คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.01 น.

วันที่ 11  เม.ย.2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางมา ยื่นหนังสือ ร้องเรียน ต่อนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าของชีพ หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอุปโภคบริโภค สิ่งของจำเป็นของ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขยับตัวสูงขึ้นตามที่สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ยังคงลุกลาม สะเทือนราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งแรงกระเพื่อมถึงประเทศไทย จนราคาน้ำมันผันผวน ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ปัจจัยภายนอกจะเกินควบคุม ทว่า “ปัจจัยภายใน” กลับกลายเป็นชนวนซ้ำเติม เมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และภาคประชาชนหลายองค์กร ออกมาแสดงความกังวลถึงกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่ฉวยจังหวะวิกฤติ กักตุนน้ำมัน หวังโกยกำไรบนความเดือดร้อนของคนทั้งชาติ

คปท.

สถานการณ์ยิ่งส่อเค้ารุนแรง เมื่อเกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดในบางช่วง ทั้งที่มีสต็อกเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติของระบบ ขณะที่รัฐบาลถูกเรียกร้องให้เร่งจัดการ “ตัวกลาง” ที่เอาเปรียบประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยไม่เกรงใจเครือข่ายอิทธิพลที่ถูกจับตาว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังปรับขึ้นค่าการกลั่นอย่างรวดเร็ว ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ทั้งที่น้ำมันที่จำหน่ายยังเป็นสต็อกเดิม แต่กลับเพิ่มภาระให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่า “สวนทางความทุกข์ของประชาชน”

คปท.

คปท.ชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงวิกฤติราคา แต่คือ “วิกฤติโครงสร้างพลังงาน” ที่ต้องแก้ทั้งระบบ บนหลักคิดว่า “พลังงานคือความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแสวงหากำไร” พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่

1.ให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ น้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซ

2.ลดค่าการกลั่นตามต้นทุนจริง ลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมค่าการตลาดไม่เกินระดับที่เหมาะสม

3.ยกเลิกการอ้างอิงราคา MOPS สิงคโปร์ หันมาใช้ระบบ “ต้นทุนจริง + กำไรที่เหมาะสม”

4.เปิดเผยหลักเกณฑ์กองทุนน้ำมันอย่างโปร่งใส

5.ปฏิรูปกองทุนน้ำมันสู่ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”

6.จัดตั้งองค์กรพลังงานแห่งชาติ แยกโครงสร้างพื้นฐานออกจากเอกชนให้อยู่ภายใต้รัฐ

คปท.

ท้ายที่สุด คปท.ย้ำชัดว่า “พลังงานคือเสาหลักของประเทศ” หากประชาชนยังถูกซ้ำเติม ความมั่นคงของชาติย่อมสั่นคลอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมือ “ก่อนวิกฤติจะลุกลามเกินเยียวยา”

การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะสั้น ในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ในเรื่องของการหาตัวไอ้โม่ง ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการแล้วได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งในหลายวันก่อนได้ลงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเบาะแสเพื่อดำเนินการหาคนผิดภวนี้ไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน

คปท.

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมว. ประจำสำนักนายกฯรัฐ พร้อม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหสดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทยม ได้เดินทางออกมารับหนังสือ พร้อมนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป

โดยนายภราดร ได้กล่าวก่อนรับหนังสือร้องเรียนว่า ในวันนี้มีการประชุมครม.นัดแรก ซึ่งทางรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.)และมีอำนาจเต็ม ในการบริหารราชการแผนดิน  ซึ่งทางรัฐบาลได้แบ่งระยะการดำเนินการ  ในการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในระยะ เร่งด่วน เป็นแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในระยะของพี่น้องประชาชน

คปท.

แนวทางสำคัญคือการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยกำหนดให้หน่วยงานราชการทบทวนโครงการต่าง ๆ อย่างเข้มงวด โครงการใดที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ให้ชะลอหรือระงับไว้ก่อนทั้งหมด

ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้งบประมาณแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า โดยมีเป้าหมายหลักให้งบประมาณปี 2570 สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด

ไอซ์ รักชนก ประกาศหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก

ไอซ์ รักชนก ประกาศหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก

ไอซ์ รักชนก ประกาศหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.38 น.

ไอซ์ รักชนก ประกาศตามหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก ถามแรงความรับผิดชอบในฐานะรมต.อยู่ที่ไหน!?

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ประกาศตามหารัฐมนตรีค่ะ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพย์ฯ คนที่ต้องตอบเรื่อง ฝุ่น PM2.5 สารพิษแม่น้ำกก ทั้งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ คำถามเต็มไปหมด แต่ไม่มาตอบสภาสักคำ ความรับผิดรับชอบในฐานะ รัฐมนตรีอยู่ที่ไหน?” 

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ จากที่เคยขาดทุนมากสุดวันละ 2,500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ที่วันละประมาณ 400-500 ล้านบาท เป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าราคาน้ำมันจะลดลงอีกหรือไม่นายเอกนัฏ กล่าวว่า จะพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะนี้สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางน่าจะเป็นข่าวดี เพราะกำลังมีการเจรจากัน แต่ผลการเจรจายังไม่แน่นอน และล่าสุดเห็นว่าราคาน้ำมันดิบลดลงไปเล็กน้อย ส่วนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์ 4-5 วันที่ผ่านมามีการปรับราคาลดลงจาก 300 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถปรับราคาหน้าปั๊มลงได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อถามว่าหลังวันหยุดสงกรานต์มีโอกาสที่น้ำมันจะลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า แม้จะเป็นวันหยุด แต่ตนเองไม่ได้หยุดซึ่งมีภารกิจอยู่ 2 ภารกิจ คือ การติดตามให้มีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ รวมไปถึงการสรรหาน้ำมันดิบมาสำรองไว้ให้ได้มากที่สุดในประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์หากสถานการณ์บานปลาย และภารกิจที่ 2  คือการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่ของกองทุนน้ำมันคือการประเมินสถานการณ์ เพราะหาก ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น หรือลดลง ในที่สุดก็ต้องมีการปรับราคาตาม

เมื่อถามว่า ได้คุยกับกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ กรณีที่จะไม่ค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน นายเอกนัฏ กล่าวว่า อยู่ที่สถานะการเงินของกองทุนน้ำมัน ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตสถานะของกองทุนเป็นบวก แต่ช่วงวิกฤต จนถึงวันนี้สถานะกองทุนติดลบ เกือบ 60,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงวิกฤตหนักสุดขาดทุนวันละ 2,500 ล้านบาท แต่วันนี้สถานะดีขึ้น คือขาดทุนหลักร้อยล้านบาทต่อวัน ดังนั้นหากกองทุนสามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ และบริหารสภาพคล่องได้ คงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ได้มีการเตรียมพร้อมรอไว้แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาพูดคุยถึงค่าการกลั่นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนนี้ได้เตรียมไว้หลายกลไกในการพยุงราคาน้ำมัน ไม่ใช่เฉพาะกองทุนอย่างเดียว รวมไปถึงให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงงานด้วย ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบและแบ่งเบาภาระราคาในส่วนนี้ จะมีการพิจารณาเป็นรอบๆ เพราะราคาค่าการกลั่นมีขึ้น มีลง ตามสถานการณ์ ต้องดูตัวเลขจริงว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีเท่าไหร่ โดยในช่วงเดือนมี.ค.ประเมิน ว่าตัวเลขทั้งเดือน ค่าการกลั่นอยู่ที่ราว 2 บาท ซึ่งเป็นส่วนลดราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ – ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ - ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ – ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ – ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (11 เม.ย.2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 2 ตำแหน่ง ได้แก่

1. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

2. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 เป็นต้นไป

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงาน

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงาน

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีดเงิน 2 หมื่นล้านบาท พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สู้รบตะวันออก 

เมื่อเวลา 09.12 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการ โดยจะมี 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ

นายวราวุธ กล่าวว่า สินเชื่อแรก คือ เข้าถึงแหล่งทุน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กและรายกลางเข้าถึงแหล่งเงินทุน  ลดต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในภาวะวิกฤต รวมถึง สามารถยกระดับปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน  เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)  สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สามารถนำไปใช้ได้ลงทุน ปรับปรุงเครื่องจักร เทคโนโลยี ขยายกิจการ หรือเสริมสภาพคล่องธุรกิจ  ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV เป็นต้น  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย  1 ล้านบาท  สนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และ “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย  30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ  

นอกจากนั้น  ยังมีโครงการสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ  ของธนาคาร รองรับการเติมทุนให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 50 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าสถาบันการเงินทั่วไป อีกทั้ง ธนาคารปรับปรุงกระบวนการอำนวยสินเชื่อและผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก  ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้รวดเร็ว  สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นายวราวุธ กล่าวว่า ได้กำชับให้ขั้นตอนของธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ในการพิจารณาสินเชื่อ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มีความอะลุ่มอล่วย ในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ช่วยเสริมสภาพคล่องของบริษัท 

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง โดยแนวทาง 3 ลด ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด ซึ่งหากลูกหนี้คนไหนที่เริ่มมีปัญหา ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะเข้าไปช่วยเหลือทันที เพื่อให้สามารถประคับประคองกิจการ และรักษาการจ้างงานให้สามารถพลิกฟื้นกิจการในสถานการณ์เช่นนี้ได้ 

โดยมาตรการสุดท้าย เป็นการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ด้วยการอัพสกิล รีสกิล เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ เพื่อก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเป็นแต้มต่อ ให้กับผู้ประกอบการทุกคนตามแนวทางเศรษฐกิจษฐกิจสีเขียวของรัฐบาล ซึ่งจะหากผู้ประกอบการสนใจ 

อนุทิน ถก ครม. นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชน ทำงานเป็นทีม ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

อนุทิน ถก ครม. นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชน ทำงานเป็นทีม ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

อนุทิน ถก ครม. นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชน ทำงานเป็นทีม ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

วันที่ 11 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งถือเป็นนัดแรกภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยวันเดียวกันนี้นายกฯได้มอบภาพหมู่ครม.ใส่กรอบรูปให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึก ขณะที่การประชุมขาดเพียง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ที่ติดภารกิจ โดยนายกฯ กล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่า วันนี้เป็นวันเสาร์แต่พวกเราทุกคนต้องมาร่วมกันทำงาน เนื่องจากการชี้แจงต่อรัฐสภาในเรื่องของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ตลอด 2 วันที่ผ่านมาได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของคณะรัฐมนตรี หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งหมายความว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใด ๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้ในการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน 

นายกฯ กล่าวว่า ดังนั้น จึงขอให้ทุกท่านได้ใช้ความสามารถ และการตัดสินใจเต็มที่ในการแก้ปัญหาของประเทศ ภายใต้กรอบภารกิจที่ท่านได้มีอยู่อย่างสมบูรณ์แล้ววันนี้ ที่สำคัญขอเน้นย้ำว่าให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดนี้ เราถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศของเรา ให้การบริการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน 

อนุทิน

ดังนั้น การสื่อสารระหว่างกันเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ขอให้เราไม่มีในเรื่องของที่มาที่ไปของแต่ละคน พวกเราทุกคนเป็นทีมเดียวกัน เราแถลงนโยบายร่วมกัน และตนต้องขอบคุณ ชื่นชมจริงๆในความเหนียวแน่น ความเป็นปึกแผ่น ที่คณะรัฐมนตรีทุกท่านได้ให้ความสนใจในการที่จะรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ตนได้เห็นทุกท่านได้ผลัดกันลุกขึ้นชี้แจง ข้อเคลือบแคลงสงสัย ข้อกังวลของบรรดาสมาชิกรัฐสภา รวมถึงฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภาด้วย ทุกท่านชี้แจงได้ด้วยความชัดเจน การเตรียมข้อมูลที่ทำให้ความกังวลต่าง ๆ ได้รับการอธิบาย ตนถือว่าการที่เราพูดกับบรรดาสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย คือการพูดกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศทั้ง 77 ล้านคน 

ฉะนั้น สิ่งที่เราได้ให้ข้อมูลกับสภาก็คือได้แจ้งให้ประชาชนทราบ จากนี้ไปคือการปฏิบัติที่จะทำให้นโยบายต่างๆ ทุกข้อตลอดจนสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบาย แต่ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศและพี่น้องประชาชนนั้น ได้ถูกดำเนินการโดยเร็ว 

อนุทิน

นายกฯกล่าวว่า ตนและคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีทุกคน พร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีทุกท่านอย่างเต็มที่ในทุกรูปแบบ ถ้ามีกิจกรรมที่ไหนไปลงพื้นที่ ถ้าแต่ละท่านเห็นว่ามีความจำเป็นหรือเป็นประโยชน์ที่จะชักชวนคณะรัฐมนตรีด้วยกัน แม้กระทั่งตัวตนหากมีโอกาสได้ไปร่วมปฏิบัติภารกิจกับพวกท่านในพื้นที่ที่ท่านรับผิดชอบพวกเราก็ยินดี 

ขอให้วันนี้เป็นการเริ่มต้นของการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐบาลชุดนี้ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และขอให้บรรยากาศในการทำงานของพวกเรามีแต่ความสมัครสมานสามัคคี ทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ตนจะให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มความสามารถ โดยที่ยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

ไตรศุลี ลาออก สส.ภูมิใจไทย เตรียมนั่งเลขาฯ นายกฯ อีกสมัย

ไตรศุลี ลาออก สส.ภูมิใจไทย เตรียมนั่งเลขาฯ นายกฯ อีกสมัย

ไตรศุลี ลาออก สส.ภูมิใจไทย เตรียมนั่งเลขาฯ นายกฯ อีกสมัย

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ไตรศุลี ลาออก สส.ภูมิใจไทย เตรียมนั่งเลขาฯ นายกฯ อีกสมัย ครม. จ่อตั้งลลิดา นั่งรองโฆษก ส่วนพลอยทะเล-ภัทร์ดารัสมิ์ อยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติ

เมื่อเวลา 09.57 น.วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.)  เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นลาออกจากสส.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่า ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ น.ส.ไตรศุลี พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวว่า “ค่ะ” พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ส่งประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะต้องรอดูว่าจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังเตรียมพิจารณาเห็นชอบ ให้ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัยเช่นกัน

ส่วน น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ซึ่งเป็นบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี อีก 2 ตำแหน่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ

ยศชนัน เตรียมชงครม. จับมือแก้วิกฤต ก้าวข้ามการเมือง

ยศชนัน เตรียมชงครม. จับมือแก้วิกฤต ก้าวข้ามการเมือง

ยศชนัน เตรียมชงครม. จับมือแก้วิกฤต ก้าวข้ามการเมือง

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

ยศชนัน เตรียมชงครม. จับมือแก้วิกฤต ก้าวข้ามการเมือง

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงที่พรรคเพื่อไทยดูแลทั้ง อว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราจะทำงานข้ามกระทรวงให้เห็นเป็นภาพประจักษ์ เพราะวันนี้มีทั้งวิกฤตและวิกฤตสภาพอากาศ เราจะดูโครงการต่างๆที่จะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ แล้วนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขที่หลายเรื่องมีการลงพื้นที่ไปสำรวจแล้ว ซึ่งมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ๋ย ไบโอดีเซล การดูแลกลุ่มเปราะบาง การดูแลแรงงาน ห้องปลอดฝุ่นของโรงเรียน เราจะพัฒนาร่วมกันบางอย่างก็ใช้แล้วเพื่อทำให้การแก้ปัญหาดีขึ้น และมีความคิดว่าจะขยายไปยังกระทรวงต่างๆ เพิ่มเติมอีก โดยจะนำไปพูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขยายไปยังกระทรวงอื่น เป็นการทำขนานกันไปกับมาตรการที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการไปแล้ว วันนี้คือสิ่งที่เราต้องทำงานร่วมกัน เรื่องการเมืองคือเรื่องการเมือง แต่เรื่องวิกฤตทุกคนต้องทำงานด้วยกัน 

สีหศักดิ์ ย้ำ ไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. นี้

สีหศักดิ์ ย้ำ ไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. นี้

สีหศักดิ์ ย้ำ ไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. นี้

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.34 น.

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกัมพูชาทำหนังสือเชิญฝ่ายไทยประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี ระหว่างวันที่ 17 ถึง 25 เมษายน ว่า เราเคยคุยกับเขาว่าการประชุมเจบีซีฝ่ายไทยต้องผ่านกระบวนการภายในก่อน โดยต้องผ่านการอนุมัติจัดตั้งคณะกรรมาธิการเจบีซี เพราะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเจบีซีฝ่ายไทย เมื่อเราพร้อมในแง่ของกระบวนการภายในก็ค่อยว่ากัน

เมื่อถามว่าท่านจะนั่งเป็นประธานเจบีซีเองหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่าไม่ เพราะกรรมการเจบีซีจะเน้นหนักไปทางด้านเทคนิค คงจะหาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ และเขตแดน มานั่งเป็นประธาน อีกทั้งยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วยของหน่วยงานหลัก

สีหศักดิ์

เมื่อถามย้ำว่าทางฝ่ายกัมพูชาเร่งรัดให้มีการประชุมนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็เร่งได้ แต่กระบวนการของไทยต้องมีความพร้อมก่อน ซึ่งทางกัมพูชาก็ทราบดี และตนอาจจะมีโอกาสได้เจอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ก็จะมีการพูดคุยกัน

เมื่อถามถึงกรณีการขอเอกสารเรื่องเขตแดนจากฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ทางฝรั่งเศสบอกแล้วว่าไม่ใช่เอกสารลับอะไร เป็นเอกสารที่ทุกท่านสามารถเข้าถึงได้ เราต้องการอะไรเขาก็พร้อมให้เราเข้าถึงเอกสารนั้น

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเอ็มโอยู 43 กับเอ็มโอยู 44 นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นไปตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เราจะดำเนินการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดยทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอและเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในขณะที่เอ็มโอยู 43 ควรดำเนินการให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเราเปิดกว้างอยู่แล้ว ประเด็นของตนและกระทรวงการต่างประเทศไม่ว่าการดำเนินการจะเป็นอย่างไรก็ตาม ควรมีฉันทามติร่วมกัน ดังนั้นการเดินไปข้างหน้ากระทรวงการต่างประเทศอยากให้มีกระบวนการที่เปิดกว้าง

เมื่อถามว่าการประชุมเจบีซีอาจจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ต้องรอให้ฝ่ายไทยมีความพร้อมก่อน แต่ถึงแม้การประชุมจะมีขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ในเรื่องของเขตแดนทันที เพราะต้องพูดถึงขั้นตอนและวิธีการประชุม เนื้อหาสาระ ไม่ใช่ว่าการประชุมเจบีซีจะนำไปสู่การปักปันเขตแดนทันที

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่ากัมพูชาต้องการให้เดินหน้าปักปันเขตแดนทันทีเพื่อต้องการคืนพื้นที่นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่าก็เข้าใจ แต่เราก็มีจังหวะเวลาของเรา ส่วนเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ขอพูดคุยกับทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนว่าภารกิจเป็นอย่างไรบ้าง

สีหศักดิ์
สีหศักดิ์

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายปารมี ไวจงเจริญ หรือครูจวง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จะเข้ามาเป็นทีมงานของนายอัครนันท์ ว่า ตนสนิทกับนายปารมี มา 10 กว่าปีแล้วก่อนมาเล่นการเมือง ซึ่งก่อนที่จะชวนมาทำงานร่วมกันก็ทราบว่านายปารมีไม่ได้เป็นสส.แล้ว และตนได้พูดคุยกับนายปารมีทราบว่านายปารมีจะกลับไปเป็นติวเตอร์ จึงชวนมาทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีประเด็นอะไรมาก 

เมื่อถามว่า นายปารมีจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่มี ในส่วนของนายปารมีด้วยความสนิทสนม เมื่อตนมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยากพัฒนาการศึกษา จึงอยากได้คนแบบนายปารมีมาทำงาน 

ถามย้ำว่า ชวนให้มาช่วยงานไม่ได้ชวนมาสังกัดพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ใช่ เรื่องพรรคการเมืองก็ว่ากันไป แต่ละพรรคไม่เหมือนกัน ตนคิดว่านายปารมีมีคุณค่าในการทำงานร่วมกันในด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก 

เมื่อถามว่า มีดรามาว่านายปารมี ยังเป็นผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอยู่ ได้มีการพูดคุยประเด็นนี้หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้พูดคุย เพราะชวนกันแบบพี่น้องให้มาทำงานร่วมกัน แต่ในเรื่องพรรคการเมืองต้องให้นายปารมีไปเคลียร์ในส่วนนั้น 

เมื่อถามว่า นายปารมีได้มีการพูดคุยหรือไม่ว่าในอนาคตข้างหน้าจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองใดๆ ไม่เคยพูดว่าจะต้องมาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะอย่างที่บอกพวกเราเป็นนักการเมืองมีหัวโขนของทุกคน ไม่รู้ว่าเราจะอยู่กี่เดือนกี่ปี พอเรามาทำงานตรงนี้เราอยากทำให้มันดี และอยากได้คนเก่งมาร่วมงานกัน สักพักจะมีคนเก่งๆ ที่ไม่ใช่นักการเมือง 

“ผมมองว่าหากมองแต่เรื่องพรรคการเมือง ประเทศไทยก็ไม่ก้าวหน้าสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้คนเก่งๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าพรรคการเมือง หากมองแต่พรรคการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่งๆ มีความคิดเหมือนเรามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงพรรคการเมือง” นายอัครนันท์ กล่าว 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่เกิดดราม่าจากพรรคประชาชนอีกใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตนและเพื่อนๆ พี่ๆ ในพรรคประชาชนก็สนิทกันหลายคน โดยวันนี้ก็จะไปทานข้าวกับนายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัครสส.พรรคประชาชน ถ้าวันนี้มองแต่ว่ามีเเนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว