ใส่น้ำหอมอย่างไรให้สาวเหลียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 14 เม.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601620

 

ทำไมเราต้องใส่น้ำหอม? เหตุผลนั้นง่ายมากครับ เพราะกลิ่นหอมทำให้มีความสุข แถมยังทำให้คุณน่าสนใจขึ้นอีกด้วย แต่บางครั้งผู้ชายมักประสบปัญหาในการเลือกซื้อน้ำหอมที่วางขายอย่างละลานตาบนชั้นขาย เพราะมีความแตกต่างกันทั้งกลิ่น ขนาด สี และยี่ห้อ ดังนั้นเราจึงรวบรวมเคล็ดลับการเลือกน้ำหอมและเทคนิคการใส่น้ำหอมจนสาวๆ ต้องอยากเข้าไปซบอกคุณ

เลือกน้ำหอมอย่างไรให้เข้ากับสไตล์

การเลือกกลิ่นน้ำหอมที่ใช่และเข้ากับตัวคุณนั้นอาจต้องใช้ความพยายามและเวลา แต่เป็นเรื่องที่ควรลงทุนศึกษาเรียนรู้ไว้ เพราะการได้น้ำหอมที่เข้ากับสไตล์จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้คุณได้มากโขทีเดียว

ก่อนอื่นต้องเข้าใจพื้นฐานของน้ำหอมก่อน เพราะน้ำหอมหนึ่งขวดจะมีกลิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นการลองน้ำหอมกลิ่นใหม่จึงต้องใช้เวลา เพื่อให้น้ำหอมเผยกลิ่นที่เป็นส่วนหลักและอยู่บนร่างกายคุณนานที่สุด

Top Notes: กลิ่นแรกที่จะได้จากการฉีดหรือการดมจากขวด หลังจากนั้นจะระเหยไปอย่างรวดเร็ว โดยกลิ่นช่วงนี้จะอยู่ได้ประมาณ 10-20 นาทีแรก

Middle Notes: กลิ่นที่มาแทนที่ Top Notes และเป็นหัวใจหลักของน้ำหอม เป็นกลิ่นที่อยู่บนร่างกายนานที่สุดประมาณ 3-6 ชั่วโมง

Base Notes: กลิ่นสุดท้ายที่สามารถอยู่ได้นานถึง 24 ชั่วโมง เพราะทำมาจากโมเลกุลที่ระเหยช้า


เมื่อคุณไปลองน้ำหอม อย่าเพิ่งลองกับผิวหนังของตัวเอง เพราะกลิ่นนั้นจะติดผิวไปตลอดวัน (ถ้าเป็นกลิ่นที่ไม่ถูกใจก็อาจทำให้คุณเสียความมั่นใจไปทั้งวันได้) ให้ลองฉีดใส่แซมเพิลชีทก่อน และเวลาลองไม่ควรนำแซมเพิลชีทมาดมติดจมูก เพราะมันยิ่งทำให้การรับรู้กลิ่นน้ำหอมผิดเพี้ยนไป

เมื่อเจอกลิ่นที่ใช่แล้วให้เก็บไว้ในกระเป๋าหรือกระเป๋ากางเกง เพื่อให้มีเวลาตัดสินใจและลองดมกลิ่นที่เปลี่ยนไปได้ แต่ต้องระวังไม่ให้แต่ละกลิ่นมาอยู่ในที่เดียวกัน หรือหากต้องการจะลองที่ผิวก็สามารถทำได้ แต่ไม่ควรมากกว่า 4 กลิ่น (ข้อมือ 2 ข้าง และข้อพับแขน 2 ข้าง) และต้องเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้กลิ่นผสมกัน

การลองน้ำหอมต้องใช้เวลากว่าจะเจอกลิ่นที่ใช่ อาจใช้เวลาหลายวันหรือเป็นอาทิตย์ กลิ่นบางกลิ่นอาจจะต้องมาลองซ้ำ 2-3 ครั้ง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจจนกว่าจะเจอกลิ่นที่ถูกใจจริงๆ

Do it better: น้ำหอมยังแบ่งประเภทเป็น Day Time ที่ต้องฉีดบริเวณลำตัวและสะโพก เพราะกลิ่นจะลอยขึ้นข้างบน กับ Night Time ที่ต้องฉีดบริเวณคอและช่วงบน เพราะกลิ่นจะเข้มข้นกว่า แต่ไม่ติดทนนาน จึงต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการด้วย

ใส่น้ำหอมอย่างไรให้หอมติดทนนาน

เคล็ดลับการใส่น้ำหอมก็เหมือนกับการทาครีม คือต้องฉีดหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เพราะเป็นช่วงที่ผิวหนังจะเปิดรับและซึมซับกลิ่นน้ำหอมได้ดีที่สุด แต่ต้องเช็ดให้ผิวแห้งเสียก่อน แล้วค่อยๆ ฉีดตามจุดชีพจร (Pulse Point) เช่น ข้อมือ ข้อพับ ช่วงลำคอ เพราะจุดชีพจรเหล่านี้จะส่งความร้อนออกสู่ภายนอกทำให้กลิ่นน้ำหอมออกมาด้วย การฉีดน้ำหอมบริเวณนี้จึงทำให้กลิ่นกระจายตัวได้ดีที่สุด


Do it better: การทามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมทาผิวที่มีความชุ่มชื้นก่อนใส่น้ำหอม จะช่วยทำให้กลิ่นหอมติดทนนานขึ้น

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับน้ำหอม

• การใช้ข้อมือถูกันหลังฉีดน้ำหอมไม่ช่วยให้น้ำหอมหอมขึ้น แต่ความร้อนจากการถูจะไปเร่งการระเหยของกลิ่น Top Notes ทำให้กลิ่นน้ำหอมจางเร็วขึ้น

• การได้กลิ่นน้ำหอมตัวเองแปลว่าใส่น้ำหอมมากเกินไปนั้นก็ไม่จริงอีกเช่นกัน

• การฉีดน้ำหอมใส่อากาศและเดินผ่าน ก็ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรขึ้นนอกจากเปลือง

Do it better: น้ำหอมไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะแทนที่จะหอมกลับทำให้คนรอบข้างเวียนหัวได้ แต่ควรใช้วิธีเติมในช่วงเวลาที่ต้องการกลิ่นหอมเป็นพิเศษ

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ฟรีซสุดขั้วที่ฟินแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/605400

 

องอาจ สุขเลิศกมล (3 จากซ้าย) ผู้บริหาร CPN ชวนไปสัมผัสความหนาวสุดขั้วที่ฟินแลนด์ โดยมีสกาย วงศ์รวี, ณัฐวัฒน์ สุธาพงษ์, ศักดิ์สินี พูนวัตถุ มาร่วมสนุกด้วย.

อุณหภูมิความร้อนที่พุ่งปรี๊ดดดดด!! ต้องกลับมาเย็นสุดขั้ว เมื่อ “ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์” จัดงาน STYLISTIC SUMMER POP UP ในธีม “A CELEBRATION OF BEAUTIFUL JOURNEY OF FASHIONFREEZTA” ให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมแฟชั่นซัมเมอร์จากแบรนด์อินเตอร์และไทยดีไซเนอร์ ในรูปแบบ FASHION POP UP STORE พร้อมสนุกกับกิจกรรม BREAKING CHALLENGE กะเทาะเกราะน้ำแข็งชิงแฟชั่นไอเท็ม แถมด้วยแคมเปญ Fashion Freezta Summer 2016 “ร้อนนี้ต้องฟรีซ” ลุ้นโปรโมชั่น FREEZING COOL TRIP TO FINLAND ทริปฟรีซสุดขั้วที่ฟินแลนด์ เพื่อให้ได้หนีจากองศาร้อนไปรับไอเย็นสุดขั้วที่โรงแรมน้ำแข็ง Snow Castle ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมเปิดประสบการณ์มหัศจรรย์ ชมแสงเหนือ ที่ควรเห็นสักครั้งในชีวิตเป็นเวลา 8 วัน 5 คืน จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง) รวมมูลค่ากว่า 2,990,000 บาท ด้วยกติกาช็อปในศูนย์ฯ ครบทุก 1,000 บาท รับสิทธิ์ ×3 สำหรับลูกค้าบัตรไทยไลฟ์การ์ด และผู้ถือบัตรเครดิตอิออนที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร ตั้งแต่วันนี้-30 เมษายน 2559.




มาเต็มหัวจรดเท้า! แฟชั่นวันสาด (น้ำ) สงกรานต์นี้คุณยังขาดอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 เม.ย. 2559 14:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/602179

 

เทศกาลแห่งการสาด (น้ำ) มาถึงแล้ว ฟิตร่างกาย เตรียมใจ เตรียมอุปกรณ์พร้อมหรือยัง? วันสงกรานต์มาถึงทั้งที ใครจะยอมพลาดเทศกาลความสนุกแห่งปี จริงมั้ย? มีวันหยุดติดกันหลายวันแบบนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้เดินทางท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา และได้เล่นสาดน้ำสนุกๆ ไปพร้อมกัน วันนี้ไทยรัฐออนไลน์ขอสแกนแฟชั่นสงกรานต์ตั้งแต่หัวจรดเท้า อุปกรณ์อะไรที่เราต้องมี แต่งตัวแบบไหนถึงชิค ใครไม่อยากเปียกแต่อยากจะออกไปเล่นสงกรานต์ด้วยต้องทำยังไง เรามีคำตอบมาให้คุณแล้ว! 

1. เสื้อลายดอกหรือเสื้อผ้าสีสันสดใส


สงกรานต์เฮฮา

สดใสสุดๆ


ใส่เสื้อลายดอกไปเล่นน้ำกันค่า

อันดับแรกหาเสื้อผ้าสีสันสดใสมาใส่กันก่อนเลยจ้า แต่ถ้าจะให้เก๋เท่อินเทรนด์แบบไทยๆ เราแนะนำเสื้อลายดอกนะจ๊ะ ยิ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ หาซื้อง่ายมากๆขอบอกราคาก็แสนจะสบายกระเป๋า แถมยังมีให้เลือกกันมากมายอีกด้วย อ่อ! เราขอฝากเตือนไปถึงสาวๆ สักนิดว่าอย่าแต่งตัวโป๊เกินเหตุกันนะจ๊ะ เอาแบบน่ารัก สวยๆ พอดีๆ เนอะ

2. เสื้อกันฝน



เสื้อกันฝนสีสดใส

สำหรับใครที่ไม่อยากเปียกแฉะ เป็นวันนั้นของเดือน แต่ฉันอยากเล่นน้ำอ่ะจะทำยังไงดี? เราแนะนำให้ใส่เสื้อกันฝนเลยจ้า คิดซะว่าเป็นวันฝนตกไปซะเลย อาจจะมีสายตามองมานิดหน่อยแต่อย่าได้แคร์ค่ะคุณ เชิดๆ เข้าไว้ก็ฉันอยากเล่นแต่ไม่อยากเปียกนี่หน่า แต่เรามีทริคนิดหน่อยนั่นก็คืออย่าใส่เสื้อกันฝนสีอึมครึม เลือกแบบที่มีสีสันสดใสกันซะหน่อยให้เข้ากับวันสงกรานต์แบบนี้นะจ๊ะ จะได้สวยใสอินเทรนด์

3. แว่นตากันน้ำสงกรานต์


แว่นกันน้ำเข้าตาอย่าลืม


อันนี้ก็ต้องมีนะจ๊ะเผื่อมีปืนฉีดน้ำอัดฉีดแบบแรงๆ มาฉีดเราก็ไม่ต้องกลัว เพราะแว่นอันนี้สามารถป้องกันน้ำ หรือแป้งเข้าตาได้ แถมยังมีสีสันสดใสให้เลือกอีกมากมายแล้วแต่ชอบ ราคาเบาๆ ตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป

4. ซองมือถือกันน้ำ


ซองกันน้ำก็ห้ามลืม

ในยุคโซเชียลแบบนี้ ไปไหนทำอะไรก็อยากจะอัพเดตรูปภาพ เช็กอิน ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน แต่ไปเล่นน้ำแล้วจะพกโทรศัพท์มือถือไปได้ยังไงไม่ให้เปียก ด็อนวอรี่นะจ๊ะ ในเมื่อมีซองพลาสติกสีสันสดใสหรือแบบมีลวดลายการ์ตูนน่ารักๆ มากมายวางขายอยู่ทุกที่ทุกมุมในช่วงสงกรานต์นี้ ราคาก็ไม่แพงเริ่มต้นที่ 20 บาท หรือถ้าใครมีงบเยอะหน่อยก็ซื้อแบบดีๆ เริ่ดๆ ไปเลย กระเป๋าคาดเอวกันน้ำ ซองคาดเอวสีสันต่างๆ มีราคาให้เลือกกันมากมาย ตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยลองไปหาซื้อได้จ้า

5. ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ถังน้ำ


ปืนฉีดน้ำต้องพร้อม

ถังน้ำก็ดี

ฉีดน้ำกันค่ะ

ข้อนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าคุณไม่อยากให้ผมเต็มไปด้วยแป้งหรือไม่มั่นใจเมื่อผมเปียก ผมไม่เป็นทรง การใส่หมวกช่วยคุณได้ แต่สงกรานต์แบบนี้จะใส่หมวกผ้าก็คงจะไม่รอด เราแนะนำหมวกพลาสติกใสสีสันและลวดลายน่ารักต่างๆ มีให้เลือกมากมายในราคาเริ่มต้นที่ 120 บาท รับรองใส่แล้วสวยเท่เก๋ไม่หยอก

6. รองเท้ายาง รองเท้าแตะ หรือรองเท้าบูท


รองเท้าแบบยางเปียกน้ำแล้วไม่เป็นอะไร

จะไปเล่นน้ำสงกรานต์ทั้งทีรองเท้าที่ควรเลือกมาสวมใส่นั้นควรเป็นรองเท้าที่ทำจากยาง หรือจะเป็นรองเท้าแตะลายน่ารักๆ ประดับดอกไม้ลูกปัดเพื่อความสดใส ก่อนซื้อควรลองสวมใส่ให้พอดีกับเท้าของเรา ไม่ควรให้คับจนเกินไปหรือหลวมจนเกินไป หรือจะมีอีกหนึ่งทางเลือกเป็นรองเท้าบูทแบบใส มีความโดดเด่นตรงลายเชือกและทรงที่เก๋ไก๋ตามยุคของสมัยนี้ ใครไม่อยากตกเทรนด์ รีบไปหาซื้อกันก่อนที่จะไปเล่นสงกรานต์ในสถานที่ต่างๆ

7. แป้ง ดินสอพอง น้ำอบ



ประแป้งมั้ยคะ

ดินสอพอง

ข้อนี้ก็ขาดไม่ได้สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ ที่จะนำไปใช้แปะแก้มกันในวันสงกรานต์ด้วย หรือจะใช้น้ำอบไทย ดอกไม้สดหอมๆ ด้วยก็ได้เพราะนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ใช้ทาตัวหลังอาบน้ำ ทำให้เย็นสบายตัว หอมสดชื่น ใช้สรงน้ำพระ รดน้ำผู้ใหญ่ และใช้ในเทศกาลต่างๆ แต่ขอฝากเตือนไปถึงหนุ่มๆ กันสักนิดว่าจะเข้าไปประแป้งสาวๆ ก็ขออนุญาตดีๆ อย่าไปลวนลามเขา นั่นไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีเลยนะจ๊ะ.

 

สูตรลับเพื่อสาวโสดโดยเฉพาะ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 เม.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/604933

 

ดร.แสงสุข

จากผลการสำรวจของ U.S.Census Bureau, International Database พบว่าในปี 2563 ประเทศไทยจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1.5 ล้านคน และมีแนวโน้มแต่งงานช้าลง 45% แต่คงให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยความงาม สมูทอี ผู้นำด้านเวชสำอางของประเทศ ไทย จึงทำการศึกษาวิจัยถึงปัญหาผิวของผู้หญิงวัย 30 ปีขึ้นไป จนได้เวชสำอางที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวหน้า สมูทอี โกลด์ ไวท์ แอนด์ เอจเลสซ์ เบบี้ เฟส ครีม ซึ่งจะช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวดูกระจ่างใสและอ่อนกว่าวัย เป็นการเอาใจหญิงไทยที่ยังครองความเป็นโสดไว้อย่างเหนียวแน่น


เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้บริหาร บริษัท สมูทอี จำกัด กล่าวว่า ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเสื่อมลงตามกาลเวลา รวมถึงระบบการทำงานในส่วนของผิว และยังมีปัจจัยภายนอก อย่างมลภาวะต่างๆ และแสงแดด ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำบนใบหน้า ซึ่งต้องยอมรับว่า เรื่องของ “ผิวหน้า” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องใส่ใจและเริ่มดูแลผิวหน้าของเราตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการดูแลผิวหน้าตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก ดูแลภายใน อาทิ การทำสมาธิเพื่อบริหารจิตใจให้สดใส การออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ ฯลฯ ส่วนการดูแลภายนอก คือการทำความสะอาดผิวให้สะอาด พร้อมทั้งหาผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับผิวของตัวเอง จากการที่ สมูทอี อยู่ในวงการเวชสำอางมาเป็นเวลา 25 ปี จึงเข้าใจปัญหาต่างๆ จนได้ค้นพบนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ไขปัญหาผิวให้กับสาวๆ เป็นการผสาน 3 คุณค่าจากธรรมชาติอย่างลงตัว ในการปกป้องฟื้นฟูสภาพผิว ได้แก่ Premium Natural Source, Lalonin ซึ่งมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยง ปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น และคงความอ่อนเยาว์, Elastin & Collagen Amino Acids ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น, Tocopherol ช่วยลดเลือนริ้วรอยและความแห้งกร้านของผิว, Grape Seed Extract & Licorice Extract ช่วยให้ผิวแลดูเนียนกระจ่างใส และ MES (Multi Layer Emulsion System) เทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะของ สมูทอี ที่ช่วยนำพาอาหารผิวให้ซึมตรงสู่ผิวได้เร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการช่วยยืดอายุผิว เสริมบุคลิกภาพ และเพิ่มความมั่นใจได้อีกด้วย.




ปริศนาขากางเกง ยาวแค่ไหนถึงจะพอดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 11 เม.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601598

 

หมู่นี้ดูเหมือนว่าผู้ชายหลายคนจะชอบใส่กางเกงขาเต่อให้ได้ลุคของหนุ่มฮิปสเตอร์ตามกระแสที่มาแรงตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่จริงๆ แล้วการเลือกความยาวของขากางเกงนั้นสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ของแต่ละคนที่มีสัดส่วนร่างกายแตกต่างกันมากกว่าจะเป็นแค่เทรนด์แฟชั่นเท่านั้น ดังนั้นอย่ามองข้ามความสำคัญของขากางเกงเป็นอันขาด มาดูกันว่าความยาวของขากางเกงระดับไหนจะเหมาะสำหรับตัวตนของคุณมากที่สุด

1. ขาเต่อ


กางเกงขาเต่อเหนือข้อเท้านี้มีดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Thom Browne เป็นผู้นำเทรนด์ เป็นระดับความยาวที่เหมาะกับผู้ชายผอม ขาเล็ก ข้อเท้าเล็ก และตัวต้องไม่สูงมากนัก ในลุคแคชวลที่เท่ มีสไตล์ ดูกวนๆ หน่อย โดยไม่จำเป็นต้องใส่ถุงเท้าและควรเป็นกางเกงขาไม่กว้าง

2. ระดับข้อเท้า


มีความยาวใกล้เคียงกับกางเกงขาเต่อแต่จะไม่สั้นเหนือข้อเท้า ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณข้อเท้าหรือให้ชายกางเกงอยู่แถวขอบตรงรองเท้าพอดี เป็นความยาวที่เหมาะสำหรับกางเกงขาไม่กว้างนัก ให้ลุคเนี้ยบ ดูมินิมัลแต่ก็ทันสมัย เหมาะกับผู้ชายตัวเล็ก จะใส่โดยไม่มีถุงเท้าหรือจะเลือกโชว์ถุงเท้าแพตเทิร์นเจ๋งๆ ไปเลยก็เท่อีกแบบ

3. คลุมรองเท้าเล็กน้อย


เป็นความยาวที่ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป ขากางเกงด้านหน้าจะคลุมรองเท้าเล็กน้อย สร้างรอยยับเล็กๆ ตรงส่วนปลายขากางเกง เหมาะที่จะใส่กับสูทเข้ารูปที่สุด ทำให้รูปร่างดูสูงโปร่งขึ้น ให้ลุคที่คลาสสิกสไตล์นักธุรกิจ ไม่โดดเด่น แต่มีรสนิยม

4. ความยาวปานกลาง


ชายกางเกงจะอยู่ที่ประมาณครึ่งส้นเท้า สร้างรอยยับด้านหน้าชัดเจนขึ้น ให้ความรู้สึกดั้งเดิม ไม่ตกยุค ดูเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ดูแก่ เป็นสุภาพบุรุษสไตล์คลาสสิกของแท้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตนเองและไม่ต้องการโดดเด่นมากนัก ควรเป็นกางเกงที่เนื้อผ้ามีน้ำหนักพอสมควร

5. ยาวพับหนึ่งทบ


เป็นความยาวที่รอยยับจะกองลงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่เตือนไว้ก่อนว่าควรเห็นรอยยับแค่ 1 ขยักเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นควรส่งไปให้ช่างแก้ก่อนจะดีกว่า ความยาวระดับนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย ไม่เน้นแฟชั่นมากนัก หรือถ้าอยากจะโดดเด่นด้วยสไตล์เรโทรเหมือนในยุค Roaring Twenties (1920-1929) ไปเลย ก็ลองใส่กางเกงขากว้างๆ ที่ทำจากผ้านิ่มหน่อยในความยาวระดับนี้ดู

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

สวยเปรี้ยวแบบสาวมั่น จากไทยดีไซเนอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/603947

 

พีชนา

ดีไซเนอร์ไทยที่กำลังมาแรงและอินเทรนด์ในหมู่แฟชั่นนิสต้าสาวแรกรุ่น พีชนา เอกชัย เจ้าของห้องเสื้อแบรนด์ PITCHANA สร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นได้เข้าตาผู้บริหารห้างฯเซ็นทรัล จึงเปิดพื้นที่โซน THAI THAI ชั้น 2 เซ็นทรัล ชิดลม ให้เปิดช็อปเป็นแห่งแรก พร้อมฉลองเปิดตัวด้วยคอลเลกชั่นใหม่สุด The Upper East Side ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2016


ทิพนันท์

ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์-พิมพิศา จิราธิวัฒน์.

คอลเลกชั่นนี้ ดีไซเนอร์สาวได้ตอกย้ำ ความชัดเจนของลุคที่สะท้อนจิตวิญญาณแบบ PITCHANA ด้วยแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของผู้หญิงในมหานคร ที่เต็มไปด้วยความฝันและไม่เคยหยุดนิ่ง ถ่ายทอดผ่านตัวแทนของผู้หญิงนิวยอร์กยุคใหม่ จาก 4 สาวในซีรีส์ดัง Sex and the City โดยคีย์ลุคของคอลเลกชั่น “The Upper East Side” คือจั๊มสูท ซิลค์ซาตินดำ ที่ใช้ลูกไม้ฝรั่งเศสปักมือเพิ่มความเซ็กซี่โดยใช้เชือกพันช่วงอกบนกางเกงขาม้าผ้าซิลค์ซาติน สะท้อนความเป็นสาวมั่นใจ เปรี้ยว และกล้าที่จะแต่งตัว นอกจากภาพลักษณ์ของสี่สาว Sex and the City ที่สะท้อนทุกบุคลิกของความเป็น PITCHANA เสื้อผ้าทุกชุดยังคงเน้นที่วัสดุชั้นเลิศ และการตัดเย็บประณีต ผ้าซิลค์ซาตินเนื้อดี ผ้าชีฟอง และลูกไม้ฝรั่งเศส ปรากฏในลุคเด่นๆของคอลเลกชั่น โดยเฉพาะชุดกลางคืนที่ PITCHANA ใช้ผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสทั้งชุด และเพิ่มความเซ็กซี่ด้วยการเปิดไหล่และผ่าหน้าขา ในขณะที่ ชุดโปรดของแฟนๆ อย่างสูทสีขาวคัตติ้งเนี้ยบนั้นได้รับการปรับให้ดูมีดีเทลมากขึ้นและไม่ทิ้งอารมณ์เซ็กซี่แบบ PITCHANA



อีกหนึ่งแบรนด์ของดีไซเนอร์ไทยที่ติดลมบน ทูอี้ (Tu΄i) แบรนด์เครื่องหนังเอ็กโซติกชั้นนำ ของ ทิพนันท์ ศรีเฟื่องฟุ้ง เฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปี ร้าน Tu΄i QU พร้อมเปิดตัวคอล-เลกชั่นล่าสุด “Ciao Venezia!” สำหรับฤดูใบไม้ผลิ-ร้อน 2016 ที่ QURATOR โซน ชั้น 2 ศูนย์ การค้าเอ็มควอเทียร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เริ่มด้วย การเปิดตัวแบรนด์มิ้วส์ “พลอย-เฌอมาลย์” ที่ออกมาพร้อมกระเป๋า Piccola Franca รุ่นใหม่ล่าสุด กระเป๋าหนังเหลี่ยมทรงสวยที่มีให้เลือกหลายเฉดสี ทั้งดำและมะฮอกกานี พบกับคอลเลกชั่นนี้ได้ที่ Tu΄i shop ทั้ง 5 สาขา ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 2 THAITHAI เซ็นทรัล ชิดลม, ชั้น M พารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ชั้น 1 เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ และชั้น 2 ดิเอ็มควอเทียร์.




บันไดเสริมใยเหล็ก สู่ความสำเร็จ 3 ช่างผมไทยผู้สืบสานตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/603606

 

การไขว่คว้าชื่อเสียงเงินทองและความสำเร็จไม่ใช่ของง่ายๆ แต่ยากยิ่งกว่าคือทำยังไงถึงจะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้อยู่กับเราไปนานแสนนาน เส้นทางสู่ดวงดาวของ 3 ช่างผมดังแถวหน้าของเมืองไทย อย่าง “เล็ก-สายสุดา เชื้อวิวัฒน์”, “แดง-สมศักดิ์ ชลาชล” และ “ไก่-สมพร ธิรินทร์” เป็นอีกหนึ่งในตำนานความสำเร็จของคนดังระดับเลเจนด์ ที่นำมาเล่าขานได้อย่างไม่รู้จบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้คนรุ่นหลัง

แม้จะเติบโตมาแบบไข่ในหิน เพราะเป็นทายาทสุดรักของบรมครูวงการช่างผมไทย “แม่ครูน้อย-วันทนีย์ เชื้อวิวัฒน์” ผู้ก่อตั้งสถาบันเกตุวดี-แกนดินี สถาบันเสริมสวยชื่อดังอันดับต้นๆของประเทศ แต่ “เล็ก-สายสุดา เชื้อวิวัฒน์” ก็ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นว่าเป็นหนึ่งในตองอู


สายสุดา

“เล็กเริ่มจับกรรไกรตอนอายุ 18 แม่ไม่ว่างสอนหรอก เพราะลูกค้า วีไอพีเยอะมาก จู่ๆวันหนึ่งแม่บอกให้เราจับกรรไกรตัดผมให้ดูสิ เราก็ลงมือตัดให้ดูเลย ถามแม่ว่าโอเคไหม แม่มองแล้วเฉยๆไม่พูดอะไรเลยไม่รู้ว่าตกลงอะไร แต่เล็กก็ช่วยแม่อยู่พักใหญ่ 2-3 ปี เริ่มตั้งแต่เป็นช่าง สระผม ช่างเป่าผมไดร์ผม จนเป็นช่างตัดผม อาศัยครูพักลักจำจากช่างผมเก่งๆในร้านแม่ หลังจากนั้นแม่บอกให้ไปเรียนต่อพื้นฐานการตัดผมทั้งหมดที่วิดัล แซสซูน ประเทศอังกฤษ แล้วไปต่อเรื่องเทคนิคที่อิตาลี ได้มีโอกาสเจอกับ “มร.จีจี้ แกนดินี” ซึ่งเป็น บุคคลสำคัญมากๆที่ทำให้เล็กเป็นเล็กในวันนี้ นอกเหนือจากคุณแม่”

เพราะถูกฝึกเคี่ยวกรำมาอย่างเข้มข้นจริงจัง จนกวาดรางวัลระดับโลกมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงการนำทีม ช่างผมไทยคว้ารางวัลแชมป์ผมอันดับ 7 ของโลก จากเวที แฮร์เวิลด์ ทำให้วันนี้ “เล็ก-สายสุดา” ขึ้นมายืนอยู่ระดับ ท็อปของช่างผมไทยได้อย่างสง่างาม โดยไม่ถูกคลื่นลูกใหม่ กลบหายไปกับแรงลม โดยสไตล์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อตั้งแต่ยุคแรกจนทุกวันนี้คือ “ไฟเออร์ฟลาย” ผมตัดสั้นท้ายทอยชิด และพิกซี่คัต ผมซอยสั้นทั้งหลาย โดยคาแรกเตอร์พิเศษการตัดผมของเธอมีเบสิกที่เป๊ะในแบบอังกฤษ แต่ก็ผสมความหวานในสไตล์อิตาเลียนเข้าไป ทำให้ได้กลิ่นอายที่ทันสมัย และมีเอกลักษณ์การตัดปลายผมไม่เหมือนใครเลย ผลลัพธ์จากการ ตัดผมแบบนี้ ทำให้ลูกค้าดูแลผมได้เองโดยไม่ต้องเข้าร้าน 2-3 เดือน


เมื่อถาม “คุณเล็ก” ว่าอยู่ในวงการนี้มากว่า 3 ทศวรรษ ทำยังไงให้อยู่ยง คงกระพันมาถึงวันนี้ ได้รับคำตอบว่า “ความจริงใจค่ะสำคัญที่สุด จริงใจกับโปรดักส์ที่ใช้ จริงใจกับลูกค้า สิ่งเหล่านี้สัมผัสได้ สมัยก่อนวงการนี้แข่งขันกันสูงมาก แต่ยุคนี้เปลี่ยนเป็นพึ่งพากันและกัน มันเหมือนเป็นเพื่อนร่วมวงการมากกว่า มีอะไรก็มาแชร์กัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนช่างผมดังๆจะปิดห้องตัดผมเลยนะ เพราะหวงวิชามาก แต่ยุคนี้เราไม่ได้แข่งกันเองแล้ว เราผนึกกำลังเพื่อแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน เราไปไกลถึงระดับโกลบอลแล้ว ส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองไม่หยุดคือ ได้ร่วมงานกับลอรีอัล ในฐานะมาสเตอร์แอมบาสเดอร์ ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้มีโอกาสเรียนรู้นวัตกรรมล้ำหน้าตลอดเวลา และได้รับการเทรนโปรดักส์ใหม่ๆที่ถูกต้อง ซึ่งมีผลต่อคอนซูเมอร์ ลอรีอัลมีนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง ทำให้ได้โปรดักส์ที่มีคุณภาพ จริงๆ ทุกวันนี้เทรนด์ผมไม่ได้มาจากแคตวอล์กแล้ว มาจากสตรีทที่ผู้บริโภคหยิบมาใช้ คนยุคนี้กล้าที่จะแตกต่างกล้ารับของใหม่ๆ พฤติกรรมของผู้บริโภค เปลี่ยนไปมาก รับอะไรได้มากขึ้น ทุกอย่างฟรีฟอร์มหมด หมดยุคแล้วที่จะกำหนดเทรนด์แต่ละซีซั่น ขึ้นกับว่าแต่ละคนมองเห็นตัวเองเป็นภาพอะไร แล้วนำมาสื่อสารกับช่างทำผม ซาลอนยุคใหม่ต้องมีบริการพูดคุยแนะนำเพื่อสอบถามความต้องการแท้จริงของลูกค้า ช่างทำผมยุคนี้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแฮร์คอนเซาเทชั่น ไม่ใช่แฮร์เดรสเซอร์อย่างเดียว”


สมศักดิ์

ด้านกูรูช่างผมไทยที่ล่ำซำสุดเป็นอันดับต้นๆของประเทศ “ครูแดง-สมศักดิ์ ชลาชล” บอกเล่าถึงการฝ่าฟันอุปสรรค กว่าจะก้าวมาเป็นเจ้ายุทธจักรคร่ำหวอดอยู่ในวงการซาลอน ถึง 4 ทศวรรษ “สมัยเป็นหนุ่มๆเราเป็นอีแอบ ไม่กล้าเปิดเผยว่าชอบผู้ชาย พ่อเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ที่แปดริ้ว ก็คาดหวังว่าจะให้ลูกชายคนเล็กอย่างเราสืบทอดกิจการ เลยจับคลุมถุงชนแต่งงานกับลูกสาวโรงฟอกหนัง บังเอิญเราไปทำผมร้านประจำแถวลาดพร้าว เจ้าของร้านเกิดอยากจะเซ้ง ร้านทิ้ง เลยชักชวนให้ซื้อกิจการ เราจบอนุปริญญาด้านครูมา เจ้าของร้านแนะนำให้ไปเทกคอร์สเรียนทำผมที่เกตุวดี เพื่อจะได้คุมช่างผมอยู่ สมัยก่อนคนที่เรียนทำผมมีแค่ 2 กะ คือ กะหรี่ กับกะเทย ตอนนั้นเรายังไม่เปิดตัว ก็เลยสองจิตสองใจ แต่พอไปเรียนทำผมจริงๆ ปรากฏว่าสนุกมาก ค้นพบพรสวรรค์ในตัวเอง อินเนอร์มันได้ ก็เลยตัดสินใจเอาดีทางนี้ และได้รับการชักชวนจากครูน้อยให้เป็นช่างผมประจำร้านเกตุวดี พอเข้าวงการเต็มตัวคราวนี้สาวแตกเลยฮะ โดนที่บ้านตัดลูกตัดแม่ ให้บ้านมาหลังรถมาคัน เพราะรับไม่ได้!! ยุคนั้นมีชิงแชมป์โลกเวทีแฮร์เวิลด์ ครูน้อยเห็นหน่วยก้านก็เลยชักชวนไปร่วมประกวดที่ลาสเวกัส เป็นครั้งแรกของทีมช่างผมจากประเทศไทย หลังจากนั้น เราก็เดินสายประกวดชิงแชมป์ประเทศไทยทุกเวที ได้แชมป์มาครองทุกปี เป็นช่างผมที่โด่งดังมากในยุคนั้น ภูมิใจสุดคือได้แชมป์ผมเอเชียมาครอง เราก้มหน้าก้มตาทำงานกับเกตุวดี มา 8-9 ปี รู้สึกถึงจุดอิ่มตัว เลยขอลาครูน้อยออกมาเปิดร้านของตัวเอง สาขาแรกที่ทองหล่อ ตอนนั้นมีชื่อเสียงและรู้จักคนเยอะแล้ว เปิดร้านชลาชลปุ๊บก็บูมเลย จากช่างในร้าน 4 คน ทุกวันนี้ขยายไป 17 สาขาแล้ว มีช่างทั้งหมด 300 คน”


นอกจากจะมีหัวเซ็งลี้ปลุกปั้นธุรกิจซาลอนจนเฟื่องฟู “ครูแดง” ยังคิดการใหญ่ลุกขึ้นเป็นโต้โผปฏิวัติวงการซาลอนเมืองไทยให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง “เรามาจากยุคที่ตัดผมวันละ 60 หัว คือทำงานหนักมาก ถ้าไม่คิดแยกตัวออกมาเปิดร้านเอง ก็คง ไม่มีทุกวันนี้ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว เลยอยากช่วยพัฒนาและ ยกระดับมาตรฐานวงการช่างผมไทย สมัยก่อนบ้านเราร้านทำผมเป็นเหมือนศาลาตอแหลคนมานั่งนินทากัน แต่ร้านชลาชลเป็นซาลอน แบบมาตรฐานแห่งแรกๆที่สร้างแบรนดิ้งให้กับร้านทำผม ปีหน้าเราก็จะครบแซยิดแล้ว สิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำให้ได้คือ การนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งปริญญาตรี-โท-เอก ช่วยพัฒนามาตรฐานวิชาชีพของช่างทำผมไทย อยากเห็นอาชีพช่างทำผมเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับ คนจะมาเป็นช่างผมต้องสอบไลเซนส์เพื่อจะได้ตรวจสอบที่มาที่ไปได้ อันนี้กำลังผลักดันร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สิ่งที่เราทุ่มเททั้งหมดไม่ใช่อยากดัง แต่เพราะอยาก ให้วงการนี้มีสแตนดาร์ดที่สูงขึ้น และมีย่างก้าวการพัฒนาแบบเดียวกับมาตรฐานวิชาชีพอื่นๆ มีระดับประถม, มัธยม และปริญญา ความฝันสูงสุดของสมศักดิ์คืออยากเป็น “วิดัล แซสซูน” แห่งอาเซียน ถึงวันหนึ่งเราจะรีไทร์ไปแล้ว ชลาชลก็จะต้องเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนที่ “วิดัล แซสซูน” ยังคงเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ แม้จะมีอายุเป็นร้อยปี ตรงนี้เองที่จุดประกายให้เราเปิดสถาบันชลาชล อคาเดมี่ เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ของเราให้ช่างผมรุ่นใหม่ๆ สร้างช่างทำผมที่มีคุณภาพ และอยากนำโมเดลนี้ขยายไปให้ทั่วประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน”


สมพร

ถ้าพูดถึงช่างผมดังมือหนึ่งของวงการแฟชั่นไทยยุคปัจจุบัน จะต้องมีชื่อของ “ไก่-สมพร ธิรินทร์” ผู้ร่วมก่อตั้งซาลอนดัง “เดอะ เลาจ์ แฮร์ ซาลอน” ติดอันดับต้นๆอย่างแน่นอน เส้นทางของเขาคนนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเริ่มนับศูนย์ตั้งแต่การเป็นเด็กสระผมในร้าน พนักงานเก็บเงิน และเป็นลูกมือให้พี่สาว กระทั่งพิสูจน์ฝีมือจนเป็นที่ยอมรับในวงการโฆษณาและแฟชั่น “ไก่เข้าวงการทำผมมา 30 ปีแล้ว เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เดิมทีเป็นคนพังงา ที่บ้านส่งมาเรียน มัธยมที่กรุงเทพฯ โดยฝากฝังให้อยู่กับหลวงพี่ที่วัดแถววงเวียนเล็ก ชีวิตเด็กวัดต้องอดทนมาก เดินตาม พระไปบิณฑบาตทุกเช้า แต่ไม่รู้สึก น้อยอกน้อยใจนะ เพราะช่วงที่ว่างเราก็ไปเป็นเด็กช่วยงานในร้านทำผมของพี่สาวแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ ฝึกงานในร้านตั้งแต่สระผม ไดร์ผม เก็บเงิน จนลูกค้าแนะนำว่าน่าจะไปเรียนทำผมให้เป็นเรื่องเป็นราว จะมัวอยู่แค่นี้ไม่ได้นะ น้าสาวก็เลยส่งไปเรียนซอยผมที่ “เรืองฤทธิ์” จบแล้วก็ส่งไปชุบตัวฝึกงานต่อที่ร้านแถวนนทบุรี กลับมาอีกทีคราวนี้กลายเป็นช่างไก่แล้ว”


ลำพังเป็นช่างผมในซาลอนเล็กๆคงไม่ทำให้ “ไก่-สมพร” มีชื่อเสียงก้องประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ด้วยโชคชะตาลิขิตให้ได้ไปคลุกคลีใกล้ชิดกับคนวงการแฟชั่น จึงมีโอกาสแสดงฝีมือจนโด่งดังเป็นที่ยอมรับ “ได้มีโอกาสรู้จักกับช่างแต่งหน้า ดังของยุคอย่างพี่ต้อ พี่เป็ด พี่มน พี่ม้า และพี่โอใหญ่ พวกพี่ๆช่วยแนะนำบอกกันต่อๆว่า มีช่างทำผมคนหนึ่งท่าทางกะโหลกกะลา ดูเหมือนเก้ๆกังๆ แต่มันทำผมดีนะ ลองเอามาใช้ดู นับจากนั้นก็เลยได้ทำงานแฟชั่นมาเรื่อยๆ มีคนเรียกใช้งานตลอด ซึ่งการจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เราต้องมีความอดทนสูงมาก แรกๆก็มีบ้างที่โดนลองของ ไม่ยอมรับเรา แต่เราก็ตั้งใจทำงานและทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้งานสวยโดดเด่นจนคนยอมรับเรา งานทำผมก็เหมือนกับงานปั้นอย่างหนึ่ง เวลาเห็นผลงาน แล้วลูกค้าชอบยิ้มพอใจ เราก็มีความสุขและภูมิใจในผลงานของเรา โดยหนึ่งในความ ภาคภูมิใจในชีวิตคือ การได้ทำงานรับใช้ “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์” ในการแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าตั้งแต่คอลเลกชั่นแรก ที่ปารีส แฟชั่น วีก 2007 จนถึงคอลเลกชั่นล่าสุดในปัจจุบัน ไก่เข้าวงการทำผมมา 30 ปี รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นเมนหลักในการคุมแฟชั่นโชว์ใหญ่ๆทุกครั้ง และคนไม่เคยลืมสมพรเลย ไก่จะบอกช่างผมที่ร้านทุกคนว่า ต้องนึกถึง 3 H คือ Head ใช้สมองคิด, Hand ลงมือทำ และ Heart ทำออกมาจากใจ คุณถึงจะประสบความสำเร็จ ปีนี้เดอะเลาจ์อายุครบ 11 ขวบแล้ว ก้าวต่อไปของไก่คืออยากเปิดโรงเรียนสอนทำผมแฟชั่นและสอนเดินแบบ เพื่อแบ่งปันวิชาความรู้ให้คนรุ่นใหม่”.

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

การออกแบบคือชีวิต จับเข่าคุยที่แรก ชาลอต โอลิมเปีย เดดลัล ดีไซเนอร์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 เม.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/598115

 

หากพูดถึงนักออกแบบระดับโลก เชื่อแน่ว่า หลายคนคงมีแวบนึกถึง “ชาลอต โอลิมเปีย เดลลัล (CHARLOTTE OLYMPIA DELLAL)” สาวชาวอังกฤษสายเลือดบราซิลเลียน ดีไซเนอร์รองเท้า และเครื่องประดับสุดหรู แบรนด์ ‘ชาลอต โอลิมเปีย’ กันบ้าง ซึ่งเธอไม่เพียงจะติดอันดับท็อปเท็นที่มีชื่อเสียงเรื่องการดีไซน์ และการคัดสรรวัสดุเกรดพรีเมียม ทว่ายังจัดเป็นบุคคลหนึ่งที่หาตัวจับได้ยากมากที่สุดด้วย …

อย่างไรก็ดี คงไม่เกินความสามารถ เพราะล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เธอแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่เดียว ทั้งเรื่องผลงานการออกแบบ อินสไปเรชั่นต่างๆ รวมถึงคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 “ไอ แมรี่ด์ แอดเวนเจอร์ (I Married Adventure)” ที่เพิ่งคลอดออกมาให้จับจองกัน ดีไซเนอร์มือหนึ่งที่มีความคิด และแรงบันดาลใจไม่ธรรมดา แถมผลงานเธอยังคงระดับไฮเอนด์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง อ่านจบสัมภาษณ์นี้หลายคนอาจยกให้เธอเป็น ‘ไอดอลต้นแบบ’ เลยทีเดียว !


ชาลอต โอลิมเปีย เดลลัล (CHARLOTTE OLYMPIA DELLAL)

“ชาลอต โอลิมเปีย เดลลัล” เกริ่นย้อนกลับไปให้ ไทยรัฐออนไลน์ ฟังว่า เธอเข้าศึกษาที่ Cordwainers ในลอนดอน เพราะหลงรักหลงใหลในงานดีไซน์ออกแบบ ซึ่งที่นั่นเป็น College สำหรับรองเท้า และเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงระดับโลก ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากเข้าไปเรียนที่นั่นกันทั้งนั้น เธอได้สานต่อความสนใจในด้านการออกแบบ ควบคู่ไปกับการฝึกฝนเทคนิคงานฝีมือต่างๆ ในการผลิตรองเท้าให้งดงาม และหลังจากที่เธอตั้งใจ-มุ่งมั่นจนเรียนจบ ไม่นานเธอก็มุ่งหน้าเดินตามความฝันด้วยการเปิดตัวแบรนด์ในลอนดอนเป็นที่แรก ในปี 2008 โดยใช้ชื่อของตัวเองว่า ‘ชาลอต โอลิมเปีย’

ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า หรือกระเป๋าที่เธอตั้งใจรังสรรค์ขึ้น ล้วนแต่มีดีไซน์ออกแบบอันหรูหราสง่างาม และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเน้นเค้าโครงสร้างที่ดูทันสมัยแฝงด้วยอารมณ์ขัน ผลงานดีไซน์ต่างๆ ที่สร้างชื่อให้เธอ ก็อย่างเช่น รองเท้าส้นสูง Dolly ที่โดดเด่นด้วยพื้นรองเท้าหนาแบบ ‘Island’ อันเป็นลักษณะเฉพาะ, รองเท้า flat รุ่น Kitty และกระเป๋าคลัตช์อะคริลิคใส รุ่น Pandora ล้วนแสดงออกถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ต้องการสอดแทรกความอ่อนหวานแบบผู้หญิง และความขี้เล่นไว้ในทุกการดีไซน์


รองเท้า flat รุ่น Kitty เบาสบาย ใส่ง่าย เก๋ไก๋ได้ทุกสถานการณ์

แรงบันดาลใจในการออกแบบรองเท้า และกระเป๋า ‘ชาลอต โอลิมเปีย’
สิ่งสำคัญของแบรนด์มาจากความรักความหลงใหลในฮอลลีวูดยุคเก่า ในช่วงเวลาของยุค 40s และ 50s ซึ่งเราเองหลงรัก และคิดถึงยุคสมัยกลิ่นอายของรายละเอียดมาโดยตลอด โดยเฉพาะความหรูหราของยุค 40s ความสนุกสนาน และสีสันของยุค 50s ความโดดเด่นของแบรนด์คือ การคงไว้ซึ่งความเป็นผู้หญิง และไร้กาลเวลา ผู้หญิงของ ‘ชาลอต โอลิมเปีย’ จะมีความสง่างาม และรุ่มรวยด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งเราเองรักในสิ่งของสวยงาม และมักจะตีความสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถสวมใส่ได้ที่มาพร้อมกับชิ้นงานดีไซน์ที่สวยงาม และทำให้คนยิ้มเมื่อได้เห็นชิ้นงานนั้น

ความท้าทายในงานออกแบบ
ตอนที่เราเริ่มแบรนด์ ชาลอต โอลิมเปีย มันเป็นเรื่องสำคัญมากในการสร้างสรรค์สุนทรียภาพของแบรนด์ และมีเอกลักษณ์ดีไซน์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้มาจากหัวใจของงานดีไซน์ของเราอย่างแท้จริง และทำให้กลายมาเป็นรูปทรงซิกเนเจอร์ที่จดจำได้สำหรับแบรนด์ เราชอบสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สวยงาม และดูดี ทั้งยามที่สวมใส่ หรือแม้แต่ยามที่ถอดออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม เราไม่เน้นงานออกแบบที่เน้น “รูปทรง” มากกว่า “ประโยชน์ใช้สอย” การเป็นนักออกแบบสุภาพสตรี เรามีความได้เปรียบในการที่จะทดลองงานดีไซน์ของเราเอง ผ่านขั้นตอนการผลิตสินค้าตัวอย่างเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่า สินค้าเหล่านั้นสามารถสวมใส่ได้อย่างพอดี ให้ความสบาย และเดินได้อย่างคล่องตัวยามสวมใส่ มันสำคัญมากสำหรับตัวเราที่รองเท้าเหล่านั้นจะใส่ได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ


คอลเลกชั่น S/S 2016 ในชื่อ “ไอ แมรี่ด์ แอดเวนเจอร์ (I Married Adventure)”

อินสไปเรชั่นในแต่ละคอลเลกชั่น
มีหลายสิ่งมากมายที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา สิ่งเหล่านี้มาจากผู้คน ศิลปะ หนังสือ ภาพยนตร์ ไปจนถึงผ้า ผิวสัมผัส และสีที่อยู่แวดล้อมรอบๆ ตัวเรา เราชอบที่จะใส่รายละเอียดของเรื่องราว และจิตวิญญาณลงไปในคอลเลกชั่นต่างๆ อีกทั้งเรายังชอบสะสมสิ่งของที่สวยงาม และตีความสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สวมใส่ได้จริง เช่นเดียวกันกับการที่เราสะสมไอเดียต่างๆ ทั้งไอเดียของงานปัจจุบัน หรืออาจจะเก็บไอเดียที่คิดได้ เพื่อใช้ในการพัฒนาในโปรเจกต์ใหม่ๆ ในอนาคต

กับคอลเลกชั่นล่าสุด S/S 2016 ในชื่อ “ไอ แมรี่ด์ แอดเวนเจอร์ (I Married Adventure)” เราก็ได้อินสไปร์มาจากบันทึกแห่งความทรงจำที่เขียนโดย ‘โอซ่า จอห์นสัน (Osa Johnson)’ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวในการเดินทางของเธอ และสามีระหว่างยุค 10s, 20s และ 30s ซึ่งเราได้หยิบนำมาดีไซน์ด้วยลายพิมพ์สัตว์, ผิวสัมผัสที่แปลกใหม่, วัสดุพิมพ์ลายแผนที่ด้วยเทคนิคสีน้ำผสมผสานกับสีสันเมทัลลิกสดใส ช่วยขับให้คอลเลกชั่นนี้เต็มเปี่ยมด้วยความสดชื่น และทันสมัย อีกทั้งไอคอนของคอลเลกชั่นนี้จะมีสัญลักษณ์เป็นใยแมงมุมสีทองอยู่ที่พื้นรองเท้าทุกคู่


คอลเลกชั่น S/S 2016 ในชื่อ “ไอ แมรี่ด์ แอดเวนเจอร์ (I Married Adventure)”

ผลงานออกแบบชิ้นไหนที่รู้สึกชอบมากที่สุด เพราะอะไร
ส่วนตัวแล้วเราชอบรองเท้ารุ่น “คิส มี โดโลเรส (Kiss me Dolores)” เป็นรองเท้าส้นสูงสีนู้ด พื้นด้านหน้ามีแพลตฟอร์ม บริเวณด้านหน้าของรองเท้าตกแต่งด้วยรูปปากสีแดง นี่เป็นชิ้นที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และเป็นแบบโปรดของเราเลยทีเดียว รองเท้าคู่นี้บ่งบอก และตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แถมมันยังดูสนุกสนานทว่าหรูหราในตัวเอง สะท้อนความเป็นผู้หญิง และมีรูปทรงที่คลาสสิก ที่สำคัญยังไปได้ดีกับทุกๆ ชุดอีกด้วย


รองเท้ารุ่น “คิส มี โดโลเรส (Kiss me Dolores)”

เคยประสบปัญหา หรือเจออุปสรรคในการออกแบบแต่ละคอลเลกชั่นหรือไม่ แล้วมีวิธีจัดการอย่างไร
ในฐานะนักออกแบบ การเจอปัญหาคือ ส่วนหนึ่งของการพัฒนาเพื่อให้เกิดการค้นพบวิธีการแก้ปัญหานั้นๆ เราเองสำเร็จการศึกษาจากคอร์ดไวเนอรส์ (Cordwiners) ที่นั่นเป็นโรงเรียนที่สอนให้เราได้เรียนรู้งานฝีมือเกี่ยวกับรองเท้า และการผลิตรองเท้า ทักษะที่ชำนาญจากการที่ได้เรียนที่นั่น ทำให้เรามีองค์ความรู้ในการออกแบบรองเท้าที่เต็มไปด้วยเทคนิค-ลูกเล่นต่างๆ ในการผลิต

เทคนิคการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าเข้ากับแอคเซสเซอรี่ง่ายๆ ตามสไตล์ ‘ชาลอต โอลิมเปีย’
ง่ายมากเลย โดยเฉพาะการแมตช์เสื้อผ้าเสมือนอยู่ในยุค 40s และ 50s ผู้หญิงจะใส่ชุดที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงสูง และเป็นชิ้นคลาสสิก แต่กลับไม่เขินอายที่จะตกแต่งชุดนั้นๆ ด้วยเครื่องประดับที่เปี่ยมไปด้วยรายละเอียด และความสนุก อย่างตัวเราเองก็แมตช์เสื้อผ้าสไตล์นั้นอยู่ทุกวันนี้


ดีไซน์น่ารักอะ อยากได้เลย !

ดีไซน์สวยเก๋ สะดุดตาสุดๆ

นักออกแบบในดวงใจ/ไอดอลต้นแบบ ที่ทำให้หลงใหลในงานแฟชั่นดีไซน์
เราชื่นชอบ ‘ซาลวาตอเร่ เฟอร์รากาโม่ (Salvatore Ferragamo)’ นะ เขาเป็นหนึ่งในบรรดาสุดยอดนักออกแบบ ‘เฟอร์รากาโม่’ มาจากยุคที่เราเองชื่นชอบเป็นพิเศษ งานออกแบบของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน ความหรูหราสวยงาม ทั้งยังใช้วัสดุที่ล้ำ และมีคุณภาพในการออกแบบ


เก็บไว้เป็นคอลเลกชั่นสักคู่ก็ดีนะ

ใบนี้ก็คิวท์ แปลกไม่เหมือนใครอยู่นะ

สำหรับใครที่สนใจแบรนด์ ‘ชาลอต โอลิมเปีย’ สามารถหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง
ตอนนี้แบรนด์ ‘ชาลอต โอลิมเปีย’ ได้ขยายสาขาออกไปเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยมีสาขาที่เมย์แฟร์, บรอมพ์ตัน ครอส, แมนฮัตตัน, เบเวอร์ลี ฮิลส์, ไมอามี่, ลาส เวกัส, เซาธ์ โคสต์ พลาซ่า, ฮ่องกง, ดูไบ และกรุงเทพฯ รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์ และมีวางจำหน่ายตามห้างร้านชั้นนำทั่วโลก ทั้ง Harrods, Bergdorf Goodman, Neiman Marcus, On Pedder, Isetan, Printemps และ Beymen


ช่วยลุคสาวๆ ให้ดูสวย สง่างามดั่งเจ้าหญิง

สวยหรู ดูแพง ดีไซน์เก๋ ช่วยคุณอัพลุคอย่างมีระดับ
 

ลุคกู๊ดอย่างมีระดับ! เปิดความคิด ‘แพง ขวัญข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/596331

 

ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ สำหรับดีไซเนอร์สาวสวย และกูรูแฟชั่นคนเก่ง ‘แพง-ขวัญข้าว เศวตวิมล’ เจ้าของแบรนด์ Kwankao ที่ล่าสุดได้อวดโฉมคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 ต้อนรับสีสันฤดูร้อน บนรันเวย์ THAITHAI : The Journey Begins ในชื่อ ‘Morning Glory’ เสริมลุคสาวๆ ให้ดูสวย สง่า คลาสสิก และมั่นใจในตัวเองแบบสุดๆ


ดีไซเนอร์คนเก่ง ‘แพง-ขวัญข้าว เศวตวิมล’ เจ้าของแบรนด์ Kwankao

แน่นอนว่า ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสร่วมชมโชว์ของเธอ พร้อมพูดคุยกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟถึงคอลเลกชั่นนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอินสไปเรชั่น ลูกเล่นต่างๆ ที่น่าสนใจ เสน่ห์ของแบรนด์กับบุคลิกฯ สาวเอเชีย รวมไปถึงการแมตช์เสื้อผ้าเก๋ๆ สไตล์ขวัญข้าว เรารับรองว่านี่จะเป็นบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้สาวๆ สนุกกับการแต่งตัวมากขึ้นเลยล่ะ!


กูรูแฟชั่นสาวสวย ‘แพง-ขวัญข้าว เศวตวิมล’ เจ้าของแบรนด์ Kwankao

แรงบันดาลใจคอลเลกชั่นล่าสุด
คอลเลกชั่นล่าสุดนี้เราใช้ชื่อว่า “Morning Glory” ได้อินสไปร์มาจากภาพเขียนสีน้ำมันชิ้นเอก “Ophelia” ของนักจิตรกรยุควิคตอเรียนที่เลื่องลือ ‘John Everett Millais’ (เป็นภาพวาดผู้หญิงนอนในน้ำ) ซึ่งพอเราเห็นแล้วก็ปิ๊งไอเดียรู้สึกว่าอยากจะทำเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ อีกทั้งผู้หญิงคนนี้ยังอยู่ในซีนหนึ่งของบทประพันธ์อมตะจากละครเรื่อง “Hamlet” ด้วย เราเลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจ และอยากจะถ่ายทอดอารมณ์ที่มีความเป็นผู้หญิงเยอะขึ้น

อย่างไรก็ดี เราอยากให้ซัมเมอร์นี้ดูเป็นซัมเมอร์ที่ฉ่ำกว่าแต่ก่อน เลยคิดโลเกชั่นแบบ Forest คิดไปคิดมานึกไปถึงป่าอังกฤษ จนเราตีโจทย์ออกมาว่า น่าจะทำเป็นคอลเลกชั่นที่สะท้อนความสวยงามเปรียบเสมือนรุ่งอรุณในยามเช้า แสงแรกของการเริ่มต้นใหม่ เปรียบเสมือนดอก ‘Morning Glory’ ที่อยู่ในป่าอาจดูเหมือนบอบบางแต่ไม่อ่อนแอ สามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมเผชิญหน้ารับแสงตะวันของวันใหม่อีกครั้งได้อย่างงดงาม


คอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 แบรนด์ Kwankao

ความพิเศษแตกต่างจากซัมเมอร์ปีก่อนๆ
แน่นอนเลย คือเสื้อผ้าที่ดูฉ่ำขึ้น เพราะอะไร? 1. จะได้สีสดใสร้อนแรงรับซัมเมอร์ 2. เราทำงานตรงนี้มา 4 ปีแล้ว มันต้องมีอะไรที่พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความคิด ไอเดีย หรือเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ที่มันควรจะชัดเจนมากขึ้น ฉะนั้นคอลเลกชั่นนี้เราตั้งใจให้มันดูโตขึ้นกว่าเดิม โดยเติมความฉ่ำของสีสันลงไป ให้ผู้หญิงที่ใส่ดูโตขึ้น เป็นสาวขึ้น และมีความมั่นใจในตัวเอง

ลูกเล่น/กิมมิกน่าสนใจของคอลเลกชั่นนี้
โหหห…มีลูกเล่นเยอะมากมายเลย เทคนิคก็ไม่น้อย เพราะคอลเลกชั่นนี้เราจับหา Symbolic ของความเป็นวิคตอเรียนมาใส่ ไม่ว่าจะเป็น คอร์เซต หรือตัวลายปักดอกต่างๆ ซึ่งจริงๆ งานพวกแฮนด์เมดแบรนด์ Kwankao ไม่ค่อยได้ลงดีเทลใส่ไปเท่าไร เพราะส่วนมากจะเน้นลุคให้ดูหวานซ่อนความโมเดิร์นไว้มากกว่า แต่ในคอลเลกชั่นนี้เราใส่ทั้งลูกไม้ งานแฮนด์คราฟต์ คอร์เซตเข้าไป แล้วพิมพ์ลายที่สะท้อนอารมณ์ของยุควิคตอเรียนออกมา ซึ่งพอออกมาแล้วให้ความรู้สึกของยุคนั้นมากทีเดียว

เราให้ความใส่ใจกับเรื่องลายผ้า เรื่อง Material มากขึ้น รวมไปถึงการตัดเย็บอย่างประณีต อย่างที่บอกเราทำตรงนี้มา 4 ปี จะขึ้นปีที่ 5 แล้ว ฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องโตขึ้น และตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ทั้งความคิด ไอเดีย และผลงาน เราจะต้องหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคตลอดเวลา


คอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 แบรนด์ Kwankao

Kwankao เป็นแบรนด์ที่เหมาะกับผู้หญิงบุคลิกฯ แบบไหน
ผู้หญิงที่มีหลากอารมณ์นะ เราพูดไว้ตั้งแต่คอลเลกชั่นแรกแล้ว และตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม ยังคงนิยามคำว่า ‘Chic Chill Cool’ ทว่าสิ่งที่เพิ่มเติมมาพอทำเรื่อยๆ นั่นคือความ ‘Classic’ ซึ่งเรามองว่า 4 C สำหรับผู้หญิงมันดูสง่า และสวย ที่สำคัญใส่ได้ง่าย ในที่นี้หมายความว่า แม้จะผ่านไปกี่ปีๆ ก็ยังคงหยิบแบรนด์ Kwankao มาใส่ได้อยู่แบบไม่เอาต์ โดยเฉพาะสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างลงตัว ไม่จำกัดแค่แบรนด์ Kwankao เท่านั้น ในฐานะดีไซเนอร์ เราว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ควรจะทำ และให้ความใส่ใจมากที่สุดนะ


“Morning Glory” คอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ล่าสุด จากแบรนด์ Kwankao

ความยาก-ง่ายคอลเลกชั่นนี้
สำหรับเราคิดว่า มันยากตรงการคิด-การเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้ามากที่สุดนะ บางทีเวลาทำงานเราเป็นคนชอบกดดันตัวเอง ซึ่งมันก็มีมุมที่ดี และไม่ดี มุมไม่ดีคือ เราอาจจะเครียดไป แต่มุมที่ดีคือ เราพยายามพัฒนาในสิ่งเก่าๆ งานเก่าๆ ที่เราทำให้ดีขึ้น แล้วก็ดีขึ้นไปอีก ให้มันมีความสนุกในงานมากขึ้น มีดีเทลรายละเอียดมากขึ้น หรือลูกเล่นใหม่ๆ ที่สาวๆ เห็นแล้วรู้สึกแฮปปี้ที่จะซื้อ เอาจริงๆ การเสนอไอเดียต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร เพราะมันแสดงถึงว่าแบรนด์เราโตขึ้นแค่ไหน โตขึ้นในแต่ละปีมีอะไรเปลี่ยนแปลง-พัฒนาขึ้นบ้าง มันมีผลต่อมุมมองของลูกค้านะ แน่นอนระยะเวลา 2 ปี กับ 4 ปี มันต้องมีความต่างกัน ซึ่งเราก็พยายามปรับให้มันเข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา ทว่ายังคงความเป็นโมเดิร์น เฟมินีน เซ็กซี่ และคลาสสิกตามแบบฉบับ Kwankao อยู่


น่ารักจริงๆ แถมนิสัยก็ขี้เล่น

สเต็ปไหนที่คิดว่ายากที่สุด
คิดว่า ความเข้าใจในบุคลิกฯ ผู้หญิงเอเชียนะ เพราะอันนี้เราไม่รู้หรอกว่า พอทำไปมันจะใช่ไหม เขาจะชอบไหม บางทีมันเหมือนการโยนลูกเต๋าลงไป แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้สไตล์นี้มันเป็นขวัญข้าว มันคือตัวตนเรา สะท้อนความเป็นตัวเราเอง ณ โมเมนต์นั้น ว่าอยากให้ผู้หญิงใส่ชุดยังไง แต่งตัวแบบไหนในความรู้สึกเรา เราเพียงต้องสะท้อนความคิดอารมณ์นั้นออกมาให้มากที่สุด แต่ด้วยไซส์เราเป็นคนเอเชีย และเป็นคนไทยจริงๆ เราเลยค่อนข้างเข้าใจสาวไทยว่าต้องการแต่งตัวแบบไหน

แบรนด์ Kwankao ตอบโจทย์เฉพาะคนเอเชีย ? ก็ไม่เชิงเหมือนกันนะ เพราะตอนนี้มีตลาดอาหรับเข้ามาด้วยเหมือนกัน ก็ทำเราแปลกใจอยู่ ตลาดออสเตรเลียก็ยังขาย บางทีเราก็ไปแถบยุโรปบ้าง นี่เราก็พยายามดูอยู่ว่าจริงๆ แล้วแบรนด์เรามันอยู่ Based on ประเทศไหน เพราะถ้าพอเราทำไซส์เล็กไป มันก็มีปัญหาเรื่องไซส์ใส่ไม่ได้สำหรับคนตัวใหญ่ อันนี้เราก็กำลังมองหาจุดกึ่งกลางอยู่เพื่อไม่ให้เป็นปัญหา


ยิ้มแบบนี้ก็ละลายเลยสิ !

เสน่ห์ของแบรนด์ Kwankao
อยู่ตรง Charming ที่เห็นตั้งแต่แวบแรก เราเป็นคนที่ชอบผู้หญิงจากด้านหลังนะ พอเห็นเขาบุคลิกฯ ดี แต่งตัวดี ก็ทำให้เราอยากจะเห็นข้างหน้า หรือเห็นหน้าเขาต่อแล้วว่าเป็นยังไง มันเป็นเสน่ห์ดึงดูดอย่างหนึ่งจากข้างหลัง ฉะนั้นนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมดีเทล/ลูกเล่นต่างๆ ของแบรนด์ Kwankao ถึงอยู่ข้างหลัง เส้นสายต่างๆ ที่ทำให้ผู้หญิงดูเซ็กซี่มากขึ้น แอบมีจริตนิดๆ เราพยายามดึงดีเทลตรงนี้ให้มันชัดเจนมากขึ้น เวลาที่ผู้หญิงใส่เสื้อผ้าแบรนด์เราแล้วขับเสน่ห์ชวนน่าหลงใหลของความเป็นผู้หญิงออกมาได้เต็มที่ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น มองแล้วรู้สึกเซ็กซี่จัง คือไม่ได้โป๊เกินไป ไม่เซ็กซี่จัด ไม่หวานเกิน มันทำให้เรามีความสุขฉ่ำหัวใจมากนะ เพราะมันตอบโจทย์สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด



เคล็ดลับการแมตช์เสื้อผ้าสไตล์ขวัญข้าว
เราเป็นคนชอบมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าที่สุด ง่ายๆ เลยคือ อย่าคิดตามลุค บางทีคนต้องซื้อตามลุค ต้องแต่งตัวแบบนี้ แต่งหน้าแบบนั้น โนๆ นะจ๊ะ ให้สนุกกับมัน อยากแมตช์อะไรก็แมตช์ อย่าไปเครียด สมมติอย่างเสื้อเว้าหน้า ก็มั่นใจใส่ยีนส์เอวสูงไปเลย ส้นสูงดีไซน์เก๋ๆ สักคู่ก็เอาอยู่แล้ว หรือวันที่มาทำงาน คุณอาจจะใส่กางเกงเอวสูงสีดำ แมตช์เข้ากับเสื้อกล้ามสีขาว เสริมทับด้วยสูท แจ็กเก็ตเท่ๆ หรือเบลเซอร์สักตัวก็เก๋กู๊ดไม่น้อย อย่ามองว่ามันผิด อย่ามองว่ามันถูก ที่สำคัญอย่าไปตายตัวกับมัน แล้วมันจะทำให้ 1 ชุดของคุณ ใส่ได้ 5 แบบ 10 แบบ ไม่จำเจกันเลย…ให้สนุกกับมัน อย่าจบกับมัน อย่าไปซีเรียส!

กับเสื้อผ้าแบรนด์ Kwankao ก็เหมือนกัน ควรจะนำกลับมาใช้ได้มากกว่า 2-3 ครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียวแล้วจบกัน แบบนี้มันก็น่าเสียดายตังค์แย่ สำหรับเสื้อผ้าที่ควรมีติดตู้ไว้ เราแนะนำเป็น Black Long Dress ดีไซน์ไหนก็แล้วแต่ มันจะช่วยเสริมลุคให้ผู้หญิงเราดูสวย คลาสสิกอย่างมีระดับ


โพสนี้เซ็กซี่ ยั่วยวนได้ใจ !

ดารา-เซเลบฯ เพื่อนซี้ ร่วมเป็น มิวส์ (Muse) ให้แบรนด์ Kwankao

สุดท้ายฝากผลงานแบรนด์ Kwankao
หากสาวๆ คนไหนสนใจสามารถคลิกไปดูก่อนได้ที่ www.kwankao.com หรือจะเป็นในไอจี kwankao_brand ก็ได้ นอกจากนี้เรายังมีช็อปให้สาวๆ ได้สนุกกับการแต่งตัว-แมตช์เสื้อผ้าเก๋ๆ อีก 5 สาขา ยังไงหวังว่าสาวๆ จะชอบกันนะคะ.

 

MCM คอลเลกชั่นฉลอง40ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601920

 

MCM แบรนด์เครื่องหนังสุดชิคจากประเทศเยอรมนี เปิดตัวลิมิเต็ด อิดิชั่นคอลเลกชั่น MCM x Tobias Rehberger ฉลองครบ 40 ปีของแบรนด์ ซึ่งได้ศิลปินร่วมสมัยเชื้อสายเยอรมัน Tobias Rehberger มาร่วมออกแบบ โดยปริ้นต์ลายเส้นกราฟฟิกขาวดำบนเครื่องหนัง ออกมาเป็นลวดลายแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ณ ร้าน MCM ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์


โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์, สลิล สุญาณเศรษฐกร และสุวดี พึ่งบุญพระ ร่วมฉลอง 40 ปีแบรนด์ MCM.

อวิกา แจ้งเจนกิจ, ชนัดดา จิราธิวัฒน์, สิตามนินท์ พูนทรัพย์มณี.

แฟนคลับ MCM…นันทญา ภิรมย์ภักดี, ภัทรพล พึ่งบุญพระ.

งานนี้มีแขกวีไอพี ศิลปิน และเซเลบริตี้มาร่วมงานอย่างคับคั่ง นำทีม โดย พีช-พชร จิราธิวัฒน์, มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล และนักแสดงสุดฮอตจากไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรี่ส์ เผ่าเพชร เจริญสุข ที่พากันมาให้กำลังใจ “สลิล สุญาณเศรษฐกร” กรรมการผู้จัดการบริษัท พีพี แกลม แถมยังอุดหนุนกระเป๋ากันไปคนละใบสองใบเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ บรรยากาศในงานยังเป็นไปอย่างสนุกสนานตามแบบ ฉบับของ MCM โดยได้ดีเจชื่อดังอย่าง Roxy June มาเปิดเพลงสร้างสีสันเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน และ MCM ยังจัดทำพื้นที่บริเวณหน้าร้าน ชั้น G ห้าง EmQuartier เป็น Art Space เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าชมคอลเลกชั่น MCM x Rehberger ไปจนถึง 10 เม.ย..แฟนตัวจริงไม่ควรพลาด!