แหวกฟ้าหาฝัน : Henri de Toulouse-Lautrec ศิลปินจากมุมมืด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751089

แหวกฟ้าหาฝัน : Henri de Toulouse-Lautrec ศิลปินจากมุมมืด

แหวกฟ้าหาฝัน : Henri de Toulouse-Lautrec ศิลปินจากมุมมืด

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Two Friends 1895

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงาน Post Impressionism ของ Van Gogh, Gauguin, Cezanneแล้ว ยังมีงานของศิลปินที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันกับศิลปินทั้งสามอีกผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงมากของฝรั่งเศส นั่นคือ Henri Marie Raymond deoulouse-Lautrec Monfa เขาเกิดวันที่ 24พฤศจิกายน 1864 ที่ Hotel du Bosc ณ เมืองAbi ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเป็นบุตรคนแรกของ Alphonse Charles Comte de Toulouse-Lautrec Monfa ซึ่งเป็นครอบครัวชนชั้นสูงทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หลังจากน้องชายของเขาเสียชีวิต พ่อแม่ของเขาก็แยกทางกันและส่งเขาไปอยู่กับพี่เลี้ยง เมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ เขาก็ย้ายไปอยู่ปารีสกับมารดาและหัดเรียนภาพร่าง เมื่อ Rene Princeteau จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่นิยมวาดภาพสัตว์เพื่อนของบิดามาเยี่ยมก็ถ่ายทอดความรู้ให้กับเขาทำให้งานของเขาในช่วงแรกมีกลิ่นอายอิทธิพลของ Princeteau อยู่ไม่น้อย

เนื่องจากมารดาและบิดาของเขาเป็นญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดกันทำให้เขามีปัญหาสุขภาพจากโรคที่เกิดจากการแต่งงานในเครือญาติ เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี เขาก็มีปัญหากระดูกต้นขาขวาหักอีก 1 ปี เขาก็มีปัญหากระดูกขาซ้ายหัก ซ้ำร้ายกระดูกขายังไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้สนิททำให้แพทย์ลงความเห็นว่าเขาน่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Pycnodysostosis ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกว่า Toulouse-Lautrec Syndrome หรือโรคที่มีความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและกระดูกทั่วร่างกายอันส่งผลให้กระดูกทั่วร่างกายมีความแข็งที่ผิดปกติ หลังกระดูกหัก ขาของเขาหยุดเจริญเติบโตทำให้เขาสูงเพียงแค่ 152 ซม. เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของชายยุโรป

Confetti 1893

เมื่อเขาย้ายมาอยู่เมือง Nice เขาสามารถพัฒนาการร่างภาพได้อย่างดีจน Princeteau ชวนเขามาเรียนที่ปารีสกับ Leon Bonnat เขาจึงย้ายมาอยู่ Montmartre ปารีส เมื่อ Bonnat ได้งานใหม่ เขาเลยให้ Toulouse-Lautrec ไปอยู่ที่ห้องภาพของ Fernand Cormon และเรียนอยู่ที่นั่นอีก 5 ปี ที่นี่เขาได้รู้จักกับ Emile Bernardและ Vincent Van Gogh นอกจากนี้ เขายังได้รู้จักกับ Marie-Charlet โสเภณี และวาดรูปเกี่ยวกับโสเภณีที่ Montmartre เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 1885 เขาเริ่มจัดแสดงนิทรรศการผลงานของตัวเองที่ Cabaret of Aristide Bruant’s Mirliton หลังจากจบการศึกษา เขายิ่งจัดแสดงผลงานมากขึ้นโดยจัดร่วมกับ Van Gogh ในปี 1888 เขาได้รับเชิญให้นำผลงานไปจัดแสดงที่บรัสเซลล์ เบลเยียม และ Theo Van Gogh น้องชายของ Vincent Van Gogh ซึ่งเป็นนายหน้าขายภาพได้ซื้องานของเขา นับจากปี 1889 เป็นต้นมาเขาสามารถส่งงานเข้า Salon des Independantsอย่างสม่ำเสมอ ผลงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Montmartre

ในช่วงที่เขาเริ่มมีชื่อเสียง เขาก็เริ่มป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและเริ่มใช้บริการโสเภณี เขารู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับคนชั้นกรรมาชีพ และโสเภณีในเมือง เมื่อเขาเริ่มเยี่ยมเยือน Rue d’Ambroise ถนนที่เต็มไปด้วยซ่อง ซ่องเลยกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของเขาส่งผลให้เขามีภาพร่างและจิตรกรรมเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ถึง 100 และ50 ชิ้นตามลำดับ เมื่อบาร์ Moulin Rouge เปิดตัวในปี 1889 เขาได้รับการว่าจ้างให้ผลิตโปสเตอร์จำนวนหนึ่ง และทำให้เขามีเงินยังชีพได้ แม้ศิลปินส่วนใหญ่จะดูถูกเขา แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ บาร์ได้สำรองที่นั่งเฉพาะให้เขาและจัดแสดงผลงานของเขา เขาได้สร้างสรรค์งานโดยใช้นักร้องและนักเต้นเป็นนางแบบหลายคนในไนท์คลับนั้น อาทิ Yvette Guilbert

Francois Gauzi 1886 

ในปี 1899 อาการพิษสุราเรื้อรังทำให้เขาถึงกับเป็นลมในงานนิทรรศการ ครอบครัวของเขาจึงส่งเขาเข้าสถานพยาบาล 3 เดือนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขายังคงสามารถสร้างสรรค์งานได้อีกถึง 39 ชิ้น หลังออกจากสถานพยาบาล เขากลับเข้าปารีส และเดินทางไปทั่วฝรั่งเศส แต่สังขารของเขาร่วงโรยมากทั้งจากโรคทางพันธุกรรม พิษสุราเรื้อรังและซิฟิลิส เขาเสียชีวิตในวันที่ 9 กันยายน 1901 ด้วยอายุเพียงแค่ 36 ปีเท่านั้น หลังเสียชีวิต แม่ของเขาและตัวแทนขายภาพยังคงส่งเสริมงานศิลปะของเขาต่อไป และบริจาคเงินเพื่อสร้างมิวเซียม Toulouse-Lautrec ที่เมือง Albi บ้านเกิดของเขาเพื่อให้ผลงานของเขาได้มีโอกาสจัดแสดง

เมื่อนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ประวัติของเขาก็จะหายสงสัยแล้วว่า เหตุใดผลงานของเขาที่จัดแสดงเกือบทุกมุมโลกจึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับด้านมืดของสังคม โสเภณี บาร์และซ่อง ผลงานของเขาใน Kunsthaus Zurich ที่มีอยู่หลายชิ้นก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของโสเภณีและซ่องเช่นกัน

George Henri Manuel 1891

In Bed 1892

Messalina 1890

The Two Friends detail1 1895

The Two Friends detail2 1895

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749686

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich2

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich2

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Five Bathers 1882

ในปี 1881 Paul Cezanne ร่วมกับ Paul Gauguin และ Pissarro ทำงานที่ Pontoise ต่อมาอีก 1 ปี เขาได้พบกับ Renoirที่ Aix และได้วาดภาพด้วยกันก่อนที่อีกปีหนึ่งเขาได้รู้จักกับ Monet และร่วมงานกันเขาอาศัยอยู่ที่ Aix ต่อมาอีกหลายปีโดยย้ายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในระหว่างนั้น เขาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทั้งแนวคิดและแนวทางการสร้างสรรค์งานกับศิลปินแนว Impressionism อีกหลายคน ในปี 1901 เขาซื้อที่ผืนใหญ่ทางตอนเหนือของ Aix en Provence และย้ายไปอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร

เมื่อ Zola เพื่อนสนิทของเขาเสียชีวิตในปี 1903 เขาเสียใจมาก ประกอบกับเขามีอาการที่เกี่ยวเนื่องกับเบาหวานและโรคซึมเศร้าทำให้เขาป่วยหนัก สุขภาพทรุดโทรม แม้ในช่วงนี้เขาได้เป็นที่รู้จักในหมู่คหบดีและนักวิพากษ์ศิลป์มากขึ้น แต่การที่งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสียจากสื่อทำให้เขาได้รับจดหมายขู่เอาชีวิตเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายคหบดีใน Aix เมืองที่เขาอยู่ยังไม่ต้อนรับเขาอีกต่างหาก ยิ่งเมื่อ Henri Rochefort นักวิพากษ์ศิลป์วิจารณ์งานของเขาอย่างหนักหน่วงในหนังสือพิมพ์ฉบับเดือนมีนาคม 1903 ส่งผลให้คหบดีในเมืองออกโรงขับไล่เขา เขารู้สึกท้อใจมากถึงกับเขียนจดหมายไปหาเพื่อนบ่นว่า เขาไม่เข้าใจโลกเลยและอยากหนีจากโลกไปเสีย

Five Bathers detail 1882

แม้ก่อนหน้านี้ผลงานของเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับในเมือง Aix อันเป็นถิ่นฐานของเขาแต่หลังปี 1904 เป็นต้นมา ที่ Emile Bernard ศิลปินและนักวิจารณ์ศิลป์ได้กล่าวชมผลงานของเขา งานของเขากลับเริ่มได้รับการกล่าวขวัญในทางที่ดีขึ้นและได้รับการตอบรับอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแนว Still life จนเริ่มมีนักสะสมงานศิลปะมาแย่งชิงกันซื้อผลงาน วันที่ 15 ตุลาคม 1906 เกิดพายุขึ้นขณะที่เขากำลังวาดรูปกลางแจ้ง เขารีบกลับบ้านแต่กลับหมดสติระหว่างทาง คนขับรถที่ผ่านมาพาเขากลับมาบ้าน คนดูแลบ้านได้ช่วยเหลือจนเขาฟื้น แต่ไม่ได้พาไปหาหมอ วันรุ่งขึ้น เขากลับไปทำงานอีก และหมดสติไปอีก เขาเสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบในครั้งนั้น ในวันที่ 22 ตุลาคม 1906 ขณะอายุเพียงแค่ 67 ปี

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Cezanne ใน Kunsthaus Zurich จะเห็นว่า แม้ในช่วงแรกๆ ที่เขาเริ่มทำงานศิลปะ ผลงานของเขาจะออกแนวหมองหม่นมืดทึบจากอิทธิพลของแนวทางศิลปะแบบ French Romanticismของ Eugene Delacroix และ GustaveCourbet แต่เมื่อเขาได้ทำงานร่วมกับศิลปินแนว Impressionism หลายคนในช่วงทศวรรษที่ 1880 งานของเขาก็ได้รับการพัฒนาขึ้น มีการสังเคราะห์มากขึ้นให้มีความผสมผสานจนมีความลึก และสมดุล อีกทั้งยังมีสีสันมากขึ้นด้วย หลังทศวรรษที่ 1890 งานของเขาได้แยกตัวออกจากศิลปินแนว Impressionist อย่างเด็ดขาด เขาสามารถสร้างงานที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมที่มีความลึก มีความสมดุลของการจัดวางและมีแนวทางการใช้สีที่กลมกลืนโดดเด่นแม้จะกลับไปมีสีที่ทึมๆ กว่าทศวรรษก่อนก็ตามจนถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผลงานของเขามีอัตลักษณ์เฉพาะตัวแล้วอย่างแท้จริง

Forest with Boulders 1893

Forest with Boulders 1893

The Old Gardener 1906

The Old Gardener 1906

The Mont de Congle 1904

The Mont de Congle 1904

The Boy in the Red Waistcoat 1890

The Boy in the Red Waistcoat 1890

Self Portrait with Palette 1890

Self Portrait with Palette 1890

Madame Cezanne with a Fan 1888

Madame Cezanne with a Fan 1888

Holy Victoria Mountain 1902

Holy Victoria Mountain 1902

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748165

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich1

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich1

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Landscape 1879

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงาน Post Impressionism ของ Van Gogh และ Gauguin แล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Paul Cezanne ศิลปินแนว Post Impressionism ที่โด่งดังในยุคเดียวกันอีกด้วย Cezanne เกิดวันที่ 19 มกราคม 1844 ในครอบครัวนายธนาคารผู้ร่วมก่อตั้งธนาคาร Banque Cezanne et Cabassol ณ เมือง Aix en Provence ทางใต้ของฝรั่งเศสจึงทำให้เขาเป็นศิลปินที่มีพื้นฐานทางด้านการเงินมั่งคั่งมาแต่เด็ก เขาเข้าเรียนชั้นมัธยมและวิทยาลัยในเมืองเกิด และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างอิสระกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันก่อนเข้าเรียน Free Municipal School of Drawing จนถึงปี 1859 บิดาของเขาบังคับให้เขาเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยในเมืองเพื่อที่จะมาสืบทอดการเป็นนายธนาคาร แต่เนื่องจากเขาชอบศิลปะมากกว่า เขาจึงทนเรียนกฎหมายได้เพียง 2 ปีก่อนจะเข้าเรียนที่ Ecole de dessin d’Aix en Provence ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะในตอนเย็น และสามารถชนะรางวัลที่สองในการเรียนด้านการหล่อ

Factory near the Mont de Congle 1869

ในปีเดียวกัน พ่อของเขาได้ซื้อบ้าน House of the Wind ที่ซึ่งเขาใช้เป็นที่อยู่ต่อมาอีกหลายปี และอาคารรวมทั้งต้นไม้ของที่นี่ได้กลายเป็นแบบในการสร้างสรรค์งานของเขาต่อมาอีกหลายชิ้น ปีต่อมาพ่อของเขาอนุญาตให้เขาวาดภาพ 4 ฤดูบนกำแพงบ้านที่เขาได้ลงชื่อผู้วาดคือIngres ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Petit Palais ในกรุงปารีส ปี 1861 เขาหนีออกจากบ้านไปอยู่ปารีสเพราะไม่ต้องการเป็นนายธนาคาร อย่างไรก็ดี ภายหลังบิดาเขาก็ทำใจได้และมอบเงินให้เขาถึง4 แสนฟรังก์เพื่อไปตั้งตัวจึงทำให้เขาสามารถเป็นศิลปินอย่างที่ต้องการได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเศรษฐานะ เขาสมัครเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux Arts ในปารีส แต่ถูกปฏิเสธจึงต้องเข้าเรียนที่ Academie Suisse ที่ซึ่งเขาได้รู้จักกับ Camille Pissarro ในเวลาเดียวกันเขาก็ขยันไปหัดวาดภาพเลียนแบบงานของ Michelangelo, Rubens และ Titian ใน Louvre

Flowers and Fruits 1872

อย่างไรก็ดี เขาไม่สามารถปรับตัวในปารีสได้จึงเดินทางกลับบ้านไปทำงานที่ธนาคารของพ่อใน Aix en Provence ปี 1862 เขากลับไปที่ปารีสเพื่อสมัครเข้าเรียน Ecole des Beaux Arts และถูกปฏิเสธอีกจึงกลับไปเรียนที่ Academie Suisse เช่นเดิมซึ่งครั้งนี้เขาได้รู้จักศิลปินเพิ่มอีกหลายคน อาทิ Claude Monet, Pierre Auguste Renoir และ Alfred Sisley การที่เขาไม่สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในแผนกศิลปะได้เสียทีทำให้งานของเขาไร้แบบแผนแต่กลับได้รับอิทธิพลจาก Gustave Courbet และ Eugene Delacroix รวมทั้งกลุ่มศิลปินแนว Impressionism เมื่อผลงานของศิลปินกลุ่ม Impressionist ไม่สามารถจัดแสดงในนิทรรศการปกติและพวกเขาได้เลือกจัดแสดงใน Salon des Refuses ในปี 1863 แม้กลุ่มศิลปินเหล่านี้สามารถจัดนิทรรศการได้ แต่กลับไม่สามารถขายผลงานได้ส่งผลให้พวกเขาขาดทุนตลอด

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานก่อนปี 1880 ของ Cezanne ออกแนวหมองหม่นมืดทึบและได้รับแรงบันดาลใจจาก Eugene Delacroix อย่างเห็นได้ชัด

The Temptation of Saint Anthony 1870

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Gauguin in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746727

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Gauguin in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Gauguin in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Sunflowers on the Armchair 1901

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงานแนว Post Impressionism ของ Van Gogh อยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Henri Paul Gauguin เพื่อนสนิทที่ Van Gogh รักมากที่สุดอยู่อีกจำนวนหนึ่งด้วย Paul Gauguin ศิลปินแนว Post Impressionism หรือ Symbolism ชาวฝรั่งเศสนี้เกิดวันที่ 7 มิถุนายน 1848 อันเป็นปีเดียวกับการเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส พ่อของเขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อต้านรัฐบาลจึงต้องหนีออกจากประเทศ ส่วนมารดาเป็นบุตรสาวของนักเขียนและนักกิจกรรมแนวสังคมนิยมปี 1850 พ่อพาครอบครัวหนีไปเปรูด้วยความหวังจะทำงานหนังสือพิมพ์ แต่พ่อกลับเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว แม่ของเขาจึงต้องพา Paul และ Marie น้องสาวมาอยู่กับ Jose Rufino Echenique ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีเปรู Gauguin จึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีโดยมีทั้งพี่เลี้ยงและสาวใช้ดูแลแต่เมื่อประธานาธิบดีหลุดจากตำแหน่ง แม่ก็พาเขากลับปารีสฝรั่งเศส โดยมีอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อและทิ้งเขาไว้กับปู่ที่เมือง Orleans ฝรั่งเศส

The Offering 1902

หลังเข้าเรียนหนังสือชั้นมัธยมจนจบเขาก็สมัครเข้าเป็นผู้ช่วยนักบินที่โรงเรียนการบิน และสมัครเข้าเป็นทหาร 2 ปี ปี 1871เขากลับมาอยู่ปารีสและได้งานเป็นนายหน้าค้าหุ้นและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกัน เขาก็หัดวาดภาพ และเริ่มเข้าสู่วงการขายงานศิลปะ อีกทั้งยังได้รู้จักศิลปินแนว Impressionism หลายคน อาทิ Camille Pissarro เมื่อตลาดหุ้นปารีสล้มในปี 1882 และตลาดงานศิลปะหดตัว เขาเลยหันมาทำงานเป็นศิลปินเต็มเวลา เขาได้สร้างสรรค์ผลงานจำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถขายได้ เขาจึงพาครอบครัวย้ายไปโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก แต่ก็อยู่ไม่ได้ เขาจึงต้องกลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง และได้พบกับ Vincent Van Gogh และ Theo น้องชายที่เป็นนายหน้าขายภาพ Theo ซื้อผลงานของ Gauguin ไว้ 3 ชิ้น ในช่วงเวลานั้น Van Goghและ Gauguin สนิทกันมากและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องทฤษฎีศิลปะกันบ่อยๆ Gauguin และ Van Gogh ใช้เวลาวาดภาพด้วยกันนานถึง 9 สัปดาห์ในบ้านสีเหลืองที่เมือง Arles ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แต่ในที่สุดGauguin ก็ทนอารมณ์แปรปรวนของVan Gogh ไม่ได้เพราะเขาเอามีดมาขู่ Gauguinก็เลยหนีไปเสีย ทั้งสองไม่เคยพบกันอีกเลยนับจากนั้น แม้จะยังติดต่อกันอยู่ก็ตาม

The Road 1884

หลังจากนั้น เขาย้ายไปอยู่ Tahiti ด้วยความหวังว่าจะกลับมาอย่างเศรษฐี เขาได้เริ่มต้นชีวิตในกระท่อมและเริ่มสร้างสรรค์งานที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนโพลีนีเซียแห่งนี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาสรรสร้างผลงานได้ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต ในแต่ละปีเขาสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมมากถึง 20 กว่าชิ้นและงานประติมากรรมอีกจำนวนหนึ่ง เขายังส่งงาน 9 ชิ้น ไปจัดแสดงร่วมกับผลงานของ Van Gogh อีกต่างหากซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้จะขายได้เพียง 2 ชิ้นเท่านั้น เพราะนักวิจารณ์ศิลป์เห็นว่า ผลงานของเขาด้อยกว่า Van Gogh ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ส่งงานอีก 70 ชิ้นมาให้นายหน้าช่วยขาย แต่ก็ขายไม่ค่อยได้จึงทำให้เขาต้องอาศัยรัฐสวัสดิการ ซ้ำร้าย เขายังป่วยเป็นโรคหัวใจที่มีต้นตอมาจากซิฟิลิสอีกต่างหากด้วย

Still Life with Flowers and Idol 1892

ปี 1892 เขาได้แต่งงานกับเด็กชาว Tahiti ที่อายุเพียงแค่ 13 ปี และมีลูกด้วยกัน ภรรยาเด็กคนนี้ของเขาได้กลายเป็นนางแบบให้เขาในผลงานหลายชิ้น สิ้นเดือนกรกฎาคม 1893 เขาย้ายกลับมาปารีสโดยทิ้งภรรยาเด็กและลูกไว้โดยไม่ได้พบหน้าอีกเลย แม้เขาจะเคยกลับไปเกาะนี้อีกก็ตาม หลังกลับมาปารีส เขาพยายามขายงานของเขาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำร้ายเขายังทะเลาะกับภรรยาคนที่อยู่โคเปนเฮเกนเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ สุดท้ายเดือน มิถุนายน 1895 เขาก็ตัดสินใจกลับไป Tahiti อีก
ครั้งนี้เขาเริ่มประสบความสำเร็จกับงานจิตรกรรมมากขึ้น เขาสามารถขายงานและสร้างบ้านได้จนมีฐานะดีขึ้น เขาจึงเริ่มงานใหม่ด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียน แล้วตามด้วยการเป็นนักประติมากรรม หลังอาศัยอยู่ Tahiti 6 ปี เขาตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่ปารีสอีกครั้ง โชคร้ายสุขภาพของเขาย่ำแย่มากจากซิฟิลิส แผลหกล้มจากกระดูกหักไม่สามารถเชื่อมต่อกันจนสนิทยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดมากขึ้นจนต้องใช้ Arsenic รักษา ส่งผลให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมและเสียชีวิตในปี 1903

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าประวัติของ Gauguin ทางด้านการศึกษาศิลปะแทบไม่ค่อยมี ชีวิตส่วนตัวค่อนข้างโลดโผน และอยู่นอกยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นในงานของเขาที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ผลงานส่วนใหญ่ที่เขาสร้างสรรค์ และเห็นได้จากใน KunsthausZurich จะออกสีทึบๆ หม่นๆ และมีกลิ่นอายของโพลิเนเซี่ยนซึ่งหาไม่ได้สำหรับศิลปินยุคเดียวกัน และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศิลปินแนว Impressionism และ Post Impressionismอย่าง Van Gogh ที่ถือว่าอยู่ในยุคเดียวกัน

Idyll in Tahiti 1901

Fruits and Knife detail 1901

Fruits and Knife 1901

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745353

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 3

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 3

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Blossoming Chestnut Branches 1890

ต้นมกราคม 1889 หลังเขาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพียงแค่ 2 สัปดาห์ เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน อย่างไรก็ดี เขากลับเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้งจากอาการประสาทหลอนและหลงผิด เดือนมีนาคม 1889 ตำรวจได้ปิดบ้านเขาและส่งเขาไปนอนโรงพยาบาลเพราะคนข้างบ้านร้องเรียนว่า Van Gogh ชอบทำอะไรบ้าๆ เขาได้ย้ายเข้าไปในห้องของหมอ Rey หลังจากที่น้ำท่วมห้องนอนเขา หลังจากนั้นอีก 2 เดือนเขาย้ายไป Saint Remy de Provence เขาชื่นชอบหมอ Rey มากและได้วาดรูปหมอและมอบให้หมอ แต่หมอกลับไม่ชอบผลงานที่เขาบรรจงสร้างให้และยกให้คนอื่นไป ปัจจุบันภาพเขียนนี้มีมูลค่ามากถึง 50 ล้านเหรียญ และถูกจัดแสดงอยู่ที่ Puskin Museum of Fine Arts

เดือนพฤษภาคม 1889 Van Gogh ย้ายไปอยู่ที่ Saint Paul de Mausole asylum โดยได้รับการจัดสรรให้อยู่ใน2 ห้อง ซึ่งเขาใช้ห้องหนึ่งเป็นห้องภาพ เขาสร้างสรรค์งานโรงพยาบาล ห้องนอนและสวนวนไปจำนวนหนึ่ง ระหว่างกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 1890 อาการโรคซึมเศร้ากำเริบอย่างรุนแรงจนเขาไม่สามารถเขียนจดหมายได้ แต่ยังคงสร้างงานจิตรกรรมต่อไปได้ หลังหลานชายเขาเกิด เขาได้เขียนบอก Theo ว่าเขากำลังวาดภาพดอกอัลมอนด์สีขาวเพื่อไว้แขวนในห้องนอนหลาน

Portrait of Patience Escalier 1889

ในเดือนพฤษภาคม 1890 เขาออกจาก Saint Remy Clinic และย้ายไปอยู่ใกล้กับDr.Paul Gachet และ Theo ในปารีสและได้วาดภาพหมอ Gachet ไว้หลายภาพมาก นอกจากนี้ เขายังวาดภาพทุ่งข้าวสาลีที่มีสีเขียว และฟ้าที่วุ่นวายโกลาหล เขาเขียนบอก Theo ว่าเขาไม่สามารถบรรยายความเป็นคำพูดได้ แต่บรรยายสุขภาพและความรู้สึกได้ผ่านการวาดภาพโดยเฉพาะภาพ Wheatfield with Crows ซึ่งเป็นภาพในเดือนสุดท้ายในชีวิตของเขาก็บ่งชี้ถึงความสับสนว้าวุ่นของเขาได้เป็นอย่างดี

วันที่ 27 กรกฎาคม 1890 เขายิงตัวเองเข้าที่อกด้วยปืน 7 มม. ที่ทุ่งสาลี แต่เขายังสามารถเดินกลับมาโรงพยาบาลได้โชคร้ายหมอไม่สามารถผ่าตัดเอากระสุนออกได้ เลยปล่อยให้เขานอนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว วันรุ่งขึ้น Theo เดินทางมาหาแต่เขาเริ่มติดเชื้อจากแผลแล้วและเสียชีวิตในวันที่ 29 เขาถูกฝังในวันรุ่งขึ้น ปีต่อมา Theo ก็เสียชีวิตลงเช่นกัน หลังปี 1947 ซึ่งวงการแพทย์ได้มีบัญญัติคำวินิจฉัยโรคBipolar ได้แล้วนั้น จิตแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นโรคของว่า Van Gogh ไม่เพียงเขาจะป่วยทางจิต สุขภาพของเขายังย่ำแย่จากการขาดอาหาร ทำงานมากเกินไปนอนไม่หลับ และติดสุราด้วย

Thatched Roof at Chaponval 1890

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของVan Gogh ใน Kunsthaus Zurich ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากจะเห็นว่า ในช่วงแรกพัฒนาการทางด้านศิลปะของ Van Gogh สัมพันธ์กับสถานที่และวัฒนธรรมของแต่ละสถานที่ที่เขาย้ายไปอยู่ แม้ในช่วงแรกๆเขาจะนิยมเขียนภาพที่มีความหมองหม่นมืดมัว แต่หลังจากที่แนวทางศิลปะแบบ Impressionism เริ่มแพร่กระจายสู่โลกมากขึ้น และเขาได้รู้จักแนวทางศิลปะแบบญี่ปุ่น และงานของ Gauguin เขาก็เริ่มใช้สีที่สดใสไม่ว่าจะเป็น ฟ้า เขียว ส้ม โดยเฉพาะเหลืองที่เขาชำนาญจนสามารถใช้ได้หลายเฉดและมากที่สุดเหนือศิลปินใดๆรวมทั้งฝีแปรงที่ใหญ่ขึ้นหนักแน่นขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลงานของเขายังเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์และอาการทางจิตของเขาที่ขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปมาด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1889-90 อันเป็นปีท้ายๆ ของชีวิต นักท่องเที่ยวที่ได้เห็นงานจริงของเขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาทั้งในด้านจินตนาการ อารมณ์และวิธีการสร้างสรรค์งานที่มีอัตลักษณ์ยากที่ใครจะเลียนแบบได้อย่างแท้จริง

Thatched Roof at Chaponval 1890

Thatched Roof at Chaponval 1890

Two Peasant Women 1890

Two Peasant Women 1890

The Cypress and Flowering Tree 1889 1890

The Cypress and Flowering Tree 1889 1890

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743953

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 2

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Bridge across the Seine at Arsenieres 1887

แม้ผลงานก่อนปี 1885 ของ Van Gogh จะมีนักขายงานศิลปะสนใจอยู่บ้างแต่กลับขายไม่ค่อยได้ เขาต่อว่า Theo น้องชายว่าไม่ใช้ความพยายามให้มากพอในการขายงานของเขา แต่ Theo แย้งว่า งานของเขาขายไม่ได้เพราะมันดูหมองหม่นมืดมัวเกินไป ตลาดชอบงานสดใสแบบ Impressionism มากกว่า ปลายปีเขาย้ายไปอยู่ Antwerp เนเธอร์แลนด์และอาศัยอยู่อย่างยากจนโดยกินแค่ขนมปังกับกาแฟ และสูบแต่บุหรี่ เพราะเอาเงินที่น้องชายให้ไปซื้อสีมาเขียนภาพจนทำให้ฟันผุ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขายังศึกษาทฤษฎีสี และภาพเขียนเก่าๆ ของPeter Paul Rubens และซื้อภาพของ Ukiyo-eจนใช้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและต้นแบบสำหรับงานของเขาในเวลาต่อมา ปีต่อมาเขากลับไปดื่มหนักอีกครั้งและต้องเข้าโรงพยาบาลในเดือนมีนาคม 1886 เพื่อรักษาซิฟิลิส

หลังออกจากโรงพยาบาล เขาเข้าสอบ Academy of Fine Arts อีกครั้งที่ Antwerp เพื่อเรียนเขียนภาพและภาพร่าง แต่สุดท้ายเขาก็ทะเลาะกับอาจารย์ทุกคนในมหาวิทยาลัยจนอาจารย์ให้ซ้ำชั้น เขาจึงตัดสินใจเลิกเรียนในที่สุดหลังจากเข้าเรียนได้เพียงแค่ปีเดียว เขาย้ายกลับไปอยู่ปารีสและแบ่งที่อยู่กับ Theo ในมองมาร์ต เขาได้สร้างสรรค์ผลงานหลายชิ้นที่นี่ หลังจากเขาได้เห็นผลงานPortrait of Adolphe Monticelli เขาก็เริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างงานด้วยการใช้สีที่สดใสและฝีแปรงที่ใหญ่และชัดเจนขึ้นปลายปี 1886 Theo เริ่มรู้สึกว่าการอยู่กับ Van Gogh อึดอัดเกินไป เขาเลยย้ายไป Asnieres และได้รู้จักกับ Signac จนรับเอาแนวทางศิลปะแบบ Pointillism มาร่วมด้วย

Apricot Tree in Blossom 1888

พฤศจิกายน 1887 ขณะที่เขากำลังจะจัดนิทรรศการร่วมกับ Bernard Anquetin และ Toulouse-Lautrec เขาและ Theoได้รู้จักกับ Paul Gauguin ซึ่งเพิ่งมาถึงปารีสและได้แลกผลงานกัน หลังจบนิทรรศการ เขารู้สึกเบื่อหน่ายมากจึงย้ายไป Arles เมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และทิ้งผลงาน 200 ชิ้นไว้กับ Theo แม้เขาจะยังคงดื่มหนักแต่ช่วงเวลาในเมือง Arles นี้ กลับเป็นช่วงที่เขาสร้างสรรค์ผลงานไว้เป็นจำนวนมากถึง 300 กว่าชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นภาพเกี่ยวกับชนบท การเก็บเกี่ยว กองฟางโดยเน้นการใช้สีเหลืองเป็นหลัก

7 พฤษภาคม 1888 เขาย้ายจากHotel Carrel ไปอยู่ที่ Café de la Gare ที่ซึ่งเขาให้ความเห็นว่า Café เป็นสถานที่ที่ทำให้เขาทำลายตัวเอง บ้า และก่ออาชญากรรม 23 ธันวาคม 1888 เขาเหมือนได้ยินเสียงหลอนจนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงใช้มีดโกนตัดหูจนเลือดนองเต็มไปหมดเขาเลยเอาผ้าพันแผลปิดหูไว้และเอาหูหิ้วไปหาโสเภณีที่เขาและ Gauguin ไปใช้บริการเป็นประจำ วันรุ่งขึ้นตำรวจไปพบเขาหมดสติจึงพาเขาไปโรงพยาบาลและได้เข้ารับการรักษาจาก Felix Rey แพทย์ฝึกหัด แต่แพทย์กลับไม่สามารถต่อหูให้เขาได้แล้วเพราะหูได้เน่าไปเสียแล้ว ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เขาได้รับการวินิจฉัยว่ากำลังอยู่ในอาการ Mania และหลง Gauguin ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังอยู่กับเขาได้แจ้งให้ Theo ทราบ ในเวลานั้น Theo กำลังจะแต่งงานแต่เขาก็เดินทางมาหา Van Gogh ในวันคริสต์มาสและรีบกลับไปแต่งงาน

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Van Gogh ใน Kunsthaus Zurich จะเห็นว่าผลงานตั้งแต่ปี 1886 ของเขาแตกต่างจากก่อนปี 1885 ค่อนข้างมาก นั่นคือ เริ่มมีสีสันที่สดใส และมีฝีแปรงที่ใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มสร้างอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง

Apricot Tree in Blossom detail 1888

Bridge across the Seine at Arsenieres 1887

Bridge across the Seine at Arsenieres 1887

Self Portrait 1887

Self Portrait 1887

Self Portrait with Bandage and Pipe 1888

Self Portrait with Bandage and Pipe 1888

The Sower with Setting Sun 1888

The Sower with Setting Sun 1888

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742358

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 1

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Potato Eaters 1885

บนโลกใบนี้ นอกจาก Leonardo Da Vinci ที่เป็นทั้งปราชญ์และศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดแล้วคงไม่มีศิลปินคนใดมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากเท่า Van Goghหอศิลป์ใหญ่ๆ ทุกแห่งบนโลกต่างแย่งชิงกันที่จะสรรหาผลงานของศิลปินผู้นี้มาจัดแสดง แม้ Van Gogh จะมีห้องภาพของตัวเองอยู่แล้วในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ก็ตาม Kunsthaus Zurich ซึ่งเป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดและมั่งคั่งที่สุดของสวิสซึ่งเป็นประเทศที่เกือบจะมั่งคั่งอันดับ4 ของโลกเทียบตาม GDP ต่อหัวประชากรย่อมมีผลงานของ Van Gogh มหาศาลมิให้น้อยหน้าหอศิลป์ใดๆ ในโลกอย่างแน่นอน

Vincent Willem Van Gogh เกิดวันที่ 30 มีนาคม 1853 ณ Groot-Zundert ประเทศเนเธอร์แลนด์โดยเป็นบุตรชายคนโตของ Theodorus Van Gogh นักบวชของ Dutch Reformed Church กับมารดาซึ่งมาจากตระกูลคหบดีที่เมืองเฮก เขามีน้องชายและน้องสาวอีก 2 คน โดยคนที่สนิทที่สุดคือ Theo ซึ่งเกิดในปี 1857 เนื่องจากบิดาของเขามีรายได้น้อยและมารดาของเขาเป็นคนเคร่งศาสนาและเข้มงวดทำให้เขาเป็นคนเคร่งขรึมและช่างคิด เมื่อยังเล็กแม่ของเขาเป็นคนสอนหนังสือก่อนจะส่งเขาไปเข้าเรียนโรงเรียนประจำซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง จึงพยายามจะกลับบ้าน แต่เขากลับถูกส่งไปเรียนใหม่อีกใน Tilburg ซึ่งทำให้เขาปราศจากความสุขหนักขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี การไปอยู่ Tilburg ทำให้เขาได้พบกับ Constant Cornelis Hijsmans ซึ่งเป็นศิลปินที่เน้นการแสดงออกตามอารมณ์และธรรมชาติมากกว่าเทคนิค ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็รู้สึกอยู่ไม่ได้จนหนีกลับบ้านอีก ในปี 1869 ลุงของเขาหางานให้เขาฝึกงานศิลป์กับ Goupil & Cie ซึ่งเป็นห้องขายภาพที่กรุงเฮก หลังจบการอบรม เขาถูกย้ายไปอยู่กับ Goupil’s Group ที่กรุงลอนดอน

Head of Peasant Woman 1885

ที่นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของ Van Gogh เขาเริ่มทำงานและประสบความสำเร็จ และมีรายได้มากกว่าบิดา มันเป็นปีที่ดีที่สุดของเขาเลยทีเดียว เขาเริ่มเกี้ยวลูกสาวของคนให้เช่าบ้าน แต่เธอปฏิเสธ เพราะเธอหมั้นกับคนเช่าก่อนหน้าไปแล้ว เขาเลยกลับมาแยกตัว และหันเหเข้าหาศาสนา เดือนเมษายน ปี 1876 เขากลับไปอังกฤษเพื่อไปเป็นครูที่ Ramsgate ก่อนที่จะไปเป็นผู้ช่วยนักบวช ส่วนพ่อแม่ของเขาก็ย้ายไป Etten ปลายปีเดียวกัน เขากลับบ้านและไปทำงานที่ Dordrecht เนเธอร์แลนด์โดยทำการแปลพระคัมภีร์จนยิ่งทำให้เขารู้สึกเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นถึงกับยกเลิกการกินเนื้อ ครอบครัวของเขาจึงส่งเขาไปอยู่กับ Johannes Stricker ลุงของเขาที่อัมสเตอร์ดัม แต่เขาสอบเพื่อเข้าเรียนศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งอัมสเตอร์ดัมไม่ได้ ปีต่อมาเขาเลยไปเป็นมิชชั่นนารีที่ Petit Wasmes และเพื่อให้เข้าถึงความยากจนมากขึ้นเขาได้ยกที่อยู่ให้กับคนไร้บ้านและหันมาใช้ชีวิตอย่างยากจนในกระท่อมที่ทำจากฟาง

ปี 1880 เขาเริ่มหันมาใช้ชีวิตอยู่กับชาวเหมืองและเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนและสภาพแวดล้อมก่อนย้ายไปบรัสเซลล์ประเทศเบลเยี่ยมเพื่อเรียนศิลปะกับ Willem Roelofs ผู้สนับสนุนให้เขาเข้าเรียน AcademieRoyale des Beaux-Arts ปีต่อมาเขากลับบ้านและได้รู้จักกับ Cornelia “Kee” ลูกพี่ลูกน้องม่ายที่อายุมากกว่าเขา 7 ปี และมีลูกติดอายุ 8 ขวบ ที่เขาหลงรักจนประกาศให้ครอบครัวรู้ว่าเขารักเธอและขอแต่งงานกับเธอ แต่เธอปฏิเสธ เมื่อเขาอกหัก เขาจึงย้ายไปกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ด้วยความหวังว่าจะขายผลงานได้ ปลายปี 1881 เขากลับไปอัมสเตอร์ดัมใหม่ด้วยความหวังจะได้พบกับ Kee แต่ Kee ไม่ยอมพบเขา และพ่อแม่ของ Kee ยังเขียนบอกเขาว่า ความรักของเขาเป็นเรื่องน่ารังเกียจมาก และเขาไม่มีทางได้แต่งงานกับเธออย่างเด็ดขาดไม่ว่าเขาจะทำร้ายตัวเองก็ตาม เพราะเขายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย

The Old Tower 1884

หลังจากนั้นเขาได้พบกับ Anton Mauve ลูกพี่ลูกน้องอีกคนซึ่งแนะนำให้เขาวาดภาพสีน้ำ และสีน้ำมัน และร่วมกันเปิดห้องภาพขนาดเล็กได้เพียงเดือนเดียวก็เลิกร้างกันไป เขาสามารถจ้างนางแบบได้แค่คนข้างถนนซึ่ง Mauve ไม่ยอมรับ เดือนมกราคม 1882 Van Gogh ได้รู้จักกับ Clasina Maria “Sien” Hoorni ซึ่งมีลูกอายุ 5 ขวบ และมีความสัมพันธ์กัน เดือนมิถุนายน 1882 Van Gogh ติดหนองในและป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล 3 สัปดาห์ หลังออกจากโรงพยาบาลเขายืมเงิน Theo น้องชายมาซื้อสีน้ำมันและเริ่มวาดภาพสีน้ำมันภาพแรกจนติดใจ พ่อของเขาทราบเรื่องที่เขาอยู่กับ Sien ซึ่งเป็นโสเภณีมาก่อนและไม่ยอมรับ Van Gogh จึงพาSien ออกจากบ้าน แต่เนื่องจากทั้งสองไม่สามารถหาเงินได้ Sien จึงกลับไปเป็นโสเภณีอีก ในที่สุดเขาก็เลิกร้างกับเธอ เพราะคิดว่าการอยู่ด้วยกันคงไม่มีทางทำให้เขาสามารถพัฒนาทางด้านศิลปะได้

หลังจากนั้นเขาย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ Nuenen และให้ความสนใจแต่กับการเขียนภาพสีน้ำมัน และได้สร้างผลงานขึ้นจำนวนหนึ่ง สิงหาคม 1884 เขาได้พบกับ Margot Begemann ลูกสาวของเพื่อนบ้านที่อายุมากกว่าเขา 10 ปีและชอบพอกันแต่ครอบครัวของทั้งสองก็ห้ามอีก ทำให้ฝ่ายหญิงกินยา Strynine โดยหวังจะฆ่าตัวตายแต่ Van Gogh เป็นคนพาเธอไปโรงพยาบาลและรักษาจนรอดชีวิต ในช่วงที่เขาอยู่ Nuenen 2 ปี เขาสร้างสรรค์งานทั้งสีน้ำมันและสีน้ำมากถึง 200 ชิ้น แต่ผลงานช่วงนี้เน้นสีเอิร์ทโทน และหมองหม่นอันเป็นผลจากชีวิตที่ไม่สมหวังในความรักของเขาสักครั้งซึ่งแตกต่างจากงานในช่วงหลังของชีวิตอย่างมาก

นักท่องเที่ยวที่ชมผลงานของ Van Gogh ใน Kunsthaus Zurich ที่มีเพียงแค่ 2 ชิ้น จะเห็นว่า ผลงานในช่วงแรกของชีวิตนั้นเต็มไปด้วยสีหมองหม่นมืดมน ทั้งนี้คงเป็นเพราะชีวิตของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความทุกข์นั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740945

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Lucheon 1899

ผลงานของศิลปินกลุ่ม Les Nabis ใน Kunsthaus Zurich นอกจาก Vuillard แล้วยังมีของ Pierre Bonnard ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้ร่วมให้กำเนิดแนวทางการเคลื่อนไหวศิลปะนี้อีกคนหนึ่งด้วย เขาเกิดใน Fontenay-aux-Roses ในวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1867 มารดาของเขามาจากแคว้น Alsace แคว้นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ส่วนบิดาเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงกลาโหม ฝรั่งเศส เขาได้รับการศึกษาใน Lycee Louis-le-Grand และได้แสดงฝีมือในการวาดภาพร่างและสีน้ำตั้งแต่ยังเด็กโดยฝึกวาดภาพในสวนหลังบ้านถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับสามารถสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมายจนได้รับใบอนุญาตในการทำงานด้านกฎหมายและฝึกเป็นทนายความในปี 1888 ซึ่งเป็นที่สมใจบิดามาก

ในช่วงที่เขาเรียนกฎหมายอยู่นั้น เขาก็เข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academie Julian ในกรุงปารีส และได้รู้จักกับ Paul Serusier, Maurice Denis แม้เขาจะเรียนจบกฎหมาย และได้ฝึกหัดเป็นทนายอย่างจริงจังหลังจบ แต่เขากลับไม่สามารถเข้าทำงานในสำนักงานทนายความใดๆ ได้ ในปี 1888 เขาจึงตัดสินใจเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และได้พบกับ Edouard Vuillard อีกทั้งยังสามารถขายผลงานศิลปะชิ้นแรกได้นั่นคือ โปสเตอร์โฆษณาแชมเปญส่งผลให้เขาเชื่อมั่นว่าเขาสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพได้จากการเป็นศิลปินแทนที่จะเป็นทนายความ เขาพบกับ Marthe de Meligny นางแบบซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของเขาในปี 1893 และอยู่ด้วยกันจนแต่งงานในปี 1925 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขายังคบหากับผู้หญิงอีก 2 คนนั่นคือ Renee Monchaty และ Lucienne Dupuy de Frenelle ที่เป็นนางแบบของเขาทั้งคู่ หลังจากที่เขาตัดสินใจแต่งงาน Renee Monchaty ผู้หญิงอีกคนที่เขาคบหาก็ฆ่าตัวตายซึ่งกลายเป็นแรงกดดันขนานใหญ่ในชีวิต ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไป

Ambroise Vollard 1904

เมื่อเขาไม่สามารถหาเลี้ยงชีพจากทนายความได้เสียที เขาจึงเข้าร่วมกลุ่ม Les Nabis อย่างจริงจัง แต่เขาก็มีแนวทางในการสร้างสรรค์งานแตกต่างจากสมาชิกคนอื่น เพราะเขาไม่เน้นงานแนวศาสนา จิตวิทยาและนิยายปรัมปรา แต่หันไปสร้างงานที่ฟื้นฟูหรือยกระดับจิตใจมากกว่า Aurelien Lugne-Poe ศิลปินและนักเขียนที่เป็นหุ้นส่วนห้องภาพร่วมกับเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับ Bonnard ไว้ว่า เขาเป็นคนตลก เพิกเฉย และไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวสะท้อนให้เห็นได้จากงานของเขาที่ออกแนวถากถางเหน็บแนม

ในปี 1891 เขาได้รู้จักกับ Toulous-Lautrec และเริ่มจัดแสดงผลงานด้วยกันในงาน Societe des Artistes Independants และร่วมก่อตั้งสมาคม Le Revue Blanche
ซึ่งเขาและ Edouard Vuillard ร่วมกันออกแบบโปสเตอร์หน้างาน หลังจากนั้นอีก 2 ปี งานของเขาก็ได้รับอิทธิพลจากศิลปะญี่ปุ่นสังเกตได้จากรูปทรงเรขาคณิตบนเสื้อผ้าของนางแบบ และได้จัดแสดงในนิทรรศการของ Utamaro และ Hiroshige ที่ห้องภาพ Durand-Ruel จนเขาได้รับสมญานามในกลุ่ม Les Nabis ว่า Le Nabi le tres japonard หลังประสบความสำเร็จกับแนวทางนี้ เขาก็เริ่มเน้นงานตกแต่งโดยออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผ้า พัด และวัตถุอื่นๆ จนทำให้เขามีชื่อเสียงมากในเวลาต่อมา

Interior Scene 1905

ในปี 1894 เขาเริ่มสร้างงานจิตรกรรมแนวใหม่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปารีส อาทิ อาคาร สัตว์ และภาพเหมือนเป็นครั้งแรกโดยใช้ Marthe ภรรยาเป็นนางแบบก่อนที่จะเริ่มออกแบบกระจกสีตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ให้กับ Tiffany ในปีต่อมาเขาสามารถจัดนิทรรศการผลงานเดี่ยวได้โดยจัดแสดงทั้งงานจิตรกรรม โปสเตอร์ และภาพประกอบนิยายชื่อ Marieของ Peter Nansen นับจากปี 1896 เป็นต้นมาเขาก็จัดแสดงผลงานเรื่อยๆ โดยมีทั้งจัดแสดงผลงานเดี่ยวและร่วมกับกลุ่ม Les Nabis อาทิ ปี 1905 เขาจัดแสดงผลงานเดี่ยวแนวนู้ดและภาพเหมือน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเน้นสร้างแต่งานนู้ดและภาพเหมือนจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ในปี 1918 เขาและ Renoir ได้รับการเลือกให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมศิลปินฝรั่งเศสรุ่นเยาว์ เมื่อเขาโด่งดังขึ้น เศรษฐานะเขาก็เริ่มดีขึ้นจนสามารถซื้อคฤหาสน์ที่เมืองคานส์ได้ในปี 1925 ชื่อเสียงของกลุ่ม Les Nabis โด่งดังมากจน Bonnard และ Vuillard สามารถไปร่วมจัดแสดงผลงานด้วยกันถึง Art Institute of Chicago สหรัฐฯ ในปี 1938

Woman at her Toilet 1905

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นในปี 1939 เขาต้องอพยพจากปารีสไปอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส ถึงกระนั้นก็ตาม เขายังได้รับการจ้างให้สร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรที่St.Francis de Sales โดยเขาปฏิเสธที่จะรับงานตามคำสั่งของรัฐบาลเยอรมันที่ครอบครองฝรั่งเศสในช่วงสงคราม เขาเสียชีวิตลงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงได้เพียง 2 ปีในปี 1948 หลังเขาเสียชีวิตได้ 1 ปี Museum of Modern Art of New York City ได้จัดนิทรรศการเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับเขาในฐานะที่เขาจะมีอายุ 80 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ผสมผสานกับอิทธิพลของ Paul Gauguin และ Paul Cezanne ที่เน้นการใช้สีเขียวหรือสีออกทึมๆ มากกว่าสดใส

The Luncheon detail1

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739431

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Self Portrait 1906

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงสงสัยว่า Le Nabis คืออะไร Les Nabis เป็นคำที่ถูกเรียกขึ้นครั้งแรกจาก Auguste Cazalis มาจากภาษาฮิบรูที่แปลว่า ผู้พยากรณ์ ไว้ใช้กับกลุ่มศิลปินฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่ทำงานในปารีสในช่วงปี 1888-1900 ซึ่งเป็นกลุ่มเปลี่ยนผ่านระหว่าง Impressionism กับAbstract และ Symbolism ในกลุ่มนี้มีศิลปินเด่นๆ หลายคน อาทิ Pierre Bonnard และ Edouard Vuillard ศิลปินกลุ่มนี้เรียนกับRodolphe Julian ณ Academie Julian ในกรุงปารีส พวกเขาชื่นชมงานและได้รับแรงบันดาลใจ Paul Gauguin ในการสร้างสรรค์งาน ต้นกำเนิดของแนวคิดมาจาก Maurice Denis ได้เขียนบทความจนกลายเป็นหลักของการเคลื่อนไหวทางศิลปะของ Les Nabis คือ ภาพที่จะได้รับการจดจำต้องเป็นงานที่สร้างบนพื้นที่ราบเรียบโดยปกคลุมไปด้วยสีที่มีลำดับที่แน่นอน แนวคิดเรื่องงานจิตรกรรมของ Denis เช่นนี้เริ่มต้นครั้งแรกมาจากแนวคิดของ Hippolyte Taine ที่เขียนไว้ใน The Philosophy of Art ที่กล่าวว่า ภาพวาดคือพื้นผิวสี ซึ่งโทนสีต่างๆ และองศาของแสงต่างๆ จะถูกจัดวางไว้ตามทางเลือกที่แน่นอน นั่นคือสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิด

The Vaudeville Show Magician 1895

กลุ่มศิลปิน Les Nabis ที่เป็นผู้ร่วมให้กำเนิดคนหนึ่งก็คือ Jean Edouard Vuillardเขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1868ที่ Cuiseaux ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นอดีตนายทหารเรือที่ผันมาเป็นผู้เก็บภาษี ส่วนแม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้า เขาเข้าเรียนทางด้านวาทศิลป์และศิลปศาสตร์เพื่อร่างภาพจากงานของ Michelangelo และงานประติมากรรมคลาสสิกที่ Lycee Condorcet อันเป็นสถานที่ที่เขาได้พบกับศิลปินกลุ่ม Les Nabisอีกหลายคน หลังเข้าศึกษาด้านศิลปะ เขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่รับราชการทหารเหมือนอย่างบิดาและตั้งใจที่จะเป็นศิลปิน ในปี 1885 เขาออกจากโรงเรียนและร่วมเปิดห้องภาพกับ Diogene Maillart ณ ห้องภาพที่เคยเป็นของ Eugene Delacroix ทั้งสองได้มีโอกาสเรียนรู้ผลงานเก่า ๆ ของ Delacroix ที่ทิ้งไว้ให้ก่อนที่จะเข้าเรียนที่ Academie Julianในปีเดียวกัน

แม้เขาจะมีพื้นฐานทางด้านศิลปะหลายปี แต่เขากลับไม่สามารถสอบเข้า Ecole des Beaux-Arts สถาบันหลักได้ในการสอบครั้งแรก เขาต้องสอบถึง 3 ครั้งกว่าที่มหาวิทยาลัยจะรับและให้เข้าเรียนกับ Robert-Fleury ในปี 1888 อย่างไรก็ดีเพียงแค่ปีเดียวที่เข้าเป็นนักศึกษา ผลงานภาพเหมือนย่าของเขาก็ได้รับการยอมรับจาก Salon นับจากปี 1889 เขาก็เข้าร่วมสัมมนา และแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่ม Les Nabis อย่างลับๆ สม่ำเสมอ ความที่การสร้างความเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะใหม่ในช่วงเวลานั้นเป็นไปได้ยากและถูกปฏิเสธจาก Salon ทำให้กลุ่ม Les Nabis ต้องตั้งนามแฝงสำหรับแต่ละคนโดย Vuillard ใช้ชื่อว่า NabiZouave

The Visitor 1900

Vuillard เริ่มทำงานด้านศิลปะตกแต่งครั้งแรกโดยทำการตกแต่งโรงละคร ในปี 1891 กลุ่ม Les Nabis ก็เริ่มจัดงานนิทรรศการเป็นของตัวเอง Vuillard ส่งผลงาน
2 ชิ้นเข้าจัดแสดงด้วยและเริ่มได้รับการตอบรับอย่างดี เขาเริ่มงานเขียนนิตยสารด้วยในเวลาเดียวกันและได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการสร้างสรรค์งานแบบLes Nabis ไว้ด้วย ผลงานของกลุ่ม Les Nabisส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะญี่ปุ่นที่จัดแสดงในห้องภาพของ Siegfried Bingผู้จำหน่ายภาพในปารีส เขาได้ซื้อภาพแนวนี้ที่มีขายแบบพิมพ์ด้วยถึง 180 ชิ้น และบางชิ้นนักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นในผลงานของเขา

อิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นเห็นได้ทั่วไปในงานของ Vuillard ตั้งแต่ความเรียบง่ายของรูปแบบ การใช้สีตัดกันฉูดฉาด การไม่มีความลึก รวมไปถึงการใช้เส้นจำนวนน้อย และการหันเหของหน้าออกจากผืนผ้าใบ เขาเน้นการตกแต่งผนังและดอกไม้มากกว่าภาพเหมือนคน นอกจากนั้นเขายังเน้นรับงานตกแต่งเวที โรงละครมากกว่าการสร้างงานจิตรกรรมโดยออกแบบตั้งแต่แผ่นพับ กระจกสี และงานกระเบื้องตกแต่งไว้ตามที่ต่างๆ อาทิ กระจกสีสำหรับตกแต่งบริษัท Louis Tiffanyจานกระเบื้องที่มีรูปผู้หญิงและดอกไม้ เป็นต้น นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้ชมผลงานของVuillard ในช่วงหลังของชีวิตซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นได้อย่างเด่นชัดทั้งการใช้สี และรายละเอียดของสิ่งที่สร้างสรรค์

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737918

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich2

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich2

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Cottage in Normandy 1885

ในปี 1883 Monet ได้เช่าบ้านที่มีสวนและยุ้งข้าวในเมือง Giverny เพราะที่นี่ใกล้โรงเรียนและทำให้เขามีทิวทัศน์ที่ถูกใจในการสร้างสรรค์งานจนที่นี่กลายเป็นสถานที่ต้นแบบของการสร้างงานต่อมาอีกนับ 40 ปี ในปี 1886เขาได้รู้จักกับ Gustave Geffroy ซึ่งได้เขียนบทความเกี่ยวกับ Monet จนทำให้เขาเป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ และสามารถขายผลงานให้กับชาวอเมริกันได้ส่งผลให้ฐานะของเขาดีขึ้นตามลำดับและสามารถซื้อบ้านได้ในปี 1890เมื่อเขาฐานะดีขึ้นอีก เขาก็ลงทุนไปมากมายกับการตกแต่งสวนโดยเป็นทั้งผู้ออกแบบและลงมือทำ อีกทั้งยังจ้างคนสวนมากถึง7 คน เพื่อบันดาลให้สวนและบ่อน้ำเป็นไปอย่างที่ต้องการ ซึ่งคนทั่วโลกได้เห็นต่อมาในผลงานสารพัดชิ้นของเขา ในช่วงเวลานั้นเขาสร้างสรรค์ผลงานจากแบบที่เหมือนๆ กันด้วยวิธีและเวลาที่ต่างกันออกมาด้วยความหวังว่าจะพบภาษาใหม่ๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ และมีอัตลักษณ์เป็นที่จดจำอีกจำนวนมากจนสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวได้ในปี 1898

นับจากเริ่มตกแต่งสวนและบ่อน้ำ เขาเริ่มสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับดอกลิลลี่ โดยเขาเริ่มจัดนิทรรศการผลงานเกี่ยวกับดอกลิลลี่นี้ตั้งแต่ปี 1900 ซึ่งกลายเป็นงานที่เขาสร้างสรรค์มากที่สุดตลอด 20 ปีต่อมา ในปี 1905 หลังจากที่เขาขยายสวนดอกลิลลี่ เขาเริ่มหันเหเข้าสู่ผืนผ้าใบที่ใหญ่ขึ้นจึงทำให้เขาต้องใช้เวลามากขึ้นในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นจนมีผลงานจำนวนชิ้นที่น้อยลง นอกจากบ่อน้ำกับดอกลิลลี่แล้ว เขายังรังสรรค์ผลงานด้วยหัวข้อซ้ำๆ อีกหลายเรื่อง เช่น Waterloo Bridge,Charing Cross Bride, House of Parliamentซึ่งผลงานเหล่านี้ก็มีจัดแสดงอยู่ใน Kunsthaus Zurich และมิวเซียมดังๆ ทั่วโลกจนอาจสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชำนาญเรื่องศิลปะว่าทำไมมีแต่ผลงานชื่อซ้ำๆ จากศิลปินคนเดียวกัน

การสร้างงานเกี่ยวกับดอกลิลลี่ด้วยแสงและเงาสะท้อนที่เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นงานหลักของ Monet ไปเสียแล้ว ยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 1910 เขาได้รับคำชื่นชมมากจากงานนิทรรศการที่จัดแสดงเฉพาะดอกลิลลี่ในปี 1909 ที่มีผลงานจัดแสดงมากถึง 250 ชิ้นซึ่งนักวิพากษ์ศิลป์ให้ความเห็นไว้ว่า Monet สามารถบรรลุถึงจุดที่นำนามธรรมมาผสมกับจินตนาการสู่ความเป็นจริงได้อย่างลงตัว

ในปี 1911 Alice ภรรยาคนที่สองของเขาเสียชีวิต และอีก 3 ปีต่อมา Blanche ลูกสาวของ Alice ซึ่งเป็นคนดูแลเขาก็เสียชีวิตตามไปด้วย ส่งผลให้เขาเกิดภาวะซึมเศร้า ซ้ำร้ายในปีเดียวกันเขายังเริ่มเป็นต้อกระจก แต่เขาปฏิเสธการผ่าตัดเลยต้องใช้แว่นแทน ส่งผลให้ความสามารถในการรับรู้สีของเขาเสียหายจนทำให้เขาต้องสวมหมวกเพื่อลดความจ้าของแสงจนฝีแปรงของเขาใหญ่โตขึ้นและโทนสีของภาพมีความมืดลง เขาเริ่มเก็บตัวแต่ยังคงสร้างสรรค์งานแต่ในจำนวนที่น้อยลง ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังประสบความสำเร็จอย่างสูง และเริ่มสร้างงานให้กับรัฐมากขึ้น สายตาของเขาแย่ลงไปเรื่อยๆ และได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดต้อกระจกอีกแต่เขาก็ปฏิเสธอีกครั้ง แต่ยังคงทำงานต่อไปโดยประสบความสำเร็จอย่างสูงจนบางภาพขายได้ถึง2 แสนฟรังก์

ในปี 1923 แม้เขาจะใช้ยาขยายม่านตามานับปีแต่ก็ช่วยทำให้สายตาของเขาดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อสายตาของเขาเป็นอุปสรรคจนทำงานไม่ได้ เขาจึงยอมผ่าตัดตา
หลังผ่าตัดเขาก็ยังคงมีปัญหาเรื่องตาอยู่ดี ทั้งต้องใส่แว่นด้วยอีกต่างหากเนื่องจากในเวลานั้น การใส่เลนส์เข้าไปในลูกตายังไม่เกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องการเห็นภาพเป็นสีฟ้าหมดไป เขาพบว่าผลงานก่อนหน้านี้สีไม่เหมือนจริง เขาจึงตัดสินใจทำลายภาพเขียนเดิมๆ เสีย หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มป่วยอีก เขาเสียชีวิตจากมะเร็งในปอด ในวันที่ 5 ธันวาคม 1926 รวมสิริอายุ 86 ปี ร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่โบสถ์ใน Giverny บนโลงของเขา Clemenceau เพื่อนสนิทของเขาได้วางดอกไม้แทนผ้าดำเพราะเพื่อนรู้ว่า Monet ไม่ชอบสีดำเลยในชีวิต

ในปี 1966 Michel บุตรชายของเขาทำพินัยกรรมมอบบ้าน สวน และบ่อลิลลี่ให้กับ French Academy of Fine Arts หลังการปรับปรุงบ้านและสวน มูลนิธิ Claude Monet ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมบ้านและสวนของเขาได้ในปี 1980 ในพิพิธภัณฑ์ไม่เพียงมีงานของ Monet เท่านั้นยังมีการจัดแสดงงานไม้แนวญี่ปุ่นของ Monet ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสศึกษา และชื่นชมผลงานTheme ดังๆ ของเขาอย่างครบถ้วนโดยชิ้นเก่าๆ ตั้งแต่ปี 1869 ซึ่งเป็นช่วงที่หาชมได้ยากรวมไปถึงผลงานบ่อน้ำและดอกลิลลี่ขนาดใหญ่เต็มห้องที่มีอยู่ถึง 3 ชิ้นเลยทีเดียว

Grainstack in sunlight 1891

Grainstack in sunlight 1891

House of Paliament, sunset 1904

House of Paliament, sunset 1904

Monet’s Garden in Giverny 1895

Monet’s Garden in Giverny 1895

The Water Lily Pond in the Evening 1916

The Water Lily Pond in the Evening 1916

The water lily pond, green reflections 1920

The water lily pond, green reflections 1920

The Water Lily ponds with Irises 1914

The Water Lily ponds with Irises 1914

Waterloo Bridge, sunlight 1899

Waterloo Bridge, sunlight 1899