กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โชว์ ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ สู่เวทีโลกที่โตเกียว

18 กันยายน 2569 เวลา 20:42 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างองค์ความรู้ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก

วันที่ 18 กันยายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ทั้งนี้ในงาน ยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิเช่น เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และ ผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์ มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

รากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีไทย ทั้งรูปแบบการแต่งกายไทยในราชสำนักในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบ  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสมทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่ พัฒนาเป็น ชุดไทยพระราชนิยม ต้นแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย ที่สุภาพ งดงาม เหมาะสมต่อการสวมใส่จริงในการประกอบพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ

ชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

“รมว.ประเสริฐ” ถกจีน ดัน AI ลดงานธุรการ-เดินหน้าความร่วมมือการศึกษา

18 กันยายน 2569 เวลา 20:27 น.

S__365699112_0

“รมว.ประเสริฐ” ถกจีน ดัน AI ลดงานธุรการ-เดินหน้าความร่วมมือการศึกษา

18 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับนายหวัง เฉิงเหวิน กรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 กระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลแห่งรัฐ ประจำกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ระดับเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการฯ) ในโอกาสเยือนไทยเพื่อกระชับความร่วมมือด้านการศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า ไทยกำลังผลักดันการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาลดภาระงานธุรการของครู พร้อมสนใจศึกษาประสบการณ์จีนด้าน Smart Classroom และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ขณะที่ฝ่ายจีนได้แลกเปลี่ยนแนวทางดูแลความปลอดภัยอาหารกลางวันในโรงเรียน ผ่านระบบกำกับดูแลตั้งแต่ระดับชาติถึงอำเภอ และแผนใช้เทคโนโลยีติดตามข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ด้านการป้องกันทุจริต รมว.ศธ. ระบุว่า กระทรวงฯ ดำเนินมาตรการ e-Bidding นโยบาย No Gift และศูนย์รับแจ้งเบาะแสทุจริต ควบคู่การบูรณาการหลักสูตรต้านทุจริตร่วมกับ ป.ป.ช. ส่วนฝ่ายจีนได้แบ่งปันประสบการณ์การใช้ AI และ Big Data ตรวจสอบงบประมาณเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังหารือแนวทางขยายความร่วมมือ ทั้งด้านอาชีวศึกษา ทุนการศึกษา การเรียนการสอนภาษาจีน และการเพิ่มครูอาสาสมัครจีน-ห้องเรียนขงจื่อ เพื่อรองรับการลงทุนจากจีนที่ขยายตัวในไทย

“ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์แบบพี่ใหญ่-น้องเล็กที่แน่นแฟ้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและบุคลากรผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลจะช่วยยกระดับมาตรฐานการศึกษาของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว
+++++++++++++++++=

เครือข่ายรร.เอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จว.ชายแดนใต้ ผนึก พว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อน Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps

18 กันยายน 2569 เวลา 17:29 น.

สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ประธานกรรมการบริหาร กับ เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนคณะผู้บริหาร และคณะครู เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนให้สอดรับกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุว่า สช. ดูแลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศประมาณ 3,000 แห่ง มีนักเรียนราว 2 ล้านคน ขณะที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เรียนจำนวนมากอยู่ในระบบโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกว่า 300 แห่ง พื้นที่ดังกล่าวมีรูปแบบการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งการจัดการเรียนการสอนวิชาสามัญและอิสลามศึกษา การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงจำเป็นต้องเลือกใช้กระบวนการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในห้องเรียน

หนึ่งในหัวใจสำคัญ คือการพัฒนาครูให้สามารถปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถาม สืบค้นข้อมูล ลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดร.ภิญญา มองว่า GPAS 5 Steps จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการลงมือทำ พร้อมระบุว่า การขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ระดับผู้บริหารสถานศึกษาไปจนถึงครูผู้สอน เป้าหมายในระยะ 3 ปี คือทำให้รูปแบบการเรียนการสอนเกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอิสลามศึกษาควบคู่กับวิชาสามัญ เพราะ สช. ดูแลทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันทางศาสนา ตลอดจนศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็กในวัยเรียนจำนวนมากในพื้นที่

ว่าที่ ร.ต.ดร.อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า ความร่วมมือด้านวิชาการครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มทั้งการพัฒนาครู สื่อการเรียนรู้ แผนการสอน และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในวิชาสามัญและอิสลามศึกษา เป้าหมายสำคัญ คือทำให้การพัฒนาวิชาการเดินควบคู่ไปกับหลักศาสนาและวิถีชีวิตของชุมชน โดย GPAS 5 Steps สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกระบวนการคิดและการเรียนรู้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างองค์ความรู้สมัยใหม่กับพื้นฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมของพื้นที่ อีกหนึ่งศักยภาพสำคัญของโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือความหลากหลายด้านภาษา ผู้เรียนจำนวนมากมีพื้นฐานทั้งภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาอาหรับ และภาษาอังกฤษ

นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจังหวัดนราธิวาส ระบุว่า ปัจจุบันหลายโรงเรียนพัฒนาโปรแกรมด้านภาษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษามลายู และ Arab English Program รวมถึงมีครูจากต่างประเทศเข้ามาร่วมจัดการเรียนการสอน และบางโรงเรียนกำลังต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงกับการศึกษาระดับนานาชาติ การนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ามาเสริม จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่เดิม ให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงทักษะด้านภาษา ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความรู้จากท้องถิ่นไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปธรรม

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. ระบุว่า กระบวนการ GPAS 5 Steps มีเป้าหมายสร้างทักษะการคิดและการเรียนรู้ให้ติดตัวผู้เรียนในระยะยาว เพราะแม้บริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคตจะเปลี่ยนแปลง แต่เด็กที่มีพื้นฐานการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา จะสามารถนำกระบวนการเหล่านี้ไปปรับใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ครูนำทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรในชุมชนมาเชื่อมกับการเรียนรู้ เช่น การนำวัตถุดิบ สมุนไพร หรือผลไม้ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นโครงงานด้านอาหารฮาลาล โดยผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับหลักศาสนา ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว และพัฒนาต่อไปเป็นผลงานหรือ Portfolio ของตนเอง

ตลอดระยะเวลา 3 ปี พว. จะสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เอกสาร แผนการจัดการเรียนรู้ คลัง E-book ทีมวิทยากร รวมถึงการพัฒนาครูและการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่จะร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงห้องเรียน เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการนำกระบวนการใหม่เข้าสู่โรงเรียน แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ครูมีเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียน เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต และสามารถนำศักยภาพด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และทุนท้องถิ่นมาต่อยอดได้อย่างเต็มที่

นี่จึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่เชื่อม “วิชาการ–ศาสนา–ภาษา–อัตลักษณ์–นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาที่เติบโตจากบริบทของพื้นที่ และเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน

กองทุนสื่อ ปั้นครีเอเตอร์รุ่นใหม่ มอบรางวัล “Micro Drama Master” รวม 200,000 บาท ยกระดับละครแนวตั้งปลอดภัย

18 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

2

กองทุนสื่อ ปั้นครีเอเตอร์รุ่นใหม่ มอบรางวัล “Micro Drama Master” รวม 200,000 บาท ยกระดับละครแนวตั้งปลอดภัย

18 กันยายน 2569 กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานแถลงข่าวและพิธีมอบรางวัลโครงการ “Micro Drama Master เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” ณ ห้อง Summit Meeting Room โรงแรม ibis Styles Bangkok Ratchada ประกาศความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพผู้ผลิตสื่อยุคใหม่ ร่วมขับเคลื่อนคอนเทนต์ละครแนวตั้ง (Micro Drama) ปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด และมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมระดับเข้มข้น

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคสื่อในยุคดิจิทัล ซึ่งคอนเทนต์แนวตั้งหรือ “ละครคุณธรรม” กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นที่เนื้อหาสั้น กระชับ เข้าใจง่าย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการได้เปิดรับสมัครประชาชนทั่วไปสัญชาติไทยทุกช่วงวัยจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้โจทย์สุดท้าทาย “เมื่อความจริง ไม่มีฟิลเตอร์” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้สนใจส่งผลงานและสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 421 ราย ก่อนจะผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การอบรมระดับพื้นฐาน (Basic) ในรูปแบบออนไลน์ จำนวน 287 ราย และเฟ้นหาผู้ผ่านเข้ารอบสู่การอบรมเชิงปฏิบัติการระดับสูง (Advanced) ในรูปแบบออนไซต์สุดเข้มข้น จำนวน 25 ราย

ดร.อุษา รุ่งโรจน์การค้า ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสื่อสำหรับประชาชน กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสื่อดีมีคุณภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้คนในสังคมเสมอมา ปัจจุบัน คอนเทนต์แนวตั้งหรือ Micro Drama ได้รับความนิยมอย่างมาก ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารประเด็นสำคัญทางสังคมกับกลุ่มผู้ชมหลายช่วงวัยผ่านสื่อรูปแบบใหม่ ซึ่งโครงการ Micro Drama Master ไม่ได้เป็นเพียงการอบรมผู้ผลิต แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศของครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ประกอบด้วยผู้ผลิตสื่อที่เชี่ยวชาญ

ทั้งด้านการเล่าเรื่อง เทคนิคการผลิต มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้ชมที่บริโภคสื่อคุณภาพ โดยองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้ กองทุนพัฒนาสื่อฯ จะนำไปจัดการ การเรียนรู้เพื่อต่อยอดและจะส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  

ภายในงาน ได้มีการเปิดฉายวิดีทัศน์ภาพรวมกิจกรรม และจัดแสดง 10 ผลงานสุดท้ายที่ผ่านการพัฒนาอย่างเข้มข้น ซึ่งสะท้อนมุมมองสังคมผ่านมิติที่หลากหลาย ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติแก่ผู้ชนะการประกวด จำนวน 3 รางวัล รวมมูลค่า 200,000 บาท ได้แก่

 รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท ได้แก่

ผลงานเรื่อง : The Honest Glitch (หลุดปาก) โดย คุณชลชาต โพธิ์แย้ม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท ได้แก่

 ผลงานเรื่อง : กล่อง (Boxes) โดย คุณหาญเศรษฐ์ ศรีเทพเอี่ยม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท ได้แก่

ผลงานเรื่อง : ไลฟ์สุดท้ายของแม่ โดย คุณภาคภูมิ หรรนภา

พร้อมกันนี้ ดร.อุษา รุ่งโรจน์การค้า ได้ให้เกียรติมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมระดับ Advanced ทั้ง 25 คน เพื่อเชิดชูความตั้งใจและเติมเต็มแรงบันดาลใจให้แก่เหล่านักสร้างสรรค์สื่อ ในการนำทักษะความรู้ไปผลิตผลงานคุณภาพที่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น “พลังรุ่นใหม่” สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ เปิดพื้นที่เรียนรู้-ลงมือทำจริง ปลดล็อกศักยภาพนิวเจนสร้างพลังขับเคลื่อนอนาคตสังคมไทยอย่างยั่งยืน

18 กันยายน 2569 เวลา 22:02 น.

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติที่กำลังจะมาถึง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และความตระหนักรู้ต่อประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และก้าวสู่การเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนของตน

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศครับ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ค่ะ”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง ได้เข้าถึงกระบวนการการเรียนรู้สิทธิตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของตนเอง เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

Aura Wellness เปิด “Aura Bangkok Clinic” ใจกลางสนามบินสุวรรณภูมิ ชูโมเดล “ทำสวยก่อนบิน” ดัน T-Beauty สู่เวทีโลก พร้อมต่อยอด Beauty & Wellness สู่ New Economy

18 กันยายน 2569 เวลา 21:55 น.

Aura Wellness กลุ่มธุรกิจ Beauty & Wellness ของไทย เดินหน้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการเปิดตัว “Aura Bangkok Clinic” สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ในพื้นที่ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ หลังผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง (International Departure Area) ภายใต้แนวคิด “ทำสวยก่อนบิน” รองรับพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า พร้อมนำบริการด้านความงามของไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Travel Ecosystem และเปิดโอกาสให้ T-Beauty เข้าถึงผู้บริโภคจากทั่วโลกในจุดที่ผู้คนกำลังเดินทางออกจากประเทศไทย

การเปิดสาขาดังกล่าวเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 10 ปี Aura Wellness และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายบทบาทของบริษัท จากผู้ให้บริการด้านความงามในประเทศ สู่การนำ T-Beauty Experience ไปเชื่อมต่อกับนักเดินทางในระดับสากล ผ่านหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของประเทศไทยกับผู้คนจากทั่วโลก พร้อมสอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Thailand Wellness Destination”

จากคลินิกความงาม สู่จุดเชื่อมต่อ T-Beauty กับนักเดินทางทั่วโลก

Aura Wellness มองว่า สนามบินไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและปลายทางของการเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ระหว่างทาง โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหนึ่งในประตูสำคัญที่เชื่อมประเทศไทยเข้ากับนักเดินทางจากหลากหลายประเทศ

การนำบริการด้าน Beauty & Wellness เข้าไปอยู่ในบริบทของการเดินทาง จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มช่องทางให้บริการ แต่เป็นการนำความงามไทยเข้าไปอยู่ใน Lifestyle Journey ของผู้บริโภค และสร้างโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสมาตรฐานและประสบการณ์แบบไทยก่อนเดินทางออกจากประเทศ

สำหรับ Aura Bangkok Clinic สาขาสุวรรณภูมิ ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์นักเดินทางโดยเฉพาะ ทั้งด้านเวลา ความสะดวก และความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันยังคงมาตรฐานการให้บริการของ Aura Bangkok Clinic ทั้งด้านทีมแพทย์ เทคโนโลยี และการดูแลผู้รับบริการเป็นรายบุคคล

โมเดลดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ Beauty & Wellness ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ของคลินิกหรือสถานพยาบาล แต่กำลังเชื่อมต่อเข้ากับ Lifestyle, Travel และ Experience Economy มากขึ้น เมื่อผู้บริโภคให้คุณค่ากับทั้ง “เวลา” และ “ประสบการณ์” การเข้าถึงบริการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคเดินทางไปที่ไหน แต่รวมถึงการที่บริการสามารถเข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม

จาก Medical Tourism สู่ T-Beauty Experience โอกาสใหม่ของไทย

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน Beauty & Wellness ที่เกิดจากการผสมผสานหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยีและมาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนวัฒนธรรมการบริการแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับความใส่ใจและการดูแลผู้คน

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพและความงามที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่นวดแผนไทย อาหาร สมุนไพร ไปจนถึงศาสตร์การดูแลสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และความงาม จึงเกิดเป็นศักยภาพที่สามารถต่อยอดไปสู่แนวคิด “T-Beauty”

T-Beauty จึงไม่ได้หมายถึงเพียงหัตถการหรือผลิตภัณฑ์ความงาม แต่หมายถึงประสบการณ์ความงามที่สะท้อนความเชี่ยวชาญ มาตรฐาน และเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นได้ตั้งแต่การแพทย์ การท่องเที่ยว การบริการ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์

จากเดิมที่ Beauty & Wellness เป็นหนึ่งในเหตุผลที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทย วันนี้ประสบการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเดินทางออกไปพร้อมกับผู้บริโภค ผ่านการสร้างประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนออกจากประเทศไทย

นี่คืออีกมิติของการต่อยอด T-Beauty จาก “Destination” ที่ผู้คนต้องเดินทางมาหา สู่ “Experience” ที่สามารถส่งต่อออกไปทั่วโลก

“Beauty & Wellness” กับโอกาสในการต่อยอด Soft Power สู่ New Economy

คุณเฟม เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Aura Wellness กล่าวว่า ธุรกิจ Beauty & Wellness ของไทยมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ช่วยต่อยอด Soft Power ของประเทศ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทั้งการท่องเที่ยว การแพทย์ การบริการ และไลฟ์สไตล์

“การเปิด Aura Bangkok Clinic สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดให้บริการอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นการทดลองนำ Beauty & Wellness Experience เข้าไปอยู่ในบริบทของการเดินทางจริง เราต้องการให้นักเดินทางจากหลากหลายประเทศได้สัมผัสมาตรฐานการแพทย์ เทคโนโลยี และการบริการของไทย ตั้งแต่ก่อนที่เครื่องจะทะยานขึ้นฟ้า” คุณเฟม เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Aura Wellness กล่าว

คุณเฟมกล่าวเพิ่มเติมว่า การนำ Beauty & Wellness เข้าไปอยู่ในสนามบินยังสะท้อนให้เห็นว่า ความงามกำลังเปลี่ยนจากบริการเฉพาะทางไปสู่ส่วนหนึ่งของ Lifestyle Experience และสนามบินถือเป็นพื้นที่สำคัญที่สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์ดังกล่าวกับผู้บริโภคจากทั่วโลก

ก้าวต่อไปของ Aura Wellness กับการสร้าง T-Beauty Experience

Aura Wellness ระบุว่า การเปิดสาขาสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการพัฒนาธุรกิจในระยะยาว โดยบริษัทต้องการขยายบทบาทจากผู้ให้บริการด้านความงามและเวลเนส สู่การเป็นผู้สร้าง Wellness Experience ที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในบริบทต่าง ๆ ของชีวิต

หลังจากนี้ Aura Wellness จะเดินหน้าพัฒนา T-Beauty Experience ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านการแพทย์ เทคโนโลยี และการบริการ เพื่อรองรับทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักเดินทางจากต่างประเทศ พร้อมมองหาโอกาสในการเชื่อมโยง Beauty & Wellness เข้ากับอุตสาหกรรมอื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

การเปิด Aura Bangkok Clinic สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ ในวาระครบรอบ 10 ปีของ Aura Wellness จึงไม่ใช่เพียงการขยายพื้นที่ให้บริการ แต่คือการขยายขอบเขตของ T-Beauty จากบริการที่ผู้คนเดินทางมาหา สู่ประสบการณ์ที่สามารถเดินทางไปพร้อมกับผู้คนทั่วโลก และเป็นอีกหนึ่งก้าวในการทำให้ Beauty & Wellness ของไทยมีพื้นที่บนเวทีโลกมากขึ้น

วิทยาลัยดุสิตธานี ลงนาม MoU กับ Avocados Australia ประเดิมเปิดเวทีแข่งขันเมนูอะโวคาโด คัดเลือกตัวแทนสู่เวทีนานาชาติ

18 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี จับมือ Avocados Australia ลงนาม MoU ส่งเสริมความร่วมมือด้านอาหารและนวัตกรรมอาหาร พร้อมเปิดเวทีแข่งขันเมนูอะโวคาโด คัดตัวแทนสู่เวทีนานาชาติที่มาเลเซีย วิทยาลัยดุสิตธานี ได้ร่วมกับ Avocados Australia จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การพัฒนาบุคลากร และนวัตกรรมอาหาร โดยมี ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี และ พิชยา นรนิติผดุงการ ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภาคอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนวิทยาลัยร่วมลงนามกับผู้แทนจาก Avocados Australia ได้แก่ Mr. Brad Rodgers, Director for Western Australia และ Mr. KC Liew, General Manager Southeast Asia ในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย มาร่วมเป็นสักขีพยาน 

เนื้อหาในบันทึกความเข้าใจระหว่างวิทยาลัยดุสิตธานีและ Avocados Australia นั้น มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีอาหาร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ อันจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

ภายในวันเดียวกันนั้นเอง วิทยาลัยดุสิตธานียังได้รับการสนับสนุนจาก Avocados Australia ให้จัดการแข่งขัน Australian Fruits Culinary Competition 2026 ซึ่งเป็นการแข่งขันทำอาหารภายในเพื่อเฟ้นหานักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติ ณ ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2569

โอกาสนี้ ฯพณฯ  นายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การแข่งขันครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอันแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและเป็นรูปธรรมระหว่างออสเตรเลียและไทย โดยเชื่อมโยงการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และบุคลากรรุ่นใหม่ด้านอาหารเข้าด้วยกัน ซึ่งความร่วมมือในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับประชาชนไปจนถึงความเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นเชฟไทยรุ่นใหม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์กับวัตถุดิบคุณภาพสูงจากออสเตรเลีย และพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมอาหารอันมีชีวิตชีวาของประเทศไทย”

ขณะที่ ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวเสริมว่า “วิทยาลัยดุสิตธานีขอขอบคุณ Avocados Australia ที่ให้การสนับสนุนการแข่งขันและเล็งเห็นศักยภาพของนักศึกษาของเรา ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กับเชฟรุ่นใหม่ ด้วยการได้สัมผัสวัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ และมุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตในอุตสาหกรรมการบริการระดับนานาชาติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านี่จะเป็นก้าวแรกของความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสององค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ของเราได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าร่วมกันต่อไป”

ด้าน Mr. Brad Rodgers, Director for Western Australia at Avocados Australia แสดงทัศนะว่า การศึกษาด้านศิลปะการประกอบอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาตลาด โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้จะเติบโตเป็นเชฟ ผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดเมนูในอนาคตและมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคที่ได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบประเภทต่างๆ “ความร่วมมือระหว่าง Avocados Australia และวิทยาลัยดุสิตธานีในครั้งนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าอะโวคาโดจากออสเตรเลียได้รับการตอบรับและถูกนำไปใช้ในประเทศไทยอย่างไร นอกจากนี้ เรายังหวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ของวิทยาลัยดุสิตธานีได้เข้าถึงองค์ความรู้จากภาคอุตสาหกรรม ผลผลิตคุณภาพจากออสเตรเลีย และโอกาสในการสร้างความร่วมมือในอนาคต”

การแข่งขันจัดขึ้นภายใต้โจทย์ที่ว่า ผู้เข้าแข่งขันต้องสร้างสรรค์เมนูต้นตำรับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการใช้ผลไม้คุณภาพจากออสเตรเลียเป็นวัตถุดิบหลัก ได้แก่ อะโวคาโด สโตนฟรุต และองุ่นรับประทานสด เพื่อสะท้อนศักยภาพและความหลากหลายในการนำผลไม้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในอาหารร่วมสมัย ตลอดจนส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านอาหาร รสชาติ และการสืบสานอัตลักษณ์ทางอาหารอันโดดเด่นของภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเมนูที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ใช้งานได้จริง สอดคล้องกับวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงถือเป็นกิจกรรมนำร่องภายใต้ความร่วมมือของทั้งสององค์กรที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมอาหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของสาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts) หลักสูตรใหม่ของวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ผสานศาสตร์การประกอบอาหารเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาอาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความยั่งยืน และศักยภาพเชิงพาณิชย์ด้วย

ทั้งนี้ การแข่งขันดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของ Australian Fruits Culinary Programme ซึ่งเป็นโครงการระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจาก ASEAN-Australia Centre และดำเนินงานร่วมกับ Avocados Australia, Australian Table Grape Association, Summerfruit Australia และสถาบันการศึกษาในภูมิภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมเกษตรของออสเตรเลียสถาบันการศึกษาด้านอาหาร และเชฟรุ่นใหม่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน ผ่านทางกิจกรรม อาทิ การฝึกอบรมด้านอาหาร การแข่งขันสูตรอาหาร ฯลฯ

วิทยาลัยดุสิตธานีและ Avocados Australia คาดหวังว่า การลงนาม MoU ในครั้งนี้จะต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และโครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาหารและการบริการทั้งของบุคลากรและนักศึกษาต่อไปในอนาคต

พม. ผนึกกำลัง สคช. ปั้น ‘TikTok Creator’ ยกระดับทักษะกลุ่มสตรีและครอบครัว

18 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ผนึกกำลัง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. ปั้น “TikTok Creator” ยกระดับทักษะกลุ่มสตรีและครอบครัว มุ่งสร้างรายได้ผ่านตลาดดิจิทัล

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งสู่ชุมชน บูรณาการความร่วมมือกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดโครงการ “TikTok Creator ยกระดับการตลาดดิจิทัล สร้างโอกาส สร้างยอดขาย สร้างรายได้” มุ่งอัปสกิลผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพและกลุ่มสตรีทั่วประเทศ ให้ก้าวทันเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok 

 นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าว โดยมี นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน และ นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกล่าวถึงแนวทางการยกระดับทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รอง ผอ. สคช. และนายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รอง ผอ. สคช. รวมถึงผู้บริหาร สค. ผู้บริหาร สคช. ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเดอะ ทวินทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นางเตือนใจ คงสมบัติ

นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. มุ่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือประชาชนจากการบรรเทาปัญหาไปสู่การสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพราะเชื่อว่าการช่วยเหลือที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการมอบสวัสดิการ แต่คือการเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง ดูแลครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อต่อยอดศักยภาพของผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพ โดยมุ่งเสริมทักษะการผลิตคอนเทนต์ การเล่าเรื่องสินค้า กลยุทธ์การตลาดผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อมุ่งแก้ปัญหาให้กับหลายชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาทรงคุณค่า แต่ยังขาดช่องทางในการสื่อสารและเทคนิคการสื่อสารให้เข้าถึงลูกค้า

ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงบูรณาการความร่วมมือกับ สคช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานสมรรถนะของกำลังคน รับรองความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ ตลอดจนสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จัดอบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายรวม 150 คน ประกอบด้วย ผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพ กลุ่มอาชีพในชุมชนจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงบุคลากรของ สค. โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์และการตลาดดิจิทัล หรือ “พ่อมด TikTok” มาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดเทคนิคการผลิตคอนเทนต์ การเล่าเรื่องสินค้า (Storytelling) และการทำตลาดออนไลน์ผ่านการลงมือทำจริง โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสินค้าและบริการของตนเองได้จริง เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน และขยายช่องทางการสร้างรายได้ 

“การประกอบอาชีพในยุคปัจจุบัน ไม่ได้แข่งขันกันที่คุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีช่องทาง และการสื่อสาร ที่เข้าถึงลูกค้าด้วย การนำแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลอย่าง TikTok มาเป็นเครื่องมือ จึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ที่จบการฝึกอบรมอาชีพในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและต่อยอดอาชีพในระยะยาว “ความร่วมมือระหว่าง สค. และ สคช. ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับทักษะกำลังคน และผลักดันให้สตรีและครอบครัว มีโอกาสเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน”

นางสาวจุลลดา มีจุล

นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)  กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทและความร่วมมือในครั้งนี้ TPQI มุ่งเน้นการสร้าง “Skill Bridge” หรือสะพานเชื่อมระหว่าง “ทักษะอาชีพ” ไปสู่ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ตามแนวทาง ทำเป็น – สื่อสารเป็น – ขายเป็น – มีรายได้ โดยเน้นย้ำว่าการฝึกอาชีพในยุคดิจิทัลต้องไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องพาผู้เรียนไปถึงการมีงานทำ มีตลาด และสร้างรายได้ได้จริง

“ในโลกปัจจุบัน การทำของเป็นกับการขายของเป็นคือคนละทักษะ คนที่มีสินค้าดีแต่สื่อสารไม่เป็นก็ไม่อาจสร้างรายได้ได้เต็มศักยภาพ TPQI จึงนำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ และแพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem (EWE) เข้ามาร่วมต่อยอดกับกรมกิจการสตรีฯ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดจากการ ‘ใช้หลักสูตรนำการฝึก’ ไปสู่ ‘ใช้ตำแหน่งงานและอาชีพนำการฝึก’ โดยการอบรม TikTok Creator ครั้งนี้ เป็นก้าวแรกในการนำเทคนิคคอนเทนต์ครีเอเตอร์และการตลาดออนไลน์มาช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเปลี่ยน Small Content ให้กลายเป็น Big Opportunity” นางสาวจุลลดา กล่าวทิ้งท้าย

เซ็นทารา ผนึกกำลัง พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางเหนือระดับ

18 กันยายน 2569 เวลา 15:14 น.

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป (Plaza Premium Group: PPG) ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการรับรองภายในสนามบินแบบครบวงจร เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางสำหรับสมาชิก CentaraThe1 พร้อมเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่สมาชิกของโปรแกรมสะสมคะแนนของทั้งสองแบรนด์ชั้นนำร่วมกัน

ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ สมาชิก CentaraThe1 สามารถนำคะแนนที่ได้รับจากการเข้าพักมาแลกรับสิทธิ์เข้าใช้บริการ Plaza Premium First และ Plaza Premium Lounge ได้ ณ สนามบินที่เข้าร่วมรายการในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก ครอบคลุมทั้งเอเชีย จีนแผ่นดินใหญ่ แคนาดา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และโอเชียเนีย

 (ซ้าย) เคลาดิโอ รอสซิญโญ, อู๋ เว่ยเฉียง, พรรณรัตน์ ตันตราธิวุฒิ และดินิช วารัน

นอกจากนี้ สมาชิก CentaraThe1 ยังสามารถซื้อสิทธิ์เข้าใช้บริการ Plaza Premium Lounge แห่งใหม่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK) ในราคาพิเศษ เพื่อเติมเต็มความสะดวกสบายและเสริมการพักผ่อนแบบเหนือระดับก่อนออกเดินทาง โดยสมาชิกของทั้งสองโปรแกรมยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ทั้งส่วนลดและข้อเสนอพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราที่เข้าร่วมรายการ รวมถึงบริการต่างๆ ของ Plaza Premium Lounge อีกด้วย

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเซ็นทาราในการพัฒนา CentaraThe1 โปรแกรมสมาชิกที่ได้รับการรองรับและรางวัลมากมาย ทั้งยังมีสมาชิกเกือบ 9 ล้านคนทั่วโลก ด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมมากกว่าการเข้าพักภายในโรงแรม ให้ครอบคลุมไปถึงบริการสำหรับการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เพื่อมอบประสบการณ์อันคุ้มค่าและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่สมาชิกตลอดเส้นทางการเดินทาง

“โปรแกรมสมาชิกนั้นมีบทบาทสำคัญ ต่อกลยุทธ์ทางการตลาดของเซ็นทาราเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกับแขกผู้เข้าพักของเรา” เคลาดิโอ รอสซิญโญ รองประธานบริหารฝ่ายการพาณิชย์ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว “ในขณะที่เซ็นทารานั้นเร่งเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เราก็มุ่งมั่นพัฒนา CentaraThe1 ให้กลายเป็นระบบ ecosystem ในด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยต่อยอดประสบการณ์ของแบรนด์ออกไปนอกเหนือจากการเข้าพักผ่อนที่โรงแรมและรีสอร์ท โดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับพลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ในวันนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสิทธิประโยชน์เพื่อท่านสมาชิกของเรา เพิ่มโอกาสให้เซ็นทารา ได้เป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงของการเดินทาง พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ทั้งสองแบรนด์”อู๋ เว่ยเฉียง ผู้จัดการทั่วไป พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมมือกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา หนึ่งในแบรนด์โรงแรมชั้นนำของประเทศไทย  ซึ่งมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้แก่นักเดินทางตลอดทั้งการเดินทาง จากความร่วมมือครั้งนี้ เราพร้อมต้อนรับสมาชิก CentaraThe1 สู่บริการรับรองภายในสนามบินของเราทั้งในประเทศไทยและเครือข่ายทั่วโลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ที่จะเข้ามาเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่สมาชิกของทั้งสองโปรแกรมต่อไปในอนาคต”

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CentaraThe1 และสิทธิประโยชน์ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ได้ที่ https://centara1card.com/ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ได้ที่ www.plazapremiumlounge.com

Paul Smith เปิดตัวคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายบนท้องถนนของมหานครนิวยอร์ก

18 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานของแบรนด์กับมหานครนิวยอร์ก แคมเปญนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการนำการตัดเย็บและงานฝีมือแบบอังกฤษมาสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อตอบสนองผู้ที่ต้องเผชิญกับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบของนิวยอร์กในแต่ละวัน ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่เดินทางไปตามย่านต่างๆ ของเมือง โดยมีถนนสายคุ้นตาเป็นฉากหลัง ถ่ายทอดผ่านมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith

หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้ คือ ความชื่นชอบของเซอร์พอลที่มีต่อเครื่องแบบในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสวมใส่ด้วยตัวเองมาโดยตลอด เขาจึงนำเอาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์จากช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 มาตีความใหม่ โดยนำกลิ่นอายแห่งความทรงจำจากยุคนั้นมาผสานเข้ากับมุมมองที่นุ่มนวลและร่วมสมัยยิ่งขึ้น  ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เสื้อผ้าเทเลอริ่งที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย คุ้นเคย และเข้ากับยุคสมัย โดยคงไว้ด้วยงานฝีมืออันประณีต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดตัวตนของ Paul Smith มาตั้งแต่ต้น

ภาพถ่ายในแคมเปญนี้ถูกถ่ายโดย Samuel Bradley ขณะที่วิดีโอถูกกำกับทำโดย Cameron Turnbull ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของนิวยอร์กได้อย่างชัดเจน ผ่านการผสมผสานระหว่างแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองกับช่วงเวลาอันเงียบสงบ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอารมณ์ขัน ในฉากประกอบด้วยสิ่งของหลากหลายและเหนือความคาดหมาย ตั้งแต่แอปเปิลขนาดใหญ่ โทรศัพท์วินเทจ ไปจนถึงภาพวาดโบราณ ล้วนสะท้อนความงดงามของสิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน พร้อมเติมกลิ่นอายของ British wit หรืออารมณ์ขันแบบอังกฤษในแบบขี้เล่นให้กับมุมต่าง ๆ ของเมือง

คอลเลกชันนี้ออกแบบโดย Ben Schofield เน้นสไตล์การแต่งตัวที่ดูสบายๆ และเป็นธรรมชาติ โดยตัดเย็บเสื้อผ้าที่ผสมผสานความเนี๊ยบและความประณีตของงานตัดเย็บสูทหรือผสานเข้ากับความสบาย ผ่อนคลาย และความหลวมที่ใส่สบาย จับคู่กับเนื้อผ้าที่มีมิติและงานไหมพรมถักสัมผัสนุ่ม เสริมด้วยการใช้ผ้า Harris Tweed และผ้า Donegal เพื่อสะท้อนถึงประณีตและมรดกตกทอดแห่งวงการแฟชั่นอังกฤษอย่างเด่นชัดตลอดฤดูกาลใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวนี้แคมเปญนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งบทของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Paul Smith และมหานครนิวยอร์ก โดยเปิดตัวพร้อมการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่บน Madison Avenue ในเดือนตุลาคมนี้

พบกับคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ได้ที่ช็อป Paul Smith ทุกสาขา ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพาร์ค และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ รวมถึง Online Store ทุกแพลตฟอร์ม

#PaulSmith #PaulSmithTH @paulsmithdesign