แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Zoology เมือง Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767209

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Zoology เมือง Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Zoology เมือง Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Lausanne ชื่นชอบประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสัตว์ และมีเวลา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรเยือนก็คือ Cantonal Museum of Zoology หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์แห่งเมืองโลซานประวัติศาสตร์ของมิวเซียมแห่งนี้ย้อนไปในปี 1779 เมื่อ Daniel-Alexandre Chavannes ศาสตราจารย์ทางด้านสัตววิทยาได้ขายของสะสมจำพวกกระดูกสัตว์ให้กับ L’Etat de Vaud ในปี 1826 Academie de Lausanne เลยตัดสินใจเปิดมิวเซียมในปี 1833 หลังจากนั้นในปี 1886 Albert Vougeผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทิวทัศน์และประวัติศาสตร์ธรรมชาติได้บริจาคของสะสมจำนวนมากถึง 1,300 ชิ้น ให้กับมิวเซียม ในสมัยที่ Jacques Aubert เป็นผู้อำนวยการมิวเซียมก็ได้ของสะสมจำพวกมดและแมลงจาก Auguste Forelนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและมดเพิ่มขึ้นอีกจนทำให้สถานที่เดิมดูคับแคบ

ในปี 1906 มิวเซียมจึงย้ายออกจากAcademie de Lausanne มาอยู่ ณ Palais de Rumine ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Florentine Renaissance ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 Gabriel de Rumine บุตรชายของคหบดีชาวรัสเซียที่มีภรรยาเป็นชาว Lausanne บริจาคเงินให้กับเทศบาลมากถึง 1.5 ล้านฟรังก์สวิส เพื่อสร้างอาคารราชการ เทศบาลเมืองจึงเลือกสร้างอาคารมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่เชิงเขาโดยจัดให้มีการแข่งประกวดแบบขึ้นโดยผู้ชนะการออกแบบคือ Gaspard Andre สถาปนิกชาว Lyon อาคารที่เริ่มสร้างขึ้นในปี 1892 และเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1902 นี้ ประกอบไปด้วย 2 ปีกที่เชื่อมกันด้วยบันไดกลางกลายเป็นที่ตั้งของมิวเซียมมากถึง 4 แห่งคือ มิวเซียมธรณีวิทยา สัตววิทยา โบราณคดีและประวัติศาสตร์ และเหรียญกษาปณ์ รวมทั้งห้องสมุดของมหาวิทยาลัยด้วย

เมื่อผู้อำนวยการ 2 ใน 3 สถาบันนี้ใกล้เกษียณอายุ และเทศบาลต้องการบริหารจัดการให้เป็นระบบที่ใหญ่ขึ้น วันที่1 มกราคม 2023 เทศบาลจึงตัดสินใจย้าย Cantonal Museum of Fine Arts ออกไปและควบรวม Geology Museum, The Zoology Museum และ The CantonalMuseum and Botanical Gardenเข้าเป็น Cantonal Museum of Natural Science และขยายขนาดเพิ่มขึ้นอีก 2,576 ตารางเมตร การควบรวมนี้ทำให้ CantonalMuseum of Natural Science กลายเป็นมิวเซียมที่มีของจัดแสดงรวม 6 ล้านชิ้นและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสวิส นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมในปี 2023 จะเห็นว่าของจัดแสดงส่วนสัตววิทยาซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Museum of Natural Science นั้นมีแต่ของจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูกสัตว์ต่างๆ หลากชนิดที่มีอยู่บนโลก ฉลามขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกนก ผีเสื้อ แมลง

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765712

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสวิส เมืองหนึ่งที่หลายคนคงอยากจะไปโดยเฉพาะสาย Royalist ก็คือ Lausanne เมืองอันเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในสมัยยังทรงพระเยาว์ เมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของสวิสริมทะเลสาบเจนีวาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษากลางนี้ เป็นเมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 140,000 คนแม้จะใหญ่เป็นที่สี่ของสวิสรองจาก Basel, Geneva และ Zurichก็ตาม

Lausanne เมืองที่อยู่ห่างจาก Interlaken ทางรถไฟเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษนี้มีต้นกำเนิดย้อนไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยมีชาวเซลติกมาตั้งรกรากคำว่า Lausanne ถูกเรียกครั้งแรกในปี 400 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Losanna ในปี 990 หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ชาวเมืองก็ย้ายเข้าไปอยู่ใกล้เขามากขึ้นเพื่อความสะดวกในการป้องกันเมืองซึ่งภายหลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Bishop of Lausanne ในระหว่างปี 888-1032 เมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของ Upper Burgundyก่อนจะได้รับการพัฒนาทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจจนกลายเป็นศูนย์กลาง และแยกการปกครองออกจากศาสนจักรได้ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 เมืองนี้มั่งคั่งมาก ก่อนจะยอมถวายตัวให้อยู่ภายใต้การปกครองของสันตะปาปา Gergory X และพระเจ้า Rudolf I แห่งเยอรมัน ระหว่างปี 1536-1798 ที่นี่ถูกปกครองโดยมลรัฐ Bern เลยถูกปล้นสะดมและทรัพยากรบางส่วนไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมประดับในโบสถ์

หลังปี 1685 ที่นี่กลายเป็นเมืองอพยพของชาวฝรั่งเศส ระหว่างสงครามนโปเลียนที่นี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสวิส อยู่ภายใต้มลรัฐ Vaud เมืองนี้เคยมีความสำคัญอย่างมากสำหรับตุรกี เพราะที่นี่เป็นที่เซ็นสัญญา Treaty of Lausanne เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐตุรกีในปี 1923 นับจากนั้นมาเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการจัดนิทรรศการนานาชาติอีกหลายอย่าง ทศวรรษที่ 1920 ที่นี่ยังเป็นเมืองปลายทางของศิลปินต่างชาติ บางคนก็มาอาศัยชั่วคราว อาทิ Ernest Hemingway บางคนก็อพยพมาอยู่ถาวร

ระหว่างทศวรรษที่ 1950-70 ชาวยุโรปจากหลากหลายประเทศ อาทิ ชาวสเปน อิตาเลียน และโปรตุเกสอพยพเข้ามาอยู่ตามชานเมือง แม้เมืองจะเคยมีชื่อเสียงในด้านความสงบร่มเย็นจนกลายเป็นที่หลบภัยของศิลปิน และชาวยุโรปใต้ แต่ปลายทศวรรษที่ 1960 ชาวเมืองรุ่นเยาว์ก็ชอบออกมาเดินขบวนและมีเรื่องกับตำรวจบ่อยๆ ปลายทศวรรษที่ 1980 ชาวเมืองออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ลดค่าครองชีพต่างๆ และเปิดเสรีในการสูบกัญชา อีกทั้งยกเลิกประวัติบุคคลที่เป็น homosexual

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้จะสามารถเดินเล่นในเมืองและรอบทะเลสาบ Geneva ได้เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสถานที่หนึ่งที่เมื่อไปถึงเมืองLausanne และอยากเยือนให้ได้ก็คืออพาร์ทเมนท์ที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมัยทรงพระเยาว์ระหว่างปี 1933-35 อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Tissot เลขที่ 16อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Lausanneมากนักสามารถเดินเท้าไปได้ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ปัจจุบัน ตัวอาคารก็ยังคงมีสภาพไม่ต่างจากสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยประทับ

King IX’s apartment

King IX’s apartment

map to 16 avenue Tissot

map to 16 avenue Tissot

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764316

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Jungfrau

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสวิสครั้งแรก สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงสวิสแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อไปให้ถึงสูงเรือนหมื่นก็ตาม นั่นคือ Jungfrauยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คำว่า Jungfrauเป็นคำภาษาเยอรมันมาจากคำว่า Jungที่แปลว่าอ่อนเยาว์ และ Frau ที่แปลว่าผู้หญิง แปลรวมกันว่าหญิงบริสุทธิ์ Jungfrau เป็นจุดสูงสุดของเขา Jungfraujoch ที่มีธารน้ำแข็งเป็นรูปอานซึ่งเชื่อมยอดเขา 2 ยอดของ Bernese Alps ที่ชื่อ Jungfrau และ Monch เทือกเขาที่สูง 3,463 เมตรจากระดับน้ำทะเลนี้เป็นเทือกเขาที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันได้ตั้งแต่ปี 1912 แล้ว เนื่องจากมีรถไฟที่วิ่งจากเมือง Interlaken และ Kleine Scheidegg

Jungfrau เป็นยอดเขาที่เป็นศูนย์กลางของมรดกโลกที่เรียกว่า Swiss Alps Jungfrau-Aletsch อุโมงค์ที่พาไปสู่ Jungfrau นั้น เริ่มจาก Adolf Guyer-Zeller นักธุรกิจชาวสวิส ลูกชายเจ้าของโรงงานปั่นด้ายและส่งออกเสื้อผ้าแห่งเมืองซูริคซึ่งมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการค้าในสวิสด้วยการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมเมืองต่างๆ เป็นคนแรกที่คิดสร้างอุโมงค์ขึ้นในปี 1893 เขาตั้งใจให้อุโมงค์ที่พาไปยังยอด Sphinx มีสถานีทั้งหมด 7 แห่ง โดยเริ่มก่อสร้างในปี 1896 และใช้เวลาในการก่อสร้างรวม 16 ปี การก่อสร้างอุโมงค์เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงและหนาวเย็น รวมทั้งอุบัติเหตุหลายครั้งจากการระเบิดภูเขา อย่างไรก็ดีในที่สุด การก่อสร้างก็แล้วเสร็จจนได้ แต่มีสถานีได้เพียงแค่2 แห่งเท่านั้น

จุดเริ่มต้นจาก Eigersletscher ของอุโมงค์ที่มีความยาว 7 กิโลเมตรนี้มีจุดแวะชมวิวผ่านหน้าต่างเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นธารน้ำแข็งอยู่ 2 จุดคือ จุด Eigerwandที่มีกระจกยาว 8 เมตร และเคยเป็นที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Eiger Sanction ที่มี Clint Eastwood เป็นพระเอก หลังจากนั้นรถไฟจะวิ่งต่อไปยังจุดพักที่สอง Eismeer หรือ Sea of Ice ที่มีหน้าต่างให้ชมวิวเหมือนกัน การเดินทางขาขึ้น Jungfrau ใช้เวลา 50 นาทีส่วนขาลงใช้เวลา 35 นาที เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ รางรถไฟไปได้เพียงอานของ Jungfraujochแทนที่จะไปถึง Sphinx ซึ่งเป็นจุดสูงสุดถึงกระนั้นก็ตามความสำเร็จนี้ก็ถือเป็นความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะที่นี่กลายเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป

นอกจากภาพยนตร์ของ Clint Eastwood แล้ว Jungfrau ยังปรากฏในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิ The Sound of Music, James Bond 007 ตอน Golden Eye, The Day After Tomorrow และ Mission Impossible-Rogue Nation ส่วนหอคอย Sphinxที่มีความสูง 3,572 เมตรที่เป็นหนึ่งในหอคอยดูดาวที่สูงที่สุดในโลกโดยสูงเป็นอันดับสองของสวิสนั้นสามารถขึ้นไปได้โดยใช้ลิฟต์จาก Jungfraujoch หอคอยนี้ยังใช้เป็นสถานีศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลก และเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ด้วย ส่วนสถานีส่งวิทยุของ Jungfraujoch นั้นเป็นจุดส่งวิทยุที่สูงที่สุดของยุโรป แต่ไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปJungfrau เอง โดยไม่ได้ซื้อทัวร์ ควรที่จะศึกษาการเดินทางก่อนว่าทางเลือกจากเมืองฐานที่ต้องการคือที่ไหน เดินทางอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ มีวิธีไปให้ถึงกี่แบบ แต่ละวิธีอาจผ่านหมู่บ้านไม่เหมือนกัน และค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน แม้ว่าการวางแผนก่อนเดินทางอาจดูยุ่งยาก แต่เมื่อไปถึงสวิส เมื่อเปิด google map จะมีทางเลือกมาให้เลือกได้เลย หากวางแผนมาก่อน ก็สามารถเดินทางได้ไม่ยุ่งยาก ไม่มีหลงทางเด็ดขาด นอกจากแผนการเดินทางแล้วการเตรียมตัวเที่ยวบนยอดเขา การเช็คอุณหภูมิเพื่อเตรียมเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีร้านค้าด้านบนขายเสื้อผ้าก็ตาม แต่ก็มีราคาสูงมาก

ในระหว่างทางขึ้นเขา นักท่องเที่ยวจะมีประสบการณ์กับการใช้พาหนะหลายแบบไม่ว่าจะเลือกวิธีการใดในการเดินทางก็ตาม ทั้งรถไฟ รถราง และเคเบิ้ลคาร์ อีกทั้งยังได้ชมวิวที่แสนจะงดงามตลอดเส้นทางด้วยบน Jungfrau ก็มีจุดถ่ายภาพมากมายโดยเฉพาะในถ้ำที่มีตุ๊กตาแกะสลักจากน้ำแข็ง ChocolateMuseum และยังสามารถออกจากตึกไปเดินเล่นถ่ายรูปบนหิมะได้หากอากาศเอื้ออำนวยด้วยเรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่แสนจะคุ้มค่าและประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

ถ้ำน้ำแข็ง

ถ้ำน้ำแข็ง

Chocolate Museum

Chocolate Museum

From cable car

From cable car

แหวกฟ้าหาฝัน : Thun เมืองน่ารัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762821

แหวกฟ้าหาฝัน : Thun เมืองน่ารัก

แหวกฟ้าหาฝัน : Thun เมืองน่ารัก

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวสวิสเองโดยไม่อาศัยทัวร์และต้องการเลือกเมืองฐานที่สามารถพักโดยใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยัง Jungfrau และ Schilthorn นอกจากจะเลือก Interlaken เป็นเมืองฐานได้แล้ว Thun ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เลือกได้แม้เมืองนี้จะไม่สะดวกเท่ากับ Interlaken ก็ตามแต่เนื่องจากเมืองนี้ไม่ห่างจาก Interlakenมากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 30 นาทีโดยรถไฟ อีกทั้งยังเป็นเมืองเล็กที่มีบรรยากาศความเป็นชนบทของสวิสมากกว่า Interlaken อยู่ติดริมทะเลสาบThun จึงเหมาะที่จะเลือกเป็นเมืองฐานเช่นกัน ยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชอบล่องเรือและมาเที่ยวในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิด้วยแล้ว เมืองนี้ยิ่งมีความสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถล่องเรือเที่ยวทะเลสาบ Thun ได้อย่างสะดวกสบาย แถมฟรีอีกต่างหาก หากถือ Swiss Rail Pass

Thun เมืองและเทศบาลหนึ่งในเขต Thun มลรัฐ Bern ของสวิสที่ตั้งอยู่บนทะเลสาบ Thun ห่างจาก Interlaken ไปทางทิศตะวันตก 30 กม.นี่ไม่เพียงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของสวิส ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการทหารมากที่สุดของสวิสด้วย เพราะเป็นที่ตั้งของกองทหารรักษาการณ์ที่ใหญ่ที่สุดของสวิสเมืองที่มีประวัติย้อนไปถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 นี้ ได้มีการค้นพบซากของความเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ยุคสำริดที่นี่ยังเป็นแหล่งที่มีการขุดค้นพบซากปรักหักพังของยุคสำริดช่วงต้นของยุโรปที่ใหญ่ที่สุดด้วยขวาน Thun-Renzenbuhl ที่มีอายุกว่า 1800 ปีก่อนคริสตกาลได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างของพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในการฝังแร่ชนิดหนึ่งลงบนแร่อีกชนิดหนึ่งที่สำคัญของโลกด้วย การฉลุทองลงบนเหล็กเพื่อตกแต่งขวานนี้มีความหมายทั้งทางด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์

คำว่า Thun มาจาก Dunum ในภาษาเซลติกที่แปลว่าเมืองป้อมปราการ ที่นี่ตกเป็นของโรมในปี 58 ก่อนคริสตกาลในช่วงที่โรมยึดอำนาจในสวิส และกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของโรมในย่านนี้ เมื่อชาวเบอร์กันดีขับไล่ชาวโรมันออกจากสวิสในปี 400ชาวโรมันจึงหมดอำนาจจาก Thun ที่นี่เลยกลายเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างชาวคริสเตียนเบอร์กันดีกับชาว Pagan เมืองนี้ถูกเขียนถึงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1133 เมืองThun กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันเมื่อพระเจ้า Conrad II ได้สถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งเบอร์กันดี พระองค์ทรงไว้ใจครอบครัว Zahringen ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรุง Bern เป็นผู้ดูแลดินแดนแห่งนี้ Duke Bertold V แห่ง Zahringen ได้มีดำริสร้างปราสาท Thun ในปี 1190 เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายให้มายังเมืองนี้ Thun ได้รับสิทธิเป็นเมืองอิสระในปี 1264 และกลายเป็นเมืองหลวงของมลรัฐ Oberlandจนถึงปี 1803 ในปี 1819 รัฐบาลสวิสได้มีดำริตั้งโรงเรียนทหารขึ้น และได้สร้างทางรถไฟเชื่อมในปี 1859 จนทำให้ที่นี่กลายเป็นโรงเรียนทหารหลักของประเทศสวิส

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาและชอบปราสาท อาจแวะเยือนปราสาท Thun และขึ้นไปบนหอคอยเพื่อชมวิวเมืองและทะเลสาบได้อีกทั้งยังสามารถเข้าชมมิวเซียมที่จัดแสดงของสะสมอายุ 800 ปี ที่ขุดพบจากย่านนี้ได้ด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย อาจเพียงเดินเล่นถ่ายรูปในเมืองโดยเฉพาะจุดเมืองเก่าที่ลายล้อมไปด้วยบ้านโบราณซึ่งเป็นร้านค้าขายของ รวมทั้งร้านอาหารก็คุ้มค่ากับการมาเยือนในเวลาสั้นๆ แล้ว

Old Town

Old Town

วิวจากบนรถไฟ

วิวจากบนรถไฟ

วิวจากบนรถไฟ

วิวจากบนรถไฟ

แหวกฟ้าหาฝัน : Lauterbrunnen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761490

แหวกฟ้าหาฝัน : Lauterbrunnen

แหวกฟ้าหาฝัน : Lauterbrunnen

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถานีรถไฟ

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไป Schilthorn จะมีเมืองเล็กๆ หรือหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่งให้เลือกเที่ยวระหว่างทาง ทั้งนี้ขึ้นกับจริตของแต่ละคนว่าชอบอะไรแบบไหน บางแห่งจะมีกิจกรรมให้ทำ บางแห่งก็ทำได้แค่เดินเล่นถ่ายรูป ชมวิว แวะจิบกาแฟ หมู่บ้านแรกที่ทุกคนจะต้องผ่านจาก Interlaken ก่อนไป Schilthorn ก็คือ Lauterbrunnen

Lauterbrunnen เป็นทั้งหมู่บ้านและเทศบาลในตำบล Interlaken-Oberhasli เขต Bern ของสวิส เทศบาลนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านอีกหลายแห่ง อาทิ Wengen,Murren, Gimmelwald, Stechelberg และ Isenfluh ซึ่งเกือบทุกหมู่บ้านล้วนเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถแวะเที่ยวทั้งนั้น หากมีเวลามากพอโดยแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมให้ทำแตกต่างกันไป ตามแต่จริตของนักท่องเที่ยว เวลา และเงินในกระเป๋า หมู่บ้านที่ประกอบเป็นหุบเขา Lauterbrunnen ซึ่งตั้งอยู่ที่ฐานของ Bernese Alps นี้ จะเห็นยอดเขาหลายยอดอาทิ Eiger, Monch และ Jungfrau

Schilthorn map

Lauterbrunnen ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1240 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่นี่เป็นของ Freiherr of Wadenswil ก่อนที่จะถูกขายให้กับสำนักสงฆ์ Interlaken หลังจากหมู่บ้านนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักสงฆ์ คณะสงฆ์ก็ขยายอาณาเขตมากขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อ Lord of Turn เข้าปกครองหมู่บ้าน เขาได้ปล่อยให้แต่ละหมู่บ้านมีอิสระมากขึ้นและเป็นอิสระจากสำนักสงฆ์ด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 หมู่บ้านในหุบเขาได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์อีกเมื่อกรุงเบิร์นรับเอานิกายโปเตสแตนท์มาเป็นศาสนาจึงบังคับให้ชาวบ้านต้องหันมานับถือนิกายนี้ด้วย แต่ชาวบ้านไม่ยอมจึงก่อกบฏ แต่ไม่สำเร็จ เจ้าผู้ครองนครเลยจัดการแบ่งหมู่บ้านเป็นสัดส่วนใหม่และยกให้ Lauterbrunnen เป็นศูนย์กลางในคริสต์ศตวรรษที่ 16 รัฐบาล เริ่มอนุญาตให้มีการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่เหล็กแต่ชาวบ้านกลับยังคงยากจน ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อประชาชนทั่วโลกเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้นอันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเริ่มมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดขึ้น Lauterbrunnen กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเทือกเขา Alps โดยเป็นจุดที่นักปีนเขามาพักข้างแรม เมื่อถนนระหว่าง Lauterbrunnen กับ Interlakenสร้างเสร็จ หมู่บ้านนี้ก็ยิ่งมีชื่อเสียงขึ้นจวบจนทางรถไฟสร้างเสร็จในปี 1890 นักลงทุนจึงมาลงทุนสร้างโรงแรมเป็นจำนวนมากเทศบาลก็มีเงินที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเคเบิลคาร์ไปยัง Murren และ Wengen ในปี 1891 และ 1893

ใบไม้เปลี่ยนสี

โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเมืองนี้ก็คือ ทางรถไฟขึ้น Jungfrau ที่สร้างในปี 1912 เมื่อนักท่องเที่ยวสามารถมาท่องเที่ยวได้ไม่เพียงฤดูหนาว แต่สามารถมาในฤดูอื่นได้ด้วยจึงทำให้หมู่บ้านนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญขึ้นมา แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเงิน หมู่บ้านนี้เลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย ซ้ำร้าย เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นอีก เศรษฐกิจเลยซบเซา หลังสงครามโลกสิ้นสุดลงประชาชนเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้นมาใหม่ การท่องเที่ยวเริ่มกลับมามีกระแส ส่งผลให้นักลงทุนมากมายมาสร้างบ้าน และรีสอร์ท รวมทั้งลิฟต์สกีเพื่อไปเล่นสกียังยอดเขาต่างๆ หมู่บ้านนี้เลยได้อานิสงส์

นอกจากหมู่บ้านนี้จะเป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวเพื่อไป Jungfrau และ Schilthorn แล้วนักท่องเที่ยวที่มีเวลาและแวะเดินเล่นหมู่บ้านนี้ระหว่างทางขึ้นเขา ไม่เพียงจะได้ชื่นชมบรรยากาศชนบทสวิสที่เงียบสงบ ยังจะได้มีโอกาสเยือนน้ำตก Staubbachอันเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ แต่นักท่องเที่ยวคงต้องมาในฤดูน้ำหลาก ไม่เช่นนั้นแล้วเวลามาถึงจะตกใจว่า น้ำตกแค่นี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เลยหรือ

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759955

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปสวิส ทุกคนย่อมอยากขึ้นเขาเพื่อให้ได้ประสบการณ์พิเศษทั้งนั้น เขาแห่งหนึ่งที่ต้องขึ้นให้ได้โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดูภาพยนตร์ นั่นคือ Schilthorn เขานี้มีชื่อเสียงเพราะเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เจมส์ บอนด์ 007 ตอน On Her Majesty’s Secret Service ภาพยนตร์สายลับที่มีเนื้อหาจากนิยายของ Ian Fleming ตอนนี้ใช้ดารานำชื่อ George Lazenby เป็นพระเอกเนื่องจากพระเอกคนเดิม Sean Connery ที่หล่อและมีชื่อเสียงมากประกาศหยุดแสดงนำ Peter R.Hunt ผู้อำนวยการสร้างเลยต้องการเพิ่มมูลค่าให้เรื่องมีความสมจริงจึงเลือกถ่ายทำในสถานที่จริงซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Schilthorn

Piz Gloria ที่ต่อมากลายเป็นชื่อห้องอาหารในปัจจุบันที่หมุนรอบตัวเองทุกๆ45 นาทีนี้ ทำให้ Schilthorn กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส และเป็นสถานที่ในฝันของแฟนคลับภาพยนตร์ 007ที่ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต ยอดเขา Schilthornที่มีความสูง 2,970 เมตร จากน้ำทะเลนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขา Bernese Alps ระหว่างหุบเขาLauterbrunnen ซึ่งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน Murren นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป Schilthornด้วยตัวเองจำเป็นต้องสละเวลาศึกษาเส้นทางเสียก่อน เพราะที่นี่ไปถึงไม่ยากแต่ไม่ง่ายนัก นักท่องเที่ยวต้องวางแผนว่าจะไปวันไหนเวลาไหน ต้องใช้รถอะไร เดินทางจากเมืองไหนถึงเมืองไหนเพื่อชมวิวทิวทัศน์ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งต้องซื้อตั๋วอะไรบ้างราคาเท่าไหร่ และตั๋วรถไฟที่มีอยู่ใช้ฟรีหรือส่วนลดได้เท่าไหร่ การวางแผนเดินทางที่ดีจะทำให้ประหยัด ได้ดูทิวทัศน์ รวมทั้งท่องเที่ยวได้หลายแห่งมากที่สุดใน 1 วัน

เมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นเดินทางที่สะดวกที่สุดและเหมาะกับการเป็นเมืองฐานเพื่อเดินทางเที่ยวหลายๆ เมืองหรือหลายเขาก็คือ Interlaken หากใช้ Interlaken เป็นเมืองต้นทาง การเดินทางไป Schilthorn จะใช้เวลาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ขึ้นกับการเลือก วิธีการที่ใช้เวลาไม่มากก็คือ เริ่มออกจาก Interlaken Ost ด้วยการนั่งรถไฟไป Lauternbrunnen ซึ่งระหว่างทางจะผ่านบริเวณที่มีลำธารและบ้านชาวบ้านตลอดทางที่สวยงามมาก แล้วค่อยนั่งรถบัสต่อไป Stechelberg เพื่อนั่งเคเบิลคาร์ต่อไปยัง Gimmenwald ก่อนต่อไปยัง Murren แล้วเปลี่ยนเคเบิลคาร์อีกรอบไปยัง Birg ก่อนจะถึงจุดหมายที่ Schilthorn

นักท่องเที่ยวที่อ่านแผนการท่องเที่ยวจากเว็บโดยไม่ดูแผนที่และไม่เคยเดินทางขึ้นเขาหลายต่ออาจกังวลว่าถึงเวลาเดินทางแล้วจะหลงหรือไม่ ไปทันหรือไม่ ต้องรอรถเมล์ รถบัส เคเบิลคาร์นานหรือไม่ แต่แท้ที่จริงแล้วการเดินทางขึ้นเขาของสวิสง่ายมาก เมื่อไปถึงสวิสเปิด google map จะพบว่า map จะสอนวิธีเดินทางทุกอย่าง พร้อมค่าใช้จ่าย รับรองไม่มีหลงเด็ดขาด สิ่งที่ควรทำก่อนไปก็คือdownload รูปภาพและวางแผนไว้ว่าควรจะเริ่มออกเดินทางกี่โมง จะขึ้นลงทางไหน จะไปด้วยอะไร แล้วทางเลือกจะมีให้ใน google map เลยส่วนค่าใช้จ่ายก็แล้วแต่จุดที่เลือกผ่านและบัตรรถไฟที่ซื้อไว้ซึ่งต้องคำนวณให้ดีว่าแบบไหนคุ้มค่าที่สุด ทางที่ดีที่สุดก็คือ นักท่องเที่ยวควรเลือกการเดินทางแบบขึ้นลงคนละทิศทาง และแวะแต่ละหมู่บ้านตามแต่จุดด้วย เพื่อให้คุ้มค่าตั๋วที่มีราคาค่อนข้างสูงให้มากที่สุด สิ่งสำคัญก็คือการเช็คเวลาเปิด-ปิดเคเบิลคาร์เพื่อมิให้ตกค้างอยู่ตามเขาหรือหมู่บ้านที่แวะ

เป้าหมายที่สำคัญสำหรับการเที่ยวยอดเขา Schilthorn นี้ ไม่เพียงแค่ได้ขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อชมทิวเขาแอลป์แบบพาโนรามา 360 องศา แต่ยังรวมถึงการไปรับประทานอาหารในห้องอาหาร Piz Gloria สถานที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 007 รวมทั้งการเดินบนBirg Thrill Walk อีกต่างหากด้วย นักท่องเที่ยวจึงไม่เพียงจะได้มีโอกาสเห็นวิวยอดเขามากถึง 200 ยอด รวมถึงยอดเขาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งสามยอดจาก Schilthorn นี้ด้วยนั่นคือ Eiger, Monch และ Jungfrau แต่ยังสามารถสนุกสนานกับเรื่องราวของภาพยนตร์ 007 และถ่ายรูปกับทัศนียภาพต่างๆ ชนิดที่ว่าลืมเวลาและความหนาวเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758540

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Trumph of Amphritrite 1861

The Truimph of Amphritrite 1861 detail

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากมีงานแนว Post Impressionism แล้ว ยังมีงานแนวRomanticism ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของงานแนว Impressionism ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของผู้นำของแนวทางศิลปะนี้ นั่นคือ EugeneDelacroix แนวทางศิลปะแบบ Romanticism นี้เป็นแนวทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดในยุโรปปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระหว่างปี 1800-50 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยุคสมัยแห่งความรู้โดยเน้นการแสดงออกทางอารมณ์ของศิลปินแต่ละบุคคลร่วมไปกับการยกย่องธรรมชาติและอดีต แนวทางศิลปะนี้มีการแสดงออกได้อย่างหลากหลายทั้งทางด้านทัศนศิลป์ ดนตรี และวรรณกรรมจึงส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อวงการวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การศึกษา รวมทั้งสังคมศาสตร์ แนวทางศิลปะนี้ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ ความหวาดกลัว ความประหลาดใจ อีกทั้งยังนำความเชื่อและประเพณีของยุคกลางกลับมาใหม่ด้วย แม้แนวทางศิลปะแบบ Romanticismจะถือกำเนิดจากนักคิดชาวเยอรมัน แต่กลับรุ่งเรืองมากในฝรั่งเศสจนกลายเป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งนี้ เพราะแนวทางศิลปะนี้ให้ความสำคัญกับความคิดใหม่ๆ มากกว่าการเดินตามทางเส้นทางสายหลักของทุกศาสตร์

Appolo Slays Python 1853

ผู้นำของศิลปะแนวทาง Romanticism ก็คือ Eugene Delacroix เขาเกิดวันที่ 26 เมษายน 1798 ใกล้ปารีสกับ Victoire Oeben ลูกสาวของเจ้าของร้านผลิตตู้โดยที่ไม่มีใครทราบว่า แท้ที่จริงแล้วใครเป็นบิดาของเขากันแน่ เขาเข้าเรียนที่ Lycee Louis le Grandในเมือง Rouen จนได้รับรางวัลทางด้านแบบร่างก่อนเข้าฝึกงานกับ Pierre Nacisse Guerinผลงานในช่วงแรกของเขาได้รับอิทธิพลทั้งจาก Raphael และ Jacques Louis David การได้ฝึกงานกับ Guerin ทำให้เขาได้รับการกระตุ้นให้สร้างงานที่เริ่มมีอัตลักษณ์ของตัวเองจนได้รับการยอมรับจาก Paris Salon ในปี 1822 จนถูกซื้อโดยรัฐบาลเพื่อไว้ประดับใน Luxembourg Galleries การที่เขาเน้นสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง และเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่สะท้อนเหตุการณ์ปัจจุบันในช่วงเวลานั้น ประกอบกับฝีไม้ลายมือที่มีความแตกต่างจากศิลปินทั่วไปทำให้เขาเป็นที่รับรู้ในหมู่ข้าราชการว่าเป็นศิลปินชั้นนำของยุคโรแมนติกส่งผลให้งานของเขาได้รับการซื้อไปติดตั้งในสถานที่ราชการเป็นจำนวนมาก

Appolo Slays Python 1853 detail

สำหรับแวดวงศิลปินด้วยกันนั้น การที่ผลงานของเขาเน้นให้เห็นถึงแต่ความเสียหายจากสงครามทำให้ผลงานของเขาได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรรมของศิลปะ ผลงานชิ้นโบแดงของDelacroix ที่ชื่อ Liberty Leading the People เกิดขึ้นในปี 1830 ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาสามารถแยกแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic ออกจาก Romanticism ได้อย่างเด็ดขาดและส่งให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อ Romanticism หรือบิดาของศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้นผลงานชิ้นนี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพต่อทุกการต่อสู้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากผลงานของเขาจะได้เข้าไปในสถานที่ราชการหลายแห่งแล้ว เขายังได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งโบสถ์อีกหลายแห่งด้วย อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างสรรค์งานจิตรกรรมบนหลังคาของมิวเซียม Lourveอีกต่างหากด้วย การที่เขามีชื่อเสียงมากทำให้เขาทำงานหนักตลอดจนฤดูหนาวปี 1862 เขาติดหวัดระหว่างเดินทาง หลังไปพบแพทย์และได้ยามารักษาในเดือนมิถุนายน 1863 เขาเดินทางกลับไปบ้านนอกก่อนที่จะป่วยหนักอีกในวันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกัน แต่การไปพบแพทย์ครั้งสุดท้ายนี้ แพทย์ไม่สามารถเยียวยาอะไรเขาได้อีกแล้ว เขาจึงกลับบ้านเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งให้คนดูแลและผองเพื่อนเขาเสียชีวิตในวันที่ 13 สิงหาคม 1863

เป็นที่น่าเสียดายว่า ผลงานที่จัดแสดงใน Kunsthaus Zurich ของ Delacroix ทั้งหมดเป็นช่วงหลังของชีวิตที่เขาพัฒนาฝีมือมาจนถึงขีดสุดแล้ว นักท่องเที่ยวจึงไม่มีโอกาสที่จะศึกษาพัฒนาการของศิลปินจากการชมผลงานในมิวเซียมแห่งนี้ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาที่ได้ชื่นชมนั้น ก็มีความเป็นอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะความยุ่งเหยิงขององค์ประกอบในหลายๆ ภาพ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างไม่ต้องสงสัยสมกับเป็นบิดาแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

The Sultan of Morrocco and His Entourage1862

The Sultan of Morrocco and His Entourage1862

The Triumph of the Buccus 1861

The Triumph of the Buccus 1861

Daniel in the Lions’ Den 1853

Daniel in the Lions’ Den 1853

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757017

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Big Nude 1964

ระหว่างปี 1915-7 Picasso เริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะแยกตัวจาก Braque โดยผลงานของเขาจะเน้นเรขาคณิตและวัตถุ 3 มิติมากขึ้น อาทิ ไปป์ แก้ว กีตาร์ อีกทั้งยังมีการนำกระดาษมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกาวแล้วประกอบกันเข้ามาใหม่จนเป็นที่มาของคำว่า Collage หรือศิลปะแบบตัดแปะนั่นเอง หลังจากเขาเริ่มมีชื่อเสียงและเงินทองมากขึ้น เขาก็แยกทางกับ Olivier แล้วไปคบหากับ Eva Gouelโดยสะท้อนให้เห็นได้จากผลงานในช่วงเวลานั้น แต่เขากลับต้องประสบความเสียใจอย่างสุดซึ้งจากการเสียชีวิตของเธอด้วยอายุเพียงแค่ 30 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาอาศัยอยู่ที่ Avignon เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสและคงสร้างสรรค์งานได้อย่างไม่ติดขัด เพราะเขาไม่ได้สมัครเข้าเป็นทหารเหมือนอย่าง Braque และ Derain แต่ผลงานในช่วงนั้นกลับขาดชีวิตชีวาจากปัญหาที่รุมเร้า ในปี 1917 เขาเดินทางไปอิตาลี และเริ่มสร้างสรรค์งานแนว Neoclassic ซึ่งถือเป็นการหวนคืนสู่กฎระเบียบอีกครั้งโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ Raphael และ Ingres

ในช่วงสงครามโลก การที่เงินทองหายากทำให้เขาเริ่มรับงานที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ออกแบบเสื้อผ้าให้กับชุดการแสดงบัลเลต์ เป็นต้น ฤดูร้อนปี 1918 เขาเลยได้แต่งงานกับ Olga Khokhlova นักบัลเลต์จากคณะที่เขาออกแบบเสื้อผ้าให้ หลังกลับจากฮันนีมูน เขาก็สร้างสัมพันธ์กับ Paul Rosenberg ตัวแทนขายภาพชาวยิวฝรั่งเศสโดยได้เช่าบ้านและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากตัวแทนผู้นี้เพื่อยังชีพ การได้รู้จักกับKhokhlova ทำให้เขาได้รู้จักและเข้าร่วมปาร์ตี้กับชนชั้นสูง แต่เขากลับรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจ ทั้งสองเลยมักมีปากเสียงกัน แม้จะมีลูกด้วยกัน 1 คน ก็ตาม

Flowers and Lemons 1941

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง Andre Breton นักเขียนยุค Surrealism ได้ประกาศว่า Picasso เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา และเริ่มจัดแสดงผลงานแนว Cubism กับกลุ่ม Surrealismครั้งแรกในปี 1925 ในปี 1927 เขาเริ่มมีความสัมพันธ์ลับๆ กับ Marie-Therese Walter สาววัย 17ส่งผลให้เขาและ Khokhlova ต้องเลิกรากันโดยไม่ได้หย่า เนื่องจาก Picasso ไม่ต้องการแบ่งสมบัติให้ พวกเขาเลยเพียงแยกกันอยู่จน Khokhlova เสียชีวิตในปี 1955 แม้ไม่ได้หย่าขาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขากับ Walter กลับมีความสัมพันธ์กันตลอดจนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ชื่อว่า Maya โดยไม่ได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องจวบจน Picasso เสียชีวิต

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่มี Minotaur หรือวัวครึ่งคนเป็นวัตถุในภาพแทนตัวตลกอันเป็นผลมาจากอิทธิพลที่เขาได้รับจากผลงานศิลปะแนว Surrealism เขาได้สร้างสรรค์งานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตขึ้นชิ้นหนึ่งในช่วงเวลานั้นคือ Guernica ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Museum Reina Sofia ในกรุงมาดริดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นของเขาต่อ Civil war ที่เกิดขึ้นในสเปนขณะนั้น หลังจาก Francisco Franco ชนะสงครามในสเปน เขาได้ส่งภาพนี้ไปที่สหรัฐฯ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวสเปนที่ลี้ภัย และสุดท้ายถูกส่งไปอยู่ที่ Museum of Modern Art New York เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ภาพนี้กลับสู่สเปนจนกว่าสเปนจะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

Guitar on Pedestal Table 1915

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Picasso ยังคงอยู่ในปารีส แต่เขากลับไม่ได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเลย เนื่องจากผลงานของเขาไม่ถูกโฉลกกับนาซี นอกจากนี้เขายังเขียนบทกวีอีกมากมายในช่วงนั้นด้วย ในปี 1944 เขาเริ่มมีความสัมพันธ์กับ Francois Gilot ลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าร่วม 40 ปีและมีลูกด้วยกัน 2 คน คือ ClaudePicasso และ Paloma Picasso แต่เธอกลับเขียนหนังสือกล่าวหาว่า เขานอกใจเธอจึงพาลูกทั้งสองหนีไปเท่ากับเป็นการวางระเบิด Picasso จึงทำให้ Picasso โกรธมาก ยิ่งอายุมากขึ้น เขายิ่งมีฐานะดีขึ้น และยิ่งมีความสัมพันธ์กับหญิงที่มีอายุน้อยลง อีกทั้งยังชอบสร้างสรรค์งานที่มีแต่ผู้หญิงอายุน้อยๆ เป็นนางแบบ ในปี 1961 เขาแต่งงานอีกครั้งกับ Jacqueline Roque ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่โรงงานเซรามิก Madoura เขาต้องการแก้แค้น Gilot จึงยุให้เธอหย่ากับสามี เธอหลงเชื่อเพราะต้องการให้ลูกทั้งสองมีสถานะลูกที่ถูกกฎหมายของ Picasso แต่เขากลับแอบแต่งงานกับ Roque อย่างลับๆ ไปแล้วจนทำให้ลูกทั้งสองหมางเมินกับเขาไปตลอดชีวิต

ทศวรรษที่ 1950 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างสรรค์งานอีกครั้งโดยหันมาตีความผลงานของศิลปินเก่าๆที่มีชื่อเสียงในแนวทางของตัวเอง อาทิ Las Meninas ของ Velazquez, งานของ Goya, Poussin, Manet, Courbetและ Delacroix นอกจากนี้ เขายังสร้างภาพยนตร์โดยตัวเองเข้าไปเป็นตัวนักแสดงด้วย ในช่วงท้ายของชีวิต เขายิ่งสร้างสรรค์งานที่มีความแปลกแยกและกล้าหาญมากขึ้นโดยใช้สีที่ฉูดฉาดหลากหลาย และเลิกสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับความฝันเฟื่องทางเพศไปเลย เขาเสียชีวิตในวันที่ 8 เมษายน 1973 จากโรคเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและน้ำท่วมปอด

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของ Picasso ที่มีอยู่ค่อนข้างมากใน Kunsthaus Zurich ก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงพัฒนาการในการสร้างงานของเขาได้อย่างครบถ้วนแทบจะทุกทศวรรษเลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ชื่นชม Big Nude 1961 และ Seat Woman with Hat 1964ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพัฒนาการทางศิลปะของ Picasso ด้วย

Guitar, Glass and Fruit Bowl 1924

Italian Woman 1917

Seat Woman with Hat 1961

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755555

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism 1

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Spanish Church 1901

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะคงทราบกันดีว่า ศิลปินแนว Modern Art ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่มีอายุยืนยาว และผลงานของเขาห้ามถ่ายภาพจนถึงเมื่อไม่นานนี้ก็คือ Pablo Picasso ทั้งนี้ เพราะผลงานของเขาติดลิขสิทธิ์เขาเกิดในวันที่ 25 ตุลาคม 1881 ในเมือง Malaga แคว้น Andalusia ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเป็นบุตรคนโตของ Don JoseRuizy Blasco จิตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการวาดภาพธรรมชาติ และนก และเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ School of Crafts อีกทั้งยังเป็นภัณฑารักษ์ให้กับมิวเซียม เขาสนใจด้านศิลปะตั้งแต่ยังเล็กโดยได้รับการฝึกด้านศิลปะจากบิดาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 7 ขวบ โดยบิดาของเขาสอนให้เขาลอกงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง และหัดวาดภาพร่างกายมนุษย์ เมื่อบิดาของเขาย้ายไป A Coruna ในปี 1891 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะ บิดาเขาพบว่าลูกชายสามารถที่จะสร้างสรรค์งานที่ตัวเองทำไม่เสร็จได้ดีมากกว่าตัวเองเสียอีก

หลังจากที่น้องสาวของเขาเสียชีวิตจากโรคคอตีบด้วยอายุเพียงแค่ 7 ขวบ ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปบาร์เซโลน่า ซึ่งเขาได้เข้ารับการศึกษาทางด้านศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยด้วยอายุเพียงแค่ 13 ปี แม้เขาจะขาดวินัยเนื่องจากเด็กเกินไป แต่เขาก็สามารถที่จะสร้างสัมพันธภาพกับอาจารย์ได้เป็นอย่างดี เมื่ออายุ 16 ปี บิดาของเขาจึงตัดสินใจส่งเขาเข้าเรียน Academia de Bellas de San Fernando ที่กรุงมาดริด แต่เมื่อเข้าเรียนได้เขากลับขาดความสนใจและใช้เวลาใน Pradoห้องภาพที่มีชื่อเสียงเพื่อศึกษาผลงานของศิลปินดังๆ มากกว่า อาทิ Diego Velázquez, Francisco Goya, Francisco Zurbarán โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานของ El Grecoซึ่งต่อมามีอิทธิพลต่อผลงานของเขามาก

Barcelona by Night 1903

ในช่วงต้นนั้น ผลงานของเขาออกแนว Realism ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของศิลปินรุ่นเก่าที่เขาลอกเลียนแบบ หลังปี 1897 ผลงานของเขาเริ่มออกแนว Symbolism หลังจากที่เขาได้เห็นผลงานของ Toulouse-Lautrec, Edvard Munch โดยเขานำแนวทางศิลปะของศิลปินทั้งสองมาควบรวมเข้ากับงานของ El Greco จนเริ่มมีแนวทางของตัวเอง ในปี 1900 เขาเดินทางไปปารีสซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศิลปะยุโรปในเวลานั้น และได้พบกับ Max Jacob นักหนังสือพิมพ์ที่สอนภาษาให้กับ Picasso ทั้งสองเช่าห้องพักร่วมกันโดยผลัดกันนอนคนละเวลา ช่วงนั้นเขายากจนมากจนต้องเผาผลงานของตัวเองเพื่อให้ความอบอุ่น เนื่องจากเขาต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ผลงานของเขาจึงออกแนวมัวซัวโดยใช้สีเพียงแค่ฟ้าและเขียวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องราวที่เขานำมาสร้างสรรค์งานก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความยากแค้นของชีวิตระหว่างแม่ลูก อาหารที่มีอยู่น้อยนิด โสเภณี ขอทาน และคนตาบอด

Gustav Coquiot 1901

ระหว่างปี 1904-6 ซึ่งเป็นยุค The Rose ผลงานของเขาเริ่มมีสีอ่อนโยนลงโดยมีการใช้สีส้มและชมพูเพิ่มขึ้น เขาเริ่มวาดผู้คนที่ใส่เสื้อมีสีสันตาหมากรุกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของตัวเอง เขาได้พบกับ FernandeOlivier ศิลปินโบฮีเมียนในปารีส ซึ่งต่อมากลายเป็นชู้รักของเขา ทั้งคู่ต่างเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานของกันและกันจนทำให้ผลงานของเขาดูมีความสุขมากขึ้น ส่งผลให้ผลงานของเขาได้รับความนิยมจากนักสะสมชาวอเมริกัน โดยเฉพาะ Leo Stein และ Gertrude Stein ซ้ำยังกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับเขาในเวลาต่อมา Gertrude Stein ไม่เพียงซื้อผลงานของเขา ให้เขาวาดภาพครอบครัว ซ้ำยังออกเงินให้เขาจัดนิทรรศการในปารีสอีกต่างหากด้วย ในปี 1907 เขาได้เข้าร่วมกับห้องภาพของ Daniel Henry Kahnweilerนักประวัติศาสตร์ศิลป์และนักสะสมงานศิลปะชาวเยอรมันซึ่งต่อมาสนับสนุนศิลปินกลุ่ม Cubism ทั้ง Picasso และ Braque ในช่วงเวลานี้เขาสร้างงานแนวแอฟริกันออกมาเป็นจำนวนมากหลังจากได้สัมผัสกับของสะสมจากแอฟริกันใน Palais du Trocaderoแต่ผลงานในช่วงนี้ถูกปฏิเสธจากทั้งศิลปินด้วยกันเองและสาธารณชน

ระหว่าง 1909-12 นั้น Picasso และ Georges Braque ได้ช่วยกันพัฒนาแนวทางศิลปะใหม่และให้ชื่อว่า Analytic Cubism โดยเน้นการใช้สีธรรมชาติและสีน้ำตาล
เฉดเดียวในแต่ละภาพเป็นหลัก ผลงานของทั้งสองในช่วงเวลานี้จึงค่อนข้างคล้ายคลึงกันจนแยกกันได้ยาก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในปารีสร่วมกับศิลปินอื่นๆ อาทิ Andre Breton และ Guillaume Apollinaire ณ Montmartre และเพื่อนคนหลังนี่เองที่เคยมีประวัติอาชญากรรมในเรื่องการขโมยได้ทำให้ Picasso ถูกจับในปี 1911 ในข้อหาขโมยภาพ Mona Lisa จากพิพิธภัณฑ์ Louvre

Yo Picasso 1901

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754029

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Port of L’Estaque 1906

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากมีงานแนว Fauvism ของ Henri Matisse แล้วที่นี่ยังมีงานของ Georges Braque ศิลปินฝรั่งเศสที่สร้างสรรค์ผลงานแนวนี้อีกคนด้วย
เขาเกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 1882 ใน Argenteuil ชานกรุงปารีส และเติบโตที่ Le Havre ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางเหนือของฝรั่งเศสโดยได้รับการฝึกฝนให้เป็นช่างทาสีบ้านและตกแต่งเฉกเช่นเดียวกันกับบิดาและปู่ อย่างไรก็ดี เขายังมีโอกาสดีกว่าเพราะได้เข้าเรียนที่ Ecole Superieure d’art et design Le Havre-Rouen และได้มีโอกาสฝึกงานตกแต่งกับนักตกแต่งที่มีชื่อเสียงจนได้รับประกาศนียบัตรในปี 1902หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่ AcademieHumbert ในกรุงปารีส

เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยการสร้างงานแนว Impressionism แต่เมื่อเห็นงานแนว Fauvism ก็เริ่มติดใจและเริ่มเข้ากลุ่มกับHenri Matisse และ Andre Derain เพื่อสร้างงานที่เน้นการใช้สีสดใสและแสดงออกตามอารมณ์ อย่างไรก็ดี งานของเขากลับคล้ายคลึงกับงานของ Raoul Dufy และ Othon Friesz ซึ่งเป็นคนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่เล็กมากกว่า ในเดือนพฤษภาคม 1907เขาก็เริ่มได้รับโอกาสในการจัดแสดงนิทรรศการแนว Fauvism ที่ Salon des Independantsเขาเริ่มพัฒนางานใหม่โดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Paul Cezanne หลังได้ชมนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ของ Cezanne ในปี 1907 อันเป็นปีที่ Cezanne เสียชีวิต

ระหว่างปี 1908-12 เขาเน้นสร้างงานแนวเรขาคณิต เขาลดโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมให้เหลือเป็นแค่รูปทรงเรขาคณิตประมาณลูกบาศก์ แต่แสดงการแรเงาเพื่อให้ดูแบนราบ หรือสามมิติโดยการแยกภาพเป็นส่วนๆ นับจากปี 1909 เขาเริ่มทำงานใกล้ชิดกับ Pablo Picasso ซึ่งเป็นผู้ที่พัฒนาแนวทางศิลปะแบบ Cubismเหมือนๆ กัน ในเวลาเดียวกันนั้น Picassoก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Gauguin,Cezanne, หน้ากากแอฟริกันและงานประติมากรรมจาก Iberia งานแนว Cubismจึงเป็นผลพวงของการรวมตัวกันของงานของ Picasso และ Braque ซึ่งต่างอาศัยอยู่ใน Montmartre กรุงปารีสด้วยกันทั้งสองต่างสร้างสรรค์งานที่ใช้สีเฉดเดียวกันทั้งภาพร่วมกับเหลี่ยมมุมต่างๆ จนเป็นที่มาของแนวทางศิลปะแบบ Cubism อันโด่งดังในเวลาต่อมา

Cherrance 1928

คำว่า Cubism เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงโดย Ernst Gombrich นักประวัติศาสตร์ศิลป์ครั้งแรกในงานนิทรรศการที่ Salon des Inde pendants ในปี 1911 จากการเห็นผลงานของPicasso และ Braque เขาให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็นความพยายามของศิลปินในการสร้างผลงานบนผืนผ้าด้วยการขจัดความคลุมเคลือและบังคับให้อ่านภาพได้อย่างเข้าใจเบ็ดเสร็จในแวบแรก แต่ในความเป็นจริงนั้น ภาพแนว Cubism กลับเป็นผลงานที่ยากต่อการเข้าใจ หากไม่มีความคุ้นชินหรือไม่มีชื่อภาพ เนื่องจากผู้ชมต้องเสาะแสวงหาความหมายหรือเนื้อหาจากในผลงานด้วยความยากเย็น

ในปี 1912 ทั้งสองต่างช่วยกันลองแนวทางใหม่ที่เรียกว่า Collage หรือการนำกระดาษมาทาสีผสมกาวแล้วประกอบร่างกันใหม่เป็นผลงานศิลปะ Louis Vaucelles นักวิพากษ์ศิลป์ชาวฝรั่งเศสให้ความเห็นเกี่ยวกับงานของ Braque ไว้ว่าเขาเป็นคนที่มีความกล้าหาญมากในการลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างทั้งสถานที่ และหุ่นเพื่อให้กลายเป็นเรขาคณิตแนวเหลี่ยมอย่างเดียว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาได้เข้าทำงานในกองทัพฝรั่งเศส และได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนทำให้ตาบอดชั่วคราว หลังหายป่วย เขาหันมาเน้นการสร้างงานแนว Still life มากขึ้นเพราะงานแนวนี้เปิดโอกาสให้ศิลปินได้เห็นมุมมองที่หลากหลายของวัตถุได้มากยิ่งขึ้น เขาเน้นไปเรื่องการใช้สีมากกว่าการแสดงของวัตถุและแตกต่างกับงานของ Picassoนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Braqueหลังปี 1912 มีลักษณะเป็น Cubism อย่างแท้จริง แต่มีอัตลักษณ์และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานของ Picasso สมกับที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของ Modern Art ของฝรั่งเศส

Still Life with Fruit 1924

The Violinist 1912