โอนครบแล้ว! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

โอนครบแล้ว! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

โอนครบแล้ว! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

รัฐบาลเผยจ่ายเงินเยียวยาชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด รวม 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท ครบแล้วทุกครัวเรือน “ศรีสะเกษ สุรินทร์” ยอดโอนเงินช่วยเหลือสูงสุด  สั่งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังนอกประเทศบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายเหตุการณ์

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งผลการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสำเร็จครบแล้ว 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท โดยประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน แบ่งเป็นการโอนเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 307,188 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,375,518,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 17.30 น.) และการโอนเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 388,757 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,938,376,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลา 17.30 น.) โดยจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มียอดการโอนเงินสำเร็จ และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 

รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมดูแลช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด 

อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว

อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว

อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 จะไม่มีกล้าธรรม ยกเว้นผู้กองยอมถอยหนึ่งก้าว #อัษฎางค์ยมนาค  #อ่านเกมอำนาจ

ตั้งแต่ทราบผลการหลังเลือกตั้งเป็นต้นมา คุณอนุทินถูกนักข่าวจี้ถามว่า ภูมิใจไทยจะเอากล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่มาโดยตลอด แต่คุณอนุทินก็ “ตอบแบบไม่ตอบมาตลอด”

ล่าสุดมาถึงโค้งสุดท้ายที่กำลังจะเปิดประชุมสภาและมีข่าวว่า มีการจัดสรรเก้าอี้จนจะครบอยู่แล้ว นักข่าวก็ยังจี้ถามเรื่องนี้

คุณอนุทิน ก็ยัง ”ตอบแบบไม่ตอบ“ โดยระบุว่า ”ไม่ใช่การส่งสัญญาณว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล“

เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า ผมฟันธงได้เลยคือ

1. โจทย์ของคุณอนุทินไม่ใช่แค่ว่าจะเอาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ แต่คือจะเอา ‘ความเสี่ยงทางจริยธรรม’ เข้ามาเป็นระเบิดเวลาใน ครม. หรือเปล่า

2. คุณอนุทินไม่ได้ส่งสัญญาณว่าไม่เอากล้าธรรม แต่กำลังส่งสัญญาณว่า จะไม่เอาความเสี่ยงเชิงจริยธรรมเข้ามาแบกไว้ในรัฐบาล

คุณอนุทินกล่าวว่าต่อไปว่า “เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้น ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง”

คุณอนุทินปฏิเสธตรงๆ ว่าไม่ถึงขั้น “ส่งสัญญาณว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล” แต่ในประโยคถัดมาเขาก็ย้ำเรื่อง เกณฑ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, เรื่องจริยธรรม, และการต้อง “เพลย์เซฟ” เพราะมีคนพร้อมร้องเรียน

ซึ่งนั่นก็คือ “การส่งสัญญาณ” นั่นแหละ

อีกทั้งเมื่อถูกถามว่าทำไมก่อนหน้านี้เคยตั้งผู้กองธรรมนัสได้ แต่ครั้งนี้ “ไม่กล้าแต่งตั้ง” เขาก็ไม่ตอบคำถามนั้น และบอกอีกว่ายังไม่ได้คุยกับผู้กองธรรมนัสเลย แบบนี้ในภาษาการเมือง มันคือการ “ไม่พูดตรงๆ แต่พูดพอให้รู้” ชัดมากพอสมควร

ซึ่งผมว่า เป็นที่รู้กันว่า ที่ผ่านมา คุณอนุทินแต่งตั้ง ผู้กองธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีมาแล้วนั้นเพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่มีอายุเพียง 4 เดือน ไม่มีใครคิดจะยื่น กกตั้ง. หรือศาล ให้พิจารณาเรื่องนี้ เพราะยังไงรัฐบาลอายุไม่ยืนยาวจนกระทั่งกระบวนสอบสวนจะจบ แต่รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่นี้ถ้าตั้ง ผู้กองธรรมนัส เชื่อว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านหรือประชาชนเตรียมยื่นฟ้องความผิดด้านจริตธรรมแน่นอน 

สังเกตคำว่า “ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง” ของคุณอนุทินดีๆ

ถ้าจำกันได้ พรรคภูมิใจไทยเพลย์เซฟในทุกเรื่องมาตั้งนานแล้ว สังเกตง่ายๆ จากการถอนตัวของคุณชาดาซึ่งตอนนั้นเป็น รมช.มหาดไทย และส่งลูกสาวขึ้นมาแทน นั่นคือการส่งสัญญาณว่า ขนาดคนสำคัญของพรรคภูมิใจยังถอย และทางพรรคยังเพลย์เซฟไม่ตั้งเป็นรัฐมนตรี แล้วเรื่องอะไรจะไม่เพลย์เซฟไปตั้งคนนอกพรรคที่มีแววจะโดนฟ้องร้องประเด็นด้านจริยธรรม จริงมั้ย?

ประเด็นนี้สะท้อนชัดว่า พรรคเลือกทางที่ลดแรงเสียดทานและลดความเสี่ยงทางกฎหมายไว้ก่อน แบบ “กันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งเข้ากับสไตล์เพลย์เซฟที่คุณอนุทินกล่าวเอาไว้

คำว่า “เพลย์เซฟ” ไม่ได้เป็นคำลอยๆ แต่มันคือ สัญญาณเชิงคัดกรองความเสี่ยง มากกว่า 

แปลเป็นภาษาคนคือ “ร่วมได้คุยได้ แต่คนที่มีต้นทุนความเสี่ยงทางจริยธรรมสูง อย่าเพิ่งเอาเข้าครม.ให้เป็นระเบิดเวลา” 

ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ไม่เอาพรรคกล้าธรรม” แต่คือ “ไม่อยากแบกความเสี่ยงจากตัวบุคคล” โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรี

เพราะที่คุณอนุทินตอบคำถามเรื่องพรรคกล้าธรรมแบบไม่ตอบคำถามก็เพราะ ผู้กองธรรมนัสขู่เรื่องจะเปิดแผลถ้าถูกหักหลัง

ถ้าให้เดาประเด็นนี้ ก็เดาว่า 2 พรรคมีคำสัญญาว่าจะร่วมรัฐบาลด้วยกัน หรือไม่ก็ผู้กองธรรมนัสเข้าใจไปเองอยู่ฝ่ายเดียวว่า คุณอนุทินสัญญาว่าจะร่วมกัน จึงทำให้คุณอนุทินไม่กล้าตอบคำถามนักข่าวตรงๆ แต่หลังบ้านพยายามเจรจากับผู้กองธรรมนัสให้ยอมถอย ตรงนี้ผมเพียงแค่คาดเดานะ

ถ้าให้ผมเดา ขอคาดเดาว่า 

1. ถ้ากล้าธรรมได้ร่วมรัฐบาล โอกาสสูงมากว่าต้องเป็นสูตรที่ไม่มีชื่อผู้กองธรรมนัสใน ครม.

2. ถ้ากล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล แปลว่าอย่างน้อยดีลเรื่อง ‘ความเสี่ยงจากตัวบุคคล’ กับ ‘เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล’ ยังตกลงกันไม่ได้
หรือพูดกันชัดๆ ว่า ผู้กองธรรมนัสยืนกรานจะเอาเก้าอี้ให้ได้” นั่นเอง

หรืออาจรวมทั้ง
      • ดีลผลประโยชน์/โควตากระทรวง คุยกันไม่ลง
      • ความไว้ใจกันระหว่าง 2 ฝ่ายพัง
      • ภูมิใจไทยเห็นว่าจำนวนเสียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงเพิ่ม
ข้อใดข้อหนึ่ง หรือถูกทุกข้อ

กอบศักดิ์ ลั่น Code RED น้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ แนะเร่งหาพลังงานทดแทน หนุน EV จริงจัง

กอบศักดิ์ ลั่น Code RED น้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ แนะเร่งหาพลังงานทดแทน หนุน EV จริงจัง

กอบศักดิ์ ลั่น Code RED น้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ แนะเร่งหาพลังงานทดแทน หนุน EV จริงจัง

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  110 …. ราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ “ระดับอันตราย” Code “RED”

จากความกังวลใจที่ได้มีการถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน เมื่อวานนี้ สิ่งที่จะตามมาอีก ในช่วงสองของการโจมตีอิหร่าน ตลอดจนการตอบโต้ของอิหร่าน  ที่จะไปกันใหญ่ ที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซ คลังน้ำมัน และต่อไปอาจจะไปถึง “โรงงานสกัดน้ำจืดจากน้ำทะเล” ที่ต่างเป็นเป้านิ่ง  ทำให้ถึงจุดทีต้องบอกว่า  ราคาน้ำมันโลกได้เข้าสู่ระดับ Code “RED” ที่จะส่งผลอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก  หากไม่ลดลงโดยเร็ว  สูงเพิ่มไปกว่านี้  จะเข้าสู่ช่วงที่ทุกคนเคยเห็นในช่วงต้นสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่เคยแตะ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาเรล และคงอยู่ระดับสูงกว่า 100 เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างมีนาคม – กรกฏาคม ของปี 2565 นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ถ้าทุกคนยังจำกันได้ เงินเฟ้อพุ่งสูงทุกประเทศ ค่าครองชีพเพิ่มอย่างก้าวกระโดด การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ การตกลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ การจบรอบของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เคยไปได้ดีก่อนหน้า Bitcoin ตกจาก 70,000 ดอลล่าร์เหลือ 17,000 สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง สำหรับไทยรอบนั้น (ในช่วงเริ่มสงครามยูเครน-รัสเซีย) เราก็ได้รับผลกระทบอย่างยิ่งเช่นกัน  ราคาน้ำมันในประเทศ การเข้าพยุงราคาน้ำมัน จนมีภาระหลายแสนล้าน

สำหรับรอบนี้ ที่ราคา 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรล  แม้ว่าย่อเล็กน้อยเช้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป ความเสียหายที่อาจเกิดต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลางเพิ่มเติม
หมายความว่าเราจะต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบ จากสัปดาห์ที่แล้วที่คิดว่า ยังมีเวลา ยังรับมือได้ ตอนนี้ ต้องบอกว่า  โจทย์ยากขึ้นอีกระดับ การพยุงราคาอาจจะทำได้ไม่นาน  น้ำมันและพลังงานอาจจะขาดแคลนในระยะยาว  ถ้าสงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างการผลิตและขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย คงต้องเตรียมแผน 2 ครับ เร่งหาและ Confirm น้ำมันก่อนประเทศอื่นๆ คิดเรื่องพลังงานทดแทนอื่นๆ ส่งเสริม Solar และ EV อย่างจริงจัง นำทางเลือกเดิมกลับมา เช่น ถ่านหิน เปิดทางออกใหม่ๆ ที่เคยปิดมาก่อน เช่น พลังงานจากรัสเซีย ถึงเวลาที่ต้องบอกว่า Move Move Move 

“เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม” ครับ !!!

กกต. หลังพิงฝา! สมชัย ชวนจับตา พรุ่งนี้ ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

กกต. หลังพิงฝา! สมชัย ชวนจับตา พรุ่งนี้ ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

กกต. หลังพิงฝา! สมชัย ชวนจับตา พรุ่งนี้ ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.16 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปูพื้นคดีใบส้ม 70 ล้าน ก่อนถึงวันอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาวันพรุ่งนี้

อังคาร 10 มีนาคม 2569 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดี นายสุรพล เกียรติไชยากร ผูัสมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 เชียงใหม่ กรณีฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก กกต. 70 ล้าน ที่ กกต. แพ้มาแล้ว 2 ศาลทั้งชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์

คดีนี้ เริ่มจากมีการร้องว่า ผู้สมัครทำผิด พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 73(2) ให้เงินแก่ชุมชนในช่วงหาเสียง โดยข้อเท็จจริงเป็นการใส่ซอง 2,000 บาท ถวายพระทำบุญวันเกิดแล้วพระยื่นเงินในซองสมทบให้งานผ้าป่าของชุมชนที่จัดเพื่อระดมทุนหาซื้อเครื่องแบบให้ชุดรักษาคุ้มครองหมู่บ้าน (ชรบ.) 

กกต.จังหวัดเชียงใหม่ สรุปว่า ผิด จึงส่งเรื่องด่วนมาเข้า กกต.กลาง แบบรวดเร็วและ สามารถออกใบส้ม เพียงแค่ไม่ถึงเดือนหลังวันเลือกตั้ง  กกต. ก็ลงมติทันที ให้เห็นฝีมือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดง
เขต 8 เชียงใหม่ จึงมีการเลือกตั้งใหม่ โดยคุณสุรพล ถูกตัดสิทธิชั่วคราว และได้ คุณศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่ มาเป็น สส.แทนในเขตนั้นก่อนที่จะโดนยุบพรรค  ส่วนคุณศรีนวล ก็ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย

การให้ใบส้ม เป็นไฟลท์บังคับว่า กกต. ต้องฟ้องเอาผิดทางอาญาและฟ้องบังคับให้จ่ายค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่หลายล้านบาท  แต่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกลับเห็นว่า คุณสุรพล ไม่ได้ผิด จึงยกคำร้อง

คุณสุรพล จึงฟ้องกลับ กกต. ในคดีแพ่ง ที่ กกต. ทำให้ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้เป็น สส. โดยให้ กกต.ชดใช้ เช่น เงินเดือน สวัสดิการที่ควรจะได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเสียเวลา ค่าเสื่อมเกียรติ รวมแล้วประมาณ 70 ล้านบาท

ศาลชั้นต้น กกต.แพ้  ศาลอุทธรณ์ กกต. แพ้  รอศาลฎีกา ตัดสินพรุ่งนี้ 9.00 น. เที่ยง ๆ คงรู้ผล

เทพไท ขยี้ปมจริยธรรม! ถาม อนุทิน ทำไมไม่กล้าตั้ง ธรรมนัส เหมือนเก่า?

เทพไท ขยี้ปมจริยธรรม! ถาม อนุทิน ทำไมไม่กล้าตั้ง ธรรมนัส เหมือนเก่า?

เทพไท ขยี้ปมจริยธรรม! ถาม อนุทิน ทำไมไม่กล้าตั้ง ธรรมนัส เหมือนเก่า?

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ลอยแพกล้าธรรม

สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมายืนยันถึงความคืบหน้าว่า การจัดตั้งรัฐบาลมีความคืบหน้า หรือมีความลงตัว 99.99% นั่นแสดงว่า สูตรของการจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคร่วมรัฐบาลตามที่เป็นกระแสข่าว มีความลงตัวอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยรวมกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กอีกจำนวนหนึ่ง มีเสียงสนับสนุน 292 เสียง แสดงว่าพรรคการเมืองอย่างพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง หมดสิทธิ์จะเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคกล้าธรรม ที่มีการวิเคราะห์กันมาก่อนหน้านี้ว่า เป็นพรรคการเมืองที่มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลสูงมาก เพราะเคยสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน แต่เมื่อได้ฟังการยืนยันข่าวนี้จากนายไชยชนก ชิดชอบแล้ว แสดงว่าปิดประตูที่จะให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ถ้าถามว่า เหตุผลใดที่พรรคภูมิใจไทยตัดพรรคกล้าธรร ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องพิจารณาจากความเห็นของนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนักข่าวได้ถามว่า เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ได้ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินบอกว่า เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติและหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้นต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง

การยกเอาเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญมาอธิบายของนายอนุทิน เป็นการปฏิเสธคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ว่ามีจุดอ่อน มีข้อจำกัดเรื่องการดำรงตำแหน่ง   ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสี่ยง แต่เมื่อนักข่าวถามว่า กรณีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งก่อนหน้านี้นายอนุทิน ก็เคยแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว เหตุใดครั้งนี้จึงไม่กล้าแต่งตั้ง ซึ่งคำถามนี้ทำให้นายอนุทินไม่ตอบคำถาม แสดงให้เห็นว่า น่าจะมีเหตุผลอื่นมากกว่าเหตุผลที่นายอนุทินยกมากล่าวอ้าง 

การกล้าแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลอนุทิน1 ต้องมีเหตุผลสำคัญและต้องมีการการันตี และมีหลักประกันว่า นายอนุทินจะไม่ถูกร้องเรียนในเรื่องนี้ แต่ทำไมในครั้งนี้ นายอนุทินถึงไม่กล้าจะแต่งตั้ง โดยอ้างยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากล่าวอ้าง ถ้าหากว่าพรรคภูมิใจไทยกลัวเรื่องคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส ทางพรรคกล้าธรรม ก็ได้ประกาศว่า พร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาลโดยไม่มีชื่อร.อ.ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี ซึ่งทางพรรคกล้าธรรมได้ส่งสัญญาณมาล่วงหน้าแล้ว

แต่ในที่สุดพรรคภูมิใจไทย ไม่ยอมรับให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วม น่าจะมีเหตุผลอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร.อ.ธรรมนัส และพรรคกล้าธรรมจะต้องนำไปขบคิด และนำไปคิดบัญชีคืน ในตอนที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ประชาคมแพทย์ ชี้ เกาะพะงันส่อวิกฤต! ทุนนอก นอมินี ฮุบที่ดิน เสี่ยงดึงไทยใกล้จุดยุทธศาสตร์สงคราม

ประชาคมแพทย์ ชี้ เกาะพะงันส่อวิกฤต! ทุนนอก นอมินี ฮุบที่ดิน เสี่ยงดึงไทยใกล้จุดยุทธศาสตร์สงคราม

ประชาคมแพทย์ ชี้ เกาะพะงันส่อวิกฤต! ทุนนอก นอมินี ฮุบที่ดิน เสี่ยงดึงไทยใกล้จุดยุทธศาสตร์สงคราม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เกาะพะงัน : เมื่อ “นอมินี + เงินต่างชาติ + เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน” อาจกำลังพาประเทศไทยเข้าใกล้ความเสี่ยงระดับโลก

ในขณะที่ สงครามระหว่าง สหรัฐร่วมกับอิสราเอล ฝ่ายหนึ่ง สู้รบกับอิหร่านอีกฝ่ายหนึ่ง เกิดคู่ขัดแย้งที่เป็นคู่กรณีระดับโลก ประเทศไทยไม่เคยทำสงครามกับใครในตะวันออกกลาง ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งของมหาอำนาจใด

แต่คำถามที่สังคมไทยต้องเริ่มถามอย่างจริงจังคือ เรากำลังปล่อยให้ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พาประเทศไทยเข้าไปใกล้ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะหากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของประเทศ ถูกใช้เป็นฐานตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม พื้นที่นั้นอาจกลายเป็น “เป้าหมายทางความมั่นคงโดยไม่ตั้งใจ” และความเสี่ยงนั้น อาจไม่ได้เกิดจากประชาชนธรรมดา แต่เกิดจาก ระบบนอมินี การถือครองที่ดินผ่านตัวแทน และการเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

ตัวเลขที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถาม คือสถานการณ์บนเกาะพะงัน ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและรายงานข่าวหลายแห่งระบุว่า บนเกาะพะงันมีชาวต่างชาติประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้มีชาว Israel ประมาณ 2,500–2,600 คน หรือเกือบ 30% ของชาวต่างชาติบนเกาะ และมีการประเมินว่ามีชุมชนครอบครัวประมาณ 400–600 ครอบครัว ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเกาะที่มีพื้นที่จำกัด และมีความเป็นไปได้มากว่าชาวอิสราเอลจำนวนมาก อาจกำลังหาแหล่งพักพิง สำรอง เพื่อหลบภัยสงคราม ในไม่ช้าเรา อาจได้เห็น Tel Aviv เมืองไทย เหมือนเห็น Little moscow ที่พัทยา

เมื่อชุมชนจากประเทศเดียวกันเริ่มมีจำนวนมาก สิ่งที่ตามมามักเกิดเหมือนกันทั่วโลก นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่ม เช่าที่ดิน ซื้อที่ดินผ่านนอมินี เปิดธุรกิจของตนเอง สร้างเครือข่ายเศรษฐกิจของตนเอง สร้างโรงเรียนและชุมชนของตนเอง สุดท้าย พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว ค่อย ๆ กลายเป็น ชุมชนของคนต่างชาติ

แต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่จำนวนคน คือคำถามเรื่อง “นอมินี” กฎหมายไทยชัดเจน ต่างชาติ ห้ามถือครองที่ดิน แต่ในทางปฏิบัติ หลายพื้นที่ในประเทศไทย ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินได้ผ่าน บริษัทบังหน้า นอมินีไทย การถือหุ้นแทนคำถามที่สังคมไทยควรถามคือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่รู้เห็นเป็นใจ

ความจริงที่สังคมไทยรู้ดีคือ ระบบนอมินี ไม่เคยเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง มันต้องมี คนออกเอกสาร คนอนุญาต คนหลับตา และบางครั้ง คนรับผลประโยชน์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างแต่การเปิดกว้าง ไม่ควรหมายถึง การปล่อยให้แผ่นดินของประเทศถูกซื้อผ่านตัวแทนโดยไม่มีใครตรวจสอบ ยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยสงครามโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับ Israelการรวมตัวของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามในพื้นที่หนึ่งจำนวนมากอาจทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น จุดสนใจ หรือจุดเสี่ยง ด้านความมั่นคง โดยที่ประเทศไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนั้นเลย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่สงครามกับใครประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อสงครามในโลกคนไทยไม่ควรต้องรับผลกระทบจากสงครามที่เราไม่ได้ก่อและประเทศไทยไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Safe Haven ของความขัดแย้งระหว่างประเทศเพียงเพราะระบบนอมินีเงินต่างชาติและผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม

เกาะพะงันอาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนเพราะถ้ารัฐไทยยังปล่อยให้นอมินีถือครองที่ดินการก่อสร้างผิดกฎหมายธุรกิจต่างชาติที่ไม่เสียภาษีหรือไม่ก่อประโยชน์ให้กับท้องถิ่น หรือพ่อค้าแม่ค้าคนไทยและ มีเงินเข้ารัฐไทย ตามที่ควรจะเป็นแถมเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนหากเรื่องนี้ยังดำเนินต่อไปวันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาและพบว่าพื้นที่บางแห่งของประเทศไทยไม่ได้เป็นของคนไทยอีกต่อไป

ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแต่ประเทศไทยไม่ควรถูกขายผ่านนอมินีและแผ่นดินไทยไม่ควรถูกเปลี่ยนมือด้วยผลประโยชน์ใต้โต๊ะเพราะแผ่นดินนี้ไม่ได้เป็นของนักการเมืองไม่ได้เป็นของข้าราชการประเทศไทยไม่เคยทำสงครามกับใครแต่เราอาจกำลังปล่อยให้ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มพาประเทศไทยเข้าไปใกล้จุดเสี่ยงของสงครามที่เราไม่ได้ก่อเรียนฝาก ผู้ว่า และ สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานีรวมทั้ง รัฐบาล ให้ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังแอดมิน ประชาคมแพทย์

สีหศักดิ์เดือดซัดสหรัฐ ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน รอกลับลอตแรก62คน

สีหศักดิ์เดือดซัดสหรัฐ  ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน  รอกลับลอตแรก62คน

สีหศักดิ์เดือดซัดสหรัฐ ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน รอกลับลอตแรก62คน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” ซัดสหรัฐฯ ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน ชี้สิ่งท้าทายไทยคือเร่งแก้ปัญหา รับมือการอพยพคนไทย ทำงานแบบมียุทธศาสตร์ อยู่ให้ได้กับมหาอำนาจ ต้องมีศักดิ์ศรี ด้าน ‘ศุภจี’ เผยแผนการค้าช่วงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่คนไทยชุดแรกออกจากอิหร่าน 62 คน เดินทางถึงตุรกี เร่งส่งตัวกลับไทย 9 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 8มีนาคมที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวในการสัมมนา สส.ของพรรคภูมิใจไทย 192 คน ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกพรรคฯ ว่าเรื่องการต่างประเทศ จะขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่าขณะนี้โลกปั่นป่วนมาก กติกาต่างๆ ที่มี สหรัฐอเมริกาฉีกกติกาหมดทุกอย่าง ไทยต้องมีการต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่เข้มแข็ง ตัดสินใจเด็ดขาด และต้องทำงานเป็นทีมไทยแลนด์ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ทหาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท้าทายรัฐบาลช่วงที่โลกกำลังปั่นป่วนคือปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไขเช่นกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราจะทำอย่างไรในการอพยพคนไทยที่อยู่ทั้งในประเทศอิหร่าน ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน หรืออิสราเอล เรามีแผนพร้อมหรือไม่ นอกจากนี้ต้องดำเนินงานแบบมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่แก้ปัญหาแค่เฉพาะหน้าการทูตต้องยึดผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศไทย เช่น กรณีกับกัมพูชา เขามาแบบนี้ เราก็ต้องตอบกลับแบบนี้ สุดท้ายเราต้องอยู่ให้ได้กับกัมพูชา ส่วนสหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจ เราก็ต้องอยู่กับสหรัฐฯ ให้ได้ ถ้าเขากดดันเราก็ต้องมีศักดิ์ศรี ยอมไม่ได้

“ผมอยากฝาก สส.ของพรรคฯ ที่จะเข้าไปอยู่ในสภาฯ ว่าการต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องกับสภาฯ ประเทศที่มีความเข้มแข็งเรื่องการต่างประเทศ จะมองการต่างประเทศแยกออกจากการเมือง ขอให้ทุกท่านที่เข้าไปอยู่ในสภาฯ ไม่ว่าจะบทบาทในกรรมาธิการ หรืออะไรต่างๆ ก็ดี อยากขอให้ช่วยขับเคลื่อนเรื่องการต่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวชื่นชมนายสีหศักดิ์ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่สามารถบริหารจัดการและประสานงานเรื่องการอพยพคนไทยในตะวันออกกลางที่กำลังมีปัญหาได้เป็นอย่างดี มีความรวดเร็ว ลดเสียงวิจารณ์ได้มาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะถูกมองว่าดำเนินการล่าช้า

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีสัมนาพรรคฯ เพื่อพูดคุยกับ สส.ภายใต้งาน ‘พูดแล้วทำพลัส’ ตอนหนึ่งว่า ดีใจที่ได้มาพบพี่น้องทุกคนและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคฯ ขอให้ทุกคนช่วยเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล แนะนำสิ่งต่างๆไปทำเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ เพราะเราต้องการเปลี่ยนประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสู้และแข่งขันได้โดยไม่อายใคร

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งที่กังวลคือความไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าทีมเราทุกคนต้องสามารถตอบโจทย์ได้ ซึ่งตนจะควบคุมราคาสินค้าโดยใช้กลไกเข้าจัดการอย่างเต็มที่ รวมถึงประสานกับผู้ประกอบการรายเล็กและใหญ่ สำหรับเส้นทางการขนส่งสินค้าของเรา มีกว่า 60% ที่ต้องผ่านแหลมกู๊ดโฮป หากจะต้องขับอ้อมแหลมดังกล่าวต้องใช้เวลา 10-15 วัน ฉะนั้นเราจะต้องหาวิธีว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องขนส่ง

“ส่วนเรื่องปุ๋ย เราอยู่ได้ถึงสิงหาคมนี้ หากขาดแคลนเราต้องหาเข้ามาเสริม ตนจะไปคุยกับทางมาเลเซียและบรูไน ขณะที่กรณีภาษีสหรัฐฯ หลังจากศาลสูงสหรัฐฯ เบรกเรื่องภาษี ที่ผ่านมาเราได้ตกลงกับสหรัฐฯ ไว้เยอะ จากที่จะได้ 19% แต่พอมีคำสั่งดังกล่าว ผู้นำสหรัฐฯ ให้คงที่ 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน ฉะนั้นวันนี้เราจะต้องรีบจัดสรรภาระต้นทุน”นางศุภจี กล่าวและว่า เรื่องราคาเพื่อพืชผลการเกษตร เราต้องดูแลจัดสรรทั้งระบบและดูว่าเราจะใช้พื้นที่ไหนปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้ตนตั้งเป้า 1ล้านไร่ ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอม และพืชผลทางการเกษตร ที่ผ่านมาพยามดูในเรื่องการจัดการกับล้ง โดยจะมีการทำล้งกลางได้หรือไม่ ควบคู่ไปดูเรื่องปุ๋ย ฉะนั้นขอให้พี่น้องทุกคนติดต่อมา เพื่อให้การเกษตรไทยยั่งยืน เพราะหากแก้ปัญหาภาคเกษตรได้จะเปลี่ยนประเทศให้เกิดความยั่งยืนได้

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลาง ว่านับตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประเทศตุรกี เจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดน Kapikoyได้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะจากกรมการกงสุล นำโดยนายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา นำโดย น.ส.พัณณ์ชิตา รมยานนท์ อุปทูต รับคณะคนไทยกลุ่มแรก 62คน นำโดย น.ส.ชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ออกจากประเทศอิหร่าน ผ่านจุดผ่านแดน Raziมายังด่าน Kapikoyของตุรกี ด้วยความปลอดภัย

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งจำเป็นต่างๆ ให้กับคนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิหร่าน ระหว่างที่พำนักอยู่ในเมือง เพื่อรอออกเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวันที่ 8-9 มีนาคม 2569 โดยการอพยพคนไทยในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตราย ด้วยความปลอดภัย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศขอบคุณฝ่ายอิหร่าน และตุรกี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คณะคนไทยอพยพ และขอส่งความห่วงใยไปยังทุกท่าน ขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารและประกาศจากสถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย ใต้-เหนืออ่วม

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย  ใต้-เหนืออ่วม

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย ใต้-เหนืออ่วม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย ใต้-เหนืออ่วม ‘เกษตรกร-โรงงาน’โอด เดือดร้อนปั๊มจำกัดขาย

ปั๊มน้ำมันรายย่อยแม่สะเรียงกัดฟันสู้วิกฤต ประกาศปรับขึ้นราคาดูสถานการณ์อีกสักตั้งถ้าไม่ไหวก็ต้องปิดชั่วคราว ขณะที่อีกหลายแห่งจำกัดเติมใส่ถังไม่เกิน 30 ลิตรต่อคนส่วนเกษตรกร-ผู้ประกอบการใต้เดือดร้อนหนัก หลังถูกจำกัดการขาย จี้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ถูกจุดก่อนพืชผัก-โรงงานอุตสาหกรรมจะตายกันหมด

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ปั๊มทรัพย์พะยอม ถนนทางหลวง 108 ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นปั๊มผู้ประกอบการเอกชนอิสระอีกหนึ่งแห่งในพื้นที่อ.แม่สะเรียง ที่เปิดจำหน่ายน้ำมันมานานหลายปีได้ตัดสินใจประกาศปรับขึ้นราคาหลังราคาน้ำมันหน้าคลังปรับตัวสูงทำให้ต้นทุนสูงจากผลกระทบวิกฤตน้ำมันโลกสงครามตะวันออกกลาง

เจ้าของปั๊มกัดฟันสู้พิษน้ำมันแพง

นายอดุลย์ พยอมดง เจ้าของกิจการ กล่าวถึงการปรับราคาน้ำมันของปั๊มว่า จะขอสู้ต่ออีกสักครั้ง หลังราคาน้ำมันหน้าคลังปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทำให้ต้นทุนสูงตามลำดับ เนื่องจากรัฐไม่ได้ตรึงราคาช่วยเหมือนปั๊มใหญ่ๆ ทำให้ต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่มีต้นทุนสูงขึ้นกว่าปั๊ม ปตท.หรือ PT

“ก่อนหน้านี้ได้ตัดสินใจว่าจะหยุดจำหน่ายน้ำมันชั่วคราวแต่ยังมีกลุ่มลูกค้าประจำ ลูกค้าที่ทำธุรกิจปั๊มหลอดหรือปั๊มหยอดเหรียญที่รับน้ำมันกับทางปั๊มจะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เมื่อกลุ่มลูกค้าประจำพร้อมจะสู้ไปด้วยกันและยอมรับการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้ตนตัดสินใจกลับมาสู้กับราคาต้นทุนที่สูงอีกสักระยะ”เจ้าของปั๊ม กล่าว

ถ้าอนาคตแบกต่อไหวก็ต้องขอปิด

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตแบ่งรับภาระไม่ไหว อาจจะต้องขอปิดการจำหน่ายน้ำมันเป็นการชั่วคราวไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติละขอให้ประชาชนได้เข้าใจสาเหตุที่มีการปรับราคาน้ำมันขึ้น โดยราคาปัจจุบัน ดีเซล อยู่ที่ 40.50 บาท /ลิตร แก๊สโซฮอร์ 95 ราคา 37.60 บาท / ลิตร และ เบนซิน ราคา 46 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ทางร้านแจ้งเรื่องไปยังพลังงานจังหวัดให้ทราบถึงต้นทุนของราคาน้ำมันที่ได้รับในปัจจุบัน ที่เป็นสาเหตุของการปรับขึ้นราคาน้ำมันของปั๊มทรัพย์พะยอม

จำกัดให้ใส่แกลลอนได้30ลิตร/คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่หลายปั๊มน้ำมันในอ.แม่สะเรียงได้มีประกาศจำกัดการเติมน้ำมันใส่ถังและแกลลอน เพื่อให้เพียงพอกับการใช้ของประชาชนอยู่ที่ 30 ลิตรต่อคน ส่วนรถยนต์สามารถเติมได้ปกติซึ่งน้ำมันในแต่ละสถานบริการยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพราะต้องใช้ในการเกษตรด้วย ยังมีบางช่วงของวันที่น้ำมันหมดชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ยังมีการทยอยขนส่งน้ำมันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยรถบรรทุกต้องใช้เวลาเดินทางจากคลังน้ำมันมายังอำเภอแม่สะเรียงนานประมาณ 7 ชั่วโมง

เกษตรกร-ผู้ประกอบการใต้อ่วมหนัก

ส่วนสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่จ.สงขลานายไชยยงค์มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจาก เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนส่งและเจ้าของปั้มน้ำมันอิสระที่ได้รับความเดือดร้อนขนาดหนักจากคลังน้ำมันในจ.สงขลามีการควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด

“เขาลดโควตาน้ำมันที่จ่ายให้กับปั้มน้ำมันที่เป็นของ ปตท. บางจาก เชลล์ คาลเท็กซ์ โดยขายให้กับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่เข้าไปเติมในปั๊มเท่านั้น ห้ามขายให้กับเกษตรกรที่นำถังหรือแกลลอนไปซื้อเพื่อใช้ทำการเกษตรนากุ้ง เครื่องตัดหญ้า เครื่องเลื่อยยนต์ ซึ่งเป็นเกษตรกร และผู้รับจ้างในการทำสวน ตอนนี้ก็เลยเดือดร้อนกันไปหมด”นายไชยยงค์กล่าว

โวยปั๊มไม่ขายน้ำมันให้เกษตรกร

นายปัญญา มีศิริ ผู้นำกลุ่มเกษตรใน จ.สงขลา กล่าวว่า การที่ปั๊มน้ำมันไม่ขายน้ำมันให้กับเกษตรกร สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างเพราะขณะนี้เข้าฤดูร้อนและฝนแล้ง เกษตรกร ที่ทำสวนผัก สวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนที่กำลังออกดอก มะพร้าวน้ำหอม และอื่นๆ ที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องสูบน้ำเพื่อรดตนไม้และพืชผักรวมทั้งเกษตรกรที่ทำนากุ้ง ที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องยนต์

“จึงขอวอนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนและ รัฐบาลต้องเข้าใจถึงข้อเท็จจริงว่าน้ำมันไม่ได้ใช้เฉพาะผู้ใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้กับการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของคนไทย การที่ปั๊มไม่ขายน้ำมันให้เกษตรกร ทำให้พืชผลต่างๆที่ไม่ได้รับน้ำ อาจจะแห้งตาย และผลกระทบนี้เป็นวงกว้างทุกทุกจังหวัด”ผู้นำกลุ่มเกษตรรายนี้ กล่าวย้ำ

โรงโม่หิน-ผู้รับเหมาขาดแคลนน้ำมัน

เช่นเดียวกับนายเฉลิมชัย ครูอำโพธิ์ ผู้ประการอุตสาหกรรมเหมืองหิน และโรงโม่หิน ในจ.สงขลากล่าวว่าโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างถนนแหล่งน้ำ กิจการขนสิงสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ได้เติมน้ำมัน หรือซื้อน้ำมันจากปั้มน้ำมันผู้ประกอบการทั้งหมด มีแท็งค์เก็บน้ำมันไว้ใช้ในกิจการของตนเอง โดยซื้อน้ำมันจาก ผู้ค้าส่งน้ามันเชื้อเพลิง ที่เรียกว่าจ็อปเบอร์ แต่ขณะนี้คลังน้ำมันใน อ.สิงหนคร ซึ่งให้บริการนำมันในภาคใต้ตอนล่าง ได้ตัดบัญชีค้าส่ง ไม่ขายน้ำมันให้กับบริษัทผู้ที่เป็นจ็อปเบอร์ ตอนนี้มีการตั้งราคาในบัญชีค้าส่งแพงมากทำให้จ็อปเบอร์ไม่มีน้ำมันส่งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมสร้างความเดือดร้อนมาก

วอนรัฐบาลเข้าใจสถานการณ์ด้วย

“ผู้ประการอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้ใช้น้ำมันเพื่อเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่ใช้กับ เครื่องจักร เครื่องกลที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากปั้มน้ำมันมาใช้ได้ เพราะปั้มน้ำมันไม่จำหน่ายน้ำมันใส่ถังให้กับโรงงานเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลไม่เข้าใจและไม่เร่งแก้ไขถ้าสงครามในตะวันออกกลางกินเวลาเป็นเดือนๆผู้ประการอุตสาหกรรมเดือดร้อนหนักเพราะต้องซื้อน้ำมันจากบัญชีค้าส่งในราคาแพง เช่น ดีเซลลิตละ 37 บาท ในขณะที่ราคาที่หน้าปั้มที่ จ.สงขลา ราคาลิตรละ 31 บาทกว่า”นายเฉลิมชัย ระบุ

ปั้มอิสระอยู่ไม่ได้-ต้องปิดระนาว

ขณะที่ น.ส.แอนนา มู่สา ผู้ประกอบการปั้มน้ำมันอิสระ ใน อ.หาดใหญ่ และ อ.สะเดา จ.สงขลา กล่าวว่า ปั้มน้ำมันอิสระในทุกจังหวัดได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะปั๊มน้ำมันอิสระที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตำบล ซึ่งให้บริการประชาชนที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเติมน้ำมันจากปั๊มใหญ่ที่อยู่ถนนสายหลักของอำเภอ หรือจังหวัด จำเป็นต้องปิดปั๊มน้ำมันกันแล้ว

“ปั๊มอิสระซื้อน้ำมันจากบริษัทค้าส่งหรือ “จ็อปเบอร์”ซึ่งเป็นบัญชีค้าส่ง แต่ตอนนี้ขึ้นราคากันหมด แต่ขายน้ำมันที่ปั๊มที่ต่ำ ซึ่งเป็นราคาของบัญชีค้าปลีก ทำให้ปั๊มอิสระต้องปิดขาดรายได้ พนักงานตกงาน ประชาชนเดือดร้อน เพราะต้องขับรถไปเติมน้ำมันที่ไกลจาก หมู่บ้าน ตำบล ”น.ส.แอนนา กล่าว

สว.ซัดรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ด้าน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุลวุฒิสมาชิก (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ถูกจุด เพราะรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลาง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและ พลังงานจังหวัดไม่มีความเข้าใจเรื่องการจัดการหรือการบริหารของคลังน้ำมัน และของ บริษัทผู้ค้าน้ำมัน จึงพูดเหมือนกันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนมีเพียงพอ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงน้ำมันมีขายไม่เพียงพอ และขาดแคลนในบางพื้นที่

จี้ต้องสั่งกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

“ที่บอกว่าไม่ขึ้นราคาค้าปลีก ก็ช่วยได้แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์แต่ไม่ได้ช่วย เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้รับเหมาก่อสร้างถนน ชลประทาน วันนี้ รถแบคโฮ รถแทรกเตอร์ รถไถดิน จอดตายอยู่ในบ้าน และในไซต์งาเพราะไม่มีน้ำมันมาเติมจึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้าใจถึงสถานการณ์ ข้อเท็จจริง และความเดือดร้อนของประชาชน สั่งการให้บริษัทน้ำมันต้องกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและต้องไม่ขายบัญชีค้าส่งที่แพงกว่าความเป็นจริง จนสร้างความเดือดร้อนในวงกว้างอย่างที่เกิดขึ้น”นายไชยยงค์กล่าว

โพลหวั่นสงครามจะบานปลาย

ขณะเดียวกันสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6มีนาคม2569

ผลการสำรวจพบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวบ้าง ร้อยละ52.65 โดยกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91 และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ78.57

ข้อคิดที่ได้ คือ ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่ แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ70.16 ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย ร้อยละ39.10และไม่ค่อยเชื่อมั่นร้อยละ37.56

ประเทศเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศอาจเผชิญภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ประชาชนจึงคาดหวังให้รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจ และมีมาตรการรับมือที่ชัดเจน

ภท.ปิดดีลรัฐบาล292เสียง ไร้เงากธ.-ปชป.

ภท.ปิดดีลรัฐบาล292เสียง  ไร้เงากธ.-ปชป.

ภท.ปิดดีลรัฐบาล292เสียง ไร้เงากธ.-ปชป.

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.ปิดดีลรัฐบาล292เสียง ไร้เงากธ.-ปชป. ‘โสภณ’นั่งปธ.สภาตามโผ ‘หน’ย้ำในพรรคห้ามมีก๊ก รัฐพิธีเปิดประชุม14มี.ค.

ปิดดีล “รัฐบาล 292 เสียง” ไร้ “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ไทรวมพลัง”พรรคน้ำเงินครอง 14 กระทรวง 26 ตำแหน่ง1ประธานสภาฯ-รองประธานคนที่ 1 โควตาภาคใต้ ด้าน“เพื่อไทย” ได้5ว่าการ 3 ช่วย รองประธานคนที่2 ย้ำไม่ล็อกเป็นคนรุ่นใหม่- เก่า ขอคุณสมบัติไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ “พลังประชารัฐ”ได้1เก้าอี้หนึ่งตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 8มีนาคม2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้าไปแล้วกว่า 99.99% ในส่วนของพรรคกล้าธรรม (กธ.) จะดำเนินการอย่างไร ว่า เรื่องแบบนี้ไม่คุยกัน ขอให้รอเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งในวันที่ 14 มีนาคม 2569 จะมีการทำรัฐพิธีเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะเป็นขั้นตอนต่อจากนี้

รอตั้งนายกฯให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามว่า ยังไม่มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ต้องได้นายกรัฐมนตรีก่อน จึงจะตั้งคณะรัฐมนตรีได้ การไปพูดอะไรก่อนถือว่าไม่ควร เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ การจะพูดอะไรก่อนขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งที่มิบังควร เมื่อถามต่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่จะมีการเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาลก่อน นายอนุทิน ตอบทันทีว่า คนเราไม่ต้องทำเหมือนกับคนอื่น เพราะต่างพรรคการเมืองสไตล์การทำงานต่างกัน ต่างมีวิธีการทำงานที่ถนัด เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องการโหวตนายกรัฐมนตรีก่อนมั่นใจหรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะยกมือสนับสนุน นายอนุทิน ตอบว่า จะต้องมีกระบวนการก่อนหน้านั้น พร้อมย้ำว่าจะต้องมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน ส่วนจะต้องมีการพูดคุยกับบุคคลที่จะสนับสนุนเราก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะมีการพูดคุยในระดับหนึ่ง เมื่อถามว่า ไม่ต้องร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งไประบุ รอสิ่งนั้นยังไม่เกิด เมื่อถามอีกว่า หลักการในการเชิญพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามามีอะไรบ้างนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ยึดหลักการทำงานให้กับประชาชนและประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน

ต้องพร้อมในทุกบทบาท

เมื่อถามถึงกรณี นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องพร้อมเป็นทุกบทบาท พรรคภูมิใจไทยก็เช่นกัน ที่เคยเป็นรัฐบาล แต่อยู่ดีๆ ก็เป็นฝ่ายค้าน เราก็เป็นมาแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเราเป็นผู้แทนราษฎร อยู่บทบาทไหนก็ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ อย่าง สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เป็นฝ่ายค้านมาตลอดไม่เคยเป็นรัฐบาล ก็ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้เยอะแยะ ดังนั้น อย่ายึดติดว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ยึดคำวินิจฉัยศาลรธน.

ส่วนกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุว่าจะไม่เดินเข้าหาพรรคภูมิใจไทยอีกแล้ว เพราะมีศักดิ์ศรีนั้น นายอนุทิน ร้องโอ๊ย ก่อนบอกว่า ระดับคนเป็นหัวหน้าพรรคทุกพรรค เราต้องเคารพและให้เกียรติกัน

เมื่อถามว่า นายอนุทินพูดในเวทีสัมมนาของพรรค จะไม่ใช้คนที่เคลือบแคลงสงสัยในเรื่องของคุณสมบัติ นายอนุทิน กล่าวว่า เพราะมีเกณฑ์ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาอย่างชัดเจน ตนไม่ได้ตั้งกฎเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยึดถือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

เมื่อถามว่า เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนใช่หรือไม่ว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล นายอนุทิน ระบุว่า เราไม่ถึงขนาดไปพูดแบบจำเพาะเจาะจงแบบนั้น แต่เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้น ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่าก่อนหน้านี้นายอนุทินก็แต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีแล้ว เหตุใดครั้งนี้จึงไม่กล้าแต่งตั้ง นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ส่วนได้มีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส บ้างหรือไม่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ได้คุยเลย

‘ไชยชนก’เผยตั้งรบ.99.99%

ก่อนหน้านี้นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเป้าหมายการสัมมนา สส.ว่า พรรคภูมิใจไทยมีการเติบโตขึ้นมากขึ้นกว่าสองเท่าตัว มีสมาชิกใหม่มากกว่าสมาชิกเก่า เจตนาการสัมมนาครั้งนี้คือการทำความเข้าใจให้มีความสนิทสนมกลมเกลียวมากขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติในความเป็นพรรคภูมิใจไทย แม้ตนจะเป็น สส.สมัยที่สอง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพรรคอื่น อยู่กันเป็นครอบครัว ซึ่งจะมีการทำความรู้จักกัน ส่วนเรื่องการปรับตัวไม่ใช่แค่ สส.ใหม่ แต่รวม สส.เก่า ด้วย ส่วนในเชิงการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสมัยนี้ หลายคนคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพรรคภูมิใจไทยแล้ว แต่ครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม สิ่งหนึ่งที่จะต้องโฟกัสมากขึ้นคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของฝ่ายบริหารอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติที่รุมเร้าและความไม่แน่นอนต่างๆ และวางรากฐานให้ประเทศพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น

ไม่มีมุ้งในภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นจะมีการบริหารมุ้งและก๊กต่างๆอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดคุยมาตลอดและจะต้องพูดคุยเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วก็มีคลื่นใต้น้ำเหมือนกันและเราผ่านมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำให้สั่นคลอนที่สุดหากถามตนไม่ใช่เรื่องกาสิโนหรือการมีปัญหากับพรรคร่วม จากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน แต่มันมีปัญหาบางจังหวะที่เกิดจะคลื่นใต้น้ำที่ทำให้เอกภาพของพรรคภูมิใจไทยสั่นคลอน ฉะนั้น ครั้งนี้เมื่อเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้นและสิ่งที่ทุกคนเป็นกังวลในเบื้องต้น แต่จากที่ได้พูดคุยและพบเจอกันและจากการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานที่วันนี้คนทำงานจริงได้มีเวทีได้มีพื้นที่เฉิดฉายและเติบโตในการทำงานหลากหลายรูปแบบ จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สลายในเรื่องของมุ้งไปพอสมควร

”ถ้าเกิดใครทำเรื่องนี้แล้วทำให้เกิดผลกระทบ เราจะมีบทลงโทษและการจัดการอย่างเด็ดขาดแน่นอนจากฝ่ายบริหาร“ เมื่อถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะชัดเจนในการสัมมนาครั้งนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้ว แต่เรื่องนี้ตนขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการดีกว่า เมื่อถามย้ำว่า การตั้งรัฐบาลตกผลึกแล้วใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า น่าจะตกผลึก 99.99% ก่อนระบุว่า การเมืองมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตนจึงขอเว้นไว้ 0.1%

ประชุมภท.ชื่นมื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำรหับบรรยากาศการสัมมนาใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยครั้งแรก ภายใต้สโลแดน พูดแล้วทำพลัส ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค.นี้ เป็นไปอย่างชื่นมื่นคึกคัก มีการเสิร์ฟมะพร้าวสดในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ด้วน จึงถือเป็นหนึ่งในนโยบายในการแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวเปิดกล่าวเปิดสัมมนา ว่าวันนี้ก็ต้องขออนุญาตกล่าวคำว่าขอต้อนรับทุกท่านสู่จุดกำเนิดของพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ในวันนี้ พวกตนมาพบกับทุกท่านด้วยความตื่นเต้นและดีใจพัฒนาการของพรรคภูมิใจไทยเริ่มใหม่ปีนี้เข้าปีที่ 18 แล้ว ตนจำได้ว่าตอนที่เราตั้งพรรคครั้งแรกเดินแค่ 10 วินาทีก็ทักทายหมดแล้ว วันนี้เดินเกือบ 15 นาทีกว่าจะทักจนครบและทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเราไม่ว่าพรรคเราจะอยู่ในขนาดไหนก็ตามมีจำนวนสมาชิกเท่าไหร่ก็ตาม สิ่งแรกที่พรรคจะดำเนินการก่อนที่จะเข้าไปที่สภาผู้แทนราษฎรคือจะจัดให้มีการปฐมนิเทศของบรรดาสมาชิก โดยในวันนี้ต้องขอย้ำว่าเป็นการร่วมประชุม การพบปะหารือสร้างความคุ้นเคยและปฐมนิเทศเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น วันนี้เราไม่ได้ประชุมสส.พรรคร่วมรัฐบาลเหมือนทุกครั้งและวันนี้ประชุมเฉพาะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมาก ตนคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความรู้จักกันและทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเราที่มันเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด จากตอนนั้นจาก 34 คนมาเป็น 51 คน มาเป็น 71 คนและในวันนี้มาเป็น 192 คน

ต้องรวมตัวไปด้วยกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับบรรดาสมาชิกใหม่ที่มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยการเลือกตั้งครั้งนี้เราต้องถือว่าเราร่วมเป็น ร่วมตายกันมาเรามีความใกล้ชิดกัน แต่เราต้องรวมกันทำให้เรารู้จักกันให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการปฐมนิเทศวันนี้จึงเกิดขึ้น มีพวกเราที่มาร่วมชีวิตกันในครั้งนี้จากทุกภาคของประเทศไทย เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ตนอยากจะเห็นขอความกรุณาไม่ใช่ว่าท่านท็อป(นายวราวุธ) มาก็นั่งโต๊ะที่มีแต่จ.สุพรรณบุรี จ.นครปฐม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มาก็มีแต่โต๊ะของจ.ชุมพร จ.พิษณุโลกโต๊ะนายสุชาติ ก็มีแต่จ.ชลบุรี จ.จันทบุรี จ.ตราดจ.เพชรบุรี และจ.ราชบุรี ต้องแยกกัน นั่งรวมกันให้หมด ทั้งนี้ ตนต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยที่เราผ่านร้อน ผ่านหนาวมผ่านดงต่างๆ และรอดมาเป็นผู้แทนราษฎร ตนก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทุกท่านที่ไปช่วยกันปราศรัย ช่วยกันดีแบต ทำหน้าที่เชียร์ผู้สมัครให้ผู้สมัครของเราได้รับในการเลือกตั้ง ทุกท่านทำงานอย่างหนักและหนักหนาสาหัสมากตั้งแต่นายพิพัฒน์ นายเอกนิติ นางศุภจี นายสันติ พร้อมพัฒน์ ทุกคนไปช่วยกันลงพื้นที่อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีทุกคนไม่ใช่อยู่ที่กระทรวงในช่วงฤดูหาเสียงเลือกตั้ง ลงพื้นที่ในช่วงนั้นกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามเป้าหมายของเรา

ชมทุกชนะเลือกตั้งขาดลอย

ทุกท่านก็คงเห็นแล้วว่าจากการที่เราทำงานกันอย่างหนักหน่วง เราจึงเข้ามาตรงนี้ได้ไม่มีฟลุค วันนี้ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งขาดคู่แข่ง เชิญนับเถอะจะนับกี่รอบก็พร้อม ยังไงท่านก็ชนะแน่นอน คนที่เคยชนะอยู่แค่เป็น 100 คะแนน ก็ชนะเป็น 10,000 คะแนน แต่ทุกคนตอนโทรศัพท์หาตนบอกหัวหน้าไม่ไหวจะตายแล้ว หัวหน้าตายแน่ๆ คนไหนที่บอกตายได้ประมาณ 15,000 คะแนน บางคนบอกว่าตายแน่ๆได้ประมาณ 20,000 คะแนน แต่คนที่บอกว่าชัวร์ ตกไปแล้วไม่ได้มาที่นี่ แต่ไม่เป็นอะไร สำหรับท่านที่มาอยู่ในพรรคภูมิใจไทยใหม่ท่านจะเห็นว่าพัฒนาการของเราเติบโตขึ้นมาโดยตลอดกราฟยังไม่เคยตก จะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตามมันก็ยังขึ้นทะยานอยู่ เทรนยังไม่ตก วันนี้ก่อนจะประชุมหารือจะมีกิจกรรมละลายพฤติกรรม ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่สุดที่เราจะทำความคุ้นเคยซึ่งกันและกัน

เตือนลูกพรรคอย่าประมาท

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนอยากจะเรียนให้ท่านมั่นใจว่าตนถึงแม้ว่าจะมีพรรษาทางการเมืองน้อยกว่าหลายคนในห้องนี้ แต่ก็ได้ผ่านการเลือกตั้งมหาโหดมาประมาณ 4 ครั้งในชีวิตการเมืองที่เข้ามา ตนยืนยันถ้าพวกเราทุกคนไม่ประมาท ถ้าพวกเราทุกคนทำตัวให้เป็นที่เชื่อมั่นและไว้ใจและน่าเชื่อถือของชาวบ้านทำตัวสม่ำเสมอ ถ้าพวกเราทุกคนคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่พอ ต้องทำให้ชาวบ้านรักเราเพิ่มมากขึ้นอีก ตนยังไม่เห็นใครสอบตก ฉะนั้นนี่คือวิธีการทำงานแบบพรรคภูมิใจไทยคือเราไม่เห็นสิ่งอื่นใดสำคัญกว่าชาวบ้านที่เลือกเราเข้ามาให้เป็นผู้แทนราษฎร สำหรับตนยังไม่มีปัญญาเป็นสส.เขตเหมือนหลายท่าน ตนเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เหมือนกับหลายท่านเหมือนกัน แต่การเป็นสส. ปาร์ตี้ลิสต์ของคนในพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าตนหรือเลขาพรรค พวกเราพูดกันในห้องว่าสส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่ให้เขาเอาเบอร์มาแปะแล้วรอน้ำทิพย์โลมใจจากสส.เขตทั้งหลาย การที่เราได้เป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคภูมิใจไทยคือสส.ประเทศไทย เรามี 19 คนเราจะต้องไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ต้องทำงานหนักกว่าสส.เขต เพราะขอบเขตการให้บริการของท่านทั่วประเทศต้องไปสนับสนุนสส.เขต ต้องไปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆและรับฟังปัญหาของชาวบ้านทั่วประเทศ นำมาแก้ไขปัญหานี่คือวิธีคิดของพรรคภูมิใจไทย สส. ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจใจไม่ใช่สส.ที่รอเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เราต้องทำให้ความเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้ง 19 คน ต้องทำงานอย่างหนักเพราะสิ่งเหล่านั้นคือคะแนน คู่แข่งของเราที่ดูแล้วว่าเขามาแน่ๆหรือว่ากระแสดีๆ แต่เมื่อเขาไม่ลงพื้นที่โอกาสกลับมาน้อยมากไม่มีหรอก สส.นั่งอยู่กับบ้านกระแสดี เดี๋ยวเขาเลือกเอง ตนยังไม่เคยเห็นตรงนี้สส.ภูมิใจไทยไม่มีทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ไม่มีวันหยุดหย่อน

ภท.มีพลังมากเป็นพิเศษ

และในพรรคภูมิใจไทยวิธีการทำงานของพรรคภูมิใจไทยคนเป็นสส.สำคัญไม่น้อยกว่าคนเป็นรัฐมนตรี และพวกตนที่มีโอกาสเป็นทางรัฐมนตรีและเป็นสส.ด้วยตนจะปลูกฝังพวกเขาตลอดว่าถ้าจะต้องเลือกเป็นสส.ไม่ใช่เลือกเป็นรัฐมนตรี ตนเคยพูดกับคนหลายคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลมาก่อน ตอนเขาได้รับตำแหน่ง แล้วเขาทิ้งตำแหน่งสส. ไปเลือกตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งไม่มั่นคงไม่มีการทำงานที่ผลิตผลงานได้อย่างเต็มที่สู้สส.ไม่ได้ เพราะตำแหน่งสส.เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยศมากท่านต้องมีความภาคภูมิใจ ตนมีความภาคภูมิใจมากสมัยที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ตนเป็นคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อเวลามีอภิปรายแล้วตนไปนั่งในที่ที่สส.ตนจะรู้สึกว่าพรรคเรามีพลังมากเป็นพิเศษ ต้องเรียนให้ทุกท่านเพื่อแชร์ความรู้สึกนี้ด้วย ตนเคยมานั่งจนหัวหน้ารัฐบาลมาเรียกให้ต้องขึ้นไปนั่งข้างบนที่นั่งของครม.เพราะเชื่อว่าตรงนั้นรังสีบางอย่างมันออก การเป็นสส.มันมีคุณค่าและมีความหมายมาก รัฐมนตรีปลดสส.ไม่ได้แต่สส.ปลดรัฐมนตรีได้ ท่านคิดดูแล้วกันว่าสิ่งที่ตนพูดมันมีน้ำหนักมากแค่ไหน

ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าหลังการปฐมนิเทศเราคงจะรู้จักหน้าตาและรู้จักอุปนิสัยมีความคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น และยิ่งเวลาทำงานด้วยแล้ว 4 ปีจากนี้เราจะมีความใกล้ชิดกันเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ตนในฐานะหัวหน้าพรรคอยากขอวิงวอนขอพวกเราทุกคนให้รักษาไว้อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของความเป็นพรรคภูมิใจไทยนี่คือสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้พรรคของเราเติบโตขึ้นมาคำไหน คำนั้นเป็นปึกแผ่นไม่มีแหกคอก แต่ไหนๆก็พูดแล้วเรามีสส. 3 คนแหกคอก ขออนุญาตเลขาพรรคช่วงที่เราพักร้อน 3 เดือน มีสส.ของเรา 3 คน เห็นผิดเป็นชอบท่านอย่าคิดว่าชาวบ้านเขาไม่รู้ เที่ยวนี้ 3 คนไม่ได้กลับมาแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นเรื่องของวินัย เรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นเป็นอย่างยิ่ง เรื่องอื่นๆพูดคุยกันได้ไม่มีปัญหาใดๆ ท่านจะเห็นว่าการทำงานของพวกเราเป็นบ้านเดียวกัน แต่ตอนนี้เวลาไปกินข้าวอาจจะลำบากหน่อย เพราะ 192 คน ตอนนั้นไปกินโต๊ะจีน 7 โต๊ะได้ แต่ตอนนี้ 19 โต๊ะไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ก็คงจะต้องมีการจัดสัมมนาพบปะสังสรรค์กันตามเวลาที่เหมาะสมในทุกครั้ง เพื่อกระชับความแน่นแฟ้นของพวกเรา เพราะการทำงานทางการเมือง ตนคิดว่าทุกคนมีรูปแบบ เราจะมีรูปแบบการทำงานของแต่ละท่านทำให้พวกเราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และพี่น้องประชาชนของเราแต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตรงนี้เราไม่ห่วงเรามีกลไกที่จะคอยทำให้ท่านได้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านทำไปมันจะไม่เกิดปัญหาใดๆเรามีคนที่คอยดูแลเรื่องนี้ให้กับพวกท่านอยู่ตลอดเวลา

เปิดประชุมรัฐสภา14มีค.

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า พวกเราทุกคนช่วยกันเสียสละเวลาแบบนี้ มันมีไม่เยอะที่เราจะอยู่ร่วมกันและทำกิจกรรมร่วมกันจะได้เกิดความคุ้นเคยกันอย่างเต็มที่ มันเป็นภาพที่สวยงามมาก พวกเราไปไหนไปเป็นปึกแผ่นสิ่งเหล่านี้ตนเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ของพรรคภูมิใจไทย การปฐมนิเทศวันนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานของเราให้เร็วที่สุด ทุกคนทราบแล้วว่าวันที่ 14 มี.ค.นี้ เราได้รับแจ้งเบื้องต้นว่าจะมีรัฐพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา วันนั้นขาดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว พิธีที่นี้มีความสำคัญมาก จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปตามขั้นตอนมีการนัดประชุมสภานัดแรก เพื่อลงมติเลือกประธานสภา รองประธานสภาอีก 2 คนและหลังจากนั้นเมื่อมีการโปรดเกล้าฯประธานสภาคนใหม่ ก็จะนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และนายกฯรอโปรดเกล้าฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ฉะนั้นยังมีขั้นตอนอีกมากมาย กว่าจะถึงวันที่มีรัฐบาลตอนนี้เราสามารถทำหน้าที่สส. อย่างเต็มที่ไม่ต้องบอกว่าเดี๋ยวรอตั้งรัฐบาลเสร็จก่อน เดี๋ยวรอเปิดประชุมก่อน หรือเปิดสภาก่อนไม่ต้อง สถานะความเป็นสส.เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา การรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ทำให้ท่านเป็นสส.แล้ว แต่มีกฎข้อบังคับ ระเบียบและจริยธรรมที่ต้องดำเนินการยุคนี้เป็นยุคจริยธรรมกางกฏหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าบทบัญญัติจริยธรรมว่ามีอะไรบ้าง

ทุกอย่างไม่ประมาท

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้องหรือมีพฤติกรรมไม่ดี ท่านเข้าข่ายจริยธรรม ฉะนั้นตรงนี้มันจะประมาทไม่ได้ ขอให้ท่านถือคัมภีร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา มันจะได้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่าน หรือผลกระทบต่อสถานะของเรา ผลกระทบต่อตำแหน่งที่ท่านจะต้องไปเป็น เช่น ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ในความเป็นสส.เป็นได้ ท่านต้องระวังเป็นอย่างมาก และที่สำคัญคนรอบข้าง ท่านจะมีผู้ช่วยหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องคัดเลือกมาอย่างดี อย่าให้มีปัญหา อย่าไปเอาคนที่มีปัญหามาอยู่เป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ช่วย จะต้องดูประวัติให้เรียบร้อยด้วยไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหากับตัวเราได้ในอนาคตเช่นกัน จะพูดว่าจากนี้ไปไม่เป็นไร โอเค เดี๋ยวเคลียร์ได้ยิ่งเคลียร์ยิ่งดัง มีคนพร้อมคอยที่จะช่วยกระจายข่าวให้อยู่แล้ว ตรงนี้เราต้องมีความระมัดระวังในการทำงานและดำรงตำแหน่งสส.ของท่านอย่างเต็มที่

“หนู”ห่วงลูกทีมมี”กิ๊ก”

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เรื่องการเตรียมตัวแถลงทรัพย์สินของท่านต้องเตรียมและไปดูข้อกฎหมายแต่พรรคก็มีทีมที่ปรึกษาว่าตรงไหนต้องแจ้งตรงไหนต้องแสดง คู่สมรสแปลว่าอะไรไม่ใช่จดทะเบียนอย่างเดียว กิ๊ก ไปไหนเปิดเผย ถ้าคนเห็นว่าอยู่ด้วยกันก็ต้องแถลง มันมีหลายเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ ตรงนี้ท่านทั้งหลายจะได้รับข้อมูลต่างๆจากการปฐมนิเทศในวันนี้เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเสร็จสิ้นวงสัมมนา ได้มีการจัดกิจกรรมสันทนาการภายในกลุ่มสส. เพื่อกระชับความสัมพันธ์ โดยมีการจับคู่สส.ทำกิจกรรมจาก 2 คนเพิ่มเป็นสี่คน และ 8 คน และกลุ่มใหญ่ โดยนายอนุทิน และแกนนำพรรคทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมกับสส. อย่างเป็นกันเอง ซึ่งระหว่างนั้นมีการร้องเพลงและปรบมือกันอย่างสนุกสนานเรียกเสียงเฮฮาจากสมาชิกคึกคัก

สู้รบตะวันออกกลางยังระอุ! เตือนคนไทยพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพโดยเร็วที่สุด

สู้รบตะวันออกกลางยังระอุ! เตือนคนไทยพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพโดยเร็วที่สุด

สู้รบตะวันออกกลางยังระอุ! เตือนคนไทยพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพโดยเร็วที่สุด

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน เตือนคนไทยพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพ โดยคนไทยจากอิหร่าน กลุ่มแรก 62 คน เตรียมกลับไทย 9 มี.ค.นี้

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 8 มี.ค.2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ภาพรวมยังคงมีความรุนแรงและตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน และคูเวต ขณะที่มีรายงานการโจมตีในหลายจุดของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่ขยายการโจมตีไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค และจะมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้ต่อไปจนกว่าการโจมตีอิหร่านจะยุติลง หรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามหน้าที่

ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีรายงานการใช้โดรนโจมตีถังเก็บน้ำมันในคูเวต และการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดในบาห์เรน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังระบุว่าอาจมีการโจมตีอิหร่านอย่างหนัก และอาจพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการโจมตี ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับสถานการณ์การเปิด–ปิดน่านฟ้าในปัจจุบัน แม้ว่ากาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้า แต่สายการบินกาตาร์แอร์เวย์สได้เริ่มเปิดให้บริการเที่ยวบินฉุกเฉิน เพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วนแล้ว ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน นายปาณิดลเปิดเผยว่า คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานจำนวน 62 คน นำโดย น.ส.ชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้เดินทางโดยรถยนต์ถึงประเทศตุรกีอย่างปลอดภัยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อำนวยความสะดวกในการผ่านพิธีการเข้าเมือง

ทั้งนี้ คนไทยกลุ่มแรกมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ขณะที่กลุ่มถัดไปจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 10 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีกส่วนหนึ่งในอิหร่านที่มีกำหนดเดินทางทางบกไปยังตุรกีในวันที่ 10 มีนาคม โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปฏิบัติการอพยพเป็นไปอย่างเรียบร้อยและปลอดภัย ตามนโยบายของรัฐบาลในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบ

พร้อมกันนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนว่า แม้การแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกสามารถทำได้ แต่ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง การนำเสนอข่าวสารต่อสาธารณชนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในขณะที่ยังมีคนไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งความปลอดภัยของคนไทยถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในขณะนี้