เลิกคุ้มหัวสส. โฆษกรัฐบาลบี้ปชน. เคลียร์ปมถือนอมินี

19 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

 “หมอเอก” โฆษกรัฐบาล ตามกระทืบพรรคประชาชน ปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวคดีถือครองนอมินี เจ้าตัวเบี้ยวนัด 3 ครั้ง หวั่นกระทบคดียักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ด้านนายกฯ หนูย้ำรัฐบาลปรามสแกมเมอร์ อย่างบ้าระห่ำ โลกยังชื่นชม ด้าน “สีหศักดิ์” ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ให้ตรวจสอบ “วรภัค” เชื่อมโยงสแกมเมอร์ เป็นเรื่องส่วนบุคคล

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 18 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาตราการปราบทุนเทาของรัฐบาล ว่า จากที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ในช่วงที่ผ่านมามีการทำงานระหว่างแต่ละกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ เพื่อจับเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และการจดทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการออกประกาศว่าถ้าบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นด้วย หรือแม้แต่เป็นคนไทยจะมีการตรวจสอบประวัติว่าคนไทยที่มาร่วมถือหุ้นนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในบัญชีของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบว่ามีการเดินบัญชีที่เหมาะกับบริบทของบริษัทนั้นๆหรือไม่ และมีการออกประกาศว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจะมีการตรวจสอบทุกครั้ง รวมถึงมีการตรวจสอบการไขว้หุ้นระหว่างบริษัทด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทที่มาจดทะเบียนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นนอมินีลดลงอย่างชัดเจน และหากเจอบริษัทที่สงสัยว่าเป็นนอมินี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 2,000 กว่าบริษัทจะส่งให้กระทรวงมหาดไทย และทางกระทรวงมหาดไทยจะรับลูกต่อ ด้วย

บังคับคดีขายทรัพย์สิน

การไปดูว่าบริษัทนี้ถือครองทรัพย์สินอย่างไร อย่างเช่นที่ดินมีมูลค่าถึง 85,000 ล้านบาทใน 2,000 บริษัทนี้ ซึ่งตรงนี้กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่ การบังคับขายที่ดินที่ถือครองโดยนอมินีและนอกจากนี้ จะมีนอมินีหรือคนที่สวมสิทธิ์ใช้บัตรประชาชนคนไทย ตรงนี้กระทรวงมหาดไทยก็มีมาตรการ และมีการตรวจสอบขยายผล ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่อยุธยา มาถึงแฟลตดินแดง และไชยปราการ ล่าสุดไปจับกุมที่สุราษฎร์ธานี ตรงนี้จะมีการขยายผลต่อไป ถือเป็นการทำลายแก๊งที่มีความเกี่ยวข้องกับนอมินีทุนเทา นอกจากนี้ ในช่วงการทำงานของรัฐบาลนี้มีการยึดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่ายที่ทำผิดทางด้านธุรกรรมผิดกฎหมาย ถึงประมาณ 20,000 ล้านบาทจากเครือข่ายเบน สมิธ และยิม เลียก ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไป

บีบพรรคประชาชน

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และพูดคุยในที่ประชุม เป็นสิ่งที่นายกฯให้นโยบายคือ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่เป็นเรื่องทุจริต และผิดกฎหมายถ้าสืบค้นไปถึงตรงไหนให้ดำเนินการเต็มที่ไม่มีการขอ ไม่มีการยกเว้น ไม่มีการเจรจา ดังนั้นวันนี้จึงอยากขอให้ทุกภาคส่วนรวมถึงพรรคการเมืองต่างๆที่มีคนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการนอมินี การฟอกเงิน หรือเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆขอให้นำบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในกระบวนการสืบสวนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยที่ไม่ปิดบังหรือปกปิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้หมายถึงกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนที่มีเรื่องอยู่ และยังไม่มีการดำเนินการใดๆแม้จะมีการออกหมายเรียกไป 3 ครั้งแล้วใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า จริงๆแล้วเป็นเรื่องของทุกพรรคการเมืองที่จะรับผิดชอบคนของตัวเอง ซึ่งกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน จากข้อมูลที่เราทราบทางกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีหมายเรียกให้มาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังมีการผัดผ่อนตรงนี้ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่จะสามารถผัดผ่อนได้ แต่ถ้าพรรคการเมือง รวมถึงคนที่มีตำแหน่งเป็น สส.ด้วย ควรที่จะออกมาให้ความชัดเจนต่อสังคมด้วย และออกมาชี้แจงกับหน่วยงานสืบสวน เพื่อให้เขาขยายผลต่อได้ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่ล่วงเลยไปบางครั้งอาจเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อการสืบสวนได้เช่นเดียวกัน //

ใครมีเอี่ยวต้องไปแก้ตัวเอาเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ออกส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ในรัฐบาลอนุทิน 1 ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย รัฐบาลชุดนี้ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างบ้าระห่ำ และเมื่อมีตัวแทนของต่างชาติ หรือได้ไปพบกับหน่วยงานความมั่นคงทุกประเทศ ก่อนที่จะเริ่มทำการหารือ ก็ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลประเทศไทย ในการต่อต้านดำเนินคดีและยึดทรัพย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ

 “ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงดำเนินคดีหลายคดี ยังติดตามยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมารายงานว่ามีทรัพย์สินที่ยึดมาเป็นรายการหุ้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยปรึกษาศาล ว่าต้องทำอย่างไร จะสามารถยึดมาเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือขายทอดตลาดได้หรือไม่ จะได้นำเงินกลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน” นายอนุทิน กล่าว

ไม่มีการเกรงใจใคร

เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามเต็มที่ แต่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่านายกฯ เกรงใจใครถึงไม่ทำเรื่องนี้จริงจัง นายกฯ หัวเราะ ก่อนจะตอบว่า “ที่ชัวร์ๆ คือไม่เกรงใจเขา ไม่เกรงใจโรม”

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ ต่างประเทศ สภาฯ สหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของนายวรภัค ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจี้ให้รัฐบาลไทย ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยู่แล้ว ขบวนการสแกมเมอร์ ออนไลน์ สิ่งพวกนี้เราก็ให้ความสำคัญ และถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ อึดอัดหรือไม่ ที่ต้องชี้แจงกับต่างประเทศในเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อึดอัด

กรณ์ขุดอดีตรมต.ยุคอิ้ง

เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” โพสต์ข้อความระบุว่า “เจอรัฐมนตรีคลัง เอี่ยวทุนเทาอีกราย! รอบนี้ ยุคนายกฯ อุ๊งอิ๊ง”

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” ยังได้โพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “เฉลยชื่ออยู่ในรายละเอียด เพจเฟสบุ๊คแห่งหนึ่ง ซึ่งโยงทุนเบาของเบน สมิธ ทั้งยังอ้างว่าทาง DSI ประกาศรับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว แต่ กลต. แจ้งผมว่า ‘ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน‘

ลั่นภท.ไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว. ‘หนู’ซัดคนโยง จี้เคารพเสียงข้างมาก ไม่กลัวถูกยื่นซักฟอก กกต.ลุยสอบพันสีส้ม

19 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

กกต.ชุดใหญ่ สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวน “ฮั้วสว.ส้ม” ลงมติช้า เหตุพยานปากสำคัญ เลื่อนให้ปากคำคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานเส้นทางการเงิน-ผู้สมัคร สว.และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม ด้าน‘หนู’ชี้คำวินิจฉัยกกต.ต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ชี้จุดเริ่มต้นมาจากการเมือง ยังไม่กำหนดวันกินข้าวรมต.แต่คุยพรรคร่วมตลอด มั่นใจผ่านซักฟอก ไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน’ภราดร’ไม่รู้ซักฟอกเรื่องอะไร แต่ครม.พร้อมชี้แจง ขณะที่’โรม’ยันลุยซักฟอกม.151 จี้ประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง‘สนธิ-คปท.’นัดรวมพลบุกกกต.25ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 18กันยายน2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือโกงเลือก สว.ที่ยังเหลืออีก 3สำนวน โดยอยู่ในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่26 ดำเนินการสอบสวนอยู่และยังไม่เสร็จสิ้น โดย 3สำนวนดังกล่าว ได้แก่ 1.การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับจังหวัด 2.การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้มในระดับประเทศ 3.กลุ่มฮั้วสว.อิสระ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า“ฮั้ว สว.ส้ม”นั้น

กกต.สั่งสอบ3สำนวนฮั้วสว.ส้ม

ล่าสุด มีรายงานแจ้งว่า คณะกรรมการฯคณะที่ 26 ได้ส่ง 3สำนวนดังกล่าวไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในการพิจารณาเพื่อลงมติ สาเหตุที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่เพียงพอนั้น เนื่องจากพยานปากสำคัญ ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำกับคณะที่26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานชิ้นสำคัญคือ เส้นทางการเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สมัคร สว.และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

 “เรื่องนี้หมกเม็ดไม่ได้หรอก ถ้าหมกเม็ด เดี๋ยวโดนสังคมเอาตาย” แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.ระบุ

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เกี่ยวข้องฮั้วสว.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้ว สว.ที่ยังคงมีต่อเนื่อง ว่า ตนยืนยันเหมือนเดิม รัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการตัดสินใจหรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฉะนั้นตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับปฏิกิริยาผลวินิจฉัยคดีฮั้วสว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์แต่เสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่ได้มองอะไรเลย มันไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมันอยู่ หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระผมก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้ง แต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำตาม”

ฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องส่วนตัวคนนั้น

เมื่อถามว่า กรณีคนที่เคยให้ปากคำกกต.แล้วมากลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ได้มีผลลบกับพรรคภูมิใจไทยแต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้วสว.ตนยังยืนยันเหมือนเดิมให้ยึดถือประกาศคำสั่งและข้อห้าม หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือตนที่ออกมา เป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว.และตนไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูล เพราะตนได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว คนที่ไม่ทำตามก็ต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจ เพราะมีข้อห้ามแล้ว ถ้าใครยังไปทำก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคว่าอย่างนั้นเถอะ หากมีการกระทำเช่นนั้น

จุดเริ่มต้นเรื่องนี้มาจากการเมือง

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่ เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ2ปีก่อนเป็นการเมือง”

ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลทำงานมา 6เดือนแล้ว จะพูดคุยกับรัฐมนตรีถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงเพื่อประเมินการทำงานหรือไม่ ว่า ตนคุยอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ และตนได้แจ้งไปยังทุกท่านขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ งานจะต้องจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ เมื่อถามว่ากรณีเลื่อนการทานข้าวร่วมกับรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้กำหนดวันแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า กำลังจะนัดอยู่ เหตุที่ต้องเลื่อนการทานข้าวในวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากตนมีภารกิจด่วนเข้ามาต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ย. และวันที่ 17 ก.ย.ได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าจะนัดทานข้าวกัน

เมื่อถามว่าจะเกิดขึ้นก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติ วันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดวัน เรื่องกินข้าวไม่ได้สำคัญอะไรหากมีเวลาก็กิน หากไม่มีเวลาก็หารือกันตลอดอยู่แล้ว โทรศัพท์คุยกันตลอด ตนไม่จำเป็นต้องคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน

พร้อมตอบซักฟอก-โหวตผ่านทุกครั้ง

เมื่อถามว่าต้องเตรียมพร้อมอะไรก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบไม่ถูก เราต้องพร้อมตอบในทุกเรื่องถ้าทำแล้วไม่ได้ออกมาจากเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต ทุกการกระทำของรัฐบาลทุกการตัดสินใจทุกการดำเนินงานตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐบาลตนก็ทำอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศและประชาชนและเจตนารมณ์ที่สุจริตไม่มีตรงไหนที่สามารถบ่งชี้ว่าไปเอื้อประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ตนทำงานแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข กี่ปีมาแล้วแต่ตนก็โดนอภิปรายทุกรอบ เป็นรมว.สาธารณสุขก็โดน แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุดแทบทุกครั้ง ตนก็มีความพร้อมในการชี้แจงหากถูกกล่าวหามีการอภิปรายหรือมีการตั้งคำถามก็ต้องตอบ

เมื่อถามว่าหากถูกอภิปรายในรอบนี้ก็มั่นใจว่าจะรอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะไม่มั่นใจก็ต่อเมื่อผมตั้งใจทำอะไรผิดแล้วนึกว่าคนจะจับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะกังวล แต่ผมไม่กังวลเพราะผมไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน”

‘ภราดร’ไม่รู้ซักฟอกตามมาตราไหน

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว., TH-AI Passsportและการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเขียนญัตติ ต้องไปถามฝ่ายค้านว่ามีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจสงสัยก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหา เมื่อถามว่า คาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ฝ่ายค้าน

‘โรม’ยันซักฟอกม.151-สมัยประชุมนี้

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) เปิดเผยการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสมัยประชุม2569ก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมสภาฯสมัยสามัญประจำปีที่2 ปี2569 วันที่ 22ธ.ค.นี้ ว่า อยู่ในช่วงการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดและหลายเรื่องมาก แต่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงให้นิ่ง อยู่ระหว่างการสรุปว่า จะเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล หรือจะเป็นทั้งคณะ ก่อนพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดแนวทางอภิปรายและระบุรัฐมนตรีคนใดบ้าง

เมื่อถามว่าอีกว่า ฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ฝ่ายค้าน จะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แน่ ๆ แต่สำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง และย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะเกิดขึ้นทันสมัยประชุมสภา 2569 นี้แน่นอน

เล็งคุย’ปชป.-กล้าธรรม’ร่วมทำศึก

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมกันเลยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ ยอมรับว่า พรรคกล้าธรรมอาจต้องพูดคุยกันว่า พรรคกล้าธรรมจะมีจุดยืนอย่างไร เพราะการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ2569 ในวาระที่3พรรคกล้าธรรมก็มีแนวทางพิเศษ แตกต่างจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่พรรคปชป.จะพูดคุยกันอย่างแน่นอน เพราะอยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งไม่มีปัญหาและจะพูดคุยทำหน้าที่ร่วมกันหลังจากนี้ ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ เดี๋ยวจะมีการพิจารณาอีกครั้งเช่นเดียวกัน

จี้ประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง

เมื่อถามว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน จะมีอุปสรรคหรือไม่ เช่น ข้ออ้างจากฝ่ายรัฐบาล ที่บางประเด็นปัญหาก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระแล้ว เช่น การฮั้ว สว. หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ฯลฯ และยังคาบเกี่ยวรัฐบาลก่อน ที่รัฐบาลหลาย ๆ ชุดมักจะอ้างไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เจออุปสรรคแน่ และฝ่ายค้าน จะต้องเตรียมพร้อมให้ดี เพราะทราบว่า ขณะนี้ ได้มีการสั่งการให้ข้าราชการฝ่ายประจำ เตรียมหาเหตุผลทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะตอบได้ดีที่สุดว่า ตกลงแล้ว มีการวางแผนใดๆ หรือไม่ ซึ่งตนขอยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการกันมาหลายครั้งแล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลจะต้องเตะตัดขา หรือเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงหวังว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือหากฝ่ายค้านอภิปรายแล้ว จะต้องออกมาปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือออกมาปกป้องแกนนำรัฐบาล ซึ่งก็จะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลาง พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายค้าน มีประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบ ฉะนั้น ในแง่กระบวนการ และขั้นตอน ตนทราบดีกว่า จะต้องทำอย่างไร แต่ตนก็กังวลว่า จะเกิดวิชาสาระพัดวิชา เพื่อทำให้งานของฝ่ายค้านมีอุปสรรค

‘สนธิ-คปท.’นัดบุกกกต.25ก.ย.นี้

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “PichitChaimongkol” เพื่อนัดหมายเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุข้อความเชิญชวนประชาชนและมวลชนเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ร่วมเดินทาง “ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน” เพื่อแสดงพลังร่วมกันในวันดังกล่าว

‘สมชัยยก3คดีโต้ช่องทางเอาผิดกกต.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร”กล่าวถึงช่องทางการดำเนินคดีกับ กกต.โดยระบุว่า มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า หากจะดำเนินการกับ กกต.ต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 234 และ 235 ของรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว ยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางดำเนินการได้ พร้อมยกตัวอย่าง อย่างน้อย 3 กรณีที่มีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีแรก วันที่ 3 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.9/2569 กรณีผู้สมัคร สว.ผิดกลุ่มที่จังหวัดอำนาจเจริญ และ กกต.มีคำวินิจฉัยว่าสามารถสมัครได้ โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีที่2 วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.10/2569 โดยนายสมชัยระบุว่า ใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กรณีขอให้เพิกถอนและสั่งให้ สว.อำนาจเจริญ2 รายพ้นจากตำแหน่ง ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีที่3 วันที่ 16กันยายน 2569 กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 และระบุความผิดตามมาตรา 32 และ 62 ซึ่งนายสมชัยระบุว่า ศาลรับเรื่องทางธุรการแล้ว

ปูดสภาสูงปีกน้ำเงินเดูด สว.เข้าก๊วน

นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวถึงการทำงานวุฒิสภาต่อจากนี้ว่า เมื่อ กกต.ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว.ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แล้วศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้ไต่สวนจะมีคำสั่งให้ สว. 26คน ตามรายชื่อที่ กกต. ประกาศออกมาในคดีฮั้ว สว. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้ สว. เสียงหายไป 26 คน แต่แทบไม่มีผล เพราะประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ยังเป็นคนของฝ่ายเขาอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของคนที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา 4-5 คน เพื่อมาแทนที่ สว.ที่ถูก กกต.ยื่นคำร้อง แต่ฝ่ายสีน้ำเงินยังคุมเสียงข้างมากอยู่ ทำให้มองสภาพแล้วในวุฒิสภาก็คงไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เพราะมีการกำหนดไว้แล้วว่า ห้ามส่งคำร้องไปศาลฎีกาเกินยี่สิบกว่าคน เขาก็ตัดออกมาได้แล้ว 26 คน แต่ ณ ขณะนี้สีน้ำเงินก็ยังคุมอยู่ สว.26คน ก็ยังมาประชุมกันตามปกติ มีการปลุกขวัญกำลังใจกันเต็มที่

เมื่อถามว่า เสียง สว. ที่หายไป 26คน แต่ตอนนี้ฝ่ายสีน้ำเงินก็ยังคุมสภาพในวุฒิสภาได้อยู่ นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าวย้ำว่า ก็คุมได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาพวก สว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็น สว.อิสระ ตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้ว ต้องคอยมอนิเตอร์ดูกันไป

 “เรื่องนี้รากเหง้ามันอยู่ที่ตัวเราเอง ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาหลายหนว่า บุญคุณไม่ต้องมี แต่บุญคุณของประเทศชาติและประชาชนที่เขาเสียภาษีมาจ้างเรา สิ่งนี้สำคัญสุด เราต้องชดใช้บุญคุณของประชาชน ไม่ใช่บุญคุณของเจ้านายที่ไหนก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวแล้ว เมื่อได้เป็น สว.ต้องทำหน้าที่ตามที่ได้เคยสาบานไว้ตอนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่บอกไว้ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ถูกต้อง แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ากระบวนการที่ถูกต้องคือทำตามที่เขาสั่ง แบบนี้มันไม่ใช่ มันผิดแน่ ๆ แต่หากในอนาคตถ้ามีพวก สว. สำรอง จำนวนหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่มองว่าวุฒิสภาก็จะดีขึ้นตามลำดับ แต่ว่าตอนนี้หากหลับตาจะมองเห็นอนาคนเลยว่ามันยังมืดไปหมด” สว.กลุ่มอิสระ ระบุ

ร้องปปช.สอบทรัพย์สินประธานกกต.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ไปยัง ปปช.ขอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กกต.เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 68 ว่ามีการยื่นบัญชีโดยถูกต้องตามความใน พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 หรือไม่ โดยนายเรืองไกร ระบุว่า จากข่าวการลงมติคดีฮั้วเลือก สว.จึงได้ย้อนตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในฐานข้อมูลที่เก็บไว้ เมื่อนำมาพิจารณากับกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องพบข้อสังเกตที่ควรให้ ปปช.ตรวจสอบคือ นายณรงค์ ได้แจ้งในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ ปปช.ว่า มีรายได้ประจำ 3รายการ คือ เงินเดือน 966,480 บาท เงินประจำตำแหน่ง 510,000 บาท เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000บาท รวมรายได้ประจํา 1,986,480 บาท และแจ้งว่ามีเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท จึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า ผลต่างระหว่างรายได้ประจำ 1,986,480 บาท กับเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท นั้น มีการนำรายได้เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000 บาท ไปรวมเสียภาษีให้กรมสรรพากรครบถ้วน หรือไม่ หากเสียไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 87 หรือไม่

นอกจากนี้ นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่ปี 2566-2568 แต่ไม่พบการแจ้งรายได้เงินบำนาญที่อาจมีจากตำแหน่งดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ มีเงินบำนาญจากตำแหน่งผู้พิพากษา หรือไม่ มีการแจ้งรายได้ครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 114 หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้เทียบเคียงกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ต่อวุฒิสภา กรณีเข้ารับตำแหน่ง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 3 มี.ค.67 ซึ่งแจ้งว่า เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งแต่ ต.ค. 66-12 พ.ย. 66 และแจ้งรายได้เงินบำนาญไว้ 683,877.60 บาท

สงสัยแจ้งไม่ครบ-เลี่ยงภาษีหรือไม่

นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า ตนเองมีที่ดิน6แปลง รวม 3,250,000บาท คู่สมรสมีที่ดิน 9แปลง รวม 47,228,500 บาท แต่ไม่พบการแจ้งรายจ่ายค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความมาตรา9 พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ มีการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบ มีหนี้ค่าภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับแจ้งตามแบบ ภ.ด.ส.หรือไม่ ถ้ามีหนี้แต่ไม่แจ้ง จะเข้าข่ายฐานไม่แจ้งหนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ อันฝ่าฝืนมาตรา114หรือไม่และการที่ นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า มีปืนสั้น1กระบอก ได้มาปี2559 มูลค่า 37,500บาท คู่สมรสมีปืน1กระบอก ได้มาปี2564 มูลค่า 28,680บาท แต่ไม่แจ้งทะเบียนอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน(ใบ ป.3 หรือ ป.4) ตามพรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ.2490 กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ แจ้งการครอบครองอาวุธปืนของตนเองและคู่สมรส โดยให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

พิสิษฐ์ ไม่หวั่น ไอลอว์ เดินหน้าสาวไส้ต่อเนื่อง จี้กกต.เร่งทำสำนวน สว.ส้ม

18 กันยายน 2569 เวลา 18:33 น.

‘พิสิษฐ์’ ชี้ ‘กกต.’ มีมติส่งศาลฟัน ‘ฮั้ว สว.’ แค่บางคน ขอประชาชนยึดมั่น ’กฎหมาย‘ เป็นหลัก เหตุ อย่าใช้กฎคิดเองเออเอง ไม่หวั่น ’ไอลอว์-พรรคส้ม‘ เดินหน้าสาวไส้ต่อเนื่อง จี้เร่งสืบสวนสอบสวนสำนวนโยง ’สว.ส้ม‘ ด้วย คาด ’แดง-สมพาน‘ เททริปสัญจร เตรียมสู้คดีในชั้นศาล

วันที่ 18 กันยายน 2569 เมื่อเวลา16.45น. ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้อง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกงฮั้วเลือกสว. ซึ่งกระแสสังคมยังมีความไม่พอใจว่า เรื่องความพอใจหรือไม่พอใจ คงตอบไม่ได้ แต่วันนี้เราต้องยึดมั่นในกฎหมาย ต้องเอากฎหมายเป็นหลัก อย่าเอากฎหมู่ หรือกฎเกณฑ์ที่เราคิดเองเออเอง ตนอยากให้ประชาชนหรือทุกคนที่รับฟังว่าอันดับแรกต้องเคารพกฎหมายก่อนว่า วันนี้กกต.มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ว่ามีสว.จำนวน 26 คน ที่จะต้องถูกส่งศาลฎีกา ซึ่งที่ผ่านมาเราเองก็ให้ความร่วมมือมาตลอด จึงหวังว่าประชาชนจะยึดมั่นในกฎหมาย เคารพในกติกาตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ทางไอลอว์และพรรคประชาชนมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเรื่อยๆ แม้ทางกกต.จะไม่บอกว่าเป็นพยานคนไหน ตรงนี้มีความกังวลหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ทางไอลอว์ก็เปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เองก็เปิดเผยมาร่วม 2 เดือนแล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวล เพราะสิ่งที่ตนเคยกล่าวเอาไว้แล้วว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมานั้นเอามาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ความสำคัญอยู่ตรงนั้น ถ้าเอาออกมาโดยไม่ชอบกฎหมายก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ทางกกต.ก็น่าจะมีกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ ในการที่จะดำเนินการต่อไป

เมื่อถามต่อว่า มีการออกมาระบุว่ากกต. ไม่ยอมรับสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาพิจารณาด้วยทำให้สำนวนที่ออกมาไม่มีความสมบูรณ์ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่ดุลพินิจของกกต.เป็นหลัก เพราะจริงๆแล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เป็นหน่วยงานของอีกหน่วยงานหนึ่งจริงๆ แล้วแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าการเลือกสว.ที่ผ่านมา ทาง กกต.เป็นผู้ดำเนินการจัดการทั้งหมด เพราะฉะนั้นหน่วยงานอื่นไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้อง

เมื่อถามต่อว่ามีรายงานจากทางกกต.ล่าสุดว่ายังมีอีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับสว.สีส้ม ที่เขาอาจยังไม่มาในชั้นกกต.ทำให้พิจารณาเรื่องเส้นเงินไม่ได้ อยากเรียกร้องอะไรเกี่ยวกับตรงนี้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ในเมื่อฝั่งที่ถูกดำเนินคดีต่างๆ เราได้ให้ความร่วมมือเต็มที่ ดังนั้นเราก็อยากให้กกต.ดำเนินการ เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้รวดเร็วเช่นกัน จากสำนวนต่างๆ ที่กกต.ซึ่งตนทราบมาว่าก็มีอีก 3 จำนวนไม่ว่าจะเป็น ชุดของไอลอว์และ ของกลุ่มคณะก้าวหน้า ที่มีการจัดรวมตัวระดับจังหวัดที่ห้องประชุมจูปิเตอร์ รวมถึงอีกหลายคณะที่มีการจัดประชุมในที่ต่างๆ ดังนั้นอยากให้กกต.ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและมีความรวดเร็วเช่นเดียวกัน

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า กิจกรรมวุฒิสภาจัดโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจรวันนี้ มีสว. ร่วมเดินทางมาทั้งหมด 15 คน ส่วน สว. ที่มีการยกเลิกการเดินทางนั้นตนก็ไม่ทราบเหตุผล ทั้งนางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ นั้นจากเดิมที่มีชื่อท่านอยู่แล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าติดธุระเร่งด่วนอะไร จึงไม่สามารถเดินทางมาได้ เพราะตนก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่เท่าที่ทราบท่านอาจจะไม่อยากให้ข่าว

เมื่อถามย้ำว่าไม่อยากให้ข่าวเนื่องจากมีประเด็นเรื่องศาลฎีการับฟ้องคดีหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งท่านเองก็ให้การกับทางกกต.เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังเป็นผู้ถูกร้อง ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็รับเรื่องนี้ไป ซึ่งคิดว่าท่านอาจจะไปเตรียมตัวเรื่องนี้

เมื่อถามว่าหลังกกต.มีมติสั่งฟ้องได้มีการพูดคุยกับกลุ่มสว. ที่มีรายชื่อถูกส่งฟ้องหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันส่วนตัวบ้างหลายท่านยังไม่ได้ทราบข้อกล่าวหาชัดเจนเพราะวันที่กกต.ได้แถลงข่าว ก็ระบุข้อกล่าวหากว้างๆแต่รายละเอียดลึกๆ ไม่ทราบเลย

‘บุญยอด’ จวกมาตรฐานประธานสภา กทม. หญิงคนแรก ใช้คำพูดไม่เหมาะสมออกสื่อ

18 กันยายน 2569 เวลา 17:53 น.

วันนี้ 18 กันยายน 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์วิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานการทำงานและกิริยามารยาทในรายการสัมภาษณ์ของประธานสภากรุงเทพมหานคร โดยชี้ให้เห็นถึงการใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการตอบคำถามประเด็นการกดบัตรแทนกันในสภา กทม. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ประธาน สภากรุงเทพมหานคร เรียกตัวเองว่า “หนู” พิธีกร เรียก ประธาน ว่า “เธอ” (หลายครั้งกลุม สก.พรรคประชาชน เรียกพิธีกร “พี่ยุทธ) พิธีกรถาม: เธอเขื่อว่ากดบัตรแทนกันไหม? เธออยู่ด้วยนี่ ประธานสภาฯ ตอบ: มีกดซ้ำกัน แต่ญัตติไม่สำคัญ เป็นแค่เรื่องขอให้มี “ล่าม” นี่คือมาตรฐาน ประธานสภา กทม . (ผู้หญิงคนแรก) !!!!”

บุญยอด

หลังจากที่โพสต์ของ บุญยอด สุขถิ่นไทย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“เหมือนเจ้าของบัตรก็ยอมรับนี่ครับรอไรอยู่ละครับ #หนู #ประธาน”

“แปลว่าการนับญาติยังมีอยู่”

“มีอะไรแปลกๆ”

บุญยอด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai

เผยชีวิตอีกมุม ‘แก้วตา ธิษะณา’ เปิดความผูกพันของครอบครัวที่มีต่อ ‘ทักษิณ’

18 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

แก้วตา ธิษะณา

วันนี้ 18 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักข่าวรักพรรคเพื่อไทย โพสต์ประวัติความเป็นมา คุณแม่ ของ ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ แก้วตา ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ที่หลายคนไม่รู้ ว่าคุณแม่ของ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan เคยทำงานอยู่กับร้านผ้าไหมของนายก #ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน แม้คุณพ่อจะเป็น ประชาธิปัตย์

” แม่แก้วเป็นดีไซน์เนอร์อยู่ #ชินวัตรไหมไทย แม่แก้วไปเลือกเพื่อไทย ไปช่วยเพื่อไทยหาเสียง แม่บอกสงสารคุณทักษิณ ตอนโดนเข้าเรือนจำ ” ” แก้วเป็นคนแรกๆที่ออกมาปกป้องคุณทักษิณตอนเข้าเรือนจำ ตอนนั้นใจหายมาก ตอนเด็กๆ เคยไปม็อบเสื้อเหลืองก็จริง คนในม็อบก็พูด อยากให้ทักษิณติดคุกๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีวันนั้นจริงๆ และคนที่ตามไปขยายผลให้แกโดนคดี คือคนเดียวกับที่กระทำกับแก้ว” แก้วเล่าถึงวันที่คุณพ่อแก้วเสีย

แก้วตา ธิษะณา

“คุณพายัพ (น้องชายนายกทักษิณ) เป็นเพื่อนกับแม่แก้ว ตอนคุณพ่อแก้วเสียแกไปงาน แก้วเข้าไปสวัสดี ยังคิดว่าเป็นคุณทักษิณ เพราะหน้าเหมือนคุณทักษิณมาก แก้วรีบไปขอถ่ายรูป เขาบอกเขาไม่ใช่คุณทักษิณ”

วันนี้ แม้จะยังไม่ได้เจอตัวท่าน’ทักษิณ’เป็นๆ แต่ก็ได้เข้ามาใกล้แล้ว เพราะตอนนี้ ‘แก้วตา’ อยู่ในพรรคของผู้นำจิตวิญญาณ และ ผู้ก่อตั้งชื่อ ทักษิณ ชินวัตร #แดงแก้วตา”

แก้วตา ธิษะณา

หลังจากที่โพสต์ของทางเพจเฟซบุ๊ก สำนักข่าวรักพรรคเพื่อไทย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ท่านแม้วคือ”ผน.จิตวิณญาณที่แท้จริงค่ะทำตามกฏกติกามารยาททุกอย่าง.ปชต.จ๋าของแท้ค่ะรักและห่วงใยปทชและปชช.ยังแท้จริงค่ะขอขอบคุณๆแก้วตาที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพทค่ะ”

“สุดยอดครับเพราะเครือคุณแก้วตาฯเป็นอดีตธาญาตินายกฯชาติชายชุณวรรณครับเคยบริหารประเทศดีมากที่เคยมีว่ปรารพว่าปรเทศไทยจะต้องเปลี่ยนเป็นจากสนามรบเป็นสนามการค้าใยยุคนั้นรุ่งเรืองจริงฯครับ”

“ดีใจและยินดีด้วยหัวใจค่ะ ที่คุณแก้วตา เข้ามาอยู่ใต้ชายคาอ้อมอกบ้านคชสารแห่งเมืองเชียงใหม่(ถิ่นอาศัยของคุณแม่ที่น่ารักแสนดี ที่รักเพื่อไทยมาตลอด และตลอดมา รักนะคะคนและพรรคเพื่อไทยที่แสนดีทุกๆคนค่ะครับฯ.”

“อดีตนายกทักษิณชินวัตรท่านนี้แหละคนของประชาชนและชาวรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศที่รักและศรัทธาอดีตนายกทักษิณชินวัตรท่านนี้ที่ได้ทำคุณประโยชน์นานัปการให้กับประเทศและประชาชน”

“ขนลุก ทุกคนควรตื่นจากมโนแล้วมาอยู่ในโลกตวามจริง ควรยอมรับความจริงว่าคุณทักษิณทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติแค่ไหน ท่านทำเพื่อคนรากหญ้าแค่ไหน”

“ยินดีด้วยที่มาอยู่เพื่อไทยสมัยหน้าผมก็เลือกเพื่อไทยครับ”

แก้วตา ธิษะณา
แก้วตา ธิษะณา
แก้วตา ธิษะณา
แก้วตา ธิษะณา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก สำนักข่าวรักพรรคเพื่อไทย, เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan, เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra

รักชนก จี้ อนุทิน ตอบ เมื่อวานปัดตกร่างกฎหมายปลดล็อกสนุกเกอร์ แต่วันนี้บอกกำลังพิจารณาอยู่ จวกเซ็นเอกสารแบบไม่ได้อ่าน

18 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

‘รักชนก’ จี้ ‘อนุทิน’ ตอบ เมื่อวานปัดตกร่างกฎหมายปลดล็อกสนุกเกอร์ แต่วันนี้บอกกำลังพิจารณาอยู่ ชี้เป็นไปได้แค่ 2 มุม คือเซ็นเอกสารแบบไม่ได้อ่าน

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี เขต 8 พรรคประชาชน และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงกรณีที่นายอุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีมติไม่รับรองร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน เพื่อปลดล็อกกีฬาสนุกเกอร์และบิลเลียดออกจากบัญชีการพนัน โดยตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการสนับสนุนกีฬาอาชีพ รวมถึงความสับสนในการบริหารงานของผู้นำประเทศ

นายนนท์ ได้เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ส่งถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่านายกรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีบัญชาไม่รับรองร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งนนท์มองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความพยายามในการปลดล็อกกีฬาสนุกเกอร์ต้องมาหยุดชะงักลง

“หลังจากที่ผมรับเรื่องและร่วมกับนักกีฬา สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย รวมถึงเพื่อน สส. ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 จนยื่นต่อสภาได้เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เหตุผลสำคัญคือกฎหมายนี้ใช้มานานกว่า 90 ปี ไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่สนุกเกอร์เป็นกีฬาอาชีพ และมีนักกีฬาไทยสร้างผลงานระดับโลก ข้อจำกัดนี้ส่งผลกระทบต่อโอกาสของเยาวชน การฝึกซ้อม และสร้างช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย แต่เมื่อร่างถูกวินิจฉัยว่าเป็นร่างการเงินและต้องส่งให้นายกฯ รับรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 134 กลับถูกปัดตก” นายนนท์ กล่าว

นายนนท์ตั้งคำถามทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า “ติดปัญหาตรงไหน?” เมื่อรัฐบาลทราบดีถึงศักยภาพของสนุกเกอร์ไทย เหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้วงการพัฒนาต่อ หากติดขัดข้อกฎหมาย งบประมาณ รายได้รัฐ หรือมีความกังวลเรื่องการพนัน ขอให้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา โดย นนท์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่การเรียกร้องเปิดเสรีการพนัน แต่กีฬาต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะกีฬา หากรัฐบาลเห็นว่าสนุกเกอร์ยังควรถูกผูกไว้กับกฎหมายการพนัน ก็ควรมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ตอบเพียงคำว่าไม่รับรอง เพราะเบื้องหลังร่างกฎหมายนี้คืออนาคตของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ประกอบการ ทุกคนสมควรได้

ขณะที่ น.ส.รักชนก ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันนี้ถึงกรณีการปัดตกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยนายกฯ ระบุว่า “เดี๋ยวผมจะเรียกเรื่องมาดู กำลังพิจารณาอยู่ ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าผมจะไม่เซ็น เรื่องยังมาไม่ถึงผม”

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถามจริงๆ คนเป็นนายกรัฐมนตรีพูดกลับไปกลับมาระหว่างหนังสือราชการจากสำนักเลขาธิการฯ กับคำพูดของตัวเองในวันนี้ได้ด้วยหรือ ซึ่งมีความเป็นไปได้เพียง 2 ทางเท่านั้น

1) นายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่องอะไรในการบริหารราชการแผ่นดินเลย เซ็นเอกสารปัดตกกฎหมายที่ชี้ชะตาชีวิตและอนาคตของประชาชนไปโดยที่ไม่ได้อ่านรายละเอียด ซึ่งน่ากังวลว่า นายกรัฐมนตรีเซ็นเอกสารมั่วๆ เช่นนี้กับเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่ 

2) มีคนปลอมลายเซ็นนายกรัฐมนตรี หรือมีใครมาสวมรอยใช้อำนาจแทน ซึ่งถ้าระบบการทำงานในทำเนียบรัฐบาลล้มเหลวและหละหลวมถึงขั้นนี้ นายกรัฐมนตรีต้องสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบหาความจริงโดยด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นประชาชนจะฝากความหวังไว้กับผู้นำที่จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเซ็นอะไรลงไปได้อย่างไร

“แต่ดิฉันคิดว่าไม่มีใครเซ็นแทนหรอก สไตล์นายอนุทิน ไม่รู้ขั้นตอน ไม่ใส่ใจ ไม่เข้าใจงานฝ่ายนิติบัญญัติเสียมากกว่า ถ้าให้เดาคือเซ็นเอกสารไปแบบส่งๆ ตามแฟ้มที่วางไว้ หรือไม่ก็มีคนสั่งมาให้เซ็นอีกทีโดยไม่อ่านสักตัวบนกระดาษด้วยซ้ำ ถ้าจะฝากอะไรต่อเรื่องนี้อยากจะบอกว่านับวันประชาชนยิ่งตั้งคำถามว่านายกฯ จริงจังกับอะไรบ้าง ยกเว้นหาความสุข ความบันเทิงให้ตัวเอง” น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้าย

’วุฒิสภา‘ ยกคณะสัญจรลงพื้นที่เกาะช้าง จ.ตราด ตามคืบหน้าการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว-เชื่อมต่อถนนรอบเกาะ

18 กันยายน 2569 เวลา 17:23 น.

’วุฒิสภา‘ ยกคณะสัญจรลงพื้นที่เกาะช้าง จ.ตราด ตามคืบหน้าการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว-เชื่อมต่อถนนรอบเกาะ ดันแก้ ‘น้ำประปา’ ไม่เพียงพอ ช่วยคนในพื้นที่ กระตุ้นศก.-การท่องเที่ยว ด้าน ’กำนันต.เกาะช้าง‘ ขอบคุณช่วยสานฝัน10ปีให้ชาวถิ่น

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 18 กันยายน 2569 ที่เกาะช้าง จ.ตราด นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา พร้อมสมาชิกวุฒิสภา(สว.) อาทิ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ , นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ และสว. รวม 15 คน ร่วมลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว หมู่4 อ.เกาะช้าง จ.ตราด ในโครงการวุฒิสภาสัญจร โดยมีนายยศพล สนามไชย ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 9 กล่าวสรุปเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ตอนหนึ่งว่า

โครงการอ่างเก็บน้ำนี้ เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว เป็นงบฯผูกพันปี 2564-67 โดยใช้งบฯทั้งสิ้นรวม 444,250,600 บาท ใช้พื้นที่รวม 1,780 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 745 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้รวม 2.35 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรในหน้าแล้ง เนื่องจากพื้นที่บนเกาะช้างไม่มีระบบปะปา ชาวบ้านต้องซื้อน้ำใช้ ขุดบ่อบาดาล รวมถึงดึงน้ำจากน้ำตก ดังนั้น อ่างเก็บน้ำจึงเป็นความจำเป็นต่อประชาชน และผู้ที่เข้ามาพักอาศัยและนักท่องเที่ยว สามารถรองรับการพัฒนาในอนาคตได้ 20 ปี ทั้งนี้บนเกาะที่จะต้องใช้อ่างเก็บน้ำ 4 อ่างถึงจะเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของชาวบ้านและผู้ประกอบการบนเกาะช้างที่มี 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน แม้โครงการก่อสร้างนี้จะล่าช้ากว่ากำหนด แต่คาดว่าจะสามารถสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2571

ขณะที่ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวสะท้อนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว่า ถือเป็นความหวังของเกาะช้าง เพราะช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำจึงถือเป็นต้นทุนสำคัญทั้งภาคการท่องเที่ยว และการเกษตรที่ต้องซื้อน้ำจากแผ่นดินใหญ่มารองรับ เพราะส่วนใหญ่คนในพื้นที่ประกอบอาชีพการท่องเที่ยวเป็นหลัก การเกษตรเป็นรอง ทำให้ต้นทุนซื้อน้ำกินน้ำใช้สูง ส่งผลทำให้ราคาที่พักและสถานบริการต่างๆมีราคาสูงขึ้นด้วย หากผลักดันโครงการนี้สำเร็จ จะสามารถช่วยพัฒนาเกาะช้างให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นการแก้ไขปัญหาปัจจุบัน ส่วนท้องถิ่นต้องนำรถน้ำไปแจกจ่ายให้ประชาชนบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ขณะที่โรงแรมต้องซื้อน้ำปีละหลักล้านบาท ในช่วงไฮซีซั่น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 90 % และอีก 10 %เป็นคนไทย หากโครงการสำเร็จ และมีน้ำเพียงพอ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวไทย และให้เกิดการพัฒนาการเกษตร การท่องเที่ยว เพื่อทำให้เกาะช้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ เป็นสากลของโลก

หลังจากนั้นนายพิศูจน์ และคณะฯ ได้รับฟังการรายงานข้อมูลการติดตามโครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง ช่วงบ้านบางเบ้า-บ้านสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ระยะทาง 11.23 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร มีไหล่ทางข้างละ 0.5 เมตร มีสะพาน 14 แห่ง โดยมีจุดทางลอดให้สัตว์ป่าใช้เพื่อหลักเลี่ยงอันตรายของสัตว์ป่า เช่น ช้างป่าและมีจุดชมวิวบนเส้นทางดังกล่าว โดยใช้งบประมาณการก่อสร้าง 661,053,000 บาท คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2573 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา

โดยนายเติมศักดิ์ เสริฐศรี กำนันตำบลเกาะช้างใต้ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนในฐานะผู้นำชุมชนและตัวแทนชาวเกาะช้างขอขอบคุณสว. ที่ช่วยผลักดันและติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว แบะถนนรอยเกาะ ที่ชาวเกาะช้างฝันมานานหลายสิบปี จากการขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ การท่องเที่ยวและการเกษตร รวมถึงการทำถนนเส้นนี้ จะช่วยย่นย่อเวลา และเส้นทางให้สัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องเดินทางขับขี่รถรอบเกาะในบางช่วงที่ชำรุดทรุดโทรมช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของชาวบ้านและเด็กนักเรียนบนเกาะช้าง และการขนส่งสินค้าบริการ พร้อมทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชื่อมีโยงโครงข่ายการคมนาคมในพื้นที่เกาะช้างเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต ขอขอบคุณที่มองเห็นความเดือดร้อนของชาวเกาะช้าง

กกต.สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวนฮั้ว สว.ส้ม เหตุพยานปากสำคัญ เลื่อนเข้าให้ปากคำคณะที่ 26

18 กันยายน 2569 เวลา 17:14 น.

“กกต.ชุดใหญ่”สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวน”ฮั้ว สว.ส้ม”แล้ว เผยลงมติช้าเหตุพยานปากสำคัญเลื่อนเข้าให้ปากคำคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานเส้นทางการเงิน -ผู้สมัคร สว. และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

วันที่ 18 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือ “โกงเลือก สว.” ที่ยังเหลืออีก 3 สำนวน โดยอยู่ในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินการสอบสวนอยู่ และยังไม่เสร็จสิ้น

โดย 3 สำนวนดังกล่าว ได้แก่ 1). การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับจังหวัด 2). การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับประเทศ 3). กลุ่มฮั้ว สว.อิสระ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ฮั้ว สว.ส้ม” นั้น

ล่าสุด มีรายงานแจ้งว่า คณะกรรมการฯ คณะที่ 26 ได้ส่ง 3 สำนวนดังกล่าวไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในการพิจารณาเพื่อลงมติ

มีรายงานแจ้งอีกว่า สาเหตุที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่เพียงพอนั้น เนื่องจากพยานปากสำคัญ ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำกับคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานชิ้นสำคัญคือ เส้นทางการเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สมัคร สว. และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

“เรื่องนี้หมกเม็ดไม่ได้หรอก ถ้าหมกเม็ด เดี๋ยวโดนสังคมเอาตาย” แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.ระบุ

‘ข้าวสุข’ นครพนม ไกลถึงเวียนนา! เกษตรกรหญิงไทยโชว์อัตลักษณ์เกษตรอินทรีย์ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดยุโรป

18 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

407870_0

สปษ.สหภาพยุโรป นำเกษตรกรหญิงไทยร่วมงาน ernte.dank.festival 2026 ณ กรุงเวียนนา ส่งเสริมบทบาทสตรีและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทยสู่ยุโรป

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป (สปษ. สหภาพยุโรป) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา นำ นางสาวนงค์ลักษณ์ อัศวสกุลชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง (ข้าวสุข) จังหวัดนครพนม ผู้แทนเกษตรกรหญิงจากประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในการประสานเกษตรกรไทยเข้าร่วมงาน ernte.dank.festival 2026 ณ Heldenplatz กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งเป็นงานสำคัญด้านการเกษตรและป่าไม้ของออสเตรีย จัดโดย Ökosoziales Forum Österreich & Europa เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสภาคการเกษตร อาหารท้องถิ่น และความยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตรกับประชาชนในเขตเมือง

ในโอกาสนี้ ผู้แทนเกษตรกรหญิงไทยได้ร่วม การพูดคุยบนเวทีหลัก (Panel Discussion) กับ นาง Irene Neumann-Hartberger ประธานสหพันธ์เกษตรกรหญิงแห่งออสเตรีย และผู้แทนเกษตรกรหญิงจากยูกันดา โดยนำเสนอเรื่องราวการทำเกษตรของไทย การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับบทบาท ชีวิตการทำงาน และความท้าทายของเกษตรกรหญิงในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ งานในปี 2569 ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับบทบาทของสตรีในภาคเกษตร เนื่องใน ปีเกษตรกรหญิงสากล 2026 (International Year of the Woman Farmer 2026) โดยภายในงานมีพื้นที่ “Bäuerinnendorf” หรือหมู่บ้านเกษตรกรหญิง และพื้นที่นำเสนอวิถีชีวิตของเกษตรกรหญิงจากประเทศไทย ยูกันดา และออสเตรีย

ควบคู่กับกิจกรรมบนเวที สปษ. สหภาพยุโรป ได้ผลักดันการ ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทย ให้เกษตรกรหญิงนำผลิตภัณฑ์จากข้าว อาทิ ชาข้าวอินทรีย์และข้าวอินทรีย์ มาแนะนำและให้ผู้เข้าร่วมงานทดลองชิม เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง และสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพ ความหลากหลาย ตลอดจนศักยภาพในการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรไทย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ผู้แทนเกษตรกรหญิงไทยได้ให้สัมภาษณ์แก่ สถานีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะแห่งชาติออสเตรีย (ORF) เกี่ยวกับประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรหญิงจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งช่วยเผยแพร่เรื่องราวของเกษตรกรหญิงและภาคการเกษตรไทยสู่สาธารณชนออสเตรียในวงกว้าง โดยการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ฝ่ายผู้จัดได้ประสานกับผู้แทนไทยไว้โดยเฉพาะ

ในวันเดียวกัน ได้เข้าร่วม VIP Reception ของงาน โดยได้นำชาข้าวอินทรีย์ของไทยเสิร์ฟแก่ นาย Norbert Totschnig รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของออสเตรีย และแขกผู้มีเกียรติภายในงาน นับเป็นอีกโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าเพิ่มของไทยผ่านการทดลองชิม และประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์และศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยแก่ผู้แทนระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในออสเตรีย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ สปษ. สหภาพยุโรป ในการส่งเสริมภาพลักษณ์ภาคการเกษตรไทยในตลาดยุโรป ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรหญิง การนำเสนอแนวทางการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าเพิ่มของไทย ตลอดจนสร้างเครือข่ายและเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพและศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในออสเตรียและสหภาพยุโรป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 16 ศาสตราจารย์ใหม่ จาก 8 มหาวิทยาลัยดัง

19 กันยายน 2569 เวลา 11:43 น.

ราชกิจจา

19 ก.ย.69  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์ จำนวน 2 ฉบับ รวม 16 ราย

ประกาศฉบับแรก มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยและพนักงานสถาบัน สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 15 ราย ดังนี้

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  1. รองศาสตราจารย์ตุลวิทย์ สถาปนจารุ สังกัดคณะสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สังกัดคณะสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  1. รองศาสตราจารย์สุรพล แสนสุข สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาพฤกษศาสตร์ สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2565

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

  1. รองศาสตราจารย์นงลักษณ์ มีทอง สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวัสดุศาสตร์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2565
  2. รองศาสตราจารย์ณัญธิวัฒน์ พลดี สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565
  3. รองศาสตราจารย์วิภาวี หีบแก้ว สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากายวิภาคศาสตร์ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2566
  4. รองศาสตราจารย์ศิริพร ปรุงวิทยา สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  1. รองศาสตราจารย์ปริม อวยชัย สังกัดคณะทันตแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก สังกัดคณะทันตแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2565
  2. รองศาสตราจารย์สุวิทย์ บุญยะเวชชีวิน สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2565
  3. รองศาสตราจารย์พิชชา จองวิวัฒสกุล สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566
  4. รองศาสตราจารย์เกศชาดา เอื้อไพโรจน์กิจ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิสัญญีวิทยา สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2567
  5. รองศาสตราจารย์เกื้อการุณย์ ครูส่ง สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาชีวเคมี สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2567
  6. รองศาสตราจารย์สุชาดา จันทร์ประทีป นภาธร สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  1. รองศาสตราจารย์อเล็กชานเดอร์ ชือตอฟ สังกัดคณะนิติศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากฎหมายเปรียบเทียบ สังกัดคณะนิติศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2566

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. รองศาสตราจารย์พรพิมล อังคเศกวินัย สังกัดคณะสหเวชศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาภูมิคุ้มกันวิทยา สังกัดคณะสหเวชศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2566

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

  1. รองศาสตราจารย์ทศพล เมลืองนนท์ สังกัดคณะเทคโนโลยีนวัตกรรมบูรณาการ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเคมีอินทรีย์ สังกัดคณะเทคโนโลยีนวัตกรรมบูรณาการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567

ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2569 โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ประยูรศักดิ์ เปลื้องผล สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ สาขาวิชาฟิสิกส์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2565

ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2569 โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

1
2
3