4 ก.ค. นี้ รัฐบาลเปิดเวทีออนไลน์ ชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่

4 ก.ค. นี้ รัฐบาลเปิดเวทีออนไลน์ ชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่

4 ก.ค. นี้ รัฐบาลเปิดเวทีออนไลน์ ชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.53 น.

 รัฐบาลชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดเวทีรับฟังความเห็นออนไลน์กำหนดอนาคตการศึกษาไทย 4 ก.ค. นี้

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา จากสถานศึกษาทุกสังกัด และประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลังฉบับเดิมใช้มาแล้วเกือบ 30 ปี ผ่านเวทีสาธารณะออนไลน์ 4 กรกฎาคมนี้ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในอนาคต

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการสำคัญ 10 ประการของร่างกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษา แม้บริบทของโลกและรูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

พ.ร.บ.การศึกษา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้ากระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่บนหลักการมีส่วนร่วม เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับต่อไป

“ความคิดเห็นที่ประชาชนเสนอในระยะนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละมาตรา จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตอบโจทย์ผู้เรียนในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ รอบเช้า เวลา 09.00-12.00 น. สำหรับผู้แทนนักเรียนจากทุกภูมิภาค และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อหลักการสำคัญทั้ง 10 ประการของร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของผู้เรียนในอนาคต โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเวทีได้ที่ https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA

OTOP ปังทะลุเป้า อนุทิน ปลื้มยอดขาย 6 วันกวาด 559 ล้าน

OTOP ปังทะลุเป้า อนุทิน ปลื้มยอดขาย 6 วันกวาด 559 ล้าน

OTOP ปังทะลุเป้า อนุทิน ปลื้มยอดขาย 6 วันกวาด 559 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.57 น.

นายกฯ ชวนสัมผัสเสน่ห์ OTOP แวะตีขิม ปลื้มยอดขาย 6 วันทะลุ 559 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พอใจผลการจัดงาน OTOP Midyear 2026 หลังผ่าน 6 วันแรก มียอดจำหน่ายสะสมกว่า 559.927 ล้านบาท (ณ เวลา 12.30 น.) สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสินค้า OTOP และศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยยังเหลือการจัดงานอีก 2 วัน จนถึงวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569

อนุทิน ชาญวีรกูล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลอดการจัดงาน นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยี่ยมชมงานและอุดหนุนผู้ประกอบการรวม 4 วัน เพื่อติดตามบรรยากาศการจำหน่ายสินค้า พบปะผู้ประกอบการและประชาชนอย่างใกล้ชิด ในส่วนของเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรียังเยี่ยมชมโซนเครื่องดนตรีไทย และทดสอบตี “ขิม”  เครื่องดนตรีไทยที่แสดงถึงเสน่ห์ภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรียังเชิญชวนประชาชนใช้โอกาสในช่วง 2 วันสุดท้ายของการจัดงาน เลือกซื้อสินค้า OTOP คุณภาพจากทั่วประเทศ พร้อมใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อนุทิน ชาญวีรกูล

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กทม.ได้เตรียมมาตรการดูแลความสะดวกและความปลอดภัยไว้อย่างรอบด้านเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแม้จะมีอุปสรรคจากสภาพอากาศ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของเมืองหลวงของเราอย่างพร้อมเพรียง”

นายณรงค์ เรืองศรี

ปลัดกรุงเทพมหานคร

แวดวงนักปกครอง : 27 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 27 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 27 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยกระดับปราบอาชญากรรม!…ตัดวงจรทุจริตทางทะเบียน สกัดอาชญากรรมต้นทาง นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ขานรับนโยบายรัฐบาล บูรณาการความร่วมมือกับ ปปง. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าป้องกัน ปราบปราม และเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยมุ่งตัดวงจรการทุจริตทางทะเบียนราษฎร บัตรประชาชน นอมินีและบัญชีม้า พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกและติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

กรมการปกครองยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรม“ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่องในระยะที่ 2 ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย. 2569 ทุกวันศุกร์เว้นศุกร์ รวมจำนวน 7 ครั้ง ได้แก่
วันที่ 3, 17 และ 31 กรกฎาคม 2569 วันที่ 14 และ 28 สิงหาคม 2569 และวันที่ 11 และ 25 กันยายน 2569 โดยใช้ที่ว่าการอำเภอ หอประชุมอำเภอ หรือศาลาประชาคม ที่มีความมั่นคงแข็งแรงอากาศถ่ายเทสะดวก และสามารถรองรับประชาชนได้อย่างเหมาะสม จัดจำหน่าย สินค้าอุปโภค- บริโภค สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน ของดีมีแวว ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กัน

เรือตรีวิทยา เกล้าวิกรณ์

นายอำเภอเมืองอุทัยธานี

นายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก

นายอำเภอนาน้อย จ.น่าน

คุมเข้ม! อุทัยธานีลุยตรวจสถานบันเทิงสกัดพนันบอลโลก ฝ่าฝืนจับจริงไม่มีข้อยกเว้นเรือตรีวิทยา เกล้าวิกรณ์ นายอำเภอเมืองอุทัยธานีสนธิกำลังฝ่ายปกครอง ตำรวจ และสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการ กำชับเฝ้าระวังการลักลอบเล่นพนันฟุตบอล ตรวจเข้มอาวุธ การคัดกรองเยาวชน และเวลาปิด-เปิดร้านตามกฎหมาย พร้อมประกาศชัด “ไม่มีข้อยกเว้น” หากพบปล่อยปละละเลยหรือเกี่ยวข้องกับการพนันจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด

ฝ่ายปกครองบ่อวินจัดระเบียบต่างด้าว สงสัยแย่งอาชีพคนไทย เร่งขยายผลตรวจสอบนายบรรจง แก้วมณี กำนันตำบลบ่อวิน อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี พร้อมผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบ
ร้านค้าในชุมชนหลังได้รับร้องเรียนว่ามีชาวต่างชาติประกอบกิจการและจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ พบร้านจำหน่ายสินค้า ใช้ป้ายภาษาจีนเป็นหลักและอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารการประกอบกิจการรวมถึงการทำงานของแรงงานต่างด้าว และผู้ถือครองกิจการ เข้าข่ายฝ่าฝืน เร่งดำเนินการตามกฎหมายทันที

นายอำเภอพาเที่ยว พิชิตถ้ำผาหลัก สัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติเมืองนาน้อย พิกัดเที่ยวสุดอันซีน โดยนายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอนาน้อยจ.น่าน ชวนเที่ยว “ถ้ำผาหลัก” ต.น้ำตกแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับสายเดินป่า และพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติ ใครมีโอกาสแวะเยือนเมืองน่าน อย่าพลาดไปสัมผัสด้วยตัวเอง…“เมืองเสาดินถิ่นมะขามหวานตำนานดอยผาชู้ เชิดชูพระธาตุพลูแช่”

เป็นกำลังใจให้ผู้เข้าสอบปลัดอำเภอทั้ง 1,141 คน ที่ฝ่าด่านภาค ข. อันเข้มข้นจนได้เข้าสอบภาค ค. ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผ่านมา โดย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เน้นย้ำว่า “ไม่มีบุคคลใดช่วยให้สอบผ่านได้” นอกจากความรู้ ความสามารถ และความพยายามของตนเอง ขอให้ทุกคนสมหวังกับผลการสอบ ได้ขึ้นบัญชีได้เรียกบรรจุ เพื่อก้าวสู่การเป็นนักปกครองที่ดีของพี่น้องประชาชนต่อไป หากพบเห็น หรือมีข้อมูล เบาะแส พฤติกรรมการทุจริตในการสอบ แจ้งได้ทันทีที่ กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง

นาย..อำเภอน้อย

แฉมหกรรมโกงสอบ ทะล9พันคน ซือขายมานานกว่า2ปี

แฉมหกรรมโกงสอบ ทะล9พันคน ซือขายมานานกว่า2ปี

แฉมหกรรมโกงสอบ ทะล9พันคน ซือขายมานานกว่า2ปี

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แฉมหกรรมโกงสอบ ทะล9พันคน ซือขายมานานกว่า2ปี ตร.เรียกสอบ‘สถ.-มศว’ ปปช.-ปปง.แกะรอยเงิน คลิปเสียง‘ส้ม-กิจ’ลาม นายกฯรีบป้องปลัดมท.

กองปราบฯ ผ่า TOR โกงสอบท้องถิ่นมหาประลัย เรียกสอบ “มศว-สถ.-โรงพิมพ์-10 ขรก.” พิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมแกะรอยคลิปเสียง “ส้ม-กิจ” เปิดขบวนการทุจริต เจอหลักฐานแก้คำตอบผิดเป็นถูก โดย “พิชิต” โอนเงินต่อให้ “ฉัตรพิศุทธิ์” ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ขยายลูกข่ายไปยังภูมิภาค เชื่อทำมานานกว่า 2 ปี ผงะพบคนจ่ายเงินแล้ว 9,000 คน ด้าน ป.ป.ช.ตั้ง คณะทำงานร่วม ปปง.สอบเส้นเงินทุจริต “อนุทิน”ซัดCSI LA”เพ้อเจ้อ”โดยป้อง ปลัดมท.ปมคลิปเมียเอี่ยว ด้าน อธิการบดีมศว ลุยแจ้งความสน.ทองหล่อ เอาผิดโดนตัดต่อคลิปดิสเครดิต ยันสุจริต ท้าคนแฉแน่จริงเปิดหน้าเลย

เมื่อเวลา 07.40 น.วันที่ 26 มิ.ย.69 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA ปล่อยคลิปเสียงที่อ้างว่าภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ว่า “ให้ไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพ้อเจ้อไปเรื่อย”

เมื่อถามว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีการชี้แจงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องชี้แจง เพราะเป็นคลิปอะไรก็ไม่รู้ ผู้สื่อข่าวต้องแยกแยะ เขาเป็นหลานอะไรกันจริงหรือไม่ ก็ไม่รู้

เมื่อถามต่อว่านายกฯจะต้องยึดหลักการสอบสวนใช่หรือไม่ โดยไม่สนใจข้อมูลจากทางโซเชียลมีเดีย นายอนุทิน ถามกลับว่า ถ้าเราไม่ยึดข้อเท็จจริงเราจะไปยึดข้อมูลอะไร ไปยืนยันว่าไม่มีอะไรทุกอย่างเดินหน้าไปแล้ว สิ่งที่เราอยู่ตรงนี้ต้องแยกแยะให้เป็น ว่าสิ่งไหนเป็นเรื่องสาระหรือไม่มีสาระ ว่าจะไปให้ข้าทำไมกับเรื่องที่ไม่มีสาระ

ลั่นตรงไหนโกงก็สับให้เละ

เมื่อถามอีกว่าวันนี้มียกเลิกการชะลอบรรจุแต่งตั้งผู้ที่สามารถสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด บอกได้อย่างเดียวว่าตรงไหนโกงก็สับให้เละ แค่นั้นเอง คนที่มีหน้าที่สับก็คือตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคนที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ไปเป็นผู้สืบสวนสอบสวนซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ทำการแจ้งความแล้ว ในฐานะผู้เสียหายทั้งทางกระทรวงและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

โดยนโยบายของตนมีความชัดเจนว่าตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชัน หรือด้วยความที่ไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้ามาสอบ ต้องดำเนินการให้หมด ถึงแม้ตอนนี้คณะกรรมการกลางและท้องถิ่น บอกว่าให้มีการบรรจุข้าราชการไปก่อนต้องรับผิดชอบ ก็ต้องรับผิดชอบไปแล้ว เพราะกระทรวงมหาดไทยบอกว่าไม่ให้บรรจุ ซึ่งถ้าใช้มติเสียงข้างมากบรรจุไป ก็ไม่เป็นไรให้บรรจุข้าราชการได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีผลการสืบสวนออกมา ว่ามีการทุจริต เราก็ไปดำเนินการในตอนไหนก็ได้ เพราะคดีพวกนี้ไม่มีอายุความ เราก็ทำตามมติคณะกรรมการไป

เมื่อถามต่อว่าได้มีการกำชับถึงการสอบอื่น ๆ ของกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่ เพราะมีการเชื่อมโยงถึงการสอบนายอำเภอ นายกฯกล่าวว่า ตนไม่ได้สอบโรงเรียนนายอำเภอมานานแล้ว ขอให้เอาคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองดีกว่า ซึ่งโรงเรียนนายอำเภอไม่ได้จัดการสอบตั้งแต่ช่วงที่ตนถูกให้พ้นจากตำแหน่งออกไป ครบ 1 ปีพอดี และตั้งแต่ที่ตนกลับเข้ามาในรอบที่ 2 ก็ยังไม่มีการสอบ เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตก็ไม่รู้ว่าอดีตแค่ไหน มันรู้ทุกเรื่องไม่ได้แต่ถ้ารู้แล้วก็ต้องรีบดำเนินการ

ไม่ให้ค่าคลิปมหาประลัย

เมื่อเวลา 09.20น.นายอนุทิน พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ เดินทางออกจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อออกไปปฏิบัติภารกิจ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามขอสัมภาษณ์ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกฯจึงได้ชี้ไปที่ปลัดฯ ก่อนบอกว่า“เอาสิ”ขณะที่ปลัดฯได้ยกมือรับไหว้สื่อมวลชนพร้อมระบุสั้นๆว่า“ตอบเหมือนท่านนายกฯ

จากนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีคลิปเสียงที่อ้างว่าภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า“อะไรที่ไม่ใช่ความจริง ก็ไม่รู้จะชี้แจงเรื่องอะไร”

เมื่อถามอีกว่า ยืนยันว่าภรรยาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า“ประวัติคนเรามันสืบได้สบายอยู่แล้ว และคนที่เขาให้ข้อมูลเอามาจากไหน ต้องไปถามเขา”

เมื่อถามว่าจะปกป้องตัวเองด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะข้อกล่าวหาค่อนข้างรุนแรง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า “คนกล่าวหามันลอยๆ จะไปให้ค่าทำไม”

ก่อนที่นายอนุทินจะกล่าวแทรกขึ้นมาว่า“พอแล้ว ไม่ต้องถามแล้ว ก็สามีบอกว่าภรรยาไม่เกี่ยว”

เมื่อถามว่ากระแสข่าวที่ออกมาในตอนนี้ เป็นเหมือนการสกัดหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ไม่ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวจึงหันไปสอบถามนายกฯว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ พุ่งเป้าไปที่ปลัดฯจะดำเนินการอย่างไรและยังไปด้วยกันใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า“คิดก่อนถาม”

ปปช.สอบเอกสารทั้งหมด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตสอบเข้ารับตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่น กล่าวว่าในเบื้องต้นได้นำเรียนเลขาธิการ ป.ป.ช.แล้ว ท่านมีแนวคิดว่า จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่มีผู้เชี่ยวชาญจาก ป.ป.ช. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งตนได้นำเรียนกับเลขาธิการ ปปง.แล้ว ว่าจะขอความร่วมมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงินต่างๆ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบ เราขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญงานบริหารบุคคล และการตรวจข้อสอบต่างๆ แต่ต้องมีการหารือกันก่อน

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะเรียกบุคคลใดมาชี้แจงอีกหรือไม่ นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า ต้องดูวัตถุพยานก่อน ซึ่งอยู่ระหว่างการไล่รายละเอียดว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งพนักงานไต่สวนยังไม่ได้เสนอมา ส่วนพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ รวมถึงมหาวิทยาลัยเท่าที่รายงานมาทราบว่าได้ให้ถ้อยคำไปบางส่วนแล้ว ทั้งจะสอบคลิปเสียงต่างๆที่ปรากฎในขณะนี้ด้วย

‘นฤชา’ฟ้องหมิ่นคนพาดพิง

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เตรียมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินคดีกับนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ภายหลังมีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์แห่งหนึ่ง ใส่ร้ายตนในประเด็นการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง

นายนฤชากล่าวต่อว่า ในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว มีการกล่าวอ้างเชื่อมโยงว่าโรงพิมพ์ที่ใช้จัดพิมพ์ข้อสอบสอบท้องถิ่น เป็นโรงพิมพ์แห่งเดียวกับเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. จังหวัดสมุทรปราการ ถูกนำไปใช้เป็นกระดาษรองไข่ไก่ พร้อมทั้งพาดพิงถึงตนว่า ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการจัดสอบและการวางตัวผู้คุมสอบทั้งหมด

“ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเป็นการใส่ความ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเตรียมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดต่อไป”อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

ป.เรียกสอบ‘มศว.-สถ.’

ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.) เปิดเผยว่า หลังประชุมการทำงานคดีทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น ร่วมกับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) เบื้องต้นกำหนดกรอบการทำงาน โดยจะต้องพิจารณาเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหมด ทั้งผู้จัดทำ TOR คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โรงพิมพ์ข้อสอบในจังหวัดสมุทรปราการ ข้าราชการที่ปรากฏในคลิปการจับกุมทั้ง 10 คน รวมถึงพิจารณาเรียกผู้เสียหายเข้ามาสอบถามข้อมูล

“ส่วนกรณีปรากฏคลิปเสียงหญิงและชาย ชื่อนายกิจ และนางส้ม ที่แอบอ้างว่าอยู่ในขบวนการทุจริตข้อสอบและรู้จักกับบุคคลระดับสูง เบื้องต้นตำรวจจะตรวจสอบข้อมูลก่อน หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจริง ก็อาจจะต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำ ซึ่งการจะเรียกบุคคลใดก็ตามเข้ามา ตำรวจจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ” ผกก.2 บก.ป. ระบุ

พ.ต.อ.เนติวิทย์เผยอีกว่าคดีนี้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีแนวทางที่จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยคณะทำงานชุดนี้ จะประกอบไปด้วยกองบังคับการปราบปราม หรือ บก.ป. และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดำเนินการร่วมกัน เนื่องจากคดีนี้ บก.ปปป. ดำเนินการมาก่อนล่วงหน้า ทำให้มีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่ง บก.ป. ก็อาจจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบสำนวนคดีของตัวเอง ยืนยันขณะนี้ยังไม่ได้ออกหมายจับบุคคลใด เนื่องจากอยู่ระหว่างเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน.

โกงมานานกว่า 2 ปี

พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามชุดทำคดี เปิดเผยว่า คดีนี้ เริ่มมาจากมีผู้ร้องเรียน จากที่มีผู้ลงสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยใช้ความสามารถของตัวเองสอบ และผู้ที่ลงสอบโดยการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าว โดยหวังว่า ตัวเองจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการบรรจุ จำนวน 6,000 คน จากผู้สมัครลงสอบกว่า 400,000 คน แต่มีบางส่วนไม่ได้รับการบรรจุ จึงได้มาร้องทุกข์กับกองบังคับการปราบปราม

จากการตรวจสอบทราบว่า ขบวนการนี้ มีคนจ่ายเงินทั้งหมด 9,000 คน แต่ละคนจ่ายในราคาที่ไม่เท่ากัน เริ่มตั้งแต่ 300,000 บาท ไปจนถึง 900,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวน และทราบว่าบ้านพักแห่งหนึ่งย่าน จ.นนทบุรี เปิดเป็นบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด และพบว่า สถานที่ดังกล่าวมีข้าราชการหลายคนรวมตัวกันเพื่อรับแก้ข้อสอบ สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 10 คน

พบหลักฐานการโอนเงิน

รวมถึงเอกสารการทุจริตข้อสอบ จากการสอบปากคำและทำการขยายผล ทราบว่า ขบวนการเหล่านี้มีผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่หลายคน โดยเฉพาะนายพิชิต ที่เป็นบุคคลระดับสูงของเครือข่าย โดยนายพิชิต (สงวนนามสกุล) ได้จ่ายเงินให้ข้าราชการที่เป็นผู้ต้องหา 1 ใน 10 คน หรือ นายฉัตรพิศุทธิ์ (สงวนนามสกุล) ให้เป็นผู้จัดการ ดูแลเรื่องการประสานรับสำนวนเอกสารการสอบ จากสถานที่สอบมายังบริษัทดังกล่าว ก่อนจะกระจายไปยังภาคต่าง ๆ

สำหรับรูปแบบการแก้คะแนนข้อสอบขบวนการทุจริต จะเอาผลคะแนนการสอบตัวจริงมาคัดลอกเป็นสำเนา จากนั้นจะเอามาเปรียบเทียบกับใบเฉลยเพื่อดูคำตอบที่ถูกต้อง และจะใช้ปากกาสีแดงขีดลงไปในช่องคำตอบที่ถูกต้องเพื่อเป็นสัญลักษณ์ และจะนำไปแก้ไขในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ ก่อนจะสแกนสำนวนที่แก้แล้วกลับไปในระบบ

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญอีก 1 คน ซึ่งขณะนี้ยังติดตามตัวไม่ได้ โดยบุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลที่คอยรวบรวมข้อมูลคะแนนของผู้สอบที่มีการจ่ายเงิน และจะคัดลอกใส่ Flash Drive พร้อมนำข้อมูลดังกล่าวไปส่งมอบให้กับบริษัทที่ จ.นนทบุรี แต่ตัวเอกสารผลสอบตัวจริงจะถูกเก็บไว้ที่โกดังของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยผลสอบจะถูกเก็บไว้ในโกดังนี้เป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะทำลายทิ้งเป็นขั้นตอนและกฎระเบียบ ซึ่งยอมรับว่าเป็นช่องว่าง เพราะไม่สามารถที่จะตรวจสอบย้อนหลังภายในปีอื่นได้อีก

สำหรับขบวนการดังกล่าว เชื่อว่าทำมามากกว่า 2 ปี โดยดูจากเส้นเงินที่เชื่อมต่อไปยังบุคคลอื่น ๆ เพราะเส้นเงินของหนึ่งในผู้ต้องหาพบว่าเชื่อมโยงไปยังปี 2567 โดยอำนาจหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จะแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิดอั้งยี่ซ่องโจร เพราะพบพฤติกรรมเป็นการรวมตัวกันกระทำความผิดในการทุจริตข้อสอบท้องถิ่น

ขอหลักฐานจากปปช.ด่วน

รวมถึงจะดำเนินการกับผู้ที่นำข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยมาเผยแพร่ ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่เรื่องการกระทำความผิดอื่น ป.ป.ช.จะเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่หากทาง ป.ป.ช.จะมอบอำนาจให้ บช.ก.ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า วันนี้ได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอหลักฐานที่ตรวจยึดได้ เช่น กระดาษคำตอบ สำหรับนำไปขยายผล ซึ่ง ป.ป.ช. ยินยอมมอบหลักฐานให้ ซึ่งช่วงบ่าย จะเรียกประชุมสืบสวนสอบสวน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าหลังจากแบ่งงานไปแล้ว คณะทำงานมีความคืบหน้าในประเด็นการสืบสวนสอบสวนใดบ้าง เบื้องต้นขอให้ตำรวจได้ทำงาน เชื่อว่าจะมีความชัดเจนในวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย.2569

อธิการ”มศว”โร่แจ้งความ

วันเดียวกัน ที่ สน.ทองหล่อ ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลและเพจเฟซบุ๊กที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึงคลิปวิดีโอที่มีการตัดต่อเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสอบท้องถิ่น ในลักษณะโจมตี บิดเบือน และกล่าวหาว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของตนเองและสถาบันเป็นอย่างมาก

“ผมขอยืนยันว่าข้อความที่อยู่ในคลิปไม่เป็นความจริง 100% ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ยืนยันด้วยเกียรติภูมิของผม ในฐานะครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือมา และยืนยันความสุจริตเป็นที่ตั้ง ตั้งแต่เป็นผู้บริหารทุกระดับจนถึงอธิการบดีคนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของเราไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้เรารับไม่ได้จริงๆ” อธิการบดี มศว กล่าว

แฉเป็นคลิปตัดต่อ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ได้เห็นและฟังคลิปดังกล่าว อธิการบดี มศว ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างมาก เพราะเป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด พร้อมทั้งลั่นวาจาท้าทายกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังว่า “หากคนไหนก็ตามที่กล่าวหาในเรื่องนี้มีข้อมูลความจริง ก็ขอให้ออกมาเปิดเผยตัวตนต่อสังคมได้เลย ไม่ใช่หลบซ่อนอยู่แบบนี้”

นอกจากนี้ อธิการบดีฯ ยังระบุอีกว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นความโหดร้ายอย่างมาก ที่มีการนำคลิปไปตกแต่ง ตัดต่อคำพูดเชื่อมโยง แล้วเอ่ยชื่อถึงตำแหน่งอันทรงเกียรติ จึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับตนเองและสถาบัน เพราะ มศว เป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้สังคมและยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด การนำข้อมูลเท็จมาดิสเครดิตเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมและเกียรติยศของมหาวิทยาลัยที่สะสมมาอย่างยาวนาน

หนู-ปลัดมท.ดูงานโอท้อป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.15 น. ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกการเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นายอนุทิน พร้อม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมา ที่อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเยี่ยมชมงาน “OTOP Midyear 2026 ไทยช่วยไทยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาสู่ระดับสากล” เป็นวันที่ 6

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้นั่งพักอยู่ภายในห้องรับรอง ก่อนที่นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมทีมงาน ได้นำกระเป๋าลากใส่เอกสารขนาดใหญ่มาด้วย ก่อนจะนำแฟ้มเอกสารจำนวนหลายแฟ้มให้นายกรัฐมนตรีเซ็น ทั้งนี้ระหว่างเซ็นเอกสารโทรทัศน์ภายในห้องรับรองที่กำลังนำเสนอข่าวกรณีคลิปเสียงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เผยแพร่ออกมา ทำให้นายกรัฐมนตรีถึงกับหยุดเซ็นเอกสารและหันไปดูข่าวดังกล่าว พร้อมกล่าวติดตลกว่า “เป็นครั้งแรกที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยถูกสื่อรุมสัมภาษณ์มากกว่านายกรัฐมนตรี” ซึ่งระหว่างนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยก็อยู่ภายในห้องรับรองด้วย

คลิปสอบครูโผล่โทรทัศน์

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินออกห้องรับรอง หลังเซ็นเอกสารต่างๆที่ทีมงานนำมาให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นายอนุทิน ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนทำงานได้ทุกที่ และเนื่องจากจะต้องเดินทางไปต่างประเทศหลายวันจำเป็นต้องเซ็นเอกสารหลายแฟ้ม

เมื่อถามว่าขณะนายกฯนั่งเซ็นแฟ้มเอกสารซึ่งเป็นช่วงที่โทรทัศน์เผยแพร่ข่าวเพจ CSI LA ปล่อยคลิปเสียงที่อ้างว่าเมียปลัดกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่นนายกฯรู้สึกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราตั้งชุดสอบสวนใครผิดก็ว่าไปตามผิด ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ามีคนใกล้ชิดปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกังวลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะว่าเรายึดหลักฐาน

เมื่อถามว่าคลิปถูกปล่อยออกมาเรื่อยๆมองว่ามีกระบวนการอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมีคนทำผิดแน่นอน และตอนนี้พยายามที่จะเบี่ยงประเด็นอะไรต่างๆ แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยเราได้ตั้งกรรมการสอบสวนและดึงคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเดินหน้าด้วยความเป็นธรรมและไม่ต้องเกรงใจใคร

ผิดตรงไหนก็ต้องแก้ตรงนั้น

เมื่อถามว่าตอนนี้ถูกมองไปไกลกว่านั้น มองว่า เป็นเกม พยายามเขย่าเก้าอี้นายกฯและปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนละเรื่องกัน และจะคิดทุกอย่างเป็นเกมไม่ได้ หน้าที่รัฐบาลเมื่อมีการกระทำผิดตรงไหนก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด อย่างที่ภูเก็ตก็มีการติดตามตรวจสอบดำเนินคดี ยึดทรัพย์ และเอาที่ของหลวงกลับคืนมาจากคนที่ยักยอกและโกงไป ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะถูกโยงไปถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมจะต้องกังวลเมื่อผมทำ และตอนนี้ไม่ว่าอยู่ในกระทรวงไหนผมก็ต้องไปจัดการทั้งหมดถ้าเกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ในส่วนนั้นกระทรวงมหาดไทยก็ต้องจัดการ ไอ้เรื่องที่จะไปยกเว้นใครไม่มีอยู่แล้ว ผมก็ทำให้เห็นไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วว่าไม่เคยมีการยกเว้น ความผิดไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม“

เมื่อถามย้ำว่าเอ๊ะหรือไม่ว่าตอนนี้มีคนกำลังเล่นงาน นายกฯย้อนถามว่า “เล่นงานผมนั่นหรอ“ ก่อนกล่าวอีกว่า ”ตั้งแต่ผมมาเป็นรองนายกฯ ตั้งแต่เล่นการเมืองแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ในความตั้งมั่น ความมั่นใจ ถ้าเราทำอะไรผิด จะเห็นได้ว่าคนทำผิดต้องวิ่งออกมาแก้ตัว ออกมาเบี่ยงประเด็น สร้างความวุ่นวาย เป็นพัลวัน แต่คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ทำงานตามปกติ ห้ามให้คนมากล่าวหาไม่ได้“

โกงสอบต้องมีคนรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าให้คำมั่นได้หรือไม่ว่าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจะต้องมีคนรับผิดชอบ นายกฯ กล่าวว่า ดำเนินคดีเต็มที่ ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบ แต่ต้องรับโทษ รับผิดอย่างเดียว ไม่มีรับชอบ เมื่อถามอีกว่าตัวปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดใจคุยกันหรือไม่หลังจากมีชื่อไปเกี่ยวข้อง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องเปิดใจ ท่านทำงานอยู่กับตนตลอดเวลา และเมื่อมีเรื่อง คนที่สั่งดำเนินการโดยทันที ตั้งกรรมการสอบ สั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้ามาประจำกระทรวง คือท่านปลัดฯได้ทำทุกอย่างก่อนที่จะมาหารือกับตน ทำให้ตนเห็นว่าท่านได้ดำเนินการตามกรอบแห่งกฎหมายแล้ว ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย จะเอาแต่ทันใจคนไม่ได้ เพราะถ้าจะเอาแต่ทันใจคนอย่างเดียวก็จะไปผิดหลักของกฎหมาย ตอนนี้มันถูกล็อกอยู่ด้วยข้อของกฎหมาย และเมื่อถูกล็อกด้วยข้อกฎหมายก็ต้องใช้วิธีการทางกฎหมายแก้ปัญหา

ไม่ตอบย้ายปลัดเมื่อไหร่

เมื่อถามว่า ทำไมตอนนี้ยังไม่ย้ายปลัดฯไปนั่งตรงอื่นก่อน เพื่อให้การสอบสวนเกิดความเป็นธรรม นายกฯ ย้อนถามว่าเรื่องอะไร ผู้สื่อข่าวตอบว่าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เพราะถือว่าปลัดฯเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการมหาดไทย นายกฯกล่าวว่า อันนี้คุณถือเอง เพราะได้สั่งอธิบดีฯเข้ามาแล้ว ถ้ามีหลักฐานชัดเจนก็ทำได้เลย แต่ถ้ายัง ก็เป็นการถูกกล่าวหา ตอนนี้เรื่องทุกอย่างที่เป็นประเด็นกำลังอยู่ในกระบวนการหมดแล้ว ได้รับการตอบสนองและดำเนินการ ดำเนินคดีหาข้อเท็จจริง อย่างกรณีทุจริตสอบอีก7วันเขาก็ต้องกลับมารายงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดฯก็ต้องมารายงานตน ซึ่งตนเดินทางกลับจากต่างประเทศพอดี เราก็จะรู้และดำเนินการขั้นต่อไป

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.02 น.

‘มท.2’ ชงทางออกให้ ‘กฟผ.’ หั่นราคาส่ง-เจียดกำไรมาหนุนถอด ‘ค่าไฟฟ้าสาธารณะ’ ออกจาก ‘บิลประชาชน’ หรือเปิดทาง ‘กฟภ.-กฟน.’ ผลิตไฟเอง เล็งถก ‘เอกนัฏ’ หาทางออก ก่อนชง ‘นายกฯ’ พิจารณา

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) กล่าวถึงกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันยังถูกนำไปรวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนแบกรับว่า ทั้ง 2 การไฟฟ้าเป็นตัวกลางหรือหน่วยให้บริการ คือซื้อไฟจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และเอาไปจำหน่ายต่อ หรือให้บริการพี่น้องประชาชน ส่วนค่า Ft (เอฟที) ที่รวมเก็บอยู่ในใบเสร็จค่าไฟของประชาชน กฟผ. เป็นผู้กำหนด ซึ่งเราจะต้องส่งค่าตรงนี้กลับไปที่กฟผ. ส่วนราคาขายผู้ที่กำหนดคือคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) และตามนโยบาย3บาท200ยูนิตจะทำให้ซื้อไฟแพงแต่มาขายให้ประชาชน ในราคาต่ำกว่าต้นทุน ทำให้เกิดการขาดทุน แต่ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าไฟมาก 

“ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ไม่ได้ติดปัญหา ว่าจะเก็บหรือไม่เพราะไม่อยากให้ประชาชนมีภาระไปมากกว่าที่มีอยู่แล้ว แต่หากไม่ต้องการให้มีค่า Ft เพื่อเก็บค่าบริการจากพี่น้องประชาชน คณะกรรมการที่กำกับดูแลหรือ Regulator ไฟฟ้าทั้งหมด สามารถปลดจากบิลได้เลยการไฟฟ้าก็พร้อมที่จะทำตามทันที” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ค่าไฟสาธารณะที่ถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน
ที่ใช้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีมูลค่ากว่า 15,000ล้านบาทต่อปี ส่วนการไฟฟ้านครหลวง 1,800 ล้านบาทต่อปี ขณะที่คำถามที่สำคัญคือหน่วยราชการจะต้องไปคิดต่อว่า เมื่อเอาภาระค่าไฟออกจากพี่น้องประชาชนใครจะเป็นคนจ่าย ซึ่งส่วนตัวมองว่า หาก กฟผ. ลดราคาส่งค่าไฟให้ 2 การไฟฟ้า เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้แล้ว เช่น ทุกๆ 10 สตางค์ ที่ กฟผ.ลดราคาให้ก็จะสามารถประหยัดได้ประมาณ เกือบ 10,000 ล้านบาท หรือถ้าไม่ลดราคา กฟผ.ควรจะนำกำไรหลายหมื่นล้านต่อปี มาดูแลค่าไฟสาธารณะไปเลย ซึ่งสามารถทำได้เช่นเดียวกัน หรือจะอนุญาตให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง สามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำ บังคับซื้ออย่างเดียว หากอนุญาตก็จะสามารถไปทำโซล่าเซลล์หรือระบบโซล่าฟาร์มลอยน้ำหรือ Solar Floating  เพื่อผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตจะถูกกว่าการซื้อจากกฟผ. อยู่แล้ว และเมื่อขายถ้ามีกำไรจากส่วนนี้ก็เอามาดูแลค่าไฟสาธารณะได้ส่วนนึง

นายพลพีร์ กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (27มิ.ย.) ตนจะหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน อย่างไม่เป็นทางการ ถึงวิธีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อเอาภาระค่าไฟออกจากพี่น้องประชาชน เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่เรื่องค่าไฟทั้งหมดจะต้องผ่านคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะคิดอย่างไร 

“สิ่งสำคัญก็คือเรื่องรายละเอียดของงบประมาณส่วนไหนหรือหน่วยงานใดจะมาดูแลค่าใช้จ่ายตรงนี้ ประเด็นค่า Ft เกิดมา 30 กว่าปีแล้ว แต่เรื่องที่ออกมาตอนนี้เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญที่อยากจะช่วยพี่น้องประชาชนแบ่งเบาภาระ จริงๆไม่ใช่เรื่องใหม่เกิดขึ้นมานานแล้ว“ นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางในการตั้งงบประมาณขึ้นมาดูแลตรงนี้เป็นการเฉพาะ นายพลพีร์ กล่าวว่า น่าจะยาก เพราะงบประมาณแผ่นดินมีค่าใช้จ่ายประจำสูงขึ้นมาก หลายหน่วยงานไม่ได้งบประมาณตามเท่าที่ขอ หากต้องใช้เงินเพิ่มอีก 20,000 กว่าล้านบาท อาจเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ การให้บริการพี่น้องประชาชนในหลายกรมหลายกระทรวง ดังนั้นจึงควรนำกำไรจากรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการไฟฟ้า มาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.

จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.

จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.42 น.

“จูรี” วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก “อนุชา” เป็นผู้ว่าฯ กทม.

 วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในงาน “Talk & Fest” ภายใต้แนวคิด “ไปให้สุด หยุดที่เจมส์ อนุชา” เพื่อช่วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5

โดยนายจูรี กล่าวปราศรัยว่า มีประเด็นสำคัญมาสื่อสารกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างจังหวัดที่ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพมหานคร กว่า 10 ปี กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงของประเทศ ต้องแบกรับภาระและปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนพื้นที่หรือคนต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามา โดยยกตัวอย่างปัญหาเรื้อรังอย่างปัญหาน้ำท่วมขังที่สร้างความลำบากมายาวนานถึง 19 ปี ซึ่งนายอนุชาได้รับปากว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ตกไปเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป

นายจูรี กล่าวถึงกรณีที่เพจของพรรคประชาธิปัตย์และเพจของผู้สมัครฯ ถูกโจมตีด้วยคอมเมนต์จำนวนมากในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เหล่านี้อาจส่งข้อมูลผิดพรรค เนื่องจากเนื้อหาคอมเมนต์มีการโจมตีบุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมฝากถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์

นายจูรี ยังเน้นย้ำความมั่นใจในตัว นายอนุชา และการทำงานเป็นทีมของพรรคประชาธิปัตย์ โดยขอความร่วมมือพี่น้องชาวใต้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พร้อมกำชับว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ประชาชนกาบัตรเลือกหมายเลข 5 เพื่อเลือกนายอนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม. และสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ของพรรคประชาธิปัตย์ยกทีม เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการปราศรัยครั้งนี้ถือเป็นความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์ในการดึงฐานเสียงสำคัญและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเมืองหลวง ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งจริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.24 น.

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! “อภิสิทธิ์” ย้ำคนกทม. ให้เลือก “อนุชา-ส.ก.ปชป.”  เพื่อทำลายระบอบอากง รื้อโกงกทม.-ทำกทม.เป็นเมืองที่ดีกว่านี้  ลั่น4 ปีจากนี้ ทราฟฟี่ฟองดูว์ยังมี แต่ไร้เรื่องร้องเรียน 

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่  “เมืองฟ้าอมร ทอล์ก แอนด์ เฟสไปให้สุดหยุดที่เจมส์อนุชา“เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 28 มิ.ย. ตอนหนึ่งถึงกทม.เป็นได้มากกว่านี้ได้ ว่า จากการลงพื้นที่ตนเห็นการสูญเสียโอกาสและเวลาไปหลายปีกับสิ่งที่ย่ำอยู่กับที่ ตนไม่ได้ตำหนิผู้ว่าฯกทม. หรือ อดีตผู้ว่าฯกทม. แต่ตนคิดว่าจะวัดความก้าวหน้าของการบริหารเมืองอย่างไร ทราฟฟี่ฟองดูว์เป็นสิ่งที่ดี  แต่เราควรภาคภูมิใจหรือไม่ว่า 4ปีมีเรื่องร้องเรียนล้านเรื่อง ตัวชี้วัดที่ดีกว่า 4 ปีจากนี้ไป หากอนุชา เข้าไปทราฟฟี่ฟองดูว์ยังมี แต่ไม่มีเรื่องร้องเรียน เพราะต้องไปแก้ปัญหา ทั้งนี้มีคนสร้างวาทะกรรมว่า ตอนพรรคประชาธิปัตย์อยู่เคยทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ตนจำได้วันที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. บริหาร คือ ทำให้รถไฟฟ้าข้ามแม่น้ำไปรับคนฝั่งธนบุรี ซึ่งทำได้ด้วยฝีมือของผู้ว่าฯกทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงการต่อสู้ให้มีหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นคือโรงกำจัดขยะระบบปิดที่หนองแขม โรงพยาบาลบางขุนเทียน เพื่อผู้สูงอายุ 

“ผมพยายามคิดว่า 4 ปีที่ผ่านมา เมืองเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร แค่ 1 เดือนที่ลงพื้นที่ พบว่า 1 ชั่วโมงที่เปิดตัวนายอนุชา เจอรถไฟชนรถเมล์ 2วันต่อมาร่วมงาน ไพร์ดพาเหรด ฝนตกน้ำท่วม ถัดมาเกิดวิวาทะกลิ่นขยะที่อ่อนนุช ทั้งนี้นายอนุชามาหาเราก่อนเปิดตัว คิดให้กทม.เป็นฮับของเอไอ แต่สิ่งที่เห็นคือถนนสุขุมวิทมีแต่ร้านกัญชา ต่อจากนั้นได้ลงเรือไฟฟ้าที่กทม.ทอดทิ้ง นอกจากนั้นยังมีหลายคลองในกทม. ที่กทม.ส่งเสริมจะทำให้กทม.เป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่น่าเที่ยว และเป็นได้มากกว่านี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 1 เดือนที่ลงหาเสียง นายอนุชาไม่ได้หาเสียง แต่เตรียมตัวทำงาน สิ่งที่เห็นชัดเจนว่าควรเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว คือ ความไม่โปร่งใสของการบริหารเมือง การมีส่วยขออนุมัติ ขออนุญาต ส่วนคนที่บอกว่าหากมีหลักฐานให้ส่งหลักฐานมา ไม่ควรบริหารกทม.อีกต่อไป ทั้งนี้การเลือกตั้งไม่ได้มีแค่นายอนุชาเท่านั้น แต่มีทีม ส.ก. ผู้บริหารพรรคที่พร้อมทำงานเพื่อคนกทม. 

“พวกผมเป็น สอเกิน แต่ไม่ต้องห่วงเพราะจะทำงานไม่ว่าอยู่ในสถานะใด ทั้งนี้นักการเมืองที่เป็นสส.กทม.มีเกือบทุกเขต ที่มีใจพร้อมทำงานให้คนกทม. หากนายอนุชาเป็นผู้ว่าฯ พร้อมจะรับเป็นทีมงาน แต่ไม่ต้องเป็นนักการเมือง แต่ทุกเขตมีอดีตประธานสาขา เป็นสมาชิกพรรค แม้สอบตกจาก ส.ก.มาหลายครั้งยังพร้อมทำงานเพื่อคนกทม. อย่างต่อเนื่องหลายปี ผมยืนยันว่าคนเหล่านี้ตั้งใจทำงานเป็นทีม เป็นพรรคที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน เราประกาศเป็นนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบทางเมืองอย่างชัดเจน เพื่อเป็นทางเลือกให้คนกทม. ผมเห็นป้ายที่ตกใจเพราะเขียนว่าเลือก ส.ก.อิสระทั้งทีม ทำให้สงสัยว่าอิสระแบบไหนมีทีม และใครส่ง ซึ่งผมมองว่าอยู่นอกปฐพี เพราะแข็งแกร่งว่าผู้ว่าฯชัชชาติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่านายอนุชามีความพร้อม มีความตั้งใจและนโยบายที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ 5 เรื่องที่อยู่ในนโยบาย คือเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้สิ่งที่คิดว่าเป็นได้มากกว่านี้ ทั้งนี้นายอนุชาที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน แม้คะแนนจะตาม เพราะนายอนุชาตัดสินใจแน่วแน่ว่าคนที่จะกำหนดแพ้ ชนะ คือ ประชาชน ไม่ใช่โพล และสิ่งสำคัญคือ ต้องการทำความตั้งใจ หากชนะ ได้ทำ แต่วันนี้ที่ภาคภูมิใจ แม้ไม่ชนะ แต่คนชนะอย่างไรก็หนาว เพราะจะถูกกดดันจากนโยบาย วิสัยทัศน์ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ และจะอ้างว่าอยู่นอกเหนืออำนาจผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ ซึ่งนายชัชชาติ จะถูกกดดันจากสิ่งที่ยืนยันว่า การผิดปกติของการบริหารงบประมาณที่โปร่งใสกว่านี้ต้องเกิดขึ้น หากระบอบอากงมีจริง หากชนะระบอบอากงอยู่ต่อไปไม่ได้

“ทำไมต้องให้เขาชนะ เพราะคนที่เปิดประเด็นด้วยข้อมูลจากการตรวจสอบแบบวิทยาศาสตร์ ต้องได้รับการแก้ไขโดยคนที่เปิดข้อมูล คือ นายอนุชา ทั้งนี้ถึงเวลาที่ต้องให้เมืองเดินไปข้างหน้า น่าอยู่ น่าเที่ยว ให้การเมืองสะอาด สุจริต โปร่งใส เป็นความมุ่งมั่นของชาวประชาธิปัตย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

เท้ง นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่ ชี้เลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้ เป็นจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ

เท้ง นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่ ชี้เลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้ เป็นจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ

เท้ง นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่ ชี้เลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้ เป็นจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.07 น.

‘เท้ง’ ปลุกคนกรุงใช้สิทธิด้วยความหวัง ชี้ เลือกตั้ง กทม. ไม่ใช่แค่เลือกผู้ว่าฯ-ส.ก. แต่คือจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ ลั่น ไทยมีคนเก่งเยอะ แต่ขาดผู้นำที่กล้ายืนข้างผลประโยชน์ ปชช. หวังสร้างแรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองทั่วประเทศในอีก 4 ปี

วันที่ 26 มิ.ย.2569 เวลา 19.10 น. ที่สวนเบญจกิติ บริเวณลานน้ำพุ พรรคประชาชน ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้ชื่อ “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10” เพื่อรณรงค์หาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต          

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ปราศรัยว่า วันนี้ที่ตนมายืนอยู่บนเวทีนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างเดียว ไม่ได้เป็นเพราะตนได้เติบโตมาเป็นหัวหน้าพรรคตามเส้นทางทางการเมือง แต่เหตุผลลึกๆ ที่ทำให้วันนี้ตนมายืนอยู่บนเวทีแห่งนี้ มีเหตุผลเดียวคือ เหตุผลที่เราอยากเข้ามาทำงานการเมืองให้ประเทศนี้มีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับตนเหลือเวลาอีก 2 วัน ฉะนั้น ตนจึงอยากให้ทุกคนทบทวนเหตุผลและความหมายของการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่าจริงๆ แล้วทุกครั้งที่ท่านออกไปเลือกตั้งท่านเลือกเพราะอะไร ความหมายในการกากบาทลงบัตรเลือกตั้งของท่านคืออะไร มันเป็นแค่การเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.คนถัดไป มันเป็นแค่การเลือก สส.เขตหนึ่งคนที่จะเข้าดูแลเขตเลือกตั้งของท่านใช่หรือไม่ หรือมีความหมายเชิงลึกกว่านั้น

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตน เชื่อว่าการตัดสินใจของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ยิ่งนับวันก็ยิ่งส่งภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงการเลือกตั้งกทม. ในปี 2565 จนมาถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 และปี 2569 สิ่งที่ใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ คือเราอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม เราอยากเห็นนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเงินภาษีของพวกเราทุกคนใช่หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนขอถามนิดหนึ่งว่าการเลือกตั้งในอีก 2 วันต่อจากนี้ ที่ ส.ก.มีตัวเลือกมากมาย บางคนสังกัดพรรค บางคนไม่สังกัดพรรค ตนอยากให้ทุกคนมองไปทุกตัวเลือกก่อนตัดสินใจว่าใครเป็นตัวเลือกที่สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า การทำงานที่ผ่านมาตัวแทนเหล่านั้นอยู่ข้างพ่อแม่พี่น้องอย่างแท้จริง สำหรับตน ตนกล้าการันตีว่าเพื่อน ส.ก.และ สส.ที่รายรอบอยู่ที่บริเวณนี้หลายคนเดินทางร่วมกันมาตั้งแต่อนาคตใหม่

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งปี 2562 พี่น้องไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะคิดว่าเราจะได้เป็นรัฐบาล แต่ที่ออกไปกาเพราะคิดว่าเราจะสร้างการเมืองใหม่ที่พาทุกคนออกจากวงจรการปฏิวัติ ซึ่งทุกคะแนนเสียงที่ทุกท่านมอบให้พวกเราในวันนั้นไม่ได้สูญเปล่า อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ทั้ง ส.ก.และผู้ว่าฯ สำหรับตน ตนเชื่อว่าไม่ได้มีความหมายที่แค่การเลือกผู้ว่าฯ และส.ก.คนถัดไป ไม่ได้เป็นการเลือกพ่อเมืองมาดูแลปัญหาหน้าบ้าน ทำให้น้ำไหลไฟสว่างทางสะดวก แต่ความหมายสำหรับตนการเลือกตั้งครั้งนี้มันคือการเปลี่ยนการเมืองให้เป็นการเมืองแบบที่เราต่อสู้กันมาตลอด แต่เริ่มจากสนามกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาเวลาเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือผู้ว่าฯ ต้องยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้งบประมาณผ่าน แล้วพี่น้องคนกรุงเทพฯ จะยอมให้งบประมาณหมื่นล้านถูกผ่านไปเช่นนั้นหรือ พี่น้องคิดว่างบประมาณหมื่นล้านบาท เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เราเลือกต้องเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และต้องอาศัยผู้นำเมืองที่กล้าเข้าไปเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ สำหรับตน ตนมีความเชื่อมั่นนายชัยวัฒน์ ซึ่งเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน ซึ่งตนคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้นำ เวลาที่ผู้นำเจอเรื่องยากๆ แต่เขายังยืนอยู่ตรงนี้และเขายังเชื่อในทีมงาน เชื่อในทีมส.ก. หากเขาเชื่อเช่นนี้เขาจะไม่มีวันทรยศประชาชน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

“สำหรับผม วันนี้ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่การเมืองของประเทศไทยขาดมาตลอดคือผู้นำที่มีเจตจำนงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แต่หากขัดกันผลประโยชน์ของประชาชน เขาจะยืนเป็นหลักที่มั่นคงและกล้าพูดปัญหาเหล่านั้นออกมาเสียงดังเพียงพอให้ประชาชนได้รับรู้ ให้ประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้พวกเขา นี่เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้ว่าฯ คนต่อไปที่มีคุณสมบัติเช่นนี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เราจะทำให้สีส้มเติบโตขึ้น การเติมความหวังให้พวกเราอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนใน 2 วันต่อจากนี้ ตนอยากให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยความหวัง เพื่อแสดงเจตจำนงของพวกเราแล้วไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ทั่วทุกจังหวัดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่การเมืองสนามท้องถิ่นเปลี่ยนเอาสมาชิกสภาที่ตรงไปตรงมาเข้าไปตรวจสอบงบประมาณของทุกคน เอาผู้ว่าฯ หรือนายกฯ เมืองเข้าไปบริหาร คนที่มีเจตจำนงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง จะทำให้ชีวิตคุณภาพของเราดีขึ้นขนาดไหน และหากพี่น้องคนกรุงเทพฯ ตัดสินใจเช่นนี้ ตนให้คำมั่นสัญญาว่าอีก 4 ปีต่อจากนี้ เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการตัดสินใจของทุกท่านจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ และการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

อนุชา ปราศรัยโค้งสุดท้าย อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ ย้ำไปรื้อทุจริต สร้างอนาคตเพื่อ กทม.

อนุชา ปราศรัยโค้งสุดท้าย อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ ย้ำไปรื้อทุจริต สร้างอนาคตเพื่อ กทม.

อนุชา ปราศรัยโค้งสุดท้าย อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ ย้ำไปรื้อทุจริต สร้างอนาคตเพื่อ กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.57 น.

‘อนุชา’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายศึกชิง ‘ผู้ว่าฯกทม.’ อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ เลือกเข้าไปพิสูจน์ผลงาน ลั่นงานแรก ‘รื้อทุจริต’ สร้างอนาคตเพื่อเมืองกรุงฯ เปิดใจกลับมา ‘บ้านสีฟ้า’ รู้สึกโชคดี รายล้อมด้วยคนที่ไม่คิดเบียดเบียน-หากิน

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดเวทีปราศรัยใหญ่ เมือง ฟ้า อมร ทอล์ก แอนด์ เฟส ไปให้สุดหยุดที่เจมส์ อนุชา เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พร้อมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) 50 เขต พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์  สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ดูแลกทม. และสมาชิกพรรค อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นางทยา ทีปสุวรรณ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ร่วมเวที

โดยในเวลา19.45น. นายอนุชา ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้คิดว่าจะได้ตำแหน่ง เพื่อสร้างโปร์ไฟล์ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. แต่สิ่งที่คิดคือ ตนทำอะไรได้ดีกว่านี้ ทำให้กทม.เป็นได้ดีกว่านี้หรือไม่ จากที่ตนได้ลงพื้นที่หาเสียง พบปัญหาทั้งถติด น้ำท่วม ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เศรษฐกิจ อนาคตของประชาชน ตนมองว่าตนพร้อมที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. เพราะตนมีประสบการณ์ที่สั่งสม ทั้งงานธุรกิจ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมาแล้ว

“การก้าวสู่วงการการเมือง ผมได้รับคำชวนจากนายอภิรักษ์ เมื่อเป็นผู้ว่าฯกทม. ให้เป็นโฆษก กทม. แต่ผมสื่อสารไม่เก่ง เพราะผมอยากทำมากกว่า ซึ่งตอนนั้นผมปฏิเสธ แต่นายอภิรักษ์ยังให้โอกาสให้เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เป็นตำแหน่งแรกในทางการเมือง ดังนั้นผมไม่คิดจะเข้ามารับตำแหน่งเท่านั้น แต่ดูว่าผมเหมาะหรือไม่ ดังนั้นการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ เพราะผมคิดว่ามีความพร้อมจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวว่า หากมีโอกาสได้เข้าไปทำงานและรับตำแหน่งสิ่งที่จะแก้ไขเป็นอันดับแรก คือ แก้ทุจริตคอร์รัปชัน รองลงมาคือการทำให้ภาพรวมระบบขนส่งคมนาคม ฟีดเดอร์ รถเมล์ เรือ มีความสะดวก โดยสิ่งที่ยืนยันคือการจัดระบบเดินรถ จัดระเบียบรถที่ให้บริการ โดยให้ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับของกทม.  รวมถึงผลักดันให้ตั๋วร่วม ลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เพื่อลดค่าใช้จ่ายการเดินทางเกิดขึ้นจริง และนอกจากการแก้ปัญหา ตนอยากสร้างเมืองกทม.ให้เป็นเมืองที่เป็นความหวัง มีตัววัดผลงานคือ เป็นเมืองที่น่าอยู่ มากกว่าเป็นเมืองที่คนมาท่องเที่ยวจำนวนมากที่สุด

“ผมไม่ได้มาตัวคนเดียว แต่มาพร้อมผู้สมัคร ส.ก.ที่มีประสบการณ์ หลายคนอยู่ในพื้นที่มาหลายสมัยและฝังตัวในพื้นที่หลายปีแม้ไม่มีตำแหน่ง ผมอยากให้กำลังใจทุกคนร่วมมือไปทั้ง 50 เขต แม้วันเลือกตั้งจะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ แต่อยากให้ทำหน้าที่ต่อ เรพาะวันหนึ่งจะมีคนเห็นความดี และการทำงานอย่างหนัก ผมรู้สึกโชคดีที่กลับมาในบ้านสีฟ้า เพราะรายล้อมด้วยคนที่ไม่คิดเบียดเบียนหรือหากิน หากผมมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่มีผู้บริหารพรรคคอยสนับสนุนผม เพื่อทำหน้าที่ ทั้งนี้ผมขอโอกาสคนกทม.เลือกผม และ ผู้สมัคร ส.ก. เพื่อให้ผมเข้าไปพิสูจน์ให้กทม. เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก เป็นเมืองสะอาด เป็นเมืองที่คนอยู่อาศัยสบาย มีเศรษฐกิจดีขึ้น และเข้าไปเพื่อบอกว่าทุจริตจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนภายใต้พรรคประชาธิปัตย์และสก.ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด” นายอนุชา กล่าว