ศรีสุวรรณ บุก ป.ป.ช. ทวงถามการแจ้งข้อกล่าวหาบิ๊กแป๊ะ ทำไมเรื่องเงียบ

ศรีสุวรรณ บุก ป.ป.ช. ทวงถามการแจ้งข้อกล่าวหาบิ๊กแป๊ะ ทำไมเรื่องเงียบ

ศรีสุวรรณ บุก ป.ป.ช. ทวงถามการแจ้งข้อกล่าวหาบิ๊กแป๊ะ ทำไมเรื่องเงียบ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.13 น.

20 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อติดตามทวงถามความคืบหน้ามติของคณะกรรมการร ป.ป.ช.ชุดใหญ่ที่แจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กับพวกใน 2 โครงการใหญ่ คือ การจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ 260 คัน วงเงิน 900 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) หรือการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) วงเงิน 2,100 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาไปตั้งแต่กลางปี 2566 แล้ว เหตุใดคดีไม่คืบหน้า

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติเมื่อเดือน มี.ค.2566 ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กับพวกรวม 46 คน ในคดีจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจ การณ์อัจฉริยะ 260 คัน วงเงิน 900 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2561 – 2562 ซึ่งการไต่สวนเน้นการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกชอบด้วย พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ 2560 หรือไม่ มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือไม่ การกำหนดราคากลางชอบหรือไม่ แพงเกินจริงหรือไม่ และการไม่คิดค่าปรับและแก้ไขสัญญาเพิ่มเติมเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนคู่สัญญาหรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้เรียกให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามระยะเวลากำหนดในกฎหมายไปแล้ว แต่เรื่องกลับเงียบหายไป

ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กับพวก อีกเรื่องหนึ่งเมื่อเดือน ก.ค.2566 ในคดีการดำเนินงานโครงการจัดซื้อไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) หรือการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) วงเงิน 2,100 ล้านบาท เนื่องจากมีการขยายระยะเวลาการรับมอบสินค้าที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ มีลักษณะเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนคู่สัญ ญา โดยสัญญาโครงการจัดซื้อไบโอเมตริกซ์ มีกำหนดส่งมอบคุรุภัณฑ์ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในกำหนด 66 วัน แบ่งเป็น 6 งวด ครบกำหนดตามสัญญาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 แต่บริษัทผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าตรงตามสัญญา กลับขยายเวลาออกไปจนถึง 30 มิถุนายน 2562

นอกจากประเด็นเลยกำหนดส่งมอบแล้ว ยังมีเรื่องของประสิทธิภาพของระบบไบโอเมตริกซ์ ที่ไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ เช่น นำไปติดตั้งในจุด หรือพื้นที่ที่ไม่มีความจำเป็น ทำให้การใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและไม่ตอบโจทย์อีกด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือแจ้งข้อกล่าวหากับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา กับพวกเพื่อเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว จากนั้นไม่ทราบว่ามีการสรุปสำนวนการไต่สวนเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาชี้มูลเป็นทางการแล้วหรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวตอนท้ายว่า ในที่สุด ทั้ง 2 โครงการฯ ดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ได้แจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กับพวก มาชี้แจงนานแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าทางคดีว่าจะส่งเรื่องฟ้องศาลหรือไม่ อย่างไร หรือจะปัดตกไปเหมือนคดีอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติโดยตรง องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องเดินทางมาติดตามทวงถามความคืบหน้าของการไต่สวนและวินิจฉัยดังกล่าวในวันนี้

อนุทิน จ่อตั้ง ทรงศักดิ์ คุมป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ

อนุทิน จ่อตั้ง ทรงศักดิ์ คุมป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ

อนุทิน จ่อตั้ง ทรงศักดิ์ คุมป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“อนุทิน”จ่อตั้ง”ทรงศักดิ์” คุมป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ ลั่น!ไม่ซื้อสินค้าจากการเผาของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ต้องถามนายทุน บอกรัฐบาลหนุนเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามการแก้ปัญหาไฟป่า และฝุ่น PM2.5 รวมไปถึงการป้องกันภัยแล้ง และภัยพิบัติน้ำท่วม ในที่ประชุม ได้มอบหมายภารกิจให้แต่ละหน่วยงานไปดำเนินการ โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนต้องเป็น Single Command คือเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง และบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการ

เมื่อถามว่า สิ้นเดือนนี้จะเอาอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราดำเนินการมาตลอดบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ดำเนินคดีกับผู้ลักลอบเผาป่า ประมาณ 1,200 คดีแล้ว และในคดีที่เกี่ยวกับการบุกรุกป่า เผาป่า ส่วนใหญ่เมื่อไปถึงชั้นศาลไม่รอลงอาญา วันนี้พื้นที่ป่าสงวนและพื้นที่อุทยานของป่าในพื้นที่เขตจังหวัดภาคเหนือ หากเข้าไปหาของป่าเขาต้องห้ามเผา และคงมีการประกาศห้ามเข้าพื้นที่ในช่วงนี้โดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการเผา เราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ตลอดจนถึงผลผลิตทางการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน เราจะไม่ซื้อหากผลิตมาด้วยวิธีการเผา

เมื่อถามว่า การบอกว่าจะไม่ซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ถามนายทุนแล้วหรือยัง นายอนุทิน ย้อนถามว่า ทำไมต้องคุย จะคุยทำไม เรามีกฎหมายมีเทคโนโลยีที่จะชี้จุดว่าตรงไหนมาจากการเผาป่า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อนุมัติให้นำสินค้าเข้ามาขายในไทยได้ไม่ยอมแน่นอนไม่ต้องคุยกับใคร

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดนั้น ถือเป็นกฎหมายที่ต่อเนื่องจากสภาชุดที่ผ่านมา เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ พรรคการเมืองทุกพรรคสนับสนุน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่จะส่งไปยัง สว.ซึ่งพรรคการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลต่างพร้อมจะสนับสนุนให้ผ่านตามขั้นตอน และเมื่อถามว่า นายอนุทิน เองก็สนับสนุนด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิ นถามกลับว่า “ไม่เห็นด้วยได้หรอ”

กรณ์ ซัดแรง!ข้ามหัวข้าราชการ หลังรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

กรณ์ ซัดแรง!ข้ามหัวข้าราชการ หลังรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

กรณ์ ซัดแรง!ข้ามหัวข้าราชการ หลังรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

20 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีข่าวรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดเผยต่อสื่อว่ารัฐบาลเตรียมออก พรก. กู้เงิน 500,000 ล้านบาท (มาอีกแล้ว!!) แต่ปลัดคลังบอกว่ากระทรวงคลังยังไม่รู้เรื่อง…

หมายความว่าเรื่องนี้ฝ่ายการเมืองคิดเองสรุปเองโดยไม่ได้ปรึกษาฝ่ายราชการ ซึ่งเป็นกรณีที่แปลกที่สุด ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยตามที่สื่อรายงาน คุณปกรณ์อธิบายว่า “รัฐบาลต้องเตรียมเงินทุนเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

รวมถึงต้องเตรียมการรองรับวิกฤตการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถคาดเดาได้”

ผมขอบอกเลยนะครับ ถ้าออกมาอย่างนี้ ประชาธิปัตย์เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ แน่นอน โดยเฉพาะหากจะออก พรก. เงินกู้นี้ รัฐบาลจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เพิ่มขึ้นอีกด้วย และ พรบ.งบประมาณปกติของปี 70 ที่รัฐบาลจัดทำอยู่ก็ยังเหลือเพดานเงินกู้อยู่ถึง 100,000 ล้านบาท

รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ระบุว่า การออก พรก. กู้เงินต้องมีความ ”จำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้“ เท่านั้น รัฐบาลต้องระวัง อย่าขัดกับทุกคำกล่าวเรื่องของวินัยการคลังที่ท่านรองนายกฯ เอกนิติได้เคยพูดมา

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรรรโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาสมศักดิ์ ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 จำนวน 3 รูป ดังนี้

1.พระพรหมมุนี วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์

2.พระธรรมวชิรเมธาจารย์ วัดโสมนัสราชวรวิหาร เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระพรหมวัชรญาณกวี

3.พระธรรมวชิรจินดาภรณ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระพรหมวชิรเมธาภรณ์

ขอบคุณภาพ : อาณาจักรล้านช้าง

ราคาทุเรียนดิ่งเหว อดีตนายกสมาพันธ์ฯ ภาคตะวันออก ร้องรัฐเช็กทุนต่างชาติกว้านซื้อสวน

ราคาทุเรียนดิ่งเหว อดีตนายกสมาพันธ์ฯ ภาคตะวันออก ร้องรัฐเช็กทุนต่างชาติกว้านซื้อสวน

ราคาทุเรียนดิ่งเหว อดีตนายกสมาพันธ์ฯ ภาคตะวันออก ร้องรัฐเช็กทุนต่างชาติกว้านซื้อสวน

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

อดีตนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออกระบุ ราคาทุเรียนปีนี้ตกต่ำสุดในรอบหลายปี ชี้เกิดจากปัญหา “ทุเรียนอ่อน” ฉุดราคาตลาดและกระทบความเชื่อมั่นผู้ซื้อ​ หากไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกให้เวียดนามในอนาคต ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวลกรณีต่างชาติเข้าถือครองสวนทุเรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดทางกฎหมายด้านอาชีพเกษตรกรรม

วันนี้ 20 เมษายน 2569 นายชลธี นุ่มหนู อดีตนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออกเปิดเผยว่า สถานการณ์ทุเรียนในปีนี้อยู่ในภาวะน่ากังวล โดยราคาปรับลดลงต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากจะมี​ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ประกอบกับปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้น​ต่อเนื่อง​หลายปีมาแล้ว

ชลธี นุ่มหนู

ทั้งนี้ ทุเรียนด้อยคุณภาพเกิดจากการตัดก่อนกำหนด หรือการเร่งตัดผลผลิตเพื่อออกสู่ตลาดก่อนฤดูกาล แม้ผลผลิตสามารถสุกได้ แต่รสชาติและคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะประเทศจีน ลดความเชื่อมั่นในทุเรียนไทย และกระทบต่อราคาซื้อขายในภาพรวมโดยสัญญา​ณของราคาที่ปรับลดลง​เห็นจากเทศกาล​เช็งเม้งเมื่อต้นเดือน​เมษายน​ที่ผ่านมา​ โดยมีแนวโน้มกดราคาลงต่อเนื่องในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งหากไม่มีการควบคุมคุณภาพอย่างจริงจัง อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ทั้งนี้จะ เสนอให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้มาตรการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกำกับดูแลผู้ประกอบการล้งไม่ให้รับซื้อทุเรียนที่ตัดก่อนกำหนด และต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง เช่น​ ระงับ​ใบอนุญาต​หรือ​ปิดล้งเพื่อยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยทั้งระบบ

ชลธี นุ่มหนู

นายชลธีกล่าวถึงการที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในวันที่​ 25​ เมษายน​นี้ เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์ทุเรียนว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาลผลิต พร้อมฝากให้เร่งดำเนินการปราบปรามทุเรียนด้อยคุณภาพอย่างจริงจัง

ตลอดจนฝากข้อกังวลของเกษตรกร​กรณีต่างชาติเข้าซื้อสวนทุเรียน ซึ่งอาชีพเกษตรกรรมเป็นกิจการที่กฎหมายไทยกำหนดห้ามคนต่างด้าวประกอบเด็ด​ขาด จึงควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยและโครงสร้างตลาดในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังอยากฝากถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) คุมเข้มมาตรฐานและคุณภาพทุเรียนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียตลาดให้กับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามในอนาคต

เปรมศักดิ์ ฉุนจัด ซัด รัฐบาลอีเว้นท์ โวย นายกฯ-รมต. เมินให้ความสำคัญตอบกระทู้ สว. ไม่เห็นหัวปชช.

เปรมศักดิ์ ฉุนจัด ซัด รัฐบาลอีเว้นท์ โวย นายกฯ-รมต. เมินให้ความสำคัญตอบกระทู้ สว. ไม่เห็นหัวปชช.

เปรมศักดิ์ ฉุนจัด ซัด รัฐบาลอีเว้นท์ โวย นายกฯ-รมต. เมินให้ความสำคัญตอบกระทู้ สว. ไม่เห็นหัวปชช.

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

เปรมศักดิ์ โวยแหลก นายกฯ-รมต. เมินให้ความสำคัญ เบี้ยวตอบกระทู้ สว. ไม่เห็นหัวปชช. เหน็บขนานนาม รบ.อีเว้นท์ ซัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแค่ น้ำลายบ้วนปาก

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงกรณีที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ไม่มาตอบกระทู้ของสมาชิกวุฒิสภา ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลแถลงนโยบายที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่วันนี้ 20 เม.ย. คำแถลงนโยบายของรัฐบาลก็เป็นเพียงน้ำลายบ้วนปาก เพราะตอนแถลงนโยบายอ้างว่าจะทำตามสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล และจะเคารพต่อที่ประชุมของรัฐสภาที่จะตรวจสอบผ่านกระทู้  ญัตติ แต่วันนี้ ส.ว. มีทั้งกระทู้สด  กระทู้ถามเป็นหนังสือซึ่งถามล่วงหน้าสามเรื่อง ซึ่งตนเคยยื่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แล้ว แต่เมื่อยุบสภากระทู้ตกไปตนก็มายื่นใหม่ ซึ่งทั้งสามกระทู้เรียกว่าเป็นกระทู้แห้งสามารถเตรียมคำตอบได้ไม่ยาก นอกจากนั้นยังมีกระทู้ถามด้วยวาจาอีกสามกระทู้ 

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า แต่ปรากฏว่ารัฐบาลได้ไม่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบคำถามแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง35 คน  กับอ้างว่าติดภารกิจบินไปตรวจสอบปัญหาPM 2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไปเพียง 3 ชั่วโมงก็กลับ ถ้าอ้างว่าเป็นเรื่องสำคัญทำไมไม่อยู่3วัน ทั้งที่ชาวเชียงใหม่อยู่กันมาชั่วชีวิตแล้วจะอยู่อย่างไร ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญเพียงแค่นี้

“ถ้าจะให้ผมขนานนามรัฐบาล ก็เป็นรัฐบาลอีเว้นท์ไม่ใช่ รัฐบาล egovernment  เพราะรัฐบาลไปสร้างอีเวนท์ ทำข่าวประชาสัมพันธ์ทางจิตวิทยา เสร็จแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม ผมก็อยากจะวัดดูว่าหลังจากนายกฯไปเชียงใหม่แล้ว PM 2.5  ของเชียงใหม่จะลดลงบ้างหรือไม่ แล้วจะดูแลต่อเนื่องอย่างไรถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญจำเป็นหรือไม่ที่รัฐมนตรีทั้ง 35 คนจะไปทั้งหมด โดยไม่มองภารกิจของรัฐสภาเลย หรือรัฐบาลนี้ดูถูกไม่เห็นหัวประชาชน เพราะการที่สว. ถามกระทู้  ก็ถามเพราะความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสิ้น ทั้งที่นายกฯอ้างว่าจะยึดมั่นระบบรัฐสภาแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสภาเลย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้ก็เป็นการทำงานเช่นเดียวกัน อย่าคิดว่าการไม่มาตอบกระทู้แล้วจะอธิบายได้เพราะถือเป็นการหนีปัญหา ไปสร้างอีเวนท์ที่เชียงใหม่ แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งที่ปัญหาPM2.5  เกิดมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลด้วยซ้ำ ทำไมเพิ่งมาเอาจริงตอนนี้  อีกทั้งรัฐมนตรีที่ต้องมาตอบกระทู้ก็สามารถขออนุญาตนายกรัฐมนตรีได้ อย่างนี้ตนถือว่าไม่รับผิดชอบต่อประชาชนแต่อ้างประชาชนเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ดังนั้นในสัปดาห์หน้า ก็จะมีกระทู้สดอีกสามเรื่องกระทู้แห้งอีกสามเรื่องเดิมเช่นเดิม จะดูว่านายกฯจะใส่ใจงานสภา  มอบหมายให้รัฐมนตรีมาตอบสักกระทู้หรือไม่หากยังไม่มีรัฐมนตรีคนใดมาตอบ ตนก็ขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะละเลยและห่างเหินประชาชนเรื่อยๆออกไปเรื่อยๆ และหลงอยู่ในอำนาจต่อไป

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนมองว่า รัฐบาลเป็นลักษณะคุมเสียงส่วนใหญ่ คิดว่าคุมเสียงส่วนใหญ่ ทั้งสภาล่างและสภาสูงได้หมดและยัง สยายปีกไปยังองค์กรอิสระ ทั้งที่วันนี้มีรายงานของคณะกรรมาธิการ กิจการองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญฯ  ที่จะเสนอรายงาน พิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการบูรณาการ ความร่วมมือขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตแต่ปรากฏว่ามีใบสั่งไม่ให้รายงานดังกล่าวบรรจุเข้าที่ประชุม ทั้งที่คณะกรรมาธิการทุกคณะจะต้องเสนอรายงานต่อที่ประชุม  และเมื่อเสนอรายงานเข้ามา สมาชิกมีหน้าที่ตรวจสอบเสนอแนะเท่านั้นไม่ได้มีการลงมติอะไร สุดท้ายรายงานฉบับนี้ก็ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในวาระ

แบ่งเค้ก 35 กมธ. 6 พรรคการเมืองยังคุยไม่ลงตัว คาดเคลียร์จบ 22 เม.ย.นี้

แบ่งเค้ก 35 กมธ. 6 พรรคการเมืองยังคุยไม่ลงตัว คาดเคลียร์จบ 22 เม.ย.นี้

แบ่งเค้ก 35 กมธ. 6 พรรคการเมืองยังคุยไม่ลงตัว คาดเคลียร์จบ 22 เม.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

ถกแบ่งเค้ก กมธ.สามัญสภาฯ 35 ก้อน! “6 พรรคการเมือง”ได้โควตาตามสัดส่วน แต่ยังคุยไม่ลงตัว คาดขีดเส้นเคลียร์จบ 22 เม.ย.นี้

20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาฯ เพื่อพิจารณาสัดส่วนกรรมาธิการสามัญประจำสภาฯ จำนวน 35 คณะ โดยมีหัวหน้าพรรค และตัวแทนของพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นต้น โดยในการหารือดังกล่าวได้พิจารณารายละเอียดของการแบ่งสัดส่วนว่าพรรคการเมืองในสภาฯ จะได้รับการจัดสรรให้ดำรงตำแหน่ง กมธ.กี่คณะ รวมถึงการแบ่งโควตาประธาน กมธ.

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม นายโสภณ กล่าวว่า การแบ่งโควตาประธาน กมธ.มีพรรคการเมือง 6 พรรคได้รับจัดสรร ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย ได้ 14 คณะ พรรคประชาชน ได้ 9 คณะ พรรคเพื่อไทย 5 คณะ พรรคกล้าธรรม 4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ 2 คณะ พรรคไทรวมพลัง 1 คณะ ขณะนี้ยังจัดสรรไม่เรียบร้อย และได้ให้ 6 พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรให้ตกลงกัน ก่อนที่จะนำกลับมาหารือกันอีกครั้งในวันที่ 22 เม.ย.นี้

ด้าน นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า วันนี้ได้หารือเกี่ยวกับสัดส่วนประธานคณะกรรมาธิการและจำนวนตำแหน่งในแต่ละคณะ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและจะมีการนัดประชุมตัวแทนพรรคการเมืองที่ได้โควตาประประธานคณะกรรมาธิการอีกครั้งในวันที่ 22 เม.ย.เวลา 13.00 น.คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุป ยืนยันว่าไม่มีการไม่ลงรอยกัน เพราะวันนี้เราคุยกันเพียงแค่เรื่องสัดส่วน

ขณะที่ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแบ่งสัดส่วนคณะกรรมาธิการเป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมือง ไม่ใช่สัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายคณะกรรมาธิการหลายพรรคการเมืองอยากได้ตรงกัน เช่น คณะกรรมาธิการกฎหมาย คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ซึ่งประธานสภาฯ ได้ให้คุยกันหลังจบการประชุม ให้แต่ละพรรคแจ้งความประสงค์ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ อยากได้คณะกรรมาธิการกฎหมาย และคณะกรรมาธิการตำรวจ ซึ่งตรงกับพรรคประชาชน จึงให้มีการพูดคุยกันนอกรอบ คาดว่าในวันที่ 22 เม.ย.นี้ จะเคาะข้อสรุปได้

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ‘ระยะสั้น-ยาว’ ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย สถานการณ์นำเข้า “แนฟทา” สำหรับใช้ “ผลิตเม็ดพลาสติก” ของไทยยังไม่แน่นอนสูง หลังปะทะตะวันออกกลางยังไม่ยุติ ชี้หากขาดแคลนกระทบราคาสินค้าพุ่งอีกเป็นเท่าตัว แนะรัฐเร่งเจรจาขอนำเข้าแนฟทาจาก “ซาอุฯ โอมาน อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย” ทดแทน แก้ระยะสั้น ส่วนระยะยาว จับมือ BOI หนุนบริษัทต่างชาติมาลงทุนตั้งบริษัทผลิตพลาสติก – รีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีใหม่คือทางออก

รศ. ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบ รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในระยะสั้น/ระยะเร่งด่วน และระยะยาวไปพร้อมกัน

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับในระยะสั้น-ระยะเร่งด่วน ทางรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้ เช่น ซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตก และโอมาน ซึ่งสามารถใช้เส้นทางขนส่งฝั่งทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงประเทศอินเดีย หรือรัสเซียที่มีกำลังการผลิตสูง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ตาม ทว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่าแม้จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตได้ แต่ราคาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสูงขึ้นอยู่แล้ว ทั้งจากค่าพลังงานขนส่งจากระยะทางที่ไกลขึ้น ค่าประกันเรือที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกต้องการน้ำมันดิบและอาจจะต้องแย่งกัน

อีกทั้งแม้จะสามารถนำน้ำมันดิบเข้ามาได้ แต่หอกลั่น หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการกลั่นแนฟทาจากน้ำมันดิบจำเป็นจะต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพ และอัตราส่วนของสิ่งที่กลั่นออกมาได้ไม่เหมือนเดิม และจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของทางบริษัท เพราะหอกลั่น หรือเครื่องจักรในการกลั่นแนฟทาจะถูกปรับแต่งมาให้ใช้สำหรับวัตถุดิบจากพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนหากเครื่องจักรไม่สามารถปรับแต่งได้ก็ต้องหยุดการใช้งานชั่วคราว ซึ่งอันนี้ก็เสียหายหนักเลย 

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมาให้ได้แล้ว หลังจากมีการกลั่นเป็นแนฟทา และผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ส่วนที่มีความจำเป็นได้นำไปใช้ก่อน เช่น การใช้ทำบรรจุภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ เพราะหากเกิดการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสิ่งเหล่านั้นน้อยลง แต่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติกได้จะต้องหยุดชั่วคราว แต่ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือค่าอะไรต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งหากหยุดไปชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการผลิตใหม่อีกครั้งรวมแล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นหลักหลายสิบล้านบาท และความเสียหายเหล่านี้จะต้องถูกบวกไปกับราคาขายแน่นอน

“ทันทีที่เม็ดพลาสติกขาดแคลนราคาขายจะพุ่งขึ้นเลยอย่างน้อย 30 – 40% เพราะสต๊อกก็มีไม่เยอะ ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลางน้ำคือผู้ที่เอาเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นถุง หรือขวดต่างๆ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นบวกไปอีก 60 – 70% และกว่าจะมาถึงผู้บริโภคราคาจะอาจจะขึ้นจากเดิมมาถึงเท่าตัวเลยก็ได้ 100% และถ้ายิ่งมีการกักตุนสินค้าที่มีอยู่แล้ว จะยิ่งเห็นผลทันทีเลยอย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาส่วนนี้อยู่คือทำให้เม็ดพลาสติก กับผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมซึ่งก็น่าจะช่วยได้ แต่รัฐก็ต้องไปดูสต๊อกให้ได้ด้วย ไม่ให้เกิดการกักตุนและนำมาขายช่วงที่เกิดการขาดแคลนในราคาที่สูงเพื่อเอากำไร” รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนระยะยาว ทางรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะต้องเจรจา และออกแบบมาตรการในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกวิธีอื่นๆ นอกจากการใช้แนฟทาให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น เทคโนโลยีที่ทำให้อีเทน (Ethane) เปลี่ยนเป็นเอทิลีน (Ethylene) สำหรับใช้ผลิตเม็ดพลาสติก PE หรือเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการหมักบ่มน้ำตาล มันสำปะหลัง หรือข้าวโพดในการมาทำเป็นพลาสติก ที่สำคัญคือ ย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน – 1 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาล และ BOI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยนอกจากการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling) ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วที่ผสมกันหลายชนิดให้กลายไปเป็นสารตั้งต้นใหม่ในการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงเทียบเท่ากับของใหม่ได้ หรือการใช้พลาสติกที่ผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-based PE ที่เป็นการผลิตจากเอทานอล ที่ได้จากการหมักบ่มมันสำปะหลัง หรือน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แทนการนำมาผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์ ตลอดจนควรมีการสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกฐานชีวภาพสามารถขายได้ เพื่อให้เกิดการใช้และรีไซเคิลขยะพลาสติกในไทยที่มีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีการรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่เหมาะสมในการดำเนินการ 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักแยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องมากขึ้นด้วย ซึ่งตัวอย่างที่ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้การนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเชิงกล เพราะหากเอาพลาสติกที่ต่างชนิดมาปนกันจะทำให้คุณพลาสติกที่รีไซเคิลมาใช้ไม่ได้เลย

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้งรัฐและเอกชนจะหันมามอง และสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะจากการสู้รบของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันแล้ว แม้จะยุติกันได้แต่น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดน้อยลง รวมถึงราคาน้ำมันจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จนกลับมาผลิตได้เหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลน่าจะถูกกว่าแน่ๆ” รศ. ดร.ปกรณ์ ระบุ

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ เปิดตัว DLD 3+ นวัตกรรมหัวเชื้อยีสต์ ยกระดับอาหารสัตว์ เพิ่มผลผลิตเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ เปิดตัว “หัวเชื้อยีสต์สูตรเข้มข้น DLD 3+” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตปศุสัตว์ไทยในยุคที่ต้นทุนสูง โดยเป็นผลงานวิจัยที่ผสานการทำงานของจุลินทรีย์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ยีสต์, Bacillus licheniformis และ Lactobacillus plantarum ช่วยเปลี่ยนหญ้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นอาหารสัตว์คุณภาพสูง

จุดเด่นสำคัญของ DLD 3+ คือการใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ Lactobacillus plantarum ที่คัดแยกจากใบมันสำปะหลังในประเทศไทย มีความทนทานและเหมาะสมกับสภาพอากาศไทย ผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มงวด ทั้งการเพาะเลี้ยงในอาหารเฉพาะ การทดสอบความสามารถในการสร้างกรด และการตรวจสอบสายพันธุ์ด้วยเทคนิคอณูพันธุศาสตร์ และผลการพัฒนาพบว่า หัวเชื้อ DLD 3+ สามารถช่วยเร่งกระบวนการหมักพืชอาหารสัตว์ เพิ่มคุณภาพอาหารหมัก ลดการเน่าเสีย และทำให้อาหารมีกลิ่นหอม น่ากิน ส่งผลให้สัตว์กินอาหารได้มากขึ้น ย่อยได้ดีขึ้น และใช้ประโยชน์จากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มผลผลิตในสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ตอบโจทย์การลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ “DLD 3+” ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของกรมปศุสัตว์ ที่มุ่งยกระดับการเลี้ยงสัตว์ของไทยให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรในระยะยาว

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/nlMuyZrd9Q4

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของ! ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ สัตว์ ศก.ทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

จากสาวโรงงานสู่เจ้าของฟาร์ม! ‘คุณเกษร’ ปั้นฟาร์มอ้นหล่มเก่า สัตว์เศรษฐกิจทางเลือก ‘เลี้ยงง่าย-รายได้งาม’

วันที่ 21 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง ‘ฟาร์มอ้นคุณเกศร’ เลขที่ 96 บ้านนาทราย หมู่ 2 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ พบกับ คุณเกษร เสมกระโทก เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวจากอาชีพสาวโรงงาน กลับมาเริ่มต้นธุรกิจเพาะเลี้ยง ‘อ้น’ (Bamboo Rat) จนกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่น่าสนใจในขณะนี้

คุณเกสร เปิดเผยว่า จุดเด่นของการเลี้ยงอ้นคือใช้พื้นที่น้อยมาก สามารถเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์หรือคอกปูนได้ ไม่มีกลิ่นรบกวนเหมือนสัตว์ชนิดอื่น และที่สำคัญคือต้นทุนอาหารต่ำมาก เนื่องจากอ้นกินพืชพื้นถิ่นอย่าง ไผ่ อ้อย และข้าวโพดเป็นหลัก โดยภายในฟาร์มจะมีการจัดที่หลบซ่อนให้เลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้สัตว์ไม่เครียด

สำหรับการเลี้ยงในปีนี้ คุณเกสร เน้นย้ำเรื่องความสะอาดและ ‘การควบคุมอุณหภูมิ’ เป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้อ้นตายจากภาวะฮีทสโตรกได้ ทางฟาร์มจึงติดตั้งระบบระบายอากาศและพ่นหมอกเพื่อลดความร้อน นอกจากนี้ผู้เลี้ยงต้องระมัดระวังเรื่องฟันที่แข็งแรงและนิสัยหวงถิ่นของอ้น ซึ่งควรแยกเลี้ยงเป็นรายตัวหากไม่ใช่ช่วงผสมพันธุ์

แนวโน้มการตลาดในปี 2569 พบว่าอ้นเป็นที่ต้องการสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม สัตว์เลี้ยงแปลก (Exotic Pets) สายพันธุ์พิเศษที่มีราคาสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ขณะที่พ่อแม่พันธุ์ทั่วไปราคาเริ่มต้นคู่ละ 3,000-10,000 บาท ส่วนตลาดเนื้อก็ยังคงเติบโตในร้านอาหารเฉพาะทางเนื่องจากเป็นเนื้อที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ

อย่างไรก็ตาม คุณเกสร ระบุว่า ความท้าทายสำคัญคือสภาพอากาศที่แปรปรวนและค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและการรอดชีวิตระหว่างการขนส่ง เกษตรกรจึงต้องมีการบริหารจัดการฟาร์มและระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์ สามารถติดต่อได้ที่ ฟาร์มอ้นคุณเกศร โทร. 084-776-0339

//////////-026