แหวกฟ้าหาฝัน : Kunst Museum Bern

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781995

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunst Museum Bern

แหวกฟ้าหาฝัน : Kunst Museum Bern

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะและได้มีโอกาสเยือนเมืองหลวงของสวิส สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนไปไม่ถึงเมือง Bern ก็คือ Museum of Fine Arts Bern หอศิลป์ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1879 ตรงหัวมุมถนน Hodlestrasseตัดกับ Genfergasse นี้ ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรกผสมกับ Modern Art ภายในอาคารนอกจากจะมีห้องจัดแสดงผลงานแบบถาวรและนิทรรศการแล้ว ยังมีที่เช่าสำหรับจัดประชุมและงานแสดงของเอกชนด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มยังสามารถขอรับบริการพิเศษโดยต้องติดต่อกับสำนักงานบริหารเพื่อจัดทัวร์ชมของจัดแสดงเป็นพิเศษได้ด้วย สำหรับศิลปินรุ่นเยาว์หรือนักเรียนก็สามารถที่จะเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการประจำสัปดาห์เกี่ยวกับการออกแบบ การเขียนหนังสืองานสร้างสรรค์ต่างๆ เกี่ยวกับศิลปะโดยไร้ขีดจำกัดได้อีกต่างหาก

ของจัดแสดงประกอบด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซกว่า 50,000 ชิ้น งานจิตรกรรมกว่า 3,000 ชิ้น อาทิ งานของ Salvador Dali, Claude Monet, Vincent van Gogh และผลงานของศิลปินแนวSurrealism, Impressionism, Expressionism,Cubism และ “Der Blaue Reiter”, Paul Klee,Pablo Picasso, Edmond Jean de Pury, Meret Oppenheim, Ricco Wassmer, Adolf Wölfli รวมทั้งงานของ Albert Anker และ Ferdinand Hodler ศิลปินดังชาวสวิส รวมทั้งงานแบบร่าง ภาพพิมพ์ ภาพถ่ายกว่า 48,000 ชิ้น ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2014 หอศิลป์แห่งนี้ กลายเป็นสถานที่โด่งดังเมื่อ Cornelius Gurlitt นักสะสมของเก่าชาวเยอรมันบุตรชายของ Hildebrand Gurlitt บุตรชายของนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ผู้อำนวยการมิวเซียม และนักขายภาพที่ถูกปล้นมาสมัยนาซีได้ยกสมบัติทั้งหมดของเขาที่เป็นงานศิลป์กว่า 1,400 ชิ้น ที่คาดว่าจะเป็นสมบัติที่นาซีปล้นชาวยุโรปมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองให้กับ Museum of Fine Arts Bern ในช่วงนั้นมิวเซียมมีเวลา 6 เดือน ในการตัดสินใจว่าจะยอมเป็นผู้รับมรดกนี้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะในพินัยกรรมมีข้อกำหนดให้ผู้รับมรดกต้องทำการค้นหาเจ้าของเดิมและส่งคืนให้ด้วยหากพบเจ้าของที่แท้จริง

Matthias Frehner ผู้อำนวยการมิวเซียมรับปากกับ Gurlitt ว่าหากมิวเซียมยอมรับมรดกจะจัดการคืนสมบัติให้กับเจ้าของที่แท้จริงให้เรียบร้อย รัฐบาลกลางเยอรมันจึงกระตุ้นให้มิวเซียมยอมรับเป็นผู้รับมรดกด้วยเกรงว่า หากทรัพย์สมบัติตกกับลูกหลานของตระกูล Gurlitt พวกเขาอาจไม่ยอมค้นหาและคืนทรัพย์สินให้เจ้าของ อย่างไรก็ดีการยอมรับมรดกหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นกับผู้อำนวยการเพียงผู้เดียวยังขึ้นกับคณะกรรมการบริหารมิวเซียม รัฐบาลกลางสวิส และผู้บริจาครายใหญ่ของมิวเซียมที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางเยอรมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหาเจ้าของด้วยเกรงว่าจะขาดความเป็นกลาง และทำให้ความเป็นกลางของสวิสเสียหายถึงกระนั้นก็ตาม ในที่สุด หลังการประชุมของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดหลายครั้ง เดือนพฤศจิกายน 2014 คณะกรรมการบริหารมิวเซียมก็ตัดสินใจยอมรับมรดกเผือกร้อนนี้นักท่องเที่ยวที่ได้เยี่ยมชมมิวเซียมจะได้ชื่นชมผลงานของศิลปินนานาชาติมากมายสมกับเป็นมิวเซียมของเมืองหลวง และได้รับการรับรองว่าถูกกฎหมายอย่างแน่นอน

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองหลวงสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780539

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองหลวงสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองหลวงสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาสวิสส่วนใหญ่จะเดินทางโดยทางอากาศ และเข้าประเทศทางเมือง Zurich บางคนเลยเข้าใจว่า Zurich เป็นเมืองหลวงของสวิส แต่แท้ที่จริงแล้ว เมืองหลวงของสวิสคือ Bern เมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 133,000 คนเท่านั้น น้อยกว่า Zurich, Geneva, Basel และ Lausanne เสียอีก การที่เมืองหลวงของสวิสไม่ได้แออัดไปด้วยประชากรเฉก เช่น กรุงเทพฯ หรือเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ไม่ได้เป็นเพราะทุกเมืองของสวิสมีความเจริญทั้งทางด้านสาธารณูปโภค และโอกาสทางการค้าพอๆ กัน แต่ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์มากกว่า

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมสวิสจึงไม่เลือกเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม หรือเมืองที่มีประชากรมากเป็นเมืองหลวงเหมือนอย่างชาติอื่นๆ แท้ที่จริงแล้ว สวิสไม่ได้มีเมืองหลวงที่แท้จริงเฉกเช่นชาติอื่นมาช้านาน ทั้งนี้เพราะประเทศนี้รวมตัวกันด้วยระบบสมาพันธ์ซึ่งหมายถึงการรวมตัวกันของพันธมิตรเฉกเช่นเดียวกันกับการก่อตั้งประเทศของสหรัฐฯ แต่ละรัฐที่มารวมตัวกันมิได้มีความเหมือนกันมากนัก เมืองหลวงของสวิสระหว่างปี 1291-1798 นั้นมักจะเป็นการหมุนเวียนแล้วแต่การตกลงกันของสมาชิก หลังจากที่นโปเลียนบุกสวิสในปี 1798 การก่อตั้ง Helvetic Republic ก็ถือกำเนิดขึ้นและได้ตั้งให้ Aarauเป็นเมืองหลวงก่อนที่จะขยับไปที่ Lucerne แต่ก็เป็นเมืองหลวงเพียงไม่กี่เดือน ในช่วงที่นโปเลียนได้ครอบครองสวิสจึงมีบัญชาให้หมุนเวียนเมืองหลวงระหว่างFribourg, Soloturn, Lucerne, Bern, Zurich และBasel เมืองละ 1 ปี ไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดสมัยนโปเลียนครองเมือง

ในที่สุดเมื่อสวิสตัดสินใจรวมตัวกันเป็นสมาพันธรัฐอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1848 สมาชิกก็ได้เลือกเอา Bern เป็นเมืองหลวงแทนที่จะใช้ Zurich หรือ Lucerne ทั้งนี้เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้Zurich หรือ Lucerne ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่อยู่แล้วมีอำนาจและความสำคัญมากเกินไป ยิ่งกว่านั้น Bern ยังเป็นเมืองที่อยู่กลางประเทศและยังเป็นเมืองที่สนับสนุนพันธรัฐที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างดี แม้ชาว Bern จะใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลักก็ตาม

หลักฐานทางโบราณคดีพบว่า Bern เป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ในยุคที่โรมันรุ่งเรือง จูเลียส ซีซาร์ ก็ได้เคยพูดถึงเมืองนี้อยู่ ในยุคกลางเมื่อ Upper Burgundy เรืองอำนาจ Berthold V, Duke of Zahringen ได้ก่อตั้ง Bern ขึ้นในปี 1191 ต่อมาในปี 1353 Bern ได้เข้าร่วมเป็นสมาพันธรัฐกับสวิส หลังจากที่เมืองถูกไฟไหม้ในปี 1405 บ้านเรือนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นไม้ถูกแทนที่ด้วยหินทรายและอาคารก็มีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แม้กรุงเบิร์นจะไม่ได้มีเขาให้ขึ้นเฉกเช่น Interlaken, Lucerne และไม่ได้เป็นปลายทางของสนามบินเฉกเช่น Zurich แต่เมืองนี้ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวด้วย ทั้งนี้เพราะเมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่1983 สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือนก็คือ ย่านเมืองเก่าที่คราคร่ำไปด้วยบ้านที่สร้างจากหินทราย ประติมากรรมหัวเสาต่างๆ และหอนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Jean Dubuffet ผู้ก่อตั้ง Art Brut

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779136

แหวกฟ้าหาฝัน : Jean Dubuffet ผู้ก่อตั้ง Art Brut

แหวกฟ้าหาฝัน : Jean Dubuffet ผู้ก่อตั้ง Art Brut

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Landscape with Wall 1952

นักท่องเที่ยวที่เยือน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne คงคุ้นเคยกับผลงานของศิลปินสวิสมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่นี่ไม่เพียงมีงานของศิลปินสวิส ยังมีงานแนวแปลกของศิลปินฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งด้วยนั่นคือ งานของ Jean Philippe Arthur Dubuffet หรือชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือ Jean Dubuffet ทำไมถึงเรียกว่าศิลปะแนวแปลกก็เพราะ เขาเป็นผู้ก่อตั้งศิลปะแนว Art Brut ซึ่งเป็นคำฝรั่งเศสหรือที่เป็นภาษาอังกฤษคือ Raw Art หรือ Rough Art หลายคนคงสงสัยว่าศิลปะแนว Art Brut คืออะไร และแตกต่างจากแนวทางศิลปะทั่วไปอย่างไร

Art Brut หรือ Outsider Art คำที่ถูกกำหนดขึ้นในปี 1972 เพื่อใช้เป็นชื่อหนังสือของ Roger Cardinal นักวิพากษ์ศิลป์นี้มีความหมายว่า ศิลปะที่เรียนรู้เองโดยขาดประสบการณ์ และมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกศิลปะที่มีแบบแผน ศิลปะแนวนี้มักอยู่เหนือจินตนาการ และได้รับการสนับสนุนทางการตลาดอย่างล้นหลามในปี 1993 ณ นครนิวยอร์ก คำนี้ยังเป็นคำที่ Jean Dubuffet อธิบายถึงศิลปะที่เขารังสรรค์ขึ้นนอกเหนือไปจากแนวทางศิลปะที่มีแบบแผน อาทิ งานผู้ป่วยจิตเวชจิตวิญญาณ หรือฤษี การที่ความสนใจในผู้ลี้ภัย คนวิกลจริต ผู้ป่วยได้รับความนิยมเป็นผลมาจากหนังสือของ Dr.Walter Morgenthaler ที่ตีพิมพ์ในปี 1921 ในชื่อ A Psychiatric Patient as Artist หลังจากนั้นอีกปีบทความที่ชื่อ Artistry of the Mentally Ill ของ Hans Prinzhorn ยิ่งกระตุ้นความสนใจให้กับเหล่าศิลปินโดยเฉพาะ Max Ernst และ Jean Dubuffet ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่ศิลปินที่ได้ร่ำเรียนจากวิทยาลัยอย่างเป็นเรื่องราว

Antonin Artaud 

Jean Dubuffet เกิดที่ Le Havre แคว้นนอร์มังดี ฝรั่งเศส ในครอบครัวผู้ขายส่งไวน์จึงมีเศรษฐานะค่อนข้างดี เขาย้ายไปปารีสเพื่อเข้าเรียนที่ Academie Julian ในปี 1918 แต่เรียนไปได้เพียงแค่ 6 เดือนก็รู้สึกเบื่อหน่ายและไม่เข้ากันกับรสนิยมของตัวเองเลยหันมาศึกษาศิลปะเอง ในช่วงเวลานั้น เขายังให้ความสนใจกับศิลปะอื่นๆ อาทิ ดนตรี และบทกวีด้วย เขาได้มีโอกาสเดินทางไปอิตาลีและบราซิลก่อนที่จะกลับ Le Havre ในปี 1925 และแต่งงานครั้งแรก รวมทั้งเริ่มกิจการค้าไวน์เฉกเช่นเดียวกับบิดา เขาหวนกลับมาสร้างงานศิลปะอีกครั้งในปี 1934 โดยเน้นวาดภาพเหมือนเสียเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่จะหยุดงานและกลับไปดำเนินธุรกิจค้าไวน์อีก

ปี 1942 เขาหวนกลับมาทำงานศิลปะอีกครั้งโดยเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน อาทิ รถใต้ดินปารีส โดยสร้างงานตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism และ De Brucke แม้ในช่วงแรกงานของเขาไม่เป็นที่สนใจ แต่ในปี 1945 เมื่อผลงานของเขาได้จัดแสดงร่วมกับ Jean fautrier ที่กรุงปารีส งานของเขากลับได้รับความสนใจมาก เขาเริ่มใช้สีน้ำมันผสมกับดิน ทราย ถ่านหิน แก้ว ซีเมนต์ ลวด สร้างสรรค์งานบนผืนผ้าใบซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในวงการศิลปะส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินคนแรกที่ของ School of Paris

Antonin Artaud detail

นับจากเขาค้นพบวิธีการใช้วัสดุใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน เขาก็เริ่มวาดภาพเหมือนของเพื่อนศิลปินกันเองด้วยแนวทางที่ต่อต้านจิตวิทยาและต่อต้านตัวบุคคล
ปี 1946 เขานำผลงานไปร่วมจัดแสดงกับ Pierre Matisse ผลงานที่แหวกแนวของเขานี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดศิลปะสหรัฐฯ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะ Matisse เป็นศิลปินและตัวแทนขายภาพที่มีอิทธิพลมากในสหรัฐฯในช่วงเวลานั้นด้วย ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงในระดับเดียวกันกับ Picasso, Braque และRouault เลยทีเดียว หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ปี 1962 เขาเริ่มสร้างงานที่เน้นสีแดง ขาว ดำและฟ้ามากขึ้น จนปลายทศวรรษที่ 1960 เขาก็หันมาสร้างงานจิตรกรรม และงานไวนิล เขาเสียชีวิตจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ปารีสในปี 1985

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสสัมผัสผลงานของ Dubuffet ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne จะเห็นว่าวิธีการที่เขาสร้างสรรค์งานแปลกประหลาดมาก หลังจากที่เขาเริ่มต้นอย่างผิดพลาดหลายครั้ง เขาเริ่มหันเหจากการสร้างสรรค์งานแบบปกติด้วยความรู้สึกอึดอัด เขาเลยใช้วัสดุหลากหลายผสมกับสีน้ำมันให้กลายเป็นเนื้อครีมหนาและสร้างสรรค์ภาพเหมือนของ Antonin Artaud ซึ่งไร้บุคลิกภาพของผู้ถูกวาดแต่กลับมุ่งเป้าไปที่การต่อต้านปัจเจกนิยมแทน นักท่องเที่ยวหลายคนคงงงว่า ผลงานเหล่านี้มีชื่อเสียงและขายได้หรือ แต่ก็คงยอมรับว่าศิลปะผู้นี้เฉลียวฉลาดจริงๆ ที่สามารถสร้างชื่อได้จากความสร้างสรรค์ที่แสนแปลกประหลาด

Attentive face 1952

Landscape with Wall detail

แหวกฟ้าหาฝัน : Francois Bocion ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776861

แหวกฟ้าหาฝัน : Francois Bocion ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Francois Bocion ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Bocion and his family fishing 1877

ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne ยังมีผลงานของศิลปินชาว Lausanne อีกผู้หนึ่งที่โดดเด่นมากนั่นคือ Francois Louis David Bocion เขาเกิดวันที่ 30 มีนาคม 1828 ที่เมือง Lausanneโดยเป็นบุตรคนที่ 5 ของ Henri Louis Bocion ครอบครัวช่างสีหลังจากบิดาของเขาเสียชีวิต ครอบครัวของเขายากจนลงมาก แม่ของเขาเลยส่งเขาไปอยู่กับปู่ที่เป็นประติมากรในเมือง Montreux เป็นที่น่าเศร้าที่ปู่ของเขาก็เสียชีวิตอีกในปี 1840 เขาจึงต้องกลับไปอยู่กับมารดาที่เมือง Vevey และจบการศึกษาชั้นประถมในเมืองนี้

เมื่อยังเล็กเขาได้เรียนรู้การเขียนภาพร่างจาก Christian Gottlieb Steinlen และ Francois Bonnet ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเดินทางไปยังปารีสในปี 1846 เพื่อไปเรียนรู้กับ Louis Aimé Grosclaude และ Charles Gleyreที่ Ecole des Beaux-arts อีกทั้งยังได้รู้จักกับ Gustave Courbetศิลปินที่ชื่นชอบเขียนภาพทิวทัศน์ชื่อดังที่กลายมาเป็นต้นแบบให้เขา อย่างไรก็ดีเมื่อเขาติดไข้ไทฟอยด์ เขาจึงจำเป็นต้องกลับ Lausanne บ้านเกิดไปรักษาตัว หลังกลับบ้าน เขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานหลายครั้งและเข้าทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางด้านภาพร่างที่ Ecole Industrielle de Lausanne โดยเป็นคนออกแบบชุดนักเรียนให้กับที่นี่

นอกจากออกแบบร่าง และเป็นอาจารย์แล้ว เขายังเป็นผู้ที่นิยมเขียนการ์ตูนล้อเลียนให้กับนิตยสาร The Wasp อยู่เป็นประจำตั้งแต่ปี 1851-4 ด้วย หลังจากนั้นเขาชอบไปอิตาลี และสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับเวนิสจนขายให้กับ Canton of Vaud เพื่อนำไปประดับห้องประชุมของรัฐปี 1859 เขาแต่งงานกับ Anna Barbara Furrer และมีบุตรด้วยกัน 5 คน แต่เสียชีวิตไปทั้ง 5 คน ตั้งแต่ยังเด็ก การที่เขามีความสามารถในการเขียนภาพทิวทัศน์ได้อย่างมีชีวิตชีวาทำให้เขาได้รับเชิญเป็นกรรมการของ Federale des Beaux-arts ส่วนผลงานของเขาก็ถูกซื้อไปจัดแสดงไว้ใน Museum Historique Lausanne, Cantonel Museum of Fine Arts และ Museum des Beaux Arts de Strasbourg

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Bocion ซึ่งเป็นช่วงก่อน Impressionism นั้นเริ่มมีการเล่นกับการเปลี่ยนแปลงของแสงแล้ว สังเกตได้จากภาพที่จัดแสดงใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne ไม่ว่าจะเป็น Lake and Fisherman, Nets and Fisherman หรือ Return from the Market ซึ่งเป็นภาพเรื่องราวในชีวิตของผู้คนละแวกบ้านที่เกี่ยวข้องกับชายฝั่งและผืนน้ำของทะเลสาบเจนีวา แม้ศิลปินสามารถนำเสนอโดยใช้สีโทนทึบ แต่เก็บรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อยจนภาพดูมีมิติและมีชีวิตชีวาเสมือนหนึ่งผู้ชมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลยทีเดียว

Lake and Fishermen 1885

Lake and Fishermen 1885

Nets and Fishermen 1877

Nets and Fishermen 1877

Return from the Market

Return from the Market

แหวกฟ้าหาฝัน : Charles Gleyre ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775487

แหวกฟ้าหาฝัน : Charles Gleyre ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Charles Gleyre ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.35 น.

ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne นอกจากจะมีผลงานของศิลปินที่เกิดในทศวรรษที่ 1870 แล้ว ยังมีผลงานของศิลปินที่เกิดก่อนหน้านั้นด้วย นั่นคือ Marc Gabriel Charles Gleyre เขาเกิดที่ Chevilly เมืองของฝรั่งเศสที่ใกล้ Lausanneในวันที่ 2 พฤษภาคม 1806 บิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่8 ปี เขาจึงย้ายไปอยู่กับลุงที่เมือง Lyon และได้เข้าเรียนทางด้านอุตสาหกรรมในโรงเรียนท้องถิ่น ต่อมาเขามีโอกาสเข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Ecole des Beaux-Arts ที่ปารีส และยังมีโอกาสเข้าชั้นเรียนที่ Academie Suisse เพื่อเรียนทางด้านสีน้ำที่ห้องภาพของ Richard Parkes Bonington

นอกจากสวิสและปารีสแล้ว เขายังได้เดินทางไปอิตาลีและได้รู้จักกับ Horace Vernet ซึ่งแนะนำให้เขาได้รู้จัก John Lowell Jr. นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่ชวนเขาไปเที่ยวแถวเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกด้วยกันเพื่อเก็บภาพและเรียนรู้วัฒนธรรม พวกเขาเริ่มออกเดินทางกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1834 โดยเดินทางไปกรีซ ตุรกี อียิปต์ เรื่อยมาจน Lowell แยกไปเที่ยวต่อที่อินเดีย ส่วนตัวเขาเดินทางกลับ Lyon เพราะป่วยด้วยโรคตาอักเสบ และเป็นไข้ หลังฟื้นจากการป่วยเขากลับไปปารีสอีก และเปิดห้องภาพบนถนนRue de Universite ในช่วงแรกผลงานของเขาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แม้ว่างานส่วนหนึ่งได้ถูกส่งไปแสดงยัง Salon ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง

The Battle of Lake Geneva

อย่างไรก็ดี หลังจากเขาได้เหรียญรางวัลเป็นอันดับที่สองจากงานที่ชื่อ Lost Illusions ในปี 1843 ผลงานของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยม แม้เขาจะประสบความสำเร็จอย่างมากจากการส่งงานเข้าประกวด แต่เขากลับเลิกส่งงานเข้าแข่งขัน และหันมาให้ความสนใจแต่กับการสร้างสรรค์งานที่ตัวเองชื่นชอบเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใส่ใจที่จะหาเงินจากการขายภาพ หลังจากที่เขาเริ่มสอนเขียนภาพในปี 1843 เขากลายเป็นครูที่มีชื่อเสียงมีนักเรียนมากมาย อาทิ Jean Leon Gerome,Jean Louis Hamon, Auguste Toulmouche โดยไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่นักเรียนของเขาก็ช่วยค่าใช้จ่ายและค่าเช่าสถานที่เรียนบ้าง ถึงแม้ว่าเขาจะเลิกใช้ชีวิตในสังคม และไม่แต่งงานจนคล้ายกลายเป็นคนหนีหายจากโลก แต่เขายังคงให้ความสนใจทางด้านการเมืองอย่างมากจนกระทั่งห้องภาพของเขากลายเป็นที่ชุมนุมทางการเมือง เขาเสียชีวิตลงกะทันหันในเดือนพฤษภาคม 1874

แม้ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne จะมีผลงานของ Gleyre ไม่มากนัก แต่ผลงานในที่นี้ก็สะท้อนอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นTurkish Woman หรือ The Battle of Lake Geneva ผลงานที่ Gleyre รังสรรค์ให้บ้านเกิดจากการรับงานชุดแรก เขาเลือกหัวข้อในชาวเฮลเวเชียนซึ่งนำโดยกงสุลลูเซียสแคสเซียสใน 107 ปีก่อนคริสตกาลเอาชนะกองทัพโรมันบนชายฝั่งทะเลสาบเจนีวาเพื่อสะท้อนให้เห็นคุณค่าอันโดดเด่นของสวิตเซอร์แลนด์หลังปี ค.ศ.1848 ในขณะที่ประเทศสหพันธรัฐใหม่นี้พยายามสร้างตำนานการก่อตั้งของตนเอง และ The Dance of the Bacchantes 1849 ผลงานชิ้นโบแดงที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ศิลปินเสนอธีมเก่าแก่เป็นเรื่องราวของความสนุกสนานของ Bacchantes ในมิติใหม่โดยเป็นฉากโบราณที่มีการเฉลิมฉลองเมามายอย่างมากในช่วงเวลาแห่งเวทย์มนตร์พิธีกรรม เขาสามารถวาดภาพBucchus ที่อยู่ตรงมุมล่างซ้ายให้เป็นภาพนูนต่ำได้อย่างวิจิตรบรรจง อีกทั้งยังใส่รายละเอียดของสถาปัตยกรรมไว้อย่างมากมายเหลือล้นเลยทีเดียว

Turkish Woman 1840

The Dance of the Bacchantes

แหวกฟ้าหาฝัน : Alice Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774216

แหวกฟ้าหาฝัน : Alice Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Alice Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Pink Garden 1907

ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne นอกจากจะมีงานของ Louis Adolphe Soutter และ Rene Auberjouis ศิลปินชาวสวิสทั้งสองคนที่โด่งดังแล้วยังมีงานของศิลปินของ Alice Bailly ศิลปินหญิงชาวสวิสที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานหลากหลายแนวอีกคนอยู่เป็นจำนวนมากด้วย Bailly เกิดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1872 ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นพนักงานไปรษณีย์ และมีแม่เป็นครูสอนเยอรมันในเมืองเจนีวา เดิมนั้นเธอใช้นามสกุล Bally แต่นักวิพากษ์ศิลป์เรียกนามสกุลเธอผิดเป็น Bolly เธอจึงเปลี่ยนนามสกุลเป็น Bailly เพื่อป้องกันความสับสน

บิดาของเธอเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 14 ปี แต่เธอยังได้เข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts โดยเรียนในหลักสูตรหญิงล้วนด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้เธอได้พัฒนาความสามารถมากกว่าที่จะสอนให้เธอเรียนศิลปะตามกระแสหลัก เนื่องจากเธอมีความสามารถมากจนสามารถได้ทุนไปเรียนต่อที่มิวนิคในเยอรมนี แต่เธอกลับไม่ประสบความสำเร็จและไม่ชอบการเรียนในห้องเรียนจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปศึกษาภาพเขียนของศิลปินที่ประสบความสำเร็จเก่าๆ อาทิ Rubens, Van Dyck ที่ Munich Art Gallery

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จจากมิวนิค เธอกลับไปสวิส และทำงานจิตรกรรมและแกะสลัก ปี 1904 เธอย้ายไปปารีส และได้รู้จักกับจิตรกรเพิ่มขึ้นอีกหลายคน อาทิ Juan Gris, Francis Picabia, Albert Gleizes,Jean Metzinger, Fernand Léger, SoniaLewitska และ Marie Laurencin ในช่วงเวลาที่อยู่ในปารีส เธอให้ความสนใจกับศิลปะแนว Fauvism งานของเธอในช่วงนั้นเน้นการใช้สีที่หนักแน่น บวกกับขอบสีเข้มที่ชัดเจน และเน้นกายภาพและช่องว่างที่ไม่เป็นจริง ผลงานแนวนี้ของเธอกลับได้รับการจัดแสดงที่ Salon d’Automne ร่วมกับศิลปินแนว Fauvism หลายคนในปี 1908

Woman with Fan 1913

หลังจากประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในต่างประเทศ เธอก็เดินทางกลับไปตั้งรกรากในสวิส แต่ก็ได้มีโอกาสออกจัดนิทรรศการยังรัสเซีย อังกฤษ และสเปนเป็นครั้งคราว หลังจากนั้นเธอเริ่มเปลี่ยนแนวทางในการสร้างสรรค์งานเป็นแบบ Futurism จวบจนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น เธอเริ่มสร้างงานบนไม้ด้วยแนวทางศิลปะแบบ Cubism ทำให้ ช่วงระหว่างปี 1913-22 เธอสร้างงานแนวนี้ได้มากถึง 50 ชิ้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น แนวทางศิลปะแบบ Dadaism เริ่มเป็นที่รู้จัก เธอก็ได้สร้างสรรค์ผลงานแนวนี้ด้วยหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามและหายนะจากสงคราม แต่สาธารณชนกลับไม่ชอบผลงานแนวนี้ของเธอ

เธอยังเป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน ณ Salon de Independent ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้ศิลปินนอกกระแสมีที่จัดแสดงผลงาน ร่วมกับศิลปินหญิงอื่นๆ ที่สร้างสรรค์งานแนว Cubism อยู่หลายครั้งแต่นักวิพากษ์ศิลป์ส่วนหนึ่งกลับวิจารณ์อย่างเสียหายว่างานของเธอกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวและโรคทางตา หลังปี 1923เธอย้ายไปอยู่ Lausanne เป็นการถาวร เธอได้รับการว่าจ้างให้เขียนภาพตกแต่งโรงละคร เธอบ่นให้เพื่อนๆ ฟังว่า เหนื่อยอ่อนล้ากับการสร้างงานและความคาดหวังของผู้คนจากงานนี้มากจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเสียชีวิตจากวัณโรคในปี 1938 เธอได้ทำพินัยกรรมให้ขายผลงานศิลปะของเธอเพื่อนำเงินไปก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือศิลปินสวิสรุ่นเยาว์ต่อไป

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสชื่นชมผลงานของ Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne จะเห็นว่า เธอเป็นศิลปินหญิงที่มากความสามารถ ทั้งนี้เพราะเธอสามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างมีชีวิตชีวาโดยใช้สีสันที่สดใสด้วยเทคนิคของแนวทางศิลปะที่แตกต่างกันลิบลับในช่วงเวลาเดียวกัน

The Concert in the Garden 1920

The Concert in the Garden 1920

The Green Tree 1912

The Green Tree 1912

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772881

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Cherries 1930

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากสวิสจะมี Rene Auberjonois ศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ยังมีศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากนั่นคือ Louis Adolphe Soutter ศิลปินที่เกิดในปี 1871 ก่อน Rene Auberjonois เพียงปีเดียวในครอบครัวที่พ่อเป็นเภสัชกร และแม่เป็นครูสอนร้องเพลงพี่น้องของเขาทั้งพี่ชาย พี่สาวล้วนเป็นนักดนตรี เขาเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยการเข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่University of Lausanne ก่อนย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Geneva แต่เขากลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นนักดนตรีอันเป็นผลมาจากบรรยากาศความเป็นนักดนตรีของพี่น้องในปี 1892 เขาย้ายไปอยู่บรัสเซลล์ เบลเยียมเพื่อไปเรียนไวโอลินกับ Eugene Ysave ที่ RoyalConservatory และได้รู้จัก Madge Fursmanเพื่อนนักเรียนดนตรีอเมริกันอีกคนจนหมั้นหมายกัน

ในปี 1895 เขาตัดสินใจหยุดเรียนดนตรีแล้วกลับไปเมืองโลซานน์และเข้าเรียนทางด้านเขียนภาพก่อนจะย้ายไปเจนีวาเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพของ Leon Gaud
ที่ชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปปารีสเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพ ของ Jean-Paul Laurens ก่อนเข้าเรียนกับ Joseph Benjamin Constant ที่ Academie Colarossi ซึ่งเขาได้พบกับ Artus van Briggle นักเซรามิกจากสหรัฐฯ ที่กำลังเริ่มตั้งบริษัท Colorado Springs ซึ่งเป็นที่ๆ Fursman เคยทำงานอยู่ด้วย Briggle แนะนำเขาว่าที่มหาวิทยาลัยใน Colorado Springs กำลังจะมีการเปิดโปรแกรมศิลปะใหม่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ ในปี 1897 ด้วยความหวังจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกที่นิวยอร์ก และเข้าเป็นอาจารย์ แต่เนื่องจากเขามีสุขภาพไม่ค่อยดีเขาจึงใช้เวลา 3 เดือนในชิคาโกก่อนจะย้ายไป Colorado Springs และแต่งงานในปี 1897 โดยคู่สมรสใหม่ยังคงอาศัยกับพ่อแม่ในช่วงแรกก่อน

April 1923

ปี 1898 เขาได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะที่ Colorado College สมใจ ปี 1903 ภรรยาของเขาฟ้องศาลเพื่อขอหย่าจากเหตุผลที่เขาชอบใช้ความรุนแรง เขา
ไม่ต่อสู้ ยอมหย่าแต่โดยดีและย้ายกลับมาปารีส ปี 1907 เขาหันมามีอาชีพนักดนตรีแทนโดยเข้าเป็นนักไวโอลินของ The Orchestre du Theatre de Geneva แต่ก็ทำงานได้เพียงปีเดียว เขาย้ายวงไปอีกหลายครั้งก่อนไปทำงานที่ห้องอาหารเล็กๆ ในปี 1918 หลังจากนั้นหลายคนว่าเขาบ้าจนต้องมีคนดูแล และต้องถูกส่งไปอยู่สถานดูแลใน Gros de Vaud

ในปี 1923 ขณะอายุเพียงแค่ 52 ปีเขาถึงส่งตัวไปบำบัดที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุใน Ballaigues แม้เขาจะสามารถอยู่อย่างค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่มีความสุขอีก ถึงกระนั้นก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเขาได้ร่างภาพด้วยปากกาและดินสอไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังเล่นดนตรีในโบสถ์ ปี 1937 เขาป่วยด้วยโรคข้อจนนิ้วพิการ แต่เขาใช้นิ้วมือจุ่มสีและวาดแทน ในช่วงนั้น Le Corbusier ได้รวบรวมผลงานของเขานำมาจัดแสดงที่ Hartford, Lausanne และ นิวยอร์ก เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากการไม่ยอมทานอาหารในขณะอายุ 70 ปี

Black Eagle 1923

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานเกือบทั้งหมดของ Soutter ออกแนวหม่นหมอง ยุ่งเหยิง แต่ทันสมัยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Michelangelo’s Christ 1923, The American must be Bigger 1930 และ Lives 1930 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในชีวิตของเขาขณะนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเจ็บป่วยมากทั้งในเรื่องจิต และกายภาพเสียจนกระทั่งเขาไม่สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างศิลปินปกติ ถึงกระนั้นก็ตามผลงานของเขาก็มีอัตลักษณ์และมีความสร้างสรรค์อย่างแท้จริงสมกับเป็นศิลปินแนวหน้าคนหนึ่งของสวิสเลยทีเดียว

Bouquet of Gladioli 1909

Bouquet of Gladioli 1909

The American must be Bigger 1930

The American must be Bigger 1930

Composition 1923

Composition 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Men Head on Square Background 1935

Men Head on Square Background 1935

Lives 1930

Lives 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Foreigner 1930

Foreigner 1930

แหวกฟ้าหาฝัน : Rene Auberjonois ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771443

แหวกฟ้าหาฝัน : Rene Auberjonois ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Rene Auberjonois ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Bathers 1954

แม้สวิสจะไม่ใช่ประเทศใหญ่ ไม่ได้เป็นจักรวรรดิใหญ่ ไม่ได้มีประวัติยาวนาน แต่สวิสเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาแต่ไหนแต่ไร ชาวสวิสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็มักมีการศึกษาที่ดีสวิสจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีศิลปิน Modern Art ที่มีชื่อเสียงและเป็นชาวพื้นเมืองหลายคน อาทิ Rene Auber jonois เขาเกิดในครอบครัวคหบดีในปี 1872 และเข้าเรียนวิชาคลาสสิกก่อนจะเริ่มฝึกงานเป็นนายธนาคารก่อนเข้าร่วมเป็นทหารกับกองทัพสวิส หลังจากหัดเล่นดนตรีอยู่พักหนึ่งตอนเดินทางไปอังกฤษครั้งแรกเขาก็ตัดสินใจเป็นจิตรกรและเข้าเรียนที่ Kensington School of Art

ต่อมาในปี 1896 เขาย้ายไปอยู่ปารีสและเข้าเรียนกับ Luc-Olivier Merson ที่ Ecole des Beaux-Arts ซึ่งเขาได้รู้จักกับ Charles Ferdinand Ramuzนักเขียนชื่อดังที่ภายหลังเขาได้ออกแบบละครเวที เสื้อผ้านักแสดงและเขียนภาพลงหนังสือให้ ในช่วงที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส เขาเริ่มงานศิลปะตามแนวทางศิลปะแบบImpressionism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น ตามด้วย Street Scene และการผสมผสานตามที่ได้รับอิทธิพลมาจากNabis ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Post Impressionism แนว Realist โดยสร้างสรรค์งานทิวทัศน์ ภาพเหมือน ภาพนู้ด ปี 1908 เขาย้ายกลับสวิสและแต่งงานกับ AugustaGrenier แม้ทั้งสองจะมีลูกชายด้วยกัน2 คน แต่กลับอยู่ด้วยกันได้เพียง 11 ปีลูกคนเล็กของเขาชื่อ Fernand ได้กลายเป็นนักข่าวชื่อดังในสหรัฐฯ และหลานชายของเขา Rene ก็กลายเป็นนักแสดงชื่อดังด้วย

Nude Reclining with Dog 1922

ระหว่างทศวรรษที่ 1910 เขาได้รับการสนับสนุนจาก Hans Graber และสร้างสรรค์ผลงานออกมาจำนวนหนึ่งในปี 1922 เขาแต่งงานใหม่กับ MargueriteHelene Buvelot แต่ก็อยู่กันได้แค่ 7 ปีก็หย่าอีก หลังจากที่มารดาเขาเสียชีวิตและเขาหย่าจากภรรยา เขาก็ขายบ้านและย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ ใกล้กับ Ramuz จวบจนปี 1933 ที่เขาทะเลาะกับ Ramuz และย้ายออกในปี 1935 เขาได้รับการว่าจ้างให้วาดภาพในโบสถ์ที่ Dezaley แต่เขากลับสร้างงานไม่เป็นที่น่าพอใจจนต้องปลีกตัวออกจากสังคม ในทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างผลงานเป็นExpressionism ที่ใกล้เคียงกับModigliani มากขึ้น ยิ่งช่วงที่เขามีปัญหากับ Ramuzเพื่อนสนิท เขายิ่งใช้สีน้อยและหมองหม่นมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลัง เขากลับมาสร้างสรรค์งานที่มีสีสันมากขึ้นจนได้ชื่อว่าเป็น Colourist อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของ Delacroix และ Rembrandt ช่วงทศวรรษที่
1940 ผลงานของเขาได้รับการยอมรับมากขึ้นส่งผลให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น แต่เขากลับไม่มีความสุข เพราะสุขภาพไม่ดี และเพื่อนสนิทของเขาRamuz เสียชีวิตในปี 1947 เขาจึงหันเหเข้าหางานมากยิ่งขึ้นไปอีกจนขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1948 เมื่อเขามีอายุได้76 ปี ตลอดชั่วชีวิต เขาเป็นคนขึ้นๆ ลงๆ เขามักไม่ค่อยพอใจผลงานของตัวเองและทำลายผลงานตัวเองอยู่เนืองๆ อันเป็นผลมาจากการที่เขาเป็นคนชนิดสุดโต่ง อีกทั้งไม่มีการรับศิษย์อย่างจริงจัง เขาได้มีโอกาสรับรู้ถึงชื่อเสียงของตัวเองในระดับนานาชาติก่อนเสียชีวิตได้ 2 ปี ในปี 1955 นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของเขาใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne จะเห็นว่างานของเขาในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกันมากจนแทบจะไม่เชื่อเหลือว่ามาจากศิลปินคนเดียวกัน

Ubu Roi 1935

Ubu Roi 1935

Road in the Valais 1941

Road in the Valais 1941

Still Life with Fork 1953

Still Life with Fork 1953

Self Portrait 1929

Self Portrait 1929

Self Portrait 1915

Self Portrait 1915

แหวกฟ้าหาฝัน : Winner of The Manor Art Prize Vaud Exhibition ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770046

แหวกฟ้าหาฝัน : Winner of The Manor Art Prize Vaud  Exhibition ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Winner of The Manor Art Prize Vaud Exhibition ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โดยทั่วไปห้องภาพใหญ่ๆ มักมีการจัดนิทรรศการอยู่เป็นประจำ ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne ก็เช่นกัน นิทรรศการที่ภัณฑารักษ์เลือกมาจัดแสดงก็คืองานของผู้ชนะประกวดรางวัล The Manor Art Prize Vaud รางวัลที่จัดตั้งขึ้นในปี 1982 เพื่อส่งเสริมศิลปินรุ่นเยาว์ชาวสวิส รางวัลที่ประกวดทุกๆ 2 ปี โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานจำนวนหนึ่งมาจัดแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินด้วยเพื่อบ่มเพาะและส่งเสริมให้ศิลปินท้องถิ่นได้มีโอกาสที่จัดแสดงผลงาน ส่วนผู้ชนะประกวดในปี 2022 ก็คือ Sarah Margnetti

Sarah Margnetti เกิดปี 1983 จบปริญญาตรีสาขาทัศนศิลป์จาก EcoleCantonale d’art of Lausanne ในปี 2009และจบปริญญาโทสาขาเดียวกันจาก Geneva University of Art and Design ในปี 2015 อีกทั้งยังเคยอบรมกับ Institute Van der Kelen-Logelain ในบรัสเซลล์ เบลเยียมสถาบันที่อุทิศให้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับงานจิตรกรรมตกแต่งเธอเป็นศิลปินที่ชำนาญในการใช้เทคนิคศิลปะเชิง 3 มิติ หรือ ศิลปะลวงตาทรอมพลุยล์ (Trompe-l’œil) ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ลวงตา” เทคนิคนี้คือการสร้างศิลปะแบบหนึ่งที่ทำให้ผลที่ออกมาดูเหมือนมีความเป็นภาพ 3 มิติแม้ว่าจะเป็นจิตรกรรมสองมิติก็ตามจึงทำให้เสมือนหนึ่งเกิดภาพลวงตา ต้นกำเนิดของศิลปะแนวนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันโดยเป็นการเขียนบนฝาผนัง ต่อมาการเขียนภาพเชิง 3 มิตินี้กลายที่นิยมกันโดยมักจะเขียนเป็นหน้าต่าง ประตู หรือโถงทางเดินเพื่อจะทำให้ห้องดูใหญ่โตกว้างขวางขึ้น

เธอได้พัฒนาการสร้างงานโดยการควบรวมภาพลวงตาเข้ากับรูปแบบนามธรรมบนฝาผนังและผืนผ้าใบ งานของเธอมักจะเป็นการนำเอาส่วนประกอบของร่างกาย อาทิ หู จมูก อวัยวะสัมผัส รวมทั้งสมองมาประติดประต่อเข้ากับสถาปัตยกรรมต่างๆ หรืออุปกรณ์ตกแต่งภายใน อาทิ ม่านเวทีละคร เก้าอี้ผู้ชมราวบันได สะพาน เสา ในอวัยวะทั้งหมดของร่างกาย ศิลปินชื่นชอบที่จะเล่นกับหูมากที่สุดโดยใช้หูปะเข้าไปตามสถานที่ต่างๆ อาทิ เสา ประตู หรือแม้แต่แทนที่ตาบนใบหน้าซึ่งสื่อให้เห็นว่าศิลปินเน้นให้ใช้การฟังมากกว่าการพูดและการดู

เธอยังแอบซ่อนความหมายอีกหลายอย่างไว้กับผ้าม่าน ซึ่งโดยปกติมีไว้ใช้กันการมองเห็น แต่การเอาหูไปปะไว้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าม่านสามารถที่จะรู้สึกและได้ยินได้เช่นกันเป็นการตีความอีกนัยหนึ่งของประสาทสัมผัส ยิ่งกว่านั้นการนำเอาอวัยวะมาตกแต่งบนสถาปัตยกรรมยังเป็นการบ่งบอกว่าร่างกายและสถาปัตยกรรมหรือสถานที่สามารถที่จะควบรวมกันได้ ปุ่มปมบนสามารถมีรูปเป็นหู หรือส่วนประกอบของหูสามารถกลายเป็นหัวเสา เสาอาจมีมือเป็นแขนงอกออกมาได้การตีความผลงานของศิลปินที่เน้นความล้ำสมัยสุดๆ นี้ไม่เพียงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ซ้ำยังสามารถสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768624

แหวกฟ้าหาฝัน : Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ และมีโอกาสเยือน Lausanne ไม่เพียงจะเยี่ยมเยือน Cantonal of Zoology เท่านั้น สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Cantonal of Fine Arts Lausanne หรือ Museum of Fine Arts เมือง Lausanne นั่นเอง ที่นี่เป็นมิวเซียมที่แยกตัวออกมาจาก Palais de Rumine โดยมาตั้งในสถานที่ใหม่ใกล้กับสถานีรถไฟในอาคารที่มีขนาดใหญ่มาก โครงการที่เริ่มต้นในเดือนมกราคม 2016 เพื่ออุทิศให้กับการเปลี่ยนผังเมืองให้ดูทันสมัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายสถานีรถไฟกลางของเมืองพร้อมกับเปิดรถไฟใต้ดินสายใหม่ ผู้ชนะประกวด คือ บริษัท Estudio Barozzi/Veiga จากเมือง Barcelona สเปน บริษัทได้ออกแบบอาคารใหม่ของมิวเซียมให้สามารถเพิ่มพื้นที่จัดแสดงได้ถึง 3 เท่าโดยมีทั้งพื้นที่การจัดแสดง การจัดนิทรรศการ การบริการลูกค้า และการบริหารพร้อมไปกับความแปลกใหม่ที่สอดรับกับความทันสมัยที่ควรจะเป็นสำหรับห้องภาพที่จัดแสดงงานแนว Modern และ Contemporary Art อีกทั้งยังช่วยทำให้เมืองดูทันสมัยเพิ่มขึ้นด้วย

บริษัทออกแบบอาคารเพื่อให้ดูเข้าสมัยแต่ยังคงสะท้อนถึงคุณค่าของอดีตโดยวัตถุที่หุ้มด้านนอกยังคงใช้อิฐเพื่อเป็นประจักษ์พยานของความเป็นโรงงานในอดีต รวมถึงการเน้นความแตกต่างระหว่างส่วนหน้าอาคารทั้งสอง ด้านรางรถไฟเสาหินเรียบและด้านที่ยื่นออกไปสู่จัตุรัสที่มีความสูงเพรียว ด้านในใช้กระจกตรงโถงกลางทั้งบนหลังคาและด้านข้างเพื่อให้แสงจากภายนอกสะท้อนสู่ภายในอาคารอันเป็นการลดทอนค่าไฟในระยะยาวและแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ภายในอาคารประกอบด้วยโถงกลางซึ่งเป็นที่ขายตั๋ว ส่วนของการจัดแสดงที่มี 3 ชั้นนั้นประกอบด้วย ชั้นล่างเป็นที่เก็บของและเครื่องใช้ทั่วไป รวมทั้งห้องอาหาร ห้องจัดงานแสดงวัฒนธรรม ร้านขายหนังสือและของที่ระลึก ห้องปฏิบัติการทดลอง และห้องประชุม ชั้นสองและสามเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะต่างๆ ที่ประกอบด้วยผลงานถาวรจำนวน 1,700 ตารางเมตร และนิทรรศการ 1,300 ตารางเมตร ทั้งสองชั้นประกอบด้วย 2 ปีกโดยแต่ละปีกมีความสูงไม่เท่ากันคือ 4.5 และ 5.5 เมตร นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่เก็บผลงานเกี่ยวกับผ้าของ Toms Pauli Foundation และเอกสารของ Felix Vallotton Foundation ด้วย

มิวเซียมที่มีประวัติย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1816 นี้เริ่มต้นจากการได้รับของจัดแสดงที่มาในรูปของการบริจาค การซื้อและการยืมของจัดแสดงจากเมืองต่างๆทั่วทั้งสวิสไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะของเก่าหรือของใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ที่ย้ายไปอยู่โรมและปารีสเพื่อแสวงหาการศึกษาอย่างเป็นทางการ และตลาดที่ต้อนรับผลงานแนวใหม่อาทิ Louis Ducros จิตรกรสีน้ำที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานั้น ของจัดแสดงที่สำคัญส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ได้มาจาก Dr. Henri-AugutseWidmer นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการรักษาโดยใช้น้ำที่เรียกว่า Hydrotherapy ซึ่งเปิดคลินิกหลายแห่งในเมืองและรอบๆจนกลายเป็นคหบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของศิลปินแนว Impressionist, Symbolist,and Post-Impressionist ไม่ว่าจะเป็น Degas, Renoir, Cezanne,Vuillard, Bonnard, Denis,Rodin แนว Cubism and Futurismอาทิ Alice Bailly, GustaveBuchet and Rene Auberjonoisแต่ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ห้องภาพเน้นการนำเข้าผลงานของศิลปินชาวสวิส และชาว Vaudซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของเขตนี้ อาทิOlivier Mosset, Claudia Comte,Sylvian Croci-Torti รวมทั้งผลงานแนว Contemporary Arts อีกเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่เพียงจะสามารถชื่นชมสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่เรียบหรูดูทันสมัย แต่ยังมีโอกาสชื่นชมผลงานของศิลปิน Modern Art ดังๆ และงานแนว ContemporaryArts ที่สนุกได้อย่างจุใจเลยทีเดียว