เปิดกำหนดการนายกฯ ร่วม UNGA81 นิวยอร์ก พร้อมบิน’ญี่ปุ่น-UK’ต่อ 20-27 ก.ย. นี้

19 กันยายน 2569 เวลา 14:34 น.


โฆษกรัฐบาลเผยกำหนดการนายกรัฐมนตรีเข้าร่วม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก พร้อมเยือนญี่ปุ่น–สหราชอาณาจักร 20–27 กันยายนนี้

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกำหนดการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร โดยมีกำหนดการสำคัญ ดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569

นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (HND) และเดินทางถึงกรุงโตเกียวในช่วงเย็น ก่อนเข้าที่พักและรับประทานอาหารค่ำ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางถึงนครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีเข้าที่พักและรับฟังการบรรยายสรุปกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

วันอังคารที่ 22 กันยายน 2569

นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และเริ่มการอภิปรายทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America และพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เนื่องในโอกาสการประชุม UNGA81

วันพุธที่ 23 กันยายน 2569

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนเดินทางไปพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน (working lunch) กับผู้บริหารบริษัท Brookfield และช่วงบ่ายหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีพบหารือกลุ่มเล็กกับภาคเอกชน และกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC

จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ในเวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรีจะกล่าวอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในการประชุม UNGA81 โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569

ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงกรุงลอนดอนในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะพบปะกับนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ประธาน Thai-UK Business Council และผู้แทนการค้า จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Tea Reception) และพบหารือกับบริษัท UBS Group AG, สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ตามลำดับ

วันที่ 26 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนสแตนสเต็ด (STN) ในช่วงเช้า ไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2569

“การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญทั้งการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 การกล่าวอภิปรายทั่วไปในนามประเทศไทย พร้อมพบหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการหารือกับภาคการเงิน นักลงทุน และภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยและเปิดโอกาสในการดึงดูดการค้า การลงทุน และเงินทุนจากต่างประเทศ ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนไทย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

‘เท้ง’พรรณนา ครบรอบ 19 ก.ย.49 ปลุกล้ม‘ระบอบสีน้ำเงิน‘ ทวง 2 ทศวรรษที่สูญหาย

19 กันยายน 2569 เวลา 13:55 น.

เท้ง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 

” 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง

ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร

นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้

หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า “รับๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”

ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่างๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุดรัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้

เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช. ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ ‘ระบอบประยุทธ์’ เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน

รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป เช่น การให้อำนาจ สว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ สว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3

รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป

แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง

แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด

นั่นคือที่มาของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า ‘โกง สว.’ ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม ‘น้ำเงินเข้ม’ รอดทั้งหมด

ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560

ต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่ายๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย

หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหา กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม

แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21 ล้านเสียงยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร

20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า

หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

‘สส.สุพล’ หนุนรัฐช่วยติดโซลาร์ครัวเรือน 5 หมื่น ลดภาระค่าไฟประชาชน เร่งศึกษาไบโอดีเซล B20-B30 ลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มรายได้เกษตรกร

19 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

’ปธ.กมธ.พลังงาน‘ หนุนรัฐอุ้มช่วยติดโซลาร์ครัวเรือน 5 หมื่น ลดภาระค่าไฟประชาชน เร่งศึกษาไบโอดีเซล B20-B30 ลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานโลกว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าใช้จ่ายประชาชนทั้งด้านการเดินทางและภาคเกษตร ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กำลังหาแนวทางลดภาระด้านพลังงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน และศึกษาการใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซล

นายสุพล กล่าวต่อว่า เบื้องต้นมีการจัดสรรงบประมาณ 200,000 ล้านบาท สนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ โดยรัฐช่วยครัวเรือนละ 50,000 บาท จากค่าติดตั้งชุดละ 120,000 บาท ส่วนที่เหลือ 70,000 บาท สามารถใช้สินเชื่อธนาคารได้ จากข้อมูลเบื้องต้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 600 หน่วยต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าไฟ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน รวมถึงครัวเรือนที่มีค่าไฟ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงการจะนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาลดค่าไฟ และส่วนที่เหลือใช้นำไปชำระสินเชื่อ เบื้องต้นคาดค่างวดละ 1,200-1,400 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน ทั้งนี้รายละเอียดและหลักเกณฑ์ยังอยู่ระหว่างพิจารณา

นายสุพล กล่าวอีกว่า ประชาชนที่ไม่มีเงินก้อนสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่การไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเหมาะสมของพื้นที่ก่อน หากติดตั้งได้ รัฐจะสนับสนุน 50,000 บาท และมีแนวทางให้ทำสินเชื่อโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินอื่นค้ำประกัน ทั้งนี้ ระบบโซลาร์เซลล์จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และหากผิดนัดชำระอาจมีการนำระบบโซลาร์เซลล์กลับคืน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

ประธาน กมธ.การพลังงาน กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน กมธ.การพลังงานได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ศึกษาแนวทางการใช้ไบโอดีเซล B20 และ B30 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานชีวภาพในภาคขนส่ง ซึ่งหากผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับที่สูงขึ้นได้ จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันและมันสำปะหลัง ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเข้าถึงพลังงานทางเลือก โดย กมธ.พร้อมเสนอแนวนโยบายที่ชัดเจนต่อรัฐบาล และขอให้ประชาชนติดตามหลักเกณฑ์จากหน่วยงานรัฐ สื่อโทรทัศน์ หรือสอบถามการไฟฟ้าในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไขของโครงการอย่างถูกต้อง

รัฐบาลดันโครงการ บ้านมั่นคงชายแดน ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด

19 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

รัฐบาลดันโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที

เอกนัฏ เร่งลดค่าไฟ จัดโซลาร์หลังคาบ้าน 10,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนผลิตใช้เอง–ขายไฟคืนได้

19 กันยายน 2569 เวลา 11:22 น.

“เอกนัฏ” เร่งเครื่องลดค่าไฟ เปิดโซลาร์หลังคาบ้าน 10,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนผลิตใช้เอง–ขายคืนได้ เดินหน้า 200 หน่วยแรก 3 บาท ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่ สะอาด มั่นคง เป็นธรรม

เมื่อเวลา 9.05 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” โดยได้เผยถึงแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ พร้อมกับหยิบเรื่องใกล้ตัวที่สุดของประชาชนคือค่าไฟมาเป็นจุดตั้งต้น พร้อมประกาศเปลี่ยนประชาชนจากผู้ซื้อไฟอย่างเดียว ให้มีโอกาสเป็นผู้ผลิตและขายไฟจากหลังคาบ้านตัวเอง

“เที่ยวนี้เราไปไกลกว่าผลิตไฟใช้เอง เราปรับมุมมองเลยว่า ให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไทยมีแสงแดดเป็นทรัพยากรอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าส่วนหนึ่งผูกกับก๊าซและน้ำมันนำเข้า ซึ่งอ่อนไหวต่อสงครามและราคาตลาดโลก” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะ ต่างจากอดีตที่เมื่อพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโซลาร์ฟาร์มและผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมกำหนดขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อราย เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ให้กำลังผลิตไปกระจุกอยู่กับบ้านหรือผู้ลงทุนไม่กี่ราย

สำหรับปัญหาที่คนส่วนใหญ่กังวลว่า กลางวันไม่อยู่บ้าน ติดโซลาร์แล้วผลิตไฟให้ใครใช้นั้น แนวทางใหม่จะเปิดให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืน และนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ทำให้ไฟที่ผลิตออกมาไม่สูญเปล่า และลดความจำเป็นในการซื้อแบตเตอรี่ราคาแพงทันที

นายเอกนัฏ กล่าวได้ยกตัวอย่างการคำนวณ ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์อาจผลิตไฟได้ราว 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท หากเป็นครัวเรือนที่มีบิลค่าไฟอยู่ระดับใกล้เคียงกัน การติดโซลาร์จึงอาจช่วยลดภาระรายเดือนได้อย่างมาก ทั้งนี้ผลจริงขึ้นอยู่กับการผลิตและพฤติกรรมใช้ไฟของแต่ละบ้าน

อย่างไรก็ตาม มีอีกโจทย์ใหญ่คือเงินก้อนแรก กระทรวงพลังงานจึงมองโมเดลที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมดเอง ตั้งแต่เงินสนับสนุนบางส่วน ไปจนถึงสินเชื่อที่อาศัยรายได้จากไฟฟ้าที่ผลิตและสัญญารับซื้อเป็นฐาน เมื่อผ่อนอุปกรณ์หมดในช่วงประมาณ 7-10 ปีตามตัวอย่างที่อธิบาย แผงโซลาร์ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์ของครัวเรือนเต็มตัว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า แนวทางนี้ต้องทำควบคู่กับการลดขั้นตอนอนุญาต จากเดิมต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เหลือการประสานผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย พร้อมพัฒนาแบบฟอร์มออนไลน์ โดยกรณีติดตั้งเพื่อใช้เองไม่ขายไฟคืน ตั้งเป้าให้ตรวจรับได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายคืนจะพยายามให้เสร็จไม่เกิน 1 เดือน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องดูคือคุณภาพมาตรฐานการติดตั้ง โดยก่อนเชื่อมระบบ การไฟฟ้าจะตรวจอุปกรณ์ สายไฟ ระบบติดตั้ง และ Smart Meter เพื่อป้องกันปัญหาไฟไหม้และความเสี่ยงจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังเปิดตลาดงานใหม่ให้ช่างไฟ ช่างติดตั้ง และผู้ดูแลระบบโซลาร์ทั่วประเทศ

นายเอกนัฏ กล่าวถึงกรณีเบื้องหลังต้นทุนในบิลค่าไฟว่า ต้นทุนไฟสาธารณะหรือไฟทางถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ผู้ใช้ไฟทั่วไปไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏในบิลโดยตรง โดยไฟสาธารณะไม่ควรเอามาใส่บิลค่าไฟของประชาชนแบบที่ทำมา 30 ปี ควรแยกออกไป โดยรัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว เพื่อลดภาระครัวเรือนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าไฟและโซลาร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ที่กำลังจะออกมา โดยวาง 3 เป้าหมายคือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบัน 20 % กว่าๆ ให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในระยะยาว

ด้านความมั่นคง แผน PDP ใหม่จะวางกำลังผลิตก๊าซให้สอดคล้องกับก๊าซที่ไทยผลิตเองได้จากอ่าวไทย พื้นที่บนบก แหล่งใหม่ และก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมลดการพึ่งพา LNG ตลาด Spot ที่ราคาผันผวนรุนแรงเมื่อเกิดสงคราม หันมาทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้ต้นทุนถูกลงและนิ่งขึ้น

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องไม่ปล่อยให้แผนไฟฟ้าเป็นเรื่องของกลุ่มทุนเท่านั้น รัฐบาลจึงกัน 10,000 เมกะวัตต์ไว้ให้ประชาชน พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดให้ภาคอุตสาหกรรมเลือกซื้อไฟโดยตรงจากผู้ผลิตที่เสนอคุณภาพและราคาที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดเดิมที่เคยกำหนดเพดานตลาดไว้ โดยแผนจะต้องเป็นธรรมกับคนที่ต้องการผลิตไฟขาย และเป็นธรรมกับผู้บริโภค เพราะเขาได้ช้อปเองว่าใครผลิตคุณภาพดีที่สุด ราคาถูกที่สุด ก็ไปซื้อจากคนนั้น

นายเอกนัฏ กล่าวว่า แผนใหม่ยังเปิดช่องไว้สำหรับเทคโนโลยีอนาคต ทั้งไฮโดรเจน Geothermal, Solid Oxide Fuel Cell รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR โดยแนวคิดของกระทรวงคือเตรียมหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และระบบรองรับไว้ก่อน หากเทคโนโลยีพร้อมในวันข้างหน้า ไทยจะไม่ต้องเริ่มทำการบ้านใหม่ตั้งแต่ศูนย์

“ทุกการปรับโครงสร้างย่อมกระทบผลประโยชน์เดิม แต่รัฐบาลจะยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก โดยเฉพาะค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน เอา 10,000 เมกะวัตต์ไปให้ประชาชน กระทบแน่นอน แต่เราเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก และจะทำเรื่อยๆ” นายเอกนัฎ กล่าว

วัส ติงสมิตร เจาะลึกกลไก ‘กันเป็นพยาน’ คดีฮั้ว ส.ว. : เกราะคุ้มกันชั่วคราว หรือ ช่องโหว่ลบล้างความจริง?

19 กันยายน 2569 เวลา 11:05 น.

วัส-ติงสมิตร

19 ก.ย.69 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์กลไกทางกฎหมายในหัวข้อ เจาะลึกกลไก “กันเป็นพยาน” คดีฮั้ว ส.ว.: เกราะคุ้มกันชั่วคราว หรือ ช่องโหว่ลบล้างความจริง?  ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังจับตาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีทุจริตและฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2567 โดยระบุว่า

ในกระแสสังคมและแวดวงกฎหมายที่กำลังจับตา “คดีฮั้วเลือก ส.ว. 2567” ประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนที่สุด คือกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการสั่ง “กันบุคคลไว้เป็นพยาน” และปัญหากรณี “พยานกลับคำให้การ”

คำถามสำคัญคือ แท้จริงแล้วกลไกทางกฎหมายนี้มีไว้เพื่ออะไร? กกต. มีอำนาจเบ็ดเสร็จตัดตอนคดีได้จริงหรือ? และหากพยานพลิกกลับคำ กฎหมายไทยเตรียมทางออกไว้อย่างไร?

1. เปิดคลังกฎหมาย : หลักการ “กันบุคคลไว้เป็นพยาน” มีไว้ทำไม?

หลักการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา (Informer/Witness Immunity) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในต่างประเทศและตามกฎหมายไทยหลายฉบับ เพื่อใช้สืบหาตัวการใหญ่ในคดีที่มีความซับซ้อน หรือกระทำกันเป็นเครือข่าย

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 (มาตรา 135) : ให้อำนาจ ป.ป.ช. กันผู้เกี่ยวข้องไว้เป็นพยานหากให้ข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญเพื่อดำเนินคดีกับตัวการใหญ่

พ.ร.ป. กกต. 2560 (มาตรา 46) พ.ร.ป. ส.ส. 2561 (มาตรา 167) & พ.ร.ป. ส.ว. พ.ศ. 2561 (มาตรา 65): ให้อำนาจ กกต. สั่งกันผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดไว้เป็นพยาน หากคำให้การนั้นเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ความผิดของ “ตัวการสำคัญ”

พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 (มาตรา 27) : DSI ร่วมกับอัยการสามารถใช้มาตรการนี้ในคดีพิเศษได้เช่นกัน

2. “ความคุ้มครองแบบมีเงื่อนไข” ไม่ใช่ใบล้างผิดตลอดชีวิต!

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การกันไว้เป็นพยานตาม มาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. 2561 และ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563 ข้อ 10 นั้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรมถาวร ธรรมนูญการกันเป็นพยานวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น “สิทธิคุ้มกันที่มีเงื่อนไข” หากเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ สิทธิการได้รับยกเว้นโทษอาญาจะ สิ้นสุดลงทันที 

1) ❌ พยานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ

2) ❌ พยานปฏิเสธไม่ยอมไปเบิกความ

3) ❌ พยานไปเบิกความแต่กลับคำ/เบิกความไม่ตรงกับที่เคยให้ถ้อยคำไว้

เมื่อพยาน “กลับคำ” กกต. ต้องทำอย่างไร?

ตามระเบียบ กกต.ฯ ข้อ 10 เมื่อปรากฏว่าพยานกลับคำ (เช่น กรณีพยานรหัส 16/26) ผู้รับมอบอำนาจต้องรายงานต่อ กกต. เพื่อให้มีมติ “เพิกถอนการกันบุคคลนั้นไว้เป็นพยาน” และนำตัวมาดำเนินคดีอาญาทันที 2 เด้ง

เด้งที่ 1 (คดีเดิม) : คดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง (พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62) และคดีอาญาตามกฎหมายได้มาซึ่ง สว.

 เด้งที่ 2 (คดีใหม่) : ความผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 175, 177)

3. กรณีพยาน 21/26 และ 22/26 ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. จะต่างจากการกันพยานทั่วไปหรือไม่?

มีอีกชั้นหนึ่ง พยานรหัส 21/26 และ 22/26 ปัจจุบันเป็น สว. และข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับคำให้การเดิมระบุว่า พยานทั้งสองเชื่อมโยงตนเองกับ “โพย” หรือ “เลขชุด” และอธิบายที่มาของคะแนนบางส่วนของตนเอง เมื่อพยานทั้งสองได้รับคะแนนสูงจนเข้าสู่ตำแหน่ง สว. และยังดำรงตำแหน่ง สว. อยู่ จึงน่าจะกันไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญาไม่ได้ เพราะการกระทำที่เป็นความผิดอาญานั้น เข้าข่ายเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมที่ กกต. จะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง (มาตรา 62) อันเป็นเหตุให้ สว. คนนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้ว

4. ดาบสองคม : ความรับผิดทางอาญาของ “กกต.”

หาก กกต. นำเรื่องการกลับคำของพยาน หรือการกันเป็นพยานมาใช้เป็นข้ออ้างในการ “ยกคำร้อง” เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาหรือตัวการสำคัญ ไม่ให้เรื่องไปถึงศาล กรรมการ กกต. เสียงข้างมากอาจสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญาเสียเอง :

พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 69: กรรมการ กกต. ที่กระทำการหรือหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 & ป.อาญา มาตรา 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

สรุปบทเรียนทางกฎหมาย

กลไกการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ถูกออกแบบมาเพื่อ “ลากตัวการใหญ่มาลงโทษ” ไม่ใช่เครื่องมือในการ “ฟอกขาว” หรือใช้เป็นช่องทางจบเรื่อง

มติของ กกต. ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ (ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 และ พรป. กกต. มาตรา 21) และการกันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งได้ และเมื่อใดที่พยานกลับคำ กลไกตามมาตรา 65 ของ พรป. สว. และข้อ 10 ของระเบียบฯ ต้องถูกปลดล็อกทันทีเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง! 

Screenshot 2026-09-19 110328

ใครไม่แบกเจ๊แบกเอง โจ มณฑานี ร่ายเหตุผล ทำไมจึงหนุนอนุทิน

19 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรด้านการเงิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นถึงการทำงานของรัฐบาล พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

โดยระบุว่า “กร้าวใจมากกกก!!
ใครไม่เลือก เจ้เลือก
ติ่งพรรคอื่นพากันยุ “ไม่มีอนุทิน3” เจ้ยุให้มี!
ใครด่าเจ้แบก เจ้จะแบกต่อ!
– จะแบกนายกและรัฐบาลที่องอาจในเกียรติและศักดิ์ศรีของชาติ ไม่ให้ใครย่ำยี
– แบกรัฐบาลที่คิดวิธีกำราบนอมินี ลุยจี้ข้าราชการไม่ให้ปล่อยต่างชาติทำมาหากินผิดกฎหมายบนผืนแผ่นดินไทย
– แบกรัฐบาลที่ลุยไปทั่วโลก สร้างมิตรสร้างสัมพันธ์ สร้างโอกาสให้ชาติบ้านเมือง และแม้แต่มหาอำนาจก็ให้เกียรติไทย
– แบกรัฐบาลที่ทำให้ไทยดูมีศักดิ์ศรีมีเกียรติมีความความกล้าบนเวทีโลก
– แบกรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนทุกคน อันไหนประชาชนห้ามและเตือน ก็ไม่ทำ ก็ถอย อันไหนประชาชนเรียกร้องก็ลุยเต็มที่
– แบกรัฐบาลที่ทำงานหนักในทุกมิติ ที่จะพาไทยขึ้นจากหล่มคนป่วยแห่งเอเชีย
– แบกรัฐบาลที่ไม่ได้ก่อปัญหา แต่ต้องมาแก้ปัญหาหมักหมมสะสมเป็น 10 ปี โดยไม่เคยบ่น และไม่เคยต่อว่า หรือกล่าวหาใส่ร้ายใครเลย เพื่อเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น
– แบกรัฐบาลที่ทำงานเป็นมิตรต่อกองทัพ และเอกชน
– แบกรัฐบาลที่จงรักภักดีและปกป้องสถาบันอย่างเข้มแข็งมั่นคงมาแต่แรก
– แบกรัฐบาลที่ทำงานไว กล้าเสี่ยง กล้าชน
– แบกรัฐบาลที่ยอมเสียคะแนนเสียงเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติ
– แบกรัฐบาลที่ติดดิน เข้าถึงง่าย คุยตรงจากใจ ไม่อยู่บนหอคอยงาช้าง
– แบกรัฐบาลที่มองไปไกลถึงอนาคตข้างหน้า ว่าจะพาประเทศไทยไปถึงจุดไหน ไม่ใช่เกาะเก้าอี้ไปวันๆ
– แบกรัฐบาลที่สู้คนสุดๆ ไม่ยอมนิ่งให้ใครมาข่มเหงรังแกได้ง่ายๆ
– แบกรัฐบาลที่เมื่อเจอวิกฤตุาโถมระลอกแล้วระลอกเล่าก็ยืนหยัดมั่นคง ไม่ท้อไม่ถอยไม่ถอดใจ
– สำคัญที่สุด คือแบกนายก คนที่ยอมสละโควต้าพรรคตัวเองถึง 4 ที่เพื่อเปิดโอกาสให้คนเก่งคนดี มากอบกู้วิกฤตชาติบ้านเมือง
– แบกนายก คนที่ใจใหญ่พอต่อคนที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองถูกด่าถูกนินทาจากคนที่ตัวเองเคยให้โอกาส ก็เผชิญหน้าตรงๆและให้อภัย ร่วมมือกันได้เพื่อช่วยชีวิตประชาชนและสร้างบ้านแปงเมืองด้วยกัน

ใช่ค่ะ พี่โจจะแบกรัฐบาลแบบนี้ แบกนายกแบบนี้ เพราะมันคุ้มค่าชีวิตที่จะแบก
ไม่ต้องแซะเรื่องคนอื่นค่ะ ไปเอาพรรคตัวเองให้รอดก่อน!”

3สถาบันจัดอันดับโลก ชี้ศก.ไทยมีเสถียรภาพ ส่งสัญญาณบวกการค้า-ลงทุน

19 กันยายน 2569 เวลา 09:21 น.

อนุทิน

รัฐบาลเผย 3 สถาบันจัดอันดับโลกให้ไทย “Stable Outlook” สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ เดินหน้าต่อยอดสู่การลงทุน–งาน–รายได้ประชาชน

วันที่ 19 ก.ย. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศไทย

การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) ทั้งหมด โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable

นางสาวลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทยครั้งนี้ คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการดำเนินนโยบายที่มีกรอบระยะปานกลางมากขึ้น รวมถึงการเดินหน้าปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

“การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน” นางสาวลลิดา กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การที่ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางนโยบาย รักษาวินัยทางการคลัง และเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเชื่อมต่อไปสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ Fitch คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 ใกล้เคียงกับร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการแนวโน้มหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่าร้อยละ 63 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ร้อยละ 65 สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการเดิม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศ โดย Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2570 ขณะที่หนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะตลาดการเงินโลก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าต่อยอดความเชื่อมั่นดังกล่าวไปสู่การดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้การลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศในวงกว้าง

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงรักษาอันดับเครดิตหรือ Stable Outlook แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนจริง งานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ทนายบอน ไขปมคดีฮั้ว ส.ว. ชี้ ‘โพย’ อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีหลักฐานโยงนักการเมือง-ซื้อเสียง

19 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ “ทนายบอน” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ณัฐนันท์ กัลยาศิริ – ทนายบอน” อธิบายถึงกรณีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว ส.ว.” ระบุว่า

“นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือทนายบอน อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ณัฐนันท์ กัลยาศิริ – ทนายบอน ระบุว่า

“คดีฮั้ว ส.ว.” ชื่อเล่นของคดี ที่ชวนเข้าใจผิด
ทำความเข้าใจกันหน่อยครับว่า จริงๆ แล้วการร้องเรียนและการสอบสวนของ กกต. คือ ประเด็นอะไร มี 2 ประเด็น
ประเด็นแรก กฎหมายห้ามนักการเมืองระดับชาติ / ท้องถิ่น ผู้บริหารพรรคการเมือง (เรียกรวมๆ ง่ายๆ นักการเมือง) ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.
ประเด็นที่สอง กฎหมายห้ามซื้อสิทธิ ขายเสียง จัดเลี้ยง ฯลฯ ทำนองนั้น
กฎหมายไม่ได้ห้าม “ฮั้ว” หรือห้ามทำ “โพย”
หลักการที่ กกต. เสียงข้างมากใช้ (หลักการนะ ย้ำ)
กรณีแรก นักการเมืองไปยุ่งเกี่ยว มีคลิป มีเสียง มีภาพ ไม่ต้องมีเส้นเงินก็ได้ ส่งดำเนินคดี
กรณีที่สอง ซื้อเสียง ขายเสียง จัดเลี้ยง มีคลิป มีภาพ มีเสียง มีเส้นเงิน ส่งดำเนินคดี
กรณีที่สาม มีโพย มีพยานบุคคล ไม่มีหลักฐานอื่นชัดๆ ตรงๆ ยกคำร้อง
ย้ำว่าเป็นหลักการ
—
แล้ว “โพย” ไปอยู่ตรงไหนของเรื่อง
ก่อนอื่นผมยังไม่สรุปว่าโพย จริงหรือปลอม แต่คุยบนสมมติฐานว่า หากมีโพยจริงๆ จะเป็นยังไง
“โพย” บอกได้ว่า “ใครนัดแนะกันเลือกใคร”
ส.ส. เลือกตั้งโดยประชาชน ส.ส. ต้องไป “ฮั้ว” หรือ ตกลง ให้ประชาชนคนนั้นลงคะแนนให้ตัวเอง เรียกว่า หาเสียง
ส.ว. เลือกกันเอง ส.ว. จึงต้องไป “หาเสียง” กันเอง หรือไป “ฮั้ว” กัน โดยสภาพวิธีการมันต้องเป็นแบบนั้น
“โพย” ถ้าไม่ได้ทำโดยนักการเมือง หรือ ไม่มีการใช้เงินซื้อสิทธิขายเสียงตามโพย มันไม่ครบองค์ประกอบความผิด
ปัญหาคือเฉพาะ “โพย” มันบอกไม่ได้ในตัวเองว่า มันทำโดยนักการเมือง หรือมันมีการซื้อเสียง จัดเลี้ยงหรือไม่
มันต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่น เช่น
พยานบุคคล มีคนมายืนยันว่า โพยนี้ ได้รับจากนักการเมือง หรือ มีการจ่ายเงิน
และพยานหลักฐานที่เป็น “คลิป ภาพ เสียง” ว่า ไปประชุมกับนักการเมืองมา หรือได้รับเงินตามโพยนี้
คดีที่ กกต. เสียงข้างมากยก เพราะมันมีหลักฐานแค่ “พยานบุคคล” และ “พยานแวดล้อม” อื่น เช่น โทรศัพท์ (ซึ่งไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร) เบสโทรศัพท์ ว่าอยู่ที่ไหน (แต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร)
เพราะฉะนั้น “โพย” มันเป็นพยานว่ามีการหาเสียงกัน (หากโพยเป็นของจริงนะ) แต่โดยตัวมันเองไม่ได้เป็นหลักฐานว่า นักการเมืองเข้าไปเกี่ยว หรือมีการซื้อเสียงจัดเลี้ยง ที่จะครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย
เรียกว่า “โพย” เป็นพยานแวดล้อมได้ หากปรากฏว่ามีนักการเมืองชักชวนให้ลงคะแนนให้ ส.ว. ตามโพย หรือ มีการซื้อเสียงกันตามโพย
—
สรุป
ไอ้ที่มาโวยวายกันว่า “มีโพย” ชัดๆ กกต. ดันไม่ดำเนินคดี มีข้อสังเกต ดังนี้
1. “โพย” โดยตัวมันเอง บอกไม่ได้ว่า นักการเมืองเกี่ยวอย่างไร หรือมีการซื้อเสียงอย่างไร
2. ไอ้ที่มีพยานหลักฐานครบ เช่น พยานบุคคล คลิป ภาพ เสียง เส้นเงิน กกต. เค้าก็ส่งดำเนินคดี เพราะครบองค์ประกอบ มีหลักฐานยืนยัน
3. แต่ไอ้ที่ไม่ส่ง เพราะมีแค่ “โพย” (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงไหม) กับพยานบุคคล (ที่มาให้การหรือแจ้งเหตุหลังเกิดเหตุเป็นเดือน และไม่เกี่ยวว่าพยานกลับคำหรือไม่) กกต. เสียงข้างมากเลยวินิจฉัยว่า ไม่ส่งๆๆ ยุติเรื่อง
4. กกต. เสียงข้างน้อยบอกว่า “โพย” ที่มีนักการเมืองเกี่ยว หรือมีหลักฐานเป็นคลิปเป็นเสียง ดำเนินคดีไปถูกต้องแล้ว แต่ “โพย” ที่มีเพียง “พยานบุคคล” และพยานแวดล้อมอื่น เช่น ประวัติการโทร เบสโทรศัพท์ เมื่อเป็นขบวนการเดียวกัน ก็ต้องผิดหมด ต้องส่งศาลหมด แม้ไม่มี คลิปการประชุม ภาพ เสียง เส้นเงิน เพราะเราต้อง “มองช้างทั้งตัว” … ผมจับใจความได้ว่าแบบนั้น
—
แถม
ทีนี้มาถึงคดี “ฮั้ว” ของอีกฟากฝั่งหนึ่ง หนึ่งในประเด็นที่ กกต. สอบสวน คือ มีการ “จัดเลี้ยง” ซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ว. ลงคะแนน หรืองดเว้นการลงคะแนนให้ใคร หรือไม่
ถ้าบังเอิญ มีพยานบุคคล และมีภาพ มีคลิป หรือมีหลักฐานอื่นว่า “มีการจัดเลี้ยง” เพื่อให้มีการหาเสียงกันเองในระหว่าง ส.ว. ด้วยกัน … ช_ละ กกต. ซวยอีกแน่นอน เพราะต้องส่งดำเนินคดีโดยไม่มีทางเลือก 555555
แต่ถ้าไม่มีหลักฐานอื่น มีแค่พยานบุคคล ผมว่า กกต. ก็ใช้มาตรฐานเดิม “ยกคำร้อง” ครับ”

ไทยช่วยไทยฯไปต่อ เฟส2มาแล้ว ลุ้นเติมเงินอีก2เดือน นายกฯโยนคลังแถลง ‘ศุภจี’จ่อออกแพ็กเกจ

19 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุ“ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แล้วรอ “เอกนิติ” แถลงความชัดเจนขอไม่ก้าวก่ายงานกัน ย้ำไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ยุคข้าวยากหมากแพง ด้านโฆษกรัฐบาล แย้ม ให้เงินรวดเดียว 1,000 บาท ใช้ 2 เดือน ชี้รอคลังสรุปอีกรอบ ขณะที่“ศุภจี”เผยกระทรวงเศรษฐกิจ เตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 12.35 น.วันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเท่าไหร่นั้น ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบ จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง

เมื่อถามต่อถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ประชาชนเดือดร้อน

เมื่อถามย้ำว่ากรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเอามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อถามต่อว่า หลังจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธ.ค.2569 ถึงเดือนม.ค.2570 อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทุกที่ ในยุคข้าวยากหมากแพง

เวลา 12.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความชัดเจนรายละเอียด โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า รายละเอียดจะต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) พิจารณาก่อนในการพิจารณารอบสุดท้าย ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการเติมเงินเข้า 700 บาท รวมกับสิทธิ์ปกติ 300 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เช่นเดิม

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการโยกงบประมาณ มาใช้สำหรับการต่ออายุครั้งนี้หรือไม่ นายเอกภพ ยืนยันว่าไม่ต้องมีการดึงเงินมาเพิ่ม ซึ่งจำนวนเงินที่ คำนวณ ณ วันนี้ 1,000 บาท หากดำเนินการ 2 เดือน และถือเป็นการเปิดช่องทางการใช้ได้มากขึ้น

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้จะพูดคุยกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงประเด็นดังกล่าว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก๊าซ ไฟฟ้า หรือการซื้อขายพลังงานเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสเปิดประเทศให้นักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกเข้ามาสัมผัสศักยภาพของไทยด้วยตนเอง

ทั้งนี้ Gastech เป็นหนึ่งในงานใหญ่ระดับโลกของอุตสาหกรรมพลังงาน ปกติหมุนเวียนจัดในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2008 (พ.ศ. 2551) ก่อนที่ไทยจะผลักดันให้งานกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปีนี้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตลอด 4 วัน ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานมีนักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก มีการจัดดีลทางธุรกิจมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลกเดินทางมามองเห็นประเทศไทยด้วยตาตัวเอง

 “เราได้โชว์ประเทศ ได้โชว์กรุงเทพฯ ได้โชว์ศักยภาพของเรา เมื่อรัฐมนตรี นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้สัมผัสบรรยากาศจริง จะเห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีทั้งโอกาสทางธุรกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตที่สมดุล” นายเอกนัฏ กล่าว

รมว.พลังงาน กล่าวว่า การที่งานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย ยังทำให้ไทยได้เปรียบด้านการสื่อสาร เพราะมีพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปหาเวทีต่างประเทศ แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารพลังงานระดับโลกเดินทางเข้ามาพบกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งในระหว่างงาน ตนได้เป็นประธานการหารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้บริหารองค์กรพลังงานสำคัญ ทั้ง IEF และ IEA รวมถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารจากสหรัฐฯ รัสเซีย สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้าน แอฟริกา และประเทศจากหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยสื่อสารทิศทางพลังงานและสร้างเครือข่ายโดยตรง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมิติพลังงาน การมีผู้ขายและพันธมิตรจำนวนมากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกของไทยในการเจรจา โดยเฉพาะการหารือสัญญาพลังงานระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการต้องซื้อพลังงานราคาแพงในตลาด Spot และสร้างการแข่งขันระหว่างผู้เสนอขาย

 “ประโยชน์เรื่องก๊าซ เรื่องไฟ มีแน่นอน เพราะเราได้คุยเรื่องสัญญาระยะยาว ไม่ต้องไปซื้อแพงในตลาด Spot และเมื่อมีหลายเจ้าก็แข่งขันกัน แต่ผมมองไกลกว่านั้น นี่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” นายเอกนัฏกล่าว

รมว.พลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการจัดงานจึงไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะตัวเลขการซื้อขายพลังงาน เพราะการที่นักลงทุนเดินทางมาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เมือง ระบบบริการ และบรรยากาศการใช้ชีวิตจริง เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว เราได้ให้เขามาสัมผัสบรรยากาศของความน่าอยู่ น่าลงทุนในประเทศ นี่คือสิ่งที่คิดว่าประเมินค่าไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Gastech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ งานถูกวางให้เป็นเวทีเชื่อมผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารพลังงาน นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อหารือความมั่นคงพลังงาน LNG ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้บริหารและวิทยากรกว่า 1,000 ราย บริษัทชั้นนำร่วมแสดงงานกว่า 1,000 บริษัท พร้อมรัฐมนตรีพลังงานจาก 15 ประเทศ และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ 5 องค์กร  นอกจากผลบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานและการดึงดูดการลงทุนนักลงทุนโดยตรงแล้ว งานครั้งนี้ได้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และรายได้ที่กระจายไปยังการท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก