ทำไมสีน้ำเงินผงาด อ วันวิชิต วิเคราะห์ 4 ปัจจัยทำภูมิใจไทยกวาดที่นั่งถล่มทลาย

ทำไมสีน้ำเงินผงาด อ วันวิชิต วิเคราะห์ 4 ปัจจัยทำภูมิใจไทยกวาดที่นั่งถล่มทลาย

ทำไมสีน้ำเงินผงาด อ วันวิชิต วิเคราะห์ 4 ปัจจัยทำภูมิใจไทยกวาดที่นั่งถล่มทลาย

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.33 น.

หลังเสร็จสิ้นศึกเลือกตั้งครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้ผลคะแนนจะเริ่มนิ่งแต่บรรยากาศทางการเมืองไทยยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง หรือ อาจารย์โอบ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ฉากทัศน์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างดุเดือด โดยให้นิยามชัยชนะครั้งนี้ว่าเป็นการปะทะกันระหว่าง พลังจัดตั้ง และ พลังธรรมชาติ ว่า “การเลือกตั้ง 69 จบลงแล้ว พลังออร์แกไนซ์ (คะแนนจัดตั้ง) ชนะพลังออร์แกนิค (คะแนนธรรมชาติ ตามมุมมองของผม ผมนอนขบคิดทั้งคืน ว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของเครือข่าย “พลังจารีต” มาจากปัจจัยใดกันแน่ ได้ประเมินคร่าวๆ ไว้ดังนี้ครับ

วันวิชิต

1. การกาลงคะแนนบัตรเลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์ได้ผลจริง

1.1 พลังจารีต มองว่า ความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งของปี 66 พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ตัดคะแนนกันเอง ต่างฝ่ายมีความมั่นใจจนเกินไป และประมาทพรรคก้าวไกล คิดว่าพรรคเพื่อไทยคือคู่แข่งหลัก

1.2 บ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัดคุย-เคลียร์ตกลงกันรู้เรื่อง จัดการปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไม่ตัดคะแนนกัน คะแนน “ออร์แกไนซ์” จึงจัดตั้งได้เป็นระบบบริหารจัดการ และมีระเบียบในการควบคุม ทำให้คะแนนแตกแถวยาก เห็นได้ชัดทั้งภูมิใจไทย และ พรรค“ผู้กอง” ได้ที่นั่งมากมายเพราะได้ “บ้านใหญ่” มาพอสมควร ที่สำคัญพรรคของผู้กอง บี้เน้นพื้นที่ในจังหวัด “รอง” เป็นพิเศษ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการได้ง่าย

2. พลังจารีต ฟื้นคะแนนนิยม เพราะบทบาทกองทัพ

2.1 ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มันกินเวลากว่า 8 เดือน มีพื้นที่ข่าวทุกวัน ผู้คนส่วนใหญ่ให้กำลังใจ ส่งใจให้กับทหารในการปฏิบัติหน้าที่อย่างท่วมท้น โดยเฉพาะบทบาทของ แม่ทัพกุ้ง พลเอกบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่สอง

2.2 คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า กัมพูชา และตระกูลฮุน คือภัยคุกคามความมั่นคงและความปลอดภัย การเลือกพรรคภูมิใจไทย อย่างถล่มทลาย จึงทำมั่นใจในขั้นต้นว่า จะไม่มีการ ยอมซูเอี๋ย กับเขมร เช่นจะต้องปิดด่านจนกว่าเขมรจะสิ้นสภาพ

2.3 คนไทยส่วนหนึ่งอยากให้ล้อมรั้วสร้างกำแพง เพื่อตัดปัญหาจุกจิกกวนใจจากฝ่ายเขมร เลยเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะสานต่อจนสำเร็จ มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

วันวิชิต

3. พลังจารีต ทำให้คนที่กำลังลังเลได้ทราบ ”ข้อมูลใหม่“ ว่าทำไมต้องเลือกภูมิใจไทย

3.1 “ข้อมูลใหม่นี้ ”กลายเป็นภาพในการสร้างหลักประกันความมั่นใจ ว่า ต้องหาผู้นำ ที่ต้องเข้ามาจัดการความโกลาหล เพื่อให้ประเทศมีความปลอดภัย ผลคะแนนจึงมาในทิศทางใหม่ แม้ว่าผู้คนในซีกนี้จะไม่ค่อยชอบคุณอนุทิน และเชื่อว่า คุณอนุทินมีเงาคุณเนวิน ชิดชอบ ยืนซ้อนเป็นเงาอยู่ข้างหลัง แต่เนื่องด้วยประเทศจำเป็นต้องได้รัฐบาลที่มีความชำนาญ รวามเข้าใจในการบริหาร วาระแห่งประเทศที่สำคัญ ในหลายๆ เรื่อง

3.2 สามทหารเสือของพรรคภูมิใจไทย ศุภจี- สีหศักดิ์- เอกนิติ มีผลงานและภาพลักษณ์ กลายเป็นที่พออกพอใจของฝ่ายพลังจารีต และคนชื่นชอบพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างคนละครึ่งพลัส กระตุ้นได้จริง มีผลในเชิงบวกแบบจับต้องได้ คนค้าขายกล่าวชื่นชมเสมอ กับโครงการนี้

3.3 พรรคการเมืองซีกฝ่ายอนุรักษ์ พยายามด้อยค่า เล่นงาน โพสต์แซะ คุณศุภจี กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้ จำเป็นต้องเลือกภูมิใจไทยอย่างไม่ลังเล

4. ในนามของความเป็นชาติ [????????] ( In the name of the Nation) ในนิยามของผมกับห้วงการเลือกตั้งนี้ เข้าใจได้ทันทีว่า คนไทยให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศมากที่สุด และสถาบันหลักของชาติ ต้องมีความวัฒนาสถาพร อนุญาตให้มีความหลากหลายในรสนิยมทางความเชื่อ อนุญาตให้มี “ตัวตน” แต่ต้องยอมรับในระบบกติกาที่ไม่สร้างความแตกแยกให้ผู้คนภายในชาติ

ป.ล. บ้านเมืองเป็นของพวกเราทุกคน นะครับ ถ้ารัฐบาลใหม่ในอนาคตทำงานไม่ดี ก็มาตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป อย่างน้อยการทำประชามติ ครั้งที่ 1 ก็ผ่านไปด้วยดีครับ”

หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปได้เพียงไม่นาน ได้กลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก บรรยากาศในช่องคอมเมนต์เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนที่ดุเดือด ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยกับมุมมองทางรัฐศาสตร์ และกลุ่มที่ออกมาตั้งคำถามถึงเบื้องหลังคะแนนเสียงในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีคอมเมนต์ที่น่าสนใจ เช่น

“ตรงใจค่ะ”

“ในหลายพื้นที่แพ้น้ำเงิน ไม่อยากจะเชื่อว่าเงินจะซื้อได้จริงๆ”

“อาจารย์วิเคราะห์ได้ตรงใจมากค่ะ”

“ชื่นชมในมุมมองของอาจารย์ เห็นต่างแต่ไม่แตกแยกค่ะ เรารักประเทศกันทุกคนค่ะ”

วันวิชิต
วันวิชิต
วันวิชิต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong

หมอวรงค์ คัมแบ็ก ขอบคุณทุกคะแนนเสียงส่ง ไทยภักดี คว้า 1 ที่นั่ง

หมอวรงค์ คัมแบ็ก ขอบคุณทุกคะแนนเสียงส่ง ไทยภักดี คว้า 1 ที่นั่ง

หมอวรงค์ คัมแบ็ก ขอบคุณทุกคะแนนเสียงส่ง ไทยภักดี คว้า 1 ที่นั่ง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.19 น.

ท่ามกลางสีสันและผลการเลือกตั้งที่สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศเมื่อวานนี้ ดูเหมือนจะเป็นวันแห่งความสมหวังของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจน จนชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็พากันเข้าไปพูดคุยถกเถียงแสดงความคิดเห็น

วันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงความขอบคุณประชาชน หลังจากทราบผลคะแนนอย่างเป็นทางการว่าพรรคไทยภักดีสามารถคว้าเก้าอี้ สส. มาได้ 1 ที่นั่ง โดยระบุว่า “ขอขอบคุณพี่น้องที่ให้โอกาสไทยภักดี ไปทำหน้าที่ในสภา จะเป็น 1 ที่นั่งที่มีคุณค่า สมกับที่ประชาชนไว้วางใจครับ”

หมอวรงค์

ทันทีที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและผู้สนับสนุนต่างเข้ามาแสดงความยินดีกันอย่างคึกคัก หลายคนยอมรับว่าลุ้นตัวโก่งกับคะแนนในครั้งนี้

“เมื่อคืนก็ลุ้นว่า 1 เสียงของเรา จะสามารถส่งให้คุณหมอทำหน้าที่ในสภาได้ไหม ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จค่ะ ดีใจมากๆ ค่ะ ถึงเราจะเป็นไม้ซีกไปงัดไม้ซุงก็ตาม”

“1 เสียงในสภาของหมอ ดีกว่าอีกหลายสิบเสียงของพรรคอื่น”

“ดีใจมากครับ คุณหมอคนเดียวเอาอยู่ทั้งสภา คราวนี้ก็โล่งใจละครับ”

“เป็นไปได้ อยากให้คุณหมอเป็น รมต.กระทรวงยุติธรรมเลยครับ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

นับเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยภักดีที่สามารถเจาะไข่แดงคว้าที่นั่งในสภาได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนี้สังคมคงต้องจับตาดูบทบาทของ หมอวรงค์ ในฐานะ สส. หนึ่งเดียวของพรรคว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในสภาได้มากน้อยเพียงใดตามที่ได้รับปากกับประชาชนไว้

หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

โบว์ ณัฏฐา ชำแหละ 5 ปัจจัย พรรคน้ำเงิน ชนะขาด กวาดเกือบ 200 เก้าอี้

โบว์ ณัฏฐา ชำแหละ 5 ปัจจัย พรรคน้ำเงิน ชนะขาด กวาดเกือบ 200 เก้าอี้

โบว์ ณัฏฐา ชำแหละ 5 ปัจจัย พรรคน้ำเงิน ชนะขาด กวาดเกือบ 200 เก้าอี้

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.04 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการชนะเลือกตั้งขาดลอยของพรรคภูมิใจไทย ว่า  หลายคนในกรุงเทพฯ ยังดูงงว่าพรรคภูมิใจไทยชนะมาขนาดนี้ได้ยังไง เราเองก็งง จึงต้องมาวิเคราะห์ว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่นำมาสู่ชัยชนะในระดับที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เห็นมาเป็น 10 ปีแล้ว

1.พรรคภูมิใจไทยมี สส. ที่ดูแลบ้านเกิดเมืองนอน เหมือนกลัวว่าตัวเองจะแพ้เลือกตั้งตลอดเวลา ถ้าใครเคยเห็นคงพอนึกออก ใครไม่เคยเห็นลองไปย้อนดูบรรดา สส. อย่าง แบด ภราดร แชมป์ กรวีร์ โต้ง สิริพงศ์ โกแพ วรศิษฎ์ และอีกหลายคนที่ชนะคู่แข่งด้วยคะแนนเกินสองเท่าตัว

2.สมาชิกใหม่ในพรรค แต่เป็นหน้าเดิมในพื้นที่ นี่คือการผนวกกำลังของ สส.แบบข้อ 1 เข้ากับแบรนด์ที่แข็งแกร่งขึ้นของภูมิใจไทย ตัวอย่างชัดคือเมืองสุพรรณของคุณวราวุธ … คนก็ม๋า พรรคก็ม๋า กวาดหมดจังหวัดทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์

3.สถานการณ์บ้านเมืองทั้งในและต่างประเทศที่นำพากระแสชาตินิยม กับการที่คนเริ่ม “ล้า” กับทั้งการเมืองและบ้านเมืองที่ขาดเสถียรภาพในหลายมิติ องค์ประกอบของพรรคภูมิใจไทยทำให้รู้สึกว่าน่าจะเป็นพรรคที่อยู่บริหารบ้านเมืองยาวๆ อย่างมั่นคงและราบรื่นได้สักที

4.สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี ของแปลกที่กลายเป็นของชอบของประชาชน ด้วยโทนของผู้บริหารมืออาชีพ ที่เน้นสื่อสารเนื้อหาของงานและนโยบาย มากกว่าพูดจาภาษาการเมือง นี่คือองค์ประกอบที่ทำให้คนเข้าใจคำว่า “ภูมิใจไทย พลัส” และพร้อมใจกัน “ซื้อ” พรรคภูมิใจไทยในเวอร์ชันนี้

5.แคนดิเดตนายกฯ “อนุทิน” มีบุคลิกส่วนตัวที่มีแรงดึงดูดต่อชาวบ้านสูง ในยามที่คนมองหาความรู้สึกมั่นคงและสบายใจ การลงพื้นที่แบบออร์แกนิกมีพลังทั้งบนถนนและโลกออนไลน์ ภาพของผู้บริหารที่ไปเวทีโลกได้ ดึงคนเก่งมาทำงานได้ แต่ยัง “ติดดิน” คือสูตรสำเร็จสเปกนายกฯ ของคนไทย

สุดยอดยุทธศาสตร์และการบริหารที่เป็นเอกภาพของพรรคภูมิใจไทยทำให้เกิดภาพของความ “ครบเครื่อง” จนแปรออกมาเป็นคะแนนเสียงท่วมท้นอย่างที่เห็น

คนกรุงเทพมองแวบแรกอาจไม่เข้าใจเพราะเราอยู่ในบริบทที่ต่างกันตั้งแต่ข้อหนึ่งแล้ว แต่การผงาดของพรรคภูมิใจไทยน่าจะทำให้เข้าใจว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องของรสนิยม และเช่นเดียวกับรสนิยมในทุกๆ เรื่องที่ย่อมมาจากบริบทของชีวิต วัฒนธรรม และความคาดหวังให้ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน

ด้วยเหตุปัจจัยเช่นนี้ คนหลายจังหวัดก็คงงงเหมือนกันว่าพรรคส้มกวาดหมดทั้งกรุงเทพฯ ได้อย่างไร.

อนุทิน ยังกั๊กสมการจับขั้วรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ขอรอผลทางการ ประชุม กก.บห.

อนุทิน ยังกั๊กสมการจับขั้วรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ขอรอผลทางการ ประชุม กก.บห.

อนุทิน ยังกั๊กสมการจับขั้วรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ขอรอผลทางการ ประชุม กก.บห.

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.53 น.

‘อนุทิน’ ยังแทงจับกั๊กขั้วรัฐบาล ขอรอผลทางการ-ประชุม กก.บห. ลั่นชัยชนะครั้งนี้คือ ‘ข้อสั่งการจากประชาชน’ ปัดตอบควบ ‘กลาโหม’ ย้ำ ‘ชายแดน’ นิ่งแล้ว หลังนำ ‘ภูมิใจไทย’ กวาดแต้มเกินคาด

8ก.พ.2569 เมื่อเวลา22.20น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามถึงการจัดตั้งรัฐบาลจะจับมือกับพรรคใด ว่า เรายังไม่ได้ผลการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ คงจะต้องรอให้มีความชัดเจน ซึ่งขณะนี้แต่ละพรรคก็ต้องประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ถึงท่าทีแล้วแนวทาง ของแต่ละพรรค ซึ่งยังมีเวลาที่จะดำเนินการอยู่

เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคที่มาร่วมรัฐบาล กับพรรคภูมิใจไทย ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ขอพูดถึงเรื่องของพรรคภูมิใจไทยก่อน ยังมีเวลาที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่ความชัดเจนอย่างเป็นทางการก็ยังไม่เรียบร้อย

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยยึดหลักอะไรในการจัดตั้งรัฐบาลนายอนุทินกล่าวว่า ขอประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน หลังจากที่เราได้เห็นตัวเลข ที่มีความนิ่งเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราไปถึงจุดที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อถามว่าในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคิดว่าจะต้องรวบรวมตัวเลขสส. ในสภาเท่าไหร่ถึงจะอยู่รอดปลอดภัยและแข็งแรง นายอนุทินกล่าวว่า ต้องรู้ตัวเลขให้นิ่งก่อน เมื่อถามว่า หากเป็น รัฐบาลนโยบายเร่งด่วนแรกที่จะดำเนินการคือเรื่องใด นายอนุทินกล่าวว่า ก็มีนโยบายอยู่ครบ

เมื่อถามอีกว่า เป็นปัญหา ชายแดนด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ชายแดนตอนนี้นิ่งแล้ว อย่าไปขุดขึ้นมา เพราะเรื่องของชายแดน เป็นเรื่องที่เรา ได้สถาปนาความมั่นคงของประเทศไทยอยู่เหนือพื้นที่ ที่ประเทศไทยครอบครองควบคุมกำกับดูแล เรียบร้อยแล้ว และทางกองทัพ ได้มีการเฝ้าระวัง แนวชายแดน มีการเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันราชอาณาจักร ไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

เมื่อถามว่าการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า พี่น้องประชาชนทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะ ตอนไม่กล้าคิดหรือละลาบละล้วงความคิดของพี่น้องประชาชน วันนี้ที่เรามีชัยชนะในเบื้องต้น ก็เพราะพี่น้องประชาชน ที่เลือกพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า นายอนุทินจะควบตำแหน่ง กระทรวงใดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผมยังไม่ควรจะพูดขนาดนั้น เมื่อย้ำถามว่าจะควบกลาโหมด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าเร็วไปที่จะตอบ แล้วตอนนี้ก็ยังเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่

เมื่อถามว่าการชูมืออาชีพเป็นจุดแข็งที่ทำให้ภูมิใจไทยได้สส.จำนวนมากขนาดนี้ใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ต้องถามพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้พี่น้องประชาชน ก็น่าจะให้คำตอบกับพรรคภูมิใจไทยในระดับหนึ่ง และดีโค้ชคะแนนที่ออกมาถือเป็นข้อสั่งการ ของประชาชนที่มีต่อพรรคภูมิใจไทย และแกนนำทุกคนก็ถือว่ามีผลต่อคะแนน ที่ได้มา และคะแนนที่ได้มาก็ถือว่าเกินความคาดหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

ชัยวุฒิ-ดร.เอ้-จตุพร สอบตก ไม่ได้เป็น สส. นโยบายพรรคพี่เต้ พาได้ 1 ที่นั่ง

ชัยวุฒิ-ดร.เอ้-จตุพร สอบตก ไม่ได้เป็น สส. นโยบายพรรคพี่เต้ พาได้ 1 ที่นั่ง

ชัยวุฒิ-ดร.เอ้-จตุพร สอบตก ไม่ได้เป็น สส. นโยบายพรรคพี่เต้ พาได้ 1 ที่นั่ง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.37 น.

เปิดคะแนสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ‘ชัยวุฒิ-ดร.เอ้-จตุพร ‘ไม่ได้เข้าสภา ส่วนพรรค”พี่เต้ “ส่งนโยบายเปลี่ยนโลกดันหัวหน้าพรรคเข้าสภา  ด้านพรรคเศรษฐกิจ เข้าวิน 4 คน แต่ไม่ถึงพล.อ.รังษี ขณะที่’พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ‘ยังได้กลับเข้ามาสภาฯ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการนับคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการเวลา 23.10 น. ซึ่งนับไปแล้ว 85% มีจำนวน สส. 100 คน นอกจากพรรคการเมืองใหญ่ที่จะได้ สส.อย่างพรรคประชาชน 8,014,543 คะแนน ได้สส.30 คน อันดับ 2 พรรคภูมิใจไย 5,164,577 คะแนน ได้สส. 19 คน อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย 4,632,171 คะแนน ได้สส. 17 คน อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 2,974,029 คะแนน ได้สส.11 คน  ปรากฏว่าพรรค การเมืองหลายพรรคที่ได้ สส.ในระบบเขตเป็นจำนวนมาก กลับได้สส.แบบบัญชีรายชื่อน้อย เช่น พรรคกล้าธรรม 546,709 คะแนน จะได้ สส. บัญชีรายชื่อเพียง 1 คน เช่นเดียวกับพรรคประชาชาติ ซึ่งครั้งนี้ได้สส.เขตเพียง 4 เขต จากเดิมที่เคยได้  7 เขต และได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อเพียง 350,635 คะแนน หรือได้ 1 ที่นั่ง ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ  เมื่อครั้งที่แล้ว ได้สส.บัญชีรายชื่อ 13 ที่นั่ง โดยครั้งนี้ได้เพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น โดยได้คะแนน 595,380 คะแนน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคที่ได้ตั้งขึ้นใหม่ อย่างพรรคเศรษฐกิจ ของ พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรคแม้ไม่ได้ สส.แบบระบบเขต แต่ได้คะแนนสส.แบบบัญชีรายชื่อ 918,945 คะแนน หรือ 4 ที่นั่ง แต่พล.อ.รังษี จะไม่ได้เป็นสส.เพราะอยู่ในลำดับที่ 10 ส่วนพรรคทางเลือกใหม่ ที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เป็นแกนนำ ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งในระบบเขต แต่ได้รับคะแนนบัญชีรายชื่อ 142,043 จะได้สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ได้แก่ นายราเชนทร์  ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรค เนื่องจากนายมงคลกิตติ์ อยู่ในลำดับที่ 3 พรรคไทยก้าวใหม่ของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กลับไม่ได้สส.แม้แต่ที่นั่งเดียว เช่นเดียวกับพรรครักชาติ ของนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขณะที่พรรคโอกาสใหม่ ของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ แม้จะได้สส. เขต ใน จ.อุตรดิตถ์ เขต 2 เพียง 1 ที่นั่ง แต่ก็ไม่ได้คะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อพียงพอ ด้านพรรคเสรีรวมไทย แม้ไม่ได้สส.เขต แต่ได้รับคะแนนสส. แบบบัญชีรายชื่อ 154,409 คะแนน หรือได้ 1 ที่นั่ง ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้เข้ามาทำงานในสภาอีกรอบ

ปวิน ซัด ติ่งส้ม เลิกโทษคนต่างจังหวัด พ่ายยับเพราะขาดฐานเสียงยั่งยืน

ปวิน ซัด ติ่งส้ม เลิกโทษคนต่างจังหวัด พ่ายยับเพราะขาดฐานเสียงยั่งยืน

ปวิน ซัด ติ่งส้ม เลิกโทษคนต่างจังหวัด พ่ายยับเพราะขาดฐานเสียงยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.16 น.

หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศทางการเมืองไทยในวันนี้ (9 กุมภาพันธ์) เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลคะแนนอย่างดุเดือด โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ของพรรคที่เคยเป็นกระแสแรงอย่าง พรรคประชาชน (พรรคส้ม) ในพื้นที่ต่างจังหวัด

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นาย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun แสดงทัศนะต่อผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด แต่กลับพ่ายแพ้ในภาพรวมระดับประเทศ โดยระบุว่า “ได้ สส กรุงเทพทั้งหมด แต่แพ้เลือกตั้งอย่างย่อยยับ แทนที่จะวิเคราะห์ว่าทำไม ติ่งส้มกลับโทษว่าคนต่างจังหวัดโง่ นี่ไม่เรียนรู้บทเรียนที่ผ่านมาบ้างหรอ” 

ปวิน

โพสต์ดังกล่าวของ นาย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กลายเป็นจุดชนวนให้ชาวโซเชียลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม ทั้งในเชิงวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ และการตำหนิกลุ่มแฟนคลับพรรค เช่น

“มันก็อดคิดถึงทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตยไม่ได้… ครั้งนี้คนเมืองตื่นรู้ แต่คนอีกกลุ่มยังอยู่ในวังวนระบบอุปถัมภ์บ้านใหญ่และการหว่านกระสุน ประกอบกับความ(นิ้ว)กลางของ กกต. ที่ทำคะแนนตกหล่นหลายล้าน”

“จริงค่ะอาจารย์ แพ้แล้วเราบอกว่าให้ทบทวนตัวเอง ถอดบทเรียน ไม่ใช่เอาแต่ว่าเขาใช้เงินอย่างเดียว เหนื่อยกับส้มดื้อบางคนจริง”

“ไม่ต่างกับ ปชป. ตอนด่า พท. เลยครับ”

“เงินเท่านั้น ที่ตะครองแชมป์ เรื่องจริงนะ”

“แทนที่จะวิเคราะห์ กลับโทษติ่งส้มว่าโทษคนต่างจังหวัด”

ปวิน
ปวิน

ต่อมา นาย ปวิน ได้โพสต์ร่ายยาวถึงบทสรุป Soul Searching หรือการสำรวจจิตวิญญาณของฝ่ายก้าวหน้า โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประการ “นี่คือช่วงเวลา soul searching ฝ่าย “ก้าวหน้า” ของไทยพลาดอะไรบ้าง ต้องขอบอกก่อนว่า นี่คือการประเมินเบื้องต้น คำตอบที่ชัดเจนกว่านี้อาจต้องใช้เวลาทำวิจัยสักพัก แต่วันนี้ ขอประเมินแบบนี้ค่ะ

…พรรคประชาชนแพ้แบบราบคาบ ได้คะแนนน้อยกว่าครั้งที่แล้ว แถมคะแนนที่เสียไปตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม การที่พรรคกวาดที่นั่งทั้งหมดในกรุงเทพ แต่ไม่ได้เสียงในต่างจังหวัด นั่นไม่ใช่การสูญเสียฐานเสียงนะคะ แต่พรรคประชาชนไม่เคยมีฐานเสียงเลย การได้ที่นั่งมาจากส่วนต่างๆ ของประเทศเป็นเพราะความสามารถส่วนบุคคล บวกกับกระแสพรรคในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ก็เมื่อกระแสหดหาย และการไม่มีบ้านใหญ่ในต่างจังหวัด นี่คือผลลัพธ์สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคอย่างภูมิใจไทยลงทุนกับฐานเสียงแบบระยะยาวและยั่งยืน ส่วนพรรคประชาชนนั้น แม้เราจะเห็นกระแสตอบรับที่ดีเมื่อมีสมาชิกพรรคลงพื้นที่หาเสียง แต่นั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่ค้ำประกันว่าพรรคประชาชนสามารถครองใจชาวต่างจังหวัดได้

ประการที่ 2 การลดลงของเพดานหาเสียง พรรคประชาชนแทบไม่มีต้นทุนในการทำนโยบายประชานิยมที่จะไปแข่งกับพรรคอื่นๆ การเจาะประเด็นทุนเทา และคอร์รัปชั่นในเรื่องเงินประกันสังคมแม้จะหวือหวา แต่คนไทยคุ้นชินกับปัญหานี้และไม่คิดว่าพรรคให้อะไรใหม่ สิ่งที่เป็น trademark ของพรรคประชาชนคือการเปลี่ยนโครงสร้างการเมือง การปฏิรูปหลักๆ ทั้งกองทัพและสถาบันฯ การลดเพดานแบบนี้ทำให้พรรคขาดพลัง ไม่ได้สานต่อการชุมนุมเมื่อปี 2020 พอลดลงมาเล่นเกมประชานิยม ก็สู้พรรคอื่นๆ ที่แม่นเรื่องนี้กว่ามากไม่ได้

ประการที่ 3 การโหวตให้อนุทินเป็นนายกในรอบที่แล้ว คือความผิดพลาดอย่างมหันต์ เป็นการต่อชีวิตอนุทินให้กลับมามีแต้มต่อ เป็นการเปิดโอกาสให้อนุทิน “ทดลอง” จัดตั้งรัฐบาลระยะสั้น ที่ขนเอา “แทคโนแครต” มาอุ้มพรรค ช่วยสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับกลุ่มฐานเสียงบ้านใหญ่ พรรคประชาชนก็รู้ว่าเกมนี้พลาด เลยจัดทำ The Professionals มาแข่ง แต่ก็สายเกินไป ที่สายไปกว่านั้นคือการทำลายศรัทธาของหลายคนที่มีต่อพรรคต่อการต่อชีวิตให้อนุทิน ส่วนพรรคเพื่อไทย นี่คือ end of the road ของชินวัตร เมื่อขึ้นสูงสุด ก็ลงสู่ต่ำสุด แม้เข็นเอายศชนันมาเป็นนอมินี แต่ก็ไม่เพียงพอ แบรนด์ชินวัตรขายไม่ได้อีกแล้ว ที่ขายไม่ได้เพราะเพื่อไทยข้ามขั้ว แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิดอย่างมาก เพราะวันนี้ เราไม่สามารถ locate เพื่อไทยได้ว่าอยู่ตรงไหน? ไม่ใช่ฝั่งเสรีนิยมแน่ๆ และแม้จะอยากไปอยู่กับอนุรักษ์นิยม เจ้าไทยก็มีตัวเลือกที่ดีกว่าคืออนุทิน ไม่นับว่านางแบกคือตัวถ่วงให้พรรคพังด้วย

คำถามสำคัญคือ จากนี้อีก 8 ปี พรรคส้มต้องทำอย่างไรให้กลับมาใหม่ได้ เมื่อวานนี้ ทั้งธนาธรและปิยบุตรเป็นมนุษย์ล่องหน ทั้ง 2 คนมีพันธะในการออกมาขอโทษประชาชนกับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เพราะไม่ใช่พรรคที่แพ้ แต่ประเทศไทยก็แพ้ด้วยค่ะ”

ปวิน
ปวิน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun 

โซเชียลจดชื่อ ทนายอั๋น ท้าเดิมพันพรรคสีน้ำเงิน แตะ 70 ที่นั่ง วิ่งเข้ากรุง

โซเชียลจดชื่อ ทนายอั๋น ท้าเดิมพันพรรคสีน้ำเงิน แตะ 70 ที่นั่ง วิ่งเข้ากรุง

โซเชียลจดชื่อ ทนายอั๋น ท้าเดิมพันพรรคสีน้ำเงิน แตะ 70 ที่นั่ง วิ่งเข้ากรุง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.39 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำเอาโลกโซเชียลลุกเป็นไฟ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ทนายความชื่อดังที่มักออกมาเคลื่อนไหวประเด็นทางการเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะ เดิมพัน ผลการเลือกตั้งที่กำลังถูกจับตามองอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569 ทนายอั๋นได้โพสต์ข้อความระบุถึงทิศทางของพรรคการเมืองสีน้ำเงินพรรคหนึ่งไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า “ถ้าพรรค ‘น้ำเงิน’ ได้ถึง 70 เก้าอี้ ขึ้นไป #ทนายอั๋น บุรีรัมย์ จะวิ่งแก้ผ้าจากบุรีรัมย์ ไป ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’ #แล้วกล่าวอะไรสักอย่าง ก่อนจะอำลาวงการ หาลูกเมีย ทำนา ตามประสาคนจน ต่อไป”

ทนายอั๋น

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายที่เชียร์ให้พรรคดังกล่าวได้คะแนนน้อย และฝ่ายที่มองว่าตัวเลข 70 เก้าอี้นั้นมีเสียว แน่นอน เช่น

“เขาถึงแน่ครับ ทนายไม่ต้องทำขนาดนั้น สิ่งที่ทนายทำอยู่มันมีคุณค่ามาก เป็นกำลังใจให้ครับ… นับถือน้ำใจคนบุรีรัมย์อย่างนาย แน่มากครับ”

“70 ผมว่าเสียวอยู่นะครับ คุณทนาย แต่ 100 ไม่ถึงแน่ !! ฟันธง ชิงที่ 2 ส้ม-น้ำเงิน”

“ถ้าได้ก็คือบัตรผีครับ”

“เขาแจกกล้วยเยอะนะทนาย”

“ถ้าเร่งเขากระโดงกับฮั้ว สว. จบไว เสียงเดียวก็ไม่มี เชียร์ครับทนายอั๋น”

“อ้าว ๆ ทนายอั๋น มีพ่อยกแม่ยกลุ้นให้ทนายอั๋นทายผิดไหมนี่ 5555”

ทนายอั๋น
ทนายอั๋น
ทนายอั๋น

การออกมาประกาศกร้าวครั้งนี้ของทนายอั๋น ไม่เพียงแต่สร้างสีสันให้กับแวดวงการเมือง แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงกระแสความนิยมของพรรคสีน้ำเงินในพื้นที่ฐานเสียงสำคัญ ซึ่งหากผลการเลือกตั้งออกมาเกิน 70 ที่นั่งตามที่ปรากฏในโพสต์จริง สังคมคงต้องจับตามองว่า ทนายอั๋น จะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการโพสต์เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองเท่านั้น

และหลังจากที่ผลการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนขึ้น ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความรัว ๆ ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อแสดงทัศนะต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างดุเดือด ดังนี้

“นับคะแนนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ประกาศชัยชนะ-แพ้ แล้ว เอาคะแนนมาจากไหน มันแปลกไหม”

“คนไทยครับ #เตรียมตัวรับมือความฉิบหาย ไว้ด้วยนะครับ สวดมนต์พร้อมกันด่วน”

“4 เดือน มันน้อยไปใช่มั้ย?? สำหรับความหายนะ?? #งั้นเตรียมตัวดื่มด่ำกันให้พอ….. เอาให้เต็มที่!!!”

“อย่าให้บัก ‘วุ้นเส้น’ + แก๊งค์สแกมเมอร์ + คอลเซ็นเตอร์ + ทุนเทา #มันสมหวังเด้อพี่น้อง”

ทนายอั๋น
ทนายอั๋น
ทนายอั๋น
ทนายอั๋น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ทนายอั๋น บุรีรัมย์

ชูวิทย์ฟาดเจ็บ! ส้มฝันค้าง ทำน้ำเงินแลนด์สไลด์ ซัดเด็กวานซืนสู้บ้านใหญ่ไม่ได้ เตือนแรงอย่าลำพองตัว

ชูวิทย์ฟาดเจ็บ! ส้มฝันค้าง ทำน้ำเงินแลนด์สไลด์ ซัดเด็กวานซืนสู้บ้านใหญ่ไม่ได้ เตือนแรงอย่าลำพองตัว

ชูวิทย์ฟาดเจ็บ! ส้มฝันค้าง ทำน้ำเงินแลนด์สไลด์ ซัดเด็กวานซืนสู้บ้านใหญ่ไม่ได้ เตือนแรงอย่าลำพองตัว

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.23 น.

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง  ได้โพสต์ข้อความล่าสุดหลังคะแนนเสียงการเลือกตั้งประกาศ (อย่างไม่เป็นทางการ) โดยระบุว่า  

น้ำเงินแลนด์สไลด์เพราะส้ม

พรรคส้มทำให้พรรคน้ำเงินเติบใหญ่ขึ้นมาเอง

เหตุจากการวาง “กลยุทธ์ที่ผิดพลาด“

น้ำเงินแลนด์สไลด์มาเป็นอันดับ 1 และทำให้พรรคส้มได้น้อยลงกว่า ปี 2566 อย่างที่ผมคาดการณ์

แถมด้วยพรรคกล้าธรรมที่เติบโตขึ้น เพราะได้ร่วมรัฐบาล 4 เดือนกับพรรคน้ำเงิน พลอยฟ้าพลอยฝนได้ไปด้วยก็เพราะพรรคส้มอีก

จากที่ “ฝ่ายเสรีนิยม” เป็นผู้ชนะเมื่อครั้งก่อน แต่พรรคส้มทำให้ฝ่าย “อนุรักษ์นิยม” พลิกฟื้นกลับมาแข็งแกร่งสุดๆ

ที่นี้เห็นฝีมือการเมืองเก่าหรือยัง ว่าเขาทำกันยังไง?

พรรคส้มต้องเรียนรู้อีกมาก และผมเตือนด้วยความหวังดีเสมอ

ประเทศไทยที่ “ยังไม่เปลี่ยน” ก็เพราะพรรคส้มฝันค้าง และคิดว่าตัวเองเก่ง ลำพองตัวกับคะแนนที่เพิ่มขึ้นในปี 2566 อย่างไม่คาดคิด

แล้วส่งเด็กวานซืนไปสู้ สส. เขตกับบ้านใหญ่ จึงพากันล้มระเนระนาดอย่างที่ผมว่าไว้ ในพื้นที่เขตต่างจังหวัดที่บ้านใหญ่เตรียมตัวมาดี

ผมย้ำไปแล้วว่า ”พรรคส้มต้องโทษตัวเอง”

การไปปากไวพูดว่า “ประสบการณ์เก่าแบบนั้น ทำให้บ้านเมืองฉิบหายมาถึงทุกวันนี้“ ไม่ได้ทำให้พรรคส้มชนะการเลือกตั้ง

พรรคส้มต้องสั่งสมประสบการณ์อีกมาก เพื่อรับมือและพลิกเกมจากการเมืองเก่าให้ได้

แล้วเที่ยวนี้อย่าไปโทษใครอีกนะครับว่า ”เขาไม่ให้เราเป็นรัฐบาล“

ต้องพูดว่า ”เราไปทำเอาท่าไหน ทำไมไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที“

แล้วนี่ ป.ป.ช. จะลงดาบตามอีก เรื่อง 44 สส. เสนอแก้ ม.112

หันมองตัวเองและปรับปรุง วันหนึ่งจะเป็นวันของพวกคุณ

ให้กำลังใจและเดินก้าวต่อไป ทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยขวากหนาม

แล้วต่อไปอย่าเอาคะแนนที่ประชาชนเลือกไปเทให้ใครอีกนะน้อง

พี่รักถึงเตือนน้อง แต่ยังกลับมาด่า

ทีนี้เข้าใจกันหรือยัง?

ว่า “อิทธิฤทธิ์“ ของการเมืองเก่าเก่งแค่ไหนเมื่อพลาดเพียงก้าวเดียว

จึงบอกได้ว่า “น้ำเงินแลนด์สไลด์เพราะส้มเองแท้ๆ”

ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลยสักนิด

จับแหลกซื้อเสียง3จังหวัด สุราษฎร์-เชียงราย-ราชบรี พบหลักฐานโพยเงินมัดรายชื่อ

จับแหลกซื้อเสียง3จังหวัด สุราษฎร์-เชียงราย-ราชบรี พบหลักฐานโพยเงินมัดรายชื่อ

จับแหลกซื้อเสียง3จังหวัด สุราษฎร์-เชียงราย-ราชบรี พบหลักฐานโพยเงินมัดรายชื่อ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จับแหลกซื้อเสียง3จังหวัด สุราษฎร์-เชียงราย-ราชบรี พบหลักฐานโพยเงินมัดรายชื่อ

“แสวง” จับเข้าข่ายซื้อเสียง 5 กรณี ใน 3 จังหวัด ทั้ง สุราษฎร์-เชียงราย-ราชบุรี ท่ามกลางสารพันปัญหาที่เกิดขึ้นกับกกต.ได้ โล่งจังหวัดชายแดนไทย-เขมร เรียบร้อยดี ส่วนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง เพิ่มมาตรการคุมเข้มมากกว่าปกติ

เมื่อวันที่ 8กุมภาพันธ์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภาพรวมการเปิดหีบเลือกตั้งสส.เป็นการทั่วไป ปี 2569 และการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ว่าได้เปิดหน่วยเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 08.00 น.ซึ่งภาพรวมการจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางกรรมการประจำหน่วย (กปน.) คอยอำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้สิทธิฯ จนถึงเวลา 17.00 น.ขอขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติเชื่อว่าจะมีการเตรียมหลักฐานในการแสดงตนและชุดความรู้เกี่ยวกับผู้สมัครเขตเลือกตั้งนั้นๆ ก่อนที่จะใช้สิทธิ อยากเน้นย้ำขั้นตอนการลงคะแนนแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน หากมีข้อสงสัยการทำหน้าที่ของ กปน.ขอให้ทักท้วงทันที ซึ่งจะมีการบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยไว้เป็นหลักฐาน โดยจะเป็นหลักฐานชั้นดีที่จะร้องคัดค้านและเป็นการช่วยทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง

นายแสวง กล่าวว่า มี กปน.ทำหน้าที่ 1.5 ล้านคน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้า 2 ล้านคน จึงเหลือผู้ที่ยังมีสิทธิในวันเดียวกันนี้ราว 51 ล้านคนเศษ อยากให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและอยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิฯ กาเพื่อประเทศไทย ทั้งนี้ การนับคะแนนหลังจากปิดหีบเลือกตั้งแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบจำนวนผู้มาใช้สิทธิให้ตรงกับจำนวนบัตรออกเสียงเลือกตั้ง จากนั้นจะเริ่มนับคะแนน 3 กระดานไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม คะแนนแรกที่จะรายงานผลน่าจะเริ่มเข้ามายังสำนักงาน กกต.หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว โดยประมาณการคาดว่าไม่เกิน 23.00 น.น่าจะรู้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ หรือเร็วกว่านั้น

“การนับคะแนน 3 กระดานพร้อมกัน อาจจะเกิดความล่าช้าบ้าง เนื่องจากต้องการให้เกิดความถูกต้องและชัดเจน หากผู้สังเกตการณ์รวมถึงตัวแทนพรรคการเมืองเห็นว่ามีการนับคะแนนไม่ถูกต้อง สามารถทักท้วงได้ ส่วนกรรมการจะวินิจฉัยเป็นอย่างไรก็ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด แต่ท่านสามารถนำคำทักท้วงที่บันทึกไว้มาร้องการนับคะแนนได้ภายใน 3 วัน” เลขาธิการ กกต.กล่าว

เมื่อถามถึงการจับกุมการซื้อเสียงที่ จ.ราชบุรี ซึ่งนายธนากร เลี้ยงฤทัย อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองบ้านโป่ง แจ้งความว่าเป็นการกลั่นแกล้งนั้น นายแสวง กล่าวว่า ภาพรวมเกี่ยวกับการซื้อเสียงนั้นทาง กกต.พยายามดูแลปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนไม่ให้มีการซื้อเสียง โดยร่วมกับตำรวจกว่าแสนนาย ที่ผ่านมาเราเน้นการป้องกัน ซึ่งมีการจับกุมผู้เตรียมการได้ 4-5 กรณี ซึ่งที่ จ.ราชบุรี มีหลักฐานเป็นโพยเงิน และรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากนี้จะดำเนินการตามระเบียบสืบสวนฯขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ส่วนกรณีอื่นๆ มีที่ จ.สุราษฎร์ธานี 3 ราย เชียงราย 1 ราย และราชบุรี 1 ราย

ต่อข้อถามถึงกรณีประชาชนโพสต์โซเชียลมีเดียว่าได้เลือกผู้สมัคร สส.หรือพรรคการเมืองใด ภายหลังใช้สิทธินั้นทำได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในวันเลือกตั้งจะมีข้อห้ามเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรม เรื่องนี้ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งตามมาตรา 99 พ.ร.ป.สส.ระบุว่าห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความ จึงต้องระมัดระวังว่าอาจจะมีคนนำไปร้องและมีความผิดได้ นอกจากนี้อีกส่วนหนึ่งคือกฎหมายบอกว่าห้ามหาเสียงในวันเลือกตั้ง ก็ต้องมาดูพฤติกรรมว่าเป็นการหาเสียงในวันเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งตนไม่อยากให้ทำ เพราะจะเข้าข้ายกระทำความผิด

นายแสวง กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีออกเสียงประชามติเขาห้ามรณรงค์ในวันออกเสียง จะผิดกฎหมาย ก็ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์เช่นกันเมื่อถามถึงสถานการณ์การเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนไทยที่ติดกับกัมพูชา และจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายแสวง กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ถือว่าน่าจะเบาใจได้ แต่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยปกติฝ่ายความมั่นคงดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็มีการประสานและเพิ่มมาตรการเป็นพิเศษมากกว่าการดูแลตามปกติ

กองทัพไทยลุยเต็มที่ กวาดล้าง‘ทุ่นระเบิด’ พื้นที่ชายแดนบุรีรัมย์ เคลียร์เกือบครบ100%

กองทัพไทยลุยเต็มที่ กวาดล้าง‘ทุ่นระเบิด’ พื้นที่ชายแดนบุรีรัมย์ เคลียร์เกือบครบ100%

กองทัพไทยลุยเต็มที่ กวาดล้าง‘ทุ่นระเบิด’ พื้นที่ชายแดนบุรีรัมย์ เคลียร์เกือบครบ100%

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพไทยลุยเต็มที่ กวาดล้าง‘ทุ่นระเบิด’ พื้นที่ชายแดนบุรีรัมย์ เคลียร์เกือบครบ100%

กองทัพไทยลุยกวาดล้างทุ่นระเบิด ชายแดนบุรีรัมย์ เคลียร์ Sector 1 เกลี้ยง 100% พบ 11 ทุ่นระเบิด ส่วน Sector 2 คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยร้อยละ 5.91 ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย โดย ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ได้ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ บ้านสายโท 10 ใต้
ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการ Sector 1
และ Sector 2 อย่างต่อเนื่องสำหรับการปฏิบัติงานใน Sector 1 ซึ่งมีขนาดพื้นที่รวม 178,730 ตารางเมตร ได้ดำเนินการสำรวจทางเทคนิค (Technical Survey : TS) เพิ่มเติม และสามารถประกาศพื้นที่ปลอดภัยได้อีก 3,826 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 2.14 โดยไม่พบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถดำเนินการเก็บกู้และสำรวจพื้นที่ใน Sector 1 ได้ครบถ้วน 100% ไม่เหลือพื้นที่ต้องสงสัยหรือยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด โดยตรวจพบทุ่นระเบิดรวม 11 รายการ แบ่งเป็นทุ่นระเบิดชนิด MD82B จำนวน 9 ทุ่น และ POMZ-2 จำนวน 2 ทุ่น

ขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานใน Sector 2 ซึ่งมีขนาดพื้นที่ 176,296 ตารางเมตร ได้ดำเนินการสำรวจทางเทคนิคและสามารถประกาศพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มอีก 4,528 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 2.56 โดยไม่พบทุ่นระเบิดสรุปผลการดำเนินงานใน Sector 2 ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน สามารถประกาศพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 165,892 ตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 94.09 คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยหรือยืนยันว่ามีทุ่นระเบิดจำนวน 10,404 ตารางเมตร หรือร้อยละ 5.91 ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ

ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองบัญชาการกองทัพไทยและศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในการขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัย เสริมสร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน