แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796302

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Cubism in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Composition in Blue 1918

หากพูดถึงแนวทางศิลปะกลุ่ม Die Brucke แล้วไม่พูดถึง Cubism ก็เหมือนกับการกินกาแฟ ไม่ใส่น้ำร้อน แนวทางศิลปะแบบ Cubism คืออะไร ทำไมมีความสำคัญ Cubism คือการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในปารีส ฝรั่งเศสในปี 1907 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับกลุ่ม Die Brucke ที่เยอรมัน โดยมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ มีหลากหลายมุม เป็นรูปทรงเรขาคณิต ใช้สีค่อนไปทางโทนเดียวกันทั้งหมด และแบนราบระนาบเดียว Cubism เป็นการปฏิวัติการสร้างงานศิลปะแบบฉีกแนวอย่างยิ่งด้วยการทำให้วัตถุทรงเรขาคณิตของจริงที่เป็น 3 มิติ มารังสรรค์บนผืนผ้าใบเสมือนหนึ่งเหลือแค่ 2 มิติ ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Cubism ไม่มีใครเกิน Pablo Picassoและ Georges Braque ซึ่งนักท่องเที่ยวแนวศิลป์คุ้นเคยกันดีเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ศิลปิน Cubism ชาวสวิสก็ใช่ว่าจะไม่โดดเด่น และก็มีผลงานในห้องภาพนี้ด้วย นั่นคือ Johannes Ittenเขาเกิดที่ Suden-Linden สวิส ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1888 เขาเข้าเรียนเพื่อเป็นครูประถมระหว่างปี 1904-8 ก่อนจะเริ่มเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts ที่เมืองเจนีวา แต่เขาไม่ปลื้มกับครูที่นั่นเลยกลับมาที่Bern เพื่อเข้าเรียนกับ Ernst Schneider ที่ Bern-Hofwil Teacher’s Academyปี 1912 เขากลับไปเรียนกับ EugeneGilliard ศิลปินแนว Abstract ที่เจนีวาก่อนจะไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะที่ Vienna โดยอาศัยตำราของ Gilliard

Country Festival 1917

ระหว่างปี 1919-22 เขาได้สอนวิชาพื้นฐานในเรื่องคุณลักษณะของวัตถุ การสร้างองค์ประกอบและการใช้สีที่ Bauhaus ซึ่งเขาได้เชิญ Gertrud Grunow นักดนตรีชาวเยอรมันมาร่วมสอน Theory of Harmonyเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ดนตรีเพื่อการผ่อนคลายและเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้วยอีกทั้งยังเชิญ Paul Klee และ Georg Mucheมาร่วมงานที่ Bauhaus และออกหนังสือชื่อ The Art of Color เพื่ออธิบายถึงทฤษฎีสีที่ชื่อ Color Sphere ซึ่งมี 12 สี ที่มากไปกว่าจานสีของ Adolf Holzel’s color wheelอีกต่างหากด้วย เนื่องจาก Itten เป็นกลุ่มผู้เชื่อMazdaznan ที่วิวัฒนาการมาจากกลุ่มZorastrianism ซึ่งเชื่อว่าโลกควรถูกเปลี่ยนเป็นสวน และมนุษย์ทุกคนควรสัมพันธ์กับพระเจ้า เขายังเป็นมังสวิรัติ และนั่งสมาธิเพื่อให้เขาสามารถที่จะเข้าใจตัวเองและเป็นหลักในการศึกษาศิลปะและสร้างแรงบันดาลใจ เขาจึงชักชวนลูกศิษย์ส่วนหนึ่งให้มีความเชื่อนี้ส่งผลให้เขาเกิดความขัดแย้งกับ Walter Gropius ที่ต้องการให้โรงเรียนศิลปะของเขาพัฒนาไปในแนวทางที่รับนักศึกษาจำนวนมากแทนที่จะเป็นการเน้นให้นักศึกษาแสดงออกถึงความเป็นศิลปิน เขาจึงจำเป็นต้องลาออกจาก Bauhaus

ระหว่างปี 1932-4 Ittens ร่วมกับ Ernst Neufert หัวหน้าสถาปนิกของ Walter Gropius ที่เคยทำงานกับ Bauhaus มาก่อนเปิดโรงเรียนสอนสถาปัตยกรรมเล็กๆในกรุงเบอร์ลิน เขาได้ศึกษาเรื่องการจัดองค์ประกอบของสีของศิลปินอื่น อาทิ Josef Albers, Max Bill และ Wassily Kandinskyไปด้วย เขาเป็นคนแรกที่พัฒนาทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างจานสีกับคน 4 ประเภทโดยออกแบบประเภทคนตามฤดูกาล การศึกษาด้านสีและความสัมพันธ์ระหว่างสีของเขาเป็นต้นกำเนิดของศิลปะที่เรียกว่า Op Art ยิ่งกว่านั้นผลงานหนังสือของเขาที่ชื่อ Color Me A Season กลายเป็นที่นิยมของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่Cosmetologist วิเคราะห์สีออกมาตามฤดูกาลให้กับลูกค้าจวบจนปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า แม้ผลงานของ Itten จะมีจำนวนไม่มาก แต่ก็เป็นแนว Cubism ของแท้ที่เต็มไปด้วยสีสันที่แสนจะสดใสซึ่งดูแล้วสดชื่นจริงๆ สมกับที่เขาเป็นเจ้าพ่อแห่งสีอันเป็นที่โปรดปรานของ Cosmetologist อย่างแท้จริง

The Bach Singer

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Nolde in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794938

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Nolde in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Nolde in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Dancer 1913

นอกจากใน Kunst Museum Bern จะมีผลงานของผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke แล้วยังมีผลงานของสมาชิกกลุ่ม Die Brucke อยู่จำนวนหนึ่งด้วยนั่นคือ Emil Nolde เขาเกิดมาในชื่อ Hans Emil Hansen ที่หมู่บ้าน Noldeทางตอนใต้ของเดนมาร์กในครอบครัวชาวนา ระหว่างปี 1884-91 เขาเข้าเรียนแกะสลักไม้และการเขียนภาพประกอบที่ Flensburg เยอรมันก่อนที่จะเข้าทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ระหว่างนั้นเขาใช้เวลาหลายปีเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เช่น Munich, Karlsruhe และ Berlin ก่อนจะเข้าเรียนที่ School of the Museum of Industrial and Applied Artsที่เมือง St.Gallen สวิสในปี 1892

เมื่ออายุ 31 ปี เขาลาออกจากงานและอยากทำตามความฝัน แต่เขากลับไม่สามารถเข้าเรียนที่ Munich Academy of Fine Arts ได้ เขาเลยใช้เวลาไปกับการเรียนศิลปะกับสถาบันเอกชน และเยือนปารีสบ่อยๆเพื่อให้คุ้นเคยกับงานแนว Impressionism ปี 1902 เขาแต่งงานกับ Ada Vilstrupนักแสดงชาวเดนมาร์กและย้ายไปอยู่เบอร์ลินซึ่งเขาได้รู้จักกับ Gustav Schiefler นักสะสมภาพ และ Karl Schmidt-Rottluff ศิลปินผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น Emil Nolde ตามชื่อหมู่บ้านที่เกิดในปี 1906 เขาได้รับเชิญให้เข้ากลุ่ม DieBrucke ก่อนที่จะได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของ Berlin Secession ระหว่างปี 1908-10เขาและ Wassily Kandinsky ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Der Blaue Reiter หรือ The Blue Rider ในปี 1912 อันเป็นช่วงเวลาที่เขามีเศรษฐานะดีขึ้นจากการขายผลงานได้และมีชื่อเสียง

Discussion 1913

เมื่อนาซีเรืองอำนาจ เขาก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่ถูกหมายหัว และถูกถอดผลงานร่วมพันชิ้นออกจากมิวเซียมทั่วเยอรมันซ้ำร้ายเขายังถูกห้ามสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างเด็ดขาดด้วย ถึงกระนั้นก็ตามเขากลับแอบสร้างงานสีน้ำออกมาเป็นจำนวนมากโดยเขาเรียกผลงานในช่วงเวลานั้นว่าUnpainted Pictures เขากล่าวไว้ในช่วงนั้นว่า สีฟ้ามีทั้งแบบฟ้าเงิน ฟ้าท้องฟ้า และฟ้าพายุทุกสีมีจิตวิญญาณของตัวเองที่สามารถสร้างสุขและทุกข์ได้ แต่สำหรับคนไร้ศิลปะสีก็เป็นเพียงแค่สี โทนก็เป็นเพียงแค่โทนไม่สร้างความรู้สึกใดๆ หรือไม่รู้สึกรู้สานั่นเองอันเป็นความเห็นที่แสดงถึงการแดกดันกลุ่มนาซีนั่นเอง นอกจากงานจิตรกรรมแล้ว เขายังสร้างงานพิมพ์ในหลายหัวข้อเป็นจำนวนมาก อาทิ งานทัศนียภาพ งานเกี่ยวกับดอกไม้ ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร ทะเล ชีวิตกลางคืน และเมืองเบอร์ลิน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขากลับมาได้รับการยกย่องอีกครั้ง ซ้ำยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านสี เมื่อเขาเสียชีวิตที่Seebull ชาวเมืองได้ก่อตั้งมูลนิธิ The Nolde at Seebull ขึ้นรวมทั้งเปิดมิวเซียมเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในปี 1957 เรื่องราวของเขากลายเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่องานที่ชื่อ Garden of Flower ซึ่งมีมูลค่าถึง 4 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกNolde รังสรรค์ไว้ในปี 1917 และจัดแสดง ณ Moderna Museet ในกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดนนั้นได้รับการพิสูจน์ว่าถูกปล้นมา และผู้รับมรดกของ Otto Nathan Deutschผู้อพยพชาวเยอรมัน-ยิวผู้ถูกปล้นมาขอคืน หลังมีการถกเถียงกันพักใหญ่ ในที่สุดรัฐบาลสวีเดนก็ตัดสินใจคืนงานชิ้นนี้ให้กับเจ้าของที่แท้จริง แม้พวกเขาจะประมูลงานนี้มาอย่างถูกต้องในปี 1967 ก็ตามนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีความเป็น Expressionism และล้ำสมัยมาก แต่ก็น่าจะรังสรรค์ได้เร็วมากจึงทำให้เขามีผลงานเป็นจำนวนมากซึ่งเหมือนการวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบันนั่นเอง

Yong Danish Woman 1913

Yong Danish Woman 1913

Young Couple 1913

Young Couple 1913

Wild Landscape with Color

Wild Landscape with Color

แหวกฟ้าหาฝัน : Ernst Ludwig Kirchner in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793514

แหวกฟ้าหาฝัน : Ernst Ludwig Kirchner in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Ernst Ludwig Kirchner in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Light Rail Arch 1915

ใน Kunst Museum Bern ยังมีผลงานของผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงมากอีกคนนั่นคือ Ernst Ludwig Kirchner เขาเกิดที่เมือง Aschaffenburg แคว้นบาวาเรียในปี 1880 จากครอบครัวที่มีพ่อเป็นศาสตราจารย์ทางด้าน Paper Scienceที่ College of Technology of Chemnitzชาว Prussia เขาเข้าเรียนที่ KoniglicheTechnische ในสาขาสถาปัตยกรรมที่ซึ่งเขาได้เรียนรู้การเขียนแบบร่าง และประวัติศาสตร์ศิลป์ เขาได้รู้จักกับ Fritz Bleyl ตั้งแต่เทอมแรกที่เข้าเรียน ทั้งสองได้ศึกษาศิลปะและธรรมชาติด้วยกันจนมีความเห็นตรงกัน เขาย้ายไปเรียนที่มิวนิคจนถึงปี 1904 ก่อนจะกลับไปจบการศึกษาที่เมือง Dresden ในปี 1905 ที่ซึ่งเขาได้พบกับ Erich Heckel และ Karl Schmidt-Rottluff

การพบกันครั้งแรกของทั้ง4 คน เกิดขึ้นที่ห้องปฏิบัติการศิลป์ของ Kirschner ที่เคยเป็นห้องค้าเนื้อมาก่อน Bleyl เคยเล่าถึงห้องนี้ไว้ว่าเหมือนห้องโบฮีเมียที่เต็มไปด้วยภาพร่าง หนังสือ และอุปกรณ์เขียนภาพวางเกลื่อนกลาดทั้งพื้นห้องมากกว่าเป็นห้องที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของนักเรียนสถาปนิก หลังก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke พวกเขามักจะใช้ห้องนี้เป็นทั้งที่ทำงาน และแหล่งมั่วสุมกันเป็นประจำ พวกเขาชอบเลือกใช้นางแบบที่มาจากท้องถนนมากกว่านางแบบอาชีพอันเป็นผลมาจากการที่พวกเขามีเงินน้อย และคิดตรงกันว่า นางแบบเป็นแค่สื่อสำหรับสร้างชิ้นงานเท่านั้น และเด็กบ้านๆ มีความอ่อนโยนเป็นธรรมชาติมากกว่านางแบบอาชีพด้วย

Head of Ludwig Schames 1918

แนวทางศิลปะของกลุ่ม Die Brucke ที่พวกเขาเน้นร่วมกันก็คือการหลีกหนีออกจากแนวทางศิลปะที่สถาบันการศึกษาสอน แต่เชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบันโดยอาศัยอิทธิพลจากศิลปินเยอรมันดั้งเดิมคือ Albrecht Durer, Matthias Grunewald และ Lucas Cranach the Elder เดือนกันยายนปี 1906 กลุ่ม Die Bruckeได้จัดนิทรรศการกลุ่มขึ้นครั้งแรกที่ K.F.M.Seifert and Co. โดยเน้นไปที่ภาพนู้ดจากนางแบบบ้านๆ ณ เมืองDresden ปี 1911 เขาย้ายไปอยู่เมืองเบอร์ลินและก่อตั้งโรงเรียนศิลปะที่ชื่อ MIUM Institut ร่วมกับ Max Pechstein โดยมีเป้าหมายที่จะสอนการสร้างงานจิตรกรรมแนวใหม่ แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จและปิดตัวลงในเวลาเพียงแค่ปีเดียว

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1914 เขาได้สมัครเข้าเป็นทหาร และถูกส่งไปยังเมือง Halle เพื่อเป็นคนขับรถ เขาได้พบกับHans Fehr ซึ่งได้ช่วยให้เขาได้ปลดประจำการจากอาการทางจิตกำเริบและย้ายไปอยู่เบอร์ลิน เดือนธันวาคมปี 1915 เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง แม้เขาจะป่วยด้วยโรคทางจิตประสาทแต่เขาก็ยังสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะเรื่อยมาจนเดือนตุลาคม 1916 เขาก็จัดนิทรรศการส่วนตัวขึ้นอีกที่ Ludwig Schames ในเมืองแฟรงค์เฟิร์ตส่งผลให้เขาสามารถขายผลงานได้มากมายและเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้น ปีต่อมาเขาเดินทางไป Davos เพื่อชมงานนิทรรศการของFerdinand Hodler หลังกลับมาเบอร์ลิน เขาป่วยหนักจากอากาศที่หนาวเย็นมากส่งผลให้เขาอ่อนแอลงมาก

Melancholy 1922

หลังเขาใช้ความพยายามมากมายเพื่อไปรักษาตัวที่ Davos ในที่สุดเขาก็มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ ไปกับชื่อเสียงของเขาที่ขจรขจายไปมากทั้งในเยอรมันและสวิสปี 1921 ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงที่เบอร์ลินซึ่งกลายเป็นที่ชื่นชอบมากมาย ในปีเดียวกัน เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์เขาได้เดินทางไปซูริคและได้พบกับNina Hard นักเต้นรำที่เขาเชิญมาอยู่ด้วยและเธอได้กลายเป็นนางแบบที่สำคัญของเขาต่อมาอีกหลายปี นับจากนั้นมา ผลงานของเขาออกแนวAbstract มากขึ้น ปี 1930 เขาเริ่มกลับมามีปัญหาสุขภาพใหม่ แต่เขาก็ยังได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของ Prussian Academy of Arts ที่กรุงเบอร์ลิน

ในปี 1931 เมื่อนาซีเข้ามามีอำนาจในเยอรมัน เขาก็เริ่มขายผลงานไม่ได้และถูกบังคับให้ลาออกจาก PrussianAcademy of Arts เขาต้องทุกข์ทรมานกับการกระทำของนาซีหลายเรื่อง รวมทั้งการนำผลงานของเขาทั้งหมดออกจากมิวเซียมทั่วเยอรมันเมื่อนาซีครอบครองออสเตรีย เขาก็เกรงว่าเยอรมันจะบุกสวิส วันที่15 มิถุนายน 1938 เขาเลยตัดสินใจยิงตัวตาย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของเขา แม้เป็นงานแนวลายเส้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็น Expressionismอย่างไม่ต้องสงสัยอีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความหมองเศร้าเป็นส่วนใหญ่อันสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้เป็นอย่างดี

Naked Woman in the Forest 1921

Railway Crossing in Berlin 1912

Railway Crossing in Berlin detail

Railway Underpass 1912

Railway Underpass detail

Two Female Nude 1905

Water Teeth 1919

Woman in the Night 1919

แหวกฟ้าหาฝัน : Die Brucke in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792071

แหวกฟ้าหาฝัน : Die Brucke in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Die Brucke in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Kunst Museum Bern ยังมีผลงานของกลุ่มศิลปินใหญ่อีกกลุ่มที่ชื่อ Die Brucke ศิลปินแนว Expressionism ที่ก่อตั้งขึ้น ณ เมือง Dresden ในปี 1905 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งหลายคน อาทิ Fritz Bleyl, ErnstLudwig Kirchner และ Erich Heckel แนวความคิดหลักของศิลปินกลุ่มนี้คือ หลีกหนีจากแนวทางศิลปะแบบดั้งเดิมที่สอนกันตามโรงเรียนศิลปะ แต่ยังคงเชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันจึงใช้คำว่า Die Brucke ที่แปลว่า The Bridge ผลงานของศิลปินกลุ่มนี้เน้นไปที่งานร่างอย่างหยาบๆ เน้นนามธรรมมากกว่าความเหมือนจริงโดยแสดงออกถึงอารมณ์ด้วยสีสันที่เข้มข้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติเปรียบได้กับกลุ่ม Fauves ของฝรั่งเศส

Erich Heckel หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ที่มีผลงานใน Kunst Museum Bern นี้เกิดที่แคว้น Saxony เยอรมันในปี 1883 จากครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกรรถไฟ เขาเข้าเรียนที่ Realgymnasiumที่เมือง Chemnitz ในปี 1897 ก่อนจะเข้าเรียนสาขาสถาปัตยกรรมที่เมือง Dresden ระหว่างเรียนคณะสถาปัตยกรรมเขาได้รู้จักกับ Ernst Ludwig Kirchner, Karl Schmidt-Rottluffและ Fritz Bleyl เลยร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ขึ้น Heckel เรียนได้เพียง 3 เทอมเขาก็รู้สึกว่าอยากเป็นศิลปินมากกว่าสถาปนิกเลยลาออกและเข้าทำงานเป็นคนร่างแบบที่บริษัทสถาปนิก Wilhem Kreis

Heckel อาศัยชื่อของกลุ่ม Die Brucke มาออกแบบและจัดนิทรรศการของโรงงานโคมไฟ Max Seif แม้การจัดแสดงผลงานที่โรงงานโคมไฟล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และโปสเตอร์ของเขาที่จัดทำก็ถูกตำรวจสั่งห้าติดประกาศ แต่การเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Die Brucke ทำให้เขาสามารถใช้ชื่อกลุ่มทำมาหากินโดยรับเป็นผู้จัดการกลุ่มในการสร้างเครือข่ายและจัดนิทรรศการให้กับสมาชิกอื่น หรือศิลปินอื่นในเวลาต่อมา อาทิ Franz Marc ระหว่าง 1906-7 กลุ่ม Die Brucke ได้กลับมาจัดนิทรรศการอีกครั้งที่ Lobtau โดยเน้นที่งานกราฟิก และงานไม้ของ Wassily Kandinskyแต่การจัดนิทรรศการครั้งนี้ล้มเหลวอีกตามเคย พวกเขายังคงไม่ละความพยายาม และจัดแสดงนิทรรศการที่ Emil Richter Gallery ทุกปีอีก 3 ปี ติดต่อกัน

ระหว่างที่กลุ่ม Die Brucke ยังรวมตัวกันอย่างแน่นหนา พวกเขาพยายามที่จะทำการเชื่อมงานแนว Neo Romantic German กับ Modern Expressionism เข้าด้วยกันโดยใช้การพิมพ์บนสื่อที่มาต้นทุนต่ำเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย และง่ายต่อการสร้างสรรค์งาน อย่างไรก็ดี แม้พวกเขาจะชื่นชอบการร่วมงานกัน แต่ในที่สุดปี 1913 พวกเขาก็ตัดสินใจสลายกลุ่ม Heckel ตัดสินใจย้ายไปเบอร์ลินและสมัครเข้าอบรมเป็นทหารเพื่อเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 เขาถูกปลดประจำการและเข้าร่วมกับกาชาดเพื่อทำงานในโรงพยาบาลรถไฟที่ Flanders ในเดือนมีนาคม 1915 เขาพบ Max Beckmann ศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกคนที่นั่น พวกเขาได้มีโอกาสสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยการตกแต่งอาคาร และหน้าต่างในงานคริสต์มาส นอกจากนี้เขายังได้รู้จักกับ James Ensor ศิลปินแนว Expressionism ชาวเบลเยียม รวมทั้งนักสะสมงานศิลป์อีกหลายคนในช่วงเวลาที่อยู่กับกาชาดนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง เขาได้มีโอกาสเขียนภาพในห้องชั้นหนึ่งที่ Angermuseum ซึ่งปัจจุบันชื่อว่า Heckelraum โดยผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานแนวGerman Expressionism ที่สำคัญที่สุดของโลกที่หลงเหลืออยู่ ในปี 1937 พรรคนาซีประกาศให้งานของ Heckel เป็นงานเสื่อมสภาพและห้ามจัดแสดงในที่สาธารณะโดยงานทั้ง 700 ชิ้นของเขาถูกโยนออกจากมิวเซียมในเยอรมันทั้งหมด ซ้ำร้ายปี 1944 ผลงานทั้งหมดของเขาที่สร้างสรรค์บนไม้ถูกทำลายลงด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาย้ายไปอยู่ที่ Gaienhefenใกล้ทะเลสาบ Constance โดยสอนที่ KarlsruheAcademy จนถึงปี 1955 ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1970

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของ Erich Heckel ที่เหลืออยู่ไม่มากใน Kunst Museum Bern จะพบว่า งานของเขาดูแปลก ล้ำสมัย และกล้าหาญมาก อีกทั้งยังดูเย้ยหยัน และหยาบจนอาจเป็นเหตุผลให้นาซีไม่ยอมรับและทำลายงานของเขาไปหมดก็เป็นได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Casper Wolf in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790643

แหวกฟ้าหาฝัน : Casper Wolf in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Casper Wolf in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Second Staubbach fall in winter detail

ใน Kunst Museum Bern ยังมีผลงานของศิลปินชาวสวิสอีกผู้หนึ่งที่แสนจะเหมือนจริงในโทนอบอุ่นนั่นคือ Casper Wolf เขาเกิดในปี 1735 จากครอบครัวช่างทำเฟอร์นิเจอร์ทางตอนใต้ของสวิส เขาได้รับการฝึกทางด้านศิลปะที่เมือง Konstanz และเริ่มงานเป็นจิตรกรตกแต่งที่เมือง Ausburg ตอนใต้ของเยอรมนี แต่เขากลับไม่สามารถขายผลงานได้เลยจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เขาได้รับการว่าจ้างให้เขียนผนังที่ชั้นหนึ่งของ Hoben Castleก่อนย้ายไปอยู่ Basel ในปี 1768 ปีต่อมาเขาย้ายไปอยู่ปารีส และทำงานกับ Philip Jamees de Loutherbourg ศิลปินอังกฤษผู้เชี่ยวชาญในการวาดหิมะ และก้อนหินอยู่ 3 ปี ก่อนย้ายกลับมากรุงเบิร์น

หลังกลับจากเบิร์น เขาได้รับสัญญาจาก Abraham Wagner ให้สร้างสรรค์งานเกี่ยวกับธรณีวิทยาจำนวน 200 ชิ้นภายใต้การอุปถัมภ์ของ Abrecht von Haller นักกายวิภาค นักฟิสิกส์ และคตีกวีชาวสวิสซึ่งมีชื่อเสียงจากการออกหนังสือชื่อ Die Alpen ในปี 1732 Haller ตั้งใจว่า ผลงานของ Wolf จะทำให้ดินแดนแสนสวยงามที่อยู่ห่างไกลและยากจะเข้าถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งธารน้ำแข็งของสวิสนี้เป็นที่ประจักษ์สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่สามารถจะเดินทางมายังสถานที่เหล่านี้ได้เสมือนหนึ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวสวิสไปกรายๆ ผลงานของ Wolf จึงไม่เพียงใช่เพียงแค่สวยงามสมกับความตั้งใจของผู้อุปถัมภ์ ยังจำเป็นต้องมีความถูกต้องอย่างยิ่งยวดในด้านภูมิประเทศเสมือนภาพถ่ายจริงอีกต่างหากด้วย

Second Staubbach fall in winter 1775

Wolf เริ่มเดินทางกับ Wagner หรือ Jakob Samuel Wyttenbach ไปยัง Berner Oberland และ Wallis หลายครั้ง แต่ไม่มีบันทึกแน่นอนว่ากี่ครั้งกันแน่ เขาต้องรังสรรค์งานกลางแจ้งจริงๆ หลายครั้ง แล้วค่อยกลับมาปรับแต่งจนเป็นชิ้นงานที่สำเร็จ แต่สำหรับงานบางชิ้นเขาต้องหอบงานกลับไปที่เดิมเพื่อปรับปรุงงานให้สมจริงด้วยโดยเฉพาะในเรื่องแสง การที่ Wolf ได้เรียนรู้การสร้างสรรค์งานทิวทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เขามีความสนใจในการวาดถ้ำ และน้ำตกเป็นพิเศษ เขาจึงสร้างสรรค์งานแนวนี้ทั้งในเทือกเขาแอลป์และ Jura ด้วย ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งคือ Staubbachfallที่ Lauterbrunnen ซึ่ง Goethe เองก็เคยกล่าวไว้เมื่อเขาได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนสวิสสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญในการเยือนสวิสจวบจนถึงปัจจุบัน

แม้ Wolf จะได้รับคำสั่งจากผู้อุปถัมภ์ให้สร้างสรรค์งานให้เหมือนจริงตามความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ให้มากที่สุด แต่งานบ้างชิ้นเขาก็ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความงดงาม อาทิ เพิ่มความสูงของเขา ความกว้างของพื้นดินเพื่อให้เทือกเขาดูใกล้เข้ามาอีก ผลงานของเขายังกลายเป็นที่มาของการค้นหาธารน้ำแข็งในทศวรรษที่ 1770 ด้วย นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบที่จะวาดตัวเองไว้ในภาพด้วยอันเป็นตำแหน่งที่ผู้ชมสามารถจินตนาการถึงตัวเองในภาพ หรือเมื่อได้ไปพบเห็นจริง ก็จะพยายามหาจุดที่จะวางตัวเองไว้ที่ตำแหน่งนั้นๆอันเป็นการเพิ่มอรรถรสในการชมภาพเขียนอีกทางหนึ่ง

Second Staubbach fall in winter detail

ผลงานของ Wolf เป็นที่ตรึงใจมาก ทั้งนี้เพราะเขาจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่อันตราย เต็มไปด้วยหิมะ ไม่มีความยากลำบากใดจะขัดขวางการเดินทางของเขาในการสำรวจความสวยงามที่แสนจะตราตรึงเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความสูง ความหนาวเหน็บ หรือหุบเหว หลังสิ้นสุดโครงการ Wolf ได้มีโอกาสจัดนิทรรศการผลงานของเขาทั้งหมดที่บ้าน Wagner โดยไม่มีการขายงานชิ้นใดๆ ทั้งนั้น หากมีลูกค้าต้องการ เขาจะทำการลอกเลียนแบบให้ใหม่ แม้เขาจะมีความสามารถมากมาย และใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการ และหนังสือของ Haller ผู้อุปถัมภ์เล่มนี้ได้รับการพิมพ์ในเบิร์นก็จริง แต่กลับขายไม่ได้ ซ้ำร้ายผลงานของเขายังถูกลืมอยู่ในปราสาท Keukenhof เนเธอร์แลนด์อยู่หลายสิบปีและเพิ่งค้นพบใหม่เมื่อปี 1948 นี้เองซึ่งทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ที่เขียนภาพแอลป์คนแรกของโลก และยังกลายเป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะแบบ Romanticism ในปัจจุบันแทนที่จะเป็นศิลปินที่ตายอย่างยากจนและถูกลืม

Snow Bridge and Rainbow in the Garden 1778

แหวกฟ้าหาฝัน : National Painter in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789254

แหวกฟ้าหาฝัน : National Painter in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : National Painter in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Coffee, Milk and Potato 1896

ใน Kunst Museum Bern ยังมีศิลปินสวิส อีกผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากจนมีฉายาว่า National Painter นั่นคือ Albert Anker หรือ Albrecht Samuel Anker เขาเกิดในปี 1831 ที่เมือง Inn จาก Samuel Anker บิดาที่เป็นสัตวแพทย์ พ่อของเขาย้ายไปเมือง Neuchatel ในปี 1836 และส่งเขาเข้าเรียนการร่างภาพกับFrederic Wilhelm Moritz ก่อนจะหันมาเรียนพิเศษกับ Louis Wallinger ในปี 1845 ปี 1851เขาเข้าเรียนสาขา Theology ที่มหาวิทยาลัยกรุงเบิร์น ก่อนจะต่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเมือง Halle เยอรมนี การเรียนที่เยอรมนีทำให้เขาได้เข้าไปสัมผัสกับงานศิลปะที่โดดเด่นเป็นจำนวนมากส่งผลให้เขาขออนุญาตให้บิดายอมให้เขาทำงานด้านศิลปะ และเปลี่ยนชื่อจาก Albrecht เป็น Albert เพื่อให้เพื่อนชาวฝรั่งเศสเรียกชื่อเขาได้ง่ายขึ้น

ปี 1855 เขาเข้าเรียนที่ Ecole nationale superieure des Beaux-Arts ในกรุงปารีสร่วมกับ Charles Gleyre ในช่วงที่เขาเรียนหนังสืออยู่นี้ เขาสร้างงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพระคัมภีร์ไบเบิล หลังจบการศึกษาเขาเน้นงานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้คนตามชนบทตามความเชื่อแบบคริสเตียนของเขา งานของเขาแตกต่างจากงานของศิลปินในรุ่นเดียวกัน อาทิGauguin ที่ปราศจากมุมมองในแง่ลบแต่เต็มไปด้วยความสวยงามเฉกเช่นสรวงสวรรค์ นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบวาดงานStill life บนโต๊ะอาหารของทั้งชาวบ้านและชาวเมือง หลังจบการศึกษาเขาได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการศิลปะที่บ้านของพ่อแม่ และเข้าชมนิทรรศการตามเมืองใหญ่ทั้งในสวิสและปารีสเป็นประจำ ในช่วงที่เขาอยู่ปารีส เขาได้ทำงานตกแต่งจาน และเครื่องปั้นดินเผาให้กับ Theodore Deck

Young Girl with A Loaf of Bread 1887

ในปี 1864 เขาแต่งงานกับ Anna Rufli และมีลูกด้วยกัน 6 คน แต่ 4 คนเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในปี 1866 จาก Paris Salonเนื่องจากเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เขาได้รับการว่าจ้างให้วาดงานสีน้ำเป็นจำนวนมาก The Gallery of AdolpheGoupil ในกรุงปารีสเป็นสถานที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เขามีชื่อเสียงด้วยการส่งงานของเขาไปให้ลูกค้าทั่วทั้งยุโรป ยิ่งเมื่อเขาทำงานให้กับ Gotthelfs เขายิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก เขายังรับใช้ประเทศชาติด้วยการช่วยงานด้านการศึกษา และศาสนาโดยเฉพาะในเมือง Ins บ้านเกิด อีกทั้งยังช่วยงานออกแบบก่อสร้างมิวเซียมให้กับกรุงเบิร์นด้วย

ในปี 1878 เขาได้รับยศอัศวินเป็น Legion d’honneur ก่อนจะได้รับการเชิญให้เป็นสมาชิกของ Grand Council of Bern อันเป็นผลมาจากการที่เขาให้ความช่วยเหลือในงานก่อสร้าง Kunst Museum Bern ระหว่างปี 1889-93 เขาได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของ Swiss Federal Art Commission และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเบิร์นในปี 1900ปีต่อมาเขาป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการสร้างงานของเขานับจากนั้นมา แม้เขาจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่กว่าเขาจะสามารถมีนิทรรศการผลงานเดี่ยวที่จัดขึ้น ณ Museed’art et d’histoire Neuchatel ได้ก็ในปี 1910 หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนKunst Museum Bern จะเห็นว่า ผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือน ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ภาพ Still Lifeล้วนมีความประณีต อบอุ่น เหมือนจริงและเข้าถึงง่ายสมกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็น Most Famous Swiss Artist of all time หรือ National Painter จนทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาจวบจนถึงปัจจุบัน

Portrait of Marie Anker 1881

Portrait of Marie Anker 1881

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

The Grandfather’s Devotion 1893

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

Walk of Childern from the Nursery in Bern 1900

แหวกฟ้าหาฝัน : Ferdinand Hodler ศิลปินชื่อดังชาวสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787756

แหวกฟ้าหาฝัน : Ferdinand Hodler ศิลปินชื่อดังชาวสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : Ferdinand Hodler ศิลปินชื่อดังชาวสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ใน Kunst Museum Bern ยังมีศิลปินแนว Symbolism ชาว Bern ผู้หนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นมาก นั่นคือ Ferdinand Hodler เขาเกิดในปี1953 ที่เมือง Bern โดยเป็นบุตรคนโตจากครอบครัวช่างทาสีที่มีพี่น้อง 6 คน พ่อและพี่ชายของเขา 2 คน เสียชีวิตจากวัณโรคเมื่อเขาอายุได้เพียง 8 ขวบ แม่ของเขาจึงแต่งงานใหม่กับ GottliebSchupach จิตรกรตกแต่งที่มีบุตรอยู่แล้ว 5 คนครอบครัวใหม่ของเขาก็ยากจน เพราะพ่อและแม่ของเขามีบุตรจำนวนมากส่งผลให้เขาต้องช่วยบิดาเลี้ยงในการทำมาหากินทางด้านศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 9 ขวบ เมื่อเขาอายุเพียง 14 ปี มารดาของเขาก็เสียชีวิตด้วยวัณโรคอีก เขาจึงถูกส่งไปยังเมือง Thun เพื่อเป็นเด็กฝึกงานกับศิลปินพื้นเมืองที่ชื่อ Ferdinand Sommer เขาได้เรียนรู้วิธีลอกงานทิวทัศน์เทือกเขา Alpine จากศิลปินผู้นี้

ปี 1871 เขาเดินเท้าจากเมือง Thun ไป Geneva เพื่อเข้าเรียนด้านวิทยาศาสตร์ที่College de Geneva และเริ่มอาชีพจิตรกรด้วยการลอกภาพขาย ปี 1873 เขาเข้าเรียนกับBarthelemy Menn ก่อนที่จะเดินทางไป Baselเพื่อเรียนภาพเขียนของ Hans Holbein โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพ Dead Christ in the Tomb ซึ่งกลายเป็นภาพที่มีอิทธิพลต่อเขามากในการเขียนภาพเกี่ยวกับความตายในปี 1875 ปี 1878 เขาเดินทางไปยังกรุงมาดริด สเปน เพื่อเรียนรู้ผลงานของจิตรกรชั้นนำหลายคน อาทิ Titian, Poussin และ Velazquez จากห้องภาพ Prado หลังปี 1880เขาเริ่มสร้างสรรค์งานและส่งไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ แม้ Paris Salon จะยอมจัดแสดงผลงานทั้งทิวทัศน์ ภาพเหมือน ภาพ Composition ต่างๆ ในแนว Realism ล้วนไม่ได้รับความสนใจจากนักวิพากษ์ศิลป์ ในปี 1884 เขาได้พบกับAugustine Dupin และแต่งงานกันจนมีบุตรชื่อ Hector ซึ่งกลายเป็นผู้ก่อตั้ง World Esperanto Association

Portrait of Louise Jacques 1892

ในปี 1891 เขาหย่ากับ Dupin และแต่งงานใหม่กับ Berthe Jacques ในปี 1898 ในช่วงเวลานั้นงานของเขาวิวัฒนาการไปมากโดยควบรวมเอาแนว Symbolism และ Art Nouveau เข้าด้วยกัน งานในทศวรรษนี้ของเขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านดีและไม่ดี งานบางชิ้นโดยเฉพาะภาพนู้ดดูอนาจารมากจนนายกเทศมนตรีสั่งให้ถอนภาพออกจากการจัดแสดง Hodler พัฒนารูปแบบที่เขาเรียกว่า “ความเท่าเทียม” ซึ่งเน้นความสมมาตรและจังหวะที่เขาเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของสังคมมนุษย์ เขายังนิยมสร้างสรรค์งานขนาดใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยเน้นไปที่ความรักชาติ ปี 1897 เขายอมรับงาน Fresco ที่ต้องทำ ณ ห้องเก็บอาวุธของมิวเซียมประจำเมือง Zurich ในปี 1900 เขาได้มีโอกาสแสดงผลงานในนิทรรศการที่กรุงปารีสและได้รับรางวัล อีกทั้งยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมกลุ่ม Berlin Secession และ Vienna Secession ส่งผลให้เขาได้มีโอกาสแสดงผลงานที่กรุงเวียนนาในอีก 4 ปีต่อมาจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอันทำให้เขาก้าวพ้นความยากจนได้ในที่สุด ผลงานหลังปี 1900 ของเขาเน้นไปในแนว Expressionism ที่ใช้สีรุนแรงและเป็นทรงเรขาคณิต

Self Portrait 1881

แม้เขาจะยังแต่งงานอยู่แต่ในปี 1908 เขาได้พบกับValentine Gode-Darel และลักลอบมีความสัมพันธ์กันจนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน โชคร้าย Darelได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งทำให้เธออ่อนแอลงจนต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงใช้เวลาข้างเตียงเธอครั้งละหลายชั่วโมงจนเป็นที่มาของผลงานจำนวนหนึ่งในปี 1914 เขาได้เซ็นชื่อร่วมกันในการประณามความรุนแรงของเยอรมันต่อวิหาร Rheim จนทำให้เขาถูกขับออกจากสมาคมศิลปะเยอรมัน เขาเสียใจมากเมื่อเธอเสียชีวิตในปี 1916 นับจากนั้นมาสุขภาพของเขาก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และหมกมุ่นเขียนแต่ภาพเหมือนของตัวเอง เขาเป็นโรคน้ำท่วมปอดหลายครั้งจนกลายเป็นคนติดเตียงถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ยังสร้างสรรค์งานทิวทัศน์ของ Geneva จากระเบียงห้องนอนออกมาจำนวนมากก่อนจะเสียชีวิตในปี 1918

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของ Hodler ตามวิวัฒนาการไม่ว่าจะเป็นภาพ Self Portrait, The Night, The Disappointed Soul จะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกจากท่าทางหรือสีหน้าล้วนเหมือนจริงและเร้าอารมณ์ทั้งนั้นสมกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในศิลปินสวิสที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค

The Day 1899

The Day 1899

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Disappointed Soul 1892

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

The Night 1889

แหวกฟ้าหาฝัน : Wassily Kandinsky in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786356

แหวกฟ้าหาฝัน : Wassily Kandinsky in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Wassily Kandinsky in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The Blue Rider

ในกลุ่ม The Blue Four นอกจากจะมี Paul Klee ที่มีชื่อเสียงมากแล้ว Wassily Kandinsky ก็เป็นศิลปินรัสเซียอีกคนหนึ่งที่โด่งดังมาก เขาเกิดในครอบครัวคนขายชาในเมืองมอสโก เขาได้รับการศึกษาที่หลากหลายในมอสโก ทั้งทางด้านกฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ ในปี 1889 เขามีส่วนร่วมในการทำวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธ์ุทำให้เขาได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปะพื้นเมืองส่งผลให้เขาสนใจงานจิตรกรรมที่มีสีสันสดใส ปี 1896 เขาตัดสินใจเลิกอาชีพครูสอนกฎหมายและเศรษฐศาสตร์และสมัครเข้าเรียนศิลปะที่ Munich Academy แต่กลับไม่ได้เข้าเรียนจึงทำให้เขาต้องเรียนศิลปะเอง ในช่วงนั้นเขาได้มีโอกาสเห็นผลงานของ Monet ในนิทรรศการหนึ่งและได้ใช้ภาพกองฟางเป็นแรงบันดาลใจเกี่ยวกับสีในการสร้างสรรค์ผลงาน

Simplicity 1943

หลังจากใช้เวลาระยะหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เข้าเรียนศิลปะได้ เขาได้ชวน Gabriele Munter ซึ่งต่อมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม The Blue Rider เข้ามาเรียนด้วยในปี 1902 และในที่สุดทั้งสองก็มีความสัมพันธ์มากกว่าเพื่อนในชั้นเรียน เมื่อเขาเข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะได้ การเรียนกลับเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาจนเขากลายเป็นนักทฤษฎีศิลป์ได้ในเวลาอันรวดเร็วพร้อมๆ ไปกับการเป็นจิตรกร เขาเน้นการสร้างงานทิวทัศน์โดยใช้ฝีแปรงค่อนข้างใหญ่แต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาพร้อมไปกับความเหนือจินตนาการ ปี 1903 เขาได้สร้างสรรค์งาน The Blue Rider ที่กลายเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาจนโดดเด่นขึ้นมา ทั้งนี้เพราะผลงานชิ้นนี้มีความแปลกใหม่ทั้งในเรื่องวิธีการสร้างงาน และความมีชีวิตชีวาซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบของงานที่เขาจะสร้างสรรค์ต่อมาอีกหลายปี

Light Construction 1940

นอกจากความสามารถทางด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นผู้มีความสามารถทางด้านดนตรีด้วย เนื่องจากตัวดนตรีเองก็เป็นนามธรรมอยู่แล้ว ดนตรีจึงเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญที่สุดของศิลปะแนวนามธรรม ทั้งนี้เพราะดนตรีมิได้เป็นตัวแทนของการแสดงออกภายนอก แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกภายในมากกว่า การสร้างงานของเขาหลายครั้งก็เป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายในที่จะแสดงความเห็นและอารมณ์ออกมา ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นนักทฤษฎีศิลป์ที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อศิลปะตะวันตกในช่วงเวลานั้นโดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมศิลปินยุคใหม่แห่งมิวนิคด้วยโดยรับตำแหน่งประธานสมาคมในปี 1909 ในเวลาต่อมา สมาชิกในกลุ่มนี้กลับมีความเห็นค่อนข้างแตกแยก เขาจึงร่วมกับสมาชิกหลายคน อาทิ August Macke, Franz Marc, Albert Bloch และ Gabriele Munter แยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ที่ชื่อThe Blue Rider เพื่อจัดนิทรรศการกันเอง

Looking Back 1924

ปี 1914 เขาเดินทางกลับมอสโกอันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Munter เริ่มแย่ลงจนทั้งสองต้องเลิกกันในปี 1916 ปีต่อมาหลังจากความล้มเหลวในการแต่งงานครั้งแรก เขาได้พบกับ Nina NikolaevnaAndreevskaya ซึ่งอายุเพียงแค่ 18 ปี แต่เขาก็แต่งงานด้วยแม้เขาจะอายุต่างจากเธอถึง30 ปีก็ตาม ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อLodya แต่ลูกชายของเขาก็เสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 3 ขวบ หลังจากเกิดปฏิวัติในรัสเซีย เขาก็ย้ายไปเยอรมันใหม่อีกในปี 1920 และได้มีโอกาสสอนวิชาออกแบบเบื้องต้นสำหรับนักเรียนใหม่ และสอนทฤษฎีชั้นสูงที่ Bauhaus School of Art and Architecture เขาและพวกอีก 3 คน คือ Paul Klee, Lyonel Feininger และ Alexej von Jawlensky ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม The Blue Four ขึ้นในปี 1923 เพื่อช่วยกันจัดนิทรรศการในกลุ่มของตัว เมื่อBauhaus ย้ายออกจาก Weimar และไปตั้งใหม่ที่เมือง Dessau ในปี 1925 เขาได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับจุดและเส้นใหม่จนออกหนังสือชื่อ Point and Line to Plane เมื่อ Bauhaus ไม่เป็นที่พอใจของนาซีจนต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้งไปยังเบอร์ลินในปี 1932 และต้องปิดตัวลงในปี 1933 ทำให้เขาตกงาน เขาจึงจำเป็นต้องเดินทางไปอยู่ฝรั่งเศสพร้อมภรรยา และได้รับสัญชาติเป็นคนฝรั่งเศสในปี 1939 เขาเสียชีวิตในปี 1944 ก่อนอายุ 78 ปี เพียงแค่ 3 วัน นักท่องเที่ยวที่ได้ชมงานของ Kandinsky จะพบว่างานของเขาเข้าใจยากมาก แม้จะมีชื่อภาพเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นกันทั้งในเรื่องการใช้สี เส้นและจุดสมกับที่เขาเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีศิลปะในเรื่อง Point and Line to Plane อย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : The Blue Four in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784874

แหวกฟ้าหาฝัน : The Blue Four in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : The Blue Four in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Abstract head, Ash 1935

ใน Kunst Museum Bern ไม่เพียงมีผลงานของ Paul Klee ในกลุ่ม The Blue Four แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Alexej von Jawlensky สมาชิกอีกคนหนึ่งด้วยซึ่งเป็นสมาชิกที่มีผลงานจำนวนไม่มากนัก และมีห้องภาพที่มีงานของเขาอยู่ไม่มากด้วย The Blue Four คือกลุ่มที่พัฒนาต่อจากกลุ่ม The Blue Rider ซึ่งคือกลุ่มศิลปินที่ก่อตั้งขึ้นในมิวนิคเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับแนวทางศิลปะแบบดั้งเดิม ศิลปินกลุ่ม The BlueRider เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งแนวทางศิลปะแบบ GermanExpressionism ส่วนกลุ่ม The Blue Four เป็นกลุ่มศิลปิน 3 เชื้อชาติ 4 คนประกอบด้วย Alexey von Jawlenskyและ Wassily Kandinsky ชาวรัสเซีย, Paul Klee ชาวสวิส และ Lyonel Feininger ชาวอเมริกัน รวมตัวกันด้วยเป้าหมายที่จะจัดนิทรรศการร่วมกันมากกว่าจะสร้างสรรค์ผลงานที่มีแนวทางศิลปะแบบเดียวกัน พวกเขาร่วมกันจัดนิทรรศการของกลุ่มในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ เม็กซิโก และเยอรมนี

Alexej von Jawlensky เกิดที่ Torzhok โดยเป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัว บิดาของเขาย้ายครอบครัวไปอยู่มอสโกเมื่อเขาอายุได้ 10 ขวบหลังจากเข้าอบรมทางการทหาร เขาได้มีโอกาสชมงานนิทรรศการ WorldExposition ในปี 1880 ที่มอสโก จึงให้ความสนใจเกี่ยวกับงานจิตรกรรม เขาเริ่มเข้ารับการศึกษาด้านศิลปะหลังจากปลดประจำการจากทหาร และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ IIlya Repin ศิลปินแนว Realism ชาวรัสเซีย และ Marianne von Werefkin นักศึกษาของ Repin และศิลปินผู้มั่งคั่ง เมื่อทั้งสองรู้จักกัน เขาก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งสองย้ายไปมิวนิคในปี 1894 เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเรียนศิลปะที่ School of Anton Azbe

Abstract Head, The Word 1933

ปี 1905 Jawlensky ได้รู้จักกับFerdinand Hodler อีก 2 ปีเขาก็รู้จักกับ Jan Verkade และ Paul Serusierและเริ่มช่วยกันสร้างสรรค์งานแนว Nabis และ Synthetist ต่อมาเขารู้จักกับ Wassily Kandinsky และเริ่มก่อตั้ง Neue Kunstlervereingigung Munchen หรือสมาคมศิลปินใหม่แห่งมิวนิก ในช่วงเวลานี้เขาเน้นสร้างสรรค์งานที่มีสีสันสดใสก่อนที่จะเปลี่ยนแนวเป็น Abstract ในเวลาต่อมา ในปี 1910 เขา Werefkin และ Kandinsky ได้ใช้เวลาด้วยกันที่เทือกเขาแอลฟ์ในเขตบาวาเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติและเทคนิคในการวาดภาพซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นเขาเดินทางไปชายฝั่ง Baltic และได้พบกับ Henri Matisse และ Emil Nolde ส่งผลให้เขาสร้างสรรค์งานที่เน้นการใช้สีฉูดฉาดมากขึ้น และวาดภาพเหมือนที่เป็นแบบ Form

ปี 1914 เขาถูกขับออกจากเยอรมนีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง เขาจึงย้ายไปอยู่สวิส และได้พบกับ Emmy Scheyer เพื่อนผู้หญิงอีกคนที่ยอมละงานของตัวเองเพื่อช่วยเขาทำการส่งเสริมการตลาดในสหรัฐฯ หลังจากนั้นเขาได้สร้างสรรค์งานที่สร้างชื่อให้ตัวเองมากมายก่อนจะย้ายกลับไปอยู่เมือง Wiesbaden เยอรมนี ในปี 1921 เขาแต่งงานกับ Helene Nesnakomoff สาวใช้เก่าของ Werefkin ในปี 1922 ที่มีบุตรนอกสมรสให้เขาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 1902 เขาได้ร่วมก่อตั้งThe Blue Four ในปี 1924 โดยมีScheyer ช่วยส่งเสริมการขายอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย อีกทั้งยังช่วยจัดนิทรรศการให้เขาด้วยทั้งในสหรัฐฯ และเยอรมนี เขาเริ่มป่วยด้วยโรคข้อตั้งแต่ปี 1929จนไม่สามารถทำงานศิลปะได้ในปี 1937ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1941 นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Jawlensky ใน Kunst Museum Bern จะพบว่างานในช่วงท้ายของชีวิตค่อนข้างแตกต่างจากงานในช่วงแรก เพราะมีลักษณะเป็น Form ที่มีความเป็น Cubism มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งสีสันที่สดใส แม้จะมีความหลากหลายของเฉดสีไม่มากอย่างเดิมก็ตาม

Variation Autumn Light 1919

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Klee in Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783389

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Klee in Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Klee in Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Air Castle 1922 detail

ใน Kunst Museum Bern นั้น ศิลปินที่โดดเด่นที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในหอศิลป์นี้ก็คือ Paul Klee เขาเป็นบุตรคนที่สองของ Hans Wilhelm Klee ครูสอนดนตรีชาวเยอรมันกับ Ida Marie Klee มารดาที่เป็นนักร้องชาวสวิสส่งผลให้เขามีแรงบันดาลใจในเรื่องดนตรีเช่นเดียวกับพ่อแม่ ปี 1880 ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ Bern เขาจึงเข้าเรียนโรงเรียนประถมที่เมืองนี้และเข้าเรียนไวโอลินที่โรงเรียนดนตรีประจำเทศบาล เขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์เสียจนกระทั่งเขาได้รับเชิญให้ไปเล่นและเป็นสมาชิกพิเศษของ Bern Music Association ด้วยอายุเพียงแค่ 11 ขวบนอกจากนี้ เขายังมีความสามารถทางด้านศิลปะอื่นด้วยโดยทำเป็นเพียงแค่งานอดิเรก อาทิเขียนบทกวี และร่างภาพ

แม้เขาจะประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านดนตรีตามความปรารถนาของพ่อแม่ แต่เขากลับไม่รู้สึกมีแรงบันดาลใจในเรื่องดนตรีเท่ากับงานทัศนศิลป์ เขารู้สึกว่าการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ทำให้เขาสามารถที่จะมีอิสระมีความคิดและสามารถหาหนทางใหม่ๆในการทำงาน นอกจากเขาจะมีความสามารถทั้งทางด้านดนตรี และงานจิตรกรรมแล้ว เขายังมีความสามารถทางด้านวรรณกรรมด้วย ในปี 1898 บิดามารดาก็ยอมอนุญาตให้เขาเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts ในเมืองมิวนิค แม้เขาจะได้ตามความปรารถนาโดยต้องขัดใจบิดามารดา เขากลับขาดความสามารถในการใช้สีซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นตามธรรมชาติของการเป็นจิตรกร เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในผับ และมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหากิน และนางแบบ ซ้ำร้ายเขายังมีบุตรนอกสมรสอีกคนในปี 1900 ที่เสียชีวิตลงหลังเกิดไม่กี่สัปดาห์

Air Castle 1922

หลังจบการศึกษา เขาเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ในอิตาลีเพื่อศึกษาผลงานจิตรกรรมของศิลปินดังๆ ของคริสต์ศตวรรษก่อน เขารู้สึกสนุกสนาน แต่ก็อึดอัดในขณะเดียวกันกับเรื่องการใช้สี เขาเดินทางกลับไปอาศัยกับพ่อแม่อยู่หลายปี พร้อมกับเรียนศิลปะเป็นครั้งคราว ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาเทคนิคใหม่ๆในการเขียนภาพด้วยการใช้เข็มบนแก้วสีดำปี 1905 เขาสามารถจัดนิทรรศการเดี่ยวด้วยผลงานจากเทคนิคนี้หลังจากใช้เวลาทำงานร่วม 2 ปี จนมีผลงานร่วม 60 ชิ้นปี 1919 เขาหันมาสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ถึงกระนั้นก็ตาม เขาสามารถได้สัญญากับ Hans Goltz นักขายภาพที่ได้ทำงานส่งเสริมการขายผลงานของเขาจนทำให้งานของเขาเป็นที่ยอมรับและขายได้เป็นจำนวนมาก

ปี 1921 เขาเริ่มเข้าสอนที่ Bauhaus ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเขียนกระจกสี การทำหนังสือ และจิตรกรรมฝาผนัง แม้เขาจะมีเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับทฤษฎีหลายอย่างใน Bauhausแต่ในปีต่อมาเขาก็สามารถจัดนิทรรศการได้ที่ Bauhausอีกทั้งยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม Die Blaue Vier หรือ The Blue Four ที่ประกอบไปด้วย Kandinsky, Lyonel Feininger และ Alexej von Jawlensky นับจากนั้นมาเขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการทั้งเดี่ยวและร่วมกับผู้อื่นในเมืองอื่นๆ ทั้งในและนอกยุโรป อาทิ ปารีส อียิปต์ ปี 1931-1933 เขาได้มีโอกาสไปสอนที่ Dusseldorf Academy เขาสามารถสร้างสรรค์งานได้มากถึง 500 ชิ้น และเป็นที่ชื่นชมมากของทั้งกลุ่มอาจารย์และนักศึกษา เขาบอกทุกคนว่าเขาเป็นอาหรับ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นยิว เลยถูกตำรวจนาซีจับและไล่ออกจากมหาวิทยาลัย เขาจึงพาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่สวิสในปี 1933

Flora on the Rock 1940

เขาเริ่มมีอาการของ Scleroderma โรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเองที่ทำให้หนังแข็งจนเขาใช้มือไม่ได้ดังใจ และเริ่มกลืนลำบาก แม้อาการของเขาจะทรุดลงเรื่อยๆ จนทำให้บางปี เขาสร้างสรรค์ผลงานได้เพียง 25 ชิ้น แต่ในปี 1939 เขากลับสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นรูปแบบของเรขาคณิตที่ไม่เน้นสีได้ถึง 1,200 ชิ้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Klee มีหลากหลายรูปแบบมาก แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาสร้างงานที่มีลักษณะที่มีความผสมผสานกับ Impressionism style Dot ด้วยซึ่งเหมาะสมกับการรังสรรค์บนกระจกสีนั่นเอง

Greek and Barbarian 1920

Greek and Barbarian 1920

To Parnassus 1932

To Parnassus 1932

To Parnassus 1932

To Parnassus 1932

No Title 1917

No Title 1917