อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วมบอร์ดภัยพิบัติ

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วมบอร์ดภัยพิบัติ

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วมบอร์ดภัยพิบัติ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วม บอร์ดภัยพิบัติ ซัดส่อเซาะกร่อนฯ ซ้ำรอย ก้าวไกล

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรค การเมือง เพื่อขอให้ดำเนินการสืบสวนไต่สวนเป็นการเร่งด่วน กรณีมีผู้โพสต์ข้อความส่อไปในทางผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และวรรคสอง

โดยนายนพรุจ เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องมาร้องเรียนในวันนี้เนื่องจากตนได้เห็นข้อความที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล โดยเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี ภายหลังเข้าร่วมประชุมการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ (บอร์ดภัยพิบัติ) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตนเห็นว่าผู้ที่ออกมาโพสต์และให้สัมภาษณ์ตอกย้ำเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนซ้ำ ๆ คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งมีข้อความเชิงประจักษ์ชัดเจนตามสื่อต่าง ๆ เช่นคำว่า “โหนฟ้าลงต่ำ (เท้งติงรัฐบาลอนุทิน)” หรือ “อย่าโหนฟ้ามาต่ำ..” พร้อมทั้งมีการนำภาพองคมนตรีทั้ง 9 คนมาประกอบ

นายนพรุจ ระบุอีกว่า นายณัฐพงษ์ มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาชน การออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นมติของพรรค หรือได้รับความเห็นชอบโดยรวมจากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน

“ดังนั้นผมจึงได้นำบทความและข้อความที่ได้นำมาแนบเป็นหลักฐานยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองในวันนี้ หากพบว่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หมวด 3 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ก็ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องยุบพรรคประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด โดยขอให้นายทะเบียนนำคำพิพากษายุบพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้มาพิจารณาเทียบเคียงด้วยว่า กรณีของพรรคประชาชนนี้ส่อเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ หรือไม่ ซึ่งหากผลการดำเนินงานพบว่าเข้าข่าย ก็ต้องเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรค” นายนพรุจ กล่า

นอกจากนี้ นายนพรุจ ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า นายณัฐพงษ์ เป็น 1 ใน 44 อดีต สส. ของพรรคก้าวไกล ที่อยู่ระหว่างการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงอยากให้ กกต. ตรวจสอบว่า พฤติกรรมในครั้งนี้เข้าข่ายเป็นลักษณะที่ซ้ำซากหรือไม่

นายนพรุจ กล่าวย้ำว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองควรใช้อำนาจตามกฎหมาย เร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาชนโดยเร็ว เพื่อปกป้องความมั่นคงของสถาบันและรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศต่อไป

สนธิญา บุก ปอท. ร้องสอบ ปิยบุตร ปมโพสต์ยกเลิกองคมนตรี จี้ เอาผิด ม.108-112

สนธิญา บุก ปอท. ร้องสอบ ปิยบุตร ปมโพสต์ยกเลิกองคมนตรี จี้ เอาผิด ม.108-112

สนธิญา บุก ปอท. ร้องสอบ ปิยบุตร ปมโพสต์ยกเลิกองคมนตรี จี้ เอาผิด ม.108-112

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

”สนธิญา“ เข้ายื่นหนังสือร้อง ปอท. ให้ตรวจสอบ “ปิยบุตร” โพสต์เกี่ยวข้องการยกเลิกคณะองคมนตรี มองเข้าข่ายความผิด ม. 108-112 

วันที่  25 พ.ค.69 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือ ร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีแอพโพสต์ข้อความของ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า และนักวิชาการอิสระ โดยระบุว่ามีการนำข้อความเก่ามาเผยแพร่ซ้ำในระบบออนไลน์ เกี่ยวกับการยกเลิกองคมนตรี ซึ่งตนมองว่าเข้าข่ายไม่ยอมรับอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์

สนธิญา สวัสดี

นายสนธิญา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยยื่นคัดค้านการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ปี 2561 เนื่องจากเห็นว่า ดร.ปิยบุตร มีแนวคิดแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมองว่ามีแนวทางสืบเนื่องมาจนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน พร้อมอ้างถึงกรณีที่ สส.พรรคประชาชน 44 คน ถูกศาลฎีการับเรื่องไว้พิจารณา

สำหรับประเด็นที่นำมาร้องเรียนครั้งนี้ นายสนธิญา ระบุว่า เป็นการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับคณะองคมนตรี 2 ประเด็น คือ การเสนอว่ายกเลิกองคมนตรีเพื่อประหยัดงบประมาณ และการตั้งข้อสังเกตว่าหน้าที่ขององคมนตรีอาจทับซ้อนกับคณะรัฐมนตรี 

นายสนธิญา กล่าวว่า ประเด็นที่มีการเสนอให้ยกเลิกองคมนตรี โดยอ้างว่าเป็นการประหยัดงบประมาณ ทั้งที่การแต่งตั้งองคมนตรีเป็นพระราชอัธยาศัยนั้น อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 108 จึงเข้าร้องเรียนให้ตำรวจตรวจสอบว่าการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่

นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบในประเด็นความผิดตามมาตรา 112 ด้วย โดยมองว่าการเสนอให้ยกเลิกองคมนตรี ซึ่งมาจากพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ เท่ากับเป็นการไม่ยอมรับอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงต้องการให้ตำรวจพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย

สนธิญา สวัสดี

และองคมนตรีเป็นองค์กรที่มีตามรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทตามพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จึงไม่ใช่การเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง พร้อมยืนยันว่าหน้าที่ขององคมนตรีแตกต่างจากคณะรัฐมนตรี 

นายสนธิญา ยังระบุถึงประเด็นที่มาของเรื่องนี้ว่าจากกรณี ที่มีองคมนตรีจำนวน 9 ท่าน เข้าติดตามผลประชุมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่องนี้นายสนธิญา ระบุว่า เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 โดยมองว่าการเข้าร่วมดังกล่าวเป็นการติดตามและให้คำแนะนำเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมือง

นายสนธิญา ยังระบุว่า คณะองคมนตรีมีบทบาทติดตามโครงการตามพระราชดำริหลายด้าน เช่นโครงการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมมองว่าการเสนอให้ยกเลิกองคมนตรี ของดร.ปิยบุตรนั้นอาจเข้าข่ายขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำอันอาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ นายสนธิญา ยังเปิดเผยว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมนี้ จะเดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม กรณีของ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์ รักชนก” ในความผิดตามมาตรา 112 และเตรียมนำเอกสารไปยื่นต่อศาลอุทธรณ์ด้วย

สนธิญา สวัสดี

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้ดำเนินการตรวจสอบพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สนธิญา สวัสดี

กวาดล้างจริงก่อนฝ่ายค้านแถลง รัฐบาลสวนกลับ ครม.เงา ปม จีนเทา – นอมินี

กวาดล้างจริงก่อนฝ่ายค้านแถลง รัฐบาลสวนกลับ ครม.เงา ปม จีนเทา - นอมินี

กวาดล้างจริงก่อนฝ่ายค้านแถลง รัฐบาลสวนกลับ ครม.เงา ปม จีนเทา – นอมินี

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

รองโฆษกรัฐบาลโต้ “ครม.เงา” ปมจีนเทา–นอมินี ย้ำรัฐบาลเดินหน้ากวาดล้างจริงก่อนฝ่ายค้านแถลง ชี้ข้อมูลอาชญากรรมไม่ควรเป็นเครื่องมือทางการเมือง

วันที่ 25 พ.ค. 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ นายปิยรัฐ จงเทพ ในนาม “ครม.เงา” พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มจีนเทา และเครือข่ายนอมินี ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้านความมั่นคงด้วยความจริงจัง แต่ในหลายประเด็นอาจยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงและมาตรการเชิงรุกที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วก่อนการแถลงของฝ่ายค้าน 

รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่เคยปล่อยปละละเลยปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แต่กลับเป็นรัฐบาลที่ยกระดับการกวาดล้างอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทั้งเครือข่ายจีนเทา ขบวนการนอมินี การสวมสิทธิ์ และกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างชาติในหลายพื้นที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลนี้ไม่เคยซุกปัญหาไว้ใต้พรม ตรงกันข้าม หลายคดีที่สังคมรับรู้วันนี้เกิดจากการที่รัฐบาลยกระดับการตรวจสอบและขยายผลอย่างเข้มข้น จนเครือข่ายผิดกฎหมายไม่มีพื้นที่ยืน

นางสาวลลิดา กล่าวว่าในกรณีคดีนายซุน หมิงเฉิน ที่จังหวัดชลบุรี นั้น เรื่องนี้ แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากอุบัติเหตุรถคว่ำ แต่รัฐบาลไม่ได้หยุดเพียงคดีจราจร นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขยายผลเชิงลึกทันที จนนำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมรวม 11 ราย ทั้งพลเรือนและอดีตนายทหารเรือ พร้อมตรวจสอบเส้นทางอาวุธสงคราม การถือครองบัตรสีชมพู และขบวนการนอมินีทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ในกรณีตำรวจอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีนที่จังหวัดสระแก้ว รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า รัฐบาลดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยตำรวจทั้ง 4 นายที่เกี่ยวข้องถูกสั่งให้ออกจากราชการทันที พร้อมดำเนินคดีอาญาอย่างเต็มที่ ไม่มีการปกป้องหรือช่วยเหลือกันภายในองค์กร

“นิ้วไหนร้ายต้องตัดทิ้ง รัฐบาลไม่มีนโยบายปกป้องคนผิด การดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาในกรณีนี้ สะท้อนว่าระบบตรวจสอบภายในยังทำงานได้ และรัฐบาลพร้อมจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องการใช้มูลนิธิ โรงเรียน หรือการถือหุ้นนอมินีเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศ การตั้งคณะกรรมการทบทวนระบบวีซ่าทั้งระบบ รวมถึงการสั่งการให้กรมที่ดินตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเส้นทางการเงินของนิติบุคคลต้องสงสัยทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ กรมที่ดินยังได้ประสานการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อขยายผลตรวจสอบเครือข่ายนอมินีอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศรายงานผลการตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัยอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน 

จีนเทา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า หากฝ่ายค้านมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนอมินีหรือเครือข่ายอาชญากรรมจริง รัฐบาลขอให้ส่งมอบข้อมูลดังกล่าวแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ DSI หรือ ปปง. โดยตรง เพื่อให้เกิดการดำเนินคดีอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มากกว่าการนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อก่อนจนเสี่ยงต่อการทำลายพยานหลักฐานหรือเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดหลบหนี ซึ่งข้อมูลอาชญากรรมไม่ควรเป็นเครื่องมือทางการเมือง หากมีหลักฐานจริง รัฐบาลพร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดทันที

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ปัญหานอมินีต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์และการสวมสิทธิ์ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานหลายสิบปี แต่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลแรกที่ยกระดับการตรวจสอบไปถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเส้นทางการเงินอย่างจริงจังทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงการตรวจเอกสารตามรูปแบบ การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน และรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ แต่การสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อภาพรวมของประเทศและการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมายาวนาน แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกเผชิญหน้าและกวาดล้างอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาฝังรากลึกต่อไป รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และไม่ยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด

ปธ.วิปรัฐบาล เผยไร้ปัญหาถกญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน แต่ควรรอ ศาล รธน. ชี้ขาด

ปธ.วิปรัฐบาล เผยไร้ปัญหาถกญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน แต่ควรรอ ศาล รธน. ชี้ขาด

ปธ.วิปรัฐบาล เผยไร้ปัญหาถกญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน แต่ควรรอ ศาล รธน. ชี้ขาด

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ประชุมรวด 3 วัน! ปธ.วิปรัฐบาล เผยสัปดาห์นี้สภาฯ ถกวาระ แลนด์บริดจ์ ไร้ปัญหาเลื่อนถกญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ควรรอ ศาล รธน. ชี้ขาด

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมสภาฯ สัปดาห์นี้ ที่กำหนดการพิจารณา 3 วัน คือ 27-29 พ.ค. ว่า เป็นวาระพิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐสภายืนยันตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอต่อสภาฯ วาระรับทราบรายงาน รวมถึงญัตติด่วน ของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์)  ทั้งนี้ ในญัตติดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้อภิปรายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเพิ่มวันประชุมสภาฯ ในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.นี้ด้วย

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ต่อการพิจารณาเลื่อนญัตติของพรรคประชาชนที่เสนอให้สภาฯ ตั้งกมธ.วิสามัญติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าวตนมองว่าควรรอ ไว้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในคำร้องที่พรรคฝ่ายค้านยื่นให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ก่อน อย่างไรก็ดีการพิจารณาญัตติดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหาใด

เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

3 กูรูด้านขยะ เสนอการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติจต้องเร่งขับเคลื่อนเรื่องขยะให้ครอบคลุมถึงการคัดแยก ผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน กำหนดแนวคิดขยะเป็นโอกาสสร้างงาน ด้านการสร้างแรงจูงใจหนุนการใช้กลไกเครดิตทางสังคม เพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืนๆ และจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานกรุงเทพฟ้าใหม่ FORUM ครั้งที่ 5 ในหัวเรื่อง “The Last Landfill” นับถอยหลังขยะฝังกลบ สู่อนาคตกรุงเทพฯ สีเขียว เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนผ่านมุมมองที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการต้นทาง การใช้ข้อมูลขับเคลื่อนพฤติกรรม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีกำจัดขยะปลายทาง โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งมีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ร่วมวงเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ นายชนัมภ์ ชวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รีไซเคิลเดย์ จำกัด รศ.ดร. ตระการ ประภัสพงษา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และ 3.นายสุธีร์ ฉุยฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี อินเวนชั่น เทคโนโลยี จำกัด ดำเนินรายการโดยนายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

3 กูรูด้านขยะ

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมงานเสวนาด้วย ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และว่ามี่ผู้สมัคร สก. พรรค 

ทั้งนี้ในด้านการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติ รศ.ดร. ตระการ ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นและขยะเป็นวาระที่ยังคงอยู่มาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันขยะร้อยละ 77 จะได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องมุ่งเน้นการลดการใช้และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าลดขยะพลาสติกให้ได้ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 ผ่านการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง 

3 กูรูด้านขยะ

นอกจากนี้ การจัดการขยะอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มจากการบริโภคให้พอดีและไม่เหลือทิ้ง เพื่อนำเศษอาหารไปแปรรูปเป็นพลังงาน การขับเคลื่อนเรื่องนี้ยังครอบคลุมไปถึงการคัดแยกขยะแบบ 4+1 การกำหนดกติการ่วมกันในระดับท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าขยะไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสในการสร้างงาน

ส่วนในมุมมองของการสร้างแรงจูงใจและการปรับพฤติกรรมเมือง นายชนันท์ ได้เสนอแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการขยะแบบ analog สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven City) โดยมองว่าขยะไม่ใช่ของสกปรก แต่เป็นข้อมูลที่บ่งบอกพฤติกรรมของเมือง การแก้ปัญหาจึงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรผ่านแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บขยะต้นทาง กระบวนการจัดการกลางทาง ไปจนถึงการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ที่ปลายทาง 

3 กูรูด้านขยะ

“กุญแจสำคัญคือหากเราสามารถลดขยะอาหารลงได้ร้อยละ 30 การจัดการขยะประเภทอื่นจะง่ายขึ้นทันที” นายชนันท์ กล่าว

นอกจากนี้ การใช้กลไกอย่างระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืน

3 กูรูด้านขยะ

สำหรับการจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี นายสุรีย์ ได้เน้นย้ำว่าในบริบทที่ประเทศเรายังไม่มีระบบคัดแยกขยะที่สมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker Gate เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ (Air Pollution Control) แบบครบวงจรเพื่อฟอกสารพิษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนรอบข้าง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะยังสามารถนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและดูแลการบำรุงรักษาได้ ทิศทางในอนาคตจึงต้องปรับโครงสร้างและเปลี่ยนมุมมองว่าการกำจัดขยะคือบริการสาธารณะ ควบคู่ไปกับการแก้ระเบียบการประมูลให้แข่งขันกันที่ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการนำร่องสามารถบูรณาการร่วมกับพื้นที่และลดภาระของเมืองได้อย่างแท้จริง

3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ
3 กูรูด้านขยะ

ประธานสภาฯ ยันเป็นกลาง ปัดอุ้ม รัฐบาล ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ประธานสภาฯ ยันเป็นกลาง ปัดอุ้ม รัฐบาล ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ประธานสภาฯ ยันเป็นกลาง ปัดอุ้ม รัฐบาล ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ประธานสภาฯ ยันเป็นกลาง ปัดอุ้ม รัฐบาล กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แจงพิจารณาญัตติด่วนหรือไม่ ทำตามขั้นตอน ชี้หากวิปสองฝ่ายตกลงกันได้ เลื่อนญัตติได้ทันที 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ที่ จ.บุรีรัมย์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านขอให้วางตัวเป็นกลาง ในการให้ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบรัฐบาลถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้ตนส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตามอำนาจหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าไม่มีการอุ้มรัฐบาลตามที่มีการระบุ และที่ตนเคยพูดถึงเรื่องเสนอญัตติด่วนขอตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้งบดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปพูดเช่นนั้น เพราะการเสนอญัตติเข้าสู่สภา จะมีคณะกรรมการ ที่มีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธาน  ส่วนจะพิจารณาว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่นั้น ตนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวและได้ชี้แจงไปตามที่คณะกรรมการพิจารณาได้แจ้งมาว่าไม่ใช่ญัตติด่วน และเป็นการตัดสินใจตามขั้นตอน

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การทำงานในสภา ประธานมีหน้าที่แสวงหาความร่วมมือทั้งฝ่านค้านและรัฐบาล ดังนั้นการทำงานให้ได้ผลอย่างแท้จริง วิปทั้งสองฝ่ายต้องไปเจรจากัน เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรก็แจ้งมายังประธาน ว่าเป็นการเห็นพ้องต้องกันระหว่าง ฝ่ายบริหารกับฝ่ายค้าน แต่เมื่อไม่ได้ทำเช่นนั้น ประธานต้องให้คณะกรรมการที่สภามีอยู่ วินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วนหรือไม่ เมื่อสรุปว่าเป็นญัตติทั่วไป ก็ต้องบรรจุเป็นญัตติทั่วไป แต่ทั้งนี้ถึงแม้จะบรรจุเป็นญัตติทั่วไปแล้ว หากมีการเจรจากันได้ ก็สามารถเลื่อนญัตติมาได้ และเชื่อว่าสมาชิกจะเข้าใจกระบวนการทำงาน

“ผมอยากสื่อสารให้ทราบว่ากระบวนการทำงานของสภา เป็นการประสานงานตามบทบาทหน้าที่และกฎหมายที่บัญญัติไว้ ประธานมีหน้าที่อะไร ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีบทบาทหน้าที่อะไร ก็ทำไปตามนั้น แต่ผมก็เข้าใจว่า ทุกฝ่ายอยากเห็นการทำงาน ในหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่มีประธานคนไหนที่อยากให้การประชุมสภาฯ เกิดความวุ่นวาย มีแต่อยากให้ราบรื่น ฉะนั้นถ้าจะให้ราบรื่นจริง วิปทั้งสองฝ่ายต้องคุยกัน ถ้าทุกฝ่ายทำได้แบบนี้ งานก็จะเดินได้ ไม่ต้องมาพูดให้ประชาชนสับสน งานการเมือง ถ้าเราอยากทำให้ได้ผล ต้องแสวงไปที่ผล ถ้าเป้าหมายเป็นภาพ ก็จะได้เป็นภาพ แต่ผมก็เข้าใจนักการเมือง ดังนั้น ต้องได้ทั้งภาพและผลด้วย ถึงจะเกิดประโยชน์กับประชาชน“ นายโสภณ กล่าว

ทหารเขมรป่วนชายแดน! ยิงปืน 9 นัดกลางดึก ไทยเตือนหยุดยั่วยุ รักษาสันติวิธี

ทหารเขมรป่วนชายแดน! ยิงปืน 9 นัดกลางดึก ไทยเตือนหยุดยั่วยุ รักษาสันติวิธี

ทหารเขมรป่วนชายแดน! ยิงปืน 9 นัดกลางดึก ไทยเตือนหยุดยั่วยุ รักษาสันติวิธี

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ทหารเขมรป่วนชายแดน! ยิงปืน 9 นัดกลางดึก ไทยเตือนหยุดยั่วยุ รักษาสันติวิธี ชี้เสี่ยงเข้าใจผิด

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ ( 24 พ.ค.) กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจาก กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) กำลังพลในฐานปฏิบัติการห้วยตามาเรีย ได้ตรวจพบการใช้อาวุธปืนของทหารกัมพูชาในพื้นที่ห้วยตามาเรีย โดยมีรายละเอียดดังนี้

เวลา 19.59 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว จำนวน 4 นัด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย ห่างจากแนววางกำลังไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร พิกัด VA641923

เวลา 20.10 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว จำนวน 5 นัด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย ห่างจากแนววางกำลังไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร พิกัด VA641931

ทั้งนี้ การใช้อาวุธในห้วงเวลาดังกล่าวและภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว ถือเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม อาจเข้าข่ายการยั่วยุ และเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสงบเรียบร้อย และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายได้

ฝ่ายไทยขอแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด พร้อมยึดมั่นในกลไกการประสานงาน และแนวทางสันติวิธี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณแนวชายแดนต่อไป

จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก ‘มัลลิกา’ ยันทีมงานพร้อม – เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน

จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก 'มัลลิกา' ยันทีมงานพร้อม - เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน

จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก ‘มัลลิกา’ ยันทีมงานพร้อม – เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระ ทั้งที่ไม่มีพรรคการเมืองสนับสนุนและมีคะแนนเป็นรอง ว่า ตนเชื่อมั่นในตัวเองและในเสียงของพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าความทุกข์และความลำบากในเมืองของตนไม่ได้น้อยไปกว่าประชาชนที่ทุกคนที่มองเห็นว่าปัญหายังค้างคา ยังมีอยู่ ดังนั้นหากจะหาคนตัดสินใจปัญหาอย่างทันท่วงทีเราน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าเรามีความพร้อม มีความเสียสละ ขณะเดียวกันเรามีเวลา ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าตนจะสามารถ setup ทุกอย่างเพื่ออนาคตที่ดีได้

ย้ำจุดขาย “เลือกผู้นำ” พร้อมทีมงานเบื้องหลังที่โปร่งใส

เมื่อถามว่านอกจากในตัวของผู้สมัครแล้วส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชาวกทม.ตัดสินใจเลือกก็คือทีมงาน แต่นางมัลลิกาไม่มีทีมจะเอาอะไรมาเป็นจุดขายในการหาเสียง นางมัลลิกา กล่าวว่า เรื่องทีมงานวันนี้เราเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯยังไม่ได้เลือกทีมงาน แต่ประชาชนกำลังจะต้องเลือกผู้นำ วันนี้ขอเสนอตัวผู้นำคือ ดร.มัลลิกา ซึ่งไม่ได้มาคนเดียวแน่ๆเพราะมีหุ้นส่วนตามนโยบายทั้งหมด วันนี้ทีมทั้งหมดเตรียมพร้อมแล้วมีการประชุมกันอย่างต่อเนื่องในบทบาทของผู้นำ ซึ่งวันนี้เป็นเปิดตัวผู้นำที่จะไปสู้กับผู้นำอื่นที่อยู่ในสนามเช่นเดียวกัน และผู้นำที่ตัดสินใจได้ว่องไว ได้ผู้นำที่มั่นใจได้ว่าหน้าตาแบบนี้จะไม่มีการกินสินบาทคาบสินบน เราก็จะสามารถสร้างเมืองที่เห็นทองคำอยู่รำไร สร้างเมืองให้สว่างไสว สร้างเมืองและจุดประกายเพื่อให้คนทั่วโลกมาที่กรุงเทพฯ

เตรียมฟื้น “สข.” คืนผู้แทนให้คนแต่ละเขต

ส่วนแนวทางการหาเสียงนอกจากจะมีจุดขายที่ตนเองแล้ว จะมีทีมงานเข้ามาช่วยหรือไม่ นางมัลลิกา กล่าวว่า ขอประกาศว่าเราจะฟื้นสมาชิกสภาเขต หรือ สข.ขึ้นมาโดยจะนำมาจัดการกฎหมายและระเบียบนำกลับคืนมา ให้เป็นผู้แทนเขตในแต่ละเขต จะไม่ใช่มีเพียงแค่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เราจะทำทันที

ชูการหาเสียงยุคใหม่ ใช้ AI และ Live Stream เข้าถึงทุก Gen

นอกจากนี้จะใช้โซเซียลมีเดียโดยใช้ AI ในการพูดคุยกับทุกคนทุกรุ่น ทุกGEN แล้วยืนยันว่าการ live stream จะเป็นการรองรับการพบปะประชาชน ซึ่งการสื่อสารของตนนั้นไม่สามารถสร้างภาพได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าประชาชนจะให้การสนับสนุน

ขอบคุณผลโพล ยั่นหลังจากนี้จะทำความรู้จักให้มากขึ้น

ส่วนผลโพล ติด 1 ใน 6 ของสวนดุสิต รู้สึกอย่างไรบ้างนั้น นางมัลลิกา ระบุว่า ขอบคุณนักวิชาการและประชาชน อย่างไรก็ตาม เป็นผลสำรวจระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่ประชาชนจะได้เห็นและรู้ หลังจากนี้จะเป็นการเริ่มต้นของแคมเปญต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รู้เจตนารมย์ที่แท้จริงของเราในสิ่งที่เราปฏิบัติและรู้จักกันมากขึ้น “ไม่ว่าคุณจะรู้จักด็อกเตอร์มัลลิกา น้อยหรือมาก แต่หลังจากนี้จะได้รู้ว่าคนที่คุณน่าจะรู้จักนานแล้ว คือฉันด็อกเตอร์มัลลิกา”

สุริยะ เปิดใจวูบหมดสติ แพทย์ต้อง CPR ช่วยชีวิต ยันลุยงานต่อไม่ถอย

สุริยะ เปิดใจวูบหมดสติ แพทย์ต้อง CPR ช่วยชีวิต ยันลุยงานต่อไม่ถอย

สุริยะ เปิดใจวูบหมดสติ แพทย์ต้อง CPR ช่วยชีวิต ยันลุยงานต่อไม่ถอย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

สุริยะ เผยอาการดีขึ้นหลังวูบหมดสติเมื่อคืนที่ผ่านมา จนแพทย์ต้องทำ CPR ช่วยเหลือ พร้อมระบุสาเหตุหลักมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ยังเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อ เนื่องจากห่วงปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อุดรธานีและการเตรียมงานมหกรรมพืชสวนโลก ขณะที่ลงพื้นที่ได้รับเสียงปรบมือให้กำลังใจจากประชาชนและข้าราชการ พร้อมยกกำปั้นและชู 2 นิ้วตอบรับกำลังใจ

25 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจติดตามสถานการณ์บริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ที่ประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี ถึงอาการป่วยภายหลังเกิดอาการหมดสติเมื่อคืนที่ผ่านมา ว่าขณะนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว โดยเมื่อคืนอาการค่อนข้างหนัก จนแพทย์ต้องเข้าช่วยเหลือและทำ CPR

ข่าวเพิ่มเติม : สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

“เมื่อคืนอาการค่อนข้างหนัก แพทย์ต้อง CPR ช่วย ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว” นายสุริยะกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แพทย์ได้ตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้วหรือไม่ และสาเหตุเกิดจากอะไร นายสุริยะกล่าวว่า แพทย์แจ้งว่าสาเหตุหลักมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

นายสุริยะ กล่าวว่า แม้แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อน แต่ยังต้องการลงพื้นที่ตามกำหนด เนื่องจากได้มีการนัดหมายกับประชาชนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการติดตามปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่สามพร้าว ซึ่งประชาชนต้องการทราบแนวทางแก้ไขปัญหาจากภาครัฐโดยตรง และได้นัดชาวบ้านไว้แล้ว เรื่องน้ำท่วมในพื้นที่สามพร้าว ชาวบ้านก็อยากรู้ว่าเรามีมาตรการอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจด้านน้ำ นายสุริยะมีกำหนดเดินทางต่อไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี เพื่อตรวจความพร้อมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 ซึ่งถือเป็นงานสำคัญของทั้งจังหวัดอุดรธานีและประเทศไทย

นายสุริยะกล่าวว่า งานพืชสวนโลกจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ จึงต้องติดตามให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“งานพืชสวนโลกเป็นงานใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี และของประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว มีทั้งคนไทยและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก ก็ต้องมาติดตามให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายสุริยะกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะย้ำว่า แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากการทำงานต่อเนื่อง แต่ยังมีความตั้งใจเต็มที่ในการเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งเรื่องน้ำ การผลิต และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว สะท้อนความมุ่งมั่นและ “ใจเกินร้อย” ในการเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เดินทางถึงประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าวช่วงสายที่ผ่านมา นายสุริยะได้รับเสียงปรบมือและกำลังใจจากประชาชนและข้าราชการที่มารอต้อนรับจำนวนมาก โดยนายสุริยะได้ยกกำปั้นและชู 2 นิ้วตอบรับกำลังใจ พร้อมกล่าวทักทายประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น.

‘มัลลิกา’ เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ ‘มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต’ ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง

'มัลลิกา' เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ 'มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต' ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง

‘มัลลิกา’ เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ ‘มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต’ ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.09 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หรือ ดร.มอลลี่ เปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง พร้อมเปิดนโยบายภายใต้แคมเปญ มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต” โดยนำเสนอนโยบายนวัตกรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยนำ AI และนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยี มาแก้ไขปัญหาทั้งปัญหาอากาศ การจราจร ความปลอดภัย 24 ชั่วโมง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และให้เมืองเข้าใจคน อาทิ

นโยบายและนวัตกรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ

  • ระบบจราจรอัจฉริยะ หรือ AI Traffic ใช้ระบบ AI จัดการจราจร
  • ระบบประมวลผลด้วยเรดาร์แบบระบบ AI-X Band เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้า
  • การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้ AI-Drone
  • รวมถึงการแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ล้างฝุ่นด้วยฝน
  • ใช้ AI ครอบระบบ CCTV24 ชั่วโมง และเน้นการส่องสว่าง
  • เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ใช้ SMEs จับคู่กู้เงิน รองรับวิกฤตพลังงาน เปิดโอกาสเข้าถึงเงินทุน
  • การเพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดค่าครองชีพ เน้นระบบอี-คอมเมิร์ซ
  • Street Food Paradise: หากินได้ 24 ชั่วโมง อร่อยได้ทุกเวลา เศรษฐกิจไม่เคยหลับไหล เป็นเมืองที่จะไม่หลับไหลด้านการกิน สร้างเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ
  • รวมถึงการยกระดับสาธารณสุขใกล้บ้าน
  • และการเพิ่มสวน เพิ่ม Coffee Cafe ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาในทุกเขต เพื่อให้เมืองน่าอยู่ ชีวิตมีคุณภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน สร้างเมืองที่คนอยากอยู่ และพร้อมแข่งขันในระดับโลก

ตัดสินใจลงสมัคร ความมั่นใจและประสบการณ์

นางมัลลิกา ยังเปิดเผยสาเหตุที่ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพของประชาชน จากฝุ่น PM 2.5 ซึ่งตนมาพร้อมกับสโลแกน “HUMAN INNOVATION มนุษย์ทันกาลเวลา” ทันอนาคต ไม่รอถึง 12 ปี เพื่อรอความสุขสบาย พร้อมยืนยันว่า จะต้องทําให้กรุงเทพฯ ทัดเทียมเช่นเดียวกับเมืองของมหาอํานาจอื่น ๆ ที่มีความทันสมัย และมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยเช่นกัน

นางมัลลิกา ยังมั่นใจว่า จากประการณ์ของตน ทั้งการเป็นนักการเมือง สื่อมวลชน ผู้บริหารทั้งในด้านนโยบายรัฐ และเอกชน จะไม่มีอะไรที่เกินมือตน และไม่มีอะไรเกินความสามารถ หรือเกินทักษะ และประสบการณ์ที่ตนมี โดยตนจะเดินไปข้างหน้า จับมือไปกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ซึ่งจากการพูดและการรับฟัง ทําให้รู้ว่า เมืองแห่งนี้มีปัญหาอีกมากที่ตนจะต้องเข้าไปแก้

ประวัติโดยสังเขป

สำหรับประวัตินางมัลลิกา เคยเป็นสื่อมวลชน และพิธีกรชื่อดัง สถานีโทรทัศน์ ITV ก่อนจะผันตัวมาลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในนามพรรคมหาชน ที่มีพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นหัวหน้าพรรค, เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม,ที่ปรึกษากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะลาออก มาทำธุรกิจออนไลน์ และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบนด์ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

ทั้งนี้ จากผลสำรวจสวนดุสิตโพล เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.) นางมัลลิกา มีคะแนนนิยมติด 1 ใน 6 โดยอยู่ในลำดับที่ 4 และมีคะแนนนำนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระ