หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง และเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

วันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ประธานบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนชื่อดัง ขานรับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ชี้เป็นสัญญาณบวกดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลกกลับมา ว่า “โอกาสของการเกิดElection Rallyในตลาดหุ้น หลังพรรคน้ำเงินชนะท่วมตั้งรัฐบาล4แพ็ก-อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศชัยชนะที่ท่วมท้นเกินคาดของพรรคภูมิใจไทยว่า จะตั้งรัฐบาล4แพ็ก ที่มีเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ศุภจีจะเป็นรองนายกฯควบรัฐมนตรีพาณิชย์ เอกนิติจะเป็นรองนายกฯควบคลัง และสีหศักดิ์จะเป็นรองนายกฯควบต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทยและต่างประเทศที่มีรัฐบาลซึ่งมีภาพลักษณ์นักบริหารมืออาชีพเข้าบริหารประเทศ ซึ่งตกอยู่ในสถานะที่สื่อต่างประเทศอย่างFinancial Timesนิยามว่ากำลังเป็นคนป่วยแห่งเอเชียในเวลานี้

ดีสุดขั้วกับชั่วสุดขีด-ตลาดหุ้นไทยได้รับการคาดหมายว่าจะปรับตัวขึ้นขานรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปด้วยความราบรื่น พรรคภูมิใจไทยชนะท่วมท้นเกินคาด เหนือพรรคการเมืองสายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน ที่ประกาศพร้อมเป็นฝายค้าน ขณะที่คาดว่านายอนุทินจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น และมีเสถียรภาพ ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากชนชั้นนำไทย และได้แรงหนุนหลังจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่พากันเทคะแนนเสียงให้
การเลือกตั้งในอดีตและผลต่อตลาดหุ้นไทยนั้นแบ่งเป็น2แบบอย่างสุดขั้ว กล่าวคือแบบแรก หากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่น พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล มีเสถียรภาพ และมีทีมงานเศรษฐกิจที่สร้างความเชื่อมั่น ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ ตลาดหุ้นจะทะยานขึ้นหลังเลือกตั้งอย่างแข็งแกร่ง และหลายครั้งขึ้นได้ยาว เช่น การเลือกตั้งปี2531 ที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดัชนีหุ้นไทยขึ้นยาวจากเขต300จุดขึ้นไปสูงสุด1200จุด ,การเลือกตั้ง2535/2 หลังพฤษภาทมิฬ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ หุ้นไทยขึ้นจากเขต600ไปสูงสุด1793จุด,เลือกตั้งปี2544ที่ทักษิณ ชินวิตร ตั้งรัฐบาล ดัชนีหุ้นขึ้นจาก250จุด ขึ้นไปสูงสุดเขต800จุด และการเลือกตั้งปี2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นจากเขต1,000จุด ขึ้นไปสูงสุด1,650จุด

ดร.ณัฐวุฒิ

แต่ในทางตรงกันข้ามหากการเลือกตั้งไม่ราบรื่น หรือได้นายกฯที่ไม่เป็นที่นิยม หรือพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เช่น การคว่ำบาตรเลือกตั้งปี2549 กับปี2557 ส่งผลให้หุ้นตกหนัก ,การเลือกตั้งปี2538ที่ได้นายบรรหารเป็นนายกฯ ไม่เป็นที่นิยมส่งผลให้ดัชนีSETตกหนัก เช่นเดียวกับเลือกตั้งปี2539ได้พลเอกชวลิต ที่ไม่เป็นที่นิยม ส่งผลให้ดัชนีSETหลุดระดับ1,000จุด ลงไปต่ำสุดเขต200จุด หรือเลือกตั้งปี2562 กับปี2566 ที่พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอันดับ1ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ทำให้ขาดแรงสนับสนุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นตกหนักหลังเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาล

Election Rallyขานรับรัฐบาล4แพ็ก-ส่วนการชนะเลือกตั้งท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทยในเที่ยวนี้ เข้าข่ายผลการเลือกตั้งแบบแรกทุกองค์ประกอบคือ ชนะเลือกตั้งท่วมท้น ปราศจากข้อสงสัย การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะราบรื่นมีเสถียรภาพอย่างมาก ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากชนชั้นนำ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญมีทีมงานผู้บริหารมืออาชีพ”4แพ็ก”ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่แวดวงธุรกิจ ส่วนฝ่ายค้านพรรคประชาชนน่าจะใช้วิถีทางรัฐสภาตรวจสอบ มากกว่าการเมืองบนท้องถนนที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพ

ดร.ณัฐวุฒิ

ผมคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวตามโมเดลแบบแรกคือเกิดบรรยากาศPost Election โดยดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปด่านแรกราวๆ1400จุด+/- ด่านถัดไป1500+/- กรณีดีที่สุดไม่น่าเกินกว่าเขต1600จุด+/- หลังจากที่ดัชนีได้ขึ้นมาก่อนแล้วในช่วงนายอนุทินได้รับมติจากพรรคประชาชนให้เป็นรัฐบาลชั่วคราว โดยขึ้นมาจากเขต1,000จุด ล่าสุดปิดอยู่ที่เขต1,350จุด

ตลาดหุ้นไทยในระยะ10ปีที่ผ่านมาอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นโลก และตกต่อเนื่องมา3ปีหลังสุด ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก เนื่องจากปัญหาเสถียรภาพการเมือง แบบที่Financial Timesชี้ว่าเป็นเหตุสำคัญให้ไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย อัตราขยายตัวเศรษฐกิจ หรือGDPอยู่ในกระดับ2.5% หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นเฏณฑ์ที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน ที่เติบโตเฉลี่ย5% ขณะที่ทุนนอกไหลออก

ดร.ณัฐวุฒิ

แต่การชนะเลือกตั้งท่วมท้นเกินคาดของพรรคภูมิใจไทย และจะได้รัฐบาล4แพ็ก ได้จุดความหวังว่าจะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์คนป่วยแห่งเอเชียไปในทางบวก และดัชนีตลาดหุ้นก็อาจจะสะท้อนต่อความหวังดังกล่าว

บทความ By ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น (ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง ) 9 กุมภาพันธ์ 2569″

ดร.ณัฐวุฒิ

หลังจากโพสต์ของ ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวโซเชียลต่างก็พากันเข้ามาคอมเมนต์แสคงคามคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“กำจัด HFT short sell block trade ด้วย ครับท่าน set จะได้ไป 1860”

“บาทจะแข็งขึ้นอีกใช่มั้ยครับ”

“จะตั้งตารอดูGDPปีนี้ว่าจะดีขึ้นอย่างที่โม้ไว้รึป่าวครับ”

“ดัชนีเป้าหมาย 1,600 โดยรวมถือว่าโอเคร นะครับจารย์”

“อาจารย์ครับ 1500 จุด แสดงว่าตัวใหญ่ๆ เช่น scg ptt top aotจะกลับไปที่ๆเคยอยู่ นั่นหมายถึงมันจะเดินไปช้าๆ แล้ว อัตราการเติบโตก็จะขยายตัวตามไป ผมยังนึกไม่ออก อะไรที่ทำให้ ศก ไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้น ครับ”

ดร.ณัฐวุฒิ
ดร.ณัฐวุฒิ
ดร.ณัฐวุฒิ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น

ดับอนาถเพราะปาก! นันทิวัฒน์ ชี้ วาทะเด็ดทำพิษ! ฉุด พรรคประชาชน-เพื่อไทย แพ้เลือกตั้ง

ดับอนาถเพราะปาก! นันทิวัฒน์ ชี้ วาทะเด็ดทำพิษ! ฉุด พรรคประชาชน-เพื่อไทย แพ้เลือกตั้ง

ดับอนาถเพราะปาก! นันทิวัฒน์ ชี้ วาทะเด็ดทำพิษ! ฉุด พรรคประชาชน-เพื่อไทย แพ้เลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.54 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  “เลือกตั้ง​ 69” 

พรรคที่เคยเป็นที่​ 1 มีเสียงเกือบ ​15​ ล้านเสียง​ เลือกตั้ง​กุมภา​ 69 เหลือผู้สนับสนุน​ 9 ​ล้าน เสียงหายไปมากถึง​ 5 ล้าน​ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนที่เคยรักถึงเดินหนี มีอะไรผิดพลาด

วาทะเด็ด มีทหารไว้ทำไม​ ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าชนะ คนที่ไม่เลือกเรา​ มีแต่แก่​ จน​ โง่ ส่งผลแรงถึงขนาดนี้เลยหรือ หรือเกิดความแตกแยกในพรรค อุดมการณ์ประชาธิปไตยแต่ชื่อ ใส้ในเผด็จการตามข่าวที่คนในเล่า

พรรคอันดับสองจากเลือกตั้ง​ 66 คะแนนนิยมสนับสนุนจาก​ 10 ล้าน หายวับเหลือเพียง​ 5 ล้าน จากวาทะ “อังเคิลเอาอะไรจัดการให้” มันแรงถึงใจ

พรรคน้ำเงินพุ่งพรวดมาจากไหน แรงแซงขึ้นเป็นที่หนึ่ง​ มาได้ไง 3 เทคโนแครต​ ซุปจีแรงขนาดนั้น

ขอเวลาวิเคราะห์อีกนิด

อังคณา ฟาดไม่ยั้ง! พรรคคนรุ่นใหม่แตะต้องไม่ได้ พอวิจารณ์ก็โดนถล่ม

อังคณา ฟาดไม่ยั้ง! พรรคคนรุ่นใหม่แตะต้องไม่ได้ พอวิจารณ์ก็โดนถล่ม

อังคณา ฟาดไม่ยั้ง! พรรคคนรุ่นใหม่แตะต้องไม่ได้ พอวิจารณ์ก็โดนถล่ม

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.52 น.

อังคณา ฟาดไม่ยั้ง! พรรคคนรุ่นใหม่แตะต้องไม่ได้ พอวิจารณ์ก็โดนถล่ม แซะคนนั่งใน กมธ.กม. ไม่ทำการบ้าน แค่นั่งฟังคอยยกมือโหวต

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ก่อนเลือกตั้งก็ไม่เคยถ่อมตน ใครวิพากษ์วิจารณ์ไรก็มาถล่มเขาหมด คิดแต่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดเห็นต้องดีกว่า ไม่ฟัง แตะต้องไม่ได้ จนไม่มีใครเขาอยากเตือน หลังเลือกตั้งพอรู้ผลก็ look down ดูถูก คน ตจว ที่ไม่เลือกตัวเองว่าโง่ ไม่เข้าใจระบบการเมืองว่า สส มีหน้าที่เสนอและกลั่นกรองกฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่รับฟังทุกข์สุขชาวบ้าน เอาจริงคนที่นั่งใน กมธ พิจารณากฎหมาย จะรู้ดีว่า มี สส กี่คนบ้างที่รู้จริง หรือทำการบ้าน มีเหตุมีผล และกล้าปกป้อง หรือโต้แย้งคัดค้านถ้อยคำในกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน ที่เห็น ๆ อยู่มีหลายคนแค่เข้าไปนั่งฟังและคอยยกมือโหวตก็มี

อนุทิน กั๊กทำ MOA พรรคร่วม พร้อมส่งสัญญาณฟื้นสะพานเชื่อม เพื่อไทย

อนุทิน กั๊กทำ MOA พรรคร่วม พร้อมส่งสัญญาณฟื้นสะพานเชื่อม เพื่อไทย

อนุทิน กั๊กทำ MOA พรรคร่วม พร้อมส่งสัญญาณฟื้นสะพานเชื่อม เพื่อไทย

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.20 น.

​”อนุทิน” กั๊กทำ MOA พรรคร่วม พร้อมส่งสัญญาณฟื้นสัมพันธ์ “เพื่อไทย” หลังถูกถามปมเผาสะพานเชื่อมสัมพันธ์ไปแล้ว เปรียบสะพานมิตรภาพไทย-ลาวมี 5 แห่ง กำลังจะมีสะพานที่ 6

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจับขั้วรัฐบาลว่า ตรงนี้มีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว เมื่อถามว่ามีพรรคการเมืองโทรศัพท์มาแสดงความยินดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ

เมื่อถามว่า จะดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ เพราะเพื่อไทยบอกว่าไปได้หมดทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ทุกอย่าง อยู่ในความคิด และอยู่ในกระบวนการอย่างไรก็ตามต้องเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคด้วย ซึ่งยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ เมื่อถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะต้องมี MOA หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามว่าดูเหมือนพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยจะเล่นกันแรง อย่างช่วงหลังที่คดีต่างๆมีความคืบหน้า บอกว่าเหมือนเป็นการเผาสะพานมิตรภาพระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย สะพานจะกลับมาเชื่อมกันได้อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว เมื่อถามว่า สิ่งแรกที่ตั้งใจจะทำหลังจากที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์ คิดว่าจะทำอะไร นายอนุทินหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ขอให้ได้เป็นเรียบร้อยก่อน จากนั้นนายอนุทิน เดินขึ้นบันไดตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อไปยังห้องทำงานพร้อมกับทำสัญลักษณ์พลัสโชว์สื่อมวลชน

อนุทิน ขอบคุณประชาชนเลือก ภูมิใจไทย ชนะถล่มทลาย ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่

อนุทิน ขอบคุณประชาชนเลือก ภูมิใจไทย ชนะถล่มทลาย  ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่

อนุทิน ขอบคุณประชาชนเลือก ภูมิใจไทย ชนะถล่มทลาย ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.08 น.

“อนุทิน” ขอบคุณประชาชน ภูมิใจไทยชนะถล่มทลาย เกือบ 200ที่นั่ง ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์ ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่ ขอทำหน้าที่นายกฯ ที่ดีของคนไทย

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว นอกจอ” โดยกล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่มอบความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทย จนคว้าชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เป็นพรรคอันดับ 1 พร้อมย้ำความตั้งใจที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ดีของประชาชนทุกคน พร้อมระบุว่ารู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจอย่างมาก

สำหรับผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยได้ สส.เกือบ 200 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 175 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 นายอนุทิน ยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าวสูงเกินความคาดหมาย เดิมประเมินไว้ว่าจะได้ประมาณ 130–170 ที่นั่งเท่านั้น ส่วนที่เคยกล่าวไว้ในรายการว่าจะได้ถึง 200 ที่นั่งนั้น เป็นการประเมินจากบรรยากาศในสนามเลือกตั้ง ประกอบกับผลโพลและการวิเคราะห์ต่างๆ

นายอนุทินมองว่าผลคะแนนครั้งนี้ “ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์” เพราะสะท้อนถึงความไว้วางใจและความคาดหวังจากประชาชน ซึ่งถือเป็นแรงกดดันและพันธะที่พรรคต้องนำไปสู่การทำงานให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

เมื่อถูกถามถึงคำให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าหากไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 ก็ต้องเป็นที่ 1 ของขั้วรัฐบาล นายอนุทินยอมรับว่าได้เผื่อใจไว้จนถึงช่วง 17.00 น. หลังปิดหีบเลือกตั้ง แม้ไม่คิดว่าจะได้อันดับ 2 แต่ก็มีความหวั่นเกรงและไม่ประมาทคู่แข่ง โดยประเมินศักยภาพของคู่แข่งในระดับสูงมาโดยตลอด ทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นคนมีความรู้ ทำการบ้านหนัก และตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ รวมถึงนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่ตนให้ความนับถือ เพราะไม่เคยใช้วาจาโจมตีหรือกล่าวร้ายผู้อื่น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนติดตามสถานการณ์และการวิเคราะห์จากทุกพรรคอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามกระแสในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา จนที่ปรึกษาใหญ่ถึงกับบอกให้ภรรยายึดโทรศัพท์ไว้ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่ตนยึดหลัก “พหูสูต รู้มากไว้ก่อน” และเชื่อว่าสามารถรับแรงกดดันได้

เมื่อถูกถามว่าที่ปรึกษาใหญ่หมายถึงนายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ นายอนุทินหัวเราะก่อนตอบว่า “ใหญ่ๆ หลายคน” พร้อมชี้แจงกรณีการย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บ้านนายเนวิน และไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยกันว่า เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบแบ่งกลุ่มจังหวัด จึงจำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้าน และทำเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งท้องถิ่น โดยมักจะไปพบปะ พูดคุย และรับประทานอาหารร่วมกันเสมอ ถือเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ที่ไม่ลืมที่มาที่ไป ล้มลุกคลุกคลานและเกื้อกูลกันมา พร้อมกล่าวถึงภาพหยอกล้อในอดีตว่าเป็นความผูกพันฉันพี่น้องที่มีความปรารถนาดีต่อกันมาโดยตลอด

นายอนุทิน ยังย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานทางการเมืองร่วมกับนายเนวิน ว่าจังหวะชีวิตของตนถือว่าดี ไม่เคยมีปัญหากับใคร พร้อมเปรียบเปรยถึงที่มาและเส้นทางชีวิตทางการเมืองของแต่ละคน ที่ล้วนมีทั้งความสำเร็จ ความผิดหวัง และบทเรียน พร้อมย้ำถึงความผูกพันในเชิงครอบครัว มีรสนิยมและวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นคนติดดิน ไม่ยึดพิธีรีตอง และร่วมกันสร้างพรรคภูมิใจไทยให้มีที่ยืนทางการเมืองอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

ส่วนกระแสที่สังคมมองว่านายอนุทินเป็นผู้ออกหน้า ขณะที่นายเนวินอยู่เบื้องหลังนั้น นายอนุทินระบุว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดีว่า ในแต่ละช่วงเวลาใครเหมาะสมกับบทบาทใด พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีการวางแผนล่วงหน้าในการถอนตัวออกจากรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่อย่างใด โดยขอบคุณที่ให้ออกจากรัฐบาลและขอบคุณ MOA พรรคประชาชน

แก้วตา ฟาด ส้ม ต่อ สส.ชายนับ 10 ดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ด้อยค่าผู้หญิงคนเดียว

แก้วตา ฟาด ส้ม ต่อ สส.ชายนับ 10 ดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ด้อยค่าผู้หญิงคนเดียว

แก้วตา ฟาด ส้ม ต่อ สส.ชายนับ 10 ดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ด้อยค่าผู้หญิงคนเดียว

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.06 น.

แก้วตาฟาดต่อ สส. – ผู้ช่วยชายพรรคส้มถูกถ่ายรูปดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ “ด้อม”มาด้อยค่าสส.ผู้หญิงแค่คนเดียว

จากกรณีที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือแก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน โพสต์เฟสบุ๊ก ถึง นายปิยบุตร แสงกนกกุล วิพากษ์วิจารณ์พรรค และประกาศจะ vote no จะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ FC ของพรรคประชาชน นอกจากนี้ยัง FC พรรคประชาชนหรือ “ด้อมส้ม” พากันมาคอมเมนต์ต่อว่า หรือ เอาทัวร์มาลงในโพสต์ดังกล่าว

แก้วตา

ทั้งนี้มีคอมเมนต์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม โดยผู้ติดตามซึ่งเป็นผู้หญิงรายหนึ่ง ว่า “ส.ส.คนไหนที่มีภาพสูบบุหรี่ไฟฟ้าออกสู่สาธารณะคะ” โดย น.ส.ธิษะณา ได้ตอบโต้ทันทีว่า “ในพรรคกว่า 10 คนที่ถูกถ่ายรูปขณะดูดบุหรี่ไฟฟ้านะคะ ถ้าคุณเชียร์พรรคประชาชนแต่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวคุณก็ไม่ควรเลือกไหมคะ”เห็นโปรไฟล์แล้วเชียร์สุดเล่มทิมประตู ในขณะที่มีสอสอผู้ชายกว่า 10 คนถูกถ่ายรูปขณะดูดบุหรี่ไฟฟ้าแต่ด้อยค่าส.ส.ผู้หญิงแค่คนเดียว คุณด้อยค่า เพศสภาพและชาติกำเนิดตัวเองทำไมคะ”, “ผู้ช่วย ส.ส.พรรคส้ม ที่รู้จักมา ดูดบุหรี่ไฟฟ้าเกือบทั้งพรรคค่ะ ด้วยความเคาระนะคะ”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

รอภูมิใจไทยอยู่! เทียบเชิญร่วมรัฐบาล กล้าธรรม ลั่นไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายทางเดียวกัน

รอภูมิใจไทยอยู่! เทียบเชิญร่วมรัฐบาล กล้าธรรม ลั่นไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายทางเดียวกัน

รอภูมิใจไทยอยู่! เทียบเชิญร่วมรัฐบาล กล้าธรรม ลั่นไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายทางเดียวกัน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

กล้าธรรม รอ ภูมิใจไทย เทียบเชิญร่วมรัฐบาล คาดภายในสัปดาห์ ยันไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายไปทางเดียวกัน

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึง ตัวเลขคะแนนเลือกตั้งของพรรคกล้าธรรม ขณะนี้ว่า วิ่งอยู่ที่ 57 ถึง 59 ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการจาก กกต.ส่วนพื้นที่ภาคเหนือที่ตั้งเป้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ ซึ่งคาดว่าจะได้ 10 ที่นั่งในพื้นที่ภาคเหนือกระจายทุกจังหวัดส่วนตัวเลข 57 ที่นั่ง ถือว่าเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ น.อ. อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จากที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค เคยให้สัมภาษณ์ ตัวเลขของเราก็อยู่ที่ประมาณนี้

สำหรับที่กระแสสังคมมองว่าก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมไม่มีกระแส แต่รอบนี้ได้ตามเป้า นั้นตนเห็นว่าพรรคกล้าธรรมเพิ่งจะส่งผู้สมัคร สส. ลงเลือกตั้งครั้งแรก เราไม่เหมือนพรรคเก่าที่เขาทำงานมานาน ที่มีความนิยมของประชาชนในระดับสูง เราเป็นพรรคน้องใหม่ต้องลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง จึงเป็นข้อดีของเราที่ตัวผู้สมัคร สส. และผู้บริหารพรรค ให้ความสำคัญกับการลงไปสัมผัสกับประชาชน เป็นการสื่อสารตรงไปยังประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคกล้าธรรมเสนอนโยบายจะตรงใจประชาชน ซึ่งการทำโพลของสถาบันต่าง ๆ อาจจะไม่ได้เห็นความนิยมในจุดนี้ จึงประเมินให้พรรคกล้าธรรมต่ำกว่าความเป็นจริงไปเยอะ

น.อ. อนุดิษฐ์ บอกอีกว่าในส่วนมีสัญญาณติดต่อเชิญร่วมรัฐบาลหรือไม่ตอนนี้คงต้องรอให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีการสื่อสารมายังผู้บริหารของพรรคกล้าธรรม และคงต้องรอให้ผู้บริหารพรรคมาประชุมกัน เชื่อว่าการร่วมรัฐบาลตรงไปตรงมา พรรคภูมิใจไทยคงประชุมพิจารณากลั่นกรองว่าจะเชิญพรรคใดร่วมรัฐบาล ซึ่งหากมีการเชิญพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลก็จะแจ้งกับสื่อมวลชนอีกครั้งหากเข้าร่วมรัฐบาลจะดูแลกระเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ นั้นต้องบอกว่า เราประกาศไปตอนหาเสียงแล้วว่า ความวุ่นวายของประเทศ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราขอก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้น หากมีพรรคใดที่พร้อมทำประโยชน์ให้ประชาชนเราก็ไม่ปฏิเสธ ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม คงจะไปในทิศทางเดียวกันและเราไม่เคยมีเงื่อนไข ตราบใดที่พรรคการเมืองนั้น แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าทำประโยชน์ให้ประชาชน

เมื่อประชาชนชี้ชะตาพรรคส้ม ‘ความจริง’ ที่ไม่อาจด้อยค่า

เมื่อประชาชนชี้ชะตาพรรคส้ม 'ความจริง' ที่ไม่อาจด้อยค่า

เมื่อประชาชนชี้ชะตาพรรคส้ม ‘ความจริง’ ที่ไม่อาจด้อยค่า

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.53 น.

ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ยังรอการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ตัวเลขที่นับได้ชัดเจนแล้ว พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง ได้ สส. รวม 194 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส. เขต 175 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ตัวเลขเหล่านี้มาจากคะแนนในคูหาทั่วประเทศ เป็นผลจากการตัดสินใจของประชาชนโดยตรง

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ภาพที่คนจำนวนมากเห็นกลับไม่ใช่ภาพผลรวมทั้งประเทศ พรรคที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องคือ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม โพลหลายสำนักจัดให้อยู่ลำดับหนึ่ง ความคาดหวังถูกย้ำซ้ำจนกลายเป็นภาพจำว่าพรรคนี้กำลังนำอยู่

ช่วงโค้งสุดท้าย ความเชื่อเริ่มขยับออกจากตัวเลขที่จับต้องได้ มีการตั้งเป้า 200 ที่นั่ง และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่าคะแนนจะออกมาตามที่คาดไว้

กรุงเทพมหานครกลายเป็นพื้นที่ที่ตอกย้ำความเชื่อนั้น พรรคส้มกวาดครบ 33 เขต มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 ที่ได้ 32 เขต ชัยชนะในเมืองหลวงถูกนำมาใช้แทนภาพทั้งประเทศ และทำให้ความเชื่อว่าคะแนนจะเดินตามถูกตอกย้ำยิ่งขึ้น

ภาษาที่ใช้กับคนคิดต่างเริ่มรุนแรงขึ้น คนที่บอกว่าจะไม่เลือกพรรคส้มถูกเรียกตรง ๆ ว่า แก่ จน โง่ ไม่ใช่คำหลุด ไม่ใช่คำล้อเล่น แต่เป็นภาษาที่ใช้จริงก่อนวันเลือกตั้ง และถูกใช้ซ้ำด้วยความเชื่อว่าตัวเองอยู่ข้างที่ถูกต้อง

การดูถูกแบบนี้เกิดก่อนเปิดหีบ ใครเลือกต่างถูกตัดสินทันทีโดยไม่ต้องฟังเหตุผล บรรยากาศการเมืองช่วงนั้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ความคิดอื่นอยู่ร่วม

เมื่อเปิดหีบเลือกตั้ง ผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามความเชื่อที่ถูกสร้างไว้ คะแนนรวมของพรรคส้ม ลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 อย่างชัดเจน ระบบเขตที่เคยได้ 112 ที่นั่ง ครั้งนี้ทำไม่ได้ใกล้เคียงเดิม ตัวเลขบอกชัดว่าฐานเสียงหายไปจำนวนมาก

ภาพที่ชัดที่สุดอยู่ที่คะแนนบัญชีรายชื่อ ปี 2566 พรรคส้มได้กว่า 14 ล้านเสียง ปี 2569 เหลือประมาณ 9 ล้านเสียง เสียงหายไปเกือบ 5 ล้านเสียง นี่คือการถอยหลังในระดับประเทศ

จากพรรคที่เคยถูกยกให้เป็นคำตอบของอนาคต กลายเป็นพรรคที่ได้คะแนนน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน ทั้งที่ใช้ถ้อยคำการเมืองหนักกว่าเดิม คำว่าเปลี่ยน รื้อ ปฏิรูป ถูกพูดถี่ แต่คะแนนไม่ขยับตาม

ช่องว่างระหว่างคำพูดกับตัวเลขตรงนี้คือจุดสำคัญ ความเชื่อว่าคำใหญ่จะพาประเทศไปข้างหน้า ไม่ได้แปลเป็นคะแนน หากผู้เลือกไม่รู้สึกว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเขา

หลังผลออกมา ภาษาอีกชุดหนึ่งก็ปรากฏ คราวนี้ไม่ใช้คำว่า แก่ จน โง่ แต่เปลี่ยนเป็น ถูกซื้อ รับเงิน กาเพราะอุปถัมภ์ คำเหล่านี้ถูกใช้หลังเลือกตั้ง เพื่ออธิบายว่าทำไมผลไม่เป็นอย่างที่เชื่อไว้

คำกล่าวหาแบบนี้ไม่ได้หยุดแค่พรรคคู่แข่ง แต่มันโยนความผิดไปที่ประชาชนโดยตรง ทำให้เสียงที่ไม่เลือกพรรคส้มถูกตั้งคำถามเรื่องความบริสุทธิ์ และถูกตีความว่าเป็นเสียง “เทา”

กรณีที่เห็นชัดคือ พรรคกล้าธรรม พรรคนี้แทบไม่อยู่ในโพล และไม่ถูกพูดถึงในพื้นที่สื่อหลัก แต่ผลการเลือกตั้งได้ สส. เขต 57 ที่นั่ง และ สส. บัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง รวม 59 ที่นั่ง

พอผลออกมา การพูดถึงตัวเลขแทบหายไป สิ่งที่ดังขึ้นแทนคือคำอย่าง เงินเยอะ ระบบอุปถัมภ์ และซื้อเสียง คำพวกนี้ถูกหยิบมาใช้ทันที

วิธีพูดแบบนี้ไม่ได้หยุดที่พรรค แต่มันลากไปถึงคนเลือก เหมือนกำลังบอกว่าการตัดสินใจของคนเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลของตัวเอง

การเลือกตั้งไม่มีการแบ่งเกรดเสียง บัตรหนึ่งใบมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่ว่าผู้เลือกจะอยู่จังหวัดไหน หรือเลือกพรรคใด การทำให้คะแนนของบางกลุ่มกลายเป็นคะแนนต้องสงสัย คือการบั่นทอนหลักการเลือกตั้งโดยตรง

ก่อนเลือกตั้ง คนที่ไม่เลือกพรรคส้มถูกด่าว่า แก่ จน โง่ หลังเลือกตั้ง คนกลุ่มเดียวกันถูกกล่าวหาว่าถูกซื้อหรือถูกครอบงำ รูปแบบต่างกัน แต่สารเดียวกัน คือการไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน

ปัญหาจึงไม่ใช่พรรคกล้าธรรมได้กี่ที่นั่ง แต่คือทัศนคติที่ปล่อยให้ความเชื่อของตัวเองนำหน้าคะแนนจากคูหาจริง

บทเรียนของพรรคส้มในครั้งนี้อยู่ที่ ความเชื่อ ความเชื่อที่ถูกยกสูงกว่าฐานเสียงจริง ความเชื่อที่ใช้ชัยชนะในกรุงเทพแทนประเทศ และความเชื่อที่คิดว่าคำพูดใหญ่จะเพียงพอโดยไม่ต้องฟังความลังเลของผู้เลือก

ตัวเลขที่หายไปหลายล้านเสียงคือคำตอบว่าความเชื่อกับความจริงไม่ตรงกัน การเมืองที่พูดกับกองเชียร์ดังมาก แต่อธิบายกับคนที่ยังไม่เชื่อได้น้อย ยากจะขยายฐานได้

การเมืองที่เริ่มจากการดูถูกคนคิดต่าง ยากจะได้เสียงจากคนทั้งประเทศ และการเมืองที่แพ้แล้วโทษประชาชน ก็ยากจะกลับมาเข้าใจสนามเลือกตั้งจริง

การเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครฉลาดหรือโง่ แต่ยืนยันชัดว่า ความเชื่อที่เดินนำคะแนนจริง พังลงแล้ว ทั้งคำพูด ความเชื่อ และภาพที่สร้างไว้ล่วงหน้า.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

จ๋าย สำนึกผิด ขอโทษ ไผ่ ลิกค์ ปมแซวสีเขียว ยันไร้โกรธเคือง พร้อมแก้ไข

จ๋าย สำนึกผิด ขอโทษ ไผ่ ลิกค์ ปมแซวสีเขียว ยันไร้โกรธเคือง พร้อมแก้ไข

จ๋าย สำนึกผิด ขอโทษ ไผ่ ลิกค์ ปมแซวสีเขียว ยันไร้โกรธเคือง พร้อมแก้ไข

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับผลการเลือกตั้ง เมื่อนักการเมืองดังและศิลปินขวัญใจวัยรุ่นเกิดการโต้ตอบกันผ่านเฟซบุ๊ก ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์สนั่นเมือง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งและเริ่มมีการรายงานผลคะแนน อิทกรน พึ่งเกียรติรัศมี หรือ จ๋าย ไททศมิตร นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า: “จบไงไม่รู้แหละ จังหวัดไหนสีเขียวกูแซวแน่ “

จ๋าย ไททศมิตร

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม และอดีต ส.ส.กำแพงเพชร ได้แคปข้อความดังกล่าวมาโพสต์ถามกลับผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาว่า “จังหวัดไหนเป็นเขียวมันเป็นไงครับ Itkron Pungkiatrussamee ไม่ดีจะได้ปรับปรุงครับ”

ไผ่ ลิกค์

หลังจากโพสต์ของ ไผ่ ลิกค์ เผยแพร่ออกไป จ๋าย ไททศมิตร ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับใต้โพสต์ดังกล่าวทันทีเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรงว่า “ขอโทษพี่ไผ่ครับ สำนึกละครับ จะไม่ทำอีก”

ซึ่งทางด้าน ไผ่ ลิกค์ ก็ได้แสดงสปิริตตอบกลับอย่างเอ็นดูรุ่นน้องว่า “ไม่มีอะไรน้องพี่อยากแก้ไขครับ”, “รับฟังครับ น้องร้องเพลงเพราะดี” พร้อมแท็กชื่อเฟซบุ๊กของจ๋ายอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีความโกรธเคืองต่อกัน

ไผ่ ลิกค์

ไม่นานนักชาวโซเชียลต่างแตกก็ออกมาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์หลายมุมมองที่มีทั้งขำขันและจริงจัง เช่น

“สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ กินอิ่มจนอุดมสมบูรณ์”

“ปรับทุกอย่างเลยค่ะ ถ้าไม่ได้ก็ให้คนอื่นเขามาปรับนะคะ อย่าดักดาน”

“พี่ไผ่น่ารักอะ 5555”

“ไอแดงมันเป็นนักสู้ ไอเขียวมันเป็นนักวิ่ง”

“ขายทุกอย่างที่ขายได้ เพราะอะไรถึงเป็นเขียวครับ ไผ่ ลิกค์ แท็กที”

ไผ่ ลิกค์
ไผ่ ลิกค์
จ๋าย ไททศมิตร
ไผ่ ลิกค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Itkron Pungkiatrussamee, เฟซบุ๊ก ไผ่ ลิกค์

เจี๊ยบ พิสุทธิ์ รายงานตัวเป็นสว.ป้ายแดง ส่งผลให้มี สว. รวม 199 คน

เจี๊ยบ พิสุทธิ์ รายงานตัวเป็นสว.ป้ายแดง ส่งผลให้มี สว. รวม 199 คน

เจี๊ยบ พิสุทธิ์ รายงานตัวเป็นสว.ป้ายแดง ส่งผลให้มี สว. รวม 199 คน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.09 ที่รัฐสภา นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แทนนายวิเชียร ชัยสถาพร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 16 ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา ภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของ เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยมีนายรุ่งธรรม เปรมมางกูร รองเลขาธิการวุฒิสภา ให้การต้อนรับพร้อมชี้แจงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ขณะนี้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนทั้งสิ้น 199 คน