วีระยุทธ เซีย ธนพร ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม

วีระยุทธ เซีย ธนพร ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม

วีระยุทธ เซีย ธนพร ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

“วีระยุทธ-เซีย-ธนพร” ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม ชี้อยากเป็นสากลต้องให้ความสำคัญกับชีวิตแรงงาน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 วันแรงงานสากล นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายเซีย ปาทอง และ น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้มาร่วมเดินขบวนในวันแรงงานสากล ณ บริเวณ ถนนราชดำเนิน ไปยังลานคนเมือง น.ส.ธนพร กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาชนได้มาร่วมกิจกรรมเดินขบวนกับพี่น้องแรงงาน เพื่อยืนยันว่าพรรคประชาชนจะอยู่เคียงข้างผู้ใช้แรงงาน พร้อมกับการรณรงค์ทวงคืนประกันสังคม ที่ปัจจุบันมีเรื่องการบริหารงานกองทุนค้านสายตาประชาชน โดยในวันนี้พรรคประชาชนจะเดินทางไปยื่นกฎหมายปฏิรูปประกันสังคม ที่อาคารรัฐสภา.

วันแรงงาน

ด้านนายวีระยุทธ กล่าวว่า วาระในการปฏิรูปประกันสังคมของพรรคประชาชนนั้น อยากเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของกองทุนประกันสังคมซึ่งมีเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ที่หากบริหารอย่างโปร่งใสและเป็นมืออาชีพจะสร้างดอกผลคืนกลับมาให้หยาดเหงื่อของแรงงานทุกคน เป็นเบาะรองรับเมื่อยามต้องตกงาน ทุพพลภาพ หรือยามเกษียณ นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังยืนยันในหลักการว่า การรวมตัวของแรงงานเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ดังนั้น ถ้าไทยอยากเข้าสู่มาตรฐานสากล ก็ยิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงาน การปรับตัวร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและภาคแรงงานจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้ไปได้ไกล เป็นระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและเป็นธรรม ผู้คนในสังคมได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกัน ซึ่งเป็นหลักการที่เรายืนยันมาตลอด สำหรับช่วงเวลา 14.30 น. ในวันนี้ พรรคประชาชนจะมีการเดินขบวนจากสี่แยกบางโพไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อรณรงค์ร่างประกันสังคมฉบับพรรคประชาชน ที่จะมีการยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน

กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล

กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล

กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แถลงผลการตรวจสอบกรณีคุก VIP ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร  ซึ่ง กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  สืบเนื่องจากกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์ ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 มีการพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษหรือห้อง VIP เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ ในการประชุม กสม.ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาค ซึ่งเป็นสาระสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา 34 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง โดยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติถึงการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลและห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบ  ไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งถิ่นกำเนิดเชื้อชาติศาสนาของบุคคลซึ่งรวมถึงผู้ต้องขัง ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง  

วสันต์ ภัยหลีกลี้

ซึ่งผลการตรวจสอบของ กสม.พบว่าเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่เรือนจำอื่น 11 แห่ง เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชา จการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารทำการและพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คนอยู่บริเวณด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าว พบผู้ต้องขังชาวจีนและหญิงชาวจีนกำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว โดยในวันดังกล่าวช่วงเวลาก่อนหน้านั้น มีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและจีนเดินทางมาพบผู้ต้องขังในห้อง VIP ดังกล่าวด้วยทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง จากนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบพฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและเจ้าพนักงานราชทัณฑ์จำนวน 1 รายเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และไม่เป็นไปตามระเบียบราชการจึงรายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องโดยอยู่ระหว่างการสอบสวน  และป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนพฤติกรรมการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ เข้าข่ายการทุจริต  จึงเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติ การณ์เอื้อประโยชน์โดยไม่ชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางราย

นายวสันต์  ยังกล่าวอีกว่า จากการชี้แจงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯพบว่าการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางรายทั้งการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศมีสาเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชา การเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติกรรมสั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบกับเป็นคำสั่งของบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายราชทัณฑ์และหลักการเยี่ยมญาติ  

อีกทั้งยังพบว่าการให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักจะเกิดในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อยประกอบกับห้อง VIP เน้นพื้นที่เฉพาะผู้บริหารทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัดส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ  ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคนส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระเดียวกันแตกต่างออกไปและไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาพและการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรม นูญบัญญัติไว้และตามหลักสากล และการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯกรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและควรส่งแรงงานการตรวจสอบให้กับคณะกรรมการป.ป.ช.ใช้ประกอบการพิจารณาตามอำนาจและหน้าที่ต่อไป  

ดังนั้น การประชุมของ กสม.ในวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 และให้ราย งานความคืบหน้าผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชา ชนต่อระบบงานราชทัณฑ์ และให้กรมราช ทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการ หรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ 2561 รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขังอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงเกิดขึ้นอีกพร้อมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง  เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ 

อนุทิน เชื่อมือ ศุภจี เตือน พวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว

อนุทิน เชื่อมือ ศุภจี เตือน พวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว

อนุทิน เชื่อมือ ศุภจี เตือน พวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

“อนุทิน” เชื่อมือ “ศุภจี” เตือนพวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว เมิน คนวิจารณ์ บอก เป็นพวกไม่หวังดีกับรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปฟัง ย้ำไม่เสริมตำแหน่ง รมช.คลัง  มั่นใจ ยังขับเคลื่อนงานได้ ชี้ พรรคเศรษฐกิจ-พลังประชารัฐไม่ใช่พรรคร่วม แค่ยกมือโหวตหนุนนั่งนายกฯ แต่นั่งซีกรัฐบาล ส่วนอนาคตยุบรวมภูมิใจไทยหรือไม่ ตอบไม่ได้ ชี้เป็นกระบวนการภายในพรรคอื่น

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ช่วงนี้โดนมรสุมเข้าและถูกโซเชียลกระหน่ำโจมตีเรื่องการทำงาน ได้มีการให้กำลังใจอะไรหรือไม่ โดยนายอนุทิน ถึงกับร้อง หู้ย! ก่อนกล่าวว่า นางศุภจี ทำงานหนักจะตาย ทำงานทุกวัน และก็นิ่งแล้ว

อนุทิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้นางศุภจี เหมือนโดนมรสุมหนัก พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก นายอนุทิน ถึงกลับย้อนถามว่า “ใครบอกว่า นางศุภจีโดนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก อย่างนี้ตนก็แทรกมา 3 ปีแล้วมั้ง ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย นางศุภจี ไม่เคยให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ ”

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นางศุภจี ไม่ท้อใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีเลย มีแต่ลุย ลุยจนบางทีต้องบอกว่า “พี่เบาๆหน่อย พักผ่อนบ้าง” 

เมื่อถามอีกว่า จำเป็นจะต้องมีคนมาช่วยเสริมทีมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ไม่ต้อง สบาย” 

เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ออกมากดดันให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ นายอนุทิน กล่าวย้อนถามว่า “ใครบอกว่าเขาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เขาแค่ยกมือให้ผมเป็นนายกฯ แหม ชอบทึกทัก”

อนุทิน

เมื่อถามถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีจำนวน 5 เสียง และยกมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้เช่นกัน ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ ว่าจะยุบมารวมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า อนาคตคืออนาคต วันนี้ก็เหมือนกัน เขาก็ยกมือให้ตนมาเป็นนายกฯ ทำให้ตนเป็นนายกฯมา ตนก็ต้อง ถือว่าเป็นพรรคที่อยู่ในองค์ประกอบของการเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ใช่พรรคร่วมฯ เพราะไม่ได้มีรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐมนตรี แต่เป็นพรรคที่อยู่ในซีกรัฐบาลเช่นเดียวกับพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคอะไรที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯตนถือว่าเป็นพรรคซีกรัฐบาลอยู่

เมื่อถามว่า ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเศรษฐกิจ ได้มีการเข้าไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเพียงการเข้าไปประชุมเท่านั้น

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยจะโตกว่านี้อีกหรือไม่ นายอนุทิน อุทานว่า “โห เพิ่งเลือกตั้งเสร็จ” เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงการยุบรวมจากพรรคอื่นมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องการยุบรวม ตนไม่มีสิทธิ์ไปให้ความเห็น เพราะต้องมีขั้นตอนผ่านกรรมการบริหารพรรคของเขา และเมื่อยุบพรรคเสร็จ สมาชิกก็มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะเลือกไปอยู่พรรคใด ซึ่งมีขั้นตอนอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะโตมากกว่านี้อีกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงมากกว่า   การใหญ่ หรือ เล็กไม่สำคัญ เพราะตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมีอยู่ 70 เสียงก็ทำงานได้  ทำได้จนคนมาเลือกเป็น 190 เสียง เพราะฉะนั้น เรื่องใหญ่ หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ทำงานได้หรือไม่ ขับเคลื่อนได้หรือไม่ และผลักดันได้หรือไม่ ซึ่งเราต้องให้กำลังใจคนทำงานอย่างนางศุภจี ซึ่งตนมองว่าแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย

เมื่อถามว่า เป็นเพราะภายในพรรคไม่ค่อยออกมาช่วยนางศุภจี หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันไม่ต้องช่วย เพราะเป็นรัฐมนตรีแล้วจะต้องช่วยอะไร แต่ถ้าจะไปบอกว่า โอ้ย ใจเย็นๆ นะ เรื่องธรรมดาปกติอย่าไปถือโทษ อย่าไปปั่นโซเชียลฯ โห ระดับนี้ มีแต่เขาจะโต้ตอบเมื่อไหร่เท่านั้นแหละ พร้อมหัวเราะในลำคอ หึ ระวังด้วย นางศุภจีแกธรรมดาเสียเมื่อไหร่ล่ะ เวลาแกเสิร์ฟกลับมาที โอ้โห จุกกันเป็นแถวเลย ไม่เห็นหรอ”

เมื่อถามว่า ทางฝั่งของกระทรวงการคลังจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีช่วยเข้ามาเสริมการทำงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย.เห็นนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มาช่วยงาน และทำทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้หมด เดี๋ยวนี้การทำงานมีทั้งตัวของตนเอง ปลัดกระทรวง ซึ่งเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ก็มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนรองนายกฯด้านกฎหมาย และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังด้วย ซึ่งเป็นวิธีการในรูปแบบของตน จึงคิดว่าการทำงานแบบนี้เป็นไปได้ เพราะตนก็รับรู้ รับทราบว่านโยบายของตนและคณะรัฐมนตรีของตนตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อติดตรงนี้ก็ไปหาหนทางที่จะทำทุกอย่างให้ได้ ตนย้ำไปว่าประโยชน์จะต้องตกอยู่กับประชาชน และประชาชนรออยู่ ฉะนั้น ต้องทำให้เร็วที่สุด แต่จะต้องทำให้ถูกต้องและรอบคอบ รวมไปถึงต้องเกิดประโยชน์สูงสุด หลักมีอยู่แค่นี้ ตนถึงบอกว่าทุกคนทำงานทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเสียงเหน็บที่เข้ามา ก็มาจากฝั่งที่ไม่เคยปรารถนาดีกับรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปฟังอะไรมากมาย

ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง

ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง

ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

“นายกฯ” ยัน ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ บอก เอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน อนาคตโซลาร์รูฟจะถูกลง เหมือนมือถือในอดีตเครื่องเกือบ 2 แสน เหลือ 400 บาท

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ ประชาชนจะจ่ายค่าไฟถูกลงมากกว่าปัจจุบันหรือไม่ว่า นี่เราเอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน เอาแสงแดดมาเข้าโซลาร์รูฟ ถ้าประชาชนใช้เหลือรัฐก็รับซื้อคืน เพื่อนำไปใช้ที่อื่น ซึ่งเหมือนกับการปฏิรูปโครงสร้าง การไฟฟ้าไปยังประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้โซลาร์รูฟ ถูกลงเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหลักการตาม ดีมานด์ ง-ซัพพลายเหมือนกับโทรศัพท์มือถือช่วงแรก เครื่องละ 200,000 กว่าบาท เพราะทุกคนต้องใช้และแข่งกันทำให้คุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันมือถือทั่วไป ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน ราคาเหลือแค่ 400 บาท 

“ในอดีต โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของผมที่ซื้อ ราคา 120,000 บาท ถือหิ้วหนีบจั๊กกะแร้ เท่จะตาย แบตเตอรี่ตีหัวแตกได้ วันนี้ราคาเหลือเท่าไหร่ ถูกมาก เผลอๆ ไปซื้อของแล้วแถมมือถือด้วย”

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่า ประชาชนต้องยอมรับกับค่าไฟที่แพงไปก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ถูกลงนะ 200 หน่วยแรกสำหรับคนทั่วไป ทุกคนได้เท่ากันหมด เหลือ 3 บาท/หน่วย ถ้า 200 หน่วยถึง 400 หน่วยคิดเป็นขั้นบันได ส่วน 400 หน่วยขึ้นไปเป็นอีกราคาหนึ่ง ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข หลายระบบในประเทศไทยก็ทำอย่างนี้

เมื่อถามว่า ปกติแล้วค่าไฟเดือน เม.ย. อาจจะแพงอยู่แล้ว พอมาปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งจะไม่ทันกับรอบบิล ประชาชนจะโวยวายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่มันไม่ทันรอบบิลนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างมีขั้นตอน และสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน.(กกพ.)  เป็นหน่วยงานอิสระ ตนไปบังคับอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มแล้ว เป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส พยายามจะทำให้ถึงมือประชาชนในช่วงต้นเดือน มิ.ย. และไม่ได้ช้าอะไร ซึ่งค่าไฟเป็นวงรอบของมัน เราทำเต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต

นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต

นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“อนุทิน” อวยพร “แรงงาน “มีความมั่นคง สำเร็จในชีวิต ชี้ ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ว่า ขอฝากความระลึกถึง ชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการขอเพิ่มค่าแรงรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผล

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“นายกฯ”เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ เผย ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า มันไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่าง ๆ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พ.ค.นี้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า วงกรอบ 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ สั่งปรับปรุงหลังคาทางเดินเข้าตึกสันติให้เรียบร้อย

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ สั่งปรับปรุงหลังคาทางเดินเข้าตึกสันติให้เรียบร้อย

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ สั่งปรับปรุงหลังคาทางเดินเข้าตึกสันติให้เรียบร้อย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ไปยังตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล เพื่อตรวจสอบการเตรียมงานเพื่อรองรับการจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันฉัตรมงคล วันจันทร์ที่ 4 พ.ค.นี้

โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีการแนะนำให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนหลังคาที่คลุมทางเดินระหว่างตึกที่เป็นพลาสติก และเชือกที่ผูกยึดหลังคาพลาสติกออกเพื่อความสวยงาม และสมพระเกียรติ โดยให้ทางผู้รับผิดชอบไปดูว่าจะเปลี่ยนอย่างไรเพื่อให้มีความเหมาะสมและสวยงาม

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดูแล้วไม่สวย และไม่มีประโยชน์อะไรเลย พร้อมยกตัวอย่างว่าถ้าจะเอาไว้กันฝนก็ไม่สามารถกันได้ เพราะมีช่องว่างที่ไม่มีหลังคาระหว่างทางเดินอยู่ ถ้าฝนตกมาก็เปียกอยู่ดี

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายสมัย สิริอายุ 85 ปี

สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายสมัย สิริอายุ 85 ปี

สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายสมัย สิริอายุ 85 ปี

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯ และ รัฐมนตรี หลายสมัย สิริอายุ 85 ปี 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เสียชีวิตด้วยโรคชรา ถึงแก่กรรมอย่างสงบเวลา ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เมื่อเวลา 09.42 น. โดยญาติจะเคลื่อนศพเพื่อบำเพ็ญกุศล ที่วัดพลับพลาชัย โดยจะมีพิธีรดน้ำศพในวันพรุ่งนี้ (2 พ.ค.69)

มั่น พัธโนทัย

ดร.มั่น พัธโนทัย เป็นบุตรของนายสังข์ พัธโนทัย (ที่ปรึกษาคนสนิทของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม) กับนาง วิไล พัธโนทัย เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2484 มีพี่น้องกัน 5 คน ได้แก่ นายมั่น พัธโนทัย , นายวรรณไว พัธโนทัย (อดีตวุฒิสมาชิก) , นางสิรินทร์ ฮอร์น ผู้เขียนหนังสือ เรื่องมุกมังกร  , นางผ่องศรี ฟอร์น วังเด็กก์, และนางวิริยะวรรณ สาทิสสะรัต

ดร.มั่น จบการศึกษาชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ (ที่ 1 ของรุ่น) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2507 ระดับปริญญาโท ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากอเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ (American University) ในปี พ.ศ. 2512 ปริญญาโททางรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) ในปี พ.ศ. 2516 และระดับปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคนชิงตัน แคลิฟอร์เนีย ในปี พ.ศ. 2522

มั่น พัธโนทัย

ดร.มั่น ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชน เขาได้ร่วมก่อตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2526 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคนแรก ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ 4 สมัย
โดยสมัยแรกเมื่อครั้งการเลือกตั้ง มีนาคม พ.ศ. 2535 และได้รับเลือกตั้งต่อมาอีกในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2535 (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 และเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, มหาดไทย, พาณิชย์, เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรปราการ

มั่น พัธโนทัย ได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลใน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มั่น พัธโนทัย เป็นนักการเมืองผู้ใกล้ชิดกับ นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  อดีตนักการเมืองคนสำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ

KPI Poll ชี้ชัด ปากท้องต้องมาก่อน ประชาชนอยากให้รัฐ ‘เร่งลดหนี้สิน-ค่าครองชีพ’

KPI Poll ชี้ชัด ปากท้องต้องมาก่อน ประชาชนอยากให้รัฐ ‘เร่งลดหนี้สิน-ค่าครองชีพ’

KPI Poll ชี้ชัด ปากท้องต้องมาก่อน ประชาชนอยากให้รัฐ ‘เร่งลดหนี้สิน-ค่าครองชีพ’

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ เรื่อง เสียงประชาชนต่อนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ สังคม และประเด็นสำคัญทางการเมือง ครั้งที่ 18 สำรวจในช่วงวันที่ 24-27 เม.ย. 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนทั่วประเทศ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “KPI Poll | คลังความคิดจากเสียงประชาชน สู่เข็มทิศการเมืองไทย

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ สังคม และประเด็นสำคัญทางการเมือง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 18 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 24-27 เม.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. นโยบายที่ควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมมากที่สุด (สำรวจโดย X Line Today) 64.8% นโยบายเรื่อง “การแก้ปัญหาราคาพลังงาน ค่าไฟ และค่าน้ำมัน” สูงที่สุด รองลงมา 15.5% นโยบายเรื่อง “การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม”, 8.2% นโยบายเรื่อง “การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”, 6.7% นโยบายเรื่อง “การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ/รายได้ของผู้เริ่มทำงาน”, 2.0% นโยบายเรื่อง “นิรโทษกรรม ผู้ต้องโทษคดีทางการเมืองต่าง ๆ”, 1.6% ไม่มีนโยบายเรื่องใดเพิ่มเติม และ 1.2% ไม่มีความเห็น

ประชาชนให้น้ำหนักกับปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันอย่างเร่งด่วนมากกว่าประเด็นเชิงโครงสร้างทางการเมือง นั่นคือ “ราคาพลังงาน ค่าไฟ และค่าน้ำมัน” ซึ่งเป็นทั้ง “ต้นทุนชีวิต” และ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” ในขณะที่ประเด็น ฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม ตามมาเป็นลำดับรอง สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้มองเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในระยะยาวต่อสุขภาพด้วย

2. ค่าครองชีพยังเป็นโจทย์ใหญ่ ประชาชนหนุนรัฐ “ลดหนี้-ลดภาระ” เร่งด่วนที่สุด 57.7% อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในเรื่อง “ลดหนี้สินและลดค่าครองชีพของประชาชน” สูงสุด รองลงมา คือ 22.6% อยากให้เร่งนโยบาย “โครงการคนละครึ่งพลัส”, 11.8% อยากให้เร่งนโยบาย “ลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น”, 6.2% อยากให้เร่งนโยบาย “ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปี” และ 1.7% ไม่มีความเห็น

ประชาชนไม่ได้มองหาเพียงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น หรือ ไม่ใช่แค่ “การช่วยใช้จ่ายเพิ่ม”แต่ต้องการให้เข้าไปจัดการ “ภาระทางเศรษฐกิจพื้นฐาน” ที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน ราคาสินค้า หรือค่าครองชีพโดยรวม

3. “ยาเสพติด” ครองปัญหาสังคมอันดับหนึ่ง แต่ “Gen Z” อยากให้เร่ง “เรียนฟรี มีงานทำ” 35.6% อยากให้เร่งดำเนินนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตในเรื่อง “แก้ปัญหายาเสพติด” สูงสุด รองลงมา 25.3% อยากให้เร่งนโยบาย “เรียนฟรี มีงานทำ”, 16.9% อยากให้เร่งนโยบาย “เตรียมสังคมและชุมชนให้พร้อมรองรับผู้สูงอายุ”, 14.4% อยากให้เร่งนโยบาย “แก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ/แก๊งสแกมเมอร์”, 5.9% อยากให้เร่งนโยบาย “แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างยั่งยืน” และ 2.0 ไม่มีความเห็น

ตามช่วงวัย- คน Gen Y (38.6%), Gen X (37.5%) และ Gen Baby boomer (36.5%) ให้ความสำคัญและอยากให้เร่งนโยบาย “แก้ปัญหายาเสพติด” เป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ Gen Z (36.6%) ให้ความสำคัญและอยากให้เร่งนโยบาย “เรียนฟรี มีงานทำ” เป็นสัดส่วนสูงสุด

คนส่วนใหญ่ยังอยากเห็นรัฐเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ในฐานะโจทย์เร่งด่วนด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของสังคมไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z กลับส่งสัญญาณชัดว่า สิ่งที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดคือ “เรียนฟรี มีงานทำ” สะท้อนความคาดหวังต่อโอกาสในชีวิตและความมั่นคงในอนาคต นโยบายสังคมที่ตอบโจทย์ประชาชนในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างทั้ง “ความปลอดภัยในปัจจุบัน” และ “โอกาสในอนาคต” ไปพร้อมกัน

4. คนเกินครึ่งกังวลต่อปัญหาทางกฎหมาย กรณี “บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด” 60.2% รู้สึก “ค่อนข้างกังวล-กังวลมาก” ต่อกรณีข้อร้องเรียน “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด” ว่าอาจมีปัญหาทางกฎหมายและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ในขณะที่ 26.2% “ไม่ค่อยกังวล-ไม่กังวลเลย” และ 13.6% ไม่มีความเห็น

ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งอย่างมาก โดยเมื่อเกิดข้อร้องเรียนที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมาย ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งได้ทันที

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 18 ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนความคาดหวังให้รัฐเร่งดำเนินการควบคู่กันในหลายมิติ โดยเฉพาะการบริหารที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาราคาพลังงานและภาระค่า ครองชีพ ซึ่งประชาชนมองว่าเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการดำรงชีวิต ขณะเดียวกัน ควรออกแบบนโยบายสังคมให้สอดคล้องกับความต้องการของคนแต่ละช่วงวัย ทั้งการแก้ปัญหายาเสพติดเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในสังคม และการสร้างโอกาสด้านการศึกษาและอาชีพ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและความมั่นคงในอนาคตไปพร้อมกัน

KPI Poll – คลังความคิดจากเสียงประชาชน เพื่อประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ https://kpi.ac.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2026/04/รายงานผล-KPI-Poll-_18-สำหรับเผยแพร่-1.pdf #KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า”

KPI Poll

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สถาบันพระปกเกล้า

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงาน 2569 กางโรดแมปคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงาน 2569 กางโรดแมปคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงาน 2569 กางโรดแมปคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.53 น.

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงานสากล 2569 ยกย่องแรงงานคือฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนประเทศ พร้อมกางโรดแมปยกระดับสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม-คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม-ปั้นทักษะรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล โดยยกย่องแรงงานทุกคนในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ในฐานะที่พรรคเป็นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ดูแลกระทรวงแรงงาน จึงขอยืนยันชัดเจนว่าจะไม่หยุดทำงานเพื่อแรงงานในทุกด้าน โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานกึ่งอิสระอย่างแรงงานแพลตฟอร์ม

พรรคเพื่อไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และมีความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งมุ่งบริหารจัดการโครงสร้างตลาดแรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งต้องอาศัยแรงงานที่มีศักยภาพและมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ พรรคเพื่อไทยระบุถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ โดยพรรคเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อแรงงานไทยมีรากฐานชีวิตที่มั่นคงแล้ว ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ประเทศไทยมั่งคั่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

พรรคเพื่อไทย