เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

“เลขาฯพระปกเกล้า”ร่วมเวทีนานาชาติ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต ชี้รัฐยุคใหม่ต้องพัฒนาคนและระบบควบคู่เทคโนโลยี

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ International Symposium on Governance of World Modernization & The Forum of the School of Public Administration and Policy ในฐานะแขกกิตติมศักดิ์และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำระดับนโยบาย นักวิชาการ และผู้แทนจากสถาบันการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤษภาคม 2569

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Global South Think Tank Alliance และมหาวิทยาลัยฟูดัน (Fudan University) โดยมี School of International Relations and Public Affairs, Fudan University เป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารภาครัฐและธรรมาภิบาลในบริบทโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสดังกล่าว คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าพบหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางวิชาการกับศาสตราจารย์ซู ฉางเหอ (Prof. Su Changhe) คณบดี School of International Relations and Public Affairs พร้อมด้วยศาสตราจารย์ผิง จาง (Prof. Ping Zhang) รองคณบดี และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านนโยบายสาธารณะและการพัฒนาธรรมาภิบาลในระดับนานาชาติ

สำหรับการเสวนาวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้รับเกียรติเป็นองค์ปาฐกในช่วง Panel One หัวข้อ “Government Capacity and Governance Modernization” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญภายใต้ธีมหลัก “Better Government, Better Governance: Government Capacity and Governance Effectiveness in a Globalized World” ร่วมกับผู้แทนจากสถาบันวิจัยและองค์กรชั้นนำจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้นำเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ” (Effective Government) กับ “การบริหารจัดการที่ดี” (Effective Governance) โดยชี้ว่า แม้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจได้ แต่ธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิผลคือหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจของประชาชนและความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ได้เสนอว่า การขับเคลื่อนภาครัฐสู่ความทันสมัยในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของรัฐอย่างรอบด้านใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ (Analytical Capacity) ขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการ (Managerial Capacity) ขีดความสามารถด้านการปรับตัว (Adaptive Capacity) และขีดความสามารถด้านประชาธิปไตย (Democratic Capacity)

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนถึงความท้าทายในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ได้เร่งให้ปัญหาทางสังคมซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น จนเครื่องมือทางสังคมแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ทัน โดยเน้นย้ำว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย” ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีหรือ AI มาใช้เป็นภาพลักษณ์ภายนอกขององค์กร แต่ต้องเป็นการบูรณาการนวัตกรรมและงานวิจัยเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันทางการเมือง ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยังคงยึดมั่นในหลักคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

ในช่วงท้ายของการอภิปราย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะสถาบันคลังสมองทางนิติบัญญัติของประเทศ ที่พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ และการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถเชิงสถาบันร่วมกับรัฐสภาและหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐให้เป็นคุณค่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ สอดรับกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและการบริหารภาครัฐอย่างยั่งยืน

‘สุรพล นิติไกรพจน์’ จากม็อบนกหวีด-พยาน ‘ก้าวไกล’ สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ พรรคส้ม

'สุรพล นิติไกรพจน์' จากม็อบนกหวีด-พยาน 'ก้าวไกล' สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ พรรคส้ม

‘สุรพล นิติไกรพจน์’ จากม็อบนกหวีด-พยาน ‘ก้าวไกล’ สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ พรรคส้ม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ทันทีที่พรรคประชาชนเปิดตัว “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ของทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน เสียงวิจารณ์ก็ดังขึ้นมาทันที ทั้งจาก “ด้อมส้ม” บางส่วน และโดยเฉพาะ “คนเสื้อแดง” โดยมีสาเหตุจากบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตของ “ศ.ดร.สุรพล” เอง

“ศ.ดร.สุรพล” จบการศึกษานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2544-2547 เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2547-2553 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2568 ถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อาทิ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ในช่วงวิกฤตทางการเมืองปี 2556-2557 “ศ.ดร.สุรพล” ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. ต่อต้านรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

โดยระหว่างการเคลื่อนไหว “ศ.ดร.สุรพล” ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะถือว่าเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดมาจากการเสพติดอำนาจของคุณยิ่งลักษณ์และคุณทักษิณ และก็จะแสดงเจตนาแสดงสัญลักษณ์ด้วยการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบและตัดสินใจยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมือง และเพื่อให้มีพลังของสำนึกที่ถูกต้องก็อยากจะเรียกร้อง วิงวอนให้เพื่อน ๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่เป็นประจำกับคุณยิ่งลักษณ์ช่วยกัน ตักเตือน และให้สติกับคุณยิ่งลักษณ์ให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง และร่วมกันกับผมในการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตรวจพยานหลักฐานของคู่กรณีในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ปรากฏ ว่า พรรคก้าวไกลได้ยื่นเอกสารบันทึกถ้อยคำของพยานเพิ่มอีก 1 คน คือ “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชน และที่ปรึกษาทางกฎหมายของ กกต.

บางช่วงในบันทึกคำให้การของพยานปากเอก “ศ.ดร.สุรพล” ระบุว่า “…การนำเสนอแนวคิดเพื่อแลกเปลี่ยนผ่านกลไกต่าง ๆ อย่างสันติภายใต้วิถีทางรัฐธรรมนูญ ไม่อาจเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแต่ประการใด การกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของการใช้ความรุนแรงนอกขอบของรัฐธรรมนูญอยู่ การเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีด้วยการเสนอร่างกฎหมายย่อมไม่เพียงพอและไม่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้…”

จากม็อบนกหวีด กปปส. สู่ พยานปากเอกพรรคส้ม จึงทำให้บทบาทของ “ศ.ดร.สุรพล” ถูกวิจารณ์จากทั้ง 2 ขั้ว และเมื่อมีชื่อ ปรากฏ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ของทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ของพรรคประชาชน จึงตามมาด้วยเสียงวิจารณ์หนักหน่วงอีกครั้ง

กห. โต้ กัมพูชา กล่าวหารุกล้ำอธิปไตย ยัน สร้างพระพุทธรูปในเขตไทย

กห. โต้ กัมพูชา กล่าวหารุกล้ำอธิปไตย ยัน สร้างพระพุทธรูปในเขตไทย

กห. โต้ กัมพูชา กล่าวหารุกล้ำอธิปไตย ยัน สร้างพระพุทธรูปในเขตไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้ กัมพูชาจุดประเด็นกล่าวอ้างไทยสร้างพระพุทธรูปละเมิดอธิปไตยกัมพูชา หวังสร้างกระแสรักชาติกลบปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจในประเทศตัวเอง พร้อมยืนยันว่า ไทยสร้างพระพุทธรูปในเขตอธิปไตย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจทหารชายแดน พร้อมย้ำไทยปฏิบัติตามข้อตกลงถ้อยแถลงร่วม หรือ joint statement อย่างเคร่งครัด

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุถึงกรณีที่ กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ยื่นหนังสือประท้วงอ้างไทย ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาก่อสร้างพระพุทธรูปอย่างน้อย 36 องค์ หลายพื้นที่จังหวัดพระวิหาร และ อุดรมีชัย  ติดตั้งเสาธง 2 ต้น ในจังหวัดพระวิหารหลังการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ว่า กำลังตรวจสอบรายละเอียดที่ชัดเจนจากองทัพบก แต่ขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม หรือ joint statement ที่ทำร่วมกับกัมพูชาทุกประการ และไทยไม่เคยละเมิด หรือทำผิดข้อตกลง ทั้งการวางกำลังทหาร ,วางแนวลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ ก็เป็นไปตามข้อตกลงหลังหยุดยิงคืออยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น โดยไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่องการเจรจาเขตแดน

พร้อมย้ำว่า การประท้วงของกัมพูชาเป็นการสร้างภาพ และมีนัยยะทางการเมือง เพื่อหวังสร้างกระแสกดดันให้ไทยเปิดการเจรจาในระดับต่างๆ เร็วขึ้น หลังจากไทยได้จัดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลเรียบร้อยมาระยะหนึ่งแล้ว รวมทั้งทางกัมพูชาเองก็น่าจะพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการสร้างกระแสรักชาติ ซึ่งเป็นวิธีการรูปแบบเดิมเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในประเทศ กัมพูขาก็มักจะสร้างกระแสรักชาติขึ้นมากลบ แต่ขอยืนยันว่า นโยบายของฝ่ายไทยยังไม่พร้อมเจรจา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็พูดชัดเจนว่าหากกัมพูชายังมีการยั่วยุก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมีการเจรจา เนื่องจากบรรยากาศไม่เอื้ออำนวย

โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า การสร้างพระพุทธรูปในพื้นที่ชายแดนไทยอยู่ในเขตอธิปไตยไทยอย่างแน่นอน ซึ่งมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ โดยไม่มีทางที่ไทยจะไปรุกล้ำหรือสร้างพระพุทธรูปในพื้นที่กัมพูชา รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจ เช่น การสร้างพระนาคปรกในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี 
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของกัมพูชาในหลายกรณีช่วงนี้ เพราะหน่วยงานในส่วนต่างๆของกัมพูชา พยายามแสดงบทบาทของตนเองให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็น สะท้อนว่าเป็นช่วงที่กัมพูชาพยายามสร้างกระแสทางการเมือง 

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ บอกไม่ต้องแก้เกมกัมพูชา หลังร้อง UN ไทยยกเลิก MOU 44 ทำเจรจาทวิภาคีล่ม ย้ำเฟกนิวส์เยอะ แต่ไม่ขอเสียเวลาด้วย

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กัมพูชายื่นหนังสือแจ้งเตือนประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ภายหลังรัฐบาลไทยยกเลิก MOU 44 ว่า ยังไม่ได้รับทราบว่าเกิดปัญหาอะไร เรื่องของ MOU 44 เราแจ้งแก่ผู้นำกัมพูชา ตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนเขาก็รับทราบ และได้แจ้งกลับว่ารู้สึกผิดหวัง หลังจากนี้จะใช้ UNCLOS ในการดำเนินการต่อไป ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะดำเนินการเมื่อใด 

เมื่อถามว่าจะถูกมองว่าต่อหน้าและหลังฉากไม่เหมือนกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใครมอง ตนไม่ได้มองแบบนั้น ตนมองว่าเหมือนกันหมด

เมื่อถามว่า คนไทยมองกัมพูชา ว่าบนเวทีนานาชาติเป็นอีกอย่าง แต่การเดินเกมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่ประเทศไทยยืนบนหลักการอย่างไร และยังไม่มีจุดไหนที่ทำให้ประเทศเสียเปรียบ มีการพูดกันมาตลอดสัปดาห์ว่า เปิดด่าน เปิดนั่นเปิดนี่ แล้วมีไหมล่ะ กุเรื่องขึ้นมา บอกให้นักเรียนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาเรียนในฝั่งไทยเพื่อมนุษยธรรม เขียนเฟกนิวส์กันไปเรื่อย ต้องเดือดร้อนผผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ต่างประเทศต้องชี้แจงว่าไม่มีเพราะไม่มีใครชี้แจงได้ชัดเจนเท่าผู้ว่าฯและการที่เราไปเจรจากับนานาชาติ เวียดนามก็มาเยือนเรา เราก็เพิ่งไปพบกับผู้นำฝรั่งเศส หรือผอ.ยูเนสโก ก็ไม่ได้มีปัญหา ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมาปรับท่าที เพราะไม่มีใครหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาแม้แต่น้อย

เมื่อถามว่า กัมพูชาพูดคุยกับนานาชาติมากขึ้น รัฐบาลไทยต้องแก้เกมอย่างไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำไมต้องแก้เกม เราดำเนินการในแบบของไทย ที่เรารับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และทำให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทำให้ประเทศไทยเสียสถานะในเวทีนานาชาติ ยังดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย เกียรติภูมิ และความมั่นคง ตลอดจนความเป็นที่ยำเกรงของอริกับประเทศของเรา ซึ่งเราก็มีหลักการในการดำเนินการอยู่แล้ว 

อนุทิน ลั่นไม่มีใครเหนือกฎหมาย! เมิน เสรีพิศุทธ์ บุกบ้านเนวิน-เขากระโดง ย้ำทุกอย่างอยู่ที่ศาล

อนุทิน ลั่นไม่มีใครเหนือกฎหมาย! เมิน เสรีพิศุทธ์ บุกบ้านเนวิน-เขากระโดง ย้ำทุกอย่างอยู่ที่ศาล

อนุทิน ลั่นไม่มีใครเหนือกฎหมาย! เมิน เสรีพิศุทธ์ บุกบ้านเนวิน-เขากระโดง ย้ำทุกอย่างอยู่ที่ศาล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

“อนุทิน” ชี้ ปม เขากระโดง ทุกคนมีสิทธิเชื่อ แต่ต้องทำตามกม.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 13.10น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บุกถึงหน้าบ้านนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เรื่องเขากระโดงก็ดีเรื่องฮั้วสว.ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลายถ้าออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและไปฝ่าฝืนกฎหมายได้
 เมื่อถามว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าการทวงคืนพื้นที่ ทีละแปลงหรือไม่

นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย เขาคงรายงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ส่วนของกระทรวงมหาดไทยกรมที่ดินก็รายงานมาโดยตลอด ว่ามันไม่ได้ผูกพันคำพิพากษาที่คนพยายามพูดและไปชี้นำ ให้สาธารณะเชื่อถือคำพิพากษมันผูกพันรายแปลง ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมานั้นความจริงคือชาวบ้านฟ้องการรถไฟฯให้ออกโฉนดแล้วศาลบอกว่าไม่ให้ออกโฉนดอย่างนั้นจะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมดมันก็ไม่ใช่ การรถไฟฯต้องฟ้องรายแปลงไปซึ่งเขาก็ดำเนินการอยู่ และถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามไม่มีใครจะฝ่าฝืนไปได้ 

ปรับหลักสูตรใหญ่! อว.-ศธ. จับมือปรับ 3 วิชาหลัก ย้ำเด็กไทย รร.อินเตอร์ ต้องไม่ทิ้งภาษาแม่

ปรับหลักสูตรใหญ่! อว.-ศธ. จับมือปรับ 3 วิชาหลัก ย้ำเด็กไทย รร.อินเตอร์ ต้องไม่ทิ้งภาษาแม่

ปรับหลักสูตรใหญ่! อว.-ศธ. จับมือปรับ 3 วิชาหลัก ย้ำเด็กไทย รร.อินเตอร์ ต้องไม่ทิ้งภาษาแม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

“ยศชนัน-ประเสริฐ” ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก โดยย้ำชัดว่าการปรับหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่การลดทอน แต่คือการเสริมสร้างให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง และมีความหมาย สอดรับกับแนวทาง “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” อย่างแท้จริงเข้าใจรากเหง้า เพื่อก้าวไปข้างหน้า 

รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่ “การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม

“ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

นอกจากนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย พร้อมออกแบบกิจกรรมที่ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า มี 3 กลไกขับเคลื่อน และการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมชี้แจงกรอบการขับเคลื่อนของกระทรวงฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

1.    ส่วนรายวิชา: มุ่งเน้นเนื้อหาที่ทันสมัยและวิเคราะห์เชิงลึก

2.    ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: เน้นการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ

3.    ส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร: ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ครอบคลุมความรักชาติ ซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นไทย

กระทรวงฯ ยังส่งเสริมให้สถานศึกษาบูรณาการเทคโนโลยี ทั้งสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ากับแหล่งเรียนรู้ดั้งเดิม เช่น พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ในชุมชน โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ที่ประสบการณ์จากพื้นที่จริงไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน พร้อมเปิดกว้างให้ “ครู” มีอิสระในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมากที่สุด

“ภาษาไทย” ฐานรากที่แข็งแกร่งสู่การเรียนรู้ภาษาที่สอง สำหรับวิชาภาษาไทย รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าการรักษาภาษาแม่คือการรักษาตัวตน โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีหน่วยงานระดับชาติกำกับดูแลมาตรฐานภาษา ควบคู่ไปกับการผลักดันสู่เวทีโลก นอกจากนี้ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาทั่วโลกยังยืนยันว่า เยาวชนที่มีทักษะภาษาแม่แข็งแกร่ง จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การพูดได้หลายภาษายังช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และทักษะการแก้ปัญหา การส่งเสริมภาษาไทยจึงไม่ใช่การแย่งพื้นที่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคง

แก้ปมเด็กนานาชาติ ไม่ทิ้งภาษาแม่ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กล่าวถึงกรณีเยาวชนสัญชาติไทยในโรงเรียนนานาชาติที่ขาดทักษะภาษาไทย โดยระบุว่า กระทรวงฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติแล้ว และทุกฝ่ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าเยาวชนไทยทุกคนควรสื่อสารภาษาของตนเองได้ โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทางดูแลทักษะภาษาไทยแก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยไม่กระทบต่อจุดเด่นและหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารแนวทางทั้งหมดไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ภายใต้กรอบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และหลักสูตรแกนกลางฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป โดยในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่างพรบ. การศึกษาครั้งแรก โดยมีศาสตราจารย์ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานคณะอนุกรรม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเข้าร่วมประชุม

พัฒนา จ่อยกระดับ ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก

พัฒนา จ่อยกระดับ ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก

พัฒนา จ่อยกระดับ ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

“พัฒนา“ จ่อยกระดับ มาตรการ”ผู้เสพเท่ากับผู้ป่วย” หลังพบเด็กอายุ 15 ปี มีพฤติกรรมติดยาซ้ำซาก ขอชาวบ้านสแกนเข้ม ปูพรมตรวจสารเสพติด หากพบ “ตาลอย-พูดไม่รู้เรื่อง” แจ้งเจ้าหน้าที่ด่วน!

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีเด็กอายุ 15 ปี กระทำชำเรามารดา จ.ชัยภูมิ จะมาตรการในการตรวจสอบสารเสพติดวัยรุ่นในพื้นที่อย่างไรหลังจากนี้ ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ดูแลในเชิงรุกกับฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจสกรีนพื้นที่ตามขั้นตอน ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่หากพื้นที่ใดต้องการให้เข้าไปตรวจเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งมายังฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสาธารณสุข เพื่อที่จะร่วมกันเข้าดูแล

พัฒนา พร้อมพัฒน์

เมื่อถามว่าระบบเฝ้าระวังเหมือนจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และไม่ทันต่อสถานการณ์ นายพัฒนา ระบุว่า เรื่องการควบคุมและเฝ้าระวังได้ทำงานเชิงรุกอย่างเต็มที่ แต่ต้องอาศัยชุมชนในการดูแล หากคนไหนที่มีอาการตาลอย หรือพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง หากคนในชุมชนเห็นว่ามีบุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้ ขอแจ้งเข้ามาเพื่อจะได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ

เมื่อถามว่ากรมสุขภาพจิตได้ดูแลสภาพจิตใจของมารดา อย่างไร นายพัฒนา ระบุว่า ได้สั่งการไปแล้วว่าให้สหวิชาชีพ ร่วมกับกรมสุขภาพจิตเข้าไปดูแลคนในชุมชนร่วมกับผู้เสียหาย หรือคนในชุมชนที่อาจจะมีความรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งมีการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับอสม.และอาสาสมัครต่าง ๆ

พัฒนา พร้อมพัฒน์

เมื่อถามว่ามีการรายงานมาหรือไม่ว่าในระหว่างเด็กอายุ 15 ปี เข้ารับการบำบัดมีพฤติกรรมเช่นไร นายพัฒนา ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายงานเข้ามา และกำลังพิจารณาในเรื่องมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ยังคงมีความจำเป็น เพราะผู้เสพเมื่อได้รับการบำบัดแล้วมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ก็อาจจะต้องมีการหารือพิจารณา ที่อาจจะต้องมีการยกระดับมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น บำบัดและไม่เสพซ้ำ ถือเป็นปัญหาค่อนข้างเรื้อรัง และทำให้ประชาชนในชุมชน มีความวิตกกังวล และอาจจะเป็นอันตรายได้

พัฒนา พร้อมพัฒน์

‘ประเสริฐ’ เตรียมไป ปอเนาะ – ตาดีกา สางปัญหาใต้ เชื่อหลังตั้ง 2 ตัวแทนสถาบันฯ ร่วมคณะ ศอ.บต. ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

‘ประเสริฐ’ เตรียมไป ปอเนาะ - ตาดีกา สางปัญหาใต้ เชื่อหลังตั้ง 2 ตัวแทนสถาบันฯ ร่วมคณะ ศอ.บต. ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

‘ประเสริฐ’ เตรียมไป ปอเนาะ – ตาดีกา สางปัญหาใต้ เชื่อหลังตั้ง 2 ตัวแทนสถาบันฯ ร่วมคณะ ศอ.บต. ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

“ประเสริฐ” เตรียมไปปอเนาะ-ตาดีกา ลุย สางปัญหาใต้ เชื่อหลังส่งตัวแทน 2 โรงเรียนร่วม ศอ.บต.ปัญหาจะคลี่คลายขึ้น

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 12.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ถึงสถานการณ์ความไม่เข้าใจในพื้นที่ชายแดนใต้ ว่า หลังจากเดินทางมาพูดคุยที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการส่งตัวแทนจากทั้ง 2 โรงเรียนเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบเรื่องการศึกษาในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อเสริมความเข้าใจ และจะมีการประชุมร่วมกันอีกหลายฝ่าย 

ทั้งนี้ ตนจะลงพื้นที่ไปเยี่ยม และติดตามผลอย่างรอบด้าน และดูประเด็นที่เป็นปัญหาคลี่คลายลงแล้วหรือยัง รวมถึงดูเรื่องของหลักสูตรการศึกษาด้วย 

‘มัลลิกา’ ปลื้ม แฟนคลับทำเพลงเชียร์ กลายเป็นไวรัลกระหึ่ม Tiktok ชมคลิป

‘มัลลิกา’ ปลื้ม แฟนคลับทำเพลงเชียร์ กลายเป็นไวรัลกระหึ่ม Tiktok ชมคลิป

‘มัลลิกา’ ปลื้ม แฟนคลับทำเพลงเชียร์ กลายเป็นไวรัลกระหึ่ม Tiktok ชมคลิป

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.27 น.

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นการแชร์ความประทับใจที่มีต่อแฟนคลับ ที่ทำเพลงเชียร์ สร้างจาก AI ขึ้นมา จนกลายเป็นกระแสฮือฮาบน Tiktok โดยมีข้อความ ว่า“ความบริสุทธิ์ใจความครีเอตสร้างสรรค์ความเป็นเอฟซีแฟนคลับเราไม่ทิ้งกันจริงๆ ขอบคุณใครสักคนที่ทำเพลงเชียร์ AI โดยเป็นกระแสไปเต็มหน้าฝีดTiktok ฉันขอขอบคุณ เหลือเกิน ….. #ดรมัลลิกาเบอร์14 #ดรมัลลิกาวาไรตี้ทอลค์โชว์ #ดรมัลลิกาบุญมีตระกูลมหาสุข #ดรมัลลิกาผู้ว่ากทม #เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพ @dr.mallikaboon @ดร.มัลลิกา ช่องไลฟ์หลัก @Dr.Mallikashop @Dr.Mallikashop สาขา 2”

มัลลิกา บุญมีตระกูล

หลังจากที่โพสต์ของ  ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“นาทีนี้ต้อง ๑๔ เท่านั้น”

“ยังไงก็ต้องเบอร์ 14”

“14 ค่ะ”

“14ค่ะ”

“14 เท่านั้น”

“14”

มัลลิกา
มัลลิกา บุญมีตระกูล

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ก.อุตฯ ขึงขัง! คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย แผงโซลาร์เซลล์ เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุม

ก.อุตฯ ขึงขัง! คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย แผงโซลาร์เซลล์ เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุม

ก.อุตฯ ขึงขัง! คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย แผงโซลาร์เซลล์ เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุม

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ก.อุตฯ เอาจริง! คุมเข้ม มาตรฐานความปลอดภัย “แผงโซลาร์เซลล์” เร่งประกาศเป็นสินค้าควบคุมมาตรฐาน ตามกฎหมาย มอก.ใหม่ จ่อ บังคับใช้ภายใน ก.ย.69 นี้ เพื่อ คุ้มครองชีวิต-ทรัพย์สินของประชาชน

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุด สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มอีก 4 มาตรฐาน ได้แก่

1.เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง 2.ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ 3.สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ และ 4.แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนการใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เตรียมจัดทำมาตรฐานใหม่เพิ่มอีก 2 มาตรฐาน ได้แก่ ตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์ และขั้วต่อสายไฟ DC (MC 4 Connector) โดยจะเสนอ กมอ. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างมาตรฐาน ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่าจะมีความปลอดภัยในการใช้งาน

ซึ่งการจัดทำมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรฐานเพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ กมอ. มีมติเห็นชอบ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 แผงโซลาร์เซลล์ ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งขั้นตอนต่อไป สมอ. เตรียมออกประกาศมาตรฐานดังกล่าว เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ด้วยเช่นกัน

“ผมได้เร่งรัดให้ สมอ. ดำเนินการโดยเร็ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว แผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิต นำเข้า หรือวางจำหน่ายในประเทศไทยจะต้องผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. 61730 เล่ม 2-2567 จาก สมอ. เพื่อการันตีว่าผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย หรืออันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”

นายวราวุธ กล่าวว่า เพราะปัจจุบันปริมาณการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้า ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว