จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.14 น.

พลิกอีกตลบ!! จับตา กกต.ประชุมลับ ถกปม แสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อกฎหมาย อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีวาระการพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมลับ 7 คนซึ่งคาดว่าจะเป็นการหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯ กกต. เนื่องจาก กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงานฯ รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวม และนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีรายงานว่าในที่ประชุมลับดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเบื้องต้นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป รวมทั้งพิจารณาการทำงานของเลขาธิการกกต.ในปัจจุบัน อีกทั้งในประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้ง ว่ากกต. ชุดเก่าที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ เพราะมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว โดยเพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือน มิ.ย.69 นี้ ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต.เท่าที่มีอยู่และการประเมินที่ผ่านมาก็ให้เฉพาะ กกต.เท่าที่มีอยู่เท่านั้นเป็นผู้ประเมิน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตกกต.และนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี อดีตกกต. ที่พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้ประเมิน แต่ กกต.ที่มาแทน คือ นายชาย นครชัย ซึ่งมาเป็น กกต.ใหม่ ก็เป็นผู้ประเมิน แม้จะมาดำรงตำแหน่งภายหลังปีประเมินก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับให้กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นผู้ประเมิน ซึ่งไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ขณะที่ กกต.ปัจจุบันไม่ได้ประเมิน จึงต่างจากการประเมินปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน

“นอกจากนี้ มีกกต.บางคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน รวมทั้งบางส่วนมีหนังสือสอบถามว่า อดีต กกต.มีอำนาจประเมินหรือไม่ ถ้ามีตามกฎหมายหรือสัญญาข้อใด และที่ผ่านมา มีอดีต กกต.เคยประเมินหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้สำนักงานฯต้องไปศึกษาและนำมาเสนอที่ประชุมกกต. พร้อมกับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า ที่หากกกต.ชุดปัจจุบันยอมรับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า และจะมีมติตามระเบียบกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการกกต. 2560 ข้อ 14(5) ก็กำหนดว่า หากกกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

ศาล รธน.รอสำนักงานศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปมร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทำการลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ

4 มิถุนายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำ พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ศาล รธน.สั่งผู้เกี่ยวข้อง ทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่งศาลตามประเด็นที่กำหนด ยื่นพร้อมหลักฐานต่อศาลภายใน 7 วัน เพื่อพิจารณาต่อไป

4 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณากรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯ เห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

“ชูศักดิ์”แจงร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง โอดเจอพรรคถอนชื่อทั้งที่ส่งร่างให้ดูก่อนแล้ว รอดูทิศทางพรรค

4 มิถุนายน 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้กับครั้งก่อนไม่ได้มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ โดยร่างของพรรคเพื่อไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เลือกมาจากประชาชนเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภามาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่ามิใช่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยใดๆ ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญร่างแบบนี้เคยเข้าพิจารณาในรัฐสภามาแล้ว พรรคภูมิใจไทยโหวตรับร่างจนได้เสียงข้างมากของรัฐสภา เพียงแต่ไม่ได้เสียง สว.หนึ่งในสาม ขาดไปหกคน ทำให้ร่างตกไป เหลือเพียงร่างของประชาชนซึ่งให้ประชาชนมาออกเสียงเหมือนกันกับร่างของภูมิใจไทยเท่านั้นที่ผ่านไปได้ ในตอนนั้นยังเอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก แต่สุดท้ายก็ยุบสภากันเสียก่อน ส่วนตัวจึงไม่เข้าใจว่าครั้งก่อนโหวตให้ ครั้งนี้มีปัญหา

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผลว่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัยก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโอกาสที่ร่างของเพื่อไทยที่จะเป็นร่างหลักนำไปพิจารณา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ร่างที่จะเป็นหลักจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงมากสุด

“ส่วนตัวจึงเห็นว่าถ้าเสียงที่มีอยู่พอเพียงถึงหนึ่งในห้า ก็ควรจะได้ยื่นร่างของพรรคเพื่อไทยต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ความตั้งใจของผมอยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ยื่นกันหลายๆพรรค วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันให้ถึงที่สุด ผมคงจะดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะเดินต่อไปอย่างไร” นายชูศักดิ์ กล่าว

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“สภาฯ”ไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน ด้าน”อภิสิทธิ์”ซัดพุ่งเป้ากระตุ้น ศก.ระยะสั้น แต่คนไทยต้องแบกหนี้ 4 แสนล้าน

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สภาฯ ไม่มีโอกาสกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.นี้แม้แต่โครงการเดียว หลังจากนี้จะได้เห็นเงินกู้เหล่านี้ไปอยู่ในงบรายจ่ายปีต่อๆ ไป เพื่อจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย จนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนพัฒนาใดๆ ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ไม่สอดคล้องเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิกฤตที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ไปตัดสินใจกู้เงิน ให้ประชาชนมาซื้อของในราคาแพง ครบ 4 เดือนของก็แพงเหมือนเดิม แต่หนี้สาธารณะขยับเพิ่มขึ้นเกือบชนเพดาน จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง และไม่แน่ใจว่า รมว.คลัง จะกล้ายืนยันหรือไม่ว่า สิ่งที่ดำเนินการ ยังเป็นไปตามหลักการที่ตั้งไว้ เพราะโครงการนี้พุ่งเป้าไปถึง 25 – 26 ล้านคน

“แม้แต่ รมว.คลัง ก็ยังลงทะเบียนใช้แอพนี้ เพื่อให้ลูกหลานไปใช้หนี้ ล่าสุดยังตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี นี่คือการพุ่งเป้าเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นใช่หรือไม่ แต่ทำให้คนไทยมีหนี้ 4 แสนล้านบาท จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90 วัน และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.16 น.

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับทันทีหลังเยือนปารีส สนใจลงทุนไทยเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ นายฟรองซัวส์ กอร์แบง รองประธานสภานายจ้างฝรั่งเศสในต่างประเทศ (MEDEF International: MEDEFi) และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย พร้อมด้วยนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะนักธุรกิจ MEDEFi จำนวน 16 บริษัท ใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ การบิน อวกาศ และการป้องกันประเทศ วิศวกรรมและการให้คำปรึกษา การก่อสร้างและการขนส่ง ดิจิทัลและเทคโนโลยี และการผลิตและการบริหารจัดการพลังงาน โดยเป็นการสานต่อผลสำเร็จจากการเยือนกรุงปารีสของนายกรัฐมนตรีและคณะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ซึ่งการหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น การบินและอวกาศ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มรายได้ ยกระดับทักษะแรงงานไทย ผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในประเทศไทย   

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจฝรั่งเศส จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยดึงการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทย 

ภาคธุรกิจฝรั่งเศสแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทย พร้อมสนใจลงทุนเพิ่มเติมในหลายโครงการสำคัญ อาทิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ระบบพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ โดยไม่เพียงนำเงินลงทุนเข้ามา แต่ยังพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทยไปพร้อมกัน

ในการหารือครั้งนี้ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสหลายแห่งแสดงความสนใจขยายความร่วมมือกับไทยอย่างชัดเจน โดย Airbus มองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของภูมิภาค และสนใจร่วมพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) รวมถึงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีทักษะสูง เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

ด้าน EDF ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานของฝรั่งเศส เห็นโอกาสในการร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานในอนาคต ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทย

ขณะที่ Dassault Systèmes เสนอความร่วมมือด้านเทคโนโลยี Digital Twin ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการวางผังเมือง การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การคาดการณ์และรับมือภัยพิบัติ รวมถึงการพัฒนาทักษะบุคลากร ช่วยให้ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วน Pasqal บริษัทเทคโนโลยีควอนตัมชั้นนำของฝรั่งเศส เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Quantum Computing ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นอกจากการลงทุนแล้ว ภาคธุรกิจฝรั่งเศสยังย้ำถึงความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาของไทย เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนไทยทั้งในด้านการศึกษา การจ้างงาน และรายได้

ช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมเดินหน้าผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทย เปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแจ้งข่าวดีถึงตลาดหุ้นทำผลงานระหว่างวันทะลุ 1,600 จุด อีกครั้งในรอบสามปีสองเดือน แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน  พร้อมระบุว่า การพูดคุยที่กรุงเทพฯ วันนี้ แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เริ่มจากปารีสกำลังถูกต่อยอดเป็นแนวคิด โอกาส และหุ้นส่วนที่เป็นรูปธรรม โดยไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนฝรั่งเศสเพื่อเปลี่ยนความสนใจให้เป็นผลลัพธ์จริงในระยะต่อไป

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

4 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่หน่วยทหารปฏิบัติการในพื้นที่ช่องบก ตรวจพบและถ่ายภาพการวางทุ่นระเบิดดักรถถังชนิดแสวงเครื่อง ของทหารกัมพูชา ที่วางกำลัง บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน 745 และอยู่ด้านหน้าแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา เพื่อขอคำชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดในวันนี้ (4 มิ.ย.) ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือตอบกลับต่อการประท้วงดังกล่าว โดยปฏิเสธการวางวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบริเวณเนิน 745 พร้อมระบุในหนังสือชี้แจงว่า ได้รับหนังสือจากฝ่ายไทยเกี่ยวกับการตรวจพบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device : IED) ในพื้นที่มอมเบย หรือที่ฝ่ายไทย เรียกว่า “ช่องบก” ใกล้ภูเขา 745 และได้ตรวจสอบแล้ว

กัมพูชา ระบุว่า ได้พิจารณาข้อมูลที่ฝ่ายไทยส่งมาอย่างรอบคอบแล้ว แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือเพียงเท่าที่ได้รับ ยังไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ถึงแหล่งที่มา ประเภท วันเวลาที่นำไปวาง หรือความเป็นเจ้าของของวัตถุดังกล่าว ว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชา ยังยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่เคยมีส่วนร่วม หรือให้การสนับสนุนกิจกรรมใดๆ ที่มุ่งสร้างความตึงเครียด คุกคามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพันธกรณีของกัมพูชาในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางสันติ

ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่ากัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้ พร้อมเห็นว่า การสื่อสารโดยตรงและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้

ในหนังสือฉบับเดียวกัน กัมพูชายังให้คำมั่นว่าจะยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ รวมถึงแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมทั่วไป (General Border Committee : GBC) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด และยืนยันว่ากองทัพกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความไว้วางใจซึ่งกันและกันตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย ผ่านการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้หนังสือตอบกลับของกัมพูชาจะปฏิเสธความรับผิดชอบทุกประการ และอ้างว่าไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุระเบิดได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยมีอยู่กลับสวนทางกับคำชี้แจงดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยสามารถบันทึกภาพขณะทหารกัมพูชานำวัตถุระเบิดเข้าไปวางในจุดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยจากเครื่องแต่งกายระบุว่าเป็นกำลังพลของ “กองพลน้อยทหารราบ ที่ 21 ภูมิภาคทหารที่ 2 กองทัพแห่งชาติกัมพูชา” ภาพหลักฐานที่ปรากฏจึงกลายเป็นคำถามสำคัญต่อคำปฏิเสธของกัมพูชา ว่าเหตุใดจึงยังยืนยันว่าไม่ทราบที่มาและไม่สามารถระบุผู้รับผิดชอบได้ ทั้งที่ภาพเหตุการณ์ได้บันทึกพฤติการณ์การนำระเบิดแสวงเครื่องเข้าพื้นที่ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.18 น.

“ทวี”พา”กมลศักดิ์”ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง หลังพบหลักฐานใหม่ “ปืน”เป็นของหน่วยงานรัฐ แต่คดีไม่คืบ เจ้าตัวรับไม่สบายใจ หวั่นเรื่องนี้ถูกตัดตอน

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ในวาระการพิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม

โดยก่อนการประชุม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ทางนายกมลศักดิ์ได้ยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการกฎหมายฯ ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินคดีปัจจุบันนี้เกรงว่าจะสาวไม่ถึงผู้บงการ ทาง กมธ.จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซักถาม

โดยประเด็นที่ได้รับการร้องเรียน คือ จากข้อมูลที่ได้รับมา วัตถุพยานที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าปืนนี้เป็นปืนเถื่อน แต่ตอนหลังทราบว่าปืนนี้เป็นของจ่าในกองทัพเรือ และปรากฏข้อมูลว่าปืนมีการถูกทำลายและชำรุด ทราบว่าจากการพิสูจน์ของตำรวจ พบว่าปืนมีรอยถูกแก้ไข จึงสงสัยว่า ปืนของราชการที่มีความเสียหายทำไมถึงยังถูกนำมาใช้ยิงนายกมลศักดิ์ และทราบว่ามีการทำลายเยอะอีกด้วย

ดังนั้น หากมีหลักฐานว่าเป็นปืนที่มอบให้กองทัพไปแต่ไม่ทราบว่าจำหน่ายไปที่ไหน จึงถือโอกาสเชิญผู้เกี่ยวข้องมาเพื่อซักถาม เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และเรามั่นใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องธำรงไว้ภายใต้กฎหมาย และต้องมีการพิสูจน์ว่าปืนอีกกระบอกมาจากไหน เพราะนายกมลศักดิ์มีความกังวล

ด้าน นายกมลศักดิ์ ระบุว่า สิ่งที่ตนมาร้องต่อกรรมาธิการกฎหมายฯ สาเหตุที่ต้องตามให้ถึงตัวผู้บงการ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยานพาหนะที่ใช้ก็เป็นของหน่วยงานรัฐ และอาวุธปืนก็เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ตนจึงยิ่งไม่สบายใจ จึงมีหลายคำถามอยู่ในใจ ว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนยังไปไม่ถึงที่สุดในการหาตัวผู้บงการ ทั้งที่ลักษณะการก่อเหตุมีการวางแผนมานาน ไม่น่าจะมีแค่ผู้ก่อเหตุที่ถูกจับและแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ตนเชื่อว่ายังมีมากกว่านั้น จึงอยากฟังความชัดเจนจากการชี้แจงของหน่วยงาน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในคดีนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแจ้งอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่คืบหน้าเลยตนจึงต้องมาร้องกรรมาธิการ โดยเฉพาะข้อมูลการติดต่อ ที่มีการประชุมวางแผนล่วงหน้ากันมาหลายเดือน ซึ่งเท่าที่ตนทราบมาข้อมูลทางโทรศัพท์ จะมีการลบอัตโนมัติภายใน 3 เดือน หากกระบวนการล่าช้าหรือไม่จริงใจก็จะไม่สามารถสาวถึงความจริงได้ เมื่อถามว่า กลัวคดีจะเงียบหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ไม่กลัวเงียบแต่กลัวจะถูกตัดตอน

หมอวรงค์ซัดรัฐบาล ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน จี้เคลียร์ปมน้ำมันให้ชัด

หมอวรงค์ซัดรัฐบาล ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน จี้เคลียร์ปมน้ำมันให้ชัด

หมอวรงค์ซัดรัฐบาล ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน จี้เคลียร์ปมน้ำมันให้ชัด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

“หมอวรงค์”ซัด”รัฐบาล” ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานให้ประชาชน จี้เคลียร์ปม”น้ำมัน”ให้ชัด บ่อเกิดต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน ลั่นนักการเมืองแบบนี้สมควรให้บำนาญดูแลตลอดชีวิตหรือ เตือนหยุดใช้เงินกู้ก้อน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่าน”พลังงานสะอาด” ส่อเอื้อแค่”นายทุน-งาบเงินทอน” เลี่ยงตรวจสอบ แต่ ปชช.ต้องใช้หนี้

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ในช่วงเกิดวิกฤตพลังงานของประเทศ ส่วนหนึ่งมันเกิดจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ที่เกิดในประเทศไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่น้ำมันจำนวน 700 ล้านลิตรหายไป วันนี้ยังไม่มีคำตอบว่ามันหายไปไหน การนำเงินของกองทุนน้ำมันที่มาช่วยเหลือประชาชนให้ได้ใช้น้ำมันราคาถูก แต่น้ำมันไม่ถึงมือประชาชน มันคือการทุจริตโดยผู้ค้ารายใหญ่ ตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เป็นการปล้นประชาชน รวมถึงกรณีเรือขนส่งน้ำมันไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี อ้างว่าน้ำมันหาย แต่ล่าสุดมีการชี้แจงว่าเป็นการขนน้ำมันไม่เป็นไปตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน มันคือปาหี่ สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลต้องชี้แจง เพราะมันสัมพันธ์กับการที่ประชาชนเดือดร้อน แล้วรัฐบาลต้องกู้เงิน4แสนล้านบาทมาใช้ วันนี้ตนเห็น รมว.พลังงาน คุยเหมือนเอาจริงกับโรงกลั่น แต่สุดท้ายท่านยอมเขาแล้วหรือ

“ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง อย่าลืมว่าโรงกลั่นมีกำไรมหาศาล หากให้มีการลดการกลั่นลงมา 5 บาท ตามที่ รมว.พลังงาน พูด น้ำมันอาจจะเหลือประมาณ 35 – 36 บาทต่อลิตรเท่านั้น มันคือวิกฤตพลังงานที่รัฐบาลซ้ำเติมประชาชน ทำอย่างนี้ได้ไง ทำอย่างนี้หรือ ผมยังต้องถามประชาชนเลยว่า นักการเมืองแบบนี้สมควรจะให้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตเชียวหรือ ทำได้แค่นี้เองหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า การที่พวกเราร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฯ อาจไม่พิจารณา เพราะไม่ได้ให้อำนาจไว้ในการพิจารณาเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แต่พิจารณาเฉพาะความจำเป็นเร่งด่วนต่อเศรษฐกิจประเทศ การกู้เงิน 4 แสนล้าน ตาม พ.ร.ก. ส่วนแรก 2 แสนล้านบาท เพื่อมาช่วยเหลือประชาชน อย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตนเข้าใจได้ แต่รัฐบาลอย่าดีใจเลย ที่มีประชาชนมาใช้สิทธิวันละ 5 – 6 พันล้านบาท เพราะของฟรีใครๆ ก็ชอบ ยิ่งลดใครก็ชอบ แต่ต้องดูจีดีพี ขณะที่อีกส่วนเพื่อมาเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด อีก 2 แสนล้าน ตนถามว่าสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือ รัฐบาลกำลังยัดไส้เรื่องนี้ผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ 1.ติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับหน่วยราชการ 2.เปลี่ยนรถน้ำมันเป็นรถไฟฟ้าให้กับหน่วยราชการ และ 3.ติดตั้งสถานีชาร์จให้กับหน่วยราชการ ไม่มีประชาชนอยู่ตรงไหนของเงินก้อนนี้เลย สุดท้ายมันสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้นายทุน ฝ่ายการเมืองได้เงินทอน ประชาชนต้องใช้หนี้ ตนขอเตือนว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าเพิ่งใช้เงินก้อนนี้ เพราะเขามองว่าท่านกำลังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ควรเอาเงินไปดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมจะเป็นประโยชน์มากกว่า

อนุชา ชูธง! นำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุง

อนุชา ชูธง! นำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุง

อนุชา ชูธง! นำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“อนุชา”ชูนโยบายนำงบ กทม.สร้างบ้านพักคนชรา ย้ำผู้ว่าฯ กับ ส.ก.พรรคเดียวกัน สามารถแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ได้ง่าย

4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สมาคมอนุเคราะห์คลองเตย เขตคลองเตย นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองเตย เบอร์ 1 ลงพื้นที่ โดยมีพ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยมาให้การต้อนรับกันอย่างคึกคักและอบอุ่น พร้อมขอถ่ายรูปทักทายด้วยความเป็นกันเอง โดยคนในพื้นที่หลายคนแซวว่า “ยังหล่อเหมือนเดิม” โดยกองเชียร์ต่างตะโกนส่งเสียงเชียร์ผู้ว่าฯ เบอร์ 5 และ ส.ก.เบอร์ 1 ซึ่งเขตคลองเตยนี้ นายอนุชา เคยเป็นอดีต สส.เขตคลองเตยและวัฒนา มาก่อน และสมัยเป็น สส.ได้พัฒนาพื้นที่เขตคลองเตยมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้น นายอนุชา เดินหาเสียงตามบ้าน และได้ปั่นจักรยานสามล้อ โดยมีนายสุชัย ช่วยดันรถจักรยานสามล้อให้

นายอนุชา กล่าวว่า ปัญหาของคลองเตย คือเรื่องของที่อยู่อาศัย เรื่องของรายได้ และมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรามีนโยบาย เอางบประมาณของ กทม.มาสร้างบ้านพักคนชราให้กับประชาชนใน กทม.เพราะวันนี้เราจะไปใช้บริการบ้านพักคนชราต้องต่อคิวกันเป็นปี ซึ่งประชาชนบอกว่าอยากเห็นบ้านพัก กทม.จะได้ไม่ต้องไปเข้าคิวยาว

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเกิดความสบายขึ้น คือทุกเรื่องเรามาช่วยกันแก้ไขปัญหาว่าประชาชนต้องการอะไร ซึ่งไม่เคยเอาความคิดของเราไปใส่ทั้งหมด ต้องให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขาก็มีส่วนร่วมด้วย

“หากมีผู้ว่าฯ ชื่ออนุชา เราจะดูแลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ อะไรที่เป็นปัญหาทั้งหมด ส.ก.จะรับปัญหามาเพื่อที่จะส่งมาที่ผู้ว่าฯ เราจะมาขจัดปัญหาให้หมดและมาช่วยกันออกแบบกรุงเทพฯด้วยกัน” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะมองภาพคลองเตยไม่ใช่มีแต่ชุมชน แต่เป็นเมืองที่อยู่ใจกลางประเทศไทย ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด ไม่ต้องกังวลเรื่องของสวนและสถานที่ว่างเปล่า ทำให้เกิดความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจจุบันแต่มองภาพในอนาคต หากมีผู้ว่าฯ กับ ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ พอมีปัญหาอะไรสามารถทำได้เลยประชาชนได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

ขณะที่ นายสุชัย กล่าวว่า การเป็น ส.ก.อิสระ ยากในการเข้าไปทำงาน เพราะไม่มีการสนับสนุน ไม่มีงบประมาณในการทำงาน หากเป็น ส.ก.ในนามพรรคและมีผู้ว่าฯ ของพรรค สามารถประสานงานกับผู้ว่าฯ เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นในพื้นที่คลองเตย หรือในอนาคตมีปัญหาอะไรสามารถทำได้เลย ซึ่งประชาชนต้องได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

– 006