ศาล รธน. มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง ‘สว.สำรอง’ ฟ้อง 92 สว.ปมยื่นสอบทวี-ภูมิธรรม

ศาล รธน. มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 'สว.สำรอง' ฟ้อง 92 สว.ปมยื่นสอบทวี-ภูมิธรรม

ศาล รธน. มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง ‘สว.สำรอง’ ฟ้อง 92 สว.ปมยื่นสอบทวี-ภูมิธรรม

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องในคดีที่ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการที่พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร และคณะรวม 92 คน (ผู้ถูกร้อง) ในฐานะสมาชิกวุฒิสภายื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และร่วมกันเข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ. ทวี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ เป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ ประจำของข้าราชการเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 185 (1)

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิด สิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตาม 2561 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 กำหนดกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงหรือไม่ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (3) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ทนายอั๋น ยื่น กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเลือกตั้งโมฆะ ชี้สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

ทนายอั๋น ยื่น กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเลือกตั้งโมฆะ ชี้สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

ทนายอั๋น ยื่น กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเลือกตั้งโมฆะ ชี้สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.47 น.

‘ทนายอั๋น’ ยื่น กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ‘เลือกตั้งโมฆะ’ ชี้สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ จี้พรรคการเมืองร่วมวงด้วย ปลุกคนไทยร่วมลงชื่อเอาผิด 7 กกต.-เลขาฯ เข้าคุก เชื่อมีกลไกดีดนิ้วช่วยคำนวณคะแนน เจ็บปวดคนมองขี้แพ้ชวนตี คาดคนเขากระโดง-ขั้วอำนาจเก่า-กลุ่มอนุรักษ์ เป็นคนพูด ตอกหน้า ‘เสี่ยหนู’ อ่านหนังสือให้ครบ ปมแก้ผ้าวิ่ง ระบุ เพิ่มเงื่อนไขแล้ว สส.บุรีรัมย์ต้องสาบาน  

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์  เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกกต. ถึงกลไก องคาพยพตั้งแต่ก่อนและหลังเลือกตั้ง ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้กกต.ไต่สวน สืบสวน ทำความเห็นส่งศาลรัฐธรรมนูญูวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

นายภัทรพงศ์ ให้สัมภาษณ์ว่าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด สวนทางกับงบประมาณที่กกต.ใช้มากกว่าทุกๆ ปี แต่ผลกลับไม่เป็นไปตามที่เราต้องการให้เป็นการเลือกตั้ง เที่ยงธรรม เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน จึงสมควรที่กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า การเลือกตั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 224 หรือไม่ เป็นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรมหรือไม่ แล้วให้ประกาศให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่พร้อมกันทั้งประเทศ ทั้งนี้ จะเห็นว่า บริบทการเมืองเชี่ยวกรากแบบนี้ แต่นายแสวง บุญมี และกกต.ทั้ง 7 คน กลับไม่ลงไปเผชิญสืบข้อเท็จจริงเลย ที่ชลบุรีก็ส่งเตมีใบ้อย่างร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขากกต.ลงไป ซึ่งตนก็บอกแล้วว่า สถานการณ์แบบนี้จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว แต่รองชนินทร์กลับบอกว่าถ้าเปิดหีบจะยิ่งทำให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ซึ่งตนตั้งคำถามว่าถ้าเปิดแล้วความลับจะแตกอย่างนั้นหรือ คล้ายกับการเลือกสว.ก็ไม่เปิดหีบ ทั้งที่กฎหมายบอกว่าการเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม แต่กกต.กลับทำไม่ได้ 

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จะเป็นอะไรอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นโมฆะ การนับคะแนนใหม่ไม่ได้ ต้องไปไกลถึงขั้นเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ แล้วการเมืองที่พี่น้องตื่นตัวทั้งประเทศ พรรคการเมืองมีหน้าที่สร้าง และส่งเสริมประชาธิปไตยในหมู่สังคม แต่แปลก การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตแบบนี้ สกปรกแบบนี้ ทุกพรรคเห็นหมด รับรู้ รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มีบางพรรคการเมืองไปเปลี่ยนโลโก้ เอาสีตัวเองออก เอาสีน้ำเงินมาใส่ แทนที่จะมาเรียกร้องด้วยกันว่า ให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะสิถึงจะถูกต้อง อย่างไรก็ตาม วันนี้ก็ยังไม่สาย จึงขอเรียกร้องทุกพรรคการเมือง หยุดตั้งพรรคร่วมข้ามค่าย หรืออย่างนั้น อย่างนี้ หยุดเลย ออกมาช่วยตน สังคม พี่น้องประชาชนว่าการเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ
 
“ผมประกาศตรงนี้ว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับกกต.ทั้ง 7 คน ในฐานะที่ผมมีส่วนได้เสียโดยตรง 1 สิทธิ์ 1 เสียงของผมมีค่า จึงอยากให้ประชาชนออกมาร่วมลงชื่อกับผมเอานายแสวง และกกต. 7คน ติดคุกให้ได้” นายภัทรพงศ์ กล่าว และว่า การยื่นวันนี้คาดหวังอะไรหรือไม่นั้น ต้องบอกว่า สิ้นหวัง หมดหวังแต่ตนไม่ยอมแพ้ และประชาชนที่ตื่นตัวครั้งนี้มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 

เมื่อถามว่า มีการมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการปั่นกระแสทางโซเชียลมีเดีย นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะมันปรากฎว่าการเลือกตั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่สกปรก มีคะแนนโดดจำนวนมาก เช่น คะแนนของพรรคเพื่อไทย ต่ำในระนาบคล้ายกันหมด เช่น ที่บุรีรัมย์ ซึ่งตนเชื่อว่า มีกลไกทางอิเล็กส์ทรอนิกส์บางอย่าง ที่สามารถดีดตัวเลขได้เอง และตนขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติการณ์แบบนี้ เหมือนว่าประเทศไทยมีระบบสแกมเมอร์เข้ามาช่วยคิดคำนวณตัวเลขหรือไม่ 

เมื่อถามถึงการที่ทนายอั๋น ลงพื้นที่ชลบุรี เจอข้อมูลอะไรหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เจอเจอะแยะ ใบคะแนน สส.5/11 ถูกทิ้งเกลื่อนถังขยะ ซึ่งกระดาษใบนี้มีอีกแบบที่ถูกจำลองไว้ มีการเซ็นชื่อไว้ แต่ยังไม่กรอกคะแนน ซึ่งตนเชื่อว่าทำโดยบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ชลบุรีหรือไม่ หลักฐานมีหมด และสื่อก็นำเสนอหมด 

เมื่อถามว่าการมายื่นกกต.ให้เลือกตั้ง เพราะเคยไปท้าทายเกี่ยวกับผลเลือกตั้งไว้ นายภัทรพงศ์  กล่าวว่า ขอบคุณนายกฯ เสี่ยหนู ที่ถึงขั้นไปคอมเมนต์ในเพจข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนคิดว่าท่านเป็นถึงนายกฯ เป็นผู้นำประเทศ ควรเป็นหลักให้ประชาชน ในเรื่องการรณรงค์อ่านหนังสือให้ครบถ้วน ตนเขียนหมด และต่อมาตั้งกติกาว่า ต้องมีการสาบาน ให้ผู้สมัคร สส.ในบุรีรัมย์มาสาบานที่วัดแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านนายกฯ ทำไมไม่อ่านให้ครบ ดังนั้นเมื่อตนเสนอแล้วเขาไม่สนอง ก็จบสิ 

เมื่อถามว่า ถ้านับคะแนนใหม่แล้ว ผลออกมาเป็นเหมือนเดิม ใครจะรับผิดชอบ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า  มีแล้ว คือหมอของขวัญ ถ้าไม่ติดเรื่องสาบานไว้ ตนก็จะพูดคำเดิม แต่เชื่อว่าคะแนนจะไม่เหมือนเดิม เพราะสถิติมันบ่งบอก ที่ศรีสะเกษ  ปทุมธานี ที่เป็นข่าวจากแพ้ กลายเป็นชนะ จากชนะกลายเป็นแพ้ ทั้งนี้หลังจากนี้จะลงพื้นที่อีกแน่นอน ส่วนที่มีการบอกว่าเป็นการปลุกกระแสนั้น ตนก็ไม่รู้ว่าพูดถึงใคร แต่ตนต่อสู้ในภาคของนักกฎหมาย แต่จะไปห้ามประชาชน นักศึกษาที่ตื่นตัวที่ไม่ยอมรับกับกติกาที่ออกมาแบบนั้น แล้วผลการเมืองออกมาแบบนี้ ซึ่งเป็นความชอบธรรมตามเจตจำนงในการเลือกคนที่เขาอยากให้มาเป็นสส. ซึ่งตนไม่ได้ว่ากลไกลตั้งแต่แรก จนถึงท้ายสุด แม้จะเห็นว่าเกิดความผิดปกติ กกต.ก็ยังนิ่งเฉย 

“วันนี้กกต.ทำอะไรอยู่ นักข่าวก็ไม่ทราบ แต่ผมทราบ วันนี้กกต.เชคลิสต์แล้วว่า เขตไหนนะที่ทำสำเร็จก็ติ๊กไว้” นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า 

เมื่อถามต่อว่ามีการมองว่า สถานการณ์เช่นนี้เป็นการขี้แพ้ชวนตี นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เจ็บปวด ใครพูดแบบนี้ ตนก็เชื่อว่าเป็นองคาพยพเขากระโดงซึ่งมีอยู่น้อยนิด และพี่น้องการเมืองขั้วเก่าๆ กลุ่มอนุรักษ์ที่มีนิดๆ นั่นแหละ แต่วันนี้คนไทยออกมาแสดงหลักฐานเสนอต่อสื่อ โซเชียลฯ ก็ตอบมาสิว่ามันสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ 

นายภัทรพงศ์ กล่าวด้วยว่า ประมาณ คืนวันนี้ตนจะเปิดเผยคลิปวิดีโอว่าที่ สส.ไปกับหัวคะแนนเพื่อนำแจกเงิน ไปกัน 3 คน ทุเรศไหม ส่วนจะเป็นพรรคไหนขอให้เดาไปก่อน แตตนคิดว่าไม่ใช้พรรคสีส้มๆ ไม่ออกขาวๆ นวนๆ แต่ออกไปทางมืดๆ

อนุทิน กำชับดูแลกลุ่มมวลชนเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม

อนุทิน กำชับดูแลกลุ่มมวลชนเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม

อนุทิน กำชับดูแลกลุ่มมวลชนเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.27 น.

อนุทิน กำชับตำรวจ-ฝ่ายปกครอง ดูแลกลุ่มมวลชนเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม มองเป็นสิทธิ์​ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย 

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 11 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก​รัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ในฐานะหัวหน้าพรรค​ภูมิใจ​ไทย​ กล่าวถึงการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ว่า ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองและผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และตำรวจให้ช่วยกันดูแลสถานการณ์ และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มีข้อสงสัย ส่วนเรื่องการตัดสินใจ ว่า จะมีการนับคะแนนใหม่หรือไม่ ตนเองไม่ได้ศึกษาระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ก็แล้วแต่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่า เริ่มมีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาคัดค้านการนับคะแนนหลายพื้นที่ กังวลว่าจะทำให้บานปลายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทางตำรวจและฝ่ายปกครอง ได้รับปากไว้ว่า จะดูแลเรื่องความเรียบร้อยอย่างเต็มที่ ซึ่งตนได้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้องทำความเข้าใจเท่านั้น และทุกอย่างต้องดำเนินการไปด้วยความละมุนละม่อม ให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน ที่จะออกมาเรียกร้อง ภายใต้กรอบของกฎหมาย  

นายกฯ ลงนามเอ็มโอยูแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและลดมะเร็งท่อน้ำดี ขอมั่นใจไม่ได้ทำงานเอาหน้า

นายกฯ ลงนามเอ็มโอยูแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและลดมะเร็งท่อน้ำดี ขอมั่นใจไม่ได้ทำงานเอาหน้า

นายกฯ ลงนามเอ็มโอยูแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและลดมะเร็งท่อน้ำดี ขอมั่นใจไม่ได้ทำงานเอาหน้า

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.53 น.

นายกฯ ลงนามเอ็มโอยูแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและลดมะเร็งท่อน้ำดี ย้ำทุกกระทรวงทำงานจริงจัง บอกไม่ต้องห่วงรมว.มหาดไทยได้หน้า รมว.สาธารณสุขได้ด้วย ขอมั่นใจไม่ได้ทำงานเอาหน้า

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือเพื่อป้องกันและกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับและลดมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทยระหว่างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนได้มีโอกาสได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ความมั่นใจจากประชาชนให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย และเคยเป็นรมว.สาธารณสุขด้วย ท่านไม่ใช้ประโยชน์จากตัวของตนในห้วงเวลาเช่นนี้  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีไปอีกได้นานแค่ไหน แต่ว่าตราบใดที่เรายังอยู่ตรงนี้เราต้องรวมพลังกัน ให้สิ่งที่เราอยากทำให้คนไทยมานานแล้ว ทำไปเดี๋ยวคนนี้เห็นด้วยหรือเปล่า รัฐมนตรีคนละพรรคหรือเปล่า นายกฯจะเอาด้วยหรือเปล่า ถ้าทำไปเดี๋ยวนายกฯจะกลัว คนนี้จะได้หน้าหรือเปล่า ตรงนี้คงไม่ต้องห่วงถ้ารัฐมนตรีมหาดไทยได้หน้ารัฐมนตรีสาธารณสุขได้หน้า นายกฯคนนี้ก็ได้หน้าไปด้วย ตรงนี้ไม่ต้องห่วง ดังนั้นขอให้มีความมั่นใจเราไม่ได้ทำงานเอาหน้าเราทำงานเพื่อให้พี่น้องประชาชน มีสุขภาพที่ดีมีความผาสุกมีความปลอดภัยกับการที่เราใส่ใจดูแลเขา 

นายกฯ กล่าวต่อว่า พื้นที่เป้าหมายในภาคอีสานต้องแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ต้องทำให้เกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมให้เกิดความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เพราะเราจะได้ทำการป้องกันควบคุมปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบอย่างยั่งยืน เชื่อมั่นว่าภายใต้เอ็มโอยูดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่เอ็มโอเอต้องมีประสิทธิภาพให้ทุกคนยึดถือ อย่าให้เป็นเพียงเศษกระดาษ เพราะเอ็มโอยูฉบับที่ร่วมกันเซ็นในวันนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือการลดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับและลดการเจ็บป่วย รวมถึงการสูญเสียของชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว มะเร็งท่อน้ำดีรักษาได้ยาก ถ้าเป็นแล้วต้องวัดอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเป็นโรคที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ในระยะที่เกินกว่าการเยียวยาแล้ว ทั้งนี้ ขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยที่ทำให้มายืนอยู่จุดนี้ไม่ต้องห่วงทุกกระทรวงทำงานจริงจังไม่ต้องห่วงว่าใครจะได้หน้า เพราะกระทรวงไหนได้หน้า นายกฯได้ด้วย 

จากความไร้มาตรฐานของกกต. สู่การปั่นกระแสของ’พรรคส้ม’

จากความไร้มาตรฐานของกกต. สู่การปั่นกระแสของ'พรรคส้ม'

จากความไร้มาตรฐานของกกต. สู่การปั่นกระแสของ’พรรคส้ม’

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.38 น.

การเลือกตั้งครั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานต่ำกว่ามาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขแกว่งไปแกว่งมา ระบบรายงานผลรวน การชี้แจงล่าช้า และการควบคุมกระบวนการที่ไม่เด็ดขาด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย แต่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะ กกต. คือผู้รักษากติกา เมื่อผู้รักษากติกาแสดงความไม่พร้อม ความไว้วางใจย่อมลดลงทันที

การวิจารณ์ กกต. จึงเป็นเรื่องจำเป็น องค์กรที่กำกับการเลือกตั้งต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเอง ต้องอธิบายให้ชัด แก้ไขให้เห็นผล และยกระดับมาตรฐานให้สูงกว่านี้

แต่ความชุ่ยของ กกต. ไม่ได้แปลว่าการเลือกตั้งทั้งประเทศล้มเหลว และไม่ใช่เหตุผลให้ใครยกระดับปัญหาเฉพาะจุดไปสู่ข้อกล่าวหาระดับชาติ

เส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบกับการขยายผลเกินข้อเท็จจริงมีอยู่ชัด และพรรคประชาชนหรือพรรคส้มเลือกเดินข้ามเส้นนั้น

จากปัญหาในบางเขต คำว่า “นับใหม่ทั่วประเทศ” ถูกผลักขึ้นมาทันที ควบคู่กับคำว่า “โกงมโหฬาร” และประโยค “แพ้ได้ ถ้าทุกอย่างโปร่งใส” ทั้งสามถ้อยคำถูกใช้พร้อมกันและทำงานไปในทิศทางเดียว

การกล่าวหาโกงมโหฬารคือข้อกล่าวหาระดับประเทศ หากจะใช้คำนี้ ต้องมีหลักฐานระดับเดียวกันรองรับ ต้องชี้ให้ได้ว่าการโกงเกิดขึ้นตรงไหน ใครเกี่ยวข้อง และกระทบผลรวมทั้งประเทศอย่างไร

แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังจำกัดอยู่เฉพาะบางเขต การผลักไปสู่ “นับใหม่ทั่วประเทศ” และตราหน้าว่าโกงมโหฬาร จึงเกินขอบเขตของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

ประชาชนที่เลือกพรรคอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาในบางเขต แต่กลับถูกดึงเข้าไปอยู่ในข้อกล่าวหาระดับชาติพร้อมกันทั้งหมด นี่คือผลกระทบที่กว้างกว่าความผิดพลาดเชิงเทคนิคของ กกต.

ขณะเดียวกัน จุดยืนที่ควรถือร่วมกันคือ หากเขตใดมีความผิดปกติจริง มีหลักฐานรองรับ และมีเหตุอันควรสงสัย การนับคะแนนใหม่ในเขตนั้นต้องทำ เพื่อให้ข้อสงสัยสิ้นสุด และเพื่อให้ผลเลือกตั้งได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน

การนับใหม่ในบางเขตจึงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่การกระโดดจากบางเขตไปสู่ “นับใหม่ทั่วประเทศ” และตอกย้ำด้วยคำว่า “โกงมโหฬาร” ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังจำกัดอยู่เฉพาะจุด

วาทกรรม “แพ้ได้ ถ้าทุกอย่างโปร่งใส” ฟังดูสุภาพกว่า แต่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน คือการบอกโดยนัยว่าผลครั้งนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ

ถ้อยคำต่างระดับ แต่แก่นคิดเดียวกัน คือยกระดับปัญหาเฉพาะเขตให้กลายเป็นข้อสงสัยต่อภาพรวมทั้งประเทศ

เมื่อคำว่า “โกงมโหฬาร” การผลักกระแส “นับใหม่ทั่วประเทศ” และประโยค “แพ้ได้ ถ้าทุกอย่างโปร่งใส” ถูกใช้ควบคู่กัน การเมืองจึงนำหน้าเหตุผล เพราะข้อสงสัยไม่ได้หยุดอยู่ในบางพื้นที่ แต่ถูกยกระดับให้ครอบคลุมทั้งระบบ

บทบาทของแกนนำอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พรรณิการ์ วานิช และ รักชนก ศรีนอก ยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น การให้น้ำหนักกับข้อสงสัย และการสนับสนุนแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเด็นเฉพาะเขตกลายเป็นกระแสระดับชาติ

รูปแบบการเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่มีความสอดคล้องกัน ทั้งคำขวัญ การประสานจังหวะ และการยื่นคำร้องพร้อมกันหลายเขต ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงการร้องเรียนเฉพาะกิจ แต่เป็นการเดินเกมทางการเมืองอย่างมีทิศทาง

ผลคือ การเลือกตั้งทั้งประเทศถูกแขวนไว้กับคำถาม ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่

ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ต่อให้นับใหม่บางเขต ผลรวมทั้งประเทศก็ยังไม่เปลี่ยนสาระสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

เมื่อภาพรวมไม่เปลี่ยน แต่คำว่า “โกงมโหฬาร” ยังถูกย้ำอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การตรวจสอบ แต่เป็นการวางกรอบให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำในฐานะการเลือกตั้งที่มีข้อครหาติดตัว

กระแสนี้อาจไม่ทำให้ชนะวันนี้ แต่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำในระยะยาว และข้อครหานั้นสามารถถูกหยิบกลับมาใช้ได้อีกในอนาคต นี่คือการสะสมต้นทุนทางการเมืองระยะยาว

ยิ่งคำว่า “โกงมโหฬาร” ถูกใช้ซ้ำมากเท่าไร ยิ่งฝังอยู่ในความทรงจำสาธารณะ และสามารถถูกนำไปใช้ในเวทีเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อวางกรอบว่า ฝ่ายตรงข้ามชนะเพราะระบบไม่โปร่งใส ขณะที่พรรคตนเองต้องกลับมาพิสูจน์ความถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งใหม่

การตรวจสอบต้องทำ และต้องทำในจุดที่มีปัญหาจริง แต่การยกระดับจากปัญหาเฉพาะเขตไปสู่ข้อกล่าวหาระดับชาติ คือการเล่นเกมการเมืองเกินขอบเขต

ความชุ่ยของ กกต. คือปัญหาที่ต้องแก้ แต่การผลักคำว่า “โกงมโหฬาร” จากข้อสงสัยเฉพาะจุดให้กลายเป็นภาพจำของทั้งประเทศ คือการเลือกเดินเกมทางการเมืองมากกว่าการหาทางออก และนี่คือแก่นของความระยำทางการเมืองที่สังคมควรมองเห็นให้ชัด.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ปชป. จี้ ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 9.2 พันล้านก่อนครบเส้นตาย 90 วัน

ปชป. จี้ ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 9.2 พันล้านก่อนครบเส้นตาย 90 วัน

ปชป. จี้ ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 9.2 พันล้านก่อนครบเส้นตาย 90 วัน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.27 น.

ปชป.แถลงการณ์จี้ ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 9.2 พันล้านก่อนครบเส้นตาย 90 วัน ชี้บททดสอบการเมืองสุจริต-ป้องศักดิ์ศรีตลาดทุนไทย และประเทศไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ระบุว่า ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วยพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามเรื่อง ธุรกรรมผิดปรกติของกลุ่มสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้น ตามที่ได้เสนอต่อ ปปง. เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา และขอชื่นชม การปฏิบัติการของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับสำนักงาน ปปง. ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์ 9.2 พันล้านบาท  โดยมีระยะเวลาในการยึด อายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งจากวันนี้ เหลือเวลาเพียงไม่เกิน 18 วันเท่านั้น ในการดำเนินการส่งอัยการฟ้อง เพื่อนำสู่การฟ้องศาลเพื่อยึดทรัพย์เหล่านี้ ให้ตกเป็นของรัฐอย่างชัดเจน

พรรคประชาธิปัตย์ได้รับข้อมูลว่า ปปง. จะมีการประชุมในบ่ายวันนี้ จึงขอเสนอความเห็น ดังนี้

1. การดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ของ ปปง. ตั้งแต่ช่วงวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นไปอย่างถูกต้อง มีหลักฐานความผิดในข้อหา อั้งยี่-ซ่องโจร-ฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย พบเส้นทางฟอกเงินมีโอนต่อเป็นทอดๆ มาถึงบัญชีเหล่านี้ ดังที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะให้เป็นที่ทราบกันแล้วทั่วโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลและทุกหน่วยงาน รวมทั้ง ปปง. ต้องดำเนินการขั้นต่อไปอย่างจริงจัง

เรื่องนี้ จะเป็นการทดสอบ “การเมืองสุจริต” ของรัฐบาลไทย และ เป็นการรักษาศักดิ์ศรี และ ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ประเทศไทยจะต้องไม่ยอมให้กลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของการกระทำผิดของกลุ่มสแกมเมอร์ และ ทุนเทา จากผู้กระทำความผิดในประเทศรอบๆอย่างจริงจัง

2. จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มผู้กระทำความผิด และ สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเช่น กลุ่ม Capital Asia Investment (CAI) ยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI สรุปสำนวนคดี ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง ม.157 ข้าราชการฝ่ายการเมือง-เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี รวม 6 ราย ไปแล้วด้วย จึงถือว่า เป็นกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรง ที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง

3. จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ยังพบแหล่งสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มบุคคลที่ถูกยึดอายัดทรัพย์กลุ่มนี้ แต่ยังไม่ถูกยึด อายัด  และ ตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ครบถ้วนตามเรื่องที่ พรรคฯได้นำเสนอตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน และ กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเตรียมเสนอให้ขยายวงหลักทรัพย์ และ กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป 

การดำเนินการในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ เชื่อมั่นว่า รัฐบาล ปปง. และ ทุกหน่วยงานภาครัฐ จะได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสู้ภัยสแกมเมอร์ และปกป้องศักดิ์ศรี ของตลาดทุนไทย และ ประเทศไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และ โปรดพิจารณาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป

ปชป.เมินดีลลับ! มาร์คย้ำชัดไม่รอสายร่วมรัฐบาล บี้ กกต.เคลียร์ปมคะแนนรวน

ปชป.เมินดีลลับ! มาร์คย้ำชัดไม่รอสายร่วมรัฐบาล บี้ กกต.เคลียร์ปมคะแนนรวน

ปชป.เมินดีลลับ! มาร์คย้ำชัดไม่รอสายร่วมรัฐบาล บี้ กกต.เคลียร์ปมคะแนนรวน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

หวั่นลุกลามบานปลาย! อภิสิทธิ์ บี้ กกต.เร่งเปิดข้อมูลบัตร-คะแนนเลือกตั้ง เตือนอย่ามองเป็นเรื่องเล็ก เริ่มขยายวงชักชวนรณรงค์ให้ออกมาเรียกร้องนับหนึ่งทั่วประเทศ กระทบเสถียรภาพการเมือง-กระบวนการปชต. ลั่น ปชป.ไม่รอสายเข้าร่วมรัฐบาล

11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า จากกระแสข่าวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งในหลายพื้นที่และดูจะลุกลามไป เพราะเกิดข้อกังขาหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการเลือกตั้ง พรรคมีความเห็นว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเร่งสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมดด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ละเอียดที่สุด ทั้งคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง ได้แก่ จำนวนบัตรทั้ง 2 ระบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่ในหลายพื้นที่ ส่วนกรณีที่ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกว่ามีความผิดปกติ ก็ขอให้ กกต.เร่งใช้อำนาจของตนเองไม่ว่าจะเป็นการนับคะแนนใหม่หรือ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ในกระบวนการประชาธิปไตยการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมคือการที่จะสร้างความชอบธรรมและศรัทธาให้กับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายรวมถึงการมีรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง หากปล่อยให้เกิดข้อกังขาแบบนี้และทอดเวลาออกไปจนทำให้มีคนอกมาจำนวนมากขึ้น เพราะไม่เชื่อมั่นในระบบ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเสถียรภาพของการเมือง ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการให้ กกต.สร้างความโปร่งใสโดยเร็วที่สุด

“เราเข้าใจกลุ่มคนที่ไม่พอใจจากข้อมูลที่พบว่ามีความผิดปกติ แต่ก็อยากให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ไม่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งก็จะเกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพและภาพลักษณ์การเมืองไทย พรรคประชาธิปัตย์อยากเรียกร้องต่อ กกต.ให้เร่งสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครบางส่วนก็ส่งข้อมูลเข้ามาแล้วเพื่อให้ความจริงปรากฏชัดเจนที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ กกต.ขอเวลา 2 วัน ในการจัดการให้เกิดความชัดเจนสถานการณ์จะบานปลายไปหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ประชุมจึงอยากเรียกร้องและเร่งรัด เพราะอย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก จากเดิมเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ แต่ปรากฏว่าก็มีอีกหลายพื้นที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการต่างๆ ถูกบั่นทอนไปมาก ขณะนี้ก็ผ่านมา 2 – 3 วันแล้ว น่าจะมีความพร้อมในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เช่น คะแนนในหน่วยเลือกตั้งซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2566 ระเบียบเขียนชัดไว้ว่า 5 วัน ก็ต้องมีการเปิดเผยออกมา ครั้งนี้ระเบียบเปลี่ยนมาเขียนว่าโดยเร็ว ซึ่งก็ไม่ควรจะเกิน 5 วัน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็จะทำให้ประชาชนมาร่วมตรวจสอบได้ หากมีความผิดปกติ กกต.ก็สามารถใช้อำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ได้

ส่วนกระแสขอนับใหม่ทั้งประเทศที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าสิ่งที่เราเห็นในขณะนี้ เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นกระบวนการหรือมีการทุจริตหรือไม่ แต่เมื่อมีภาพเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทำให้คนสงสัยจนเกิดกระแสการเรียกร้องดังขึ้น ส่วนคำถามว่าต้องมีการมานับคะแนนกันใหม่ทั้งหมดหรือไม่นั้น ตนมองว่าดีที่สุดในขณะนี้ กกต.เร่งสร้างความใสโปร่งใสจากข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติมแล้วนอกจากเผยแพร่ออกมา เช่นที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าทำไมคะแนนของบัตรเลือกตั้งสองระบบจึงไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร ซึ่ง กกต.ต้องมีตัวเลขที่บันทึกไว้ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว ในแต่ละเขตเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งมีคนมารับบัตรกี่คนและมีคะแนนเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้สามารถเปิดเผยได้เลย ตนมองว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่าอย่างน้อยมีความโปร่งใสส่วนถ้าเปิดเผยข้อมูลแล้วมีความผิดปกติหรือผิดพลาดจะได้ตรวจสอบกันได้ แต่ถ้าไม่เร่งดำเนินการก็เกรงว่าจะรู้ตามและไม่ส่งผลดีต่อระบบการเมืองเมืองไทย

เมื่อถามว่า ที่กังวลเรื่องเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะเป็นเรื่องม็อบหรืออำนาจนอกระบบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามกระบวนการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราดูจากประสบการณ์ในประเทศและต่างประเทศก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ กกต.อยู่ในกรอบความคิดว่า ทำหน้าที่ไปตามปกติ เมื่อขณะนี้เริ่มเกิดความลุกลาม ตอนนี้มีการชักชวนรณรงค์ว่าเป็นเรื่องต้องดำเนินการระดับประเทศ กกต.ยิ่งต้องเร่งตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาก็มีความคิดในแต่ละพื้นที่แบ่งเป็นสองฝ่ายแล้วแต่ว่าใครต้องการใช้ใครเข้ามาบริหาร แต่ถ้ากระบวนการเลือกตั้งสามารถสร้างความมั่นใจว่าถูกต้องชอบธรรมทุกฝ่ายก็ยอมรับได้ ซึ่งแนวทางที่จะนำไปสู่ข้อยุติอย่างสันติสุขก็คือต้องทำให้โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเลือกตั้งหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีประเด็นเรื่องความชอบธรรมขึ้นมาก็เป็นปัญหาขึ้น

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางของการเตรียมความพร้อมในการทำงานต่อไป ว่า ในงานนิติบัญญัติได้ตั้งบุคคลที่จะเข้ามาเร่งในเรื่องการจัดทำกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ นอกจากนั้น จะได้มีการปรับโครงสร้างการทำงาน และการบริหารงานภายใน เนื่องจากคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบัน ยังไม่ได้ทำอะไรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพราะต้องทำเรื่องการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงท่าทีของกรรมการบริหารพรรคในการกำหนดแนวทางการเข้าร่วมรัฐบาลหากพรรคอันดับหนึ่งติดต่อมานั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งพรรคก็ได้แสดงจุดยืนและท่าทีอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไข ในการว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ไปในช่วงของการหาเสียงแล้วก็ยึดตามนั้นทุกประการ ไม่ต้องรอสาย ส่วนกรณีที่ระบุว่าไม่ต้องรอสายเป็นการปิดโอกาสเลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามเงื่อนไข ว่าเราไม่ร่วมกับพรรคไหน ถ้าจะไปร่วมก็ต้องมีเรื่องของนโยบาย รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ที่เราได้พูดไปแล้ว

เมื่อถามกรณีที่หลายฝ่ายกังวลการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน (ปชน.) ในสภานั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าบริหารด้วยความโปร่งใสก็ไม่ต้องกลัว

สำหรับกรอบเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จภายในกี่วันนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ฟังจากนายกรัฐในฐานะหัวหน้าพรรคที่ มีเสียงมากที่สุดท่านอยากให้กระบวนการของการรับรองผลของการเลือกตั้งชัดเจนก่อน ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญเบื้องต้นคือกระบวนการของ กกต.ซึ่งมีเวลา 60 วัน ตามกฎหมาย ยิ่งมีข้อสงสัยที่เกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาในช่วง 60 วัน หรือสั้นกว่านั้น ถึงแม้เราก็อยากให้เร็วแต่ก็อยากให้ชัดเจนด้วย เพราะ กกต.ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพราะในที่สุดก็เอาผิดคนได้น้อยมาก ทั้งที่มีการพูดจาหนาหูกันหลายพื้นที่ว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ทั้งนี้ หนักกว่ามีการกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงและกระบวนการของ กกต.เองส่งผลรุนแรงกว่า ทำให้คนมีตาลตั้งคำถามเรื่องระบบได้ จึงอยากให้เร่งความชัดเจนในเรื่องนี้

สยบทุกข้อครหา! สุชาติ ยืดอกขอนับคะแนนใหม่เอง ลั่นต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

สยบทุกข้อครหา! สุชาติ ยืดอกขอนับคะแนนใหม่เอง ลั่นต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

สยบทุกข้อครหา! สุชาติ ยืดอกขอนับคะแนนใหม่เอง ลั่นต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

“สุชาติ” เซ็นหนังสือต่อหน้าสื่อ  ยื่น ประธานกกต. ยินดีนับคะแนนใหม่ ลั่น ไม่หนักใจ เผย เช็กพวกคัดค้านแล้วไม่ใช่คนในพื้นที่ เมินคำท้า “ไอซ์ รักชนก” บอก ไม่ให้ราคา แจง ไม่มีการใช้อำนาจบ้านใหญ่ โยน ให้ไปถาม ปปช.ปมเบอรี่ฟินแลนด์

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 13.25 น. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย แถลงยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องขอแสดงความจำนงให้นับคะแนนใหม่ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า ขอชี้แจงและแสดงจุดยืนต่อกระแสข่าวที่ปรากฎเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและการนับคะแนน ซึ่งมีข้อกล่าวอ้างที่อาจทำให้เกิดความสับสนและเคลือบแคลงสงสัยต่อกระบวนการการเลือกตั้งในครั้งนี้ ตนตระหนักดีว่ากระแสข่าวดังกล่าวอาจสร้างความกังวลและสับสนแก่ประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 ใน 8 ตำบลของ อ.เมือง จ.ชลบุรี รวมทั้งรวมอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยของประเทศชาติ  เพื่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนในฐานะผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนจงได้รับคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งที่ 1  ขอแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า ตนยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่และเต็มใจในทุกขั้นตอนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากข้อสงสัยเคลือบแคลงต่างๆ และสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนทุกคน ตนยินดีและเต็มใจให้นับคะแนนใหม่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมที่จะให้ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์สูงสุดและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย 

จากนั้นนายสุชาติได้เซ็นหนังสือเพื่อให้ฝ่ายกฎหมายไปยื่นต่อ กกต. เพื่อแสดงความจำนงให้นับคะแนนใหม่ โดยโดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า เนื่องด้วยปรากฏกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและการนับคะแนนที่อ้างว่า มีความไม่โปร่งใส ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวนอกจากจะสร้างความสับสนแก่สาธารณชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวข้าพเจ้าและกระบวนการเลือกตั้งภายใต้การกำกับดูแลของ กกต. เพื่อให้การดำเนินการนับผลคะแนนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชน  ตนในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จ.ชลบุรี เขต 1 หมายเลข 1 ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ขอแสดงความจำนงว่า  ยินดีให้ความร่วมมือในทุกขั้นตอนภายใต้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ในการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจผลการเลือกตั้งในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมั่นใจใช่หรือไม่ว่า หากนับใหม่แล้วคะแนนจะออกมาเท่าเดิม นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกคนเห็นอยู่แล้วว่าตนก็ไม่รู้ข้อกฎหมายในการนับคะแนน หรือกฎหมายของ กกต.มากมาย ซึ่งตนพูดไปในสิ่งที่ไม่ได้มีความประสงค์อะไรทั้งสิ้น แล้วแต่กฎหมายเลือกตั้ง วันนี้ถ้าทุกคนมีความประสงค์อย่างไร เรายินดีสนับสนุนตามความประสงค์นั้น เมื่อถามย้ำว่า ยังคงมั่นใจว่า หลังจากนับใหม่คะแนนจะออกมาเท่าเดิม นายสุชาติ กล่าวว่า ตนต้องเชื่อมั่นองค์กรที่เขาจัดการเลือกตั้ง เพราะเรามีหน้าที่แค่ไปกาแล้วหย่อนบัตร 1 ใบเหมือนกัน สื่อมวลชนก็ไปถ่ายรูปตอนตนหย่อนบัตรอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ท้ากลับว่า ถ้านับคะแนนใหม่แล้ว ผลคะแนนเปลี่ยนไปมากกว่า 1 คะแนน จะยอมลาออกหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดถึงคนอื่นแล้ว คิดว่าหากลองไปศึกษาข้อกฎหมายว่าผู้ที่คัดค้านการเลือกตั้งควรจะต้องเป็นประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 ใน 8 ตำบลนั้น คนที่กล่าวอ้างทั้งหมดมีสิทธิ์หรือมีเสียงในเขตนั้นหรือไม่ และมาในฐานะอะไร สมมุติถ้าตนอยู่ชลบุรีแล้วไม่พอใจจังหวัดอื่นแล้วเอาชาวชลบุรีไปร้องจังหวัดอื่น ไม่สามารถทำได้ ตามกฎหมาย กกต.ที่ศึกษามา คนที่จะคัดค้านได้คือ จะต้องเป็นผู้สมัคร และประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นถึงจะมีสิทธิ์มีเสียง แต่คนที่มากล่าวหาคน มาพูดปลุกระดมต่างๆ  เป็นประชาชนในเขตนั้นหรือไม่ ซึ่งเขาเช็กมาหมดแล้วเป็นคนจังหวัดอื่นทั้งนั้นเลยและจังหวัดอื่นด้วย แล้วทำเพื่ออะไร 

เมื่อถามว่า คิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่คิดหรอก คิดว่าเป็นหน้าที่ กกต. ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจเลย แต่แค่ว่าทำแล้วถูกต้องหรือไม่ ถ้าเราเป็นคนเซ็นเอกสารไปถึง กกต. แล้วไปเซ็นเอกสารที่มันผิดตนก็ยุ่งเหมือนกัน ก็ต้องศึกษาว่าทำได้หรือไม่ ถ้าตนเซ็นแล้วแค่เสนอและยินดีเต็มใจให้ กกต.ปฏิบัติอะไรก็ได้ จะนับคะแนนใหม่หรืออะไรก็ยินดีทุกอย่าง สื่อมวลชนเอากล้องไปจับกันดู

เมื่อถามว่า คิดว่า หากนับคะแนนใหม่แล้วจะจบหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า จะจบหรือไม่  ต้องไปถามคนที่เขาพูดอยู่ ตนไม่เกี่ยว ตนแค่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะเป็นผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด แต่คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียคือ ประชาชนในพื้นที่ 8 ตำบล ไม่ใช่คนนอกพื้นที่ ซึ่งประชาชนใน 8 ตำบลมีสิทธิคัดค้านขอใช้สิทธิตัวเองได้ แต่ถ้าใครไม่ได้อยู่ใน 8 ตำบล จะไปใช้สิทธินี้ในฐานะอะไร เราต้องอยู่ในประเทศไทยในยุคสมัยใหม่แล้ว ไม่ได้ย้อนหลังไปยุคเก่าแล้ว อยากจะบอกว่าที่ออกแถลงการณ์ขอร้องสื่อทุกคนว่า เราต้องมีจรรยาบรรณ สื่อบางช่องเสนอไฟดับชลบุรี ซึ่งเจ้าของเพจบอกแล้วว่า เหตุเกิดที่นนทบุรี แล้วนนทบุรีพรรคสีส้มได้ทั้งจังหวัด แล้วเกี่ยวอะไรกับชลบุรี สื่อต้องเสนอเป็นกลางทั้งสองข้าง ตนไม่ได้อยากมีปัญหากับสื่อมวลชน ตนแค่น้อยใจ ไม่เคยปฏิเสธสื่อสักช่องเดียว โทรมารับสายตลอด แต่ทำไมไม่ให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง สื่อบางช่องจะเอนเอียงอย่างไรก็ไม่ว่า แต่ไม่ควรที่จะต้องใส่ร้ายป้ายสี หรือขึ้นหัวข่าวที่ประชาชนดูแล้วไม่ให้ความเป็นธรรม 

นายสุชาติ กล่าวว่า สื่อมวลชนมีพ่อแม่ มีลูก ถ้าเสนอข่าวแบบนี้ เด็กหลายคน อายุ 18 ปี ที่เลือกตั้งตนได้ วันนี้เข้าโรงเรียนไมได้ เพราะการเสนอข่าว และที่เข้าโรงเรียนไม่ได้เพราะแบ่งฝักแบ่งฝ่าย วันนี้ไม่ได้พูดด้วยอารมณ์ พูดในฐานะคนไทย อยากให้คนไทยรักกัน ยืนอยู่บนหลักประชาธิปไตย ตนเป็นนักการเมืองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีหลายคนไปกดดัน กกต.กันมาก นายสุชาติ กล่าวว่า กกต.ต้องชี้แจง เพราะเป็นหน้าที่ เมื่อผลคะแนนออกมาอย่างไรต้องยอมรับต่อความเป็นจริง ตอนปี 66 เราพ่ายแพ้ เราตั้งคำถามว่าทำไมถึงแพ้ การเลือกตั้งครั้งนี้ทีมตนได้มา 5 คน ต้องมานั่งทำการบ้านเหมือนกันว่า อีก 5 คนพ่ายแพ้เพราะอะไร ต้องทำให้ดีกว่าเดิม มัวรอกระแสไม่ได้ เพราะไม่รู้กระแสจะมาเมื่อไหร่ ตนหาเสียงรอบนี้หนักมาก ไม่ได้นอนอยู่บ้านแล้วคะแนนลอยมา คะแนนที่ได้ไปขอเขามา  

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสทวงถามถึงคดีเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ นายสุชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้ ป.ป.ช. เป็นผู้สอบ ให้ไปถาม ป.ป.ช. ทำไมถึงไม่ทำหนังสือไปถาม ตนเป็นรัฐมนตรี ผ่านการตรวจสอบกว่า 16 หน่วยงาน ดังนั้น คนที่โพสต์มีจุดประสงค์ และความต้องการอะไร ให้ถาม ป.ป.ช. ว่าแจ้งข้อหาถึงคนที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ และแจ้งข้อหาตนเองหรือไม่ เพราะถ้าหากมีการแจ้งข้อกล่าวหา ตนก็ไม่สามารถรับตำแหน่งรัฐมนตรีได้ 

เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่า ทำไมเขาถึงมาโจมตีนายสุชาติ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ตนก็รับกระสุนแทนนายกฯไปก่อน ไม่เป็นไร ชลบุรีและภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ การเมืองแพ้ชนะอยู่ที่ประชาชนเลือก ต้องยอมรับว่าพื้นที่เขตอำเภอเมืองมีความยากมาก 

เมื่อถามอีกว่า ตอนนี้มีม็อบเกิดขึ้นหลายจุด คิดว่าจะมีผลทำให้การจัดตั้งรัฐบาลช้าไปหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนต้องย้อนกลับว่าถ้า 33 เขต ใน กทม. คนที่แพ้ให้นับใหม่จะทำอย่างไร หรือถ้าใครแพ้ก็ต้องทำแบบนี้ เราจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยอย่างไร เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา นายสุชาติอาจใช้อิทธิพลบ้านใหญ่ชลบุรี นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มี โลกนี้ไปถึงไหนแล้ว กล้องวงจรปิดมีทุกถนนเส้นทาง ทุกวันนี้ใครทำอะไรมีใครรอดหรือไม่ ก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้แล้ว เป็นโลกสมัยใหม่แล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า คะแนนที่ได้มาไม่มีการใช้อิทธิพลใดๆ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนเองก็กาบัตร 1 ใบเหมือนกัน เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้เมินคำท้าของ น.ส.รักชนก แล้วใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยให้ราคา มองข้ามไปถึงนู่นแล้ว ไม่เคยมองเขา เมื่อถามว่า มองเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่สนใจหรอก เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องชี้แจงในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าถูกต้องมันก็จบ อยากให้สื่อมองข้ามสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว มองข้ามไปเถอะ อย่าไปจมปลักกับคนพวกนี้ คนพวกนี้เลือกตั้งเขตตนได้หรือไม่ เป็นผู้สมัคร สส.เขตตนหรือ หรือตนไปเลือกเขตบางบอนของเขาได้หรือไม่ 

เมื่อถามว่า ล่าสุดมีการเทียบคะแนนผู้ใช้สิทธิแบบเบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อที่ไม่ตรงกัน จนเกิดการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ นายสุชาติ กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 66 คะแนนของพรรคก้าวไกลแบบบัญชีรายชื่อได้เกือบ 50,000 คะแนน แต่ตัวผู้สมัครแบบแบ่งเขตได้ 36,000 คะแนน แต่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติก็พ่ายแพ้ ทำไมเขาไม่ร้องบ้าง โลกเดี๋ยวนี้มันไปถึงไหนแล้ว เขาเข้าใช้สิทธิ เขากาถูก หรือหนูกาไม่เป็น ก็ต้องคิด
 

จูรี ร่อนหนังสือถึงนายก รักษาการ เร่งจ่ายเบี้ยเยียวยาน้ำท่วม

จูรี ร่อนหนังสือถึงนายก รักษาการ เร่งจ่ายเบี้ยเยียวยาน้ำท่วม

จูรี ร่อนหนังสือถึงนายก รักษาการ เร่งจ่ายเบี้ยเยียวยาน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.18 น.

วันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นาย จูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส้วนตัว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ฉันคิดว่า หวาง กกต.จะรับรอง ส.ส.และกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ น่าจะใช้เวลาอีกนานพอสมควรเหลย แต่ความเดือดร้อนของเธอที่คอยเบี้ยเยียวยาและเบี้ยซ่อมแซมบ้านนั้น คอยนานแรงไม่ได้และเบี้ยเยียวยาบางส่วนที่ก่อนหน้านี่ที่ กกต.ไม่อนุมัติให้เพราะเหตุติดการเลือกตั้ง แต่บัดนี้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว

วันนี้ฉันเลยทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีรักษาการฯ ให้ช่วยเร่งรัดจัดการให้โหมเราพี่น้องชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมก่อนเพราะชาวบ้านเดือดร้อนอยู่ทั้งเพฃ #กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยพิจารณาเร่งรัดให้ชาวบ้านด้วยความเคารพครับ จูรี นุ่มแก้ว ร่างทรงชาวบ้าน”

จูรี นุ่มแก้ว

โพสต์ของ จูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำเอาชาวเน็ตพากันเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกะนเป็นจำนวนมาก เช่น

“ชาวบ้านเชื่อในฝีมือเธอ คนดี ร่างทรงชาวบ้านทำได้แน่นอน”

“งานรัฐงานแรกของท่าน สส.จูรี ขอให้ท่านช่วยพี่น้องชาวหาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จนะท่าน สส.จูรี”

“ขอบคุณนะจุรี  จากชั้น ผู้ไม่มีสิทธิ ในตัวเธอ (ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในเขต) แต่รักเธอหมดใจ”

“เราคนสงขลาถึงจะใส่ให้เธอไม่ได้แต่ฉันก็เชียร์เธอจนขี้หดตดหายเลย ฉันภูมิใจในตัวเธอมากๆขอบคุณนะคะที่ทำใหเฉันได้มีความหวังเรื่องเบี้ยน้ำท่วมด้วย #ฉันกะยังไม่ได้เธอเห้อรอมาแค่2เดือนแล้ว”

“เป็นคน กทม. สามีคนใต้ ฉันเชียร์เธอสุดใจจริง”

“รอบนี้เทอได้เปน สส. จุรี รอบหน้า ว่าที่ นายก จุรี นะเทอ”

จูรี นุ่มแก้ว
จูรี นุ่มแก้ว
จูรี นุ่มแก้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก จูรี นุ่มแก้ว

ธรรมนัส ชี้ปมนับคะแนนใหม่ ทำตั้งรัฐบาลช้า ยันกล้าธรรมเป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล

ธรรมนัส ชี้ปมนับคะแนนใหม่ ทำตั้งรัฐบาลช้า ยันกล้าธรรมเป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล

ธรรมนัส ชี้ปมนับคะแนนใหม่ ทำตั้งรัฐบาลช้า ยันกล้าธรรมเป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“ธรรมนัส” ระบุ พร้อมเป็นได้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล แต่มั่นใจ เดินมาถูกทาง มองกระแสนับคะแนนใหม่ จัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ 
 
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึง คะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง ในส่วนของพรรคกล้าทำค่อนข้างที่จะนิ่งแล้วได้จำนวนทั้ง 58 ที่นั่ง ยกเว้น สส. บัญชีรายชื่อ ที่จะมีการปรับคะแนนใหม่อย่างไร 

ส่วนกระแสการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และตนได้มีการโพสต์ Facebook ส่วนตัว ว่า “ข้องใจนับใหม่ได้พร้อมเสมอครับ”  สืบเนื่องจากกรณีในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยาก็มีข้อเรียกร้องด้วยเช่นกัน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นกระแสทางการเมือง  โดยผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา ตนจึงแสดงความบริสุทธิ์ใจ หากจะนับใหม่ก็พร้อมเสมอ เพราะจะได้ตรวจสอบประชากรแฝงที่มาอาศัยอยู่ในจังหวัดพะเยาด้วยว่ามีสิทธิ์เลือกตั้งจริงหรือไม่  

สำหรับประเด็นการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีการเรียกร้องให้นับคะแนนเสียงใหม่ เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้  ส่วนเรื่องการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล ย้ำว่า ขณะนี้ยังมีการพูดคุย และยิ่งมีเรื่องของการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ก็ต้องเลื่อนออกไปรอให้สถานการณ์คลี่คลายแและละมีความชัดเจนก่อน แต่จากประสบการณ์ทางการเมือง หากมีปัญหาในส่วนนี้ คาดว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้าออกไปอีกนาน แต่หากนับตามกรอบรัฐธรรมนูญในระยะเวลา 60 วัน หากนับคะแนนเสียงได้เกิน 95% ก็สามารถเปิดประชุมสภาฯได้เลย

เมื่อนักข่าวถามว่า พรรคกล้าธรรม พร้อมเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลหรือไม่ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า เป็นนักการเมือง ต้องเป็นได้ทั้ง2 ฝ่าย แต่ตนมั่นใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว และเป็น สส. ก็ต้องดูแลพื้นที่เป็นสำคัญ

เมิ่อผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง ร้อยเอกธรรมนัส ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ได้มี นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย พร้อมสมาชิกบางส่วนได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี กับผลการเลือกตั้งของพรรคกล้าธรรม โดย นายปราโมทย์ ระบุว่า “ผมเชียร์ท่านตลอดนะครับ” ขณะที่ ร้อยเอกธรรมนัส หัวเราะเบาๆ พร้อมพูดว่ากลับไปว่า ผมเห็นท่านเชียร์ พรรครวมไทยสร้างชาติตลอด ซึ่งทำให้นายปราโมทย์ถึงกับหน้าเสีย ก่อนที่ร้อยเอกธรรมนัส จะเดินเข้าขึ้นห้องทำงาน