​รัฐบาลเล็งออกพรก. กู้เงิน5แสนล. อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต

​รัฐบาลเล็งออกพรก. กู้เงิน5แสนล. อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต

​รัฐบาลเล็งออกพรก. กู้เงิน5แสนล. อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเล็งออกพรก. กู้เงิน5แสนล. อ้างเร่งด่วนรับวิกฤต นายกฯวางกรอบงบปี’70 ตัดลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

นายกฯมอบนโยบายงบปี’70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ย้ำต้องเกิดประโยชน์สูงสุดตรงเป้า-แม่นยำ เพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของบปี’69 พยักหน้ารับ ปมเล็งขยายเพดานหนี้สาธารณะ ด้าน“ปกรณ์” รับรัฐบาลเล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตซ้ำซ้อน “ภราดร”เผยไม่มีการนำ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เร็วๆ นี้ “ลวรณ”ระบุ ยังไม่มีคำสั่งให้คลังเตรียมการเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่ม ด้านพลังงาน ยังหวังคลังชงเรื่องเข้า ครม.หลังหนี้กองทุนน้ำมันฯ แตะ6หมื่นล้าน และสถานะเงินยังไหลออกวันละ180ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย โดยนายกฯ กล่าวว่า การมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2570ครั้งนี้ อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากขณะเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยและของทั้งโลก การจัดทำงบประมาณปี2570 ต้องตรงเป้าและแม่นยำและสามารถตอบโจทย์นโยบาย 10พลัส ของรัฐบาลในการนำพาประเทศพ้นภาวะวิกฤต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี2570-2573 ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2เท่านั้น

ใช้งบจำเป็น-เร่งด่วน-เพิ่มไม่เกิน20%

ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากด้วยข้อจำกัดของงบประมาณปี2570 และความจำเป็นในการ แก้ไขปัญหาของประเทศการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องคำนึงถึง หลักความคุ้มค่าและหลักงบประมาณ ฐานศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เน้นเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ ต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด การขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ20ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้น จะต้องเป็นรายจ่ายลงทุนนี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้และเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ซ่อมถนน-ไม่ตัดใหม่-เช่ารถไฟฟ้า

รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบเกี่ยวกับการศึกษาดูงานและปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ ขอให้เน้นการเช่ามากกว่าหรือหากมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้างขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมให้มุ่งเน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ ด้วยสถานการณ์พลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยทุกหน่วยงานที่จะทำสัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์ใช้ในราชการ ให้เช่ารถยนต์ EV หรือรถยนต์ Hybrid สำหรับรายการที่ลงนามสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการพิจารณาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากเดิมที่เป็นรถยนต์สันดาป ให้สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV หรือ Hybridได้

อาวุธต้องมีพร้อมไว้ปกป้องประเทศ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้งสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทยจะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้นฉะนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา

พยักหน้ารับปมขยายเพดานหนี้สธ.

จากนั้นเวลา 11.06 น.นายกฯ เดินทางถึงท่า อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง โดยผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ โดยนายกฯ หยุดยืนฟัง และพยักหน้ารับ ก่อนเดินเข้าห้องรับรองภายใน บน.6

รบ.เล็งออกพรก.กู้เงิน5แสนล.

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

แจงสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว

ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะก่อน

ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณนั้นสามารถที่จะดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ จะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

พิจารณาข้อเสนอคลังค้ำประกันเงินกู้

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 – 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

พรก.กู้เงินยังไม่เข้าครม.เร็วๆนี้

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน ว่ายังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน แต่ยอมรับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ ยืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรียังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแผนว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่

หารือ พรบ.โอนงบฯช่วง มิ.ย.

ส่วนความคืบหน้าการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งคาดการณ์จะเข้าในเดือนมิถุนายนนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า เงินชดเชยเงินกองคลัง จะต้องชดเชยในโอกาสแรก ในการจัดทำงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ หรืองบประมาณกลางปี ก็จะต้องทำงบประมาณโอนงบเข้ามาเพื่อจะชดเชยเงินกองคลัง ที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 67-68 ดังนั้น ถ้าทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ จะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน

ส่วนจะต้องนำไปชำระหนี้ที่ติดอยู่ 70,000 ล้านบาทหรือไม่ ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่จะต้องหารือว่าจะชำระหนี้ทั้งหมด หรือจะชำระบางส่วน ดังนั้น เชื่อว่า หากมีการโอนงบประมาณวงเงินจะไม่ถึง 70,000 ล้านบาท เป้าหมายของการโอนงบประมาณที่จะมาใช้ในภารกิจไทยช่วยไทย ยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องนำไปชดใช้เงินกองคลังก่อน ซึ่งการพิจารณางบประมาณปี 70 จะต้องตั้งเรื่องนี้ เพื่อที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยตามปฏิทินจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายนนี้

คาด‘คนละครึ่ง’เริ่มเดือน พ.ค.

ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง) ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรก ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้ และหลังจากนี้ รัฐบาลจะบริหารจัดการเงินจาก พรบ.โอนงบ

คลังยังไม่ได้รับคำสั่งให้เตรียมการ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่รัฐบาลจะมีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาทเพื่อรองรับวิกฤตพลังงานและรองรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า เรื่องดังกล่าว ยังไม่ได้มีการสั่งการมายังกระทรวงการคลังให้เตรียมการเรื่องนี้ และตนเองยังไม่ทราบเรื่องนี้แต่อย่างใด

ส่วนเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมัน วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทนั้น กระทรวงพลังงานได้มีการเสนอมายังกระทรวงการคลังแล้ว แต่เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมามากในช่วงนี้ จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก.ในส่วนนี้

“การบริหารในขณะนี้ต้องบริหารตามสถานการณ์ ตอนนั้นที่มีการเสนอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงมาก แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันลงมาค่อนข้างมากแล้ว จึงยังไม่ต้องมีการค้ำประกันการกู้เงินในส่วนนี้” นายลวรณ กล่าว

พลังงานส่งเรื่องค้ำเงินกู้ให้คลังแล้ว

ขณะที่ นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่ากระทรวงพลังงานได้เสนอเรื่องการขอค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งต้องรอดูว่ากระทรวงการคลังจะนำเรื่องนี้เสนอเข้า ครม.เมื่อใด โดยหากมีการดำเนินการแล้ว พ.ร.ก.ฉบับนี้จะเข้ามาช่วยในการบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันได้ดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้กองทุนน้ำมันมีตัวเลขติดลบสะสมจากการเข้าไปช่วยอุ้มราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท และในขณะนี้สถานะของกองทุนน้ำมันก็ยังมีสถานะติดลบกว่าวันละ 180 ล้านบาท จากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับปกติ

“หากสถานะกองทุนน้ำมันฯยังติดลบ มีเงินไหลออกทุกวัน การกู้เงินของกองทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องถือว่ามีความจำเป็น หากกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ ก็จะสามารถดำเนินการกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องในการบริหารกองทุนน้ำมันได้ทันที” รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

4แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาครัฐเร่งพลิก “วิกฤต” เป็น “โอกาส” เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่เสริมความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย 4 SFIs ร่วมกันออกสินเชื่อ ครอบคลุมครัวเรือน เกษตรกร และ SME เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ธอส. ออก 3 แพ็กเกจ “บ้านอยู่เย็นเป็นสุข” สำหรับซื้อ สร้าง หรือปรับปรุงบ้านประหยัดพลังงาน พร้อมติดตั้งพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี รวมถึงสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.69% และสินเชื่อโซลาร์รูฟ วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.90% โดยไม่ต้องจดจำนองเพิ่ม

ธนาคารออมสิน ออกสินเชื่อสีเขียว ครอบคลุมบ้าน รถ และธุรกิจ อาทิ GSB Green Home Loan กู้ได้สูงสุด 110% ผ่อนชำระนาน 40 ปี รวมถึงสินเชื่อ GSB Go Green สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อรถ EV หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และสินเชื่อเพื่อ SME ดอกเบี้ยเริ่มต้น MLR -0.25%

ธ.ก.ส. สนับสนุนเกษตรกรสู่ BCG Model ผ่านสินเชื่อเครื่องจักรกล ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี และสินเชื่อ BCG ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน ชำระคืนได้สูงสุด 15 ปี พร้อมเงินทุนหมุนเวียน 12–18 เดือน

SME D Bank สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ผ่อนชำระนาน 10 ปี และปลอดชำระเงินต้น 12 เดือนแรก

“มาตรการสินเชื่อจากทั้ง 4 แบงก์รัฐ ช่วยลดภาระในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน” โฆษกรัฐบาล กล่าว

สุริยะ’เร่งสรุปข้อมูลปุ๋ยส่งรัสเซีย

ที่ท่า อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือถึงการเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย ว่า หลังพบว่าปริมาณปุ๋ยยูเรียในไทยไม่เพียงพอ จึงได้หารือผ่านเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ก่อนเดินทางไปหารือกับรองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลกและมีนโยบายไม่ให้ส่งออก จึงต้องเดินทางไปเจรจา ซึ่งผลการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และได้จัดโควต้าปุ๋ยยูเรียให้กับประเทศไทย โดยในเบื้องต้นมีการขอ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเอกชน ตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียด เพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด

เมื่อถามว่าระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น นายสุริยะ กล่าวว่า หลังจากลงนามไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยก็จะถึงไทย ส่วนเรื่องราคาปุ๋ยยูเรียนั้น จะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ เพราะต้องหาราคาที่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคา

ทักษิณ ตั้งตารอ 23 เม.ย. ลูก-หลานขนทัพเข้าเยี่ยมแบบไร้ฉากกั้น

ทักษิณ ตั้งตารอ 23 เม.ย. ลูก-หลานขนทัพเข้าเยี่ยมแบบไร้ฉากกั้น

ทักษิณ ตั้งตารอ 23 เม.ย. ลูก-หลานขนทัพเข้าเยี่ยมแบบไร้ฉากกั้น

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“ทนายวิญญัติ”เผย 23 เม.ย.นี้ ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ เปิดเยี่ยมญาติใกล้ชิดในแดนพยาบาล แบบไม่มีฉากกั้น โดยมีลูกและหลานมาเยี่ยม”ทักษิณ”

20 เมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร นางบุษบา ดามาพงศ์ ภรรยาของ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ได้เดินทางมาในฐานะตัวแทนครอบครัว เพื่อเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการเข้าเยี่ยมเป็นครั้งที่ 56 โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ร่วมเดินทางเข้าพบในครั้งนี้ด้วย โดยใช้เวลาเข้าเยื่ยม 30 นาที

นายวิญญัติ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ มีกำหนดการเยี่ยมญาติใกล้ชิดในแดนพยาบาล ซึ่งเป็นการเยี่ยมแบบไม่มีฉากกั้นภายในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยปกติจะจัดให้สำหรับผู้ต้องขังป่วยที่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ และต้องเป็นญาติสายตรงอันได้แก่ พ่อแม่ คู่สมรส บุตร หรือพี่น้องเท่านั้น ซึ่งในวันดังกล่าวทราบว่าจะมีบุตรและหลานของนายทักษิณเดินทางมาเยี่ยม ประกอบด้วย บุตรของ นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค จำนวน 2 คน บุตรของ น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร หรือ เอม จำนวน 3 คน และบุตรของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ จำนวน 2 คน เมื่อรวมกับบุตรของนายทักษิณแล้ว คาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมในวันนั้นรวมประมาณเกือบ 10 คน โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป

สำหรับอาการป่วยของนายทักษิณ นั้น นายวิญญัติ ระบุว่า อาการตาแดงที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ได้หายดีแล้ว ปัจจุบันหน้าตาของท่านดูสดใสขึ้น จะเหลือเพียงอาการความดันโลหิต ซึ่งเป็นอาการปกติของผู้สูงวัยเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นว่านายทักษิณ มีอาการตื่นเต้นหรือไม่ที่จะได้รับอิสรภาพออกจากเรือนจำ ทนายวิญญัติ ระบุว่า ตนไม่ได้สอบถามในเรื่องนี้โดยตรง แต่เชื่อว่าผู้ต้องขังทุกคนที่อยู่ในเรือนจำย่อมมีความรู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่างๆ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะอนุกรรมการที่จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งในขณะนี้ตนยังไม่ทราบความคืบหน้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด

– 006

โฆษก ทร. ยัน กปช.จต. คุมเข้มชายแดนจันทบุรี ย้ำไร้เงาฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำ พร้อมโต้กลับหากละเมิดอธิปไตย

โฆษก ทร. ยัน กปช.จต. คุมเข้มชายแดนจันทบุรี ย้ำไร้เงาฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำ พร้อมโต้กลับหากละเมิดอธิปไตย

โฆษก ทร. ยัน กปช.จต. คุมเข้มชายแดนจันทบุรี ย้ำไร้เงาฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำ พร้อมโต้กลับหากละเมิดอธิปไตย

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.57 น.

โฆษก ทร. ยัน กปช.จต. ยังคงควบคุมพื้นที่ชายแดนจันทบุรี ไม่มีกำลังทหารฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ กรณีธงชาติหายอยู่ระหว่างตรวจสอบ ย้ำหากพบรุกล้ำอธิปไตย พร้อมยกระดับตอบโต้ทันที

20 เม.ย. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีมีข่าวธงชาติไทยสูญหายจากเสาธงในพื้นที่รูปตัวยู (U) เป็นเรื่องจริง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี  ซึ่งเป็นบริเวณที่ชายแดนระหว่างสองประเทศมีลำธารธรรมชาติเป็นเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจน

โดยหน่วยในพื้นที่ได้เชิญธงผืนใหม่ขึ้นทดแทนทันที หลังพบเหตุ รวมทั้งได้เพิ่มการลาดตระเวนตามถนนเลียบแนวชายแดนและติดตั้งลวดหนามหีบเพลงในจุดเสี่ยงเพิ่มเติม ขณะที่นายทหารระดับสูงของฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทาง ฉก.นย.จันทบุรี ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบและหาหลักฐานผู้กระทำการดังกล่าว โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันว่าหากตรวจพบการรุกล้ำอธิปไตยของกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม จะดำเนินมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสมอย่างเด็ดขาด

นายกฯ ดูโมเดลป่าเปียก สร้างความชุ่มชื้นกันไฟป่า ห่วง จนท. บอกจะเสียท่านไม่ได้แล้วแม้แต่คนเดียว

นายกฯ ดูโมเดลป่าเปียก สร้างความชุ่มชื้นกันไฟป่า  ห่วง จนท. บอกจะเสียท่านไม่ได้แล้วแม้แต่คนเดียว

นายกฯ ดูโมเดลป่าเปียก สร้างความชุ่มชื้นกันไฟป่า ห่วง จนท. บอกจะเสียท่านไม่ได้แล้วแม้แต่คนเดียว

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

นายกฯ ดูโมเดลป่าเปียก สร้างความชุ่มชื้นป้องกันไฟป่า ห่วง เจ้าหน้าที่ บอก จุดไหนร้อนเกินอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง ลั่น จะเสียท่านไม่ได้แล้วแม้แต่คนเดียว 

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 20 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางต่อมาที่ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด เพื่อตรวจติดตามอุปกรณ์ในภารกิจดับไฟป่า และดูการทดลองป่าเปียกที่มีการฉีดน้ำไปยังพื้นที่ป่าฝั่งหนึ่ง กับอีกฝั่งหนึ่งที่ไม่ได้ฉีดน้ำ ทำให้เห็นความชุ่มชื่นที่ต่างกันอย่างชัดเจน และเป็นแนวคิดป้องกันไฟป่าจากการปล่อยน้ำให้ป่าเกิดความชื้น ซึ่งขณะนี้มีป่า 7 แห่งใช้โมเดลนี้อยู่ 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้สักการะพระธาตุเจดีย์อินแขวน (องค์จำลอง) สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีลักษณะก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ ซึ่งการสักการะพระธาตุเจดีย์อินแขวน จะทำให้มีแต่ความสุขความเจริญขอพรสิ่งใดก็จะสมปรารถนา 

ภายหลังนายกฯได้ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักเรียนปั้นเมล็ดพันธุ์ไม้ก่อนยิงปลูกป่า เพื่อร่วมกันรณรงค์ปลูกป่าชดเชยป่าที่ถูกเผา ก่อนจะพูดคุยกับจิตอาสาชาวดอยสะเก็ด รู้สึกดีใจที่นายกฯ มาเยือน และขอเป็นกำลังใจในการทำงานกับนายกรัฐมนตรี 

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้เข้าสักการะรอยพระพุทธบาท วัดพระธาตุดอยสะเก็ด และเข้าพบกับพระราชโพธิวรคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด เพื่อขอพรเสริมความเป็นสิริมงคล 

ต่อมานายอนุทิน ได้ทักทายเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่มีส่วนร่วมในภารกิจดับไฟป่า อาทิ จากกรมการปกครอง กรมป่าไม้ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า พวกตนดีใจที่ได้มาดูหน้างานจริง เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย หากมัวแต่รับฟังรายงานอยู่ที่ส่วนกลาง ก็จะสนับสนุนหน้างานไม่ถูก เมื่อมาเห็นหน้างานแล้วก็จะนำคำแนะนำไปปรับแก้ไขปัญหาให้กับทุกคน เราเน้นป้องกันมากกว่าการแก้ไข ในนามรัฐบาลขอขอบคุณทุกคนที่เสียสละ ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่ทำลงไปมีคุณค่า สำหรับประชาชนทุกคน เจ้าหน้าที่มีความเสี่ยง ต้องเผชิญหน้ากับความร้อน และมีความเสี่ยงกับระบบทางเดินหายใจสำลักควัน เราได้รับรายงาน เรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดด้วยความอึดอัดใจและไม่สบายใจ และจะหาทุกวิถีทางเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป ยืนยันว่าเราจะยืนเคียงข้างกันไม่ทิ้งกันแน่นอน 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า หากพื้นที่ใดมีความร้อนเกินจนทำให้เกิดความเสี่ยง แต่ก็เสี่ยงอย่างไรก็ต้องไม่เสี่ยงชีวิต ต้องปล่อยไปและจะหาวิธีการอื่นมาแก้ไขปัญหาเพราะ “ผมจะเสียพวกท่านไม่ได้แล้ว แม้แต่คนเดียว” ดังนั้นขอให้ใช้ดุลยพินิจ ประเมินความเสี่ยงก่อนเข้าพื้นที่ ก่อนจะอวยพรให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสุขภาพแข็งแรง 

ฉก.นย.จันทบุรี สยบข่าวลือ ยืนยันธงชาติไทยยังสง่างามบน เนินตัวยู บ้านผักกาด

ฉก.นย.จันทบุรี สยบข่าวลือ ยืนยันธงชาติไทยยังสง่างามบน เนินตัวยู บ้านผักกาด

ฉก.นย.จันทบุรี สยบข่าวลือ ยืนยันธงชาติไทยยังสง่างามบน เนินตัวยู บ้านผักกาด

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.05 น.

ฉก.นย.จันทบุรี ยัน ธงชาติไทย ยังมีอยู่ในพื้นที่เนินตัวยู บ้านผักกาด จ.จันทบุรี ชี้ไม่เห็นทหารกัมพูชาข้ามแดน จับได้แค่แรงงานลักลอบเข้าเมือง

20 เมษายน 2569 แหล่งข่าวหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ชี้แจงกรณีข่าวทหารกัมพูชาลักลอบข้ามแดนมายัง พื้นที่เนินตัวยู บ้านผักกาด จ.จันทบุรี ปลดธงชาติไทย ว่าจากการตรวจสอบปัจจุบันธงชาติไทยยังมีอยู่ เพราะพื้นที่ตรงนั้นเราดูแล เสาธงชาติก็ยังมี ส่วนกระแสข่าวที่ว่า ทหารกัมพูชาข้ามแดนมาหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้เพราะไม่เห็นตัว ซึ่งส่วนใหญ่ที่จับกุมได้จะเป็นพวกหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งจับกุมได้ตลอดวันละหล้ายร้อยคน รวมเป็นจำนวนหลายพันคน และส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินคดี

จุลพันธ์ ยัน พท.ไม่ส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ชี้เป็นพรรคระดับชาติมุ่งเดินนโยบายขับเคลื่อนภาพใหญ่

จุลพันธ์ ยัน พท.ไม่ส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ชี้เป็นพรรคระดับชาติมุ่งเดินนโยบายขับเคลื่อนภาพใหญ่

จุลพันธ์ ยัน พท.ไม่ส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ชี้เป็นพรรคระดับชาติมุ่งเดินนโยบายขับเคลื่อนภาพใหญ่

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.54 น.

จุลพันธ์ ยัน พท.ไม่ส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. รอคุยส่ง สก.หรือไม่ ชี้เป็นพรรคระดับชาติมุ่งเดินนโยบายขับเคลื่อนภาพใหญ่ ขอปล่อยให้แข่งขันเป็นอิสระ 

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เหมือนครั้งที่แล้วก็ไม่ได้ส่ง โดยพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคระดับชาติ ตอนนี้มุ่งนโยบายขับเคลื่อนในภาพใหญ่ ซึ่งหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทย วันนี้ตั้งเป้าพัฒนาทุนมนุษย์ และในกรุงเทพฯ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การขับเคลื่อนของท้องถิ่นยังไม่ได้ลงลึก ปล่อยให้การแข่งขันเป็นอิสระ และให้ประชาชนมีอิสระในการตัดสินใจเลือก

เมื่อถามว่าสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พรรคเพื่อไทยจะส่งหรือไม่ เพราะหากไม่ส่งอาจจะถูกกลืนกินพื้นที่ทางการเมือง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะต้องคุยกันอีกทีหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปใด 

จุลพันธ์ เชื่อคนเพื่อไทยตั้งตารอ ทักษิณ ได้พักโทษ บอกยังไม่มีแผนเชิญเป็นวิทยากร

จุลพันธ์ เชื่อคนเพื่อไทยตั้งตารอ ทักษิณ ได้พักโทษ บอกยังไม่มีแผนเชิญเป็นวิทยากร

จุลพันธ์ เชื่อคนเพื่อไทยตั้งตารอ ทักษิณ ได้พักโทษ บอกยังไม่มีแผนเชิญเป็นวิทยากร

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

จุลพันธ์ เชื่อคนเพื่อไทยตั้งตารอ ทักษิณ ได้พักโทษ บอกยังไม่มีแผนเชิญเป็นวิทยากร ยันพรรคสามารถทำงานได้ทั้ง ครม.-สส.

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะได้รับการพักโทษและเตรียมได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 11 พ.ค.เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ ที่จะนำนายทักษิณกลับมาเป็นวิทยากร ให้คำปรึกษาด้านการเมืองว่า ไม่ได้มีประเด็นนี้ในการหารือซึ่งทุกคนก็แสดงความยินดีกับข่าวที่ได้ยิน แต่ก็ต้องรอให้กระบวนการเสร็จสิ้นครบถ้วน ส่วนตัวไม่ได้รู้ข้อกฎหมายว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร แต่เราก็ตั้งตารอและเฝ้าหวังให้เกิดขึ้นจริงเพื่อให้ท่านได้ออกมา รวมถึงต้องให้เวลานายทักษิณในการคิดและพิจารณา เพราะคาดว่านายทักษิณคงอยากจะใช้เวลากับครอบครัว หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ก็รอดูตามสถานการณ์ ทางพรรคไม่ได้มีการคิดหรือวางแผนใดๆ เพราะขณะนี้พรรคก็สามารถทำงานได้ และเราก็มีภาระหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชน สภาฯ ทั้งในส่วนของ สส.ในสภาฯ และส่วน ครม.ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าไป ซึ่งตอนนี้เราเน้นเรื่องการทำงานเป็นหลัก 

เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะไปพบกับนายทักษิณ หลังได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คงมีโอกาสได้พบ แต่ก็ไม่ได้วางแผนว่าจะไปเมื่อใด เรื่องแบบนี้ไม่ได้คิดล่วงหน้าอยู่แล้ว เชื่อว่าอย่างน้อย อาจจะมีโอกาสได้พบกันตามงาน ส่วนจะมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมที่บ้านหรือไม่นั้น ก็ต้องดูหลายองค์ประกอบและจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

จุลพันธ์ เผยประชุมใหญ่ 24 เม.ย.นี้ ปรับโครงสร้าง เสริม กก.บห.รับมือทุกสถานการณ์เลือกตั้ง

จุลพันธ์ เผยประชุมใหญ่ 24 เม.ย.นี้ ปรับโครงสร้าง เสริม กก.บห.รับมือทุกสถานการณ์เลือกตั้ง

จุลพันธ์ เผยประชุมใหญ่ 24 เม.ย.นี้ ปรับโครงสร้าง เสริม กก.บห.รับมือทุกสถานการณ์เลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.36 น.

จุลพันธ์ เผยเตรียมพร้อมประชุมใหญ่ 24 เม.ย.นี้ ปรับโครงสร้าง เสริม กก.บห.รับมือทุกสถานการณ์เลือกตั้ง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์กำหนดทิศทางใหม่ เชื่อมงานพรรค–สภา–ครม.

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมแกนนำพรรคเพื่อไทย จะมีการพูดคุยถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ว่า เอาวาระเรื่องการประชุมใหญ่สามัญเข้าด้วยว่าจะมีวาระอะไรบ้าง ทั้งเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค เพราะช่วงการเลือกตั้งมีบางท่านได้ลาออกไป ก็จะมีการซ่อมเสริมให้ครบเพื่อให้องค์ประกอบการทำงานครบถ้วน เรื่องของคณะกรรมการเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งทุกพรรคการเมืองต้องเตรียมตลอด เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์เลือกตั้งซ่อมหรือเลือกตั้งใหม่ได้ตลอดเวลา เราต้องเตรียมความพร้อมไว้ และเรื่องกิจกรรมพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นช่วงเดือนเม.ย. ทุกครั้งจะมีกิจกรรมรดน้ำดำหัว ซึ่งดำเนินการประจำทุกปีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าในวันที่ 24 เม.ย.หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ จะเป็นการเปิดกลยุทธ์เพื่อดึงศรัทธาพรรคเพื่อไทยกลับมาหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆ แน่นอนอยู่แล้ว มีการพูดกับทางสมาชิกและคงมีการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนผ่านทางสื่ออยู่แล้ว ซึ่งทุกครั้งที่มีการประชุมใหญ่แน่นอนว่าเราต้องมีการสื่อสารถึงทิศทางการดำเนินงานของพรรค รวมถึงกรอบวิธีการที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนพรรคต่อไป เช่น เรื่องขององค์ประกอบ โครงสร้างว่าจะปรับรูปแบบโครงสร้างอย่างไร และจะมีคณะกรรมการขึ้นมาในลักษณะใด เพื่อทำงานเชื่อมประสานระหว่าง 3 ส่วนคือตัวพรรคเพื่อไทย สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีคนของทางพรรคไปดำรงตำแหน่ง ฉะนั้นหากเราตั้งเป้าในการขับเคลื่อนเพื่อให้พรรคเพื่อไทยเติบโตก้าวหน้าต่อไป พร้อมสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อไหร่ก็ตาม แน่นอนว่าองค์ประกอบโครงสร้างพรรคที่จะรองรับ การทำงานอย่างสอดประสานเป็นสิ่งจำเป็น

นายกฯ เดินให้กำลังใจจนท.-ตรวจความพร้อมเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่า และรถวัดฝุ่น PM2.5

นายกฯ เดินให้กำลังใจจนท.-ตรวจความพร้อมเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่า และรถวัดฝุ่น PM2.5

นายกฯ เดินให้กำลังใจจนท.-ตรวจความพร้อมเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่า และรถวัดฝุ่น PM2.5

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

นายกฯ เดินให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และตรวจความพร้อมเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่า-รถวัดฝุ่น PM2.5 ก่อนลุยภารกิจภาคเหนือเต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 เวลา 15.45 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และทีมปฏิบัติการภาคสนาม ณ ฐานการบินกองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

นายกรัฐมนตรีได้ตรวจความพร้อมของเฮลิคอปเตอร์ จากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กองทัพบก กระทรวงกลาโหม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนักบินและทีมกู้ภัยประจำเครื่องพร้อมปฏิบัติการครบชุด

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ตรวจความพร้อมของรถสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศแบบเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งติดตั้งในจุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อใช้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ข้อมูลคุณภาพอากาศจะถูกนำมาใช้ในการแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai เป็นหลัก

สว.วุฒิพงศ์ อัด มุ้งใหญ่ ชงเพิ่ม VAT เป็น10% ท่ามกลางปชช.กำลังเดือดร้อนหนัก

สว.วุฒิพงศ์ อัด มุ้งใหญ่ ชงเพิ่ม VAT เป็น10% ท่ามกลางปชช.กำลังเดือดร้อนหนัก

สว.วุฒิพงศ์ อัด มุ้งใหญ่ ชงเพิ่ม VAT เป็น10% ท่ามกลางปชช.กำลังเดือดร้อนหนัก

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

‘สว.วุฒิพงศ์’ ซัด ‘มุ้งใหญ่’ ชงเพิ่ม VAT เป็น10% ท่ามกลางปชช.กำลังเดือดร้อนหนัก ติงควรช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้ โอดทุกอย่างขึ้นหมดยกเว้น ‘ค่าแรง’ 

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา เสนอเพิ่ม VAT ปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเป็น 10% ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภา คนที่มีหน้าที่ว่าจะปรับภาษีขึ้นเท่าไหร่คือรัฐบาล  โดยรัฐบาลต้องเสนอมาแล้วเราจะมาตรวจดูว่าถูกต้อง และประชาชนพึงพอใจหรือไม่ ซึ่งความเห็นส่วนตัวเห็นว่าควรจะลดภาษีไปก่อน  เพราะตอนนี้ประชาชน ไม่ค่อยมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยคนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และทุกที่ในโลกก็ใช้วิธีการลดภาษีน้ำมันแพงก็ลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งญี่ปุ่นก็ลดภาษีที่เกี่ยวข้องให้เห็นแล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปาก และจับจ่ายใช้สอยได้บ้าง 

“ทุกอย่างขึ้นหมดยกเว้นค่าแรง เป็นสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้าอยู่  ดังนั้นขอให้มองเห็นหัว สว. ที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจบ้าง เพราะพวกเราก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่จึงอยากให้สว. เสียงข้างมาก  อย่าลำพองใจเหมือนเช่นเคย“ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว