รสนา สะกิด เอกนัฏ ใช้ความกล้าหาญ เรียกคืนค่าการกลั่น 14บาท/ลิตร มาลดราคาน้ำมัน

รสนา สะกิด เอกนัฏ ใช้ความกล้าหาญ เรียกคืนค่าการกลั่น 14บาท/ลิตร มาลดราคาน้ำมัน

รสนา สะกิด เอกนัฏ ใช้ความกล้าหาญ เรียกคืนค่าการกลั่น 14บาท/ลิตร มาลดราคาน้ำมัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค (สภาองค์กรของผู้บริโภค) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ยามวิกฤต เก่งไม่กลัว กลัวช้า รัฐมนตรีพลังงานต้องเรียกคืนค่าการกลั่น 14บาท/ลิตร มาลดราคาน้ำมัน

สื่อมวลชนรายงานว่ารัฐมนตรีเอกนัฏจะมีการประชุมเรื่องดึงค่าการกลั่นที่สูงเกินสมควรมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นในวันที่23 เมษายน และให้มีผลในวันศุกร์ที่24 เมษายนทันที

การดึงเงินค่าการกลั่นมาลดราคาเนื้อน้ำมัน 2บาท/ลิตร ในรอบที่แล้วนั้น เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป และลดแค่น้ำมันดีเซล ทั้งที่ค่าการกลั่นเป็นค่าการการกลั่นที่ต้องเฉลี่ยกับทุกผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้จากน้ำมันดิบทั้ง ดีเซล เบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันก๊าด ก๊าซ LPG ไปถึงยางมะตอย เป็นต้น โดยใช้การเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักส่วนลดราคาไปในทุกผลิตภัณฑ์

ในเดือนมีนาคม ค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 7.23 บาท/ลิตรเดือนเมษายนค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 16-17บาทต่อลิตร ทั้งที่ค่าการกลั่นในทางปฏิบัติการไม่เกินลิตรละ 2บาท ทำให้เกิดลาภลอยในค่าการกลั่นสูงมาก น้ำมันแพงจึงเกินจริง ค่าการกลั่นที่มีลาภลอยดังกล่าว ส่งผลให้กระทบต่อราคาสินค้าทุกประเภท ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน กระทบการทำมาหากินของคนหาเช้ากินค่ำ และกลุ่มคนเปราะบาง หากไม่ลดการแสวงหากำไรเกินสมควรจากราคาน้ำมัน และก๊าซที่เป็นต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยมีโรงกลั่น 6โรง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามเลยแม้แต่น้อย และมีน้ำมันดิบราคาเดิมสำรองอย่างต่ำ 60 วัน ยิ่งกว่านั้นมีเงินที่ประชาชนจ่ายสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงให้ทุกลิตรตั้งแต่ปี 2561-ปัจจุบัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 34,000 ล้านบาท เหตุใดคนไทยต้องใช้ราคาน้ำมันแพง ตามราคาตลาดโลกที่ถูกปั่นสูงขึ้นตามวิกฤตการณ์สงคราม และยังต้องถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันชดเชยให้โรงกลั่น แบบเสียซ้ำเสียซ้อนเช่นนี้ ใช่หรือไม่?!

จึงขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีเอกนัฏ ใช้เจตจำนงทางการเมืองที่จะทำเพื่อประชาชน และเพื่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยิ่งกว่าเกรงใจโรงกลั่น โปรดใช้ข้อมูลว่าโรงกลั่นมีค่าการกลั่น 2บาทต่อลิตรก็ได้กำไรแล้ว เพื่อดึงลาภลอยค่าการกลั่นอย่างน้อย 14 บาท/ลิตรมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่ดีเซลเท่านั้น

ในวิกฤตการณ์ พิสูจน์ความเป็นผู้นำ และความกล้าหาญ  มีคำกล่าวว่า “เก่งไม่กลัว กลัวช้า” ดังนั้นขอท่านรัฐมนตรีใช้ความกล้าหาญในการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

รสนา โตสิตระกูล

22 เมษายน 2569

นายกฯ เตรียมเปิดงานสงกรานต์พระประแดง ครบรอบ 211 ปีเมืองนครเขื่อนขันธ์

นายกฯ เตรียมเปิดงานสงกรานต์พระประแดง ครบรอบ 211 ปีเมืองนครเขื่อนขันธ์

นายกฯ เตรียมเปิดงานสงกรานต์พระประแดง ครบรอบ 211 ปีเมืองนครเขื่อนขันธ์

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

นายกฯ เตรียมเปิดงานสงกรานต์พระประแดง ครบรอบ 211 ปีเมืองนครเขื่อนขันธ์

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 นายประเสริฐ วชิรเขื่อนขันธ์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง เปิดเผยว่า ในงานมหาสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 211 ปี เมืองนครเขื่อนขันธ์ หรือเมืองพระประแดง จะได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ในวันที่ 26 เม.ย.2569 เวลา 15.30 น.

ทั้งนี้ เทศบาลเมืองพระประแดง โดยนางจิระพร วชิรเขื่อนขันธ์ นายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง ขอเชิญชวนประชาชนชาวพระประแดงร่วมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ไทยรามัญอย่างพร้อมเพรียง

ส่องชะตากรรม 10 สส.ส้ม ถ้าศาลรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากผิดจริงโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต

ส่องชะตากรรม 10 สส.ส้ม ถ้าศาลรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากผิดจริงโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต

ส่องชะตากรรม 10 สส.ส้ม ถ้าศาลรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากผิดจริงโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ถูก ป.ป.ช.ร้องศาลฟันผิดจริยธรรมร้ายแรงปมเสนอแก้ ม.112 พลิก รธน.มาตรา 235 ระบุชัดถ้าศาลรับฟ้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากคดีสิ้นสุดผิดจริง ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง-ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีพ

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา พิจารณาว่า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลฎีกานัดประชุมพิจารณาคำร้องในวันที่ 24 เมษายน 2569 นั้น รายงานข่าวแจ้งว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรค 3 ระบุว่า

“เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทําความผิดตามที่ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคําพิพากษานั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้”

นอกจากนี้ ในวรรคถัดมายังระบุว่า “ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไปและไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใดๆ”

สำหรับรายชื่อของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน มีจำนวน 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อีก 2 คน เป็น สส.แบบแบ่งเขต คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ดังนั้น หากวันที่ 24 เมษายนนี้ ศาลฎีการับฟ้องคดีดังกล่าว สส.ทั้ง 10 คน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที (ยกเว้นศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น) และถ้าคดีสิ้นสุดโดยศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดตามฟ้อง ทั้ง 44 คน ก็จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกต่อไป

– 006

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 22 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีผลการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ว่า มีเรื่อง 4 หน่วยงาน และเรื่องงบประมาณก็เรียบร้อย เราก็ยังยึดหลักเดิม

เมื่อถามว่า มีการหารือถึงการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยัง อาจจะยังไม่ได้มีการขยาย ก่อนกล่าวยืนยันว่า เป็น 70% เท่าเดิม ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที 

ประเสริฐ ถกงบปี 70 ชง 4.5 แสนล้าน พัฒนาการศึกษา พุ่งขึ้น20% ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

ประเสริฐ ถกงบปี 70 ชง 4.5 แสนล้าน พัฒนาการศึกษา พุ่งขึ้น20% ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

ประเสริฐ ถกงบปี 70 ชง 4.5 แสนล้าน พัฒนาการศึกษา พุ่งขึ้น20% ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“ประเสริฐ รมว.ศธ.“ ถกงบปี 70  ศธ.ชง 4.5แสนล้าน พุ่งขึ้น 20% เน้นพัฒนาการศึกษา 5 ด้าน ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีส่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงบประมาณในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในส่วนของศธ. โดยมีผู้บริหารองค์กรหลัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศธ.เข้าร่วม  ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบงบประมาณปี 2570 ในส่วนของศธ.ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยเบื้องต้น ศธ.ได้ตั้งงบประมาณในภาพรวมที่จะเสนอให้ ครม. พิจารณา ในวงเงินรวม 450,000 แสนล้านบาท แต่เป็นงบลงทุนเพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การจัดทำงบดังกล่าว เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้ คือให้มากกว่างบที่ ศธ.เคยได้รับในปี 2569 ประมาณ 20%  ซึ่งการพิจารณาอนุมัติยังมีอีกหลายขั้นตอน ในส่วนของศธ. ได้มีการจัดทำงบประมาณตามกรอบนโยบายที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้ไว้เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ใน  5 ด้าน และ ศธ.จะนำมาผนวกกับนโยบายที่ ศธ. ต้องการขับเคลื่อน 5 ภารกิจหลัก คือ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก, รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ  ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม, ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ, โรงเรียนต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง และผลักดันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้   

“ผมได้มีการตั้งข้อสังเกตุบางประการ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับแก้กรอบงบประมาณ ให้สอดคล้องกับภารกิจหลักของศธ.  เช่น การลดภาระครู  ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่  ดังนั้น จึงจำเป็นให้แต่ละหน่วยงานไปบูรณาการการทำงาน โดยนำงบมาพิจารณา ว่า จะปรับเพิ่มหรือลดในส่วนใดได้บ้าง  เพื่อให้การทำงานเกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ ผมทราบดีว่าปีนี้มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด จากผลกระทบเรื่องวิกฤตพลังงาน  ดังนั้น การใช้งบประมาณต้องเกิดความคุ้มค่าสูงสุด เช่น งบศึกษาดูงาน ขอให้ไปพิจารณาว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องดำเนินการ เป็นต้น ส่วนมีความกังวลว่างบจะถูกตัดหรือไม่ นั้น ส่วนตัวผมไม่กังวล เพราะการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามกรอบนโยบายที่รัฐบาลกำหนด” นายประเสริฐ กล่าว 

อ.ไชยันต์ ชวนให้คิด! สมมติว่า 3 จังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร?

อ.ไชยันต์ ชวนให้คิด! สมมติว่า 3 จังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร?

อ.ไชยันต์ ชวนให้คิด! สมมติว่า 3 จังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร?

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.40 น.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า  สมมติว่า สามจังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร ?

1. ถ้าเป็นการปกครองโดยเชื้อสายเจ้าครองนครเดิม และใช้กฎหมายอิสลามเป็นรัฐธรรมนูญ

ปัญหา:

1. 1 เชื้อสายเจ้าไม่ได้มีคนเดียว จะตกลงกันอย่างไร ?

2.1 เมื่อสถาปนากฎหมายและวัฒนธรรม ประเพณีอิสลามเต็มตัวความเสมอภาคของบุคคลที่อย่างน้อยเคยมีและให้หลักประกันไว้ในรัฐธรรมนูญไทยจะหายหรือลดน้อยลงไป เช่น ความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย ฯลฯ

2. ถ้าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ปัญหา:

2.1 ใครจะเป็นราชาธิบดี ดู ข้อ 1.1 ข้างต้น

2.2 เมื่อมีการเลือกตั้ง ผลจะออกมาไม่ต่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ แล้วใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ก็คงเดากันได้

2.3 หากไม่ได้เป็นรัฐอิสลามเต็มตัว เหมือนข้อ 1 ก็อาจจะมีปัญหาระหว่างผู้สนับสนุนการเป็นอิสลามเข้มข้น กับ อิสลามสมัยใหม่เพราะการได้มาซึ่งเอกราช อยู่บนข้ออ้างการเป็นอิสลามเข้มข้น ปัญหาความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชายจะเป็นประเด็นหนึ่งที่โต้เถียงกัน

3. ถ้าปกครองแบบสาธารณรัฐ

ปัญหา:

3.1 จะเป็นระบอบประธานาธิบดี หรือระบอบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา ?

3.1.1 ถ้าเป็นระบอบประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง (มีอำนาจมาก เพราะรวบตำแหน่งประมุขของรัฐกับนายกรัฐมนตรีไว้ที่คนๆเดียว) ผลการเลือกตั้ง ก็เดาได้ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ดูข้อ 2.2

3.1.2 ถ้าเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา จะต้องถกเถียงกันอีกว่า จะเอาแบบสิงคโปร์ที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมาก หรือแบบฝรั่งเศสที่ประธานาธิบดีมีอำนาจมาก

ฝากถึงนักศึกษารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศูนย์สิทธิมนุษยชน กลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ครับ

วาทะ ‘ชัยชนะ’ เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง

วาทะ 'ชัยชนะ' เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง

วาทะ ‘ชัยชนะ’ เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 จากกรณี นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงประเด็นค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังคงสวนทางพลังงาน นายชัยชนะ ระบุว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” 

ล่าสุด  “ปู” จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่อง แนวหน้าออนไลน์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า  คุณศุภจี เป็นผู้หญิง  คุณชัยชนะ เป็นผู้ชาย  หลักการสากลที่คนจะชื่นชมหรือตำหนิ คือการแสดงออกซึ่งความเป็น #สุภาพบุรุษ 

สุภาพบุรุษ ที่ได้รับการอบรมมาดี จะระมัดระวังเรื่องการกล่าวถึง #สตรี  โดยจะเลี่ยงการพูดถึงเนื้อตัวร่างกาย

คุณศุภจี กำลัง #ขึ้นหม้อ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลย  นับแต่ได้ตำแหน่งสำคัญไป ในรัฐบาลชุดก่อน จนถึงรัฐบาลชุดนี้  

แต่คุณศุภจีเป็นคน #พูดสวย #สื่อสารตัวเองเก่ง จึงเกิด #ภาพจำเชิงบวก เป็นภาพแห่ง #ความหวัง ของ #คนนอก ที่เข้ามาในวงการเมือง #เพื่อชาติ  ภาพของคุณศุภจีถูกวาดไว้อย่างนั้น และเป็น #โปสเตอร์สำคัญ ที่พรรคภูมิใจไทยใช้ #แต่งบ้าน 

ในขณะที่ #แต้มบุญ ของคุณชัยชนะ  คำสรรเสริญ หรือคำชื่นชม หรือเกียรติประวัติของสังคมที่มีต่อคุณชัยชนะ #ไม่สูงเท่า  แถมดูต่างกันราว #ฟ้ากับเหว  ในความรู้สึกของผู้คน  พูดง่ายๆ ว่า ทั้งภาพลักษณ์และภาพจำ คุณชัยชนะยังอยู่ในแดนลบ  ขณะที่ภาพลักษณ์ของคุณศุภจีอยู่ในแดนบวก ในใจคน  

พอคุณชัยชนะทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษมายุ่งกับทรงผมของสุภาพสตรี  แทนที่จะเน้นที่ #เนื้องาน (ซึ่งเกือบไม่มี) ยังไม่รวมเรื่อง #มารยาท ในการดึงคนไปทำงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้  คุณชัยชนะย่อมถูกด่ายับ !!

ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์เวลานี้ ไม่ใช่ #คนโปรด ของสังคม  พรรคภูมิใจไทย ได้ชิงบทบาทการนำ การเป็นสัญลักษณ์ของ #ความหวัง ไปแสดงอยู่  พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งชูเรื่อง #การเมืองสุจริต และการเป็น #ทางเลือกที่ปลอดภัย  ต้องเริ่มต้นที่ #วจีสุจริต ให้ได้ก่อน  เอาชนะ #เสียงในหัว ของตัวเองให้ได้  แล้วตกแต่งการสื่อสารให้สร้างสรรค์  ให้ทุกๆ ครั้งที่มีความเห็นใด ชัดเจนว่าเป็นไป #เพื่อประเทศชาติและประชาชน  โดยไม่มี #โลหะหนักทางถ้อยคำ ปนเปื้อนโดยไม่จำเป็น

ประชาธิปัตย์ ต้องรู้ตัวเองและหมั่นเตือนตัวเองว่า กำลังตกอยู่ในสภาพ #เครื่องมือที่เขาไม่ใช้  ทุกๆ การให้ความเห็นจึงต้องแสดงศักยภาพของ #ความเป็นเครื่องมือที่ดี ที่ช่วยขัดช่วยเกลา ช่วยขันความหละหลวมให้รอบคอบ  เร่งความล่าช้าให้ฉับไว  กระตุ้นความไม่ใส่ใจให้เกิดความรอบคอบ  ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องมือ #ถากถาง

โพสต์นี้ของคุณชัยชนะจึงเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด เละเทะ ไม่มีคุณค่า  เพียงเพราะว่า #คำแต่งจาน ได้ทำลาย #โภชนาการ ที่มีอยู่ในทุกๆ ประโยคก่อนหน้านั้น อย่างย่อยยับ

คนประชาธิปัตย์ต้องเร่งขจัด #ปุ่มทำลายตัวเอง ในตัวเองก่อน เป็นสิ่งแรก  แล้วเดินหน้าขจัดความไม่ตรงไปตรงมา ความล่าช้า ความหละหลวม ความโง่เขลา การเอาใจนายทุน การทุจริต การหาประโยชน์ ฯลฯ ในพื้นที่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาล  เพื่อความถูกต้องและประโยชน์ของประชาชน-ประเทศชาติ เป็นหลัก  

แล้วคนจะกลับมารัก และตระหนักในคุณค่าของเครื่องมือที่เรียกว่า #ประชาธิปัตย์ ได้อีกหน.

ด้วยรัก

• ปู จิตกร บุษบา •

ป.ป.ช. เตรียมแถลงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน พรุ่งนี้ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต. สวนทางคำตัดสินศาล รธน.

ป.ป.ช. เตรียมแถลงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน พรุ่งนี้ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต. สวนทางคำตัดสินศาล รธน.

ป.ป.ช. เตรียมแถลงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน พรุ่งนี้ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต. สวนทางคำตัดสินศาล รธน.

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

‘ป.ป.ช.’ เผยพรุ่งนี้ออกข้อชี้แจงเคลียร์ครหา ‘2 มาตรฐาน’ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต.สวนทางคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องดูที่ประเด็น ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เตือน สส.เข้ารับตำแหน่ง ทำบัญชียื่นฯต้องยึดรอบคอบ ทั้ง ‘หุ้น – ทรัพย์สินผู้อยู่กินฉันสามี ภรรยา’ 

วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายประภาศ คงเอียด กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ “บัญชีทรัพย์สิน” : ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย ภายในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “สส. 101: start strong” ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับเดลินิวส์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องทุจริตอยู่ในขั้นวิกฤต ตัวสะท้อนที่ชัดเจนสุดคือค่า CPI สำรวจโดยองค์กรระหวางประเทศ จัดอันดับประเทศอยู่ที่ 116 ด้อยกว่าประเทศในอาเซียน เกือบจะอยู่ท้ายๆ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.อยู่เกือบปลายน้ำ เป็นคดีก่อนถึงเข้าสู่กระบวนการของเราทั้งๆ ที่ควรแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งนี้ เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายป.ป.ช. เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้นเมื่อเปิดเผยก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินก่อนเข้ามาเท่าไหร่ พ้นตำแหน่งแล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่ นอกจากนี้บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย แต่ขอให้เชื่อมั่นในองค์กร ป.ป.ช. โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน ตนบอกได้เลยว่าไม่ใช่ว่าเราตั้งท่าจะเล่นงาน ยืนยันว่าไม่มี ตนเข้าร่วมประชุมเรื่องบัญชีทรัพย์สิน น้อยมากที่คนที่จะโดนชี้ หรือกล่าวหาเรื่องบัญชีทรัพย์สิน หากไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เราก็ไม่เอา เพราะเข้าใจว่ามีความผิดพลาด หลงลืมได้ แต่ที่สำคัญคือพฤติการแห่งการกระทำนั้นส่อถึงเจตนาหรือไม่  

“ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ ผมขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง ในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ป.ป.ช. จะออกข้อชี้แจงในเรื่องนี้ ซึ่งองค์กร ป.ป.ช และผมจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาล คือตัดสินไปแล้วบนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอา เรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอะไรคือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจหรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป เราเคารพความคิดความเห็นของทุกคน แต่ความเห็น มีสิทธิ์ที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่พื้นฐานคือข้อมูลข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องตระหนัก“ นายประภาส กล่าว 

นายประภาส กล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินว่า ขอให้ สส. และผู้ช่วยสส.มีความรอบคอบในการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินที่จะยื่นต่อป.ป.ช. แน่นอนว่าท่านอยู่ในฝ่ายการเมือง ก็มีฝั่งตรงข้าม หรือผู้ไม่หวังดีอยู่เสมอเพราะฉะนั้นถ้าพลาดนิดเดียว บางครั้งความผิดพลาดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาของท่านแต่ท่านก็ แต่ถูกนำไปเป็นประเด็นดรามา และการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้ โดยที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องหุ้น เรื่องทรัพย์สินคู่สมรส ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปถึง การอยู่กินฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งหากมีการร้องเรียนเข้ามา ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบ จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกเพื่อดูพฤติการณ์ถึงบ้านด้วย เรื่องนี้ขอฝาก สส.ด้วยความห่วงใย

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! 'ภูมิใจไทย-ประชาชน'แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.58 น.

‘กมธ.วิสามัญฯสางไฟป่าและฝุ่นPM 2.5’ ถกนัดแรก ‘ภท.-พรรคส้ม’ เดือดชิงแย่งเก้าอี้ประธาน ก่อนโหวตลับ ‘พิมพ์ภัทรา’ ซิวปธ.กมธ. ขณะที่ ’ภัทรพงษ์‘ รองฯคนที่2

วันที่ 22 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษามาตราและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) นัดแรก เพื่อเลือกประธานกรรมาธิการฯ และตำแหน่งสำคัญ โดยมีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุมโดยเปิดให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมาธิการฯ 

โดยนายสมบัติ ยะสินธุ์ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราข พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมาธิการ 

ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เสนอชื่อตัวเองเป็นประธานกรรมาธิการพร้อมเสนอให้ประธานเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ เนื่องจากคณะกรรมาธิการชุดนี้มีเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือน ก่อนจะต้องสรุปข้อคิดเห็นเสนอต่อสภา ก่อนวันที่ 11 ก.ค.นี้ เพื่อให้ทันการพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2570 

ทั้งนี้ กรรมาธิการหลายคนเห็นด้วย โดยนายคริษฐ์ ปานเนียม อดีต สส.ตาก พรรคประชาชน ได้สนับสนุนให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก่อนที่นายสมบัติ จะแสดงความเห็นว่า ประธานกรรมาธิการควรเป็นคนของฝ่ายรัฐบาล เพราะเวลาประสานงาน หรือทำหน้าที่ ถ้าเป็นรัฐบาล ส่วนราชการจะเกรงใจและประสานงานได้ดีกว่า 

ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ อดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า  เราไม่ควรมาเถียงกันว่าประธานควรเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมา เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาล จากนั้นนายสมบัติได้เริ่มให้ผู้ถูกเสนอชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์

โดยน.ส.พิมพ์ภัทรา ได้แสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก พร้อมระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่ควรแบ่งแยกตั้งแต่ต้นว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ เป็นการทำงานให้ประชาชน และการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการตั้งมาในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งในช่วงต้นเข้าใจดีว่าจะเป็นการติดตามการทำงานของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง เบื้องต้นจึงต้องกลับไปดูว่าแต่ละกระทรวงได้วางแผนการทำงานอย่างไร และนำมาเปรียบเทียบว่าปีที่แล้วกับปีนี้แตกต่างกันอย่างไร และนำผลของคณะกรรมาธิการทุกชุดที่เคยพิจารณาเอาไว้แล้วเข้าสู่คณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อดำเนินการได้เลย เนื่องจากมีเวลาจำกัด และ สส. ในพื้นที่จะต้องทำงานร่วมกันเป็นมิติสุดท้าย ที่สำคัญจะประชุมแต่ในห้องไม่ได้ ต้องลงพื้นที่ไปติดตามผลการปฏิบัติงานด้วย

ด้านนายภัทรพงษ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์สนับสนุนเห็นด้วย ว่า ไม่ควรมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องเป็นคณะกรรมาธิการฯ ที่ทำงานร่วมกัน และต้องทำการบ้านจากรายงานของคณะกรรมาธิการไฟป่าชุดก่อน รวมถึงรายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้เคลื่อนตัวได้เลย โดยจุดเริ่มต้นเห็นว่า ควรต้องตรวจสอบสิ่งที่เคยทำพลาดจากการทำรายจ่ายในงบประมาณปี 2569 ว่ามีอะไรที่ยังขาดแคลน หรือมีจุดไหนที่ไม่เหมาะสม จนถูกตัดงบประมาณเหล่านั้นทิ้ง เช่น การทำแผนพื้นที่ควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือ แต่สุดท้ายกลับไม่มีการทำตามแผนเหล่านั้น อีกทั้งมีการของบประมาณไป แต่กลับไม่มีการจัดสรรและไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งต้องไปดูว่าติดขัดที่ตรงไหน ที่จังหวัดหรือว่าที่กระทรวง และการติดขัดเรื่องการใช้เงินสำรองราชการ ที่จังหวัดกังวลมาก ว่า จะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบมากๆ แต่ไม่เคยกลัวว่าลมหายใจของประชาชนจะเป็นอย่างไร ซึ่งหลังจากตรวจสอบภูมิภาคมาแล้วก็จะต้องช่วยรัฐบาลทำงาน เช่น ตอนนี้ที่อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 

โดยเชื่อว่าถ้าคณะกรรมาธิการฯ ทำงานร่วมกัน ไม่ล่าช้าไม่ศึกษาอะไรที่เคยศึกษามาแล้ว จะช่วยเติมเต็มการจัดทำงบประมาณได้ รวมถึงการจัดทำแผนรับมือกับฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานของรัฐให้ทำงานร่วมกันได้ สามารถจัดการปัญหาไฟป่า ซึ่งต้องมีการวางแผนการทำงานให้ละเอียด เพื่อให้ทันต่อการเสนอเข้าสภาก่อน 11 กรกฎาคม ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับช่วงที่พิจารณางบประมาณด้วย

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การลงมติ เลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยเป็นการลงมติแบบลับ ผลการโหวตคือ น.ส.พิมพ์ภัทรา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่รองประธานคณะกรรมาธิการประกอบด้วย นายสมบัติ ยะสินธุ สส. แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานคณะ กรรมาธิการคนที่หนึ่ง นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สอง  ส่วนเลขานุการ คณะกรรมาธิการคือนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

“สีหศักดิ์”เยือนเมียมาแสดงความยินดีประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ไทยหวังเกิดสันติภาพในเมียนมา พร้อมหารือความร่วมมือความมั่นคงทางชายแดน อาชญากรรมข้ามชาติ มลพิษทางน้ำทางอากาศ การเปิดการค้าชายแดน

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางไปเยือนประเทศเมียนมา ระหว่างวันที่ 21-22 เม.ย.2569 เพื่อไปคารวะ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา โดยมีประเด็นที่จะพบปะพูดคุยกับ พลเอกอาวุโส มิน อองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก เพื่อไปแสดงความยินดีที่ พลเอกอาวุโส มิน อองไลง์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเมียนมาและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เรื่องที่ 2 เราหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญและนำไปสู่ขบวนการสันติภาพ ขบวนการปรองดองพูดคุยระหว่างกลุ่มต่างๆในเมียนมา เพราะเราต้องการเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา และเราในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาเราก็อยากเสริมสร้างความสัมพันธ์เรียกว่าเปิดโหมดใหม่ของความสัมพันธ์ ในเรื่องของความสัมพันธ์ก็อยากจะมีความร่วมมือในเรื่องของความมั่นคงทางชายแดน และอีกหลายเรื่อง เช่น ความร่วมมือกันในเรื่องของการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะสแกมทั้งหลาย  เรื่องยาเสพติดที่เราเป็นห่วงเพราะมียาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น  และเรื่องมลภาวะ ไม่ว่าจะในน้ำหรือในอากาศก็อยากจะร่วมมือกัน ที่สำคัญคือการอยากให้มีการเปิดการค้าชายแดนอีกครั้งหนึ่ง เพราะการค้าชายแดนมีความสำคัญกับทั้งสองประเทศโดยเฉพาะการค้าชายแดน 80% ของการค้าทั้งหมดที่ไทย-เมียนมา

และเรื่องที่ 3 อยากจะสนับสนุนให้เมียนมา กลับสู่อาเซียน เรามีนโยบายที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อนำเมียนมากลับมาสู่อาเซียน คืออาเซียนมีฉันทะลามติ 5 ข้อ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการปฏิบัติ เราตึงอยากมีบทบาทนำในเรื่องนี้ แต่แน่นอนการที่เมียนมาจะกลับมาสู่อาเซียน ก็ต้องมีการดำเนินการที่ตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนด้วย เราก็ยินดีที่ผ่านมาหลังจากที่เมียนมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วก็มีการประกาศอภัยโทษ กับนักโทษทางการเมืองโดยเฉพาะอดีตประธานาธิบดีเมียนมา เราก็หวังว่าการดำเนินการอย่างนี้จะมีอีกต่อไป โดยเฉพาะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรงตามแนวชายแดน การสู้รบตามแนวชายแดนของเรา ก็รู้ว่าทางเมียนมามีความต้องการทางด้านมนุษยธรรมอย่างมาก ทำอย่างไรจะเปิดพื้นที่เพื่อให้อาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรมที่มีความต้องการ

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับ ชายแดนที่มีการสู้รบกัน ไทยเราจะพยายามมีการพูดคุยกับเมียนมาเพื่อให้ลดการใช้ความรุนแรงบริเวณชายแดน เราอยากให้ลดระดับการสู้รบจริงๆแล้วถ้ายุตติได้ก็ดี ตรงนี้เป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างฝ่ายทหาร ที่ผ่านมาก็มีการเยือนของผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และเราก็มีการประชุมฝ่ายทหารเป็นการประชุมระดับสูง ครั้งต่อไปฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ ก็คงจะมีการพูดคุยในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนระหว่างฝ่ายทหาร

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องมลภาวะทั้งในน้ำและอากาศ ก็จะคุยกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะเราต้องร่วมมือกัน 3 ประเทศ คือ เมียนมา ไทย และลาว ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่เราจะต้องคุยกับประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาด้วย