แหวกฟ้าหาฝัน : Marc Chagall in Rosengart Collection Lucerne

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809371

แหวกฟ้าหาฝัน : Marc Chagall in Rosengart Collection Lucerne

แหวกฟ้าหาฝัน : Marc Chagall in Rosengart Collection Lucerne

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Rosengart Collection Lucerne ไม่เพียงมีผลงานของ Picasso เป็นจำนวนมากยังมีผลงานของศิลปินลูกครึ่งที่มีประวัติน่าสนใจอีกผู้หนึ่งเป็นจำนวนมากด้วย นั่นคือ Marc Chagall เขาเกิดมาในชื่อ Moishe Shagal ในปี 1887 จากครอบครัวชาวยิวใน Liozna ใกล้เมือง Vitebsk เบลารุส ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย เขาเป็นลูกคนโตของครอบครัวที่มีบิดาเป็นพ่อค้าขายปลา และมารดาค้าของปลีก แม้ว่าบิดาของเขาจะหาเงินได้มากกว่าค่าเฉลี่ย แต่ความที่มีลูกมากถึง 9 คนจึงทำให้ครอบครัวเขามิได้มั่งคั่ง ถึงกระนั้นก็ตาม การที่ชาวยิวต้องถูกจำกัดทุกอย่างส่งผลให้ Chagall ไม่สามารถไปเรียนหนังสือได้อย่างคนทั่วไปเพราะติดที่โควตาการศึกษาสำหรับชาวยิว ในช่วงแรกของชีวิตเขาจึงจำเป็นต้องเรียนหนังสือในโรงเรียนสอนศาสนาท้องถิ่นพอเขาอายุได้ 13 ปี แม่ของเขาก็พยายามจะส่งเขาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนปกติ แต่โรงเรียนปฏิเสธเพราะความเป็นยิวของเขา แต่แม่ของเขาไม่ละความพยายาม เธอเลยเสนอเงิน 50 รูเบิล ให้กับผู้อำนวยการ เขาจึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียน

เมื่อเขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียน เขาเริ่มหัดศิลปะด้วยการลอกเลียนแบบตามหนังสือต่างๆ ในช่วงปิดเทอม เขาไปเรียนศิลปะกับ Yehuda (Yuri) Pen ศิลปินแนวRealism แต่หลังจากเรียนได้ไม่กี่เดือนเขารู้สึกว่าการวาดภาพเหมือนไม่เหมาะกับตัวเอง ปี 1910 อันเป็นช่วงเวลาที่เขาย้ายไปอยู่ปารีสนั้น แนวทางศิลปะแบบ Cubismกำลังเป็นที่นิยม แต่เขาเป็นชาวยิวที่มาจากรัสเซียกลับชื่นชอบการใช้สีและเส้น งานของเขาจึงไม่เป็นที่นิยมจวบจนกระทั่งBlaise Cendrars กวีกล่าวถึงงานของเขาให้ผู้อื่นฟัง งานของเขาจึงเริ่มกลายเป็นที่สนใจ ในช่วงที่เขาอยู่ปารีส ไม่เพียงเขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ Academie de La Paletteได้มีโอกาสเป็นเพื่อนกับ GuillaumeApollinaire, Robert Delaunay และ FernandLeger เดินเล่นที่ Montmartre และ LatinQuarter ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมาก และสามารถหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลป์ได้อย่างไม่รู้จบ

แม้บรรยากาศในปารีสจะน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เขากลับคิดถึง Bella Rosenfeld แฟนสาวของเขาที่อยู่ที่ Vitebsk บ้านเกิดเขาเกรงว่าจะเสียเธอไปจึงตั้งหน้าตั้งตาพยายามหาเงินเพื่อกลับไปแต่งงานจึงยอมรับไปจัดแสดงผลงานที่ Berlin เยอรมนี ผลการจัดแสดงงานทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงส่งผลให้เขามีเงินมากพอที่จะไปแต่งงานนับจากปี 1915 เขาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นเมื่อได้จัดแสดงนิทรรศการที่มอสโกจนเป็นที่รู้จักของคหบดีส่งผลให้เขาสามารถขายภาพได้เป็นจำนวนมาก การปฏิวัติในเดือนตุลาคม ปี 1917 ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ทั้งนี้เพราะเขาเคยเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลกลับไม่สนับสนุนศิลปะแนว Modern Art เขาเลยหนีกลับไปบ้านและจัดตั้งโรงเรียศิลปะ Vitebsk Arts Collegeซึ่งทันสมัยและแปลกแยกที่สุดแทนที่จะรับใช้การเมือง เขาได้ชักชวนศิลปินมากมายให้มาช่วยงานที่วิทยาลัยโดยให้ทำงานอย่างอิสระแต่ศิลปินหลายคนต้องการรับใช้การเมืองส่งผลให้เขาเสียใจและลาออกจากวิทยาลัยแล้วหวนกลับไปมอสโก

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาย่ำแย่มาก เขาจึงตัดสินใจย้ายไปปารีสอีกครั้งและได้ร่วมงานกับ Ambroise Vollard ตัวแทนจำหน่ายภาพที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ เขาเดินทางไปทั่วฝรั่งเศสและทั่วยุโรปเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน ในที่สุดเขาก็เดินทางไปนิวยอร์ก สหรัฐฯ เพื่อไปอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงศิลปินที่หนีมาจากยุโรปเช่นกัน อย่างไรก็ดี สถานการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด คหบดีสหรัฐฯกลับรู้สึกว่างานของเขาแปลกแยกมาก เขาจึงตัดสินใจกลับมาฝรั่งเศส และอาศัยอยู่แถว Cote d’Azur ที่อยู่ไม่ไกลจาก Matisse ศิลปินชื่อดังอีกคนที่เป็นเพื่อนกันรวมทั้ง Picasso แต่พวกเขากลับกลายเป็นคู่แข่งกัน แม้ Picasso จะให้ความนับถือ Chagall มากก็ตาม

เป็นที่น่าเสียดายที่แม้เขาจะเป็นศิลปินที่มีความสามารถมากมาย และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ความเป็นยิวของเขาทำให้เขาแปลกแยก และขมขื่นเกือบตลอดชีวิตโดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ของชีวิตที่เขาเห็นชาวยิวต้องล้มตายมากมาย Picasso เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับ Chagall ไว้ว่าเขาเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คนโดยเฉพาะหลังจากที่Matisse เสียชีวิตที่เข้าใจเรื่องสีอย่างแท้จริง เขาเป็นรองก็แต่ Renoir เจ้าพ่อภาพนู้ดแห่งยุค Impressionism เท่านั้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ตัวอย่างผลงานตลอดชั่วชีวิตของเขาที่จัดแสดงใน Rosengart CollectionLucerne มีความโดดเด่นในเรื่องความแปลกใหม่ความน่าตื่นตาตื่นใจ การแสดงออกถึงอารมณ์ด้วยการใช้สีง่ายๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างไม่จบสิ้น แม้บางชิ้นจะยากแก่การเข้าใจมากก็ตาม

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Rosengart Collection Lucerne

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808040

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Rosengart Collection Lucerne

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso in Rosengart Collection Lucerne

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Rosengart Collection Lucerne นั้น ไม่มีผลงานของศิลปินใดจะมากเท่า PabloPicasso จนอาจได้ชื่อว่าเป็นห้องภาพที่มีผลงานของ Picasso มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกหรืออาจเป็นรองแค่ Picasso Museum ใน Malagaเท่านั้น ทั้งนี้เพราะไม่เพียง Siegfried และAngela Rosengart จะชื่นชอบผลงานของPicasso แล้ว ทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนของศิลปินด้วย

Pablo Ruiz Picasso จิตรกร นักเซรามิกและนักออกแบบฉากละครที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสนี้เป็นศิลปินที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งนี้ เพราะเขาเป็นต้นกำเนิดแนวทางศิลปะแบบ Cubism อันโด่งดังรวมทั้งศิลปะที่เรียกว่า Collage หรือตัดแปะที่เป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะร่วมสมัย เขาเป็นคนที่มีความสร้างสรรค์ตั้งแต่ในช่วงต้นของชีวิตการทำงาน เขาทดลองผลิตผลงานด้วยเทคนิค ทฤษฎี และแนวคิดใหม่ๆ เริ่มตั้งแต่ปี1906 โดยใช้แนวทางศิลปะแบบ Fauvism ร่วมกับHenri Matisse ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในช่วงแรกจนเป็นที่มาของศิลปะยุคใหม่(Modern Art)

Picasso เป็นศิลปินที่สร้างงานที่มีความแตกต่างกันอย่างมากตลอดช่วงชีวิตจนสามารถแบ่งเป็นช่วงๆ ได้ ตั้งแต่ Blue Period (1901-4),Rose Period (1904-1906), the African-influenced Period (1907-1909), Analytic Cubism (1909-1912), Synthetic Cubism หรือ Crystal Period (1912-1919) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 เขาเปลี่ยนเป็นแนว Neoclassical style แล้วหันมาที่ Surrealism ในช่วงกลางของทศวรรษที่ 1920 ส่วนผลงานในช่วงหลังของชีวิตก็ออกแนวผสมผสานหลากหลายจากช่วงต้นของชีวิต ความที่เขาเป็นศิลปินที่อายุยืนจึงมีผลงานอยู่เป็นจำนวนมาก และถือเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

สำหรับผลงานใน Rosengart Collection Lucerne ที่ประกอบด้วยงานจิตรกรรมจำนวนมากถึง 32 ชิ้น ภาพร่าง 17 ชิ้น ภาพสีน้ำ และงานประติมากรรมอีก 2 ชิ้นนั้น ได้ถูกจัดแสดงเรียงตามลำดับเวลาการสร้างงานอันเป็นแนวทางการจัดแสดงที่นิยมกันทั่วไป ผลงานของเขาถูกจัดแสดงตั้งแต่ชั้นหนึ่ง ห้องแรกโดยเป็นผลงานที่สร้างสรรค์บนกระดาษตั้งแต่ปี 1904-41ที่ศิลปินสร้างสรรค์ไว้สมัยอยู่ในปารีสเป็นภาพเหมือนของ Angela Rosengart เจ้าของมูลนิธิRosengart อยู่หลายชิ้น ภาพร่างของเจ้าของมูลนิธินี้ศิลปินร่างให้การแสดงออกของสีหน้ามีตั้งแต่เรียบเฉยไปจนถึงยิ้มนิดๆ ซึ่งดูแปลกตามากสำหรับงานแนวนี้อันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด นอกจากนั้นผลงานศิลปินยังเป็นคนมีอารมณ์ขันค่อนข้างมากสังเกตได้จากภาพร่างส่วนหนึ่งยังเป็นเรื่องราวที่มาจากละคร การเลียนแบบผลงานของศิลปินอื่นและยังมีภาพนู้ดอีกจำนวนมากซึ่งส่วนหนึ่งเริ่มออกแนว Cubism แล้ว แม้ผลงานที่จัดแสดงในห้องภาพแห่งนี้จะยังไม่ใช่จุดสูงสุดของอาชีพของศิลปินก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสดูของจัดแสดงของ Picasso ใน RosengartCollection Lucerne ก็ยังจะสามารถได้เห็นถึงพัฒนาการของศิลปินได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : Rosengart Collection Museum Lucerne

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806709

แหวกฟ้าหาฝัน : Rosengart Collection Museum Lucerne

แหวกฟ้าหาฝัน : Rosengart Collection Museum Lucerne

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Lucerne ไม่เพียงจะได้มีโอกาสเดินสะพานไม้ ถ่ายรูปกับสิงโตและขึ้น Rigi Kulm แล้ว นักท่องเที่ยวสายศิลป์ย่อมต้องอยากหาห้องภาพเยือน ห้องภาพสำคัญที่น่าสนใจที่สุดของเมืองคงไม่มีที่ใดเกิน Rosengart Collection Museum ห้องภาพที่ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้ง Angelan Rosengart นี้มีประวัติอันยาวนาน เริ่มจากที่ AngelaRosengart เล่าว่าในวันเกิดอายุ 17 ปี ของเธอนั้นบิดาต้องการจะให้ของขวัญเป็นชุดราตรี แต่เธอกลับอยากได้ภาพเขียนของ Paul Klee ที่ชื่อAn Animal takes a Walk มากกว่า บิดาก็ยินยอมให้แลก นับจากนั้นมาชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป

เธอเริ่มอาชีพตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 16 ปีโดยเริ่มฝึกงานในบริษัทของบิดา หลังจากนั้นก็ขยับขึ้นเป็นหุ้นส่วนของบริษัทของบิดา Siegfried Rosengartในปี 1957 จวบจนกระทั่งบิดาเสียชีวิตในปี 1985 เธอก็ขยับขึ้นเป็นผู้อำนวยการความเชี่ยวชาญพิเศษของเธอก็คือ ClassicModernism ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นเพื่อนกับศิลปินกลุ่ม Modernism ดังๆ อีกหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pablo Picasso ที่ทั้งคู่สนิทสนมกันมากจน Picasso ได้วาดภาพเหมือนของเธอมากถึง 5 ครั้ง

ปี 1978 Siegfried บิดาและ Angela Rosengart ได้ให้ของขวัญกับเทศบาลเมืองLucerne ในโอกาสครบรอบ 800 ปีเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Picasso จำนวน 8 ชิ้นอันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง LucernePicasso Museum ปี 1992 เธอได้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิ Rosengart เพื่อให้ของสะสมของตระกูลเธอได้อยู่ในมือของสถาบันที่เหมาะสมและสาธารณชนสามารถเข้าชมได้ ปี 2000 เธอจึงตัดสินใจซื้ออาคารธนาคารชาติสวิสที่ถูกสร้างด้วยแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic และออกแบบโดย Hermann Herter เมื่อปี 1924 เพื่อไว้เป็นที่จัดแสดงของสะสมของเธอโดยมอบหมายให้ Roger Diener สถาปนิกชาวสวิสเป็นผู้ปรับปรุงอาคารจนเปิดทำการได้ในวันที่26 มีนาคม 2002 ความสำเร็จและความมีน้ำใจของเธอเป็นที่รับรู้ของสาธารณะจนในปี 2003 คณะปรัชญามหาวิทยาลัยซูริคได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้เธอ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Rosengart Collection Museum แห่งนี้สามารถเดินจากสถานีรถไฟกลางไปยังมิวเซียมได้ด้วยเวลาน้อยกว่า 5 นาที เพราะที่นี่ห่างจากสถานีเพียงแค่ 250 เมตรเท่านั้น แม้ตัวอาคารภายนอกอาจดูเรียบๆ เหมือนสำนักงานทั่วไป แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยผลงานศิลปะของศิลปินModernism ดังๆ ที่มีให้ดูได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินแนว Impressionism Claude Monet, Auguste Renoir, Camille Pissarroแนว Post Impressionism ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็น Vassily Kandinsky, GeorgesBraque, Chaïm Soutine, AmedeoModigliani, Fernand Léger, Georges Seurat, Pierre Bonnard, Édouard Vuillard,Paul Cézanne, as well as  Maurice Utrillo,Georges Rouault, Henri Matisse, Joan Miró โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pablo Picassoที่มีอยู่เกือบเต็มชั้นเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucerne ที่ไม่ได้มีแต่สะพานไม้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805423

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucerne ที่ไม่ได้มีแต่สะพานไม้

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucerne ที่ไม่ได้มีแต่สะพานไม้

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เยือนสวิสโดยใช้ทัวร์ เมืองหนึ่งที่จะต้องอยู่ในโปรแกรมทัวร์เสมอนั่นคือ Lucerne เมืองใหญ่กลางประเทศสวิสทั้งนี้ เพราะที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยว the must ของสวิสซึ่งนักท่องเที่ยวต้องไปถ่ายรูปให้ได้อยู่ 2 แห่ง คือ สะพานไม้ และสิงโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง แต่แท้ที่จริงแล้ว เมือง Lucerne ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายแห่ง

เมือง Lucerne ที่เป็นเมืองหลวงของมณฑล Lucerne นี้เริ่มต้นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 6 หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน และชาว Alemannic เชื้อชาติเยอรมันเริ่มมีอิทธิพลเข้ามาในสวิส ในช่วงแรก Lucerne อยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักสงฆ์ แต่ในปี 1178 พวกเขาได้อิสรภาพและกลายเป็นเมืองในปีเดียวกันโดยกลายเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้า ปี 1290 เมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระเจ้า Rudolph I ของราชวงศ์ Habsburg ยังผลให้ประชาชนไม่พอใจมาก ชาวเมืองจึงร่วมกับชาวเมืองมณฑล Uri, Schwyz และ Unterwalden ก่อตั้ง Swiss Confederacy ขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1332 ซึ่งต่อมามีเมือง Zurich, Zug และ Bern มาร่วมเป็นพันธมิตรส่งผลให้อิทธิพลของออสเตรียสิ้นสุดลงในปี 1386 หลังจากชัยชนะของ Lucerne ในการรวมตัวกันเป็นประเทศสวิสนั้น Lucerne กลายเป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คนมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวคาทอลิก

หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสได้ 9 ปี ฝรั่งเศสได้ยาตราทัพเข้าสู่สวิสส่งผลให้สมาพันธรัฐล่มสลายและกลายเป็นประชาธิปไตยLucerne ได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนทำให้ประชาชนมากถึง 40% หันมาทำงานโรงงานส่งผลให้เศรษฐานะของมณฑลดีขึ้นอีก และดึงดูดให้คนย้ายมาทำงาน เมื่อเมืองมีการพัฒนาทางรถไฟเชื่อมเมืองต่างๆ อาทิ Olten, Basel, Zug และ Zurich จึงได้รับความสนใจจากทั่วยุโรปอีกครั้ง ยิ่งเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ได้เสด็จมาที่สะพาน Kapell และอนุสาวรีย์สิงโต โดยทรงมีปฏิสันถารกับประชาชนเป็นภาษาเยอรมัน ส่งผลให้ศิลปิน และกวีย้ายมาอยู่ที่นี่มากยิ่งขึ้น อาทิ Carl Spitteler ผลงานของจิตรกรและคีตกวีที่มาอยู่ใน Lucerne กลายเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองทางหนึ่งจนทำให้มีการลงทุนด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมมากมาย อาทิ Schweizerhof hotel, Grand Hotel National, Chateau Gutsch ยังผลให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวนับจากนั้นมา

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Lucerne และมี Swiss pass สถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองแห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ได้นั่นคือ Rigi Kulm ทั้งนี้เพราะราชินีแห่งขุนเขานี้สามารถไปเที่ยวได้ฟรีด้วย Swiss pass นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมายังเขานี้ได้ไม่ยากโดยเริ่มจากการนั่งเรือที่สถานีกลางเมืองไปยัง Vitznau และนั่งรถไฟขึ้นไปยัง Rigi Kulm แล้วต่อนั่ง cable car ต่อไปยัง Weggis ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานและน่าประทับใจตลอดเส้นทาง นอกจากนี้บน Rigi Kulmยังมีวิว 360 องศาที่สวยราวสรวงสวรรค์ซึ่งเห็นทั้งเทือกเขา Alps, ทะเลสาบ 13 แห่ง รวมทั้งตัวเมือง Lucerne และ Zug อันยากจะลืมเลือนสมกับฉายา Queen of the Mountain จริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองเก่า Stein am Rhein

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804059

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองเก่า Stein am Rhein

แหวกฟ้าหาฝัน : เมืองเก่า Stein am Rhein

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน Schaffhausen แล้วยังมีเวลาเหลือ อีกเมืองหนึ่งที่เก่าแก่น่ารัก ควรค่าแก่การแวะอย่างยิ่งก็คือ Stein am Rhein เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกของ Schaffhausen ที่นั่งรถไฟไปเพียงแค่ 20 นาทีนี้เป็นเมืองที่อยู่ในมณฑล Schaffhausen เช่นกัน เมืองที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1007 นี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อจักรพรรดิเฮนรี่ที่ 2 ได้ย้ายโบสถ์ St George จากที่ตั้งเดิมที่ Hohentwiel มายัง Stein am Rhein ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นเพียงแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ บนแม่น้ำไรน์ด้วยความหวังจะให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าริมน้ำไรน์ นโยบายนี้ส่งผลให้หมู่บ้านกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและกลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 15

เมื่อเมืองมั่งคั่งขึ้น เทศบาลเลยมีดำริที่จะปรับปรุงโบสถ์เก่าให้มีความทันสมัยมากขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบGothic ในช่วงปฏิวัติที่มีการแยกระหว่างศาสนจักรและรัฐบาล ทางโบสถ์ได้แยกทรัพย์สินออกจากการดูแลของซูริค เมื่อซูริคสงสัยว่าเจ้าอาวาสต้องการที่จะเข้าร่วมกับราชวงศ์ Habsburg พวกเขาจึงจับเจ้าอาวาสขังไว้ แม้ท่านก็สามารถหนีออกไปได้ แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาแม้เมืองจะโดนระเบิดจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 1945 จากความเข้าใจผิดเฉกเช่นเดียวกันกับ Schaffhausen แต่ภายในเมืองยังคงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การเป็นเมืองมรดกโลกอีกหลายแห่ง อาทิ โบสถ์ที่เคยเป็นสำนักสงฆ์ St George อันเป็นที่มาของการก่อตั้งเมือง สำนักสงฆ์ Benedictป้อมปราการและปราสาท Hohenklingenที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1225 ศาลากลางจังหวัด ฯลฯ

เมืองที่ปัจจุบันมีประชากรเพียงแค่ 3 พันกว่าคนนี้มีภัตตาคารเพียงแค่ 16 แห่ง โรงแรม 10 แห่ง 435 เตียง แต่กลับเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งนิยมมาท่องเที่ยวทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมีอาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งที่มีภาพปูนเปียกที่แสนสวยงามประดับประดาอยู่เต็มไปหมดชนิดที่ถ่ายรูปได้อย่างไม่รู้เบื่อแล้ว ยังเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนริมน้ำที่แสนสวยงามอีกต่างหากด้วยสมกับที่เมืองได้รับรางวัล Wakker Prize รางวัลสำหรับเมืองที่มีสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การเป็นมรดกโลกในปี 1972

แหวกฟ้าหาฝัน : Alexander Trippel in All Saints Museum Schaffhausen

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802767

แหวกฟ้าหาฝัน : Alexander Trippel in All Saints Museum Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : Alexander Trippel in All Saints Museum Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The Anointing of David 

ใน All Saints Museum Schaffhausenนอกจากจะมีงานของ Cumo Amiet ซึ่งเป็นศิลปินสวิสแล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Alexander Trippel นักประติมากรชาวสวิสชื่อดังที่เกิดในSchaffhausen ด้วย เขาเกิดวันที่ 23 กันยายน1744 ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อของเขาเลยไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่ลอนดอนที่ซึ่งเขาไปเป็นเด็กฝึกงานเพื่อทำเครื่องไม้เครื่องมือ แต่เขาไม่รู้สึกมีความสุข เมื่อเขาได้รู้จักกับ Ludwig Luecke นักประติมากรชาวเยอรมัน เขาจึงได้เรียนรู้วิชาร่างแบบ เขาย้ายไปอยู่โคเปนเฮเกนเมืองหลวงของเดนมาร์ก เมื่ออายุได้ 15 ปี และมีโอกาสเข้าเรียนที่ Danish Academy of Art ที่นี่เขาได้เรียนรู้งานประติมากรรมแนวคลาสสิกของ Johannes Wiedewelt ประติมากรชาวเดนมาร์ก

Resting Hercules 1775

ต่อมาเขาเดินทางไปปารีสและได้รู้จักกับ Christian von Mechel ตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะชาวสวิสซึ่งได้ให้ทุนสนับสนุนเขาไปหาความรู้และทำมาหากินที่กรุงโรม แต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันจึงตัดสินใจกลับไปสวิสก่อนจะย้ายกลับมาอยู่โรมอีกครั้งในปี 1778 เขาได้พยายามขายงานประติมากรรมที่ชื่อ Frederick the Great แต่ไม่มีใครยอมซื้อ ซ้ำร้ายเขายังถูกปฏิเสธจากตำแหน่งนักประติมากรของราชสำนักเดรสเดนอีกต่างหาก แม้เขาจะดูไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ยังได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Prussian Academy of Arts ผลงานของเขาเพิ่งเป็นที่ยอมรับภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วที่กรุงโรมในปี 1793

Bacchus crowns Ariadne 1774

นักท่องเที่ยวที่เยือน All Saints Museum จะเห็นว่าทางมิวเซียมได้อุทิศห้องหนึ่งสำหรับ Trippel เลยทีเดียวโดยในห้องนี้มีผลงานประติมากรรมที่สวยที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาด้วย นั่นคือThe Anointing of Davidซึ่งถูกรังสรรค์ไว้ในปี 1767 ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเขาเป็นศิลปินที่เกิดใน Schaffhausenงาน The Anointing ofDavid ชิ้นนี้มีต้นกำเนิดมาจากพระคัมภีร์ในตอนที่เดวิดได้รับการเจิม นักท่องเที่ยวที่เคยศึกษาไบเบิลจะทราบดีว่า David ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในพระคัมภีร์ได้รับการเจิม 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก David ได้รับการเจิมจาก Samuel ต่อหน้าพี่ชายของเขาในช่วงเวลาที่เขายังเป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่พระเจ้าก็เลือกเขาเขาจึงเป็นผู้ออกไปต่อสู้กับ Goliath ต่อมาเขามีปัญหากับSamuel ซึ่งพยายามตามฆ่าเขาแต่เขาก็ได้รับการปกป้องจากพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงเจิมเขาไปแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้ชมประติมากรรมนูนต่ำชิ้นนี้จะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของ Trippel ทั้งในเรื่องเนื้อหาและฝีมือ สังเกตได้จากเสื้อผ้าหน้าผม ความละเอียดอ่อนของท่วงท่าล้วนเป็นธรรมชาติและเหมือนจริงแม้ผลงานชิ้นนี้จะไม่ได้ทำจากหินอ่อนก็ตาม แต่ก็ควรค่าแก่การชื่นชมอย่างยิ่ง

แหวกฟ้าหาฝัน : Cuno Amiet in All Saints Museum Schaffhausen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801502

แหวกฟ้าหาฝัน : Cuno Amiet in All Saints Museum Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : Cuno Amiet in All Saints Museum Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Flowering Time detail 1

ใน All Saints Museum มีผลงานของศิลปินชาวสวิสผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงทางด้านการใช้สีอยู่เป็นจำนวนมากนั่นคือ Cuno Amiet เขาเกิดวันที่ 28 มีนาคม 1868 ใน Solothurn เมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสวิสในครอบครัวของ Josef Ignaz Amiet ผู้ปกครองมณฑล เขาเข้าศึกษาการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมจาก Frank Buchser จิตรกรชาวสวิสที่มีชื่อเสียงในการวาดภาพเหมือนของคหบดีชาวอเมริกัน หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts เมืองมิวนิคในปี 1886-88 ในช่วงเวลาเดียวกันกับ Giovanni Giacometti หลังจากนั้นทั้งสองได้เดินทางไปเรียนต่อที่ปารีสด้วยกันโดย Amiet เข้าเรียนที่Academie Julian

แม้เขาจะมีเศรษฐานะดีและเข้าเรียนที่สถาบันยอดนิยมในสมัยนั้น แต่เขากลับไม่พอใจกับการเรียนในห้องเรียน เขาเลยย้ายไปร่วมกับPont-Aven School หรือชุมชนที่อยู่แถว Aven แคว้น Brittany ฝรั่งเศสเพื่อเรียนกับผู้นำกลุ่ม Post Impressionism อาทิ Emile Bernardชาวฝรั่งเศส, Paul Serusier ชาวฝรั่งเศส,Roderic O’Conor ชาวไอริชและ Armand Seguin อีกทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจจาก Paul Cezanneชาวฝรั่งเศสจนทำให้เขาชื่นชอบที่จะใช้สีบริสุทธิ์เป็นตัวกลางในการสร้างสรรค์งาน แต่หลังจากปี 1893 เขาเริ่มเงินหมดและต้องเดินทางกลับสวิส เขาจึงเปิดห้องภาพที่ Hellsauเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงเบิร์น และได้มีโอกาสจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Kunsthalle Baselในปี 1894 แต่ไม่ได้รับการตอบรับมากนัก

Field with Popies and Cornflowers 1929

ตลอดทศวรรษที่ 1890 เขาได้ร่วมมือกับ Giacometti เพื่อนสนิทที่ร่วมเรียนกันมาแต่เด็กแต่กลับขายผลงานได้น้อยมากจนในปี 1898 ที่เขาวาดภาพเหมือนของ Ferdinand Hodler ศิลปินสวิสชื่อดังที่กลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของเขาจนเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้น ปี 1898 เขาแต่งงานกับ Anna Luder von Hellsau และย้ายไปอยู่ Oschwand โดยในช่วงแรกเขาเช่าบ้านอยู่ก่อนจะสามารถซื้อกระท่อมชาวนาได้ในปี 1913 ที่ซึ่งกลายเป็นสถานที่พบปะกับนักเขียนอีกหลายคน อาทิ Wilhelm Worringer,Adolf Frey, Hermann Hesse รวมทั้งเป็นที่สอนลูกศิษย์อีกหลายคน อาทิ Werner Miller, Marta Worringer เป็นต้น นับจากทศวรรษที่ 1900 เขาเริ่มมีโอกาสเข้าร่วมในการแข่งขันและจัดนิทรรศการทั่วทั้งยุโรปจนได้เหรียญรางวัลใน Exposition Universelle ในปี 1899 อันส่งผลให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงและขายผลงานได้มากมาย ปี 1906 เขาได้รับคำแนะนำจาก Erich Heckel ให้เข้ารับกับกลุ่มDie Brucke ซึ่งเป็นศิลปินแนว Expressionismเขากลายเป็นผู้นำของศิลปินสวิสหลังการเสียชีวิตของ Ferdinand Hodler ในปี 1918

ในช่วงต้นของชีวิต แม้เขาจะเป็นศิลปินแนว Expressionism แต่เขากลับใช้สีที่กลมกลืนตามอย่างแนวทางศิลปะฝรั่งเศสดั้งเดิมค่อนไปทาง Impressionism เพื่อเน้นการตกแต่ง แต่ในช่วงท้ายๆ หลังทศวรรษที่ 1940เขากลับเน้นงานแนว Abstract แต่ยังคงใช้สีที่อ่อนโยนแบบ Pastel เช่นเดิม เขาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและอายุยืนถึง 93 ปี ส่งผลให้เขามีผลงานมากถึงกว่า4 พันชิ้น แม้ผลงานมากถึง 50 ชิ้นจะถูกไฟไหม้ไปแล้วในปี 1931 ก็ตาม ความที่เขาชื่นชอบการวาดภาพเหมือนมากทำให้เขามีผลงานภาพเหมือนมากถึงพันกว่าชิ้น เขายังเป็นกรรมการของ Gottfried Keller Foundation และKunstmuseum Bern อีกทั้งยังได้รับรางวัลจาก University of Berne ในปี 1919 อีกต่างหากด้วย

Flowering Time 1926

Flowering Time detail2

Girl in the Garden 1922

Two Women with A Child in the Garden 1911

WaldlandschaftII 1919

Waldlandschaft II detail

แหวกฟ้าหาฝัน : All Saints Museum Schaffhausen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800146

แหวกฟ้าหาฝัน : All Saints Museum Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : All Saints Museum Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายมิวเซียมที่มาเยือน Schaffhausen และมีเวลามากพอหลังจากชมเมืองและเข้ามิวเซียม IWC แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ Museum of All Saints หรือ All Saints Museumมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส ซึ่งบรรจุประวัติศาสตร์มากมายของเมืองไว้ มิวเซียมนี้เริ่มต้นขึ้นจากการนำเอาแนวคิดที่จะสร้างมิวเซียมบริเวณ Schwabentor เมื่อปี 1900 มาปัดฝุ่นใหม่ เทศบาลเมืองได้ให้บริษัทสถาปนิก Schafer and Martine Risch มาปรับปรุงอาคารสำนักสงฆ์ Benedict ที่มีอายุกว่าพันปีให้เป็นมิวเซียมอเนกประสงค์ในปี 1919 ด้วยหลักการที่ต้องคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเดิมๆ ของสำนักสงฆ์ที่กำลังจะพังให้คงอยู่ในสภาพดีขึ้น
โดยอาศัยต้นแบบจาก The Swiss NationalMuseum ของเมืองซูริค

หลังการปรับปรุงมิวเซียมอยู่ 6 ปี มิวเซียมที่มี 28 ห้อง ก็สามารถเปิดทำการได้ในปี 1928 และได้ทำการขยายต่อในปี 1935 ภายใต้การปรับปรุงของบริษัทสถาปนิก August Arter and Martin Risch โดยมอบหมายให้Karl Sulzberger เป็นผู้อำนวยการ โชคร้ายมาเยือนเมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโดนมิวเซียมในปี 1944 ส่งผลให้มิวเซียมถูกทำลายลงไปมากจนบางส่วนไม่สามารถปรับปรุงให้กลับคืนมาได้โดยเฉพาะงานจิตรกรรมที่สำคัญจำนวนมากถึง70 ชิ้น รวมทั้งงานของ Tobias Stimmer ศิลปินพื้นเมือง Schaffhausen ชื่อดังจำนวน 9 ชิ้นด้วย

ในการรณรงค์เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวสวิส บริษัทห้างร้าน ประชาชนและรัฐบาลร่วมมือกันบริจาคเงินและแรงงานปรับปรุงมิวเซียมใหม่จนสามารถเปิดทำการได้อีกครั้งในวันที่ 18 พฤษภาคม ปี 1946โดยตั้งให้ Walter Ulrich Guyan เป็นผู้อำนวยการแทน เขาได้จัดนิทรรศการขึ้นหลายครั้ง อาทิ Masterpiece of Old German Painting1947, Rembrandt and his time 1949, MaxGubler 1962 และ Edvard Munch 1968 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยยืมผลงานสำคัญๆที่มีชื่อเสียงมาจากมิวเซียมอื่นๆ ทั่วสวิส

ในทศวรรษที่ 1980 มิวเซียมได้ขยายอีกครั้งด้วยการควบรวมงานสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติเข้ามาด้วยซึ่งเท่ากับเป็นการทดแทน Natural History Museum ที่ถูกทำลายไปในวันที่ 1 เมษายน 1944 เข้าไว้ด้วยกัน ปี 1991 มิวเซียมได้รับการบริจาคของสะสมชุดใหญ่จาก Marcel Ebnother นักสะสมของเก่าชาวสวิสส่งผลให้มิวเซียมต้องขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ปี 2001 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการปรับปรุงครั้งใหม่มิวเซียมได้จัดนิทรรศการ From the Dead Sea to the Pacific ขึ้นโดยจัดแสดงของสะสมที่ได้รับมาจาก Ebnother ซึ่งเป็นของเก่าที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่งของยุโรปโดยจัดแสดงไว้ในส่วนต่อขยายของมิวเซียมที่เชื่อมด้วยทางเชื่อมเหนือถนน Baumgartenstrasse

ปี 2005 เพื่อให้การจัดแสดงเป็นไปอย่างไม่แออัด ชาวเมืองได้อนุมัติเงินกู้ 7.8 ล้านฟรังก์สวิส เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาโดยออกแบบส่วนที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดีเป็นหลัก อีกทั้งยังเพิ่มส่วนร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกด้วย การปรับปรุงครั้งนี้เสร็จสิ้นในปี 2015 โดยอาศัยเงินช่วยเหลือจากบริษัทห้างร้านในเมืองเพิ่มเติมอีกต่างหาก นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน All Saints Museum Schaffhausen อาจรู้สึกแปลกใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างภายนอกดูแปลกตาจากการที่เคยเป็นสำนักสงฆ์เก่ามาก่อนนั่นเอง ถึงกระนั้นก็ตาม การตกแต่งภายในและของจัดแสดงยังคงรักษามาตรฐานความเป็นมิวเซียมไว้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องสมกับเป็นชาติมหาเศรษฐีจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมของหรู IWC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/798995

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมของหรู IWC

แหวกฟ้าหาฝัน : มิวเซียมของหรู IWC

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสวิส นอกจากภูเขาต่างๆ ที่ต้องขึ้นให้ได้แล้ว กิจกรรมอีกอย่างที่ต้องทำให้ได้ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงสวิสก็คือ การดูนาฬิกา หลายคนอาจเริ่มเถียงในใจว่า ทำไมต้องดูล่ะ นาฬิกาที่ไหนๆ ก็มีในโลก แต่สวิสเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา ไม่ว่าจะแปลกแหวกแนวขนาดไหนก็มีให้ดูทั้งนั้น ทุกที่ทุกเมืองจะมีร้านนาฬิกามากมาย ดังนั้น การมาถึงเมืองแห่งนาฬิกา แล้วได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเยือนมิวเซียม ไม่ว่าไปเมืองใดย่อมอยากหามิวเซียมเข้ายิ่งมาถึงเมืองแห่งนาฬิกาด้วยแล้ว สถานที่หนึ่งที่คงอยากเข้าให้ได้ก็คือ มิวเซียมนาฬิกา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโดยทั่วไปนาฬิกามักจัดแสดงรวมๆ อยู่กับหมวดอื่นๆ ในมิวเซียมประเภท Decorative Art มิวเซียมสำหรับนาฬิกาโดดๆ เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก อย่างไรก็ดี Schaffhausen แม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่ที่นี่กลับเป็นบ้านเกิดของยี่ห้อนาฬิกาหรูที่ชื่อ IWC เมืองนี้จึงเป็นเพียงไม่กี่เมืองของสวิสหรือแม้แต่ในโลกที่มีมิวเซียมนาฬิกา นักท่องเที่ยวที่มาถึง Schaffhausen ย่อมไม่ควรพลาด

IWC เป็นผู้ประกอบการนาฬิกาแห่งแรกในโลกที่เปิดมิวเซียมที่เมือง Schaffhausen ในปี 1993 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปีของผู้ประกอบการรายนี้International Watch Company ที่มีชื่อย่อว่า IWC เริ่มต้นเมื่อ FlorentineAristo Jones วิศวกรชาวอเมริกันผู้ประกอบนาฬิกาวัย 27 ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและผู้จัดการของ E.Howard Watch and Clock Co. ในบอสตัน สหรัฐฯ มีดำริที่จะใช้ช่างฝีมือชาวสวิสมาร่วมประกอบนาฬิกาได้ร่วมกับ Johann Heinrich Moser วิศวกรนำพลังงานน้ำจากแม่น้ำไรน์มาใช้ในทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตนาฬิกาพกพาที่ใช้ระบบเครื่องกลในปี 1868 ปีต่อมาโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตนาฬิกาได้มากถึง 10,000 เครื่องเพื่อส่งขายไปยังสหรัฐฯ เมื่อพวกเขาขายได้มากขนาดนี้ รัฐบาลอเมริกันเลยตั้งกำแพงภาษีส่งผลให้พวกเขาต้องหาตลาดใหม่ในประเทศเยอรมนีจนเป็นที่มาของการเข้าสู่อุตสาหกรรมสินค้าหรูหราประเภทเครื่องประดับ

ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินเริ่มต้น ไม่มีนาฬิกาเรือนไหนตอบโจทย์นักบิน IWC เป็นบริษัทแรกที่ตอบโจทย์นักบินด้วยนาฬิกาที่มีหน้าปัดสีดำที่มีเลขอารบิกขนาดใหญ่ และมีสนามแม่เหล็กปกป้องจึงมีความเที่ยงตรงส่งผลให้นาฬิกาแบรนด์นี้กลายเป็นนาฬิกาประจำตัวของนักบินไป หลังประสบความสำเร็จกับนาฬิกาสำหรับนักบิน IWC ก็เข้าสู่นาฬิกาสำหรับทหาร ระหว่าง 1939-47 พวกเขาได้ผลิตนาฬิการุ่น Mark X จำนวนถึง 6,000 เรือนให้กับทหาร และรุ่น mark XI ที่มีอักษร www = watch wrist waterproof สำหรับกองทัพอังกฤษเป็นพิเศษด้วย ปัจจุบันนาฬิกา 2 รุ่นนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่นักสะสม เมื่อ Jones ต้องการเดินทางกลับสหรัฐฯ ตระกูลRauschenbach ซึ่งเป็นตระกูลอุตสาหกรรมใน Schaffhausen เลยซื้อกิจการนี้ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจต่อโดยหันมาผลิตนาฬิกาข้อมือสำหรับคหบดีทั่วไปด้วยแทนที่จะมุ่งเน้นแต่นาฬิกาเพื่อนักบินหรือทหาร

นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมนาฬิกาแห่งนี้ที่อาคารสำนักงานใหญ่ไม่เพียงจะได้เรียนรู้ประวัตินาฬิการุ่นต่างๆ อย่างเต็มอิ่มแล้ว ยังจะมีโอกาสได้ชมนาฬิการุ่นLimited edition ทั้งที่มีความหรูหรา กลไกแปลกๆอีกมากมายที่หาชมที่อื่นไม่ได้อีกแล้วในโลกด้วยจึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

Da Vinci 1991

Da Vinci 1991

Grand Complication 1991

Grand Complication 1991

Splitfire Pirot watch

Splitfire Pirot watch

Portuguese Perpetual Calendar watch

Portuguese Perpetual Calendar watch

Portofino Skeleton Automatic watch

Portofino Skeleton Automatic watch

Porsch design traveller watch

Porsch design traveller watch

Pirot watch Chronograph

Pirot watch Chronograph

Da Vinci automatic watch

Da Vinci automatic watch

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองเล็ก Schaffhausen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797779

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองเล็ก Schaffhausen

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองเล็ก Schaffhausen

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่รอต่อเครื่อง และไม่อยากอยู่ Zurich หลังจากลงเครื่อง เมืองหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล สวยงาม และเที่ยวง่ายก็คือSchafhausen เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยยุคกลางนี้สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟกลาง Zurich เพียงแค่ 40-60 นาทีด้วยรถไฟ หรือหากไม่ต้องฝากกระเป๋าก็สามารถเดินทางจากสนามบินเลยก็มีเที่ยวรถไฟตรงเช่นกัน ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น เมืองที่ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1050 นี้เป็นเมืองที่มีการปกครองตัวเองตั้งแต่ปี 1208 ต่อมาในปี 1330 พระจักรพรรดิ Louis of Bavaria ได้ยกที่นี่ให้กับราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย จวบจนปี 1418 เมื่อชาวเมืองสามารถซื้ออิสรภาพของตัวเองจากราชวงศ์ Habsburg ได้พวกเขาก็ร่วมกับสมาพันธ์ 6 แห่ง กลายเป็นสวิสในปี 1454 และได้กลายเป็นสมาชิกของ Old Swiss Confederacy ในปี 1501

เมื่อเกิดการปฏิวัติยุโรปอันเป็นต้นกำเนิดของ Protestant ในปี 1524 โชคร้ายเริ่มมาเยือน เมื่อสวีเดน (Protestant) และบาวาเรีย (Roman Catholic) ทะเลาะกันในช่วงสงคราม 30 ปี เมืองถูกทำลายลงไปมาก แต่เมื่อรถไฟสาย Rheinfallbahn มาถึงในปี 1857 เมืองก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมากจวบจนเดือนเมษายน ปี 1944 Schaffhausen ประสบภัยครั้งใหญ่อีกจากความผิดพลาดของเครื่องบินสหรัฐฯ ที่ต้องการทิ้งระเบิดทำลายเยอรมันทั้งๆ ที่สวิสเป็นกลางในสงครามโลก ครั้งที่สอง ส่งผลให้ประธานาธิบดี Franklin DelanoRoosevelt ต้องส่งจดหมายมาขอโทษชาวเมืองและจ่ายค่าซ่อมแซมเมืองให้มากถึง 4 ล้านดอลลาร์

การที่เมืองซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวิสที่มีชายแดนติดกับเยอรมันนี้มีการพัฒนาขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่เป็นจุดกำเนิดของน้ำตกไรน์ จึงเป็นที่ซึ่งเรือต้องมาขนถ่ายสินค้า แม้บางส่วนของเมืองจะโดนระเบิดลูกหลงของสหรัฐฯ แต่อาคารในเมืองเก่าส่วนใหญ่ที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Gothic และ Baroque ยังอยู่รอดปลอดภัยและสวยงาม ที่นี่เลยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมทั้งป่าดำ ทะเลสาบ Constance และน้ำตกไรน์ นักท่องเที่ยวสามารถได้รับความประทับใจตั้งแต่เดินออกจากสถานีรถไฟ ส่วนเมืองเก่าที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เริ่มต้นของตลาดบนถนน Vordergasse ก็เต็มไปด้วยอาคารสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของเมือง 2 แห่งที่ใช้เวลาไม่มากในการเยี่ยมชมคือ 1.Haus zum Ritter บนถนน Vordergasseที่นี่เคยมีหน้าบันที่เป็นภาพปูนเปียกตามแนวทางศิลปะแบบRenaissance ของเทือกเขาแอลฟ์ตอนเหนือจากฝีมือของTobias Stimmer ซึ่งทำขึ้นในปี1568 ก่อนถูกปรับปรุงอีกหลายครั้งจนถึงปี 1918 และถูกย้ายออกไปในปี 1935 เพื่อไปจัดแสดงที่Museum of All Saints ผลงานที่เห็นในปัจจุบันเป็นของ Carl Roesch ที่จัดทำเลียนแบบขึ้นในปี 1938ผลงานที่จัดทำเป็นไปอย่างมีเรื่องราว ภาพที่เห็นเด่นที่สุดตรงกลางเป็นรูปชายสวมมงกุฎอันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ผู้หญิงอันเป็นสัญลักษณ์ของคริสเตียน และชายอีกคนสวมหมวกแบบบิชอปอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนจักร เหนือขึ้นไปเป็นเนื้อหามาจากเรื่อง Odyssey นอกจากบ้านหลังนี้แล้ว บริเวณเมืองเก่ายังมีสถาปัตยกรรมสวยๆ รวมทั้งน้ำพุที่มีประติกรรมโดดเด่นอยู่กลางเมืองให้ถ่ายรูปได้ด้วย และ 2.ป้อมปราการMunot ที่มองเห็นได้แต่ไกล ป้อมที่ถูกสร้างระหว่างปี 1564-89 ซึ่งถูกออกแบบโดย Albrecht Durer นี้ ใช้สำหรับเป็นที่ป้องกันเมือง นักท่องเที่ยวที่มีขาแข็งแรงสามารถเดินบันไดขึ้นไปได้ระดับพอเหงื่อออกเพื่อชมภาพมุมสูงของเมือง ส่วนภายในก็เป็นเพียงป้อมโล่งๆ แต่ก็ยังสามารถถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนานเช่นกัน

Haus zum Ritter

Haus zum Ritter

Haus zum Ritter

Haus zum Ritter