พรรคส้ม อัดรัฐบาล ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

พรรคส้ม อัดรัฐบาล ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

พรรคส้ม อัดรัฐบาล ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

“สภาฯ”ถกญัตติปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ “พรรคส้ม”อัด”รัฐบาล” ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎา ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาญัตติการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสร็จแล้ว จึงเข้าสู่ญัตติการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ของ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)

โดย นายเลาฟั้ง กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการตกต่ำอย่างมาก ทั้ง มะพร้าวน้ำหอม หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี มันฝรั่ง กระเทียม กระทบความเป็นอยู่ของเกษตรกรจำนวนมาก สาเหตุปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ตลาดตามปกติเท่านั้น แต่ยังมาจากการกำกับดูแลมาตรฐานของสินค้าที่ไม่ครอบคลุม ชัดเจน ปริมาณการนำเข้าที่มากเกินไป ยิ่งสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังรุนแรง ส่งผลกระทบต้นทุนการผลิตเกษตรกร ที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี ความเดือดร้อนเหล่านี้เกษตรกรไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ สินค้าที่วิกฤตมากๆ คือ มะม่วง เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท ตกลูกละไม่ถึงบาท ถุงห่อมะม่วงยังแพงกว่ามะม่วง รัฐบาลประโคมว่าช่วยแล้ว แต่ความจริงไม่ได้ช่วย ขณะนี้ต้นทุนเพาะปลูกสูง แต่รัฐบาลช่วยแบบฉาบฉวย เช่น ราคามะม่วง ที่ จ.พิษณุโลก กรมการค้าภายในเข้าไปช่วยซื้อ เพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 1.50 บาท แต่ซื้อแค่ 30 ตัน จากทั้งจังหวัดมี 50,000 ตัน คิดเป็นแค่ 0.06% ทั้งจังหวัดขาดทุน 450 ล้านบาท ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ อาทิ ข้าว ราคาตันละ 5,000 – 6,000บาท จากต้นทุน 6,000 – 10,000 บาท มันสำปะหลัง กิโลกรัมละ 2.8 – 3.5 บาท ส้ม กิโลกรัมละ 3 – 8 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมไม่ถึงบาท รัฐบาลช่วยแบบฉาบฉวย แทบจะไม่ได้ช่วย

นายเลาฟั้ง กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีปัญหานำเข้าสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สวนทางกับการส่งออก และสิ่งที่ซ้ำเติมตามมาคือ สงครามตะวันออกลาง ทำให้ราคาน้ำมันแพง ต้นทุกเกษตรกรเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือทอดทิ้งเกษตรกร ไม่อุดหนุนราคาน้ำมัน ปุ๋ย ผิดกับต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น ที่ปกป้องเกษตรกร ทั้งลดราคา และแจกคูปองให้เกษตรกรไปซื้อน้ำมัน ปุ๋ย ในราคาถูกกว่าคนอื่น แต่ประเทศไทยในภาวะปุ๋ยแพง ขาดแคลน กลับยังส่งออกปุ๋ยไปต่างประเทศ มีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1.ระยะสั้น ต้องช่วยให้เกษตรกรมีเงินเลี้ยงชีพ มีต้นทุนเพาะปลูกฤดูกาลหน้า 2.ระยะกลาง หาทางออก ลดต้นทุนให้เกษตรกรสามารถแข่งกับต่างประเทศได้ 3.ระยะยาว ต้องออกแบบโครงสร้างให้เกษตรกรได้กำไร

พีระพัฒน์ ยันข่าวจริง ปมแก้ ม.236 ลดอำนาจ ปธ.สภาฯ เชิญ พริษฐ์ ออกคุยโต้งๆ

พีระพัฒน์ ยันข่าวจริง ปมแก้ ม.236 ลดอำนาจ ปธ.สภาฯ เชิญ พริษฐ์ ออกคุยโต้งๆ

พีระพัฒน์ ยันข่าวจริง ปมแก้ ม.236 ลดอำนาจ ปธ.สภาฯ เชิญ พริษฐ์ ออกคุยโต้งๆ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

รายการคุยโต้งๆ วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ ผู้ดำเนินรายการ ได้ชี้แจงกรณี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟสบุ๊กเรียกร้องให้ผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ รับผิดชอบ โดยระบุว่า นายพีระพัฒน์ ได้สร้างข่าวปลอมโจมตีตนว่าเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายให้ประธานสภาฯ มาจาก สส.ฝ่ายค้าน

นายพีระพัฒน์ ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวจริง ไม่ใช่ข่าวปลอม โดยมาจากคำให้สัมภาษณ์ และการโพสต์ของนายพริษฐ์ ซึ่งมีข้อความระบุว่า “แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส.รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)” ตนเลยตั้งคำถามว่า แปลว่าจะให้ประธานสภาฯ มาจากฝ่ายค้าน ใช่หรือไม่

“คุณพริษฐ์ ไม่ได้พูดว่าเสนอให้ประธานสภาฯ มาจากฝ่ายค้าน แต่เมื่อมีคำพูดดังกล่าว ผมก็ตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้นมา การพูดของคุณพริษฐ์ ไม่ผิด แต่เป็นการพูดในระนาบเดียว ไม่ได้พูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ถ้าไม่มีคำว่า แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส.รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน) ผมก็คงไม่หลุดคำพูดนี้ออกมา” นายพีระพัฒน์ กล่าว

นายพีระพัฒน์ ย้ำว่า ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวปลอม เป็นข่าวจริง แต่เป็นปัญหาเรื่องของการตีความ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ถ้านายพริษฐ์ ยังไม่สบายใจ และคิดว่าสิ่งนี้สร้างความเสียหายให้ ตนก็ยินดีให้นายพริษฐ์ มาออกอากาศ โดยตนได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปแล้ว เมื่อเวลา 11.14 น. นั่นคือหมายเลขโทรศัพท์ของตน นายพริษฐ์ สามารถโทรกลับมาได้ จะได้เชิญมาออกอากาศคุยกัน ซึ่งถ้าตนตีความผิดไปก็จะได้ขอโทษ แต่เจตนาของนายพริษฐ์ ยังคลุมเครือ ก็จะได้ซักไซ้กันให้กระจ่าง

สำหรับประเด็นดังกล่าว เมื่อคืนที่ผ่านมา (20 เมษายน) นายพริษฐ์ โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า “เรียนผู้บริหาร Naewnanews – แนวหน้าออนไลน์

ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ในการสอบถามความรับผิดชอบของท่าน ต่อกรณีที่ผู้ดำเนินรายการของท่าน (คุณพีระพัฒน์) ได้ผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อกล่าวหาผมด้วยข่าวปลอมดังกล่าว ในรายการ “คุยโต้งๆ” ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของ “แนวหน้าออนไลน์”

เมื่อวันที่ 18 เมษยายน ผมได้โพสต์ความเห็นผม ว่าทำไมเราควรมีการแก้ไข มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อ “ตัดอำนาจ-ดุลพินิจประธานสภา” ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. และอาจเปิดช่องให้รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ

ในวันนี้ (21 เมษายน) ผมเห็นว่าคุณพีระพัฒน์ได้หยิบข้อเสนอผมดังกล่าวไปพูดในรายการ

โดยคุณพีระพัฒน์ได้แต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมดว่าผม “เรียกร้องว่าประธานสภาต้องมาจากฝ่ายค้าน” (คุณพีระพัฒน์ถึงขั้นเอาเรื่องแต่งเรื่องนี้ไปใส่ในภาพปกคลิป ใส่ในหัวข้อคลิป และใช้เป็นเนื้อเรื่องหลักในการบรรยายในคลิป) ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีการเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าว ในข้อเสนอของผมเลย – หากใครย้อนไปอ่านข้อเสนอต้นเรื่องของผม ก็จะเห็นว่า ไม่มีคำใดเลย ที่เป็นการเสนอ หรือสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการเสนอ ให้ประธานสภาต้องมาจากฝ่ายค้าน

ผมเชื่อว่าผู้ดำเนินรายการไม่ได้ขาดทักษะการอ่านหรือจับใจความขั้นพื้นฐาน ดังนั้นจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ดำเนินรายการจงใจสร้างข่าวปลอมขึ้นมาหรือไม่ เพื่อโจมตีผมบนข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ

ในฐานะคนทำงานการเมือง ผมพร้อมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพสื่อ ป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองในระบอบประชาธิปไตย – จะเปรียบเทียบว่าผมเป็น “หมา” ผมก็ไม่ติดใจ / ผมได้แต่เพียงสงสัย ว่าคนที่กล้าวิจารณ์คนอื่นในลักษณะนี้ จะเรียกหรือนิยามคนที่จงใจสร้างข่าวปลอมเพื่อกล่าวหาคนอื่นว่าอะไร?

ดังนั้น ผมขอเรียนสอบถามผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ ว่าในฐานะสื่อมวลชนที่มีผลงานและชื่อเสียงมายาวนาน ท่านจะบริหารจัดการอย่างไร กับการที่ผู้ดำเนินรายการในช่องทางของท่าน สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อกล่าวหาผมด้วยข่าวปลอมดังกล่าว?

ผมหวังว่าในฐานะสื่อมวลชนที่สังคมคาดหวังให้ผลิตเนื้อหาที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ ผมจะได้เห็นการแสดงความรับผิดชอบจากผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ ทั้งในการแก้ไขความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน และการดำเนินการอย่างเหมาะสมกับผู้ดำเนินรายการที่ได้สร้างข่าวปลอมครั้งนี้ครับ”

ส่วนโพสต์ที่เป็นของนายพริษฐ์ ที่ทางรายการคุยโต้งๆ ได้นำไปวิจารณ์ในรายการ ระบุว่า “[ จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกัน โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ? ทำไมเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 เพื่อตัดดุลพินิจของประธานสภา ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ]

ประเทศเราจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ หากหน่วยงานหลักของประเทศเรื่องการต่อต้านการทุจริต ไม่ทำงานอย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีต รมว.คมนาคม) ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในบริษัท หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชัน และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเคยเป็นชนวนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน – ในส่วนของข้อพิรุธต่อมติดังกล่าว ทาง สส. ปกรณ์วุฒิ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้นแล้ว และเราคงต้องตรวจสอบคำอธิบายของ ป.ป.ช. ที่เลขาฯ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารในเร็วๆนี้ เป็นการต่อไป

อย่างไรก็ตาม หนึ่งประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม คือหากสมมุติเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอะไรไป (ไม่ว่าจะในกรณีคุณศักดิ์สยาม หรือกรณีอื่น) ที่เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย “ประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง?”

ความจริงแล้ว กฎหมายปัจจุบัน (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) มีการเปิดช่องให้ ประชาชน 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามข้อกล่าวหาได้ (ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อตามกลไกดังกล่าวเลย)

แต่ ! กลไกนี้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะมาตรา 236 ดันไปเพิ่มขั้นตอนเข้ามา ว่าหากประชาชนเข้าชื่อได้ครบถ้วนแล้ว จะต้องส่งไปให้ประธานรัฐสภาเสียก่อน เพื่อให้ประธานรัฐสภาใช้ “ดุลพินิจ” ในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกและยุติข้อร้องเรียนให้ไปไม่ถึงศาล

หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร และมองว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อให้เรามีประธานสภามาช่วยกลั่นกรองข้อกล่าวหาต่างๆให้มีความรอบคอบขึ้น

แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภามักจะเป็น สส. รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)

ดังนั้น ทุกท่านลองจินตนาการดูครับ ว่าหากวันไหนที่รัฐบาล และ ป.ป.ช. เกิด “ฮั้ว” กัน และตกลงกันว่าจะให้ ป.ป.ช. “เกียร์ว่าง” และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล : หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าประชาชนกี่ล้านคนจะร้องเรียน ป.ป.ช. ผ่านกลไกนี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็แทบจะไม่มีโอกาสไปถึงศาล เพราะรัฐบาลก็สามารถสั่งการหรือกดดันให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจที่มีตามมาตรา 236 เพื่อปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังคงมีอำนาจและดุลพินิจตามมาตรา 236 บทบัญญัตินี้จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ง่ายขึ้น และทำให้กลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ใช้งานไม่ได้จริง

เพื่อป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. และเพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกลไกของภาคประชาชนในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่

ทางเราพรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาแล้ว โดยเราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อผลักดันให้สำเร็จ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภาว่าต้องการ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”

– 006

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้เป็นการช่วยทุกฝ่ายลดต้นทุนค่าพลังงานไม่ใช่เยียวยาแค่ปลายทาง  

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่า ตอนนี้เรากำลังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลว่าความตั้งใจในการใช้จ่ายเงินนั้นเป็นเรื่องอะไร แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามทำเสนอมาตลอดคืออยากให้รัฐบาลบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้มากที่สุด พูดง่ายๆคือ ขณะนี้ยังมีตัวเล่นไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่น ซึ่งสามารถลดลงได้อีกมากพอสมควร เอามาช่วยเรื่องต้นทุนก่อน ยิ่งรัฐบาลสามารถช่วยได้มากเท่าไร ความจำเป็นที่ต้องใช้เงินมาดูแลปลายทางก็จะน้อยลง ตนคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย เพราะสุดท้ายถ้าใช้การกู้เงินมาแล้วช่วยเหลือ ก็จะเกิดประเด็นที่ต้องพิจารณาอีกว่าจะต้องช่วยกลุ่มไหนอย่างไร 

“สมมติลดค่าการกลั่นลงมาได้ 5 บาท อันนี้จะช่วยทุกคน อย่ามองว่าเป็นการช่วยเฉพาะผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่คือการช่วยประชาชนทุกคนจากค่าขนส่ง แต่หากไม่ทำตรงนี้แล้วหวังจะไปช่วยปลายทาง สมมติว่ายอมแม้กระทั่งตัดภาษีสรรพสามิตก็จะกลายเป็นการเสียน้อยเสียยาก คือนึกว่าจะเก็บเงินตรงนี้ไว้ แต่สุดท้ายก็ต้องไปจ่ายเงินช่วยเหลืออีกมาก จึงเป็นแนวทางที่เราพยายามเสนอ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่าโดยสถานการณ์คลัง ตอนนี้การจะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็น แต่เราก็อยากจะฟังว่าถ้าทำเช่นนั้น รัฐบาลก็ต้องมีแผนที่ชัดเจน ว่าจะไม่ให้ลุกลามบานปลายขยายไปเรื่อย หรือจะมีแนวทางอย่างไรในการดึงรายได้กลับเข้ามา เราเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ และอยากฟังรายละเอียดในเรื่องการใช้จ่ายเงิน 

เมื่อถามว่าขณะนี้ รมว.แรงงานพยายามเจรจาลดค่ากลั่นอยู่เช่นกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งตนยืนยันว่าหากท่านระบุว่าเดือน มี.ค. สามารถลดได้ 2 บาท ในขณะที่ค่าการกลั่นตอนนั้นอยู่ที่ 7-8 บาท แต่ตอนนี้ และวันนี้ขึ้นมา 14-15 บาท ดังนั้นอย่างน้อย เราต้องได้กลับคืนมาอีก ก็อยากให้เร่งทำ แต่ขณะนี้แนวทางของรัฐบาลคือไปรอดูเฉลี่ยแล้วมาเก็บ แต่ใจเราอยากให้มีระบบเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ หรือเรียกว่าภาษีลาภลอยในสถานการณ์แบบนี้ และให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพราะขณะนี้เดือน เม.ย.ค่อนเดือนแล้ว เขาได้เงินมา 14-15 บาท มานาน แต่ถ้าเราเก็บมาแต่ต้นเดือน ก็น่าจะช่วยได้เยอะ อย่างตอนนี้นำมันดีเซลลิตรละ 41-42 บาท ลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท เก็บค่าการกลั่นอีก 5 บาท น้ำมันดีเซลก็จะกลับไปอยู่ที่ราวๆ 30 บาท แต่พอเราปล่อยตรงนี้ไป ค่าราคาสินค้าขนส่งก็ขึ้นไปแล้ว พอน้ำมันลงรัฐบาลก็ต้องไปดูว่าเขาจะขยับราคาสินค้าลงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นนั้นจะลดลง เราจึงอยากให้บริหารเรื่องต้นทุนให้เร็วที่สุด จึงจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการไปช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ปชป.ขยับรุกเมืองกรุงฯ! เผยกำลังทาบทาม ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แย้มเคยเฉี่ยวๆ ทำงานร่วมกับพรรค

ปชป.ขยับรุกเมืองกรุงฯ! เผยกำลังทาบทาม ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แย้มเคยเฉี่ยวๆ ทำงานร่วมกับพรรค

ปชป.ขยับรุกเมืองกรุงฯ! เผยกำลังทาบทาม ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แย้มเคยเฉี่ยวๆ ทำงานร่วมกับพรรค

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ปชป.ขยับรุกพื้นที่เมืองกรุงฯ! อภิสิทธิ์ เผยกำลังคุยทาบทาม ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แย้มเคยเฉี่ยวๆ ทำงานร่วมกับพรรค ยังอุบเปิดมาร้องว้าว หรือไม่ คาด ทีมผู้สมัคร สก.ได้เห็นโฉม 28 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ ในการส่งผู้สมัครลงชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ(สก.)ว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ กำลังเร่งดำเนินการหาผู้สมัคร สก. คาดว่าในวันที่28เม.ย.นี้ จะได้ผู้สมัครเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพฯ ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับบุคคลที่พรรคฯกำลังทาบทามอยู่ ยังไม่มีข้อยุติ แต่เมื่อเรียบร้อยเมื่อใดแล้ว จะแจ้งให้ทราบต่อไป 

เมื่อถามว่าบุคคลที่พรรคฯไปทาบทามลงสมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เป็นบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับพรรคฯ หรือเป็นบุคคลภายนอก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อาจจะเคยเฉี่ยวๆกับพรรคฯ

เมื่อถามว่าเปิดมาจะว้าวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและหัวเราะ 

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยด้วยว่า ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะจัดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ซึ่งเป็นเพียงการประชุมแบบออนไลน์เนื่องจากไม่ได้มีวาระใดพิเศษ และไม่ได้มีวาระการเสนอแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคฯ คนใหม่ เพื่อทดแทนนายวีระพงษ์ ประภา อดีตรองหัวหน้าพรรคฯ ที่ลาออกไปร่วมงานกับรัฐบาล เพื่อสานต่อ FTA ไทย-ยุโรป ให้สำเร็จ 

สกลธี อัดบิ๊กโปรเจกต์ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน หวั่นไม่คุ้ม-เอื้อไอ้โม่ง

สกลธี อัดบิ๊กโปรเจกต์ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน หวั่นไม่คุ้ม-เอื้อไอ้โม่ง

สกลธี อัดบิ๊กโปรเจกต์ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน หวั่นไม่คุ้ม-เอื้อไอ้โม่ง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.03 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ว่าด้วยการทุ่ม 140,000 ล้านบาท เพื่อซื้อสัมปทาน BTS และ BEM มาเป็นของรัฐ 

ผมได้ติดตามข่าวเรื่องนี้จากสื่อต่างๆ เหมือนพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วไปครับ ดูเผินๆ ดูดี และเป็นวิธีที่แก้ปัญหาทำให้รัฐสามารถใช้ระบบตั๋วเดียว และควบคุมค่าโดยสารให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ง่าย 

เนื่องจากระบบรถไฟรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯ มีเจ้าของหลายราย แต่ละสีสัมปทานหมดไม่พร้อมกัน การให้บริการเดินรถก็คนละเจ้า ดังนั้นการทุ่มซื้อทุกสายให้มาอยู่กับรัฐก็ง่ายดีไม่ต้องคิดอะไรมากใช้เงินเข้าว่า

แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การจะใช้เงินงบประมาณแต่ละบาทควรจะดูถึงความคุ้มค่าไม่เป็นภาระผูกพันเงินภาษีของพี่น้องประชาชนคนไทยระยะยาวมากจนเกินไป 

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลข 140,000 ล้านบาทนี้ ทางคนคิดต้องการที่จะซื้อทั้งระบบรถไฟรถไฟฟ้าทั้งหมดที่มีในกรุงเทพฯ หรือไม่  เพราะถ้าจบแค่นี้แล้วได้ทุกสายถึงแม้จะใช้เงินเยอะมาก แต่ระยะยาวอาจจะดี (ขอย้ำว่าอาจจะต้องยาวมากๆ) 

แค่คิดว่าตัวเลขไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ ถ้าซื้อแค่สัมปทานสายสีเขียวอาจจะพอเป็นไปได้ แต่ก็ไม่รู้จะซื้อทำไมในเมื่อสัมปทานก็หมดในปี 2572 อยู่แล้ว และก็จะตกเป็นของรัฐในการบริหารต่อไป

แต่ถ้าหมายถึงรวมสายอื่นทั้งหมดเช่นสายสีส้มหรือสายสีชมพู ที่ยังมีระยะสัมปทานเหลืออีกหลาย 10 ปี ตัวเลขอาจจะพุ่งสูงเกิน 140,000 ล้านบาทแน่นอนครับ ลำพังสายสีส้มสายเดียวก็หลายแสนล้านบาทแล้วครับ

ซึ่งเงินจำนวนนี้ผมคิดว่าปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเป็นแบบโซนนิ่งตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วใช้เงินอุดหนุนรายปีจนรอสัญญาหมดยังจะเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีก ปีนึงใช้ 6,000-8,000 ล้านบาท และระยะยาวพอสายสีเขียวกลับมาเป็นของรัฐก็จะลดน้อยลงอีก 

นี่ยังไม่นับนะครับว่ากระบวนการซื้อคืนจะมีรูรั่วอีกเท่าไหร่ที่เข้ากระเป๋า “ ไอ้โม่ง ” 

เอาเป็นว่ารอดูข้อมูลที่ชัดจากรัฐบาลก่อนนะครับ  ถ้าความคุ้มค่าไม่มีและเหตุผลไม่เพียงพอ ค้านสุดตัวแน่นอนครับเรื่องนี้

สุรเดช ผุดไอเดีย หอคอยฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5 จี้รัฐบาลแก้ต้นเหตุให้เด็ดขาด

สุรเดช ผุดไอเดีย หอคอยฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5 จี้รัฐบาลแก้ต้นเหตุให้เด็ดขาด

สุรเดช ผุดไอเดีย หอคอยฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5 จี้รัฐบาลแก้ต้นเหตุให้เด็ดขาด

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.56 น.

‘สุรเดช’ผุดไอเดียสุดล้ำ ‘หอคอยฟอกอากาศ’แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 แบบอย่างต่างประเทศ ควบคู่เครื่องฟอกอากาศจากโครงการฟ้าใส ไทยผลิตเอง จี้รัฐบาลแก้ที่ต้นเหตุ ‘จริงใจแก้ปัญหา จริงจังจัดการเด็ดขาด’ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น เชื่อไทยทำได้ไม่แพ้ต่างประเทศ

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แสดงความเป็นห่วงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศท่องเที่ยว ความสะดวกและปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องยอมรับว่ากรณีของฝุ่น PM 2.5 มีผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความจริงใจและจริงจังในการจัดการปัญหา ต้องเข้าใจว่าปัญหาฝุ่นเกิดจาก 4 เรื่องใหญ่ๆ คือ1.เกิดจากการเผา ไม่ว่าจะเป็นเผาขยะหรือเผาซังข้าว พืชไร่ในที่โล่ง 2. เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษออกมา 3.เกิดจากการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน ที่ไม่มีการควบคุมเรื่องของฝุ่น และ 4. เกิดจากท่อไอเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากรถยนต์หรือรถอื่นๆปล่อยควันพิษออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทั่วประเทศ และเกิดอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร สำหรับตนคิดว่าต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุแม้ว่าปัจจุบันจะมีการจัดหาเครื่องฟอกอากาศ ที่มีหลากหลายขนาดมาใช้ แต่ในบ้านเราหากฝุ่น PM2.5 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เครื่องฟอกอากาศก็คงไม่เพียงพอแล้ว

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนขอเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เอาใจใส่อย่างจริงจัง โดยในเรื่องการเผานั้น รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้ถึงบทลงโทษหนัก หากฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องหามาตรการรองรับให้ประชาชนด้วยว่า ถ้าห้ามเผาแล้วจะให้ประชาชนทำอย่างไรกับขยะ ซังข้าวหรือพืชไร่เหล่านั้น อาจจะแนะนำให้มีการฝังกลบ โดยกำหนดพื้นที่ในการฝังกลบเป็นจุดๆในแต่ละพื้นที่ และในแต่ละตำบล ควรมีการสร้างเตาเผาขยะชุมชนไร้มลพิษ ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึง ดังนั้นรัฐบาลควรจัดงบประมาณลงไปเพื่อขยายเรื่องนี้ให้ทั่วถึง

นายสุรเดช กล่าวว่าต่อว่าในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลต้องเข้มงวดในเรื่องของการควบคุมให้โรงงานต่างๆ ต้องมีเครื่องสกัดมลพิษ ซึ่งปกติหลายโรงงานก็จะมีอยู่แล้ว แต่ภาครัฐโดยกระทรวงอุตสาหกรรมควรจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูแต่ละโรงงานอุตสาหกรรมทุกสัปดาห์ หากพบโรงงานใดไม่ติดตั้งเครื่องสกัดมลพิษ ก็ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด อาจถึงขั้นปิดโรงงานเลยก็ต้องทำ เพราะนี่คือการบังคับใช้กฎหมาย และที่สำคัญเราต้องเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ด้วย หากพบเจ้าหน้าที่ละเลย ไปพัวพันหรือมีผลประโยชน์ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่กับโรงงานใดๆ ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

นายสุรเดช กล่าวว่า ส่วนเรื่องมลพิษที่เกิดจากท่อไอเสียรถยนต์ที่วิ่งกันอยู่บนถนน ปัจจุบันรถยนต์ใหม่ทุกคันจะมีระบบควบคุมการปล่อยมลพิษในตัวถังรถยนต์อยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า Emission control  ซึ่งก็ต้องมีการควบคุมในส่วนของรถยนต์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด ส่วนรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานมานานเป็นสิบๆปี หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์สำหรับภาคเกษตร อย่างรถอีแต๋น หรือรถไถ รถเกี่ยวข้าว ก็ควรออกกฎข้อบังคับต่างๆให้ติดตั้งเครื่องควบคุมมลพิษด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเรื่องราคาติดตั้งให้มีราคาถูกที่สุด

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษก็คือการก่อสร้าง ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นงานของภาครัฐ หรือเอกชน ต่างก็อยากได้กำไรมากๆ บางครั้งจึงหลีกเลี่ยงไม่ติดเครื่องควบคุมมลพิษ ไม่มีระบบป้องกันที่จะไม่ให้มีฝุ่นฟุ้งกระจาย ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จนเกิดผลกระทบกับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายสุรเดช กล่าวว่า จากสาเหตุทั้งหมดนี้ ต้องถามรัฐบาลว่า มีความจริงใจและจริงจังแค่ไหน หากรัฐบาลมีความจริงใจที่แท้จริง ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก่อน และช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่จะเอาแต่จัดงบประมาณลงไปแล้วปล่อยให้ผู้รับเหมาหรือนักการเมืองท้องถิ่น ไปแอบฮั้วกัน ก็จะทำให้มีปัญหาไม่จบ รัฐบาลจะทำแบบขี่ม้าปล่อยมือเห็นแก่พรรคพวกกัน หรือไม่เอาจริงเอาจังกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นที่ยอมหลับตาข้างเดียวไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นบ้านเมืองเราก็จะมีปัญหาตลอด ซึ่งเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่ยังคงเกาะกินประเทศของเราอยู่ 

‘ตอนนี้มีการพูดคุยกันถึงขนาดว่ามีการโกงกระจาย ไม่ใช่โกงกระจุกแล้ว เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องแก้ที่ต้นเหตุ ผมขอเสนอให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ อย่างเช่นหอคอยกรองอากาศ ซึ่งในต่างประเทศนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย รวมถึงเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษก็ใช้หอคอยฟอกอากาศมาช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลมาก

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย เรามีโครงการฟ้าใสซึ่งเป็นโครงการของภาคเอกชนที่น่าสนใจรัฐบาลควรนำมาใช้ และโครงการนี้ยังเป็นเทคโนโลยีที่คนไทยทำเองด้วย ดังนั้นควรจะสนับสนุนให้โครงการนี้กระจายไปในทุกพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่น หรือรัฐบาลอาจจะซื้อหอคอยกรองอากาศจากต่างประเทศซึ่งอาจมีราคาสูงหน่อย มาเป็นแบบ แล้วให้นักประดิษฐ์คนไทยศึกษาเพื่อมาดัดแปลงเป็นของคนไทยเอง ซึ่งราคาถูกกว่าต่างประเทศแน่นอน  จึงอยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจังในเรื่องนี้ เพราะเมื่อรัฐบาลอาสาประชาชนเข้ามาแล้ว ก็ต้องเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา อย่าให้ประชาชนเสียความรู้สึกว่า ‘พูดแล้วทำไม่ได้’ โดยควรมีกำหนดเดทไลน์ให้ชัดเจนว่าจะสามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้คลี่คลายได้เมื่อไหร่ ทั้งนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป 

อภิสิทธิ์ ชี้ ป.ป.ช. ต้องอธิบายให้ได้ปมยกคำร้อง ศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีเท็จ ลามกระทบความน่าเชื่อถือ

อภิสิทธิ์ ชี้ ป.ป.ช. ต้องอธิบายให้ได้ปมยกคำร้อง ศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีเท็จ ลามกระทบความน่าเชื่อถือ

อภิสิทธิ์ ชี้ ป.ป.ช. ต้องอธิบายให้ได้ปมยกคำร้อง ศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีเท็จ ลามกระทบความน่าเชื่อถือ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

อภิสิทธิ์ ชี้ ป.ป.ช. ต้องอธิบายให้ได้ปมยกคำร้อง ศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ลามกระทบความน่าเชื่อถือ เจอครหารวบอำนาจองค์กรอิสระ เชื่อเรื่องยังไม่จบ หลายฝ่ายจองกฐินรอเล่นงาน

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องในข้อกล่าวหาที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จากการถือครองหุ้นแทนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นว่า เข้าใจว่า ป.ป.ช.จะมีการชี้แจงถึงมติดังกล่าวในกรณีนี้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร และเท่าที่ตนรับทราบจากรายงานข่าวนั้น ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนาของนายศักดิ์สยาม ทั้งที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่หาก ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนานายศักดิ์สยามแล้วเหตุใด จึงไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินตามข้อเท็จจริง

“กรณีนี้ยังไม่จบลงเฉพาะการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ วานนี้ (21 เม.ย.) ได้รวบรวมข้อเท็จจริงว่า จะดำเนินการต่อได้อย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และซ้ำเติมข้อกล่าวหาการรวบอำนาจผ่านองค์กรต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะกระทบต่อ ป.ป.ช.เองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.จะต้องอธิบายให้ได้ว่า ที่นายศักดิ์สยาม ไม่มีเจตนา แล้วปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร หรืออาจมีการพูดถึงฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ส่วนจะเป็นการฟอกขาวให้นายศักดิ์สยามได้กลับมาสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ยังว่างอยู่อีกที่นั่งหรือไม่นั้น อย่างที่ตนบอกไป เรื่องดังกล่าวยังไม่จบ เชื่อว่ายังมีอีกหลายฝ่ายที่จะดำเนินการเรื่องนี้ต่อ 

ชาวสวนยาง ยื่น ปชป. ขอช่วยจี้รัฐบาล หยุดทุบราคาปาล์ม แต่เปลี่ยนเป็น รัฐสวัสดิการ ที่ชาญฉลาด

ชาวสวนยาง ยื่น ปชป. ขอช่วยจี้รัฐบาล หยุดทุบราคาปาล์ม แต่เปลี่ยนเป็น รัฐสวัสดิการ ที่ชาญฉลาด

ชาวสวนยาง ยื่น ปชป. ขอช่วยจี้รัฐบาล หยุดทุบราคาปาล์ม แต่เปลี่ยนเป็น รัฐสวัสดิการ ที่ชาญฉลาด

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

อภิสิทธิ์ รับร้องเรียนจาก ชาวสวนปาล์ม ขอ รัฐบาล ผ่อนคลายมาตรการส่งออก-บังคับใช้บี 10-ยุติการทุบราคาปาล์มทั้งระบบ จี้เปลี่ยนเป็น รัฐสวัสดิการ ที่ชาญฉลาด

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับยื่นหนังสือจาก นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้ติดตามการทำงานของรัฐบาลในการความเป็นธรรมกับชาวสวนปาล์ม

นายมนัส กล่าวว่า อยากให้ช่วยติดตามสถานการณ์ปาล์มที่ถูกกดราคาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการขายผลิต ที่ลงทุนมาเป็นปี ๆ และฝากให้ติดตามเรื่องวิกฤติปาล์มน้ำมันด้วย โดยมีข้อเสนอ ให้ผ่อนคลายมาตรการส่งออกทันที, ประกาศใช้บี 10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานทันที, ปฏิรูปสู่โครงสร้างราคาปาล์มคุณภาพสัมพันธ์ และพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากเอทานอลแอลกอฮอล์ โดยรัฐบาลต้องเปลี่ยนจากรัฐสั่งการ เป็นรัฐสวัสดิการที่ชาญฉลาด หากยังกังวลเรื่องผลกระทบต่อค่าครองชีพ จึงขอเสนอให้รัฐบาลยุติการทุบราคาปาล์มทั้งระบบ แต่ให้ใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ผ่านระบบบัตรส่วนลด หรือสวัสดิการรัฐ มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง และผู้ที่มีรายได้น้อยโดยตรง

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหานี้ สส. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตน์ เมื่อเช้าในการหารือของ สส. ได้มี สส. เกือบทุกพรรคพูดถึงการบริหารจัดหารสินค้าเกษตรในปัจจุบัน และหลังจากนี้สภาตกลงเอาญัตติเรื่องสินค้าเกษตรกลับมา โดยเฉพาะปาล์ม เราเข้าใจว่ารัฐบาลต้องบริหารจัดการทุกด้าน ทั้งในด้านผู้บริโภค ทั้งการขยับราคาขึ้น ต้องดูเรื่องไม่ให้ขาดแคลน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในการต้องไปขออนุญาตส่งออกปาล์ม ก็มีการเข้าใจว่าไม่ให้ส่งออก จึงมีการทุบราคาลงมา โดยเราต้องติดตามมาตรการในการรองรับเรื่อง และควบคู่ไปกับการดูแลปาล์มน้ำมันในระยะยาว พรรคประชาธิปัตย์จะผลักดันกฎหมายให้เข้ามาดูแบบครบวงจร เราจะสานต่อ และนำเสนอกฎหมายต่อสภาต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ราคาปาล์มน้ำมันก่อนที่กระทรวงพาณิชย์ จะออกมาตรการควบคุมให้ขออนุญาตการส่งออก มีราคารับซื้อที่ลานเท และโรงงานหนีบที่ราคากิโลกรัมละ 9 บาท แต่ภายหลังกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการดังกล่าวเพียงแค่ 1 เดือน ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันตกลงเหลือกิโลกรัมละ 5.50 – 6 บาท ซึ่งสวนทางกับความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในกลุ่มเกษตรกรที่หันมาใช้ไบโอดีเซล บี 10 และบี 20 ขณะที่ทิศทางของรัฐเองก็ไม่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนไบโอดีเซล บี 10 และบี 20 ในสภาวะที่ราคาน้ำมันดีเซลแพง

ผบช.ตชด. พาน้อง ๆ ลุยอุทยานแห่งชาติสามร้อย เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน ปลูกจิตสำนึกรักธรรมชาติ

ผบช.ตชด. พาน้อง ๆ ลุยอุทยานแห่งชาติสามร้อย เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน ปลูกจิตสำนึกรักธรรมชาติ

ผบช.ตชด. พาน้อง ๆ ลุยอุทยานแห่งชาติสามร้อย เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน ปลูกจิตสำนึกรักธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) จัดโครงการนักเรียนตำรวจตระเวนชายแดน “เรียนรู้ • อนุรักษ์ • เข้าใจธรรมชาติ” ณ อุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนักเรียนและครูจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ จำนวน 60 คน เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

กิจกรรมภายในโครงการ ประกอบด้วยการนั่งเรือศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด อาทิ เกาะไผ่ ถ้ำเขาจูบกัน ชมระบบนิเวศป่าชายเลน และทัศนียภาพของภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ตลอดจนการเยี่ยมชมอุทยานราชภักดิ์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ที่กองทัพบกจัดสร้างขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ไทย 7 พระองค์ บนพื้นที่กว่า 222 ไร่

สามร้อยยอด

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เตรียมจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 “ช้างศึกน้อยเกมส์” ระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ สนามกีฬาราชนิเวศน์กรีฑาสถาน ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีการแข่งขันกีฬาสากล 7 ประเภท ได้แก่ กรีฑา แชร์บอล เซปักตะกร้อ เปตอง ฟุตบอล 7 คน วอลเลย์บอล และกีฬาสแต็ก รวมถึงกีฬาพื้นบ้าน มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกว่า 1,400 คน จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 222 โรงเรียนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปีนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ “ต้นกล้า กีฬาแกร่ง” (Kids Athletics) ซึ่งเป็นการแข่งขันทักษะกรีฑาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การวิ่ง กระโดด และขว้าง ตามหลักสูตรมาตรฐานสากลของ World Athletics โดยความร่วมมือกับสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจให้กับนักเรียน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นนักกีฬาในระดับที่สูงขึ้นในอนาคต

สามร้อยยอด

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฯ เปิดเผยว่า การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติเป็นกระบวนการสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนค่อนข้างจำกัด

โครงการดังกล่าวจึงมุ่งเน้นให้นักเรียนได้ใช้ช่วงปิดภาคเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ผ่านประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน สร้างแรงบันดาลใจให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติ ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ รวมถึงเปิดมุมมองการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกด้วย

สามร้อยยอด
สามร้อยยอด
สามร้อยยอด
สามร้อยยอด
สามร้อยยอด
สามร้อยยอด

คืบหน้าคดีเลือกตั้ง 69 ศาล รธน.สั่งพยานแจงปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ใน 15 วัน

คืบหน้าคดีเลือกตั้ง 69 ศาล รธน.สั่งพยานแจงปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ใน 15 วัน

คืบหน้าคดีเลือกตั้ง 69 ศาล รธน.สั่งพยานแจงปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ใน 15 วัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.02 น.

ศาล รธน.สั่งพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีเลือกตั้ง 69 ปม Barcode และ QR code แจงภายใน 15 วัน ปัดตกคำขอเพิ่มข้อมูล”นักร้องเรียน” ชี้ไม่ใช่ผู้ร้อง

22 เมษายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ในฐานะผู้ถูกร้อง จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ ทำให้การเลือกตั้งลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 94 และมาตรา 224 ในส่วนที่ นายคงเดชา เดชรัตน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยอ้างว่า ตนเป็นผู้ยื่นฟ้อง กกต.และคณะ ต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.46/2569 และขอโต้แย้งคำสั่งรับคำร้องในคดีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายคงเดชา โดยให้เหตุผลว่า ไม่ใช่ผู้ร้องในคดี จึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ และให้คำขออื่นตกไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้พยานผู้เชี่ยวชาญจัดทำความเห็นตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป