ บริษัท สตาร์ไฟท์เตอร์ ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2569 โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการถ่ายแบบชุดไทยในคอนเซปต์ “มนต์เสน่ห์สยาม เสน่ห์ผ้าไทย” ณ วัดราชนัดดา และการเดินแบบบนเรือ Noah เพื่อชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงามของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

และเตรียมพบกับโชว์สุดตระการตาในงาน B&GIFW 2026 ณ ESC HALL ในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง YouTube Channel: Starfighter ให้แฟนๆ ทั่วโลกได้ชมกัน

สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมเดินแบบในครั้งนี้ (ชาย, หญิง และ LGBTQ) อายุตั้งแต่ 4-50 ปี ยังสามารถสมัครเข้าร่วมได้! สอบถามรายละเอียด: 092-2719103 Line: Ksungkrapong

เผยคนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

เผยคนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

เผยคนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) ตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่า “โรคอ้วน” คือโรคเรื้อรังที่ห้ามละเลย โดยปัจจุบันโรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงไปทั่วโลก ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษาอาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

 นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต

 นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต  เผยถึงพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “โรคอ้วน” ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วนและเปลี่ยนชีวิตได้จริง

“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ทำร้ายทั้งรูปร่างและระบบในร่างกาย

โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไปจนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติจากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่มแม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ การที่ไขมันปล่อยสารอักเสบออกมาทำร้ายระบบหัวใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำหนักด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิวเพื่อดึงน้ำหนักกลับไปที่จุดสมดุลหรือน้ำหนักเดิมของเรา

“โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลว

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวว่า “การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนตับอ่อนทำงานหนักและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ถัดมาคือความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็น ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวจนความดันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รักษาในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้”

อาหารแปรรูป-นั่งแช่ไม่ลุก-เครียดเรื้อรัง-นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน”

โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึกอยากกินมากขึ้นและรู้สึกอิ่มช้าลง ถัดมาคือการนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจัดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนความเครียดเรื้อรังก็เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะถ้ายิ่งเครียดสมองก็ยิ่งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย และอีกอย่างคือถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิวและทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้น ซึ่งถ้าทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด

ส่องสัญญาณเตือน “โรคอ้วน” ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสาย

“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบาๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดังหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงเป็นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว นอกจากนี้คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจคัดกรองแม้จะยังไม่มีอาการ” นพ.ชาญวัฒน์ อธิบาย

เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการอย่างไขมันพอกตับ เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่วมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง โดยตั้งเป้าลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับวิธีการรักษาแพทย์จะใช้การปรับโภชนาการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่จำเป็น ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามระยะยาว

“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำและสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนั้นก็อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก่อนอันตราย ซึ่งถ้าเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย” นพ.ชาญวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่กำลังมีปัญหาภาวะน้ำหนัก้ดิน สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต หรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00–19.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

เอ็นไอเอจับมือพันธมิตรเปิด ‘SPEAR H Accelerator’ แพลตฟอร์มผลิตเฮลธ์เทคสตาร์ตอัป – นวัตกรรมพร้อมใช้

เอ็นไอเอจับมือพันธมิตรเปิด ‘SPEAR H Accelerator’  แพลตฟอร์มผลิตเฮลธ์เทคสตาร์ตอัป - นวัตกรรมพร้อมใช้

เอ็นไอเอจับมือพันธมิตรเปิด ‘SPEAR H Accelerator’ แพลตฟอร์มผลิตเฮลธ์เทคสตาร์ตอัป – นวัตกรรมพร้อมใช้

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9  สร้างสตาร์ตอัปเฮลธ์เทคด้วย SPEAR H Accelerator แพลตฟอร์มเร่งการเติบโตสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยสนับสนุนแบบครบวงจร ทั้งการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาลผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดและพันธมิตรธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เพื่อเร่งให้นวัตกรรมเฮลธ์เทคไทยสามารถเข้าสู่การใช้งานจริง พร้อมเป้าหมายระยะยาวที่จะลผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Health Tech Innovation Hub ของภูมิภาค

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA 

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ตลาดเฮลธ์เทคทั่วโลกยังคงมีทิศทางเติบโตแบบก้าวกระโดดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น การสรรหาตัวช่วยบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงพฤติกรรมประชากรยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวก รวดเร็ว และมีความเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น จากแรงขับเคลื่อนดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าเฮลธ์เทคและตลาดดิจิทัลเฮลธ์ทั่วโลกเพิ่มจาก 312.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ขยับมาเป็น 387.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มทะลุ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22–25 ต่อปี

“การเติบโตของเฮลธ์เทคไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของตลาดเทคโนโลยี แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลก หลายประเทศจึงยกให้อุตสาหกรรมนี้เป็นวาระสำคัญ และประเทศชั้นนำต่างมีนโยบายเร่งพัฒนาสตาร์ตอัปในกลุ่มเฮลธ์เทคให้เติบโตผ่านการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบแนวคิดนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) การลงทุนในกองทุนเฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาดกับโรงพยาบาลและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ประเทศสามารถยกระดับคุณภาพการรักษา เพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ แต่ยังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

รศ.ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์

ดังนั้น NIA จึงได้ริเริ่มโครงการ SPEAR H HealthTech Accelerator ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเทคโนโลยีเชิงลึกสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข พร้อมปิดช่องว่างของนวัตกรรมการแพทย์ไทย ทั้งด้านการทดสอบทางคลินิก การกำกับดูแลมาตรฐาน และการเชื่อมโยงสู่ตลาดจริง โดยโครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเร่งการเติบโตแบบครบวงจรตั้งแต่การยกระดับโมเดลธุรกิจ การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาล ไปจนถึงการเปิดโอกาสเชื่อมต่อกับนักลงทุนและพันธมิตรเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการลด Time-to-Market ของนวัตกรรมการแพทย์ และเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสร้างจุดเปลี่ยนให้ไทยก้าวข้ามจากผู้ใช้นวัตกรรมเฮลธ์เทคไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพิ่มโอกาสการขยายตลาดต่างประเทศในอนาคต ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประเทศในภาพรวมอีกด้วย”

นพ. รัฐ ปัญโญวัฒน์

ดร.กริชผกา กล่าวเสริมว่า SPEAR H : HealthTech Accelerator ยังมุ่งปิด Pain Point สำคัญของสตาร์ตอัปในมิติการเข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง มีระยะพัฒนายาว และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ และเพื่อให้สอดคล้องนักลงทุนทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้มากขึ้น โดยในช่วงหลังโควิด-19 เม็ดเงินลงทุนในเฮลธ์เทคทั่วโลกแตะระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และกองทุน Venture Capital รวมถึง Corporate Venture Capital ในภูมิภาคเอเชียเริ่มขยายพอร์ตเข้าสู่เทคโนโลยีการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น โครงการ SPEAR H จึงไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมส่งเสริมธุรกิจเพื่อ ‘เร่ง’ การเติบโตและเพิ่มมูลค่า แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกด้านการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุน Market Testing Fund การเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้พบปะนักลงทุน ตลอดจน Fast Track สู่โอกาสรับทุนสนับสนุนจาก NIA มูลค่าสูงสุด 5 ล้านบาท เพื่อขยายผลนวัตกรรมสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน รศ.ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ SPEAR H : Health Tech Acceleration เกิดขึ้นจากความตระหนักว่า การพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุน จึงออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่ง “บ่มเพาะและเร่งสปีดนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ สนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบ Business Model การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผลักดันสตาร์ตอัปให้เติบโตได้เร็วและแข็งแรงขึ้น

หัวใจสำคัญของโครงการคือ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปได้มีโอกาสในการทดสอบทางคลินิก ในครือข่ายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการใช้งานจริง พร้อมทั้งสนับสนุนกระบวนการ Regulatory Sandbox ที่เอื้อต่อการทดสอบเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

“โครงการ SPEAR H แตกต่างจากโครงการทั่วไป เพราะเราไม่ได้เริ่มจากไอเดีย แต่เริ่มจากสตาร์ทอัปที่มีความพร้อม และเร่งผลักดันจาก ‘พร้อมใช้’ ไปสู่ ‘พร้อมลงทุน’ และ ‘พร้อมขยายตลาด’ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม Health Tech ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน”

ด้าน นพ. รัฐ ปัญโญวัฒน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสารสนเทศ โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด กล่าวว่า ในมุมมองของภาคเอกชน นวัตกรรมไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเป็นโซลูชันที่ผสานเข้ากับระบบบริการได้จริง เพื่อยกระดับทั้ง คุณภาพการรักษา และประสบการณ์ของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม การพิจารณาเลือกนวัตกรรมของโรงพยาบาล เราให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ Patient Experience, Clinical Outcome และ Operational Efficiency เพื่อให้บุคลากรทำงานได้คล่องตัวขึ้น และมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ตอัป ควรมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ชัดเจน เข้าใจ Patient Journey อย่างลึกซึ้ง ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย และเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในโครงการ SPEAR H : HealthTech Accelerator จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นวัตกรรม HealthTech ไทยได้รับการพัฒนา และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ สร้างประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการ โรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

บางมดเอสเธติคเปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

บางมดเอสเธติคเปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

บางมดเอสเธติคเปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค (Bangmod Aesthetic Hospital: BAH) ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ จัดงานประชุมวิชาการ “Global Advancements in Facelift & Breast Surgery 2026” รวมศัลยแพทย์ตกแต่งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดศักยภาพศัลยแพทย์ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล สะท้อนความเชื่อมั่นของวงการศัลยกรรมความงามที่มีต่อฝีมือและมาตรฐานการรักษาของประเทศไทย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมการดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอก โดยมี นพ. ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค พร้อมด้วยพญ. ภาวิณี อรรณพพรชัย และ นพ. รัชภูมิ เกตุแก้ว ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งของโรงพยาบาล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคในการดึงหน้าขั้นสูง “Modern Facelift Plus” ซึ่งเป็นการดึงหน้าในชั้นลึกที่เป็นเทคนิคเฉพาะของบางมด ด้วยการเย็บใบหน้าชั้น SMAS ถึง 3 ขั้นตอน (Triple SMAS) ผสานการดึงหน้าร่วมกับการเติมไขมันบนใบหน้า (Fat Grafting) เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้อย่างยาวนานขึ้น ตลอดจนมีการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าในแต่ละเคสที่เหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล และการออกแบบผลลัพธ์ก่อนผ่าตัด ภายใต้แนวคิด “แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว ดูเป็นธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ความสมดุล และมาตรฐานการรักษาในระดับโรงพยาบาลชั้นนำ

นพ.  ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค 

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รับเกียรติจากแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งในหัวข้อของ Facial Palsy โดย Dr.Tsz Yin Voravitvet และ Concept of 3D Printing Breast Volume โดย Dr.Jo Chun Hsiao เป็นต้น โดยภายหลังการบรรยาย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานทางโรงพยาบาลได้เปิดโอกาสให้แพทย์ทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมได้เข้าร่วมสังเกตกาณ์เทคนิคในการผ่าตัด Modern Facelift Plus ที่ได้รับการยอมรับและความสนใจจากแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก และถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของทีมศัลยแพทย์ตกแต่งไทย ตลอดจนความพร้อมของระบบห้องผ่าตัดการดูแลคนไข้ระหว่างพักฟื้น และภายหลังจากการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานระดับสากล

นพ.  ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค กล่าวว่า “การจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คืออีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดศูนย์เฉพาะทางด้านการดึงหน้าอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการตอกย้ำว่าศัลยแพทย์ตกแต่งของไทยมีศักยภาพและมาตรฐานในการผ่าตัดไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเชื่อว่าการเปิดบ้านให้แพทย์จากต่างประเทศเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และศึกษาดูงานในครั้งนี้ คือการสะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพของทีมแพทย์เรา ตลอดจนระบบการดูแลรักษา และมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาล  บางมดเอสเธติคที่มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ วิจัยพัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดผลลัพธ์การรักษา และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมความงามด้านการดึงหน้าของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน”

การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอกของประเทศไทย แต่ยังสะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของวงการศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ และด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงาม หากแต่เป็นศูนย์กลางแห่งความก้าวหน้าทางวิชาการ ที่พร้อมขับเคลื่อนวงการศัลยกรรมความงามไทยสู่ระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ อวดโฉมบนรันเวย์มิลาน แฟชั่น วีค

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ อวดโฉมบนรันเวย์มิลาน แฟชั่น วีค

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ อวดโฉมบนรันเวย์มิลาน แฟชั่น วีค

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

บนรันเวย์ระดับโลก Milan Fashion Week 2026  ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม โดยเฉพาะการทรงหยิบยก “ผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ” มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย และผสานอยู่ในคอลเล็กชั่นระดับนานาชาติอย่างกลมกลืน

บนรันเวย์ Milan Fashion Week 2026 ณ  Circolo Filologico อาคารประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองมิลาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มิได้เพียงทรงนำเสนอแฟชั่นในคอลเลกชัน Autumn-Winter 2026/27 เท่านั้น หากแต่ทรงถ่ายทอดเรื่องราวของหัตถศิลป์ไทย ผ่านโครงสร้างเสื้อผ้าที่ทันสมัย เทคนิคการตัดเย็บชั้นสูง และการเลือกใช้วัสดุที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างผ้าไหมจากโครงการศิลปาชีพ

ผ้าไหมไทยมีจุดเด่นด้านความเงางามตามธรรมชาติ ความละเอียดของเส้นใย และกรรมวิธีทอที่ประณีต เมื่อได้รับการออกแบบภายใต้วิสัยทัศน์ของพระองค์ จึงถูกยกระดับจากผ้าพื้นถิ่นสู่ลักชัวรีแฟบริกระดับโอต์กูตูร์ การผสมผสานซิลูเอตแบบตะวันตกเข้ากับเท็กซ์เจอร์แบบไทย สร้างมิติใหม่ให้ผ้าไหมมีความร่วมสมัย สวมใส่ได้จริง และแข่งขันได้ในตลาดแฟชั่นสากล

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเลือกใช้ผ้าไหมจากศิลปาชีพ ยังสะท้อนพระวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน เพราะเป็นการสนับสนุนชุมชนผู้ทอผ้าไทย สร้างรายได้ และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแฟชั่นโลก นับเป็นการเชื่อมโยง “Local to Global” อย่างแท้จริง ทำให้ผลงานมิได้มีเพียงคุณค่าทางสุนทรียะ แต่ยังมีคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจควบคู่กัน

การที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพาชุดไทยและผ้าไหมศิลปาชีพไปปรากฏบนรันเวย์โลก มิใช่เพียงการเผยแพร่วัฒนธรรม หากคือ การประกาศศักยภาพของงานหัตถศิลป์ไทยในฐานะที่สง่างาม แข็งแกร่ง และร่วมสมัย ภายใต้พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงทำให้ผ้าไหมไทยเปล่งประกายในมิติใหม่บนเวทีแฟชั่นโลกอย่างแท้จริง

ไปรษณีย์ไทยเชิดชูพลังสตรีผ่านแสตมป์ที่ระลึก‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’

ไปรษณีย์ไทยเชิดชูพลังสตรีผ่านแสตมป์ที่ระลึก‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’

ไปรษณีย์ไทยเชิดชูพลังสตรีผ่านแสตมป์ที่ระลึก‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

ฉลองเดือนแห่งวันสตรีสากล บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกแสตมป์ที่ระลึกชุดวันสตรีสากล 2569 “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” เพื่อเชิดชูพลัง คุณค่า และบทบาทของสตรี ในฐานะรากฐานสำคัญของสังคม ที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อ ความคิด และการขับเคลื่อนสังคมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยจำหน่ายดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่าย 17 บาท สามารถซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์จังหวัด หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart โดยกำหนดวันแรกจำหน่ายในวันที่ 8 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ที่ผ่านมา

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกั

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า แสตมป์ชุดวันสตรีสากลในปีนี้ ไม่เพียงเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันสำคัญระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นการถ่ายทอดพลังและคุณค่าของผู้หญิงผ่านงานศิลปกรรมไทยที่ทรงความหมาย ภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผมสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ความมั่นคง และการยืนหยัดในความถูกต้อง ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สะท้อนบทบาทของสตรีในทุกยุคสมัย ไปรษณีย์ไทยจึงตั้งใจถ่ายทอดคุณค่าของผู้หญิงผ่านแสตมป์ เพื่อให้เป็นสื่อกลางในการส่งต่อแรงบันดาลใจ และตอกย้ำความสำคัญของสตรีในฐานะพลังขับเคลื่อนสังคม การจัดทำแสตมป์ที่ระลึก ในครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของแสตมป์ในฐานะสื่อกลางที่บอกเล่าเรื่องราวของสังคมไทย สะท้อนอัตลักษณ์ ความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมไปสู่สายตาผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับแสตมป์ที่ระลึกชุดวันสตรีสากล 2569 ได้นำเสนอภาพ “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” จากจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดชมภูเวก สื่อถึงพลัง ความมั่นคง และคุณค่าผ่านบทบาทของสตรีผ่านสัญลักษณ์ทางศิลปกรรมไทยอันทรงคุณค่า ภาพพระแม่ธรณีในท่วงท่าบีบมวยผมถือเป็นภาพแทนแห่งความเข้มแข็ง การยืนหยัดในความถูกต้อง และการปกป้องคุณธรรม สะท้อนพลังของผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติทางศาสนา วัฒนธรรม และสังคม จำหน่ายดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่าย 17 บาท สามารถซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์จังหวัด หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://www.thailandpostmart.com และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart

ผู้สนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมฝ่ายพัฒนาธุรกิจเอส เคิร์ฟ โทร. 0 2573 5480, 0 2573 5463 ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่  เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th  เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทวิตเตอร์ : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

AUAA จัด High Tea Concert เพลงสากลยุค 60-70-80s รายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

AUAA จัด High Tea Concert เพลงสากลยุค 60-70-80s  รายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

AUAA จัด High Tea Concert เพลงสากลยุค 60-70-80s รายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ The American University Alumni Association [AUAA] ร่วมเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพไทย–อเมริกัน ที่ผสานเสียงเพลง ความทรงจำ และพลังแห่งความสุขไว้ด้วยกัน กับคอนเสิร์ตการกุศล America 250: Afternoon Tea with the Classic: 60s–70s–80s Music & Dance ณ ห้องเบญจสิริ แกรนด์ บอลรูม ชั้น 5 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 20 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569    เวลา 13.00 – 18.00 น.  รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนเพื่อมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

กร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี (เบส/ร้องนำ) และรุ่นลูก Siamese Cats Junior

ในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งเสรีภาพของสหรัฐอเมริกา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (AUAA) ชวนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองของดนตรีสากล 60s–70s–80s กับบทเพลงฮิตระดับตำนาน ที่จะทำให้ทุกคน “ร้องได้ เต้นได้ และมีความสุขได้ตลอดบ่าย” ซึ่งไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ต แต่คือการรวมตัวของผู้นำ นักธุรกิจ ศิลปิน และมิตรสหาย ที่มีหัวใจรักในเสียงเพลง และผูกพันกับสหรัฐอเมริกา

วงดนตรีระดับตำนานที่จะมาร่วมสร้างสีนสัน ประกอบด้วย The Siamese Cats  วงชาโดว์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย นำโดย นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี (เบส/ร้องนำ) พร้อมสมาชิกมากประสบการณ์ และรุ่นลูก Siamese Cats Junior  ล้วนเป็นศิษย์เก่าสหรัฐฯ บทเพลงระดับตำนานอย่าง Red River Rock, Hang on Sloopy, Sound of Silence, Pretty Woman, Johnny B. Goode, Blowin’ in the Wind จะพาทุกคนย้อนสู่วัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

สมพันธ์ จารุมิลินท วง Band of Brothers

 Band of Brothers ตำนาน 30 ปีแห่งมิตรภาพทางดนตรี ก่อตั้งโดย นายสมพันธ์ จารุมิลินท (เสี่ยสอง) รองประธานกรรมการบริหาร True Visions และประธาน TNN สมาชิกประกอบด้วยอดีตสมาชิกวงระดับตำนาน เช่น The Impossible, Dynamic และ Butterfly เพลงเด่นที่จะบรรเลง อาทิ Ventura Highway, You Can Do Magic, Guitar Man, While My Guitar Gently Weeps, Still Got The Blues “พี่น้องที่ผูกพันกันด้วยเสียงเพลง” คือหัวใจของวงนี้

อ. เรืองยศ พิมพ์ทอง วง Honey Trap Band

Honey Trap Band  ควบคุมวงโดย อาจารย์เรืองยศ พิมพ์ทอง ศิลปินมากรางวัล ร่วมด้วยนักร้องอาชีพเพลงสากลระดับแถวหน้าของไทย

นอกจากนั้น เวทีนี้ยังเปิดต้อนรับนักร้องกิตติมศักดิ์จาก AUAA , AUALC อาทิ ศรีล สุขุม / ปัญญชลี เพ็ญชาติ / ภากร กันทาธรรม / อนันตญา ธนกาญจน์กุล / กรกช เจริญสุข / ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม / ดร.วิกร ภูวพัชร์ ที่จะขับกล่อมบทเพลงไพเราะและพิธีกรกิตติมศักดิ์ โดย นิตยา มหาผล / ญาดา เทพนม / ศักดิ์สยาม บุตรจินดา  พร้อมด้วยนักธุรกิจ Tycoon และ Celebrity ชั้นนำของเมืองไทยและศิลปินรับเชิญ Superstars ศิลปินวัยรุ่นสุดฮ็อตขณะนี้ จากค่าย Mojo Muse Management ปีเตอร์ ปรัตถกร และกอล์ฟ คุณาวุธ จากค่าย Mojo Muse Management พร้อมบทเพลงอมตะ เช่น Unchained Melody , Can’t Smile Without You , Love of My Life , Right Here Waiting , My Way , Imagine และช่วงแดนซ์สุดมันส์ กับ Dancing Queen, Hound Dog, Can’t Take My Eyes Off You  Line Dance & Dance Party  สนุกไปกับการเต้น Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน ส.มก. และช่วง Dance Party เต็มรูปแบบในตอนท้ายให้ทั้งห้องบอลรูม ลุกขึ้นร้องและเต้นไปด้วยกัน

Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน ส.มก.

ญาดา เทพพนม 

ซื้อบัตรได้แล้วที่ Thaiticket Major  บัตรที่นั่ง  พร้อมอาหารว่าง ราคาที่นั่งละ  2,500.- / 2,000.- หรือซื้อบัตร VVIP พร้อมอาหารว่าง ราคาโต๊ะละ   40,000.- / 30,000. (เป็นโต๊ะอาหาร นั่งได้ 10 ที่นั่ง) / VIP พร้อมอาหารว่าง ราคาที่นั่งละ  3,000.- บัตรทุกใบรวมบริการ  High Tea / อาหารว่าง / ชา กาแฟ / ไวน์ ตลอดงาน และผู้ที่อยู่จนจบงาน มีสิทธิ์ลุ้นรับ รางวัลพิเศษจาก Technogym ติดต่อซื้อบัตร ได้ที่ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์ โทร.081-615-5132 สอบถามรายละเอียด โทร. 099-495-9595 คุณแม็ก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

โรคมะเร็งที่เกิดกับผู้ชายในอัตราสูงมากคือมะเร็งต้อมลูกหมาก อ้างอิงจากจากสถิติโลกพบว่าเป็นอันดับ 4 ของมะเร็งทุกชนิด แต่เป็นมะเร็งที่พบมากอันดับ 2 ในผู้ชาย โดยในปี ค.ศ. 2022 มีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากรายใหม่ทั่วโลก มากกว่า 1.4 ล้านคน

มะเร็งชนิดนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในต่อมลูกหมากที่เจริญเติบโตผิดปกติ จนไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการร่วมกัน แต่ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ พันธุกรรมและประวัติครอบครัว ผู้ที่บิดา พี่ชาย หรือน้องชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มักมีความเสี่ยงสูงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และพบว่าเมื่อผู้ชายอายุเกิน 40-50 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งต้อมลูกหมากมากขึ้น เนื่องจากเซลล์เปลี่ยนแปลงไปตามวัย แต่ทั้งสองปัจจัยนี้ เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

แต่ปัจจัยที่เราเปลี่ยนแปลงและควบคุมได้ คือดูแลเรื่องอาหารการกิน และไลฟ์สไตล์ ลดการกินเนื้อแดง อาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แหนม แฮม ลดการสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามเลี่ยงโรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง เพราะความอ้วนทำให้เกิดอนุมูลอิสระไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายที่เร่งการเกิดมะเร็ง

มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่มีสัญญาณเตือนสำคัญที่ควรสังเกต โดยเฉพาะปัญหาการปัสสาวะและอาการปวด ซึ่งมีอาการสำคัญระยะเริ่มต้น เช่น ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ปัสสาวะติดขัดจนรู้สึกลำบาก ไหลอ่อน หรือกลั้นไม่อยู่ และพบว่าปัสสาวะหรือน้ำอสุจิมีเลือดปน ปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือรู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด ส่วนสัญญาณเตือนเมื่อมะเร็งลุกลาม เช่น ปวดหลัง เชิงกราน สะโพก หรือกระดูก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ขาบวม ท้องบวม หรือชาอ่อนแรงที่ขา ในกรณีกดทับไขสันหลัง เป็นต้น

แนะนำว่าต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออาจเริ่มตั้งแต่ 40-45 ปี ในกรณีมีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ญาติผู้ชายสายตรงมีประวัติมะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจเลือดเพื่อหาค่าสารคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก PSA (Prostate-Specific Antigen) สาร PSA ถูกผลิตขึ้นมามากกว่าปกติในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังใช้วิธีการคลำต่อมลูกหมากทางทวารหนัก โดยแพทย์ใช้นิ้วคลำหาขนาดและความผิดปกติของต่อมลูกหมาก หากผิดปกติ ก็จะตรวจเพิ่มด้วยอัลตราซาวด์ทางทวารหนัก หรือใช้เทคโนโลยีภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กสามมิติ หรือเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ

การรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความเสี่ยง และสุขภาพผู้ป่วย แต่ต้องกำจัดหรือควบคุมเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุด ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาจะแนะนำวิธีการรักษาต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ผ่าตัด ในยุคปัจจุบัน อาจใช้การตรวจแบบส่องกล้อง ทำให้มีแผลเล็ก เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว หรือฉายรังสี หรือให้ฮอร์โมนบำบัด  ให้เคมีบำบัด  และให้สารเภสัชรังสี ซึ่งอาจใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี

แม้ว่าการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากจะไม่สามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเราปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตก็ลดความเสี่ยงได้ และต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ และต้องไปตรวจคัดกรองตามระยะ แล้วปรับการกินการอยู่ โดยเพิ่มผักผลไม้หลากสีในทุกมื้ออาหาร เช่น มะเขือเทศ ผักตระกูลกะหล่ำ แครอท ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ ลดการกินเนื้อแดง ไขมันสูง อาหารแปรรูป​ กินอาหารที่ให้วิตามินดี ซีลีเนียม สังกะสีจากธัญพืชจำพวกถั่ว กินเนื้อปลา และใช้การปรุงอาหารด้วยการต้ม หรือนึ่ง แทนการทอด ผสมกับเพิ่มการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ รักษาน้ำหนักให้สมดุลกับความสูง ไม่ปล่อยให้อ้วนลงพุง​ เลิกสูบบุหรี่ ลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียดให้ได้ นี่คือการทำให้ตัวเองห่างไกลจากมะเร็งต่อมลูกหมาก​​

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 9 มีนาคม 2569

คุณแหน : 9 มีนาคม 2569

คุณแหน : 9 มีนาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุทาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเข็มเกียรติคุณและโล่รางวัลแก่สตรีผู้มีผลงานโดดเด่นโครงการ สสธวท…..สตรีทรงพลัง เมื่อ 4 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ จัดโดยสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีสหพันธ์ฯ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีฯ พร้อมคณะกรรมการ เฝ้าฯ รับเสด็จ สตรีที่เข้ารับพระราชทานรางวัลมีหลายสิบคน อาทิ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ภัทราวดี มีชูธน, ศุภจี สุธรรมพันธ์, สุชาดา ช่วงศรี (Miss World 2025), จินดา เดชะวณิช และวรุณกาญจน์ จักรวัฒนา 
  • วันที่ 8 มีนาคม คือวันสตรีสากล เมื่อเวลาพูดถึงคนไทยที่รวยล้นฟ้าลำดับต้น ๆ มักจะคิดถึงบุรุษมากกว่าสตรี จนลืมไปว่าสตรีไทยที่รวยล้นฟ้าก็มี เช่น ดาวนภา เพชรอำไพ เมืองไทยแคปิตอล 5.8 หมื่นล้านบาท ลำดับ 14 ศุภลักษณ์ อัมพุช The Mall Group 3.73 หมื่นล้านบาท ลำดับ 28 ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ คาราบาว 3.38 หมื่นล้านบาท ลำดับ 33 จรีพร จารุกรสกุล แห่ง WHA 2.4 หมื่นล้านบาท ลำดับที่ 40 และจรรย์สมร วัธนเวคิน ธุรกิจการเเงินและน้ำตาล 1.98 หมื่นล้านบาท ลำดับ 45
  • มีนาคมวันต่อต้านโรคอ้วน (World Obesity Day) และรณรงค์ให้ทุกคนดูแลสุขภาพ จีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิล (Cihan Serdar Kizilcik) GM บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) บริษัทผลิตยาสัญชาติเดนมาร์ก อายุ 1 ศตวรรษเศษ บอกว่าระบบสาธารณสุขไทยมีประสิทธิภาพดีมากน่าชื่นชม แต่ยังกังวลใจกับเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง ยิ่งอายุมาก ยิ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงตามไปด้วย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันการเกิดโรค ควบคู่ไปกับการเข้าถึงการรักษาที่สะดวก และเน้นว่าไทยมีเด็กและเยาวชนเกิดปัญหาโรคอ้วนสูงเป็นอันดับสามของอาเซียน รองจากมาเลเซียและบรูไน
  • กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ บ. SAP (Indo-China) ผู้เน้นการ transform ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI และ software application ระดับโลก และบอกว่าต้องการเห็นโลกดีขึ้น และคุณภาพชีวิตมนุษย์ก็ต้องดีขึ้น
  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ยังไม่พูดชัด ๆ ว่าจะชิงตำแหน่งต่ออีกสมัยหรือไม่ โดยบอกแบบกั๊ก ๆ ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด แต่คนวงในบอกว่าชัชชาติลงชิงแน่นอนโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง โดยพร้อมพัฒนากรุงเทพต่อไป ส่วนใครตำหนิติติงก็พร้อมรับฟังเสมอ แต่หากจะช่วยเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาก็ยินดีร่วมคิดร่วมคุยด้วย
  • ขอช่วยแก้ข่าวให้ชัชชาติ ในฐานะคนที่เข้าเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีเดียวกัน คือภรรยาของชัชชาติไม่ไช่ปรีชญา แต่ปรีชญาคือพี่สาวที่สอนหนังสืออยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ส่วนภรรยานั้นหย่ากันหลายปีแล้ว แต่ยังช่วยกันดูแลลูกชายคนเดียว คือแสนปิติ ส่วนภรรยาเดิมชื่ออะไร ขออนุญาตไม่กล่าวถึง เพราะเลิกลากันแล้วแต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
  • รัฐมนตรีหญิงในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล 2.0 จะมีกี่คนยังตอบชัด ๆ ในขณะนี้ไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีชื่อ ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ, ศุภมาส อิศรภักดี และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ แต่จะมีชื่อเจ๊รวย สุขสมรวย วันทนียกุล จากอำนาจเจริญหรือไม่ ต้องรอให้ เนวิน ชิดชอบ เจ้าของพรรคภูมิใจไทยยืนยัน
  • 20 มีนาคม 09.00-13.00 . ขอเชิญร่วมแสดงความยินดีกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ในโอกาสคล้ายวันก่อตั้งหนังสือพิมพ์ก้าวเข้าปีที่ 47 (จริง ๆ ก่อตั้ง 22 มีนาคม แต่ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์จึงเลื่อนจัดงานในวันศุกร์) เรียนเชิญไปพบกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต 

Victor Lee

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมเสีย” ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะถูกปล่อยปละละเลยได้ การทำร้ายเส้นผมในทุกวันส่งผลให้ผมอ่อนแอ และนำไปสู่การเสียบุคลิกภาพ อาจถูกมองได้ว่าเป็นการไม่ดูแลและใส่ใจสุขภาพเส้นผมของตัวเอง หากกำลังเผชิญกับผมแห้ง แตกปลาย ผมลีบแบน ไม่มีน้ำหนัก จัดทรงยาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ถึงสัญญาณเตือนว่า “ผมพัง” ต้องเร่งกู้โดยด่วน

สาเหตุของผมเสีย มีได้หลายปัจจัยจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งความร้อนจากการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม หรือเครื่องม้วนผม เป็นประจำ ทำให้โครงสร้างโปรตีนในเส้นผมถูกทำลาย การทำเคมี เช่น ยืด ดัด ย้อม ฟอกสีผม เมื่อต้องเปิดเกล็ดผมเพื่อให้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยา ส่งผลให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น แสงแดดและมลภาวะ ฝุ่น ควัน ต่าง ๆ ที่ทำร้ายเส้นผมให้แห้งเสียได้ สระผมด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน ทำให้ผมแห้งและทำลายสมดุลของหนังศีรษะ

การดูแลเส้นผมต้องใช้การบำรุงอย่างสม่ำเสมอและปรับให้เป็นเช็กลิสต์การดูแลผมอย่างเป็นประจำ เพื่อการฟื้นฟูให้มีประสิทธิภาพที่ทำได้ทั้ง ลดใช้ความร้อนและสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนจัดแต่งทรงผม เว้นระยะเวลาในการทำเคมีกับเส้นผม โดยห่างออกไป 6 เดือน เล็มปลายผมที่แตกเป็นประจำ หมักผมสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง  รวมถึงการบำรุงผมเพื่อปิดตำนานผมแห้งฟู กู้ผมพังให้กลับมาสุขภาพดี ด้วยการใช้ซีรั่มหลังสระผม เพื่อบำรุงอย่างล้ำลึก

 กิฟฟารีน (Giffarine พัฒนาผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงเส้นผมอย่าง กิฟฟารีน แอดวานซ์ รีแพร์ แฮร์ ซีรั่ม (Giffarine Advanced Repair Hair Serum) อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติเข้มข้น นำเข้าจากต่างประเทศทั้ง Murumuru Butter ช่วยบำรุงผมแห้งเสีย ลดชี้ฟู ,Pro-Vitamin B5 ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม ให้ผมเปล่งประกายเงางาม Hydrolyzed Keratin ฟื้นบำรุงผมแตกปลาย ให้มีน้ำหนักสุขภาพดีขึ้น และ Argan Oil ช่วยให้ผมนุ่มลื่นจัดทรงง่าย

เป็นเนื้อออยล์ที่เบา ซึมเข้าสู่เส้นผมง่าย และไม่ทำให้ผมมันเพิ่มขึ้น ช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งเสีย พร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อนและสารเคมี เพิ่มความชุ่มชื้น เงางามให้เส้นผม ผมเรียบลื่น จัดทรงง่าย มีน้ำหนัก สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผม รวมถึงผู้ที่มีปัญหาผมชี้ฟู จัดทรงยาก  ผมแห้งเสียหรือแตกปลาย  สัมผัสความร้อนเป็นประจำ  ทำสีผมหรือทำเคมีบ่อย ไม่ใช่เพียงแค่ได้ผมสวยคืนมา แต่ผมกลับมาสุขภาพดีและแข็งแรงขึ้นด้วย

ใช้ง่ายเพียงกดแฮร์ซีรั่ม 2 ปั๊ม ลูบไล้ให้ทั่วเส้นผมที่หมาดหรือแห้ง ใช้ไดร์เป่าผมหรือปล่อยให้ผมแห้งโดยไม่ใช้ความร้อน ก็เป็นการกู้ผมพังให้นุ่มสวย เงางาม เหมือนเพิ่งออกจากซาลอน พร้อมด้วยกลิ่นหอมละมุนติดผมยาวนาน พกพาสะดวกด้วยขวดที่กะทัดรัด  

กุญแจสำคัญของผมสุขภาพดี คือ เริ่มจากการดูแลที่ใส่ใจอย่างถูกต้อง อย่ามองข้ามในเรื่องเล็ก เพราะเลือกป้องกันดีกว่าต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ผมพัง คืนผมให้มีชีวิตชีวา สะบัดผมได้อย่างมั่นใจในทุกวัน