รัฐบาลเดินเกมเชิงรุก! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

รัฐบาลเดินเกมเชิงรุก! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

รัฐบาลเดินเกมเชิงรุก! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

15 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ หลัง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับผู้บริหารระดับสูงขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อหารือความร่วมมือด้านแรงงานและสังคมระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติ

การหารือครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงแรงงานในการผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยสู่ระดับสากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม และการเตรียมกำลังคนรองรับเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญของโลกการทำงานในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือ Decent Work ระยะที่ 2 ช่วงปี 2566 – 2570 ไทยและ ILO มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างโอกาสการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Future, Access และ Connect เพื่อสร้างระบบแรงงานที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน

กระทรวงแรงงานยังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกลไกคุ้มครองแรงงานให้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มหลักประกันทางสังคมและความมั่นคงในการทำงานให้ครอบคลุมมากขึ้น สอดรับกับแนวโน้มตลาดแรงงานโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ไทยยังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (ALMM) ในเดือนสิงหาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “Advancing ASEAN Human Capital: Skills Certification towards Global Recognition” เพื่อผลักดันการรับรองมาตรฐานทักษะแรงงานอาเซียนสู่ระดับสากล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ ความร่วมมือกับ ILO ยังครอบคลุมประเด็นสิทธิแรงงาน การพัฒนาทักษะสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต การส่งเสริมบทบาทสตรีในสายงาน STEM การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับเป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนไทยในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้เท่าทันโลกยุคใหม่ พร้อมสร้าง “งานที่มีคุณค่า” และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่แรงงานทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

เขมรแค่สร้างภาพ! ปธ.กมธ.ทหารฯชี้ยิงปืนในบ้านตัวเอง หวังปั่นกระแสชาตินิยม

เขมรแค่สร้างภาพ! ปธ.กมธ.ทหารฯชี้ยิงปืนในบ้านตัวเอง หวังปั่นกระแสชาตินิยม

เขมรแค่สร้างภาพ! ปธ.กมธ.ทหารฯชี้ยิงปืนในบ้านตัวเอง หวังปั่นกระแสชาตินิยม

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

“ปธ.กมธ.ทหารฯ สว.”มอง”ชายแดนไทย-กัมพูชา”ยังปกติ ฝ่ายตรงข้ามแค่”สร้างภาพ”หวังปั่นกระแสชาตินิยม เชื่อ”MOU 44″เป็นชนวนฉุด”เขมร”ต้องยึดหลักสากลมากขึ้น ย้ำ”กองทัพไทย”อดทน-พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เผยเดินหน้าแผนสร้างรั้วชายแดนในจุดที่เหมาะสม

15 พฤษภาคม 2569 นายสมบูรณ์ หนูนวล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์เสียงปืนที่แนวชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ภาพรวมตอนนี้ทางกัมพูชาพยายามสร้างภาพว่ามีการกระหึ่มไปในฝั่งเขา มาจากฝั่งไทย เพื่อสร้างกระแสค่านิยมให้กับตนเอง แต่จริงๆ แล้ว กัมพูชายิงอยู่ในพื้นที่ตัวเอง ไม่ได้เข้ามาฝั่งในฝั่งไทยเลย ตั้งแต่เมื่อวานและวันนี้ เพราะฉะนั้น การสร้างสถานการณ์อย่างนี้ เขาสร้างความชอบธรรมให้เขา แต่ไม่มีอะไร จริงๆ แล้ว เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขายิงในพื้นที่เขาเอง ซึ่งตอนนี้ทางทหารฝั่งไทยก็แจ้งไปอยู่แล้ว ภาพรวมภายใน ไทยก็เตรียมพร้อม ถ้าหากมีเหตุการณ์จริงๆ เราพร้อมอยู่แล้วในขณะนี้

“วันนี้ตนก็คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ในภาพรวมทั้งหมดในพื้นที่ เข้าใจได้ว่าเราพร้อมทุกอย่าง โดยทางฝั่งเรานั้น ต้องยอมรับว่าเราต้องอดทนให้ได้ เราไปตอบโต้ไม่ได้ เพราะประเด็นที่สำคัญที่สุด เขายิงในพื้นที่เขา เขาสร้างภาพให้ประชาชนชาวกัมพูชา บ้านเราก็เรียกว่าสร้างภาพ ที่จริงแล้วไม่มีอะไรในฝั่งไทยเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็เตรียมพร้อม ไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้น”

นายสมบูรณ์ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่า การสร้างภาพยิงปืนแบบนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องมาจากการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งมีส่วน เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนต้องใช้หลักสากลมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้ ในกรรมาธิการการทหารฯ เราหารือกับทางกระทรวงกลาโหม ในเรื่องการดูแลของทหารที่พิการ ขาขาดจากการสู้รบคราวที่แล้ว มีการหารือกันว่าต่อไปถ้าเป็นอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร จะดูแลกันอย่างไร เราเชื่อว่าการที่จะเกิดสู้รบในรอบที่ 3 เกิดค่อนข้างยาก ยากมาก แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เราก็เตรียมพร้อมทุกเรื่อง ตนก็ตามเรื่องนี้อยู่

นายสมบูรณ์ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการฯ ส่วนหนึ่งที่เราตามอยู่ในเรื่องรั้วชายแดน ได้รับคำตอบชัดเจนว่าอย่างไรก็สร้างแน่นอน สร้างรั้วในที่ที่เหมาะสม ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกก็พูดชัดเจน แต่คำว่าเหมาะสม ต้องดูรายละเอียดเชิงลึก

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ หวังเอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว

15 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญกว่า 35 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น.โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

“เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เน้นการรับฟังความเห็นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังภาคธุรกิจกันอย่างพร้อมเพรียง โดยการพูดคุยวันนี้จะหารือเรื่องแนวทางการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการแบบเดิมมาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากจนเราต้องทำงานร่วมกัน”

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือกับผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจะร่วมหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่าจะต้องไปในทิศทางไหน เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ รวมถึงแนวทางในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และจะสอบถามว่าทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องอะไรบ้าง และเมื่อรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน

สำหรับผู้บริหารที่จะเข้าร่วมหารือกับนายกฯ มีรายชื่อเบื้องต้น ดังนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

รวมทั้งผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช สมาคมธนาคารไทย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายชัย อรุณานนท์ชัย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ สมาคมโรงแรมไทย

ไพศาล ชวนจับตา 3 วิกฤตการเมืองก่อนสิ้น ก.ค.นี้

ไพศาล ชวนจับตา 3 วิกฤตการเมืองก่อนสิ้น ก.ค.นี้

ไพศาล ชวนจับตา 3 วิกฤตการเมืองก่อนสิ้น ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.39 น.

ไพศาล ชวนจับตา 3 วิกฤตการเมืองก่อนสิ้น ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายที่ได้รับการตั้งฉายากูรูการเมืองไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จับตา 3 วิกฤตการเมืองก่อนสิ้น กรกฎา 2569

วิกฤตที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยกรณีร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะทำให้ ส.ส. ทั้งสภาพ้นจากตำแหน่งและต้องเลือกตั้งใหม่ ส่วนรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยว่ามีผลเป็นโมฆะตั้งแต่วันเลือกตั้ง รัฐบาลก็จะพ้นจากตำแหน่ง หรือว่ามีผลนับตั้งแต่วันวินิจฉัยก็ยังอยู่ต่อไป

วิกฤตที่ 2 ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด กรณีพลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป และนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ร้องให้ดำเนินคดีกับนายกและ ครม. กรณีลดผลประโยชน์ของการท่าอากาศยานให้ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรี 180,000 ล้านบาท ซึ่งต้องฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าศาลมีคำสั่งรับฟ้อง นายกและ ครม. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งคณะ

วิกฤตที่ 3 ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องของฝ่ายค้านว่า พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทเป็นโมฆะ ซึ่งรัฐบาลจะต้องลาออกหรือยุบสภา และอาจมีกรณีแถมพกที่ฝ่ายค้านกำลังร้องนายกรัฐมนตรีและนายศักดิ์สยาม ว่าขาดจริยธรรม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และการถือครองที่ดินหลวงหลายกรณี ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด รัฐบาลก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

ในวันที่ 11 กันยายนนี้ พ่อใหญ่แม้วก็จะพ้นโทษ และพ้นการพักโทษโดยบริบูรณ์

การเมืองก็คงเกี่ยวข้องกับพ่อใหญ่แม้วอีก จะทำให้การเมืองไทยมีชีวิตชีวาแบบไหน ก็น่าสนใจยิ่ง ซึ่งขณะนี้แม้พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็ยอมรับว่าระบอบทักษิณนั้น เทียบไม่ได้กับระบอบบุรีรัมย์
นี่ก็ถือผลกระจุ๋มกระจิ๋ม จากการที่พระนางรากษสเทวี เข้าเวรสงกรานต์ตั้งแต่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ “

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หากเกิดสถานการณ์รุกล้ำหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ”

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ

โฆษกกระทรวงกลาโหม

กองทัพไทยฮึ่ม ทหารเขมรยิงปืนยั่วยุ

กองทัพไทยฮึ่ม  ทหารเขมรยิงปืนยั่วยุ

กองทัพไทยฮึ่ม ทหารเขมรยิงปืนยั่วยุ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพไทยฮึ่ม ทหารเขมรยิงปืนยั่วยุ ปชช.ผวาเปิดศึกรอบ3

กองทัพบกแจงพบทหารเขมรยั่วยุ พื้นที่โอร์เสม็ด-ช่องจอม 2 เหตุเฝ้าติดตามใกล้ชิด พร้อมดูแลความปลอดภัย ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำไทยไม่ต้องการขัดแย้ง เก็บหลักฐานเขมรทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ว่าตรวจพบเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้กับช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ 2 เหตุการณ์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 09.00 น.พบทหารกัมพูชาประมาณ 10-15นาย พร้อมชาวต่างชาติ 2 คน มีพฤติกรรมยั่วยุ เข้ามาใกล้แนวเขตลวดหนามและบันทึกวิดีโอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนด้วยวาจาแต่ไม่เป็นผล จึงใช้อาวุธปืนยิงเตือน2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่และป้องปรามการกระทำที่อาจขัดต่อข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ตลอดจนเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน

จากนั้นช่วงเวลา 18.40น.ตรวจพบเหตุเพิ่มเติมบริเวณเดียวกัน โดยมีการยิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด รวม 11 นัด ซึ่งหน่วยในพื้นที่ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยังไม่ได้ตอบโต้กลับ เนื่องจากประเมินว่าเป็นการยิงยั่วยุเพื่อตรวจสอบแนววางกำลังของฝ่ายไทย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุถึงปัจจุบันยังไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า กองกำลังสุรนารี ยังคงตรึงกำลังพร้อมปฏิบัติการทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย โดยยึดหลักปฏิบัติตามข้อตกลงและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ หากประชาชนพบเหตุผิดปกติสามารถแจ้งหน่วยทหารได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา ว่าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกองกำลังสุรนารีและหน่วยด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มขีดความสามารถ ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายไทยจะดำเนินการตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement : ROE) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยึดหลักความอดทน อดกลั้น และเป็นไปตามข้อตกลงร่วม รวมถึงกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกันกองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หากเกิดสถานการณ์รุกล้ำหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวต่อว่า ไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 มุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขตามแนวชายแดน หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาบางกรณีถือว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยจะรวบรวมข้อมูลและบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ รวมทั้งใช้วิจารณญาณในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวสารที่บิดเบือน

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ระดมเจ้าสัว ผนึกกำลังสู้วิกฤตศก.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ  ระดมเจ้าสัว  ผนึกกำลังสู้วิกฤตศก.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ระดมเจ้าสัว ผนึกกำลังสู้วิกฤตศก.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ระดมเจ้าสัว ผนึกกำลังสู้วิกฤตศก. บิ๊กเนมปท.เข้าร่วมวง สภาฯเบรกบรรจุพรก. รอความเห็นศาลรธน.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯศุกร์ 15 พฤษภาคม จัดเวที “ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง” นายกฯ-รมต.ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนตรงจากเอกชนหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน “เจ้าสัว” ระดับประเทศตบเท้าเข้าร่วมพรึ่บ ขณะที่สภาฯเบรก บรรจุพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รอศาลรธน.วินิจฉัยก่อน ด้านพรรคปชน.ชงญัตติด่วน ตั้งกมธ.วิสามัญเกาะติดพ.ร.ก.กู้เงินฯต้องการตรวจสอบให้โปร่งใสดักคอรบ.ถ้าไม่จ้องสอดไส้-ปกปิด ก็ไม่ควรขวาง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าช่วงเย็นวันพรุ่งนี้(15 พ.ค.)รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพ เชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”ซึ่งเป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด

รบ.เปิดทำเนียบฯฟังเสียงภาคเอกชน

“เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟังซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐจะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ”น.ส.รัชดาย้ำ

น.ส.รัชดา กล่าวว่าเวทีครั้งนี้สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบโดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน10กลุ่มได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน(กกร.)กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี

“เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆจะมีเวทีรับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ

จับตาเจ้าสัวระดับชาติเข้าร่วมพรึ่บ

เมื่อถามว่าจะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมหมดหรือไม่ น.ส.รัชดากล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ

เมื่อถามว่านอกจากรัฐบาลรับฟังแล้วจะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือไม่ น.ส.รัชดากล่าวว่าคงต้องมีการพูดคุย อธิบายกันด้วย กรณีภาคเอกชนมีคำถาม ณ จุดนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีคงได้ชี้แจง แต่หลักๆคือรับฟัง อยากให้ผู้ประกอบการได้พูดถึงความคิดเห็นสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ทำอยู่อยากให้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือมีข้อกังวลใด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรับฟังอย่างเต็มที่

เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน

“โดยที่ผ่านมาการรับฟังจากภาครัฐ เวลาไปรับฟังเสียงจากภาคเอกชนคือผ่านสมาคม แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกรัฐมนตรีได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกรัฐมนตรีฟัง และเราจะได้หาจุดร่วม ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาล และเอกชน”

สภาฯเบรกบรรจุพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล.

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทและได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้การอนุมัติว่า ก่อนที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำ สส.เข้าชื่อจำนวน 135คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส.เพื่อขอให้ประธานสภาฯ ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1ดังนั้นจึงต้องรอการบรรจุพ.ร.ก.ฉบับนี้ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องและให้ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้นซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ณ ปัจจุบันคือไม่น้อยกว่า 6 เสียง จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 9 เสียง

จุลพันธ์แจ้งพรก.กู้เงินมีผลบังคับแล้ว

ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย(พท.)ได้มีการประชุม ส.ส.พรรค นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรค นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค โดยนายจุลพันธ์แจ้งต่อที่ประชุมถึงร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า แม้ขณะนี้จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ แต่อำนาจบังคับของพรก.มีผลสำเร็จแล้ว ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเข้าใจว่าประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นหน้าที่ของศาลในการวินิจฉัย หากศาลวินิจฉัยอย่างไรก็จะกลับมาที่รัฐสภาเพื่อให้สส.และสว.พิจารณาอนุมัติ ดังนั้นถือเป็นความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาล ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งการลงมติต้องมีความสามัคคีกันอยู่แล้ว

กำชับสส.อภิปรายหนุนพรก.กู้เงิน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนของพ.ร.ก.นั้น มีความพยายามที่จะโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณส่วนหนึ่ง แต่ได้จำนวนน้อย แต่ก็มีกลไกดูงบประมาณตรงส่วนอื่น ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างตึง และความเดือดร้อนของประชาชนถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ทั้งการทำคนละครึ่ง และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ต้องรีบดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ต้องวนกลับมาที่สภาฯ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันประชุมและอภิปราย ติติง เสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนการลงมติหากรัฐบาลชี้แจงได้ครบถ้วน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเราก็พร้อมเดินไปด้วยกัน ในการอนุมัติพ.ร.ก. ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญคงใช้เวลาอันสั้นในการพิจารณาและคาดว่าคงใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ที่ร่างพ.ร.ก.จะกลับมาที่สภาฯ

ด้านนางมนพร กล่าวว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องคัดค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านและขณะนี้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในอดีตจะต้องรอคำวินิจฉัยประมาณ 20วัน ซึ่งต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเช่นไร เพื่อให้ประธานสภาฯ นำกลับมาบรรจุเป็นระเบียบวาระ พรรคเพื่อไทยได้รับการจัดสรรเวลาอภิปราย 40 นาที โดยจะมีสส.เข้าชื่ออภิปราย 6คน โดยกรอบอภิปราย เราจะต้องเห็นด้วยกับพ.ร.ก.ดังกล่าว การอภิปรายจะต้องชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์ในการใช้งบอย่างคุ้มค่าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยเงิน 2 แสนล้านบาทแรก จะเป็นงบเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน

‘เท้ง’รับโปรดเกล้าฯ“ผู้นำฝ่ายค้านฯ”

ช่วงเช้า ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรได้จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 12

ภายหลังพิธีฯเสร็จสิ้นนายณัฐพงษ์แถลงว่าขอบคุณเพื่อนสมาชิก ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สภาทุกคน รวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมในงานพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันนี้ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร

ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกเป็นสส.

ขอให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชน ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ด้วยสำนึกความเป็นผู้แทนราษฎร ความเป็นตัวแทนของประชาชนในการให้ข้อเสนอแนะ และตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนการทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระต่างๆให้ปราศจากการถูกครอบงำ และแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยตนเองจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน โดยเร็วที่สุดเพื่อให้องค์ประกอบของรัฐสภามีความครบถ้วนสมบูรณ์

ยันลุยแก้รธน.ตามเจตนารมณ์ปชช.

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และรัฐสภา ในฐานะองค์กร ที่เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ จะเร่งเดินหน้ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ได้ลงประชามติไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่าจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อไหร่นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยเร็วที่สุด คือการแสดงความจริงใจจากฝั่งรัฐบาล แต่ในส่วนของกฎหมายที่เลยกำหนด 60 วันมาแล้ว เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคประชาชน หรือพรรคอื่นจะริเริ่มกระบวนการในส่วนนี้ด้วย ยืนยันว่าทพวกเราจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า จะทำโดยเร็วที่สุด และหากมีการแต่งตั้งวิปฝ่ายค้าน คงได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการจะเร่งกระบวนการและยื่นเข้าสู่สภาโดยเร็วที่สุด

ทวงถามรัฐบาล ตีตกกม.หลายฉบับ

เมื่อถามว่าในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้(15พ.ค.)พรรคประชาชนจะใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นายณัฐพงษ์ตอบว่ามีและในวันพรุ่งนี้ จะมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่รัฐบาลยังไม่ได้ส่งคืนกลับมา และคงจะใช้เป็นเวทีที่เราจะได้ทวงถามรัฐบาลว่า กฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ เหตุใดรัฐบาลถึงตีตก ไม่นำกลับมาพิจารณาต่อ หลังจากที่ค้างอยู่ในสภาฯชุดที่แล้ว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะต้องไปปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะสูตรของกรรมการยกร่าง และความไม่ชัดเจนในการแก้ไขหมวดหนึ่ง และหมวดสองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าคงมีการหารือกันอยู่แล้ว แต่รายละเอียดขอให้เป็นโอกาสต่อไป

ปชน.ชงตั้งกมธ.เกาะติดพ.ร.ก.กู้เงิน

เวลา13.00น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแถลงถึงการยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญติดตามการใช้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาทว่า ทางพรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เพื่อส่งข้อความไปยังรัฐบาลให้เห็นด้วยกับการตั้งกมธ.ฯ จากนี้คงต้องรอให้มีการตรวจสอบ และบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาฯ คาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้า ส่วนเหตุผลที่บอกว่าต้องรอให้มีการใช้จ่ายเงินก่อนแล้วค่อยตั้งกมธ.ฯนั้น ตนคิดว่าฟังไม่ค่อยขึ้น อย่าลืมว่ากระบวนการงบประมาณปกติ สภาฯมีอำนาจพิจารณาตั้งแต่ชั้นที่ส่งร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯเข้ามาพิจารณาด้วยซ้ำ เรามีอำนาจกลั่นกรองรายละเอียดโครงการต่างๆมีอำนาจอนุมัติ ติดตามการใช้จ่ายงบฯ

ต้องการตรวจสอบให้โปร่งใส

ยืนยันว่าสภาฯมีอำนาจในกระบวนการตรวจสอบงบฯทั้งหมดพ.ร.ก.กู้เงินฯนี้ก็เช่นกัน ไม่มีเหตุผลที่ต้องรอให้มีการใช้จ่ายเงินก่อน ส่วนที่ไม่นำเข้ากมธ.สามัญ ให้ตรวจสอบ โดยเฉพาะกมธ.ติดตามงบฯที่ฝั่งฝ่ายค้านก็ได้โควตาประธานกมธ.ฯนั้นเพราะกมธ.วิสามัญมีตัวแทนที่ครบองค์ประกอบมากกว่ามีตัวแทนจากฝั่งคณะรัฐมนตรีมาอยู่ด้วย เราต้องการพิจารณาให้โปร่งใส รอบคอบมากที่สุด หากพูดด้วยหลักการเมือง การที่นำเข้ากมธ.สามัญอาจบอกว่าประธานกมธ.อาจมาจากฝั่งฝ่ายค้านด้วยซ้ำ แต่เราต้องการให้องค์ประกอบครบถ้วน ที่มาจากฝ่ายบริหารด้วย

“ในสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน สถานการณ์การคลังที่เราไม่ได้มีพื้นที่เหลือเยอะ การออกพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาทขึ้นมาในสถานการณ์แบบนี้ ต้องใช้จ่ายอย่างตรงเป้าตรงจุดที่สุด ดังนั้นการมีกมธ.วิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะก็เป็นสิ่งที่จำเป็น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ดักคอถ้าไม่จ้องสอดไส้ก็ไม่ควรขวาง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากคำชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังในที่ประชุมสภาฯเมื่อช่วงเช้าระบุว่าขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองแผนงานโครงการเริ่มเดินหน้าทำงานแล้วและน่าจะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติให้มีการใช้เงินเร็วที่สุดภายใน 1 – 2 สัปดาห์นี้

ฝ่ายค้านยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลความจำเป็นอื่นใด หากไม่ได้ตั้งใจสอดไส้ หรือปกปิดไม่ให้สภาฯทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส ก็ไม่น่ามาขวางในการตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ ที่ผ่านมาในอดีต พ.ร.ก.ต่างๆที่เกี่ยวกับการกู้เงิน เช่น ในช่วงโควิด สภาฯก็ตั้งกมธ.วิสามัญฯขึ้นมาตรวจสอบการใช้จ่ายเช่นเดียวกัน ถือเป็นหน้าที่พวกเราในสภาฯช่วยกันตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะในการใช้จ่ายงบฯให้มีการเยียวยาตรงเป้าที่สุด และกลั่นกรองโครงการต่างๆให้มีความโปร่งใส

เสรีฯล่าชื่อฝ่ายค้านยื่นศาลฟัน’หนู-นก’

ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวสส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่าตนเตรียมยื่นคำร้องถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกรณีประพฤติผิด ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 160 (4) (5) ให้ความเป็นรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 82 หรือไม่ จากกรณีถือครองที่ดินเขากระโดงซึ่งยังผิดกฎหมาย

ขณะนี้ตนได้จัดทำข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้วแต่เนื่องจากข้อมูลหลักฐานมีมากจึงได้นำเรื่องที่ดินเขากระโดงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อน วันนี้ตนจะมีการหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยรวมพลังในการเข้าชื่อยื่นคำร้อง

“เพราะฉะนั้นพฤติกรรมเหล่านี้นอกจากไม่ซื่อสัตย์สุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมมาตรา 160(4) (5) เป็นเหตุให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทั้งสิ้น ตาม ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ส่วนนายไชยชนก เป็นดวงใจของใคร เข้ามาเป็นรมว.ดีอีนอกจากไม่คืนที่ดินแล้ว ยังรายงานบัญชีทรัพย์สินว่าเป็นผู้บริหารสนามแข่งรถ สนามฟุตบอลต่างๆผิดกหมายทั้งนั้น เลยต้องถอดถอนด้วย” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าว

จ่อส่งป.ป.ช.ฟันซ้ำพ่วงปลัดมท.-อธิบดีที่ดิน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าวว่าในเรื่องนี้ ตนก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับนายอนุทิน นายไชยชนก ตลอดจน ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157และพ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 โดยในส่วนของนายไชยชนก อาจจะโดนเรื่องการบุกรุกตามกฎหมายที่ดินด้วย บุกรุกทั้งปีทั้งชาติ ยอมความไม่ได้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังเสร็จสิ้นเรื่องนี้ ตนเตรียมจะเดินทางลงพื้นที่ไปจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประชาชนเพื่อแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับตระกูลชิดชอบทั้งหมด กรณีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และหากผู้ว่าการรถไฟฯคนใหม่ ยังนิ่งเฉยก็จะโดนด้วย

‘ถาวร’ตามบี้สรรพากร ล่าภาษีแม้ว

‘ถาวร’ตามบี้สรรพากร  ล่าภาษีแม้ว

‘ถาวร’ตามบี้สรรพากร ล่าภาษีแม้ว

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ถาวร’ตามบี้สรรพากร ล่าภาษีแม้ว เร่งฟ้องทวง1.76หมื่นล้าน กระทุ้งฝ่ายค้านอย่าเงียบ

“ถาวร เสนเนียม” กระทุ้งสรรพากรเก็บภาษีแม้ว 1.7 หมื่นล้าน กรณีโอนหุ้นชินคอร์ปตามคำพิพากษาศาลฎีกา หวั่นช้าไปอาจไม่ได้อะไรเลย และต้องฟ้องแพ่งล้มละลายเทวดา จี้ฝ่ายค้ายทำหน้าที่รักษาประโยชน์ชาติตามล่าภาษีดังกล่าวอีกทางหนึ่ง “สุขุม นวลสกุล” ฟันธงทักษิณสู้ต่อ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องภาษี 17,000 กว่าล้านบาท เกรงว่ารัฐจะไม่ได้เงินเลย ระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างจะหมดประมาณกลางปี 70 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ซึ่งถ้าเป็นกรณี 271 จะหมดปี 78 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาอ่านเมื่อพฤศจิกา 68 มีคนไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้กันเยอะ ภาษีคงจะไม่ได้ตามจำนวนดังกล่าวแน่นอน เบื้องต้นทราบว่าบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ ไม่มีใครออกมาเล่นเรื่องนี้เลยทั้ง ๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์เงินแผ่นดิน น่าเศร้าครับ กรณีนี้ในการยึดทรัพย์ ใช้ประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตร 12 จึงขอแจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากรให้ใช้อำนาจอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่นายทักษิณชินวัตรมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ 17,629 ล้านนี้ได้ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาฟ้องนายทักษิณ ชินวัตรเป็นบุคคลล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้กรมสรรพากรได้ ผมขอฝากไปยัง สส ฝ่ายค้านติดตามและช่วยพิจารณาดำเนินการด้วยครับ

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายหลังการได้รับการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การกลับมามีอิสรภาพของอดีตนายกฯ รายนี้ จะทำให้บรรยากาศการเมืองไทยกลับมาคึกคักและมีสีสันมากขึ้นทันที แต่ก็ยังไม่ควรประเมินบทบาททางการเมืองของนายทักษิณต่ำเกินไป เพราะเป็นนักการเมืองที่การเมืองเพรียกหา และเจ้าตัวก็เพรียกหาการเมืองอยู่เสมอ จากนี้ต้องจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบุคคลที่จะเดินทางเข้าเยี่ยมและเข้าพบ เพราะสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนถึงอิทธิพลและเครือข่ายทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ เพียงภาพบรรยากาศวันที่ได้รับการพักโทษ ก็สะท้อนชัดแล้วว่า ยังมีนักการเมืองและกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากให้การสนับสนุน

“ระดับนายทักษิณ จะให้เงียบคงยาก เพราะเขาเป็นตัวละครสำคัญของการเมืองไทยอยู่แล้ว ดูจากคนที่ไปรับ มีแต่นักการเมือง มีแต่คนเสื้อแดง ก็สะท้อนว่ายังมีบทบาทอยู่” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขุม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายทักษิณ จะเดินหน้าต่อ คือ ความพยายามช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ น้องสาว ให้สามารถกลับประเทศไทยได้อีกครั้ง เนื่องจากภารกิจดังกล่าวยังถือว่าไม่สำเร็จ และในมุมมองทางการเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวนายทักษิณย่อมต้องพยายามหาทางแก้เกมต่อไป

“ภารกิจพาน้องกลับบ้านยังไม่จบ เพราะเมื่อพาน้องมาตกระกำลำบาก ก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือ อีกทั้งนิสัยของนายทักษิณ เป็นคนสู้ ไม่ใช่คนยอมแพ้ง่ายๆ” รศ.ดร.สุขุม ระบุ

เมื่อถามถึงบทบาทของพรรคเพื่อไทย (พท.) รศ.ดร.สุขุม กล่าว่า พรรคเพื่อไทยยังคงคาดหวังให้นายทักษิณ เข้ามาช่วยฟื้นฟูและจัดระเบียบภายในพรรค โดยเฉพาะการประสานระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ในพรรคให้สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้

“พรรคเพื่อไทยเองก็คงหวังให้คุณทักษิณเข้ามาช่วยจัดการพรรค เข้ามาจูนทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ให้เดินไปข้างหน้า เพราะช่วงหลังพรรคเองก็มีโจทย์และความท้าทายอยู่มาก” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขม กล่าวด้วยว่า บุคคลที่น่าเป็นห่วงอาจกลายเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะที่ผ่านมาเป็นคนค่อนข้างเงียบ ยิ่งเมื่อนายทักษิณ กลับมา ยิ่งเงียบกว่าเดิม ดังนั้น ไม่ควรประมาทนักการเมืองสูงวัย เพราะการเมืองไทยที่ผ่านมา มีตัวอย่างให้เห็นชัดว่าหลายคนแม้อายุเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีพลังและบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น นายชวน หลีกภัย และ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งยังคงได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลทางการเมือง

“อย่าคิดว่าคนแก่จะคิดช้า ทำช้า หรือสิ้นลาย เพราะการเมืองไทย ผู้สูงวัยหลายคนยังมีพลังใจและประสบการณ์สูงมาก การกลับมาของนายทักษิณ ถือเป็นการคืนสู่เวทีของตัวละครสำคัญทางการเมืองไทย ที่จะทำให้สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้เข้มข้นและน่าจับตามองมากขึ้นอย่างแน่นอน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์  อนุทินสั่งปปง.  ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก. ฟันเอี่ยวต่างชาติยึดเกาะ กร้าวต้องกำจัดให้สิ้นซาก

นายกฯเอาจริงปราบนอมินีต่างชาติ-รุกที่สาธารณะ สั่งอธิบดีปกครองตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอในพื้นที่ภูเก็ต-สุราษฎร์ พร้อมใช้กลไก ปปง. ไล่เช็คเส้นทางการเงินข้าราชการ ฝ่ายปกครอง และตำรวจเป็นกรณีพิเศษ หากพบการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบให้ดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาด และได้เรียก ผบ.ตร.ถกแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ รุกหาดฟรีดอม เกาะพะงัน ลั่นต้องจัดการให้สิ้นซาก ขณะผู้การสุราษฎร์ฯ เปิดผลปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงัน รับเป็นคดีอาญาไว้สอบสวนแล้ว 25 คดี จับกุมเจ้าของบริษัทการบัญชี 2 ราย เตรียมขยายผลตรวจสอบอีก 187 บริษัท

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามปัญหานอมินีต่างชาติ การรุกพื้นที่สาธารณะ และการประกอบกิจการผิดกฎหมาย ในพื้นที่หาดฟรีดอม จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา

สั่งตรวจสอบนายอำเภอ-ฝ่ายปกครอง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ดังกล่าว นายอนุทิน ได้เรียก นายนฤชา  โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าพบเป็นการด่วน พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดปัญหานอมินีต่างชาติ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ ภายหลังนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ ได้พบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า รวมถึงได้รับข้อมูลร้องเรียนจากประชาชนว่า มีข้าราชการหลายระดับ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานอื่น เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลยต่อการกระทำผิดดังกล่าว

ใช้กลไกป.ป.ง.เช็คเส้นทางการเงิน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. อีกตำแหน่ง ใช้กลไกของ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของข้าราชการฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นกรณีพิเศษ หากพบมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีต่างชาติ หรือการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ให้ดำเนินการทางกฎหมายและทางวินัยอย่างเด็ดขาด

สำหรับการสั่งการครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของรัฐบาล ต้องการรื้อกลไกอิทธิพลและขบวนการผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ใช้อิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาเพิ่มมากขึ้น

เรียกผบ.ตร.เข้าพบที่ทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าพบบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง

หลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยให้รถไปรับที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้าก่อนจะเดินทางออกไป

สั่งปราบต่างชาติทำผิดก.ม.ให้สิ้นซาก

ขณะที่ พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า วันนี้นายกฯ ได้เรียกหน่วยงานมากำชับเรื่องการปราบปรามชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย ทั้งหาดฟรีดอม ที่ จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งนายกฯ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายในการจัดการ และดูแลสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหาดฟรีดอม และเกาะพะงัน ที่มีนอมินีต่างชาติ ซึ่งการทำงานจะนำโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. รวมถึงทีมงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันปราบปรามอย่างจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำว่าจะต้องจัดการให้สิ้นซาก

เมื่อถามว่า มีการหารือถึงมาตรการด้านวีซ่าด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ ยอมรับว่ามีบ้าง เพราะถือเป็นนโยบายภาพใหญ่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้นายกฯ กำลังดำเนินการอยู่

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสนอข้อเสนออะไรหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. มีการพูดคุยรายละเอียดกันอยู่ตลอด

ตร.สรุปผลทลายนอมินีเกาะพงัน

ทางด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะมาตรการ เอ็กซ์เรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยและลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกาะพะงันถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนตรวจสอบพบบริษัทนิติบุคคลบนเกาะพะงันทั้งหมด 3,754 ราย และพบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นถึง 2,381 ราย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย และออกหมายจับอีก 3 ราย พร้อมตรวจยึดโฉนดที่ดิน 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

เร่งขยายผลเส้นทางการเงิน

โดยหลังจากนี้จะเร่งสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถทำได้ หากดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น การถือหุ้นต้องไม่เกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาที่พบคือการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกถึงรูปแบบการถือหุ้นไขว้กันของบริษัทต่างๆ ว่าเข้าข่ายการอำพรางหรือไม่ โดยพบลักษณะใช้คนไทยกลุ่มเดิมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในหลายบริษัท สลับกันไปมา จนอาจเข้าข่ายเป็น “บริษัทม้า” หรือบริษัทนอมินี สำหรับประเด็นที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือสำนักงานกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น

ตรวจสอบจนท.รัฐรู้เห็นหรือไม่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “รู้หรือควรรู้” หรือไม่ ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการช่วยปกปิดอำพรางให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานกฎหมายหรือทนายความที่รับดำเนินการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างละเอียดส่วนคนไทยที่เข้าไปถือหุ้นแทน หากพบว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือสนับสนุนการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวยืนยันว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันการครอบงำธุรกิจและถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

ตร.สุราษฎร์ลุยสางคดีนิมินี

พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงัน ว่า ผลการตรวจค้นบริษัทต้นน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายและการบัญชีจำนวน 6 บริษัท พร้อมตรวจยึดเอกสาร 788 รายการ, คอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง, ตราประทับบริษัทต่างๆ 245 บริษัท และเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนปากคำ 13คน ตรวจค้นบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทนอมินี 24 บริษัท ตรวจสอบยึดเอกสารสิทธิที่ดิน 36 แปลง เนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน มูลค่า 150 ล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทนิติบุคคล หรือผู้มีอำนาจ ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, ครอบครองที่ดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 24 คดี และแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คดี

รวบผู้ต้องหาชาวไทย2ราย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 2 ราย คือ น.ส.มีนา และ นายประทาน ในข้อหา เป็นผู้มีสัญชาติไทย ร่วมกันให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสามโดยที่คนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในบริษัทจำกัดเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542

ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า น.ส.มีนา ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทหนึ่งในพะงัน และนายประทาน เป็นน้องชาย มีชื่อเข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำกัดต่างๆ จำนวน 187 บริษัท แยกเป็น น.ส.มีนา 144 บริษัท นายประทาน 43 บริษัท และต่อมาตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมบริษัทนิติบุคคลของชาวต่างชาติที่ทั้ง 2 เป็นกรรมการ และจับกุม น.ส.มีนา ดำเนินคดีไปแล้ว 8 คดี ศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้ว 2 คดี อยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล 2 คดี และชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี แล้วล่าสุดถูกออกหมายจับในคดีให้การช่วยเหลือกรณีจับกุมร้านอาหารของชาวอิตาลี

รับเป็นคดีอาญาไว้สอบสวนแล้ว25คดี

พล.ต.ต. สุวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการแต่งตั้งคณะ ทำงานสืบสวนจับกุมการประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายของชาวต่างด้าว โดยมีผลปฏิบัติ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567- ปัจจุบัน รวม 39 คดี ในจำนวนที่ศาลพิพากษาแล้ว 3 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 1 คดี อยู่ชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี และอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 31 คดี และในการเปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามนอมินี เมื่อวันที่13 พ.ค. มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและรับเป็นคดีอาญา 25 คดี และจะต้องมีการขยายผลบริษัทต้องสงสัยอีกจำนวน 187 บริษัท

แม้ว่าที่ผ่านมาก็บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีการแต่งคณะพนักงานสอบสวน เพื่อคลี่คลายคดีส่วนนี้อยู่แล้วแต่กำลังพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ จึงได้ทำบันทึกเสนอ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 ให้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนอมีนี เพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้สามารถสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับบริษัทนอมินี ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม

ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์

ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์

ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊ก Phumtham Wechayachai ระบุว่า วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ได้ติดต่อเข้ามาพบผมเพื่อขอโทษ จากกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์ วิพากษ์วิจารณ์ผมค่อนข้างรุนแรงต่อกรณีปัญหาความขัดแย้ง ของไทยกับกัมพูชา เมื่อครั้งที่ผมดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำหรับผม การแสดงความเห็นต่างและการตรวจสอบของนักวิจารณ์การเมืองแต่ละกรณี ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความลับทางการทหาร ความปลอดภัยของกำลังพลและความเสี่ยงของประชาชนตามชายแดน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในนามรัฐบาลเวลานั้น การสื่อสารเชิงนโยบายจึงต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ให้สัมภาษณ์ตามอำเภอใจ การให้ข้อมูลในรายละเอียดบางเรื่องจึงต้องระมัดระวังผลกระทบที่จะตามมา ในครั้งนั้นมีการแสดงความไม่พอใจจนถึงการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ทำให้ผมต้องพึ่งกลไกกระบวนการยุติธรรม

แต่เมื่อ ดร.ธนพร ติดต่อประสานมาพบและขอโทษ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจผิดในข้อมูลบางประการ ผมจึงขอขอบคุณ ดร.ธนพร ที่เข้ามาพูดคุยด้วยความเข้าใจ และแสดงถึงวุฒิภาวะที่ได้ยอมรับว่า เรื่องบางเรื่องเมื่อได้รับรู้ข้อมูล รอบด้านแล้ว มุมมองก็อาจเปลี่ยนไปได้ สำหรับผม สิ่งสำคัญกว่าการเอาชนะกันทางความคิด คือการช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ เป็นความรับผิดชอบที่ให้ผลลัพธ์ดีต่อทุกฝ่ายมากกว่าเก็บความขัดแย้งไว้ ผมจึงตกลงใจจะถอนฟ้อง ดร.ธนพร ด้วยความเข้าใจและเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น

ผมอยากให้กรณีที่เกิดขึ้นกับผมในครั้งนี้เป็นข้อเตือนใจ นักวิจารณ์การเมืองว่า การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเห็นต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรต้องศึกษาข้อมูล และข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อทำให้คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นมีความสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงวาทกรรม ที่มุ่งร้ายทำลายคนอื่น