นายกฯพยักหน้ารับ ใช้เงินเหลือ 4 หมื่นล้าน ยืดไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงินเท่าไหร่ ต้องถาม รมว.คลัง

18 กันยายน 2569 เวลา 11:04 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยกล่าวถึงการพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 อีก 2 เดือนจะให้วงเงินเดือนละ 1,000 บาทหรือ 500 บาท ว่า ให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

เมื่อถามว่าจะใช้งบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท จากโครงการนี้ หรือไม่ นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่พยักหน้ารับ

เอกนัฏ ชี้ Gastech 2026 ได้มากกว่าพลังงาน ดันไทยสู่ศูนย์กลาง น่าลงทุน-น่าอยู่ ระดับโลก

18 กันยายน 2569 เวลา 09:52 น.

“เอกนัฏ” ชี้ Gastech 2026 ไทยได้มากกว่าดีลพลังงาน โชว์ประเทศน่าลงทุนและน่าอยู่ ได้พื้นที่เจรจาเกิดดีลทางธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมสร้างมูลค่าทางภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ประเมินค่าไม่ได้

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก๊าซ ไฟฟ้า หรือการซื้อขายพลังงานเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสเปิดประเทศให้นักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกเข้ามาสัมผัสศักยภาพของไทยด้วยตนเอง

ทั้งนี้ Gastech เป็นหนึ่งในงานใหญ่ระดับโลกของอุตสาหกรรมพลังงาน ปกติหมุนเวียนจัดในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2008 (พ.ศ. 2551) ก่อนที่ไทยจะผลักดันให้งานกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปีนี้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตลอด 4 วัน ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานมีนักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก มีการจัดดีลทางธุรกิจมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลกเดินทางมามองเห็นประเทศไทยด้วยตาตัวเอง

“เราได้โชว์ประเทศ ได้โชว์กรุงเทพฯ ได้โชว์ศักยภาพของเรา เมื่อรัฐมนตรี นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้สัมผัสบรรยากาศจริง จะเห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีทั้งโอกาสทางธุรกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตที่สมดุล” นายเอกนัฏ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่งานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย ยังทำให้ไทยได้เปรียบด้านการสื่อสาร เพราะมีพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปหาเวทีต่างประเทศ แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารพลังงานระดับโลกเดินทางเข้ามาพบกันที่กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ระหว่างงานตนได้เป็นประธานการหารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้บริหารองค์กรพลังงานสำคัญ ทั้ง IEF และ IEA รวมถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารจากสหรัฐฯ รัสเซีย สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้าน แอฟริกา และประเทศจากหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยสื่อสารทิศทางพลังงานและสร้างเครือข่ายโดยตรง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมิติพลังงาน การมีผู้ขายและพันธมิตรจำนวนมากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกของไทยในการเจรจา โดยเฉพาะการหารือสัญญาพลังงานระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการต้องซื้อพลังงานราคาแพงในตลาด Spot และสร้างการแข่งขันระหว่างผู้เสนอขาย

“ประโยชน์เรื่องก๊าซ เรื่องไฟ มีแน่นอน เพราะเราได้คุยเรื่องสัญญาระยะยาว ไม่ต้องไปซื้อแพงในตลาด Spot และเมื่อมีหลายเจ้าก็แข่งขันกัน แต่ผมมองไกลกว่านั้น นี่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” นายเอกนัฏกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการจัดงานจึงไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะตัวเลขการซื้อขายพลังงาน เพราะการที่นักลงทุนเดินทางมาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เมือง ระบบบริการ และบรรยากาศการใช้ชีวิตจริง เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

“เราได้ให้เขามาสัมผัสบรรยากาศของความน่าอยู่ น่าลงทุนในประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าประเมินค่าไม่ได้” นายเอกนัฏ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Gastech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ งานถูกวางให้เป็นเวทีเชื่อมผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารพลังงาน นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อหารือความมั่นคงพลังงาน LNG ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้บริหารและวิทยากรกว่า 1,000 ราย บริษัทชั้นนำร่วมแสดงงานกว่า 1,000 บริษัท พร้อมรัฐมนตรีพลังงานจาก 15 ประเทศ และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ 5 องค์กร

ทั้งนี้ นอกจากผลบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานและการดึงดูดการลงทุนนักลงทุนโดยตรงแล้ว งานครั้งนี้ได้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และรายได้ที่กระจายไปยังการท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก

โอฬาร ชี้ กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ต้องกลั่นกรองหลักฐานก่อนส่งศาล คดี สว.ใช้กระแสตัดสินไม่ได้

18 กันยายน 2569 เวลา 09:38 น.

18 กันยายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ภายหลังประกาศรับรองผลการเลือก สว.แล้ว กกต.ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้าย เพราะอำนาจตัดสินเป็นของศาลฎีกา แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่รับทุกข้อกล่าวหาแล้วส่งต่อไปยังศาลโดยไม่ตรวจสอบหรือกลั่นกรอง

รัฐธรรมนูญมาตรา 226 และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมเกิดขึ้น

ถ้อยคำดังกล่าวหมายความว่า เพียงความเชื่อ ความสงสัย กระแสสังคม หรือการเชื่อมโยงว่าบุคคลหนึ่งโทรศัพท์หาอีกบุคคลหนึ่ง ยังไม่เพียงพอจะนำใครเข้าสู่กระบวนการของศาล หากไม่มีหลักฐานยืนยันถึงเนื้อหา เจตนา และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า กกต.จึงอยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นผู้รับเรื่องกับผู้ตัดสิน มีหน้าที่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานและประเมินว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ก่อนตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

หากหลักฐานเป็นเพียงคำให้การของพยานบุคคลที่เปลี่ยนไปมา ขาดพยานเอกสารหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมสนับสนุน กกต.ย่อมมีอำนาจไม่ให้น้ำหนัก เพราะการส่งบุคคลเข้าสู่กระบวนการคดีโดยใช้เพียงข้อสันนิษฐาน ย่อมสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

“กกต.ไม่ใช่ศาลที่จะชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่ต้องส่งทุกชื่อไปให้ศาลตัดสิน หน้าที่ของ กกต.คือต้องกลั่นกรองว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้จริงหรือไม่ หากมีจึงส่งศาล หากมีเพียงกระแสหรือการเชื่อมโยงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า การตรวจสอบคดีเลือก สว.ต้องดำเนินไปตามกฎหมายและมาตรฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินตามความพอใจของฝ่ายการเมืองหรือแรงกดดันจากมวลชน เพราะความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงการส่งทุกคนขึ้นศาล แต่หมายถึงการดำเนินการเฉพาะกับบุคคลที่มีหลักฐานเพียงพอ โดยคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

สีหศักดิ์ ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบ วรภัค เชื่อมโยงสแกมเมอร์ เป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่อึดอัดต้องแจงต่างประเทศ

18 กันยายน 2569 เวลา 09:32 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศกล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า “อันนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจี้ให้รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยู่แล้ว ขบวนการสแกมเมอร์ ออนไลน์ สิ่งพวกนี้เราก็ให้ความสำคัญและถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศอึดอัดหรือไม่ที่ต้องชี้แจงกับต่างประเทศในเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อึดอัด

สีหศักดิ์ ย้ำจุดยืนไทย ปักปันเขตแดนชัดเจน ระบุหากเขมรทำตัวดี อาจเปิดพื้นที่พูดคุยให้

18 กันยายน 2569 เวลา 09:09 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ว่า ผลการหารือได้บอกกับนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราแสดงท่าทีของเรา เรื่องของ UNCLOS เกี่ยวกับการประนอมภาคบังคับ เราต้องมองในภาพรวมถึงความสัมพันธ์ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มีเหตุการณ์อะไร ซึ่งมันเกี่ยวกับเรื่องของความจริงใจและจริงจังในการเจรจา การที่เราจะดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน ต้องหาข้อยุติที่ยั่งยืน แต่สำหรับประเทศไทยแน่นอนอยู่แล้ว ว่าข้อยุติที่ยั่งยืนคือ ต้องมีการกำหนดเรื่องของเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกัมพูชามีท่าทีอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ทางกัมพูชาจะเน้นในเรื่องของการปักปันเขตแดน เขาอยากให้เสร็จเพื่อจะได้นำไปสู่การแบ่งปันผลประโยชน์และจะได้พัฒนาร่วมกัน นี่คือท่าทีเขา แต่ของเราเน้นเรื่องการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน การพัฒนาร่วมกัน และการแบ่งปันทรัพยากรซึ่งตรงนี้ต้องว่ากันทีหลัง เพราะต้องให้เรื่องปักปันเขตแดนชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาดีขึ้นใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี มีท่าทีที่ประนีประนอม ก็อาจจะมีการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกันได้

เมื่อถามถึงกรณีกัมพูชากลบคูเลตตรงบริเวณเนิน 450 แล้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตรงนั้นเป็นส่วนทางบก เราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกัน อะไรที่มันหลีกเลี่ยงได้ก็เป็นสิ่งที่ดี

ศุภจี เผยเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

18 กันยายน 2569 เวลา 09:06 น.

ศุภจี เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน พาณิชย์ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

เมื่อเวลา 08.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

ภราดร ยันปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่รู้ฝ่ายค้านจ่อซักฟอกตามมาตราไหน-เรื่องอะไร แต่ย้ำ ครม.ทุกคนพร้อมชี้แจง

18 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว. , TH-AI Passsport และการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเขียนญัตติ ต้องไปถามฝ่ายค้านว่ามีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจสงสัยก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหา

เมื่อถามว่า คาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ฝ่ายค้าน

ถอดรหัสคดีนิ่มนวล! วัส ติงสมิตร เตือนผู้สมัคร สว. กรอกประวัติเท็จเข้าข่ายทุจริต ชี้ศาลฎีกาฯ วางมาตรฐานใหม่ ตัดสิทธิ 10 ปี

18 กันยายน 2569 เวลา 07:50 น.

18 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรอกประวัติไม่ตรงความจริง ถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีได้อย่างไร? ถอดรหัสคดี “นิ่มนวล” กับแนวบรรทัดฐานใหม่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสะเทือนในวงการการเมืองและการเลือกระดับชาติอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 6/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 70/2569) ลงวันที่ 9 กันยายน 2569 สั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ของ นางนิ่มนวล พฤกษ์ปัญญากุล ผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 13 (กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรม หรืออื่น ๆ) อ.สตึก จ.บุรีรัมย์

คำถามที่ตามมาในสังคมคือ “แค่กรอกประวัติการศึกษากับประวัติการทำงานคลาดเคลื่อน ทำไมถึงโดนโทษหนักขนาดนี้?”

ย้อนรอยข้อเท็จจริง: เกิดอะไรขึ้นในคดี “นิ่มนวล”?

ในใบสมัคร (แบบ สว. 2) และแบบแนะนำตัวผู้สมัคร (แบบ สว. 3) นางนิ่มนวล ได้ระบุข้อมูลประวัติของตนเองไว้ว่า:

1. วุฒิการศึกษาสูงสุด: ปริญญาตรี สาขาเอกวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์

2. ประวัติการทำงาน: เคยรับราชการ

แต่ความจริงที่ปรากฏจากการตรวจสอบของ กกต.:

• วุฒิการศึกษา: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยืนยันว่าสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป ซึ่งเทียบเท่าเพียง “อนุปริญญา” ไม่ใช่ระดับปริญญาตรี

• ประวัติการทำงาน: โรงเรียนสตึก ยืนยันว่าเคยเป็นเพียง “ครูอัตราจ้าง” ในปี 2523–2524 (ระยะเวลา 2 ปี) ไม่เคยรับราชการเป็นข้าราชการแต่อย่างใด

*(เกร็ดประวัติศาสตร์: ขณะสำเร็จการศึกษาในปี 2522 สถาบันยังใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยครูบุรีรัมย์” ก่อนเปลี่ยนเป็น “สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์” ในปี 2538 และ “มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์” ในปี 2547)*

ประเด็นสำคัญ: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีปริญญาตรี”

สิ่งที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือ กฎหมายการเลือก สว. มิได้กำหนดให้ผู้สมัครทุกคนต้องจบระดับปริญญาตรี ดังนั้น การไม่มีวุฒิ ป.ตรี จึงไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติโดยอัตโนมัติ

“ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ ผู้สมัครจบอะไร

แต่อยู่ที่ ผู้สมัครบอกความจริงเกี่ยวกับประวัติของตนเองหรือไม่”

เมื่อผู้สมัครนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปใส่ในเอกสารแนะนำตัว (สว. 3) ศาลมองว่านี่คือการ “สร้างเกียรติคุณหรือประวัติการทำงานเท็จ” เพื่อหลอกลวงให้ผู้สมัครคนอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติและความสามารถ เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ (เพื่อให้ได้คะแนนเลือก) ซึ่งถือเป็นการ “ทุจริตในการเลือก” ที่ทำให้กระบวนการทั้งหมดขาดความสุจริตและเที่ยงธรรม

กลไกทางกฎหมาย: มาตรา 226, 62 และ 63 ทำงานอย่างไร?

การดำเนินคดีและการลงโทษในกรณีนี้ใช้ฐานบทกฎหมายร้อยเรียงกันอย่างมีระบบ:

• รัฐธรรมนูญ มาตรา 226: เป็นฐานอำนาจให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก

• พ.ร.ป. สว. มาตรา 62: เป็นบทลงโทษกรณี “ทุจริตในการเลือก” หากปรากฏว่ามีการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้ง

• พ.ร.ป. สว. มาตรา 63: เป็นบทจัดการกรณี “ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหลังประกาศผล” ซึ่งให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า

จุดที่ต้องระวัง: ต้องแยก มาตรา 62 (การตัดสิทธิทางการเมืองโดยศาลฎีกา) ออกจาก มาตรา 77(4) ซึ่งเป็น “โทษทางอาญา” (จำคุก/ปรับ) ที่ต้องสู้คดีกันต่อในศาลอาญาด้วยมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดกว่า

คดี “นิ่มนวล” ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง: เทียบแนวคำพิพากษาบรรทัดฐาน

เมื่อเหลียวมองคดีอื่น ๆ จะพบว่าศาลฎีกาฯ วางมาตรฐาน “ความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity)” ไว้อย่างชัดเจนและเคร่งครัด:

1. คดีนายสุชิน คล้ายระย้า: อายุจริง 55 ปี แต่กรอกใน สว. 2 และ สว. 3 ว่าอายุ 60 ปี เพื่อข้ามไปลงสมัครกลุ่มผู้สูงอายุ ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี

2. คดีนายวิเชียร ชัยสถาพร: กรอก สว. 3 ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม” ทั้งที่ไม่เคยได้รับแต่งตั้งจริง ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี

3. คดี น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย (“หมอเกศ”): อ้างอิงตำแหน่งทางวิชาการ “ศาสตราจารย์” และใช้วุฒิการศึกษาที่ไม่ตรงความจริง ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี

บทสรุปและคำถามชวนคิดในอนาคต

เนื่องจากระบบเลือก สว. เป็นระบบ “ผู้สมัครเลือกกันเอง” (Peer Voting) เอกสารแนะนำตัว (สว. 3) จึงเป็นสิ่งเดียวที่ผู้สมัครใช้ประเมินกันและกัน การโกหกประวัติจึงเปรียบเหมือนการใส่ข้อมูลเท็จลงในระบบการลงคะแนน

คดีนี้ยกระดับความหมายของคำว่า “สุจริตและเที่ยงธรรม” ว่าไม่ได้หมายถึงแค่การ ไม่ซื้อเสียง หรือ ไม่ฮั้วกัน เท่านั้น แต่รวมถึง “ความซื่อสัตย์ของข้อมูลตัวตน” ด้วย

โจทย์สำคัญที่สังคมต้องติดตามต่อ:

ศาลจะตีเส้นแบ่งอย่างไรระหว่าง “ความผิดพลาดโดยบริสุทธิ์ใจ/ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการกรอกแบบฟอร์ม” กับ “เจตนาทุจริตเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือก” ในคดีต่อๆ ไป?

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
18 กันยายน 2569

#เลือกตั้งสว #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #ข่าวการเมือง #คดีนิ่มนวล #ตัดสิทธิ10ปี #กฎหมายเลือกตั้ง #กกต #บรรทัดฐานคำพิพากษา #ข้อกฎหมายน่ารู้ #เกศกมลเปลี่ยนสมัย #วัสติงสมิตร

แม่ทัพณัฏฐ์ฮึ่ม เขมรเปิดอีกเจอแน่ ยอมถอยกลบคูเลต

18 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

“สีหศักดิ์” นำคณะเจรจาเข้าพบนายกฯ รายงานผลประชุม UNCLOS เผยนายกฯให้กำลังใจ-คำแนะนำ แต่ไม่เผยรายละเอียด ลั่นทำเต็มที่เพื่อประโยชน์บ้านเมือง ส่วนโฆษกทบ.แจง เคลียร์ปมขุดคูเลตที่ช่องสะงำลุล่วง เขมรยอมปรับพื้นที่ให้เหมือนเดิม ขณะที่รองแม่ทัพภาคที่ 2 โพสต์ฉะโซเชียลปั่นกระแสจนชาวบ้านแตกตื่น พร้อมชำแหละท่าทีเขมรไม่น่ากังวล แต่ไม่ประมาท ลั่นถ้าเปิดมาอีกจะร้องไห้หนักกว่าเดิม ขอปชช.เสพสื่ออย่างมีสติ ย้ำทหารมีแผนชัดเจน ถ้ารบต้องชนะ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศในฐานะตัวแทนประเทศไทย ที่ไปร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) และนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานผลประชุมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS หลังประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 14-16 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประเทศสิงคโปร์

กต.พบนายกฯรายงานผลถกUNCLOS

หลังเข้าพบนายกฯ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการรายงานบรรยากาศการประชุมว่าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ไม่ไอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีรับทราบว่าเราไปคุยอะไรกันบ้าง ส่วนรายละเอียดต้องรอประชุมครั้งถัดไป

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯฝากอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายเบญจมินทร์กล่าวว่า ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษ แต่ให้กำลังใจทำงาน ถามย้ำว่านายกฯได้ชื่นชมอะไรกับการประชุมครั้งนี้หรือไม่ กล่าวว่า ได้ให้คำแนะนำเบื้องต้น แต่ไม่ขอพูดรายละเอียด เพราะการประชุมเพิ่งเริ่มต้น ยังเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เพราะกำลังพูดถึงระยะเวลา 11-12 ขึ้นไป จึงเร็วไปที่จะให้ข้อมูลตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ คณะทำงานสู้เต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ของบ้านเมือง

เมื่อถามว่า นอกจากคุยเรื่องทางทะเลแล้วการดำเนินการทางบกจะเดินหน้าอย่างไรต่อ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับทางบก เป็นเรื่องทางทะเล ส่วนเรื่องทางบกจะให้ผู้มีหน้าที่ทางชายแดนเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่นั้น ขออย่าเพิ่งพูดตอนนี้เลย

ทบ.แจงเขมรยอมกลบคูเลต

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงความคืบหน้าทหารกัมพูชา ขุดคูเลตและวางแนวลวดหนามบริเวณเนิน 450 ในพื้นที่ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษว่าล่าสุดชุดประสานงานทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ได้พูดคุยกัน โดยฝ่ายกัมพูชายอมปรับสภาพพื้นที่กลับคืนแล้ว ถือว่าสามารถเจรจากันได้ และแก้ปัญหาด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ฟังข่าวจากราชการ เนื่องจากข่าวสารในโซเชียลมีเดียมีที่มาหลากหลาย อาจทำให้กังวล ยืนยันว่าหน่วยงานในพื้นที่ทั้งเจ้าหน้าที่ปกครองและทหารแลกเปลี่ยนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และสถานการณ์ไม่น่ากังวลเท่าข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ยันทหารในพื้นที่ไม่ปล่อยผ่าน

ส่วนสาเหตุที่ทหารกัมพูชาขุดคูเลต โฆษก ทบ.ระบุว่า ยังไม่มีรายงานเป็นทางการจากหน่วยในพื้นที่ถึงรายละเอียด แต่ด้วยพื้นที่กว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งมีหน่วยขนาดเล็ก ประจำการอยู่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ก็จะส่งผลให้เกิดกรณีลักษณะนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ไม่มีการขยับแนวการวางกำลัง เช่น การปะทะด้วยคารม การจัดกิจกรรม หรือแสดงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม แต่ประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ การปรับปรุงพื้นที่ การขุดคู การติดตั้งสิ่งกีดขวาง แม้ฝ่ายไทยจะจับตาใกล้ชิด ก็ยอมรับว่าอาจเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นได้เช่นกัน แต่เมื่อเจรจาก็ได้รับความร่วมมือทุกกรณี

ส่วนที่เขมรยอมกลบคูเลต และถอนสิ่งกีดขวาง เป็นการยอมรับพฤติการณ์ดังกล่าวรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือไม่นั้น โฆษก ทบ.ระบุว่า ต้องรอรายละเอียดจากหน่วยในพื้นที่ เพราะย่อมทราบถึงแนวการวางกำลังอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมองเป็นแค่การวางเครื่องกีดขวาง เพื่อรักษาความปลอดภัยของหน่วย แต่เมื่อเกิดในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกัน ก็จำเป็นต้องท้วงติง แต่ยืนยันไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล

รองมทภ.2ฉะอินฟลูฯปั่นข่าว

ด้านพลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมรูปภาพกับพระธรรมวชิรญาณโกศล วิ. (เยื้อน ขนฺติพโล) หรือหลวงตาเยื้อน โดยระบุข้อความว่า “เพราะมีนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ นักการทหาร สื่อมวลชน สื่อโซเชียล แสดงความเห็น ปั่นข่าวกันจนชาวบ้านตื่นตระหนก ขอสรุปความว่า 1. รบสองครั้งที่ผ่านมาเขมรสูญเสียมาก เสียทั้งคน งบประมาณ พื้นที่ ที่สำคัญคือ เสียความไว้วางใจจากประชาชนของเขา 2.การที่ผู้นำเขมรจะฟื้นฟูความนิยมกลับคืนมา เขาต้องแสดงให้คนของเขาเห็นว่าเขาไม่ได้แพ้ เขาพร้อมยึดคืนพื้นที่กลับมา และพยายามดูแลคนที่ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด

3.การจะได้พื้นที่คืนทำได้สองอย่างคือ 1.ใช้กำลังตีเอาคืน ซึ่งเขาคงประเมินแล้วว่าด้วยศักยภาพทางทหารน่าจะเป็นหนทางที่ทำไม่ได้ เพราะถ้าเปิดอีกที เราคงใส่หนักใส่ลึกไปถึงหัวใจของเขา จะช้ำหนักกว่าเดิม 2.มาตรการการทูตระหว่างประเทศ ประท้วง ร้องศาล รับบทเหยื่อ เพื่อให้นานาชาติร่วมกดดันเราด้วยกฏหมาย มาตรการระหว่างประเทศ ซึ่งเขากำลังทำอยู่

ฮึ่มเขมรเปิดมาอีกร้องไห้หนักกว่าเดิม

  1. แล้วที่เขาเคลื่อนไหวทางการทหารอยู่ตามแนวชายแดน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาต้องแสดงให้ประชาชนเขาเห็นว่า เขาไม่ได้ยอมแพ้ เขายังมีศักยภาพ พยายามแหย่เข้ามาในจุดเดิม ที่เขาเคยอยู่แต่เมื่อเราควบคุมได้แล้วเขาเข้าไม่ได้ก็แค่แหย่ ให้รำคาญใจ ขุดคูเลตปรับปรุงที่ตั้งเพราะกลัวเราจะเข้าตี การปฏิบัติการทางทหารต่างๆเหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมดาทั้งเราทั้งเขาที่ต้องปรับปรุง ดัดแปลงที่ตั้ง เพื่อให้อยู่รอดในสนามรบ เราทำมากกว่าเขาด้วยซ้ำ เพียงแต่เราไม่เปิดเผยและไม่จำเป็นต้องเปิดเผย
  2. สิ่งที่เขมรทำเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลไหม “ผมไม่ได้ประมาท แต่ผมว่า “ไม่ได้น่ากังวลอะไร” เปิดมารับรอง ร้องให้หนักกว่าเดิม ผมว่าเขาก็รู้เขาไม่กล้าหรอกครับ”

ยันทหารมีแผนชัดเมื่อรบต้องชนะ

  1. สิ่งที่คนไทย สังคมไทยควรทำเรื่องไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน 1.ทำใจร่มๆ รับฟังข่าวอย่างมีสติ 2.ขอให้ท่านมั่นใจในทหารไทย บางอย่างเราไม่พูด ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำ เราเป็นทหารมืออาชีพ มีอารยะ มีแผน มีหลักการปฏิบัติที่ชัดเจน เมื่อรบต้องชนะ 3.ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายขอให้พูดในกรอบที่เหมาะสม ไม่รู้ไม่ควรพูด ไม่เห็นไม่ควรพูด อย่าพูดเพราะฟังเขามา อย่าแสดงความเห็นส่วนตัวจากข้อมูล ประสบการณ์เก่าที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้วในปัจจุบัน 4.อย่าสร้างกระแสบิดเบือนทำให้ประชาชนคนชายแดนตระหนก อย่าสร้างข่าวชี้นำ ให้ข้อมูลเท็จ แต่งภาพ สร้างภาพ AI ให้ประชาชนเข้าใจผิด 5.พี่น้องชายแดนขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกตามข่าวสาร รับฟังข้อเท็จจริงจากราชการ ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ขอให้มั่นใจว่า ได้รับการคุ้มครองจากทหารแน่นอน ส่วนคนไทยที่ไม่ได้อยู่ชายแดนขอให้เสพสื่อ รักชาติอย่างมีสติ 6.ให้กำลังใจสนับสนุนทีมงานที่ต้องต่อสู้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว

6.สิ่งที่เราต้องช่วยกันตอนนี้คือ ช่วยทหารสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดน ที่ผ่านมาเราติดขัดเรื่องกฏหมายป่าไม้ทำอะไรไม่ได้มาก แต่หลังเหตุการณ์สองรอบที่ผ่านมา ทำให้ได้รับการผ่อนคลายมากขึ้น “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ต้องช่วยกันทำให้ได้เพื่อน้องๆทหารตามแนวชายแดนสามารถปฏิบัติหน้าที่สถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืนสามัคคีคือพลังครับ“

ดีเอสไอลุยต่อฮั้วสว. สอบเส้นเงิน ฟันคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่เกี่ยวกกต.ปล่อยผี ภท.ฉะถูกจ้องทำลาย ปชน.ท้าแฉวุฒิฯสีส้ม

18 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

คดีฮั้ว สว.จบยากแล้ว ดีเอสไอลับดาบสอง ลุยต่อแยกคดีอาญา และอั้งยี่-ฟอกเงินออกจากการเลือกตั้ง ไล่สอบเส้นเงินไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่โดนสั่งฟ้องศาลฎีกา เตรียมประชุมพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่นายกฯบอกคนเชื่อก็มีเยอะหลังสั่งไม่ฟ้อง “ไชยชนก” อ้างมีขบวนการจ้องทำลายพรรคอันดับหนึ่ง ส่วน “ธนพร” ชี้อย่าให้น้ำหนักเสียงข้างน้อย แฉปมขัดแย้งชิงประธานฯก่อนลงมติ ด้าน’โรม’โวยแหลกใครบังอาจตีตราสว.สีส้ม ลั่นอย่าใช้วิธีถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย ท้าแน่จริงเปิดชื่อ-หลักฐานใช้มาตรฐานเดียวกัน

 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.’67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าวระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

DSIยันเดินหน้าลุยคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน

ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วัน หรือไม่นั้นแหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญาโดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.

 “เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และกกต.มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต.ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินสว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน”

ลุยเส้นเงินไม่จำกัด77รายที่กกต.ส่งฟ้อง

ทั้งนี้กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวนในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ  1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา  3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย  เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น   ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูกกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯคือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของกกต.ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย

วุฒิฯไม่เคยส่งเอกสารให้DSI-ปปง.

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่าสำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่แต่ปรากฏว่า กกต.มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของกกต.ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วยสว.ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินพบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิดสว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศจึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา

 “แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงานปปง.แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี”

สวนกกต.ยันพยานหลักฐานให้ครบ

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเผยต่อว่ากรณีที่กกต.ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้วสว.ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้กกต.แต่ทาง กกต.มีมติไม่รับหลักฐานไว้มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงินสว.จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน

ยัน‘เอกราช’ให้ปากคำปกติ ไม่ถูกข่มขู่

โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใดกกต.จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราชได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกันคือคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้นและยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วยซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้นนายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯคณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลยแต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน

จ่อลุยเอาผิด‘เอกราช’ให้การเท็จ

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้นตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า“คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า“ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ”มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า“คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ”ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตราคือฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาลจะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

ชี้หลักฐานชัดสาวถึงฝ่ายการเมือง

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต.ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของกกต.ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต.คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่า

จะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ

ชี้ไม่ควรให้น้ำหนักข้างน้อยกว่ามติ กกต.

ด้านรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีฮั้ว สว. นั้นว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต.โดยต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย

แฉ!ปมขัดแย้งชิงประธานกกต.ก่อนคดี

ทั้งนี้ก่อนการพิจารณาคดีเลือกสว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกกต.ฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้ เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวหรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วยข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชคไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกกต.เสียงข้างน้อยถูกบางฝ่ายนำไปขยายผลโจมตีมติขององค์กร

เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่าการใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่

‘โรม’ฉะเดือดอย่าตีตรา‘สว.สีส้ม’

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่โยงไป สว. สีส้มและพรรคประชาชน คณะก้าวหน้าว่า ไม่มี สว.คนไหนที่นิยามตัวเองว่าเป็นสว.สีส้ม แต่ความพยายามตีตราว่ามีสว.สีส้ม เกิดจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม ทำให้คนตรีตราในเรื่องว่าหากผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม เป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด

ลั่นปชน.ไม่ปกป้องย้ำปฏิบัติเดียวกัน

นายรังสิมันต์ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง หรือเรียกร้องในการเลือกปฏิบัติกับ สว. กลุ่มหนึ่ง หรือปฏิบัติแตกต่างกับสว.อีกกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือมาตรฐานเดียวกันหากมีพยานหลักฐานใดไม่ว่า สว ประชาชน-สว. กลุ่มอิสระ-สว. สีน้ำเงิน จะต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวย้ำว่าที่เรียก สว.สีส้มไปดูว่าใครเป็นคนนิยาม ว่าตนเองเป็น สว.สีส้มจริงๆ หรือไม่ แต่สว.สีน้ำเงินมีแน่

 “พอเราไปดูในรายละเอียด ต้องแยกกันกระทำให้ชัดคำว่าโกง สว.มีหน้าตาอย่างไร หากมีประเภทจ้างให้คนมาสมัคร เพื่อที่จะพลีชีพโหวตให้กับตัวเอง มีการจ่ายเงินจ่ายทองกันมากมาย มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพวกนี้ต้องแยกให้ชัดสิ่งที่พยายามจะบอกว่ามี สว.อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเพื่อนหรือเกี่ยวข้องกับคุณ ต้องแยกกันให้ชัดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรถ้าข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้าอนุทินชอบพูดว่าอะไรนะปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ใช้หลักการนั้นสิ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ท้ากกต.เปิดชื่อ-หลักฐาน ฟันยกแผง

นายรังสิมันต์ยังกล่าวอีกว่า ทางกกต.สามารถดำเนินการได้เต็มที่หากจะเปิดหลักฐานก็ยินดี ซึ่งสามารถเปิดชื่อได้เลยว่าเป็นนักการเมืองคนไหนของพรรคประชาชนไปเกี่ยวข้อง พรรคประชาชนยินดีให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกัน พรรคก็จะมีกระบวนการตรวจสอบภายใน แต่ตามที่ได้แจ้งไปคือตกลงการโกง สว. ต้องแยกระหว่างสว.ไปเข้าชื่อรวมกลุ่มกัน ทำเว็บไซต์ ผิดหรือไม่เอาให้ชัด แต่อีกอันนึงผิดแน่ๆเรื่องของการจ่ายเงินไปจ้างคนสมัครผิดประเภทซึ่งแตกต่างกัน ระหว่าง“โกง สว.กับ ประชาชนไปรวมกลุ่มกัน” พูดคุยแนะนำตัวแตกต่างกันมากตนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ว่าการที่ สว.สีส้มสู้ได้หรือไม่ได้ หากมีพฤติกรรมในการโกง สว. ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคใด หรือนิยามตัวเองเป็นสีอะไร ต้องจัดการทั้งหมดซึ่งกกต.จะต้องดำเนินการให้ชัด ไม่ใช่การถกเถียงว่าสว. นี้เป็นของใคร แต่ต้องรู้ว่ามีกระบวนการโกง สว.ใช่หรือไม่ซึ่งต้อง จัดการทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์เชื่อมถึงใครก็ต้องจัดการ

นายกฯมีคนเชื่อกกต.ไม่ส่งฟ้องฮั้วสว.

ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกา คดีฮั้วสว.แต่ยังมีคนบางส่วนไม่เชื่อว่าไม่มีคนในพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า

“คนเชื่อก็มี”เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาแถลงถึงเหตุผลในการเห็นด้วยกับการส่งฟ้องคนในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยตอบเพียงว่า มีประชุมต่อ และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

‘ไชยชนก’ชี้ปกติพรรคอันดับ1ตกเป็นเป้า

ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีสำนวนคดีฮั้วสว.อีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับ สว.สีส้ม และพรรคประชาชน มีความคาดหวังเรื่องนี้อย่างไรว่า ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ความจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเชื่อว่ามันจะปรากฏ และจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาชนและไอลอว์ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

เห็นชัดมีขบวนการจ้องทำลาย‘ภท.’

เมื่อถามว่า จะฟ้องร้องแจ้งความกลับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่

เมื่อถามว่า คิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรคภูมิใจไทยจริงหรือไม่ นายไชยชนก ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” ก่อนจะกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้น ไม่กังวล

ยังไม่คุย‘เนวิน-นายกฯ’หลังกกต.มีมติ

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่าไม่ได้คุย แม้แต่นายกรัฐมนตรีตนก็ไม่ได้คุย และตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่า มีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้ รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติ ที่กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ตนและนายกฯ ก็ได้ออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือกสว.เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผย ออกมาก็จะเห็นได้ว่า ตนไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้น จะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร

เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าอยากให้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาหรือไม่ เพราะสังคมยังกังขาเรื่องดังกล่าว นายไชยชนกกล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะเรื่องนี้มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ