แหวกฟ้าหาฝัน : National Painter in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789254

แหวกฟ้าหาฝัน : National Painter in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : National Painter in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Coffee, Milk and Potato 1896

ใน Kunst Museum Bern ยังมีศิลปินสวิส อีกผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากจนมีฉายาว่า National Painter นั่นคือ Albert Anker หรือ Albrecht Samuel Anker เขาเกิดในปี 1831 ที่เมือง Inn จาก Samuel Anker บิดาที่เป็นสัตวแพทย์ พ่อของเขาย้ายไปเมือง Neuchatel ในปี 1836 และส่งเขาเข้าเรียนการร่างภาพกับFrederic Wilhelm Moritz ก่อนจะหันมาเรียนพิเศษกับ Louis Wallinger ในปี 1845 ปี 1851เขาเข้าเรียนสาขา Theology ที่มหาวิทยาลัยกรุงเบิร์น ก่อนจะต่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเมือง Halle เยอรมนี การเรียนที่เยอรมนีทำให้เขาได้เข้าไปสัมผัสกับงานศิลปะที่โดดเด่นเป็นจำนวนมากส่งผลให้เขาขออนุญาตให้บิดายอมให้เขาทำงานด้านศิลปะ และเปลี่ยนชื่อจาก Albrecht เป็น Albert เพื่อให้เพื่อนชาวฝรั่งเศสเรียกชื่อเขาได้ง่ายขึ้น

ปี 1855 เขาเข้าเรียนที่ Ecole nationale superieure des Beaux-Arts ในกรุงปารีสร่วมกับ Charles Gleyre ในช่วงที่เขาเรียนหนังสืออยู่นี้ เขาสร้างงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพระคัมภีร์ไบเบิล หลังจบการศึกษาเขาเน้นงานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้คนตามชนบทตามความเชื่อแบบคริสเตียนของเขา งานของเขาแตกต่างจากงานของศิลปินในรุ่นเดียวกัน อาทิGauguin ที่ปราศจากมุมมองในแง่ลบแต่เต็มไปด้วยความสวยงามเฉกเช่นสรวงสวรรค์ นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบวาดงานStill life บนโต๊ะอาหารของทั้งชาวบ้านและชาวเมือง หลังจบการศึกษาเขาได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการศิลปะที่บ้านของพ่อแม่ และเข้าชมนิทรรศการตามเมืองใหญ่ทั้งในสวิสและปารีสเป็นประจำ ในช่วงที่เขาอยู่ปารีส เขาได้ทำงานตกแต่งจาน และเครื่องปั้นดินเผาให้กับ Theodore Deck

Young Girl with A Loaf of Bread 1887

ในปี 1864 เขาแต่งงานกับ Anna Rufli และมีลูกด้วยกัน 6 คน แต่ 4 คนเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในปี 1866 จาก Paris Salonเนื่องจากเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เขาได้รับการว่าจ้างให้วาดงานสีน้ำเป็นจำนวนมาก The Gallery of AdolpheGoupil ในกรุงปารีสเป็นสถานที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เขามีชื่อเสียงด้วยการส่งงานของเขาไปให้ลูกค้าทั่วทั้งยุโรป ยิ่งเมื่อเขาทำงานให้กับ Gotthelfs เขายิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก เขายังรับใช้ประเทศชาติด้วยการช่วยงานด้านการศึกษา และศาสนาโดยเฉพาะในเมือง Ins บ้านเกิด อีกทั้งยังช่วยงานออกแบบก่อสร้างมิวเซียมให้กับกรุงเบิร์นด้วย

ในปี 1878 เขาได้รับยศอัศวินเป็น Legion d’honneur ก่อนจะได้รับการเชิญให้เป็นสมาชิกของ Grand Council of Bern อันเป็นผลมาจากการที่เขาให้ความช่วยเหลือในงานก่อสร้าง Kunst Museum Bern ระหว่างปี 1889-93 เขาได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของ Swiss Federal Art Commission และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเบิร์นในปี 1900ปีต่อมาเขาป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการสร้างงานของเขานับจากนั้นมา แม้เขาจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่กว่าเขาจะสามารถมีนิทรรศการผลงานเดี่ยวที่จัดขึ้น ณ Museed’art et d’histoire Neuchatel ได้ก็ในปี 1910 หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนKunst Museum Bern จะเห็นว่า ผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือน ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ภาพ Still Lifeล้วนมีความประณีต อบอุ่น เหมือนจริงและเข้าถึงง่ายสมกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็น Most Famous Swiss Artist of all time หรือ National Painter จนทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาจวบจนถึงปัจจุบัน

Portrait of Marie Anker 1881

Portrait of Marie Anker 1881

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

แหวกฟ้าหาฝัน : Ferdinand Hodler ศิลปินชื่อดังชาวสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787756

แหวกฟ้าหาฝัน : Ferdinand Hodler ศิลปินชื่อดังชาวสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : Ferdinand Hodler ศิลปินชื่อดังชาวสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Kunst Museum Bern ยังมีศิลปินแนว Symbolism ชาว Bern ผู้หนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นมาก นั่นคือ Ferdinand Hodler เขาเกิดในปี1953 ที่เมือง Bern โดยเป็นบุตรคนโตจากครอบครัวช่างทาสีที่มีพี่น้อง 6 คน พ่อและพี่ชายของเขา 2 คน เสียชีวิตจากวัณโรคเมื่อเขาอายุได้เพียง 8 ขวบ แม่ของเขาจึงแต่งงานใหม่กับ GottliebSchupach จิตรกรตกแต่งที่มีบุตรอยู่แล้ว 5 คนครอบครัวใหม่ของเขาก็ยากจน เพราะพ่อและแม่ของเขามีบุตรจำนวนมากส่งผลให้เขาต้องช่วยบิดาเลี้ยงในการทำมาหากินทางด้านศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 9 ขวบ เมื่อเขาอายุเพียง 14 ปี มารดาของเขาก็เสียชีวิตด้วยวัณโรคอีก เขาจึงถูกส่งไปยังเมือง Thun เพื่อเป็นเด็กฝึกงานกับศิลปินพื้นเมืองที่ชื่อ Ferdinand Sommer เขาได้เรียนรู้วิธีลอกงานทิวทัศน์เทือกเขา Alpine จากศิลปินผู้นี้

ปี 1871 เขาเดินเท้าจากเมือง Thun ไป Geneva เพื่อเข้าเรียนด้านวิทยาศาสตร์ที่College de Geneva และเริ่มอาชีพจิตรกรด้วยการลอกภาพขาย ปี 1873 เขาเข้าเรียนกับBarthelemy Menn ก่อนที่จะเดินทางไป Baselเพื่อเรียนภาพเขียนของ Hans Holbein โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพ Dead Christ in the Tomb ซึ่งกลายเป็นภาพที่มีอิทธิพลต่อเขามากในการเขียนภาพเกี่ยวกับความตายในปี 1875 ปี 1878 เขาเดินทางไปยังกรุงมาดริด สเปน เพื่อเรียนรู้ผลงานของจิตรกรชั้นนำหลายคน อาทิ Titian, Poussin และ Velazquez จากห้องภาพ Prado หลังปี 1880เขาเริ่มสร้างสรรค์งานและส่งไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ แม้ Paris Salon จะยอมจัดแสดงผลงานทั้งทิวทัศน์ ภาพเหมือน ภาพ Composition ต่างๆ ในแนว Realism ล้วนไม่ได้รับความสนใจจากนักวิพากษ์ศิลป์ ในปี 1884 เขาได้พบกับAugustine Dupin และแต่งงานกันจนมีบุตรชื่อ Hector ซึ่งกลายเป็นผู้ก่อตั้ง World Esperanto Association

Portrait of Louise Jacques 1892

ในปี 1891 เขาหย่ากับ Dupin และแต่งงานใหม่กับ Berthe Jacques ในปี 1898 ในช่วงเวลานั้นงานของเขาวิวัฒนาการไปมากโดยควบรวมเอาแนว Symbolism และ Art Nouveau เข้าด้วยกัน งานในทศวรรษนี้ของเขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านดีและไม่ดี งานบางชิ้นโดยเฉพาะภาพนู้ดดูอนาจารมากจนนายกเทศมนตรีสั่งให้ถอนภาพออกจากการจัดแสดง Hodler พัฒนารูปแบบที่เขาเรียกว่า “ความเท่าเทียม” ซึ่งเน้นความสมมาตรและจังหวะที่เขาเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของสังคมมนุษย์ เขายังนิยมสร้างสรรค์งานขนาดใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยเน้นไปที่ความรักชาติ ปี 1897 เขายอมรับงาน Fresco ที่ต้องทำ ณ ห้องเก็บอาวุธของมิวเซียมประจำเมือง Zurich ในปี 1900 เขาได้มีโอกาสแสดงผลงานในนิทรรศการที่กรุงปารีสและได้รับรางวัล อีกทั้งยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมกลุ่ม Berlin Secession และ Vienna Secession ส่งผลให้เขาได้มีโอกาสแสดงผลงานที่กรุงเวียนนาในอีก 4 ปีต่อมาจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอันทำให้เขาก้าวพ้นความยากจนได้ในที่สุด ผลงานหลังปี 1900 ของเขาเน้นไปในแนว Expressionism ที่ใช้สีรุนแรงและเป็นทรงเรขาคณิต

Self Portrait 1881

แม้เขาจะยังแต่งงานอยู่แต่ในปี 1908 เขาได้พบกับValentine Gode-Darel และลักลอบมีความสัมพันธ์กันจนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน โชคร้าย Darelได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งทำให้เธออ่อนแอลงจนต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงใช้เวลาข้างเตียงเธอครั้งละหลายชั่วโมงจนเป็นที่มาของผลงานจำนวนหนึ่งในปี 1914 เขาได้เซ็นชื่อร่วมกันในการประณามความรุนแรงของเยอรมันต่อวิหาร Rheim จนทำให้เขาถูกขับออกจากสมาคมศิลปะเยอรมัน เขาเสียใจมากเมื่อเธอเสียชีวิตในปี 1916 นับจากนั้นมาสุขภาพของเขาก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และหมกมุ่นเขียนแต่ภาพเหมือนของตัวเอง เขาเป็นโรคน้ำท่วมปอดหลายครั้งจนกลายเป็นคนติดเตียงถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ยังสร้างสรรค์งานทิวทัศน์ของ Geneva จากระเบียงห้องนอนออกมาจำนวนมากก่อนจะเสียชีวิตในปี 1918

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของ Hodler ตามวิวัฒนาการไม่ว่าจะเป็นภาพ Self Portrait, The Night, The Disappointed Soul จะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกจากท่าทางหรือสีหน้าล้วนเหมือนจริงและเร้าอารมณ์ทั้งนั้นสมกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในศิลปินสวิสที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค

The Day 1899

The Day 1899

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

แหวกฟ้าหาฝัน : Wassily Kandinsky in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786356

แหวกฟ้าหาฝัน : Wassily Kandinsky in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Wassily Kandinsky in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The Blue Rider

ในกลุ่ม The Blue Four นอกจากจะมี Paul Klee ที่มีชื่อเสียงมากแล้ว Wassily Kandinsky ก็เป็นศิลปินรัสเซียอีกคนหนึ่งที่โด่งดังมาก เขาเกิดในครอบครัวคนขายชาในเมืองมอสโก เขาได้รับการศึกษาที่หลากหลายในมอสโก ทั้งทางด้านกฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ ในปี 1889 เขามีส่วนร่วมในการทำวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธ์ุทำให้เขาได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปะพื้นเมืองส่งผลให้เขาสนใจงานจิตรกรรมที่มีสีสันสดใส ปี 1896 เขาตัดสินใจเลิกอาชีพครูสอนกฎหมายและเศรษฐศาสตร์และสมัครเข้าเรียนศิลปะที่ Munich Academy แต่กลับไม่ได้เข้าเรียนจึงทำให้เขาต้องเรียนศิลปะเอง ในช่วงนั้นเขาได้มีโอกาสเห็นผลงานของ Monet ในนิทรรศการหนึ่งและได้ใช้ภาพกองฟางเป็นแรงบันดาลใจเกี่ยวกับสีในการสร้างสรรค์ผลงาน

Simplicity 1943

หลังจากใช้เวลาระยะหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เข้าเรียนศิลปะได้ เขาได้ชวน Gabriele Munter ซึ่งต่อมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม The Blue Rider เข้ามาเรียนด้วยในปี 1902 และในที่สุดทั้งสองก็มีความสัมพันธ์มากกว่าเพื่อนในชั้นเรียน เมื่อเขาเข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะได้ การเรียนกลับเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาจนเขากลายเป็นนักทฤษฎีศิลป์ได้ในเวลาอันรวดเร็วพร้อมๆ ไปกับการเป็นจิตรกร เขาเน้นการสร้างงานทิวทัศน์โดยใช้ฝีแปรงค่อนข้างใหญ่แต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาพร้อมไปกับความเหนือจินตนาการ ปี 1903 เขาได้สร้างสรรค์งาน The Blue Rider ที่กลายเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาจนโดดเด่นขึ้นมา ทั้งนี้เพราะผลงานชิ้นนี้มีความแปลกใหม่ทั้งในเรื่องวิธีการสร้างงาน และความมีชีวิตชีวาซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบของงานที่เขาจะสร้างสรรค์ต่อมาอีกหลายปี

Light Construction 1940

นอกจากความสามารถทางด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นผู้มีความสามารถทางด้านดนตรีด้วย เนื่องจากตัวดนตรีเองก็เป็นนามธรรมอยู่แล้ว ดนตรีจึงเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญที่สุดของศิลปะแนวนามธรรม ทั้งนี้เพราะดนตรีมิได้เป็นตัวแทนของการแสดงออกภายนอก แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกภายในมากกว่า การสร้างงานของเขาหลายครั้งก็เป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายในที่จะแสดงความเห็นและอารมณ์ออกมา ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นนักทฤษฎีศิลป์ที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อศิลปะตะวันตกในช่วงเวลานั้นโดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมศิลปินยุคใหม่แห่งมิวนิคด้วยโดยรับตำแหน่งประธานสมาคมในปี 1909 ในเวลาต่อมา สมาชิกในกลุ่มนี้กลับมีความเห็นค่อนข้างแตกแยก เขาจึงร่วมกับสมาชิกหลายคน อาทิ August Macke, Franz Marc, Albert Bloch และ Gabriele Munter แยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ที่ชื่อThe Blue Rider เพื่อจัดนิทรรศการกันเอง

Looking Back 1924

ปี 1914 เขาเดินทางกลับมอสโกอันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Munter เริ่มแย่ลงจนทั้งสองต้องเลิกกันในปี 1916 ปีต่อมาหลังจากความล้มเหลวในการแต่งงานครั้งแรก เขาได้พบกับ Nina NikolaevnaAndreevskaya ซึ่งอายุเพียงแค่ 18 ปี แต่เขาก็แต่งงานด้วยแม้เขาจะอายุต่างจากเธอถึง30 ปีก็ตาม ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อLodya แต่ลูกชายของเขาก็เสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 3 ขวบ หลังจากเกิดปฏิวัติในรัสเซีย เขาก็ย้ายไปเยอรมันใหม่อีกในปี 1920 และได้มีโอกาสสอนวิชาออกแบบเบื้องต้นสำหรับนักเรียนใหม่ และสอนทฤษฎีชั้นสูงที่ Bauhaus School of Art and Architecture เขาและพวกอีก 3 คน คือ Paul Klee, Lyonel Feininger และ Alexej von Jawlensky ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม The Blue Four ขึ้นในปี 1923 เพื่อช่วยกันจัดนิทรรศการในกลุ่มของตัว เมื่อBauhaus ย้ายออกจาก Weimar และไปตั้งใหม่ที่เมือง Dessau ในปี 1925 เขาได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับจุดและเส้นใหม่จนออกหนังสือชื่อ Point and Line to Plane เมื่อ Bauhaus ไม่เป็นที่พอใจของนาซีจนต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้งไปยังเบอร์ลินในปี 1932 และต้องปิดตัวลงในปี 1933 ทำให้เขาตกงาน เขาจึงจำเป็นต้องเดินทางไปอยู่ฝรั่งเศสพร้อมภรรยา และได้รับสัญชาติเป็นคนฝรั่งเศสในปี 1939 เขาเสียชีวิตในปี 1944 ก่อนอายุ 78 ปี เพียงแค่ 3 วัน นักท่องเที่ยวที่ได้ชมงานของ Kandinsky จะพบว่างานของเขาเข้าใจยากมาก แม้จะมีชื่อภาพเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นกันทั้งในเรื่องการใช้สี เส้นและจุดสมกับที่เขาเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีศิลปะในเรื่อง Point and Line to Plane อย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : The Blue Four in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784874

แหวกฟ้าหาฝัน : The Blue Four in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : The Blue Four in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Abstract head, Ash 1935

ใน Kunst Museum Bern ไม่เพียงมีผลงานของ Paul Klee ในกลุ่ม The Blue Four แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Alexej von Jawlensky สมาชิกอีกคนหนึ่งด้วยซึ่งเป็นสมาชิกที่มีผลงานจำนวนไม่มากนัก และมีห้องภาพที่มีงานของเขาอยู่ไม่มากด้วย The Blue Four คือกลุ่มที่พัฒนาต่อจากกลุ่ม The Blue Rider ซึ่งคือกลุ่มศิลปินที่ก่อตั้งขึ้นในมิวนิคเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับแนวทางศิลปะแบบดั้งเดิม ศิลปินกลุ่ม The BlueRider เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งแนวทางศิลปะแบบ GermanExpressionism ส่วนกลุ่ม The Blue Four เป็นกลุ่มศิลปิน 3 เชื้อชาติ 4 คนประกอบด้วย Alexey von Jawlenskyและ Wassily Kandinsky ชาวรัสเซีย, Paul Klee ชาวสวิส และ Lyonel Feininger ชาวอเมริกัน รวมตัวกันด้วยเป้าหมายที่จะจัดนิทรรศการร่วมกันมากกว่าจะสร้างสรรค์ผลงานที่มีแนวทางศิลปะแบบเดียวกัน พวกเขาร่วมกันจัดนิทรรศการของกลุ่มในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ เม็กซิโก และเยอรมนี

Alexej von Jawlensky เกิดที่ Torzhok โดยเป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัว บิดาของเขาย้ายครอบครัวไปอยู่มอสโกเมื่อเขาอายุได้ 10 ขวบหลังจากเข้าอบรมทางการทหาร เขาได้มีโอกาสชมงานนิทรรศการ WorldExposition ในปี 1880 ที่มอสโก จึงให้ความสนใจเกี่ยวกับงานจิตรกรรม เขาเริ่มเข้ารับการศึกษาด้านศิลปะหลังจากปลดประจำการจากทหาร และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ IIlya Repin ศิลปินแนว Realism ชาวรัสเซีย และ Marianne von Werefkin นักศึกษาของ Repin และศิลปินผู้มั่งคั่ง เมื่อทั้งสองรู้จักกัน เขาก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งสองย้ายไปมิวนิคในปี 1894 เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเรียนศิลปะที่ School of Anton Azbe

Abstract Head, The Word 1933

ปี 1905 Jawlensky ได้รู้จักกับFerdinand Hodler อีก 2 ปีเขาก็รู้จักกับ Jan Verkade และ Paul Serusierและเริ่มช่วยกันสร้างสรรค์งานแนว Nabis และ Synthetist ต่อมาเขารู้จักกับ Wassily Kandinsky และเริ่มก่อตั้ง Neue Kunstlervereingigung Munchen หรือสมาคมศิลปินใหม่แห่งมิวนิก ในช่วงเวลานี้เขาเน้นสร้างสรรค์งานที่มีสีสันสดใสก่อนที่จะเปลี่ยนแนวเป็น Abstract ในเวลาต่อมา ในปี 1910 เขา Werefkin และ Kandinsky ได้ใช้เวลาด้วยกันที่เทือกเขาแอลฟ์ในเขตบาวาเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติและเทคนิคในการวาดภาพซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นเขาเดินทางไปชายฝั่ง Baltic และได้พบกับ Henri Matisse และ Emil Nolde ส่งผลให้เขาสร้างสรรค์งานที่เน้นการใช้สีฉูดฉาดมากขึ้น และวาดภาพเหมือนที่เป็นแบบ Form

ปี 1914 เขาถูกขับออกจากเยอรมนีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง เขาจึงย้ายไปอยู่สวิส และได้พบกับ Emmy Scheyer เพื่อนผู้หญิงอีกคนที่ยอมละงานของตัวเองเพื่อช่วยเขาทำการส่งเสริมการตลาดในสหรัฐฯ หลังจากนั้นเขาได้สร้างสรรค์งานที่สร้างชื่อให้ตัวเองมากมายก่อนจะย้ายกลับไปอยู่เมือง Wiesbaden เยอรมนี ในปี 1921 เขาแต่งงานกับ Helene Nesnakomoff สาวใช้เก่าของ Werefkin ในปี 1922 ที่มีบุตรนอกสมรสให้เขาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 1902 เขาได้ร่วมก่อตั้งThe Blue Four ในปี 1924 โดยมีScheyer ช่วยส่งเสริมการขายอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย อีกทั้งยังช่วยจัดนิทรรศการให้เขาด้วยทั้งในสหรัฐฯ และเยอรมนี เขาเริ่มป่วยด้วยโรคข้อตั้งแต่ปี 1929จนไม่สามารถทำงานศิลปะได้ในปี 1937ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1941 นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Jawlensky ใน Kunst Museum Bern จะพบว่างานในช่วงท้ายของชีวิตค่อนข้างแตกต่างจากงานในช่วงแรก เพราะมีลักษณะเป็น Form ที่มีความเป็น Cubism มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งสีสันที่สดใส แม้จะมีความหลากหลายของเฉดสีไม่มากอย่างเดิมก็ตาม

Variation Autumn Light 1919

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Klee in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783389

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Klee in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Klee in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Air Castle 1922 detail

ใน Kunst Museum Bern นั้น ศิลปินที่โดดเด่นที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในหอศิลป์นี้ก็คือ Paul Klee เขาเป็นบุตรคนที่สองของ Hans Wilhelm Klee ครูสอนดนตรีชาวเยอรมันกับ Ida Marie Klee มารดาที่เป็นนักร้องชาวสวิสส่งผลให้เขามีแรงบันดาลใจในเรื่องดนตรีเช่นเดียวกับพ่อแม่ ปี 1880 ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ Bern เขาจึงเข้าเรียนโรงเรียนประถมที่เมืองนี้และเข้าเรียนไวโอลินที่โรงเรียนดนตรีประจำเทศบาล เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์เสียจนกระทั่งเขาได้รับเชิญให้ไปเล่นและเป็นสมาชิกพิเศษของ Bern Music Association ด้วยอายุเพียงแค่ 11 ขวบนอกจากนี้ เขายังมีความสามารถทางด้านศิลปะอื่นด้วยโดยทำเป็นเพียงแค่งานอดิเรก อาทิเขียนบทกวี และร่างภาพ

แม้เขาจะประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านดนตรีตามความปรารถนาของพ่อแม่ แต่เขากลับไม่รู้สึกมีแรงบันดาลใจในเรื่องดนตรีเท่ากับงานทัศนศิลป์ เขารู้สึกว่าการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ทำให้เขาสามารถที่จะมีอิสระมีความคิดและสามารถหาหนทางใหม่ๆในการทำงาน นอกจากเขาจะมีความสามารถทั้งทางด้านดนตรี และงานจิตรกรรมแล้ว เขายังมีความสามารถทางด้านวรรณกรรมด้วย ในปี 1898 บิดามารดาก็ยอมอนุญาตให้เขาเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts ในเมืองมิวนิค แม้เขาจะได้ตามความปรารถนาโดยต้องขัดใจบิดามารดา เขากลับขาดความสามารถในการใช้สีซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นตามธรรมชาติของการเป็นจิตรกร เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในผับ และมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหากิน และนางแบบ ซ้ำร้ายเขายังมีบุตรนอกสมรสอีกคนในปี 1900 ที่เสียชีวิตลงหลังเกิดไม่กี่สัปดาห์

Air Castle 1922

หลังจบการศึกษา เขาเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ในอิตาลีเพื่อศึกษาผลงานจิตรกรรมของศิลปินดังๆ ของคริสต์ศตวรรษก่อน เขารู้สึกสนุกสนาน แต่ก็อึดอัดในขณะเดียวกันกับเรื่องการใช้สี เขาเดินทางกลับไปอาศัยกับพ่อแม่อยู่หลายปี พร้อมกับเรียนศิลปะเป็นครั้งคราว ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาเทคนิคใหม่ๆในการเขียนภาพด้วยการใช้เข็มบนแก้วสีดำปี 1905 เขาสามารถจัดนิทรรศการเดี่ยวด้วยผลงานจากเทคนิคนี้หลังจากใช้เวลาทำงานร่วม 2 ปี จนมีผลงานร่วม 60 ชิ้นปี 1919 เขาหันมาสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ถึงกระนั้นก็ตาม เขาสามารถได้สัญญากับ Hans Goltz นักขายภาพที่ได้ทำงานส่งเสริมการขายผลงานของเขาจนทำให้งานของเขาเป็นที่ยอมรับและขายได้เป็นจำนวนมาก

ปี 1921 เขาเริ่มเข้าสอนที่ Bauhaus ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเขียนกระจกสี การทำหนังสือ และจิตรกรรมฝาผนัง แม้เขาจะมีเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับทฤษฎีหลายอย่างใน Bauhausแต่ในปีต่อมาเขาก็สามารถจัดนิทรรศการได้ที่ Bauhausอีกทั้งยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม Die Blaue Vier หรือ The Blue Four ที่ประกอบไปด้วย Kandinsky, Lyonel Feininger และ Alexej von Jawlensky นับจากนั้นมาเขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการทั้งเดี่ยวและร่วมกับผู้อื่นในเมืองอื่นๆ ทั้งในและนอกยุโรป อาทิ ปารีส อียิปต์ ปี 1931-1933 เขาได้มีโอกาสไปสอนที่ Dusseldorf Academy เขาสามารถสร้างสรรค์งานได้มากถึง 500 ชิ้น และเป็นที่ชื่นชมมากของทั้งกลุ่มอาจารย์และนักศึกษา เขาบอกทุกคนว่าเขาเป็นอาหรับ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นยิว เลยถูกตำรวจนาซีจับและไล่ออกจากมหาวิทยาลัย เขาจึงพาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่สวิสในปี 1933

Flora on the Rock 1940

เขาเริ่มมีอาการของ Scleroderma โรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเองที่ทำให้หนังแข็งจนเขาใช้มือไม่ได้ดังใจ และเริ่มกลืนลำบาก แม้อาการของเขาจะทรุดลงเรื่อยๆ จนทำให้บางปี เขาสร้างสรรค์ผลงานได้เพียง 25 ชิ้น แต่ในปี 1939 เขากลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นรูปแบบของเรขาคณิตที่ไม่เน้นสีได้ถึง 1,200 ชิ้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Klee มีหลากหลายรูปแบบมาก แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาสร้างงานที่มีลักษณะที่มีความผสมผสานกับ Impressionism style Dot ด้วยซึ่งเหมาะสมกับการรังสรรค์บนกระจกสีนั่นเอง

Greek and Barbarian 1920

Greek and Barbarian 1920

To Parnassus 1932

To Parnassus 1932

To Parnassus 1932

To Parnassus 1932

No Title 1917

No Title 1917

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781995

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและได้มีโอกาสเยือนเมืองหลวงของสวิส สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนไปไม่ถึงเมือง Bern ก็คือ Museum of Fine Arts Bern หอศิลป์ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1879 ตรงหัวมุมถนน Hodlestrasseตัดกับ Genfergasse นี้ ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรกผสมกับ Modern Art ภายในอาคารนอกจากจะมีห้องจัดแสดงผลงานแบบถาวรและนิทรรศการแล้ว ยังมีที่เช่าสำหรับจัดประชุมและงานแสดงของเอกชนด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มยังสามารถขอรับบริการพิเศษโดยต้องติดต่อกับสำนักงานบริหารเพื่อจัดทัวร์ชมของจัดแสดงเป็นพิเศษได้ด้วย สำหรับศิลปินรุ่นเยาว์หรือนักเรียนก็สามารถที่จะเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการประจำสัปดาห์เกี่ยวกับการออกแบบ การเขียนหนังสืองานสร้างสรรค์ต่างๆ เกี่ยวกับศิลปะโดยไร้ขีดจำกัดได้อีกต่างหาก

ของจัดแสดงประกอบด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซกว่า 50,000 ชิ้น งานจิตรกรรมกว่า 3,000 ชิ้น อาทิ งานของ Salvador Dali, Claude Monet, Vincent van Gogh และผลงานของศิลปินแนวSurrealism, Impressionism, Expressionism,Cubism และ “Der Blaue Reiter”, Paul Klee,Pablo Picasso, Edmond Jean de Pury, Meret Oppenheim, Ricco Wassmer, Adolf Wölfli รวมทั้งงานของ Albert Anker และ Ferdinand Hodler ศิลปินดังชาวสวิส รวมทั้งงานแบบร่าง ภาพพิมพ์ ภาพถ่ายกว่า 48,000 ชิ้น ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2014 หอศิลป์แห่งนี้ กลายเป็นสถานที่โด่งดังเมื่อ Cornelius Gurlitt นักสะสมของเก่าชาวเยอรมันบุตรชายของ Hildebrand Gurlitt บุตรชายของนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ผู้อำนวยการมิวเซียม และนักขายภาพที่ถูกปล้นมาสมัยนาซีได้ยกสมบัติทั้งหมดของเขาที่เป็นงานศิลป์กว่า 1,400 ชิ้น ที่คาดว่าจะเป็นสมบัติที่นาซีปล้นชาวยุโรปมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองให้กับ Museum of Fine Arts Bern ในช่วงนั้นมิวเซียมมีเวลา 6 เดือน ในการตัดสินใจว่าจะยอมเป็นผู้รับมรดกนี้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะในพินัยกรรมมีข้อกำหนดให้ผู้รับมรดกต้องทำการค้นหาเจ้าของเดิมและส่งคืนให้ด้วยหากพบเจ้าของที่แท้จริง

Matthias Frehner ผู้อำนวยการมิวเซียมรับปากกับ Gurlitt ว่าหากมิวเซียมยอมรับมรดกจะจัดการคืนสมบัติให้กับเจ้าของที่แท้จริงให้เรียบร้อย รัฐบาลกลางเยอรมันจึงกระตุ้นให้มิวเซียมยอมรับเป็นผู้รับมรดกด้วยเกรงว่า หากทรัพย์สมบัติตกกับลูกหลานของตระกูล Gurlitt พวกเขาอาจไม่ยอมค้นหาและคืนทรัพย์สินให้เจ้าของ อย่างไรก็ดีการยอมรับมรดกหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นกับผู้อำนวยการเพียงผู้เดียวยังขึ้นกับคณะกรรมการบริหารมิวเซียม รัฐบาลกลางสวิส และผู้บริจาครายใหญ่ของมิวเซียมที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางเยอรมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหาเจ้าของด้วยเกรงว่าจะขาดความเป็นกลาง และทำให้ความเป็นกลางของสวิสเสียหายถึงกระนั้นก็ตาม ในที่สุด หลังการประชุมของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดหลายครั้ง เดือนพฤศจิกายน 2014 คณะกรรมการบริหารมิวเซียมก็ตัดสินใจยอมรับมรดกเผือกร้อนนี้นักท่องเที่ยวที่ได้เยี่ยมชมมิวเซียมจะได้ชื่นชมผลงานของศิลปินนานาชาติมากมายสมกับเป็นมิวเซียมของเมืองหลวง และได้รับการรับรองว่าถูกกฎหมายอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองหลวงสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780539

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองหลวงสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองหลวงสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาสวิสส่วนใหญ่จะเดินทางโดยทางอากาศ และเข้าประเทศทางเมือง Zurich บางคนเลยเข้าใจว่า Zurich เป็นเมืองหลวงของสวิส แต่แท้ที่จริงแล้ว เมืองหลวงของสวิสคือ Bern เมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 133,000 คนเท่านั้น น้อยกว่า Zurich, Geneva, Basel และ Lausanne เสียอีก การที่เมืองหลวงของสวิสไม่ได้แออัดไปด้วยประชากรเฉก เช่น กรุงเทพฯ หรือเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ไม่ได้เป็นเพราะทุกเมืองของสวิสมีความเจริญทั้งทางด้านสาธารณูปโภค และโอกาสทางการค้าพอๆ กัน แต่ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์มากกว่า

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมสวิสจึงไม่เลือกเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม หรือเมืองที่มีประชากรมากเป็นเมืองหลวงเหมือนอย่างชาติอื่นๆ แท้ที่จริงแล้ว สวิสไม่ได้มีเมืองหลวงที่แท้จริงเฉกเช่นชาติอื่นมาช้านาน ทั้งนี้เพราะประเทศนี้รวมตัวกันด้วยระบบสมาพันธ์ซึ่งหมายถึงการรวมตัวกันของพันธมิตรเฉกเช่นเดียวกันกับการก่อตั้งประเทศของสหรัฐฯ แต่ละรัฐที่มารวมตัวกันมิได้มีความเหมือนกันมากนัก เมืองหลวงของสวิสระหว่างปี 1291-1798 นั้นมักจะเป็นการหมุนเวียนแล้วแต่การตกลงกันของสมาชิก หลังจากที่นโปเลียนบุกสวิสในปี 1798 การก่อตั้ง Helvetic Republic ก็ถือกำเนิดขึ้นและได้ตั้งให้ Aarauเป็นเมืองหลวงก่อนที่จะขยับไปที่ Lucerne แต่ก็เป็นเมืองหลวงเพียงไม่กี่เดือน ในช่วงที่นโปเลียนได้ครอบครองสวิสจึงมีบัญชาให้หมุนเวียนเมืองหลวงระหว่างFribourg, Soloturn, Lucerne, Bern, Zurich และBasel เมืองละ 1 ปี ไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดสมัยนโปเลียนครองเมือง

ในที่สุดเมื่อสวิสตัดสินใจรวมตัวกันเป็นสมาพันธรัฐอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1848 สมาชิกก็ได้เลือกเอา Bern เป็นเมืองหลวงแทนที่จะใช้ Zurich หรือ Lucerne ทั้งนี้เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้Zurich หรือ Lucerne ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่อยู่แล้วมีอำนาจและความสำคัญมากเกินไป ยิ่งกว่านั้น Bern ยังเป็นเมืองที่อยู่กลางประเทศและยังเป็นเมืองที่สนับสนุนพันธรัฐที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างดี แม้ชาว Bern จะใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลักก็ตาม

หลักฐานทางโบราณคดีพบว่า Bern เป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ในยุคที่โรมันรุ่งเรือง จูเลียส ซีซาร์ ก็ได้เคยพูดถึงเมืองนี้อยู่ ในยุคกลางเมื่อ Upper Burgundy เรืองอำนาจ Berthold V, Duke of Zahringen ได้ก่อตั้ง Bern ขึ้นในปี 1191 ต่อมาในปี 1353 Bern ได้เข้าร่วมเป็นสมาพันธรัฐกับสวิส หลังจากที่เมืองถูกไฟไหม้ในปี 1405 บ้านเรือนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นไม้ถูกแทนที่ด้วยหินทรายและอาคารก็มีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แม้กรุงเบิร์นจะไม่ได้มีเขาให้ขึ้นเฉกเช่น Interlaken, Lucerne และไม่ได้เป็นปลายทางของสนามบินเฉกเช่น Zurich แต่เมืองนี้ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวด้วย ทั้งนี้เพราะเมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่1983 สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือนก็คือ ย่านเมืองเก่าที่คราคร่ำไปด้วยบ้านที่สร้างจากหินทราย ประติมากรรมหัวเสาต่างๆ และหอนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Jean Dubuffet ผู้ก่อตั้ง Art Brut

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779136

แหวกฟ้าหาฝัน : Jean Dubuffet ผู้ก่อตั้ง Art Brut

แหวกฟ้าหาฝัน : Jean Dubuffet ผู้ก่อตั้ง Art Brut

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Landscape with Wall 1952

นักท่องเที่ยวที่เยือน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne คงคุ้นเคยกับผลงานของศิลปินสวิสมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่นี่ไม่เพียงมีงานของศิลปินสวิส ยังมีงานแนวแปลกของศิลปินฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งด้วยนั่นคือ งานของ Jean Philippe Arthur Dubuffet หรือชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือ Jean Dubuffet ทำไมถึงเรียกว่าศิลปะแนวแปลกก็เพราะ เขาเป็นผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Art Brut ซึ่งเป็นคำฝรั่งเศสหรือที่เป็นภาษาอังกฤษคือ Raw Art หรือ Rough Art หลายคนคงสงสัยว่าศิลปะแนว Art Brut คืออะไร และแตกต่างจากแนวทางศิลปะทั่วไปอย่างไร

Art Brut หรือ Outsider Art คำที่ถูกกำหนดขึ้นในปี 1972 เพื่อใช้เป็นชื่อหนังสือของ Roger Cardinal นักวิพากษ์ศิลป์นี้มีความหมายว่า ศิลปะที่เรียนรู้เองโดยขาดประสบการณ์ และมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกศิลปะที่มีแบบแผน ศิลปะแนวนี้มักอยู่เหนือจินตนาการ และได้รับการสนับสนุนทางการตลาดอย่างล้นหลามในปี 1993 ณ นครนิวยอร์ก คำนี้ยังเป็นคำที่ Jean Dubuffet อธิบายถึงศิลปะที่เขารังสรรค์ขึ้นนอกเหนือไปจากแนวทางศิลปะที่มีแบบแผน อาทิ งานผู้ป่วยจิตเวชจิตวิญญาณ หรือฤษี การที่ความสนใจในผู้ลี้ภัย คนวิกลจริต ผู้ป่วยได้รับความนิยมเป็นผลมาจากหนังสือของ Dr.Walter Morgenthaler ที่ตีพิมพ์ในปี 1921 ในชื่อ A Psychiatric Patient as Artist หลังจากนั้นอีกปีบทความที่ชื่อ Artistry of the Mentally Ill ของ Hans Prinzhorn ยิ่งกระตุ้นความสนใจให้กับเหล่าศิลปินโดยเฉพาะ Max Ernst และ Jean Dubuffet ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่ศิลปินที่ได้ร่ำเรียนจากวิทยาลัยอย่างเป็นเรื่องราว

Antonin Artaud 

Jean Dubuffet เกิดที่ Le Havre แคว้นนอร์มังดี ฝรั่งเศส ในครอบครัวผู้ขายส่งไวน์จึงมีเศรษฐานะค่อนข้างดี เขาย้ายไปปารีสเพื่อเข้าเรียนที่ Academie Julian ในปี 1918 แต่เรียนไปได้เพียงแค่ 6 เดือนก็รู้สึกเบื่อหน่ายและไม่เข้ากันกับรสนิยมของตัวเองเลยหันมาศึกษาศิลปะเอง ในช่วงเวลานั้น เขายังให้ความสนใจกับศิลปะอื่นๆ อาทิ ดนตรี และบทกวีด้วย เขาได้มีโอกาสเดินทางไปอิตาลีและบราซิลก่อนที่จะกลับ Le Havre ในปี 1925 และแต่งงานครั้งแรก รวมทั้งเริ่มกิจการค้าไวน์เฉกเช่นเดียวกับบิดา เขาหวนกลับมาสร้างงานศิลปะอีกครั้งในปี 1934 โดยเน้นวาดภาพเหมือนเสียเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่จะหยุดงานและกลับไปดำเนินธุรกิจค้าไวน์อีก

ปี 1942 เขาหวนกลับมาทำงานศิลปะอีกครั้งโดยเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน อาทิ รถใต้ดินปารีส โดยสร้างงานตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism และ De Brucke แม้ในช่วงแรกงานของเขาไม่เป็นที่สนใจ แต่ในปี 1945 เมื่อผลงานของเขาได้จัดแสดงร่วมกับ Jean fautrier ที่กรุงปารีส งานของเขากลับได้รับความสนใจมาก เขาเริ่มใช้สีน้ำมันผสมกับดิน ทราย ถ่านหิน แก้ว ซีเมนต์ ลวด สร้างสรรค์งานบนผืนผ้าใบซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในวงการศิลปะส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินคนแรกที่ของ School of Paris

Antonin Artaud detail

นับจากเขาค้นพบวิธีการใช้วัสดุใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน เขาก็เริ่มวาดภาพเหมือนของเพื่อนศิลปินกันเองด้วยแนวทางที่ต่อต้านจิตวิทยาและต่อต้านตัวบุคคล
ปี 1946 เขานำผลงานไปร่วมจัดแสดงกับ Pierre Matisse ผลงานที่แหวกแนวของเขานี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดศิลปะสหรัฐฯ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะ Matisse เป็นศิลปินและตัวแทนขายภาพที่มีอิทธิพลมากในสหรัฐฯในช่วงเวลานั้นด้วย ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงในระดับเดียวกันกับ Picasso, Braque และRouault เลยทีเดียว หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ปี 1962 เขาเริ่มสร้างงานที่เน้นสีแดง ขาว ดำและฟ้ามากขึ้น จนปลายทศวรรษที่ 1960 เขาก็หันมาสร้างงานจิตรกรรม และงานไวนิล เขาเสียชีวิตจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ปารีสในปี 1985

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสสัมผัสผลงานของ Dubuffet ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne จะเห็นว่าวิธีการที่เขาสร้างสรรค์งานแปลกประหลาดมาก หลังจากที่เขาเริ่มต้นอย่างผิดพลาดหลายครั้ง เขาเริ่มหันเหจากการสร้างสรรค์งานแบบปกติด้วยความรู้สึกอึดอัด เขาเลยใช้วัสดุหลากหลายผสมกับสีน้ำมันให้กลายเป็นเนื้อครีมหนาและสร้างสรรค์ภาพเหมือนของ Antonin Artaud ซึ่งไร้บุคลิกภาพของผู้ถูกวาดแต่กลับมุ่งเป้าไปที่การต่อต้านปัจเจกนิยมแทน นักท่องเที่ยวหลายคนคงงงว่า ผลงานเหล่านี้มีชื่อเสียงและขายได้หรือ แต่ก็คงยอมรับว่าศิลปะผู้นี้เฉลียวฉลาดจริงๆ ที่สามารถสร้างชื่อได้จากความสร้างสรรค์ที่แสนแปลกประหลาด

Attentive face 1952

Landscape with Wall detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Francois Bocion ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776861

แหวกฟ้าหาฝัน : Francois Bocion ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Francois Bocion ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Bocion and his family fishing 1877

ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne ยังมีผลงานของศิลปินชาว Lausanne อีกผู้หนึ่งที่โดดเด่นมากนั่นคือ Francois Louis David Bocion เขาเกิดวันที่ 30 มีนาคม 1828 ที่เมือง Lausanneโดยเป็นบุตรคนที่ 5 ของ Henri Louis Bocion ครอบครัวช่างสีหลังจากบิดาของเขาเสียชีวิต ครอบครัวของเขายากจนลงมาก แม่ของเขาเลยส่งเขาไปอยู่กับปู่ที่เป็นประติมากรในเมือง Montreux เป็นที่น่าเศร้าที่ปู่ของเขาก็เสียชีวิตอีกในปี 1840 เขาจึงต้องกลับไปอยู่กับมารดาที่เมือง Vevey และจบการศึกษาชั้นประถมในเมืองนี้

เมื่อยังเล็กเขาได้เรียนรู้การเขียนภาพร่างจาก Christian Gottlieb Steinlen และ Francois Bonnet ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเดินทางไปยังปารีสในปี 1846 เพื่อไปเรียนรู้กับ Louis Aimé Grosclaude และ Charles Gleyreที่ Ecole des Beaux-arts อีกทั้งยังได้รู้จักกับ Gustave Courbetศิลปินที่ชื่นชอบเขียนภาพทิวทัศน์ชื่อดังที่กลายมาเป็นต้นแบบให้เขา อย่างไรก็ดีเมื่อเขาติดไข้ไทฟอยด์ เขาจึงจำเป็นต้องกลับ Lausanne บ้านเกิดไปรักษาตัว หลังกลับบ้าน เขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานหลายครั้งและเข้าทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางด้านภาพร่างที่ Ecole Industrielle de Lausanne โดยเป็นคนออกแบบชุดนักเรียนให้กับที่นี่

นอกจากออกแบบร่าง และเป็นอาจารย์แล้ว เขายังเป็นผู้ที่นิยมเขียนการ์ตูนล้อเลียนให้กับนิตยสาร The Wasp อยู่เป็นประจำตั้งแต่ปี 1851-4 ด้วย หลังจากนั้นเขาชอบไปอิตาลี และสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับเวนิสจนขายให้กับ Canton of Vaud เพื่อนำไปประดับห้องประชุมของรัฐปี 1859 เขาแต่งงานกับ Anna Barbara Furrer และมีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่เสียชีวิตไปทั้ง 5 คน ตั้งแต่ยังเด็ก การที่เขามีความสามารถในการเขียนภาพทิวทัศน์ได้อย่างมีชีวิตชีวาทำให้เขาได้รับเชิญเป็นกรรมการของ Federale des Beaux-arts ส่วนผลงานของเขาก็ถูกซื้อไปจัดแสดงไว้ใน Museum Historique Lausanne, Cantonel Museum of Fine Arts และ Museum des Beaux Arts de Strasbourg

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Bocion ซึ่งเป็นช่วงก่อน Impressionism นั้นเริ่มมีการเล่นกับการเปลี่ยนแปลงของแสงแล้ว สังเกตได้จากภาพที่จัดแสดงใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne ไม่ว่าจะเป็น Lake and Fisherman, Nets and Fisherman หรือ Return from the Market ซึ่งเป็นภาพเรื่องราวในชีวิตของผู้คนละแวกบ้านที่เกี่ยวข้องกับชายฝั่งและผืนน้ำของทะเลสาบเจนีวา แม้ศิลปินสามารถนำเสนอโดยใช้สีโทนทึบ แต่เก็บรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อยจนภาพดูมีมิติและมีชีวิตชีวาเสมือนหนึ่งผู้ชมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลยทีเดียว

Lake and Fishermen 1885

Lake and Fishermen 1885

Nets and Fishermen 1877

Nets and Fishermen 1877

Return from the Market

Return from the Market

แหวกฟ้าหาฝัน : Charles Gleyre ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775487

แหวกฟ้าหาฝัน : Charles Gleyre ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Charles Gleyre ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.35 น.

ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne นอกจากจะมีผลงานของศิลปินที่เกิดในทศวรรษที่ 1870 แล้ว ยังมีผลงานของศิลปินที่เกิดก่อนหน้านั้นด้วย นั่นคือ Marc Gabriel Charles Gleyre เขาเกิดที่ Chevilly เมืองของฝรั่งเศสที่ใกล้ Lausanneในวันที่ 2 พฤษภาคม 1806 บิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่8 ปี เขาจึงย้ายไปอยู่กับลุงที่เมือง Lyon และได้เข้าเรียนทางด้านอุตสาหกรรมในโรงเรียนท้องถิ่น ต่อมาเขามีโอกาสเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Ecole des Beaux-Arts ที่ปารีส และยังมีโอกาสเข้าชั้นเรียนที่ Academie Suisse เพื่อเรียนทางด้านสีน้ำที่ห้องภาพของ Richard Parkes Bonington

นอกจากสวิสและปารีสแล้ว เขายังได้เดินทางไปอิตาลีและได้รู้จักกับ Horace Vernet ซึ่งแนะนำให้เขาได้รู้จัก John Lowell Jr. นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่ชวนเขาไปเที่ยวแถวเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกด้วยกันเพื่อเก็บภาพและเรียนรู้วัฒนธรรม พวกเขาเริ่มออกเดินทางกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1834 โดยเดินทางไปกรีซ ตุรกี อียิปต์ เรื่อยมาจน Lowell แยกไปเที่ยวต่อที่อินเดีย ส่วนตัวเขาเดินทางกลับ Lyon เพราะป่วยด้วยโรคตาอักเสบ และเป็นไข้ หลังฟื้นจากการป่วยเขากลับไปปารีสอีก และเปิดห้องภาพบนถนนRue de Universite ในช่วงแรกผลงานของเขาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แม้ว่างานส่วนหนึ่งได้ถูกส่งไปแสดงยัง Salon ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง

The Battle of Lake Geneva

อย่างไรก็ดี หลังจากเขาได้เหรียญรางวัลเป็นอันดับที่สองจากงานที่ชื่อ Lost Illusions ในปี 1843 ผลงานของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยม แม้เขาจะประสบความสำเร็จอย่างมากจากการส่งงานเข้าประกวด แต่เขากลับเลิกส่งงานเข้าแข่งขัน และหันมาให้ความสนใจแต่กับการสร้างสรรค์งานที่ตัวเองชื่นชอบเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใส่ใจที่จะหาเงินจากการขายภาพ หลังจากที่เขาเริ่มสอนเขียนภาพในปี 1843 เขากลายเป็นครูที่มีชื่อเสียงมีนักเรียนมากมาย อาทิ Jean Leon Gerome,Jean Louis Hamon, Auguste Toulmouche โดยไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่นักเรียนของเขาก็ช่วยค่าใช้จ่ายและค่าเช่าสถานที่เรียนบ้าง ถึงแม้ว่าเขาจะเลิกใช้ชีวิตในสังคม และไม่แต่งงานจนคล้ายกลายเป็นคนหนีหายจากโลก แต่เขายังคงให้ความสนใจทางด้านการเมืองอย่างมากจนกระทั่งห้องภาพของเขากลายเป็นที่ชุมนุมทางการเมือง เขาเสียชีวิตลงกะทันหันในเดือนพฤษภาคม 1874

แม้ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne จะมีผลงานของ Gleyre ไม่มากนัก แต่ผลงานในที่นี้ก็สะท้อนอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นTurkish Woman หรือ The Battle of Lake Geneva ผลงานที่ Gleyre รังสรรค์ให้บ้านเกิดจากการรับงานชุดแรก เขาเลือกหัวข้อในชาวเฮลเวเชียนซึ่งนำโดยกงสุลลูเซียสแคสเซียสใน 107 ปีก่อนคริสตกาลเอาชนะกองทัพโรมันบนชายฝั่งทะเลสาบเจนีวาเพื่อสะท้อนให้เห็นคุณค่าอันโดดเด่นของสวิตเซอร์แลนด์หลังปี ค.ศ.1848 ในขณะที่ประเทศสหพันธรัฐใหม่นี้พยายามสร้างตำนานการก่อตั้งของตนเอง และ The Dance of the Bacchantes 1849 ผลงานชิ้นโบแดงที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ศิลปินเสนอธีมเก่าแก่เป็นเรื่องราวของความสนุกสนานของ Bacchantes ในมิติใหม่โดยเป็นฉากโบราณที่มีการเฉลิมฉลองเมามายอย่างมากในช่วงเวลาแห่งเวทย์มนตร์พิธีกรรม เขาสามารถวาดภาพBucchus ที่อยู่ตรงมุมล่างซ้ายให้เป็นภาพนูนต่ำได้อย่างวิจิตรบรรจง อีกทั้งยังใส่รายละเอียดของสถาปัตยกรรมไว้อย่างมากมายเหลือล้นเลยทีเดียว

Turkish Woman 1840

The Dance of the Bacchantes