นายกฯนำทีมลงภูเก็ต สั่งปราบกุ๊ย ล้างแก๊งมาเฟียรุกหาด

นายกฯนำทีมลงภูเก็ต  สั่งปราบกุ๊ย  ล้างแก๊งมาเฟียรุกหาด

นายกฯนำทีมลงภูเก็ต สั่งปราบกุ๊ย ล้างแก๊งมาเฟียรุกหาด

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯนำทีมลงภูเก็ต สั่งปราบกุ๊ย ล้างแก๊งมาเฟียรุกหาด เอาจริงให้วิ่งหางจุกตูด คาดโทษผู้ว่าฯจี้จัดการ หวังปั้น‘บางเทาโมเดล’ ดันให้เป็นแซนด์บ็อกซ์

นายกฯ ลงพื้นที่ภูเก็ต ตรวจหาดบางเทา อ.ถลาง หาดฟรีดอม อ.เมือง จ.ภูเก็ต จัดการปัญหามาเฟียบุกรุกชายหาดสาธารณะ ที่ดินรัฐ คุกคามประชาชน ยันยึดหลัก ก.ม.แก้ปัญหาหวังใช้เป็น “แซนด์บ็อกซ์” ทำให้สำเร็จเป็นตัวอย่าง มอบ รมช.มหาดไทย ดูแล พร้อมสนับสนุนท้องถิ่น ดำเนินการเต็มที่

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม  นายอนุทิน  ชาญวีรกูล   นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต  เพื่อปฏิบัติราชการกำชับและติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะ และบุกรุกที่ดินของรัฐ หาดบางเทา อ.ถลาง และหาดฟรีดอม ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต   โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์  ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ร่วมลงพื้นที่ โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.ภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมรายงานข้อมูล

จุดแรก นายกฯเดินทางไปยังหาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง รับฟังรายงานสรุปกรณีการบุกรุกพื้นที่ชายหาดที่ยืดเยื้อมานาน ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้มีการลักลอบสร้างอาคารไม้เป็นบาร์เบียร์และร้านอาหาร ซึ่ง อบต.เชิงทะเล เคยเข้ารื้อถอนไปแล้ว ปัจจุบันตั้งแต่ปลายปี 2564 พบว่ามีการกลับมาก่อสร้างใหม่ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงกว่าเดิมจนเต็มพื้นที่ มีการอ้างสิทธิในโฉนดที่ดินบางส่วนและการยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ในส่วนการดำเนินการ อบต.เชิงทะเล ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ติดคำสั่งทางกฎหมายเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาด

จากนั้นช่วงบ่ายนายกฯ เดินทางต่อไปยังหาดฟรีดอม พื้นที่คาบเกี่ยว ต.ป่าตอง อ.กะทู้ และ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามผลปฏิบัติการตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ซึ่งผลการปฏิบัติงานภายใต้การอำนวยการของ ผวจ.ภูเก็ต และหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนฯ พบการบุกรุกอย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดและร้องทุกข์กล่าวโทษรวมทั้งสิ้น 23คดี ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และพบว่าบุกรุกเนื้อที่รวมกว่า 57 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 24,750 ไร่ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของ จ.ภูเก็ต

นายกฯ กล่าวว่า ลงพื้นที่มาด้วยความเป็นห่วง เพราะได้รับรายงานว่าประชาชนถูกคุกคามจากพวกนักเลง จากพวกคนไม่ดี ไม่ขอเรียกพวกนี้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลย คนเหล่านี้คือกุ๊ยธรรมดา ภายใต้รัฐบาลของตนจะไม่ให้มีกุ๊ยมาคอยคุกคามประชาชน ภาษาไทยอาจเรียกว่าอันธพาล แต่ตนคิดว่าคำนี้สูงเกินไปสำหรับคนพวกนี้ เพราะมันแย่กว่าอันธพาล ถ้าแน่จริงต้องมาอยู่ตรงนี้แล้ว แต่พอของจริงมาก็วิ่งหางจุกตูด ดังนั้นเราต้องไม่เกรงกลัวคนเหล่านี้ ถ้ามีคนเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ให้แจ้งนายอำเภอ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เชื่อว่าเมื่อตนมาถึงตรงนี้แล้ว จากนี้ไปถ้าใครปล่อยปละละเลย ยังมีคนโดนข่มเหงรังแกถูกข่มขู่คุกคาม เอาเป็นว่าก่อนที่ตนจะไปจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการคุ้มครองประชาชน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาต้องค่อยๆ ถอดทีละวงเล็บ วันนี้ต้องดูว่าปัญหาแรกคืออะไร ทุกคนทราบดี และต้องยอมรับว่าไม่มีเอกสารสิทธิ อย่าบอกว่าไม่รู้ถ้าจะแก้ปัญหาร่วมกันต้องจริงใจต่อกัน ที่ผ่านมาทุกคนเชื่อว่าไอ้กุ๊ยที่มาบอกให้พวกคุณไปเช่าจะปกป้องคุ้มครองพวกคุณได้ คุณเชื่อตรงนั้นมากกว่า มันอาจจะบอกว่าไม่ต้องห่วงเคลียร์แล้ว แต่จริงๆ นี่คือกระดุมเม็ดแรกที่ผิด

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า หาดบางเทา ตนเคยมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่ดินตรงนี้เป็นของราชการ สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่อยู่ตรงนี้โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ขออนุญาตใดๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ถ้าผู้ประกอบการทั้งหลายยอมรับ พวกตนจะหาทางช่วยเหลือเพราะยังมีช่องทางในการขอใช้พื้นที่เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ซึ่งต้องไปดูขอบข่ายตรงนั้น ไม่ใช่ขอใช้พื้นที่เพื่อให้ผู้ประกอบการตั้งอยู่แล้วคนอื่นเข้ามาไม่ได้ ถ้าแบบนี้หน่วยงานรัฐคงไม่ให้แน่นอน

นายกฯ กล่าวว่า หลังจากนี้จะไปทำงานต่อ ตอนนี้สบายใจขึ้น ตอนนั้นเป็นมท.1 อย่างเดียว ทาง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่คนละพรรค แต่วันนี้เป็นนายกฯ ต่อให้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่คนละพรรคก็ต้องทำตามคำสั่งนายกฯ แต่ยิ่งดีไปกว่านั้น เพราะรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่พรรคเดียวกัน ต้องรับฟังนโยบายของหัวหน้ารัฐบาล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ให้ความสำคัญสูงสุด คือต้องไม่มีผู้มีอิทธิพลในเมืองไทยมีมาเฟียไม่ได้ มาฟรียิ่งต้องไม่มีใหญ่เลย ถ้ามีคนข่มเหงผู้ที่มีกำลังน้อยกว่าอ่อนแอกว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐยอมไม่ได้ ถ้าจะมีมาเฟียเราต้องเป็นมาเฟียของมาเฟียส่วนมาเฟียกุ๊ยต้องเจอมาเฟียเจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้ไว้ใจว่าตราบใดที่ตนยังรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้ลงมาปิดโอกาสการทำมาหากินของทุกท่าน แต่ท่านต้องให้ความร่วมมือในการทำทุกอย่าง อาจจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพื่อท่านจะได้ดำเนินกิจการสร้างรายได้สร้างโอกาสต่อไป ดังนั้นขอมอบเรื่องการประสานงานกับท้องถิ่น และป่าไม้ พร้อมมอบให้นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ดำเนินการ และให้ ผอ.ศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ตั้งเรื่องโดยยึดถือกฎหมาย ความถูกต้อง และโอกาสการทำมาหากินทำให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เป็นหลักไว้ก่อนสุดท้ายถ้าไม่มีช่องทางก็ต้องยอมรับ เพราะไม่มีใครทำผิดกฎหมายได้แม้แต่นายกฯ เอง แต่สัญญาว่าจะหาทุกช่องทางภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ นำมาแก้ไขปัญหาให้กับพวกท่าน

“ตอนนี้ใครมาแกล้งไม่ได้ ถ้าแกล้งเดี๋ยวรู้กัน ผมจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่รัฐบาลมีอยู่จัดการกับพวกนั้น ไม่ต้องไปกลัวหรือสนับสนุนให้พวกเขาได้ใจ ตอนนี้พูดตรงๆว่าจบแล้ว คนที่มาปล่อยเช่าให้พวกคุณ กระดาษนั้นเป็นกระดาษเช็ดก้นไปแล้ว ไม่ใช่สัญญาเช่าไม่ต้องไปจ่ายอะไรอีก และให้เอาหลักฐานทั้งหมดมาให้นายอำเภอ และผู้ว่าฯ ให้แจ้งความดำเนินคดี หลักฐานทั้งหมดที่ไม่ถูกต้องเป็นการฉ้อโกงหลอกลวงเอาเปรียบประชาชน ถึงเวลาไม่ใช่ว่ากลัวไม่กล้าแล้วไม่เอามาให้ เพราะถ้าไม่เอามาให้ก็ไม่มีหลักฐานไปดำเนินคดีเขา ผมทำงานแบบนี้ผิดถูกไม่รู้ ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ไม่รู้ ที่ผมมีวันนี้เพราะผมทำแบบนี้มาตลอดชีวิต ผมมักจะแก้ปัญหาทั้งหลายด้วยวิธีการทำงานของผม ขอให้ทุกท่านมั่นใจ และขอให้เอาที่หาดบางเทาเป็นแซนด์บ็อกซ์ ทำตรงนี้ให้ได้ทำให้สำเร็จ ผมสนับสนุนเต็มที่” นายกฯ กล่าว

ส่วนกรณีปัญหาการครอบครองพื้นที่ของชาวต่างชาติบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย ชาวต่างชาติครอบครองสิทธิ์อย่างไร ครอบครองในฐานะผู้เช่าหรือเจ้าของที่ ถ้ากรณีเจ้าของที่ต้องดูว่ากฎหมายให้หรือไม่ ถ้าทำถูกต้องตามกฎหมายเราก็ทำอะไรเขาไม่ได้

นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปมองว่าเขาเป็นคนไทยหรือต่างชาติ แต่ถ้าเขาเป็นเจ้าของที่แล้วมีพฤติกรรมประพฤติตนแสดงท่าทีวางมาด ปิดกั้นการทำมาหากินของคนไทย รังแกคนไทย พยายามตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพลนักเลงมาเฟีย แบบนี้โดนแน่นอน ของโปรดตนอยู่แล้ว ไม่ต้องกำชับอะไรผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพิเศษ ทุกวันนี้ทุกคนรู้ดีว่าถ้านิ่งนอนใจกับเรื่องพวกนี้ ก็จะไปอยู่ใกล้ๆ ตนเท่านั้นเอง

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าที่บอกว่าไม่มีผู้อิทธิพล มีแค่กุ๊ย ไม่ให้ค่าใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คนที่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ถ้ามีอิทธิพลจริง ตนยืนอยู่ตรงนี้ต้องมาตีหัวตนแล้ว วันนี้มากับผู้ว่าฯ ปืนไม่มีสักกระบอก หายไปไหนกันหมด นั่งรออยู่เป็นชั่วโมงไม่เห็นมาเลย

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนให้กำลังใจล้น

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนให้กำลังใจล้น

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนให้กำลังใจล้น

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.01 น.

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำคลองเปรมคึกคักรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษออกเรือนจำ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนแห่ให้กำลังใจล้น เชื่ออดีตนายกฯ ไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง ฝากถึงฝ่ายแค้นเลิกยุ่งกับท่าน

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดพักโทษและจะได้รับการปล่อยตัวในเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาปักหลักอยู่บริเวณทางเท้าตลอดแนวรั้วหน้าเรือนจำ เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณตั้งแต่ช่วงเช้า โดยบรรยากาศในช่วงบ่ายเริ่มคึกคักมากยิ่งขึ้น มีการตั้งเวทีปราศรัยย่อยสร้างความบันเทิง มีการติดตั้งป้ายยินดีต้อนรับการกลับมาอดีตนายกฯ ในดวงใจ มีการวางขายของที่ระลึก พร้อมทั้งอาหารเครื่องดื่มให้กับผู้มาร่วมกิจกรรม

จากนั้นเวลา 15.40 น. นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ทีมงาน รมว.แรงงาน ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง เดินทางมาพบปะรวมทั้งให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแดงที่มาร่วมกิจกรรมให้กำลังใจอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่สำคัญได้นำลอตเตอรี่รวม 700 ใบมาแจกให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อเป็นการขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณในวันนี้

นายก่อแก้วให้สัมภาษณ์การจัดกิจกรรมคนเสื้อแดง เพื่อรอรับนายทักษิณพ้นเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.ว่า ตามกำหนดการทางราชทัณฑ์จะปล่อยตัวนายทักษิณ เนื่องจากการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.ตั้งแต่ 07.00-08.00 น. คนที่อยู่กรุงเทพฯ เรานัดมารอตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นต้นไป สำหรับประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด เนื่องจากต่างคนต่างมา และไม่แจ้งจำนวนที่ชัดเจน แต่มากันเยอะ จึงเตรียมการให้มารวมตัวที่เรือนจำคลองเปรมในช่วงเย็น จัดเวทีเพื่อพบปะ มีการจัดอาหารและน้ำให้ นอกจากนี้มีประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่พักก็จะนอนที่นี่ บางคนวางแผนจะมีการทำกิจกรรมจนถึงเช้า และไปรับนายทักษิณออกจากเรือนจำ แล้วก็แยกย้าย คาดว่าวันนี้มีประชาชนจำนวน 1000 คน มารวมตัวที่นี่ในช่วงเย็น มารำลึกฟื้นความทรงจำ คนที่มีใจเหมือนกัน คนที่เป็นผู้รักประชาธิปไตย รักความถูกต้อง และรักห่วงใยนายทักษิณที่เป็นนายกฯ ในดวงใจ 

นายก่อแก้ว กล่าวต่อว่า ส่วนพรุ่งนี้เราไม่ทราบว่าจะมีคนมาจำนวนเท่าไหร่ เพราะต่างคนต่างมา มาไม่ต้องแจ้งไม่ต้องนัดหมาย ให้มาช้าสุดไม่เกิน 07.00 น. เพื่อรับท่านออกจากเรือนจำ มั่นใจว่าหลาย 1000 คน เราเตรียมต้อนรับเท่าที่จะทำได้ ใครสะดวกใครว่างก็มาเจอกันที่เวทีหน้าเรือนจำ เราจะอยู่กันถึงเช้า และช่วงเช้าใครสะดวกก็ขอให้มารับนายทักษิณกลับบ้าน เรามีอาหารเช้าง่ายๆ หลังจากที่ท่านออกมาแล้ว ไม่แน่ใจว่าทางราชทัณฑ์จะให้ท่านพบปะกับประชาชนหรือไม่ ตนไม่อยากก้าวล่วง

เมื่อถามว่าแกนนำและสส.พรรคจะมีการเตรียมตัวมารับที่บริเวณด้านหน้าหรือไม่ นายก่อแก้ว กล่าวว่า คงจะมีมาเยอะ เพราะสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค สส. หรือคนที่ช่วยงานพรรคทุกรูปแบบ ก็จะมารับเยอะ เพราะถือว่าท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย และท่านเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้สร้างผลงานกับประเทศมากมาย ในฐานะลูกน้องก็มากันเยอะ ตนก็จะมาแน่นอน แต่ไม่ได้สอบถามชัดเจน เป็นความสมัครใจ ใครไม่ติดภารกิจก็จะมา

เมื่อถามว่าแม้ว่านายทักษิณจะออกจากเรือนจำ ไม่มีการห้ามพูดถึงเรื่องการเมือง แต่มีบางกลุ่มที่จับตาดูว่าออกมาแล้วมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะต้องสื่อสารอย่างไร นายก่อแก้ว กล่าวว่า ตนเชื่อว่านายทักษิณคงไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่านอายุเยอะ อยากอยู่กับหลานอยากพักผ่อน ที่ผ่านมาที่เป็นปัญหาเราต้องยอมรับว่านายทักษิณเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ ที่มีความเฉลียวฉลาด มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มักจะมีสื่อมวลชน นักวิชาการ หรือนักการเมือง อยากให้ออกมาแสดงความคิดเห็นในมิติต่างๆ ทั้งแก้ไขปัญหาประเทศ คนถามท่านเยอะอาจจะตอบไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ให้ความเห็นในฐานะผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาประเทศชาติอย่างไร ก็รู้แต่ต้นว่าท่านมาที่นี่เพื่อที่จะอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แล้วคนเสื้อแดงก็ห่วงท่าน ไม่อยากให้ท่านต้องมาเผชิญชะตากรรมที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต  อยากให้มีความสุขกับครอบครัวในบั้นปลายชีวิต อยากให้ท่านให้คำแนะนำบ้านเมืองในยามจำเป็น ไม่อยากให้ใครรู้สึกว่าท่านกำลังขับเคลื่อนเพื่อเดินเกมทางการเมือง แล้วฝากสื่อมวลชนถ้าไม่จำเป็นอย่าดึงท่านออกมาให้ท่านอยู่กับหลานบ้าง ถ้าท่านให้ความเห็น ให้คำแนะนำ จะถูกติงว่าเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ฝากไปยังฝ่ายแค้น ความขัดแย้งทางการเมืองเราผ่านมา 20 ปี หลายท่านที่โกรธแค้นโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไม่รู้ว่าโกรธอะไรนักหนา โกรธจะเป็นจะตาย ขณะท่านอยู่ในเรือนจำก็จะไปอุทธรณ์ไม่ให้พักโทษ อยากให้ติดคุกต่อ ติดคุกซ้ำอีก ไม่รู้หัวจิตหัวใจทำด้วยอะไร ปากบอกนับถือศาสนาพุทธ แต่จิตใจโหดเหี้ยม ไร้ความเมตตากรุณา ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยเป็นถึงขนาดนี้ อยากฝากถึงฝ่ายแค้นทุกท่าน อย่าไปยุ่งกับท่าน ให้นายทักษิณได้อยู่กับครอบครัว ให้มีความสุขกับลูกกับหลาน อย่าดึงท่านมาอย่าไปแหย่ อย่าไประราน ต่างคนต่างอยู่ ที่ผ่านมาก็ให้แล้วกันไป อนาคตขอให้อยู่กันสงบสุข เพื่อสังคมได้เดินหน้าไปด้วยดี” นายก่อแก้ว กล่าว

เมื่อถามว่ากลุ่มมวลชนบางคนก็มองว่าอยากให้กลับมาเป็นนายกฯ มองอย่างไร นายก่อแก้ว กล่าวว่า ตนเข้าใจ เพราะพี่น้องจำนวนมากมีความเชื่อมั่นว่า ท่านเป็นคนที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาประเทศ มีความสามารถสูงยิ่ง เป็นบุคคลที่มีความสามารถหานักการเมืองท่านใดเทียบได้ในปัจจุบัน ทุกคนบอกว่าถ้าท่านมาเป็นผู้นำประเทศ ท่านน่าจะแก้ปัญหาประเทศได้ดีกว่าท่านอื่นๆ ตามข้อกฎหมายท่านถูกตัดสินทางการเมืองเนื่องจากถูกจองจำ ติดคุกตามคำพิพากษาของศาล ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวการเมืองได้ ไม่สามารถมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้ แต่ท่านสามารถดำรงอยู่ในหัวใจคนไทยได้ตลอดไป

เมื่แถามว่าการที่นายทักษิณได้รับการพักโทษ แต่ต้องใส่กำไล EM (Electronic Monitoring) มองเรื่องนี้อย่างไร นายก่อแก้ว กล่าวว่า เรื่องการใส่กำไล EM เป็นเงื่อนไขของการพักโทษตามระเบียบราชทัณฑ์ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมติของอนุกรรมการ กำไล EM มีไว้ให้กับการพักโทษผู้ต้องขังและเพื่อติดตามตัว กรณีพวกเขาหนีไประหว่างพักโทษ หรือกระทำผิดระหว่างพักโทษ แต่นายทักษิณเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศ ที่มีคนรักมากมาย เป็นอดีตผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคเพื่อไทย ตอนนี้ร่วมรัฐบาลอยู่ด้วย และมีที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง ท่านเข้ามาประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดี ไม่คิดที่จะหนีไปไหนอีกแล้ว ต้องการมาอยู่กับครอบครัว การติด กำไล EM ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะในการพิจารณาก็มีมิติทางการเมืองเกี่ยวข้องอยู่ ไม่ได้ว่าอะไรใคร แต่ตนจำไว้ว่าใครทำอะไรกับลูกพี่ตนเท่านั้นเอง

ขอบคุณภาพจาก :  เฟซบุ๊ก สีดาอัญ

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 11 พ.ค.2569) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะถึงกำหนดออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อเข้าสู่กระบวนการพักโทษ และคุมประพฤติอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM ตามมติคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยการพักโทษจะมีผลจนกว่าจะครบกำหนดโทษในวันที่ 9 ก.ย.2569 

สำหรับไทม์ไลน์ในวันที่ 11 พ.ค.2569 เริ่มจากขบวนรถครอบครัว นายทักษิณ จะเคลื่อนขบวนถึงเรือนจำกลางคลองเปรมในเวลา 07.30 น. 

จากนั้นเวลา 07.50 น. นายทักษิณ เดินออกจากเรือนจำฯ ต่อมาเวลา 08.00 น. นายทักษิณ ออกมายืนเคารพธงชาติหน้าประตูเรือนจำฯ และทักทายมวลชนแกนนำ พร้อมขอบคุณมวลชนที่คอยให้กำลังใจ

ก่อนที่เวลา 08.05 น. นายทักษิณ จะขึ้นรถออกจากเรือนจำฯ 

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการพักโทษครั้งนี้ ใช้เกณฑ์มาตรฐานการพักโทษเดียวกับผู้พักโทษทั่วไป ไม่มีกำหนดเงื่อนไขพิเศษทางการเมือง และไม่มีข้อห้ามเรื่องการแสดงความคิดเห็น หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไขคุมประพฤติ อาจถูกเพิกถอนการพักโทษ และกลับไปรับโทษในเรือนจำต่อไป 

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปบรรยากาศครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาพร้อมข้อความผ่านแอพพลิเคชันอินสตาแกรม และแท็กถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ระบุว่า “เรื่องราวมากมายและยาวนานของเราผ่านมาเกือบ 20 ปี เหมือนชีวิตมีหลาย episodes ยอมรับว่า ep.นี้ ขมและกลืนยากที่สุด (8 เดือนมานี้) เพราะเราเห็นคนที่เรารักต้องผ่านเรื่องราวนี้ เวลาแต่ละวันในคลองเปรมนี้ แม้ท่านไม่เคยทำให้พวกเราลำบากใจเลยก็ตาม

คุณพ่อไม่เพียงแต่อดทนและปล่อยวาง คุณพ่อยังมักให้แง่คิดในการใช้ชีวิต ส่งรอยยิ้มให้ลูกๆหลานๆสบายใจกลับไปทุกครั้งที่มาเยี่ยม มันไม่ง่ายเลยแต่คุณพ่อพยายามมากๆลูกๆทราบดี คุณพ่อยังบอกหลายครั้งให้พวกเราไม่ต้องห่วง  และฝากความห่วงใยไปด้านนอกให้พวกเราไปบอกทุกๆคนที่มาคอยรอเราให้ไม่กังวล และทุกข์ใจไปในการรอคอยนี้

สุดท้ายนี้การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลงเอมและครอบครัวขอขอบคุณทุกๆกำลังใจ  ทุกกำลังใจจริงๆที่คอยส่งมาให้พวกเราตลอดการเดินทางอันยากนี้ ทุกๆน้ำตาที่แม้เราไม่รู้จักกันแต่มาอดทนยืนรอในความร้อน และร้องไห้จับมือ บีบมือพวกเราเพื่อส่งกำลังใจให้เราทุกครั้งที่มาเยี่ยมมันมีความหมายมากมาย

และที่ขาดไม่ได้ขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่เลี้ยงดูพวกเราทั้งสามคนด้วยความรักความอบอุ่นทำให้เรามีกันและกันแบบนี้ไม่ปล่อยมือ”

อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษี 50 ล้าน ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษี 50 ล้าน ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษี 50 ล้าน ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

นายกฯ ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่หาดฟรีด้อม จ.ภูเก็ต บินด่วนระนอง หลังรับรายงานตรวจยึดสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้านบาท ยันให้ความเป็นธรรมผู้ประกอบการ นำหลักฐานเสียภาษีมาแสดง ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณหาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ในเวลา 14.30 น.เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีภารกิจสำคัญในการเดินทางไปยังจังหวัดระนอง 

จากนั้นเวลา 15.30 น.นายอนุทิน เดินทางมายังจ.ระนอง ลงพื้นที่โกดังบริษัท168 ทรานสปอร์ต โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นโกดังไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ที่บริเวณถนน4080 ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 
โดบเจ้าหน้ากองบังคับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามและความมั่นคงรูปแบบใหม่และปราบปรามภัยแทรกซ้อน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ แจ้งว่ามีการลักลอบจัดเก็บสินค้าหนีภาษี ของชาวต่างชาติซึ่งเป็นชาวพม่า 
จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร(ชุดปฏิบัติภัยแทรกซ้อน ร.25พัน2) และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง ได้เข้าทำการควบคุมสินค้าใน โกดังดังกล่าว  ซึ่งในขั้นต้นได้ตั้งข้อสงสัย ว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางศุลกากร ซึ่งในการตรวจสอบเบื้องต้น พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่(ใช้ในโรงงานและโรงแรม)และเครื่องปรับอากาศแบบร้อนและแบบเย็น มีมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท จึงได้ร่วมกันตรวจยึดสินค้า พร้อมประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมคัดแยกสินค้า และทำการตรวจสอบ  ที่มาของสินค้า ต่อไป 

โดยนายกฯ ได้เดินตรวจสอบสินค้าหนีภาษีภายในโกดังดังกล่าว พร้อมสอบถามว่า รู้จักกับเจ้าของหรือไม่ มีหลายอย่างเลยทั้งตู้เย็น ตู้แช่ เป็นต้น

จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า  ความจริงตนลงพื้นที่จ.ภูเก็ตดูเรื่องบุกรุกที่สาธารณะ และตนได้รับรายงานการตรวจจับสินค้าเถื่อนรายใหญ่ที่ระนอง จึงเข้ามาตรวจสอบเพราะรัฐบาลมีนโยบายมุ่งปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เมื่อมาเห็นโกดังนี้รู้สึกตกใจเพราะมีการเก็บกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าไม่ได้เสียภาษี น่าจะเป็นการแจ้งว่าเป็นสินค้าผ่านแดนไม่เกิน 30 วันแต่ถ้าเกิน 30 วันสินค้าจะตกเป็นของแผ่นดิน และเท่าที่ทราบสินค้าเหล่านี้น่าจะเกิน 30 วันแล้ว อย่างไรก็ตามเราจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการนำหลักฐานการเสียภาษีมาแสดง หากเสียภาษีอย่างถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่เสียภาษีคงดำเนินคดีและสืบไปถึงต้นตอว่ามีเครือข่ายอย่างไรบ้าง โดยโกดังแห่งนี้มีสินค้าทุกรูปแบบตั้งแต่ของทั่วไปจนถึงแอร์ 2,000 กว่าเครื่อง ปั้มน้ำ ตัวแช่แข็ง จากการสอบถามผู้ร่วมจับกุม มีการรายงานว่าหลังจากจับกุมได้มีโทรศัพท์ลึกลับเข้ามาให้ล้มเลิกการจับกุม และรีบออกจากสถานที่เพราะรู้จักนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงมีโทรศัพท์จากฝั่งพม่าเข้ามาด้วย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ต้องชื่นชมผู้จับกุมที่ไม่กลัวไม่มีความหวั่นไหว วันนี้พวกตนมาอยู่ตรงนี้แล้วก็ไม่มีผู้ใหญ่ที่สูงกว่านี้มาเคลียร์เรื่องนี้ได้คงไม่ต้องกังวลอะไร เราดำเนินคดีอย่างเต็มที่และการปราบปรามจะมีเรื่อยๆอย่างน้อยปราบไม่ได้ก็จะยึดให้เป็นของแผ่นดิน อย่างไรก็ตามสินค้าที่ยึดได้วันนี้เป็นของทั่วไปยังไม่มีอะไรเป็นอันตรายต่อความมั่นคง จากนี้หากพิสูจน์การเสียภาษีไม่ได้ก็ต้องยึดเป็นแผ่นดินต่อไป หากใครยังลักลอบนำเข้าต้องขอบคุณล่วงหน้าไม่รอดพวกเราแน่นอน

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เดินหน้าจัดหลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 มุ่งพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ด้วยการเสริมองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและอื่นๆที่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคตพร้อมต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมศึกษาเจาะลึกไปกับเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน หลักสูตรฯเตรียมพร้อมและยกระดับความสามารถของผู้เรียนสู่การทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียนจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 40 ท่าน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 สอบถามเพิ่มเติมโทร 083-116-6581 หรืออีเมล์ depa.djsprogram@gmail.com

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือdepa เปิดเผยว่า depa มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม โดยจะจัดให้มีการเปิดอบรม หลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 ขึ้น หลังประสบความสำเร็จจากการอบรมไปแล้วทั้ง 3 รุ่นที่ผ่านมา สำหรับหลักสูตรฯ เพื่อเป็นการพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคต และนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในยุคที่โลกก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการมาถึงของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พลวัตของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2026 ได้เปลี่ยนผ่านจากเพียงการใช้งานเครื่องมือไปสู่การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นโครงสร้างหลักของสังคมอย่างสมบูรณ์ พรมแดนใหม่ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาการจัดสรรทรัพยากรขั้นสูง (Optimization) และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศผ่านการเข้ารหัสลับยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC) ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการปกป้องข้อมูลในอนาคตอันใกล้”

ทั้งนี้ รากฐานที่ช่วยให้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะอย่าง 5G-Advanced และการวางเส้นทางสู่ 6G ที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังในการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ อุปกรณ์ และปัญญาประดิษฐ์ (Intelligent Connectivity) ได้อย่างไร้รอยต่อ ความเร็วและความหน่วงที่ต่ำมากนี้ ช่วยกระตุ้นให้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (Agentic AI) และระบบอัตโนมัติ สามารถดำเนินการและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ในระดับที่ซับซ้อน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะในระดับมหาภาค ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน

 ​หลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ Digital Big Data & AI, Digital Automation, Digital Connect และ Digital Access โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อการพัฒนาองค์กร รับมือการเปลี่ยนแปลง และเสริมความรู้ในด้านการจัดการ (Management) การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงโอกาสและศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด รูปแบบการเรียนผสมผสานระหว่างการบรรยาย การศึกษาดูงาน การประชุมปฏิบัติการ และการนำเสนอโครงการ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 40 ท่าน จากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์กรชั้นนำในประเทศ กว่า 10 หน่วยงานและต่างประเทศโดยเฉพาะการศึกษาดูงาน ณ เมืองเฉิงตู และฉงซิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเรียนรู้จากโมเดลเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ เป็นต้น

​กำหนดการศึกษาระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 – 13 กุมภาพันธ์ 2570 สัปดาห์ละ 1-2 วัน (ศุกร์-เสาร์) โดยมีชั่วโมงการศึกษารวมทั้งสิ้น 98 ชั่วโมง รวม 19 วัน โดยมีสถานที่อบรม ณ โรงแรม ควีนแลนด์ กรุงเทพฯ และ หน่วยงานเครือข่ายภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมจำนวนจำกัดไม่เกิน 60 ท่าน เริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึง 15 กันยายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร 083-116-6581 หรือ Email : depa.djsprogram@gmail.com

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ  เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“แม็คโคร–โลตัส” ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ “เทศบาลนครเกาะสมุย” ในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินจาก “แม็คโคร–โลตัส” ทั้ง 20 สาขา บนเกาะสมุย เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปสร้างประโยชน์สูงสุด พร้อมจัดกิจกรรมนำอาสาสมัคร และเยาวชนในพื้นที่ ร่วมเก็บขยะริมชายหาด ส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผลักดันเกาะสมุยสู่เกาะไร้ขยะ ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ธรรมชาติไทยให้ยั่งยืนต่อไป ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า และ เทศบาลนครเกาะสมุย ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังสามารถลดขยะอาหารและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่การลดปริมาณขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ ภายในปี 2573

ควบคู่กันนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังดำเนินกิจกรรมการจัดการขยะระดับพื้นที่ชุมชน ผ่านกิจกรรม AXTRA Clean Ocean “ทะเลไทยยั่งยืน” ทำความสะอาดชายหาดทุกเดือนร่วมกับอาสาสมัครและชุมชนในพื้นที่ สร้างทัศนียภาพที่ดีให้ชุมชน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนสำคัญของประเทศและเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ในอนาคต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีป่าแห่งหนึ่ง สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พวกเขามีอาหาร มีน้ำ และมีที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียงต่อความต้องการ ไม่มีสัตว์ตัวใดที่ต้องอดอยากหรือลำบาก

แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วป่าว่า มีเมืองใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากป่า  มีอาหารมากมาย มีสิ่งของสวยงาม และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย   แล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งมีความใฝ่ฝันอยากจะมีชีวิตที่หรูหราเหมือนกับสัตว์  จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปเมืองใหญ่ โดยไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อน ๆ และครอบครัว

เมื่อกระต่ายน้อยไปถึงเมืองใหญ่ เขาก็ได้พบกับความจริงที่ไม่คุ้นเคย    ชีวิตในเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคิด เต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ และความเห็นแก่ตัว กระต่ายน้อยต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของที่จำเป็น แต่เขาก็ไม่เคยมีความสุขเลย

วันหนึ่ง กระต่ายน้อยได้พบกับเต่าสูงอายุที่อยู่ในเมืองใหญ่มานาน     เต่าชราได้เล่าให้กระต่ายน้อยฟังถึงความสุขที่แท้จริง ว่า ไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของมากมาย แต่อยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

กระต่ายน้อยได้ฟังดังนั้นก็เริ่มคิดได้ เขาคิดถึงเพื่อน ๆ และครอบครัวที่อยู่ในป่า เขาคิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความสุข เขาจึงกลับไปยังบ้านป่าของเขา

โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อน ๆ และครอบครัว เขาได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

การกระทำของกระต่ายน้อยในนิทานนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  ข้อ  8  การเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)   เพราะกระต่ายรับฟังคำสอนของเต่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต การรู้จักพอเพียงจะทำให้เรามีความสุขและไม่เดือดร้อน

ข้อคิด:   ความพอเพียงคือ ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุช โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการกับสิ่งที่พึงมีพึงได้   ไม่ให้มากเกินไปและไม่ให้น้อยเกินไป      การประหยัดเป็นส่วนหนึ่งของความพอเพียง   ความพอเพียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพย์มากหรือน้อย  คนมีมากก็ใช้มากได้  แต่คนมีน้อยต้องใช้น้อย  ไม่ใช้เกินตัวจนมีหนี้สิน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. รับรางวัล “องค์การที่ส่งเสริมการจ้างงานและการมีรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ระดับดีเด่น” เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ พกฉ. ในการเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่สร้างชีวิต” ที่ขับเคลื่อนภารกิจตามศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า รางวัลระดับดีเด่นในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย พกฉ. มุ่งสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาท มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี สามารถนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์มาถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง ผ่านแนวคิด “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“พกฉ. ให้ความสำคัญกับการมองผู้สูงอายุในฐานะ “พลังของสังคม” ไม่ใช่เพียงผู้รับการดูแล แต่เป็นคลังภูมิปัญญาที่มีคุณค่า โดยได้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตร วิถีชีวิต และการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสาธิตอาชีพ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งช่วยสร้างรายได้และเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย” ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าว

ทั้งนี้ พกฉ. มุ่งเดินหน้าพัฒนากิจกรรมและโครงการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของประเทศ เพื่อสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่ทุกช่วงวัยสามารถมีส่วนร่วม สร้างคุณค่าสู่สังคมไทย และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ มั่นคง และยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook @wisdomkingmuseum