อนุทิน มอบนโยบาย มหาดไทย แก้วิกฤต​ชาติ ก่อนสั่งเคลียร์คนนอกออกห้องประชุม

อนุทิน มอบนโยบาย มหาดไทย แก้วิกฤต​ชาติ ก่อนสั่งเคลียร์คนนอกออกห้องประชุม

อนุทิน มอบนโยบาย มหาดไทย แก้วิกฤต​ชาติ ก่อนสั่งเคลียร์คนนอกออกห้องประชุม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

มท.1 มอบนโยบาย​ ข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทย​ ขอร่วมกันใช้มหาดไทยแก้วิกฤต​ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน​ ก่อนเชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องออก​ ขอความสงบ​ -​ อย่าพูดแทรก

วันนี้ 22 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.10 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ นายศักดา วิเชียร​ศิลป์​ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายไชยวัฒน์​ จุลถิระพงศ์​ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้เข้าร่วมประชุมด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอบคุณที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ในการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัยความมั่นคง​ รวมถึงการพัฒนาในมิติอื่นๆ​ ของประเทศ​ เพื่อที่เราจะได้มาร่วมกันหาทางออกและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าในประเทศนี้จะมีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวขกับประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักและการดำเนินการ​ ทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้บทบาทของมหาดไทย​ในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ซึ่งบรรยากาศระหว่างการมอบนโยบายนายกรัฐมนตรีพูดได้เพียงไม่ถึง 2 นาทีก็เชิญสื่อมวลชนและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออก​ พร้อมกล่าวว่า​ ขอความสงบ​ไม่ต้องพูดแทรกขึ้นมา​ เวลาประชุม​ ก่อนกล่าวต่อว่า ขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

อนุทิน ชาญวีรกูล

ไปอีกราย! นิติพล ผิวเหมาะ ลาออกพรรคประชาชน เดินหน้าเส้นทางเมืองใหม่ ไม่ปิดกั้นฝ่ายใด

ไปอีกราย! นิติพล ผิวเหมาะ ลาออกพรรคประชาชน เดินหน้าเส้นทางเมืองใหม่ ไม่ปิดกั้นฝ่ายใด

ไปอีกราย! นิติพล ผิวเหมาะ ลาออกพรรคประชาชน เดินหน้าเส้นทางเมืองใหม่ ไม่ปิดกั้นฝ่ายใด

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.05 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายนิติพล ผิวเหมาะอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศลาออกจากพรรคประชาชน ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipon Piwmow – นิติพล ผิวเหมาะ โดยระบุว่า  ทุกท่านครับ ผมได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องก้าวออกจากพรรคประชาชน เพราะผมเชื่อว่า ผมสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้

ผมยังคงเคารพพรรคประชาชนและเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เราเคยร่วมกันทำงานมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนี้ไป ผมจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ นิติพลมีชื่อ 1 ใน 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในกรณีร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย
 

ชื่นมื่น ณัฐวุฒิ โพสต์รูปร่วมโต๊ะ อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย ลั่น ผ่านคลื่นลมการเมืองมานาน ยังมีกันและกัน

ชื่นมื่น ณัฐวุฒิ โพสต์รูปร่วมโต๊ะ อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย ลั่น ผ่านคลื่นลมการเมืองมานาน ยังมีกันและกัน

ชื่นมื่น ณัฐวุฒิ โพสต์รูปร่วมโต๊ะ อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย ลั่น ผ่านคลื่นลมการเมืองมานาน ยังมีกันและกัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.21 น.

‘ณัฐวุฒิ’ โพสต์โซเชียลร่วมโต๊ะ ‘อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย’ ลั่น ผ่านคลื่นลมทางการเมืองมายาวนาน ยังมีกันและกัน ใจถึงใจเพื่อพี่น้องประชาชน

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความพร้อมรูปถ่ายร่วมโต๊ะอาหารกับแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมโต๊ะอาหาร

โดยนายณัฐวุฒิ ระบุข้อความประกอบภาพว่า “ทีมเพื่อไทย เราผ่านคลื่นลมทางการเมืองมายาวนาน จนวันนี้ยังมีกันและกัน ใจถึงใจ เพื่อไทยเพื่อพี่น้องประชาชน” 

‘วิโรจน์’ เตือนสติ สส.ปชน. รุ่นใหม่ อย่ามัวแต่สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู จนลืมอุดมการณ์

'วิโรจน์' เตือนสติ สส.ปชน. รุ่นใหม่ อย่ามัวแต่สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู จนลืมอุดมการณ์

‘วิโรจน์’ เตือนสติ สส.ปชน. รุ่นใหม่ อย่ามัวแต่สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู จนลืมอุดมการณ์

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Wiroj Lakkhanaadisorn ระบุว่า 

ผมในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ผมไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ได้มาเป็น สส. เพราะอยากเป็น สส. หรือมาเป็น สส. เพราะว่าอยากจะใช้ตำแหน่ง สส. ไปหาผลประโยชน์อะไร

สิ่งที่ดีใจที่สุดในการที่ได้มาเป็น สส. ของพรรค ก็คือ การได้เป็นตัวแทนของประชาชน ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เขาต้องการให้ผมเป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไปข้างหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำร่วมกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เรื่องของคดีความ พวกผมสู้เต็มที่ สู้ยิบตา อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง ในส่วนของผม ผมสามารถยืนยันในความสุจริตของตัวผมได้อยู่แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ประชาชนจะได้เห็นทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนตรรกะเหตุผล ในการหักล้างทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อตัวผมอย่างแน่นอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้วิจารณญาณ และหลักนิติรัฐในการวินิจฉัยด้วยตนเองต่อไป และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน ต่อให้ผมและเพื่อนๆ จะไม่ได้เป็น สส. อีกแล้ว ผมก็คงจะไม่อาลัยอาวรณ์อะไรมากนัก ขอเพียง สส. รุ่นต่อๆ ไป ยังคงเดินหน้าในเส้นทางของอุดมการณ์ต่อไป ไม่หยุดที่จะทำงานทางความคิดและสร้างความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พรรคก็ยังจะเป็นทางเลือกหลักของประชาชนได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลที่สุด ก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ์ กลัวว่าถ้าลุยต่อไปในเส้นทางเดิมแล้วจะไม่ได้เป็น สส. จนต้องเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม ยืนอยู่กับที่ หรือเดินวนไปวนมา กับตำแหน่ง สส. ที่อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะดำรงอยู่ในสังคมอีกต่อไปเลย ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป

ผมอยากเห็น สส. ของพรรค ลงไปทำงานร่วมกันกับประชาชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด และร่วมกันขับเคลื่อนวาระเชิงประเด็น หรือวาระเชิงพื้นที่อย่างแข็งขัน นอกสภาก็ทำงานทางความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น ในสภาก็ใช้กลไกต่างๆ ของสภา ตลอดจนกลไกทางกฎหมาย การเชื่อมโยงกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไรสวยไหม วันนี้นั่งในสภากับใคร ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน ห้องพักที่โรงแรมเป็นไง

ผมอยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด มากกว่าการเอามาพูดในสภาไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยจอย หรือไม่ก็แค่ไปถ่ายรูปชี้โน่นชี้นี่ แค่ฟ้องว่าฉันเจอปัญหาแล้วนะ แต่ไม่ได้วางแผนต่อว่าจะทำอะไรต่อไปที่ดีไปกว่า การถ่ายรูปอัปสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือถ่ายคลิปลงติ๊กต็อก

ที่ผ่านมา ตอนที่ผมยังเป็น สส. ใหม่ๆ ผมจะระลึกเสมอว่า ผมกำลังใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันหยอดเอาไว้ ผมต้องตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้ช่วยหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อ ผมจะคิดว่า ถ้าผมมัวแต่ใช้เงินในกระปุกที่คนรุ่นก่อนหยอดเอาไว้ให้ โดยไม่ช่วยหยอดเพิ่มเลย สุดท้ายเงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ก็จะร่อยหรอ และหมดไปในที่สุด

ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส. ปัจจุบัน จะใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ที่คนรุ่นก่อนๆ หยอดเอาไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเมื่อพวกคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะมาช่วยกันหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อให้เต็มกระปุก เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไป ได้ใช้เป็นทุนรอนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพวกเราต่อไป แบบไม่รู้จบ

เป็นกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนทุกคนเสมอครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต 3 ข้าราชการกลาโหม ประดับเหรียญฝรั่งเศส

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต 3 ข้าราชการกลาโหม ประดับเหรียญฝรั่งเศส

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต 3 ข้าราชการกลาโหม ประดับเหรียญฝรั่งเศส

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 เเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเหรียญต่างประเทศ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการสังกัด กระทรวงกลาโหม ประดับเหรียญต่างประเทศ Medaille de la Defense Nationale ซึ่งได้รับมอบจาก

กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงกลาโหมสาธาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้ในโอกาสอันควร จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.นาวาอากาศเอก กัญ มโนธรรม ประดับชั้นเหรียญเงิน (Silver)

2. พันเอกหญิง นวพร สาระสุข ประดับชั้นเหรียญทองแดง (Bronze)

3. นาวาอากาศเอกหญิง สุกัญญา ปิ่นสุวรรณ ประดับชั้นเหรียญทองแดง (Bronze)

ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ ปมธงชาติหาย

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ  ปมธงชาติหาย

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ ปมธงชาติหาย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ ปมธงชาติหาย เตรียมถกสมช. ลุ้นยกเลิกMOU

“บิ๊กดุลย์”เผยฝั่งกัมพูชายันไม่ได้ตัดเชือกธงชาติไทย-ปัดรุกล้ำอธิปไตยจ.จันทบุรีแต่ยังไม่เชื่อเขมรทั้งหมด สั่งตรวจสอบแล้ว ขณะที่นายกฯบอกยังไม่ได้รับรายงาน “สีหศักดิ์” ขอตรวจสอบปมธงชาติไทย ลั่นเจรจากัมพูชาต้องรอไทยพร้อมเท่านั้น จ่อถกสมช.หารือMOU43-44พรุ่งนี้ ลั่นแผนที่1:200,000ไม่มีผลนายกฯมอบ‘ปกรณ์’ดูข้อกฎหมายยกเลิกMOU44ให้เร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีธงชาติไทยสูญหายจากเสาธงในพื้นที่รูปตัวยู(U)บริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรีว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่าหน่วยทหารในพื้นที่ว่าได้คุยกับผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่3 กองทัพบกของราชอาณาจักรกัมพูชาแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ทำ และไม่ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยแน่นอน

“แต่เราก็ไม่ใช่เชื่อคำพูดของทางฝั่งกัมพูชาจึงสั่งตรวจสอบหาผู้กระทำแล้วซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือคนหรือลม เพราะธงชาติไทยติดตั้งไว้นานแล้ว แต่ยอมรับว่าภาพจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าเชือกธงชาติถูกตัด เป็นเรื่องธรรมดาที่ชายแดนจะมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งต้องค่อยๆแก้ไปตามสถานการณ์”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้จะสะท้อนว่ากัมพูชาเริ่มรุกเข้ามาได้ลึกขึ้นแล้วหรือไม่พลโทอดุลย์บอกว่า ก็ต้องดูตามสถานการณ์และต้องให้กำลังใจทหารในพื้นที่ มีอะไรต้องพูดคุย สอบถามเพราะสิ่งที่เขาบอกถือเป็นข่าวสารระดับหนึ่ง และขอให้ใจเย็น ค่อยๆแก้ปัญหาไป

เวลา 12.50 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีธงชาติไทย สูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ขณะนี้ได้รับรายงานแล้วหรือยังว่าสาเหตุเกิดจากอะไรว่ายังไม่ได้รับรายงาน

นายสีศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีธงชาติไทยหายที่บริเวณพื้นที่ตัวอยู่ บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรีว่าขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

ส่วนการพูดคุยกับประเทศกัมพูชา ตนได้ชี้แจงมาโดยตลอด บอกว่ารอให้ไทยพร้อมก่อน ไม่ใช่ว่าจะให้เขากำหนดวันนั้นวันนี้ ซึ่งต้องตกลงร่วมกัน ไม่ใช่เสนอมาว่าเป็นวันนั้นวันนี้ การเจรจาขึ้นอยู่กับความพร้อมของฝ่ายไทย ส่วนจะนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันและต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ให้พิจารณา

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า โดยจะมีการประชุมสมช.ในวันที่ 22 เม.ย.ส่วนตัวอยากให้มีการหารือ เรื่องMOU2543-2544โดยให้พิจารณาเรื่องMOU2544ก่อนเนื่องจากเราจะดำเนินการยกเลิก ส่วน MOU2543ก็จะนำมาหารือในรายละเอียดด้วย เมื่อถามว่ามีกลไกอะไรทดแทน MOU44ที่จะยกเลิก นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า มีอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องท่าทีที่จะต้องไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เมื่อถามอีกว่า MOU2543 จะต้องปรับอย่างไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะต้องคำนึงถึงข้อกังวลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีความเห็นมาหลายทาง ที่ต้องมาดูว่า สิ่งใดจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาต่อไป

เมื่อถามอีกว่าทางกองทัพห่วงการปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาเลยกรอบMOU2543ไปแล้ว จะต้องปรับแก้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องมองในภาพรวมเนื่องจาก MOU 2543 หากมองในเรื่องความมั่นคงชายแดนจะต้องดูในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องการปักปันเขตแดนอย่างเดียว เมื่อถามย้ำว่า ที่ระบุว่า ประชาชนกังวล เรื่องแผนที่ใน MOU2543 นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าเราก็รับทราบข้อกังวลซึ่งข้อเท็จจริงแผนที่ที่ใช้ไม่ใช่แค่แผนที่อัตราส่วน 1:200,000 เพียงอย่างเดียว ยังมีเอกสารอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนที่ 1:200,000 ที่ทางกัมพูชาแนบมากับ MOU 2543 จะส่งผลให้เราเสียเปรียบหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาแต่ก็มีข้อความที่ปรากฏในสนธิสัญญา การปักปันเขตแดนต้องดูที่สันปันน้ำและต้องดูองค์รวมทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่า การปักปันเขตแดนต้องยึดตามสันปันน้ำใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ก็ต้องดูตรงนั้นด้วย และจริงๆเรามีแผนที่ของเราซึ่งจะเอามาใช้ประกอบการพูดคุยด้วย แต่ถ้าจะคุยกัน จะต้องคุยเรื่องความมั่นคงชายแดนทั้งหมด

เวลา 13.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ช่วงหนึ่งว่าสำหรับ MOU2544 ซึ่งเมื่อเช้าวันนี้ (21 เม.ย.) กลุ่มภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็น คปท. ศรส. ได้มายื่นเรื่องอยากจะให้รัฐบาลยกเลิก MOU 2544 นั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ไปดูเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายเพื่อที่จะยกเลิก MOU 2544 ให้เร็วที่สุด

ด้านพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผช.ผบ.ทอ.)ในฐานะผู้อำนวยศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการรุกล้ำและเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 เมษายนกล่าวหาว่าฝ่ายไทยมีการรุกล้ำและเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนนั้นว่า ประเทศไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และขอยืนยันว่าหน่วยงานฝ่ายไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงทวิภาคีที่เกี่ยวข้องและพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้แล้ว

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่าขอย้ำว่าไทยยึดมั่นต่อ ถ้อยแถลงร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน 5 ข้อได้แก่1.ให้คงกำลังทหาร ณ ที่ตั้งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเพิ่มเติม 2.ไม่เพิ่มกำลังตามแนวชายแดน 3.งดเว้นการกระทำอันยั่วยุซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น 4.งดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมที่บั่นทอนบรรยากาศของการเจรจาและความไว้วางใจระหว่างกัน 5.ใช้กลไกการสื่อสารและการประสานงานโดยตรงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่าในเรื่องนี้ฝ่ายไทยเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนและข้อกล่าวหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรได้รับการตรวจสอบผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่และบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ร่วมกันมากกว่าการกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียวผ่านสาธารณะอันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ขยายความตึงเครียด และไม่เป็นคุณต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่ทั้งสองฝ่ายพึงร่วมกันธำรงไว้

”ประเทศไทยขอยืนยันด้วยว่าการดำเนินการใดๆของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและการป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเหตุบานปลาย โดยไม่ได้มุ่งเพื่อกระทบต่อกระบวนการเจรจาเขตแดนที่ยังต้องดำเนินต่อไปภายใต้กลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันไว้”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่าศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณชน งดถ้อยคำหรือการสื่อสารที่อาจเป็นการยั่วยุ และร่วมกันยึดมั่นในเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียด การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ประเทศไทยพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่ทุกระดับอย่างสร้างสรรค์และจริงใจเพื่อให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนเป็นไปด้วยความสงบ เรียบร้อย โปร่งใสและเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว  ฟาดกำไร48ล.  ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน ทั้งกักตุน/ประวิงเวลา ซ้ำเติมทุกข์ประชาชน สองบริษัทโร่พบDSI

ตร. เปิดแผนประทุษกรรม 2 เรือน้ำมันไทยจอดกลางทะเล ประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไรข้ามคืน 48 ล้านบาท เฉียด 10 ล้านลิตร  ด้านเจ้าของเรือเข้าให้ปากคำ DSI ในฐานะพยานหอบหลักฐานแจงยิบ มั่นใจในความบริสุทธิ์ ฝ่าย “เอกนัฏ” ลุยแน่ทุบค่าการกลั่นอีก 2 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 21 เมษายน ได้มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเรือ 1 แห่ง คือ บริษัทบิ๊กซี จำกัด – BIG SEA CO.,LTD ได้ทยอยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ที่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารC ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงการขนส่งน้ำมันทางเรือที่มีพฤติการณ์ประวิงเวลาและชะลอเวลาการขนส่งน้ำมัน จนเป็นเหตุให้มีน้ำมันหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ปรากฏว่าผู้แทนของบริษัทเรือที่เข้าพบพนักงานสอบสวนไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามตัวแทนหนึ่งในบริษัทเจ้าของเรือ ให้ข้อมูลว่า “ตนเองเป็นเพียงพนักงานของบริษัท และวันนี้ยืนยันว่าผู้บริหารเดินทางมาตามนัดหมายแน่นอน พร้อมนำข้อมูลและเอกสารทุกอย่างเข้ามาชี้แจงอย่างครบถ้วน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ“

พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น

กรรมการ บ.BIG SEA CO.,LTD ชี้แจงว่าวันนี้รู้เพียงว่ามาชี้แจงเพียงเรื่องน้ำมันที่หายไป ส่วนความกังวลเรื่องมีชื่อบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกับความผิดปกติของน้ำมันที่หายกลางทะเลนั้น ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดหรือข้อมูลต่าง ๆ เพราะต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น แต่อะไรที่เป็นประโยชน์นั้นเราก็พร้อมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ตามกำหนดนั้น ยังคงเหลือบริษัทเจ้าของเรือ 1 บริษัท ที่จะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน จากกรณีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหาย 57-60 ล้านลิตร ในช่วงรอยต่อเวลาคาบเกี่ยวกัน ก่อนกบน.จะประกาศขึ้นราคาน้ำมันชั่วข้ามคืน 6 บาทต่อลิตร

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับไว้เป็นคดีพิเศษกรณีการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ

ตร.เปิดผลสอบจอดเรือ

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) แถลงข่าวผลการปฏิบัติการตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยในพื้นที่อ่าวไทย ซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศในช่วงสถานการณ์วิกฤตระหว่างวันที่ 21-25 มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุส

คืนเดียวฟันกำไร48ล้าน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 25-26 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำได้นำกำลังเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยจำนวน 2 ลำ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเรือทั้งสองลำรับน้ำมันเชื้อเพลิงมาจากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง เพื่อมุ่งหน้าไปส่งยังคลังน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบพฤติการณ์การเดินเรือที่ล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่งอย่างชัดเจน

“สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถทำกำไรส่วนต่างจากการประวิงเวลาเข้าเทียบท่าได้ เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำหากพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง จะได้กำไรสูงถึง 48 ล้านบาท รวมปริมาณน้ำมันเกือบ 10 ล้านลิตร”

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเอกสารการขนส่ง ข้อมูลจากระบบติดตามเรือ และพยานแวดล้อม เพื่อประกอบการพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขปกติ หรือมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดฐาน ประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีความผิด จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวอีกว่า การเข้าตรวจสอบเรือทั้งสองลำเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคุมเข้มเส้นทางการขนส่งน้ำมัน เพื่อป้องกันและปราบปรามการประวิงเวลาเดินเรือเพื่อเก็งกำไร รวมถึงการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโรงกลั่นและคลังน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการนี้ต่อไป

เอกณัฐเดินหน้าลดค่ากลั่น

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าใน วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 9.00น.จะนัดประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่2 เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2บาท โดยตนตั้งใจว่าเที่ยวนี้เมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกันเลย ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกไว้กับประเทศสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นมาก กว่าต้นทุนที่แพงขึ้น หรือสูงผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชน มาชี้แจ้งต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้รู้ค่าการกลั่นจริง ว่ามีราคาเท่าไหร่ และจะกำหนดอัตราที่เขาไม่ขาดทุน จะกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็คงไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกคน

เมื่อถามว่าอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่ามีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือนมีนาคม และตอนนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นก็จะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือนเมษายนราคาขึ้นไป 15บาท แนวโน้มก็ต้องปรับลดลงกว่านี้ ยืนยันว่าที่ผ่านมาราคา น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา รวม 4 ครั้ง เป็นจำนวน 8.84 บาทแล้ว ซึ่งได้ใช้กลไกการตลาดและ ปรับราคาหน้าโรงกลั่น

จับน้ำมันลอบขายพม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะทหารพรานกองร้อย 3506 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมกับตำรวจ สภ.ท่าสองยาง และฝ่ายปกครอง อ.ท่าสองยาง ออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณท่าขนส่งสินค้าบ้านแม่สลิดหลวง หมู่ 2 ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยกำลังขนย้ายสิ่งของ และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ เจ้าของรถรีบทิ้งถังน้ำมันและขับหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบ พบถังน้ำมันชนิดแก๊สโซฮอล์ 91 ขนาด 200 ลิตร จำนวน 3 ถัง รวม 600 ลิตร

ต่อมาได้ลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่โดยรอบบริเวณด้านหลังหมวดทางหลวงท่าสองยาง แขวงทางหลวงตากที่ 2 แม่สอด หมู่ 2 ต.แม่สอง ตรวจพบแกลลอนน้ำมันชนิดดีเซล ขนาด 30 ลิตร จำนวน 8 แกลลอน รวม 240 ลิตร แต่ไม่พบเจ้าของ จึงได้ตรวจยึด และได้นำส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 840 ลิตร ให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ท่าสองยาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (20 เม.ย.) กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ร่วมกับด่านศุลกากรแม่สอด และส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกันตรวจค้นรถบรรทุก 22 ล้อ บริเวณท่าข้ามช่องทางธรรมชาติแห่งหนึ่ง อ.แม่สอด จากการตรวจสอบพบเป็นน้ำมันดีเซล ปริมาณ 16,000 ลิตรมูลค่ากว่า 700,000 บาท เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแจ้งว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดนั้นน่าจะส่งออกไปยังประเทศเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการเข้มงวดกวดขันต่อไป

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล. อนุทินแทงกั๊ก

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล.  อนุทินแทงกั๊ก

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล. อนุทินแทงกั๊ก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล. อนุทินแทงกั๊ก อ้างเตรียมเอาไว้ถ้าจำเป็น ‘ปกรณ์’โบ้ยใส่สื่อทำป่วน

นายกฯสั่ง“เอกนิติ-กฤษฎีกา” ศึกษารายละเอียดหากทำพ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะเผยยังไม่ตัดสินใจกู้หรือไม่  ‘เอกนิติ’ไม่ขัดข้อหากรัฐบาลจะกู้ แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เอาเงินมาทำอะไร เผยต้องตัดงบไม่จำเป็นก่อน‘ปกรณ์’กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปมพ.ร.ก.กู้เงิน5แสนล้าน โวย ถูกตัดตอนคำพูด ทำสังคมเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 08.57 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์  นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทั้งนี้ ก่อนขึ้นห้องประชุม นายปกรณ์ได้กวักมือเรียกสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงประเด็นการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5แสนล้านบาท โดยนายปกรณ์ กล่าวว่า ขอชี้แจงก่อน ที่สื่อถามตนถามว่า รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ตนจึงตอบว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ตนอธิบายว่าทำอย่างไรได้บ้าง และนักข่าวถามว่า น่าจะมีการกู้เงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำได้หรือไม่ ตนก็ตอบว่าทำได้ แต่ถามว่าเรื่องไปถึงไหน ตนบอกว่าไม่รู้ ต้องไปถามกระทรวงการคลัง กลายเป็นว่าตนไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว และคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างนี้ตนคิดว่าไม่ค่อยถูก ทีหลังคิดว่าตนไม่ค่อยจะพูดแล้วจะดีกว่า

อ้างคำพูดถูกตัดตอนทำคนเข้าใจผิด

นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าที่นายกฯไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเอาไปลงมันตัดตอนไป แล้วคนเอาไปพูดกันไม่เข้าใจ หาว่าตนไปออฟไซด์รัฐบาล พูดกันต่อหน้า เคลียร์กันก่อนว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ คำถามที่ได้รับคือแบบนั้น และตนตั้งใจอธิบายตามกฏหมาย ไม่ได้มีอะไร ยินดีที่จะให้ความรู้ทางกฎหมายในรายละเอียด ประเด็นการเมืองตนไม่รับ ตนรับไม่ได้ เรื่องของบ้านเมือง คิดว่าต้องพูดด้วยเหตุผล อย่าเอาไปตัดนิดๆ แล้วเอาไปพูด เอาไปพาดให้เป็นประเด็นร้อน คิดว่าไม่ดีต่อบ้านเมือง” นายปกรณ์กล่าว

ยันไม่ได้แก้ตัว-แค่อยากเคลียร์

“ขอฝากไว้นิดหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า เล่ากฎหมายให้ฟังเป็นประเด็นปัญหาแก่รัฐบาลและสังคมไปได้ ผมคิดว่าไม่ถูก ต้องอธิบายกันก่อน ผมไม่ได้แก้ตัว เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังว่าเมื่อวานเราคุยกันอย่างไร น้องๆ อยู่รอบตัวผมหลายคน อันนี้ขอนิดหนึ่ง เคลียร์กันก่อน และวันนี้ยังไม่มีเรื่องกู้หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะต้องไปคุยกันก่อน ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ บอกว่าต้องไปคุยกันก่อนก็ถูก ที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกไม่รู้ก็ถูกอีก ก็ยังไม่มีการพูดคุย แต่คำถามเมื่อวานคือว่าจะออก พ.ร.ก. ทำได้หรือเปล่า ผมก็บอกว่าทำได้ตามมาตรา 172 น้องๆ ก็ถามว่ามันเข้าเงื่อนไขไหม ผมก็ตอบส่วนตัวคิดว่าแบบนี้เข้าเงื่อนไขมั้ย ก็ฝากไว้แล้วกัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้โมโห ขอแค่อยากเคลียร์นิดหนึ่ง ไม่อยากให้สังคมสับสนวุ่นวายไปมากกว่านี้” นายปกรณ์ ระบุ

นายกฯ เข้าใจ ไม่ได้ต่อว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไม่ได้ต่อว่าอะไรที่ออกมาพูดก่อนในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ก็ตนเล่าข้อกฎหมายให้ฟัง นายกฯก็เข้าใจ ซึ่งตนได้เล่าให้สื่อฟังเมื่อวาน ยังไม่ทันวันรุ่งขึ้นกลายเป็นว่า พอพูดเสร็จข่าวไปตัดออก กระจายเลยทีนี้ ตนไม่ได้เน้นการเมือง แต่ถ้าอยากถามข้อกฎหมายมาถามตน ถ้าอยากให้อธิบายอะไร ยินดี มานั่งคุยกันได้ แต่ถ้าถามเรื่องการเมืองหรือเรื่องที่คาดหมายผลตอบไม่ได้หรอก เพราะ ครม.ต้องคุยกัน หรือพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติ วางแผนร่วมกัน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยในหลายภาคส่วนใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจต้องวางแผนระยะยาวไม่ใช่อยู่ๆ บอกว่าจะทำปุบปับ เวลาจะกู้เงินเองยังต้องคิดหน้าคิดหลังว่าจะมีกำลังจ่ายหรือไม่ จ่ายกี่ปี จะเจ็บป่วยหรือไม่ ทุกคนต้องคิด รัฐบาลก็เหมือนกัน เพราะมีประชาชน 65 ล้านคนต้องดูแล ไม่ใช่ปุบปับจะทำได้ ต้องคิด และวางแผน

ระบุไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะกังวลในการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายปกรณ์ ตอบว่า ส่วนตัวกังวล เพราะถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าเราไม่พยายามให้ความรู้กับสังคมเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เราเน้นเป็นประเด็นการเมืองทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ตนเองไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ตั้งใจเข้ามาทำในสิ่งที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ Better Regulation for Better Life ก่อนจะยกมือขวาที่สวมใส่ริสแบนด์สีเหลือง ซึ่งระบุข้อความ “Better Regulation for Better Life”ขึ้นมา พร้อมบอกว่า “สิ่งที่อยู่ในข้อมือผม บอกตลอดเวลาว่า ต้องทำอะไรให้ชาวบ้าน แต่ไม่เอาการเมือง ขอร้อง”

เมื่อถามย้ำถึงตัวเลข พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ถามกลับว่า “ตัวเลข 5 แสนล้านเมื่อวาน ใครเป็นคนถามผมตอนแรก” ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นคำถามนำใช่หรือไม่ นายปกรณ์ตอบกลับว่า ใช่ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทได้ไหมอาจารย์เมื่อวานนี้ ผมบอกว่า ไม่รู้ ไปถามกระทรวงการคลังดูสิ แล้วเขาบอกว่า 5 แสนล้านได้ไหมอาจารย์ ผมก็บอกว่าประมาณนั้นมั้ง แล้วผมก็หัวเราะ ไปเปิดเทปดูได้

‘ภราดร’แจงคนละครึ่งยังไม่เข้า ครม.

เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงกรณีโครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ว่า เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

‘เอกนิติ’ชี้ถ้าจะกู้ต้องมีเป้าชัด

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เรื่องจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า ตนจะคุยกับนายปกรณ์ เพราะวันนี้มันมีพัฒนาการใหม่ ผมต้องดูด้วย เรื่อง 5 แสนล้านบาทยังไม่ได้บอก ว่าจะต้องเป็นเท่าไหร่ รวมถึงเรื่องออก พ.ร.ก.ก็เหมือนกัน ต้องมาดูด้วยว่า เราจะมีเม็ดเงินเท่าไหร่ จากการปรับโอนงบฯ มาด้วย ผมให้ไปทำตัวเลข ดูที่จะตัดโอนงบฯ มาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสรุปได้เมื่อไหร่ เพราะมีข่าวแล้วว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นายเอกนิติ กล่าวว่า อันนี้เขาก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ในมุมความจำเป็นของกฎหมายก็ต้องเตรียมไว้ แต่ความจำเป็นต้องดู 2 เรื่อง ความจำเป็นของกฎหมาย กับความจำเป็นต้องใช้เงิน วันนี้ก็สรุปว่า เราต้องดูความสมดุล ทุกมิติ แต่การกู้หรือไม่กู้ ไม่สำคัญเท่ากับว่ากู้มาทำอะไร แล้วการกู้แบบมีstrategy (กลยุทธ์)

“ผมให้นโยบายชัดเจนว่า ถ้าเราจะกู้มาเราต้องชัดเจนว่า จะกู้ไปทำอะไร เช่น กู้เอาไปดูแลกลุ่มเปราะบาง และสองคือกู้มาทำเรื่อง Transition ก็คือช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน จากสิ่งที่เราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมากก็ต้องเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ได้รับการยอมรับมากจากการประชุมธนาคารโลก IMF” นายเอกนิติ กล่าว

‘อนุทิน’นัดประชุมครม.ศก.27เม.ย.

เวลา 12.50น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 27 เม.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเราจะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา

เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส เมื่อถามความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกัน โดยเรื่องแบบนี้จะให้นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงเพราะมีข้อมูลทั้งหมด ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้พวกเขาอยู่แล้ว”

นายกฯสั่งศึกษารายละเอียดพรก.กู้เงิน

รายงานจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ ไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พรก.) กู้เงิน 5แสนล้านบาท แต่ในช่วงท้ายการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาในเรื่องรายละเอียดหากจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่นายเอกนิติ แสดงความเห็นที่ประชุม ครม.ว่า หากจะดำเนินการออก พ.ร.ก.กู้เงิน อยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงาน ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก

ยังไม่ตัดสินใจ-เตรียมการเอาไว้ก่อน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การที่นายกฯสั่งให้ศึกษาเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะมีการกู้หรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการเอาไว้กรณีหากเกิดวิกฤตจะสามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ รายงานข่าวจาก ครม. แจ้งอีกว่า นายกฯ ยังได้กำชับเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด รวมถึงการแต่งตั้ง “ที่ปรึกษาของรัฐมนตรี” ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการให้ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวดสำหรับตำแหน่งที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการตรวจสอบในตำแหน่งดังกล่าว

กมธ.ศก.แจงถอนปรับโครงสร้างภาษี

เมื่อเวลา 12.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของวุฒิสภา ขอถอนรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่ง กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ ออกจากวาระการประชุม

นายบุญส่ง กล่าวว่า การถอนเรื่องที่บรรจุในระเบียบวาระแล้ว ตามข้อบังคับกำหนดว่า ต้องให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติตัดสิน อย่างไรก็ดีมี สว. ที่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยต่อการถอนรายงานฉบับดังกล่าวออกจากวาระประชุมและควรจะเดินหน้า อาทิ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.อภิปรายว่า ในเนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าวควรต้องชี้แจงให้สาธารณะรับทราบ เพราะเนื้อหาไม่มีเฉพาะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เป็น 10% เท่านั้น ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาและชี้แจงให้สาธารณะเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด เช่น การขึ้น VAT ปัจจุบันมีอัตรา 10% อยู่แล้วแต่มีการผ่อนปรนให้เป็น 7% เป็นต้น

ด้านนายพละวัต ตันศิริสว. ในฐานะโฆษก กมธ. การเศรษฐกิจฯ ชี้แจงยืนยันตามมติของกมธ.ที่ขอถอนรายงานดังกล่าว เพราะต้องการปรับปรุงเนื้อหาที่ให้ทันและสอดคล้อง กับสถานการณ์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและรัฐบาล เนื่องจากรายงานดังกล่าวนั้นศึกษามาตั้งแต่ปี 2568 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบบัน ทั้งนี้หากเวลาที่เหมาะสมจะนำรายงานที่ได้ปรัปบรุงข้อมูลแล้วเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป ทำให้ สว.ที่คัดค้านก่อนหน้านั้น รับฟังและไม่ติดใจ ซึ่งตามข้อบังคับถือว่าได้รับเสียงเห็นชอบให้ถอนรายงานดังกล่าวออกจากวาระการประชุม

‘ปธ.อนุกมธ.คลัง’ขอไปปรับปรุงใหม่

จากนั้น น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สว. ในฐานะ อนุกมธ.ด้านการคลัง ในกมธ.การเศรษฐกิจฯ อภิปรายว่า ทางอนุกมธ.ฯ ที่ทำรายงานฉบับดังกล่าวด้วยความตั้งใจว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ที่ขอถอนออกจากวาระชุมไป ไม่ได้หมดกำลังใจ แต่ต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อประโยชน์สูงสุด

“หลายวันที่ผ่านมา ประชาชน สาธารณะให้ความสนใจ ซึ่งการทำงานไม่อยากทำตามลำดับขั้นตอน คือกมธ.จัดทำและนำเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังรัฐบาลจากนั้นจบไปเท่านั้น แต่หากเดินหน้าบนรายงานที่ข้อมูลไม่ถูกปรับปรุง อาจมีคำถามว่า ข้อมูลดังกล่าวล้าสมัย จึงต้องการทำให้รอบคอบเพื่อประโยชน์สาธารณะแท้จริง กมธ. จะนำไปปรับปรุงเพื่อนำเสนอรายงานที่สมบูรณ์ และเมื่อถึงเวลานั้นจะเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นของสว.ต่อไป” น.ส.ชญาน์นันท์ กล่าว

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง เข้ม 5 ข้อ เฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง เข้ม 5 ข้อ เฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง เข้ม 5 ข้อ เฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.12 น.

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง “ตาก-แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่-เชียงราย” เข้ม 5 ข้อ ยกระดับเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา บูรณาการทุกหน่วยงานความมั่นคงดูแลความปลอดภัยประชาชน

21 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรง และขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามแนวชายแดนไทย ในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา

“จากสถานการณ์ดังกล่าว พบการปะทะระหว่างกองกำลังรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์หลายจุด โดยใช้กำลังทางทหาร อากาศยาน และอาวุธวิถีโจมตีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเมียนมาได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ เสียชีวิต และหนีภัยเข้ามาใกล้แนวชายแดนไทย ขณะเดียวกัน มีความเสี่ยงจากกระสุนหรืออาวุธตกในเขตพื้นที่ไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก , แม่ฮ่องสอน , เชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ยกระดับความเข้มข้นดูแลพื้นที่ 5 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ได้แก่ 1.ประสานการปฏิบัติและบูรณาการหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ หรือการล้ำแดน พร้อมทั้งซักซ้อม และเตรียมความพร้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์มีการลุกลามเข้ามาในเขตแดนไทย

2.แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้รับทราบสถานการณ์ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมการดำเนินการตามแผนอพยพประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน และกำหนดจุดปลอดภัย/ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมใช้งาน 3.เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญ 4.ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอม และ 5.เฝ้าระวังและควบคุมการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรา และเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าข้ามแดนที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อนศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อนศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อนศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.55 น.

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อน “ศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน” เชื่อมโยงสังคม พัฒนาระบบข้อมูลออนไลน์ เสริมมาตรฐานคำพิพากษา สร้างสมดุลงาน-ชีวิตบุคลากร

21 เมษายน 2569 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา แถลงผลการดำเนินการตามนโยบายประธานศาลฎีกา “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” รอบ 6 เดือน ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Zoom Meeting) โดยมีข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและบุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศ เข้าร่วมรับชมการแถลงผลดำเนินการโดยพร้อมเพรียงกัน โดยความคืบหน้าผลดำเนินการที่บุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา อย่างเต็มกำลังและความสามารถ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองต่อความท้าทายของยุคดิจิทัล และสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง สรุปได้ดังนี้

1.คุณธรรมนำทาง : การปฏิบัติหน้าที่ และดำรงตนโดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม ดำเนินการผ่านงานวิชาการ เช่น บรรจุหัวข้อการอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาจิตใจ คุณธรรม และจริยธรรม ในหลักสูตรการอบรมทั้งข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมและข้าราชการศาลยุติธรรม มากกว่า 20 หลักสูตร เพื่อปลูกฝังการปฏิบัติหน้าที่และดำรงตามมาตรฐานจริยธรรมตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งการอบรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรในทุกหลักสูตรเช่น วัฒนธรรมทางการศาล ผู้พิพากษาในความคาดหวังของประชาชน การดำรงตนของผู้พิพากษา จิตสำนึกในการให้บริการประชาชน เป็นต้น เพื่อสร้างเสริมผู้พิพากษา และบุคลากรให้เป็นแบบอย่างแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นเสาหลักที่เข้มแข็ง ผดุงความยุติธรรม นอกจากนี้ยังให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทั่วประเทศเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ

2.สร้างศรัทธา : ยกระดับการอำนวยความยุติธรรมเพื่อความเชื่อมั่นศรัทธา เช่น ยกร่างคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. …. , พัฒนาข้อมูลในระบบฐานข้อมูลหมายจับ (AWIS) ให้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาอย่างมีประสิทธิภาพ, พัฒนาระบบบริการข้อมูลคดีผ่านตู้ให้บริการอัตโนมัติ (Kiosk) โดยให้ศาลจังหวัดพระประแดง และศาลแขวงสุวรรณภูมิ นำร่องใช้งาน, พัฒนาแอปพลิเคชั่นสนทนา COJ CHAT เพื่ออำนวยความสะดวกในการแจ้งข้อมูลข่าวสารและให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่ประชาชน, การจัดโครงการศาลยุติธรรมเพื่อประชาชนในศาลยุติธรรมทั่วประเทศที่สร้างความเข้าใจให้สังคมรับรู้ถึงการทำงานและการให้บริการของศาลยุติธรรม, การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ, ริเริ่มการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนที่ซ้ำซ้อน การจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริหารศาลยุติธรรมและผู้ถูกร้องเรียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งความเป็นธรรม

3. พัฒนาคุณภาพ : พัฒนาทุกมิติให้เท่ากันกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารด้านมาตรฐานคำพิพากษาและคำสั่ง เช่น พัฒนาเครื่องมือคำนวณโทษทางอาญา จัดทำคู่มือหลักการพัฒนาการเขียนคำพิพากษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดทำคำพิพากษามาตรฐานคดีฝ่ายเดียว การสนับสนุนข้อมูลคำพิพากษาที่เป็นปัจจุบันและพัฒนาระบบที่เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ด้านการบริหารงานบุคคลอย่างมีระบบ ประธานศาลฎีกาในฐานะประมุของค์กรศาลยุติธรรม
และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และแนวทางการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ โดยเพิ่มจำนวนศาลในกลุ่มศาลพิเศษเพื่อให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีประสบการณ์สามารถดำรงตำแหน่งได้นานขึ้น และมีดำริให้ปรับปรุงแนวทางการจัดสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเพื่อเพิ่มอัตรากำลังให้เพียงพอต่อภาระงานในปัจจุบัน ด้านคุณภาพชีวิตบุคลากรและครอบครัว เช่น พิจารณาหลักเกณฑ์กำหนดระยะเวลาพิจารณาพิพากษาคดีให้เหมาะสมกับสภาพคดีและบุคลากรในแต่ละศาล, สร้างแนวทางการสร้างสมดุลในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบริหารการเงิน การทำกิจกรรมคลายเครียดในรูปแบบ Onsite Online และ On demand, การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการและการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้านพัฒนาบุคลากร เช่น พัฒนาทักษะใหม่ที่หลากหลายแก่บุคลากร อาทิ หลักสูตรเกี่ยวกับ AI หลักสูตรรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ด้านระบบงาน เช่น พัฒนาระบบ e-Filing version 4 เพื่อเพิ่มความสะดวกทั้งศาลชั้นต้นและศาลสูง โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว ยกระดับการยืนยันตัวตน และปรับรูปแบบการส่งพยานเอกสารให้สอดคล้องกับการทำงานจริง, การแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบงานเพื่อเพิ่มความสะดวกและลดปัญหาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจศาล ด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น จัดโครงการเสริมสร้างทักษะการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน, ปรับปรุงภูมิทัศน์ศาลยุติธรรมทั่วประเทศให้มีความสวยงามและปลอดภัย

ทั้งนี้ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวขอบคุณบุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายจนเกิดผลเป็นรูปธรรมในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และขอเชิญชวนให้บุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายในครึ่งปีหลังด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อสร้างศาลยุติธรรมที่มีมาตรฐานสากล และเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป