แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736451

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Impressionism ผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่จะได้ชมอย่างจุใจเมื่อมาเยือน Kunsthaus Zurich หอศิลป์ที่มีผลงานแนว Impressionism จำนวนมากจัดแสดงอยู่นั่นคือ Claude Monet เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1840 ณ กรุงปารีสโดยเป็นบุตรคนที่สองของ Claude Adolphe Monet และ Louise Justine Aubree Monet หลังเขาเกิด 5 ปีบิดาเขาย้ายไปอยู่ที่แคว้น Normandy เนื่องจากบิดาของเขาเป็นพ่อค้าขายส่งจึงต้องการให้เขาดำเนินรอยตามด้วยการทำธุรกิจค้าของชำ แต่เขากลับต้องการเป็นศิลปิน เขาจึงขอการสนับสนุนจากมารดา และเข้ารับการศึกษาทางด้านศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี เขาใช้เวลาฝึกฝนเพียงแค่ 4 ปี ก็เริ่มสามารถหาเงินได้จากการเขียนภาพ เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิตในปี 1857 เขาต้องอยู่กับบิดาและน้า ปีต่อมา เขาได้พบกับ Eugene Boudin ซึ่งเขาถือว่าเป็นครูที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของเขาและได้รับการสนับสนุนให้มีทักษะในการวาดภาพกลางแจ้ง ในปี 1859 เขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ Academia Suisse และได้พบกับ Camille Pissarro

อีก 2 ปีต่อมา เขาได้เข้ารับราชการทหารที่ Algeria ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อเขามากเพราะทำให้เขามีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องแสงและสี ปี 1862 เขาป่วยจนต้องออกจากทหารและกลับไปอยู่ปารีสกับบิดา แต่เขาก็ได้รับอนุญาตให้ไปใช้ชีวิตในชนบทบ้างและได้พบกับ Pierre-Auguste Renoir และ Frederic Bazille จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 3 คนรวมทั้ง Alfred Sisley ได้มีโอกาสวาดภาพด้วยกันบ่อยๆ ในช่วงเวลานั้นเขาได้มีโอกาสวาดภาพ Women in Garden ซึ่งเป็นภาพแรกๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับไม่สามารถส่งงานเข้าไปจัดแสดงที่ Salon อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งหลังปี 1868 ด้วยแล้ว เขาแทบไม่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานเลย เพราะกรรมการเห็นว่าผลงานของเขาไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน

Poppy Field 1880

ในปี 1867 Camille Doncieux ชู้รักของเขาได้ให้กำเนิด Jean บุตรชายกับเขา แต่เนื่องจากเขาและชู้รักไม่ได้แต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นราวจึงทำให้บิดาโกรธและตัดการสนับสนุนทางการเงิน เขาจึงต้องย้ายไปอยู่บ้านน้า ความที่เขารักบุตรชายมาก เขาจึงได้สร้างสรรค์งานเกี่ยวกับคนในครอบครัวไว้หลายชิ้น เช่น Child with cup, a portrait of Jean Monet ต่อมา Louis-Joachim Gaudibert นักสะสมงานศิลปะได้ช่วยให้เขาสามารถกลับมาคืนดีกับ Camille และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนที่กลมกลืนไปกับภาพกลางแจ้ง เขาสามารถขายงานหลายชิ้นให้กับ Gaudibert จนทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก่อนที่จะมาได้รับการสนับสนุนจาก Gustave Caillebotte นักสะสมงานศิลปะอีกคนหนึ่ง ในที่สุดในวันที่ 28 มิถุนายน 1870 เขาก็ได้แต่งงานกับ Camille เขาและครอบครัวเดินทางหนีสงคราม Franco-Prussia ไปอยู่ที่ลอนดอนและเนเธอร์แลนด์ เขาได้กลับไปพบกับ Pissarro อีกครั้ง อีกทั้งยังได้พบกับ PaulDurand-Ruel นายหน้าขายภาพ เขาได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของ J.M.W.Turner และได้ใช้งานของ Turner เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานในเวลาต่อมา

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1871 เขาถูกปฏิเสธในการขอเข้าร่วมส่งผลงานในนิทรรศการ RoyalAcademy ประกอบกับบิดาเสียชีวิต เขาเลยพาครอบครัวย้ายไปอยู่ Argenteuil และได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานที่นั่นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาในปี 1874 เขาเซ็นสัญญาเช่าบ้าน 6 ปีครึ่ง และย้ายไปอยู่บ้านใหม่ในเมืองเดิม และได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานจากที่นี่เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะภาพ panoramic ขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ฐานะของเขาก็ลุ่มๆ ดอนๆ เนื่องจากผู้สนับสนุนใหญ่หยุดการสนับสนุน เขาขายภาพได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังพยายามร่วมกับเพื่อนกลุ่ม Impressionist จัดแสดงผลงานภายใต้ชื่อกลุ่ม Anonymous Society of Painters, Sculptors and Engravers เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต่อต้านจาก Salon เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าศิลปินอื่นๆ ในกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลงานแนวทิวทัศน์ที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์

ในนิทรรศการครั้งแรกที่เก็บเงินค่าเข้าชม60 ฟรังซ์ ในปี 1874 นั้น แม้ Louis EdmondDuranty จะชื่นชมว่าผลงานของ Monet ถือเป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง แต่นักวิจารณ์ศิลป์ส่วนใหญ่วิพากษ์อย่างเสียหายจึงทำให้เขาไม่สามารถขายงานได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้จะตั้งราคาไว้เพียงแค่ชิ้นละ 1,000 ฟรังซ์ ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังเข้าร่วมจัดแสดงผลงานเช่นนี้ต่ออีก3 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถขายภาพได้เลย ทั้งMonet, Renoir, Pissarro, Morisot, Cézanneและ Sisley ต่างทดลองแนวทางใหม่ที่เน้นความจริงและปฏิเสธความมืดโดยเน้นการใช้แสงให้ดูโรแมนติก เหมือนจริงและดูสดใส หลังให้กำเนิด Michel บุตรชายคนที่สองในปี 1878 สุขภาพของภรรยาเขาทรุดโทรมลงมากMonet จึงจำเป็นต้องย้ายครอบครัวไปอยู่ Vetheuil ที่ซึ่งเขาต้องไปเช่าบ้านอยู่กับ Ernest Hoschede เจ้าของห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็นผู้อุปถัมภ์คนใหม่และได้จ้างเขาสร้างสรรค์ผลงาน 4 ชิ้น โชคร้ายภรรยาของเขาเสียชีวิตในปีต่อมา ซ้ำผู้อุปถัมภ์ก็ล้มละลายทำให้เขาต้องย้ายออกจากบ้านกลับไปอยู่ปารีส

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมผลงานในช่วงต้นของชีวิตเขาจำนวนหนึ่งไม่มากนัก แต่ก็ยังสามารถเห็นพัฒนาการของฝีไม้ลายมือได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะ The Dinner ปี 1869 แทบจะไม่เชื่อเลยว่าเป็นผลงานของ Monet เลยทีเดียว

Poppy Field near Vetheuil 1879

Poppy Field near Vetheuil 1879

The Dinner 1869

The Dinner 1869

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfred Sisley in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735076

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfred Sisley in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfred Sisley in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Barges at Saint Mammes 1885

ใน Kunsthaus Zurich ยังมีผลงานของศิลปินผู้ร่วมให้กำเนิดศิลปะแนว Impressionism อีกจำนวนมากอีกผู้หนึ่งนั่นคือ Alfred Sisley เขาเกิดในปารีสกับครอบครัวคหบดีชาวอังกฤษ William Sisley บิดาของเขาเป็นพ่อค้าขายไหม ส่วนแม่ของเขา Felicia Sell เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี เมื่อเขาอายุ 18 ปี เขาถูกส่งไปลอนดอนเพื่อศึกษาด้านธุรกิจ แต่เขากลับละทิ้งมันไปหลังจากเรียนไปได้ 4 ปีและหวนกลับไปปารีสในปี 1861

ในปี 1862 เขาเข้าเรียน Ecole des Beaux-Arts ณ กรุงปารีสในห้องภาพของ Marc-Charles-Gabriel Gleyre ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักคุ้นเคยกับ Frederic Bazille, Claude Monet, และ Pierre-Auguste Renoir เขาเริ่มเขียนภาพทิวทัศน์ ณ ตำแหน่งต้นแบบแทนที่จะทำให้เสร็จในห้องภาพเพื่อให้สามารถที่จะจับเอาแสงในเวลาที่วาดได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นจริงส่งผลให้ผลงานมีสีสันมากกว่า แต่ทำให้ผลงานของเขามีความแปลกแยกและขาดโอกาสในการจัดแสดงและขาย ผลงานของพวกเขามักถูกปฏิเสธในการนำไปจัดแสดงตามแนวทางการตัดสินของ Salon ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ยังคงมีฐานะดีกว่าศิลปินอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันเพราะได้รับเงินช่วยเหลือจากบิดา

Barges at Saint Mammes detail1

ในปี 1866 เขาแต่งงานกับ Eugenie Lescouezec และมีบุตรชายหญิงอย่างละคน เขาเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น ในปี 1868 งานของเขาเริ่มได้รับการยอมรับและได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการ แต่กลับไม่สามารถขายได้ เมื่อสงคราม Franco- Prussia ปะทุขึ้นในปี 1870 ธุรกิจของพ่อเขาเริ่มไม่ดีเหมือนแต่ก่อน ซ้ำเขายังไม่สามารถขายภาพได้ทำให้เขาต้องอยู่อย่างยากจน แม้บางครั้งเขาได้รับการสนับสนุนจากคหบดีจนทำให้เขาสามารถเดินทางไปอังกฤษได้บ้างเป็นบางครั้ง เช่น ในปี 1874 ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ในปารีส ก่อนย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้ Moret-sur-Loing ใกล้ป่า Fontainebleau ซึ่งเขาใช้เป็นแบบในการสร้างสรรค์งาน ในปี 1897 เขาได้ย้ายไปอยู่ Penarth อังกฤษและได้วาดภาพเกี่ยวกับทะเลและหน้าผาถึง 6 ภาพ ก่อนย้ายไป Osborne Hotel ที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าว Langland ซึ่งเขาได้วาดภาพบริเวณนี้ไว้ถึง 11 ภาพ แล้วจึงย้ายกลับมาฝรั่งเศสเพื่อขอสัญชาติ แต่เขากลับถูกปฏิเสธ เขาเสียชีวิตในวันที่ 29 มกราคม 1899 ด้วยวัยเพียงแค่ 59 ปีด้วยมะเร็งที่คอ

Barges at Saint Mammes detail2

แม้ไม่มีบันทึกว่าเขาได้รู้จักกับ J.M.W Turner และ John Constable หรือไม่ในขณะที่อาศัยอยู่ในลอนดอน แต่นักวิจารณ์ศิลป์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ผลงานของศิลปิน 2 คนนี้มีอิทธิพลต่องานของเขาอยู่ไม่น้อย ไม่นับรวม Gustave Courbet และ Jean-Baptiste-Camille Corot แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจจาก Camille Pissarro และ Edouard Manet แน่นอน หากนักท่องเที่ยวสังเกตดูจะพบว่า การที่เขามีชื่อเสียงไม่มากเท่ากับศิลปินแนว Impressionism อื่นโดยเฉพาะ Claude Monet และ Pierre Auguste Renoir ก็เพราะผลงานของเขาคล้ายคลึงกันทั้งในสไตล์และการใช้สีกับ Monet มากจึงถูกบดบังรัศมี ยิ่งกว่านั้นวิธีการในการเลือกสถานที่ในการวาด และสียังคล้ายคลึงมากกับ Pissarro แต่ใช้สีที่หมองหม่น และอ่อนกว่าทำให้ผลงานของเขาอาจดูจืดชืด หาเอกลักษณ์ได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้บางภาพเขาจะวาดท้องฟ้าได้ดูสดใสมีชีวิตชีวา และมีรายละเอียดมากมายก็ตาม แต่การวาดแต่ทิวทัศน์ธรรมชาติกลางแจ้งเพียงอย่างเดียวก็เป็นทำให้ยากในการจดจำไปสักหน่อย

Summer at Bougival 1870

Summer at Bougival detail1

Summer at Bougival detail2

The Road 1885

The Road to Saint Germain detail1

The Road to Saint Germain detail2

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อบัลเลต์ in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733524

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อบัลเลต์ in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อบัลเลต์ in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Ludovic Lepid and his Daughters 1871

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีผลงานแนว Impressionism ของศิลปินดังๆ อาทิ Pierre Auguste Renoir, Alfred Sisley และ Camille Pissarro แล้ว ที่นี่ยังมีงานของเจ้าพ่อบัลเลต์ หรือ Edgar Degas อีกเป็นจำนวนมาก เขาเกิดในกรุงปารีสในครอบครัวนายธนาคารโดยเป็นบุตรชายคนโตของพี่น้อง 5 คน เขาเข้าเรียนที่ Lycee Louis-Le-Grand เมื่ออายุ 11 ขวบ หลังมารดาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุได้เพียง 13 ปีเขาก็เริ่มหัดวาดภาพระหว่างเรียนหนังสือเขาลงทะเบียนเป็นนักลอกแบบของ Louvre Museum หลังจบการศึกษาด้านวรรณคดีในปี 1853 เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาก็เปลี่ยนห้องนอนของตัวเองเป็นห้องภาพ แม้เขาจะชอบศิลปะมากกว่า แต่เขาก็ยอมเข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปารีสตามความต้องการของบิดา แต่กลับไม่ใส่ใจในการเรียนมากนัก

ในปี 1855 เขาได้รู้จัก Jean-Auguste-Dominique Ingres ศิลปินดังชาวฝรั่งเศสที่สอนให้เขาหมั่นฝึกฝนและวาดเส้นจากความทรงจำซึ่งเขาจดจำได้ตลอดชีวิต ในเดือนเมษายนเขาสามารถเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และเรียนภาพร่างกับ LouisLamothe ปีรุ่งขึ้นเขาเดินทางไปอิตาลีเพื่อฝึกฝนคัดลอกงานของ Michelangelo,Raphael และ Titan และอาศัยอยู่กับน้าที่เนเปิลอยู่ 3 ปี ซึ่งเขาสามารถสร้างสรรค์งานระดับmasterpiece ชิ้นแรกที่ชื่อ The Bellelli Familyได้ที่นั่น เขาย้ายกลับมาอยู่ปารีสในปี 1859และเริ่มสร้างสรรค์งานอีกหลากหลายแนวในปี 1865 เขาเดินทางไปนอร์มังดี ฝรั่งเศสเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับม้าส่งผลให้เขาสามารถสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับสงครามได้ดีเสียจนกระทั่งสามารถส่งงาน Scene of War in theMiddle Ages เข้าจัดแสดงนิทรรศการได้เป็นครั้งแรก นับจากนั้นเขาก็สามารถส่งงานเข้าจัดแสดงได้ทุกปีติดกันถึง 5 ปี โดยแต่ละปีจะมีผลงานต่างแนวกันโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินที่ต่างกัน อาทิ Edouard Manet และ Velazquez

After the Bath 1896

ในช่วงสงคราม Franco-Prussia ปี 1870 เขาสมัครเข้าเป็นทหารจึงไม่มีเวลาที่จะวาดภาพ หลังสงคราม เขาย้ายไปอยู่ NewOrleans ร่วมกับญาติๆ อีกหลายคน และได้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมดังๆ ออกมาหลายชิ้น หลังเขากลับไปอยู่ปารีสในปี 1873 เนื่องจากบิดาของเขาเสียชีวิต และพี่ชายของเขาก็ติดหนี้สินเป็นจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจขายบ้านและงานศิลปะที่ได้รับมรดกเพื่อใช้หนี้และรักษาชื่อเสียงของครอบครัว นับจากนั้นมาเขาก็ต้องยังชีพจากการขายผลงานเท่านั้น เขาจึงเน้นไปที่การเขียนภาพที่เกี่ยวเนื่องกับบัลเลต์ เพราะเขาขายได้จำนวนมากถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับปฏิเสธที่จะส่งงานไปจัดนิทรรศการกับ Salon ซึ่งเน้นศิลปะที่เป็นแบบแผน แต่กลับเข้าร่วมกลุ่มกับศิลปินรุ่นเยาว์แนว Impressionism

ระหว่างปี 1874-86 กลุ่มศิลปินแนวImpressionist ได้จัดนิทรรศการถึง 8 ครั้งโดยเขาได้เข้าร่วมจัดแสดงผลงานและเป็นผู้นำของกลุ่ม แม้นักวิจารณ์ศิลป์บางคนเห็นว่าเขาเป็นกลุ่มต่อต้าน Impressionism เพราะเขาจะไม่เน้นงานกลางแจ้ง เฉกเช่นงานของศิลปินแนว Impressionism คนอื่นๆ เมื่อเขาสามารถขายงานจิตรกรรมของตัวเองได้จากการส่งผลงานไปจัดแสดงร่วมกับกลุ่ม Impressionismเขาก็เริ่มมีฐานะดีขึ้นและเริ่มสะสมงานของศิลปินอื่นๆ อาทิ El Greco, Manet, Pissarro,Cezanne ฯลฯ ในทศวรรษที่ 1880 เขาเริ่มหันมาสนใจการถ่ายภาพด้วยโดยเริ่มต้นจากการถ่ายภาพเพื่อนและคนรอบตัวก่อน

Little Dancer 1881

ยิ่งอายุมากขึ้นเขาเริ่มแยกตัวกับเพื่อนฝูง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเขามีแนวคิดรังเกียจชาวยิวซึ่งทำให้เพื่อนฝูงชาวยิวหนีหาย และเพื่อนคนอื่นๆ ก็พลอยอึดอัดกับความเห็นของเขาไปด้วย นับจากปี 1890 เป็นต้นมา สายตาของเขาย่ำแย่ลงมากจนเป็นอุปสรรคกับการสร้างงานจิตรกรรม เขาจึงหันมาทำงานประติมากรรมแทนจวบจนปี 1912 เมื่อเขาถูกไล่ออกจากบ้านและต้องไปเร่ร่อนบนถนนในกรุงปารีสและเสียชีวิตในเวลาที่เกือบจะตาบอดสนิทในเดือนกันยายนปี 1917

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับผลงานของเขาจะทราบดีว่า แม้ผลงานของเขาซึ่งมักเป็นรูปคนเต้นบัลเลต์ เรื่องเกี่ยวกับบัลเลต์ และเรื่องราวในห้องแคบๆ เล็กๆ จะมีเนื้อหาแตกต่างจากสิ้นเชิงกับศิลปินแนว Impressionism อื่นส่วนใหญ่ที่เน้นการสร้างงานกลางแจ้งก็ตามแต่ลักษณะการเน้นในเรื่องฝีแปรงที่คมชัดการเล่นกับแสงและเงา ก็เป็นแนวทางศิลปะแบบ Impressionism อย่างไม่ต้องสงสัยนอกจากนี้เขายังสร้างงานได้อย่างมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครชนิดที่เห็นแค่หลังของผู้หญิง หรือองค์ประกอบของภาพเท่านั้น ก็สามารถที่จะยืนยันได้เลยว่าเป็นผลงานของ Degas ใน KunsthausZurich ก็มีผลงานที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นบัลเลต์ม้า หรือเรื่องราวในห้องแคบๆ อยู่อย่างครบถ้วน เขาแทบจะเป็นศิลปินคนเดียวในโลกก็ว่าได้ที่ผูกขาดการสร้างงานทั้งจิตรกรรม และประติมากรรมเกี่ยวกับบัลเลต์จึงคู่ควรกับสมญานามเจ้าพ่อบัลเลต์เลยทีเดียว

Before the Start 1880

Dancers in the Foyer 1889

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732008

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Regetta at Hampton Court 1873

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงานแนวImpressionism ของ Manet และ Renoir แล้วที่นี่ยังมีงานของ Camille Pissarro อยู่อีกเป็นจำนวนมาก เขาเกิดในวันที่ 10 กรกฎาคม 1830 ที่เกาะ St.Thomas ในครอบครัวที่บิดาFrederick Abraham Gabriel Pissarro เป็นชาวโปรตุเกส-ยิว แต่ถือสัญชาติฝรั่งเศส กับมารดาที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสยิว พ่อของเขาเป็นพ่อค้าที่เดินทางมาถึงเกาะ St.Thomas เพื่อขายขายฮาร์ดแวร์แทน Issac Petit ลุงของเขาที่เสียชีวิต พ่อของเขาจึงตัดสินใจแต่งงานกับภรรยาของลุงจนก่อให้เกิดความวุ่นวายในชุมชนยิวที่เกาะ St.Thomas เพราะการแต่งงานใหม่ของหญิงหม้ายผิดกฎหมายยิวถึงกระนั้นก็ตาม พ่อของเขาก็มีลูกใหม่ถึง 4 คน

เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี ก็ถูกส่งไปเรียนหนังสือที่ Savary Academy ใกล้ปารีส ฝรั่งเศส และได้เข้าเป็นเด็กฝึกงานกับศิลปินฝรั่งเศส หลังจบการศึกษา เขากลับไปอยู่เกาะ
St.Thomas เพื่อทำงานเสมียนให้กับร้านของพ่อแต่เขายังคงใช้เวลาว่างฝึกฝนงานศิลปะ งานในช่วงนั้นของเขาได้รับแรงบันดาลใจจาก James Gay Sawkins ศิลปินชาวอังกฤษ เมื่อเขาอายุได้ 21 ปี เขาได้รับแรงผลักดันจาก Fritz Melbye ให้ทำงานเป็นจิตรกร เขาเลยตัดสินใจละทิ้งครอบครัวย้ายไปอยู่เวเนซุเอลาเพื่อใช้เวลาเรียนรู้ศิลปะและทำงานเป็นจิตรกรกับ Melbye ถึง 2 ปี ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่ Caracas และ La Guaira นั้น เขาวาดทุกอย่างที่พบเห็นทั้งแนวทิวทัศน์ และหมู่บ้านจนมีภาพร่างมากมาย ในปี 1855 เขาย้ายกลับมาปารีสเพื่อเป็นผู้ช่วย Anton Melbye น้องชายของ Fritz Melbye และเรียนรู้ผลงานของศิลปินอีกหลายคน อาทิ Courbet, Charles-Francois Daubigny, Jean-francois Melletและ Carot อีกทั้งยังเข้าเรียนศิลปะอย่างจริงจังกับอาจารย์ใน Ecole des Beaux Arts และ Academia Suisse แต่เขากลับไม่ประทับใจ

Peasant woman carding wool 1875

ในปี 1863 ผลงานของเกือบทั้งกลุ่มถูกปฏิเสธจาก Salon เหล่าศิลปินรุ่นใหม่จึงหันไปจัดนิทรรศการที่ Salon desRefuses ที่ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 สร้างขึ้นใหม่ให้ศิลปินนอกกระแสได้จัดแสดงผลงานแทนซึ่งทำให้ผลงานของเขาและ Cezanneยังได้รับการจัดแสดงบ้าง ถึงกระนั้นก็ตามนักวิจารณ์ศิลป์ก็วิพากวิจารณ์ผลงานพวกเขาอย่างเผ็ดร้อน ปลายทศวรรษที่ 1860 เขากำลังคลั่งไคล้ภาพพิมพ์ญี่ปุ่นซึ่งกลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการสร้างงานแนวทดลองของเขา หลังสงครามเขาย้ายกลับไปอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งและพบว่าผลงานกว่า 1,500 ชิ้นที่เขาสร้างสรรค์ไว้กว่า 20 ปีหลงเหลือเพียงแค่ 40 ชิ้นเท่านั้น นอกนั้นถูกทำลายไปหมดด้วยฝีมือของทหาร นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนรุ่นหลังส่วนใหญ่คิดถึง Pissarro ในแง่ศิลปินเด่นดังแนว Impressionismน้อยกว่า Monet เขาหวนกลับมาสร้างสัมพันธภาพกับศิลปินแนวImpressionism ใหม่ทั้ง Cezanne,Monet, Manet, Renoir และ Degasอีกทั้งยังช่วยพยายามจัดตั้งสมาคมขึ้นเพื่อให้ได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน

ในทศวรรษที่ 1880 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการวาดภาพโดยหันกลับไปวาดภาพวิธีชีวิตของชนบทซึ่งเขาเคยทำสมัยอยู่เวเนซุเอลาในช่วงเวลานั้น เขาได้สอน Gauguinซึ่งกำลังเป็นนายหน้าขายหุ้นให้เป็นจิตรกร ในช่วงปลายของชีวิต เขามีปัญหาติดเชื้อที่ตาซ้ำไปซ้ำมาส่งผลให้เขาไม่สามารถทำงานกลางแจ้งได้ยกเว้นในช่วงที่อากาศอบอุ่น เขาต้องวาดภาพกลางแจ้งจากห้องในโรงแรมโดยเขาจะเลือกห้องชั้นบนๆ จะได้เห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล และย้ายโรงแรมไป-มาแถวๆ ทางเหนือของฝรั่งเศส เขาเสียชีวิตในกรุงปารีสในปี 1903

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า Pissarro เป็นศิลปินแนว Impressionism ที่คงเส้นคงวาในแง่เนื้อหา เพราะเขาเน้นการวาดภาพทิวทัศน์กลางแจ้งโดยเน้นแสงเงา และสีเขียว ทั้งยังมีรายละเอียดที่มากมาย แต่ฝีแปรงไม่เด่นชัด แต่เนื่องจากงานของเขาค่อนข้างขาดความหลากหลายดังตัวอย่างใน Kunsthaus Zurichและงานแนวทิวทัศน์ยากแก่การจดจำจึงทำให้แม้เขาจะมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่เด่นมากเท่าMonet, Renoir และ Degas

Regetta at Hampton Court detail1

Regetta at Hampton Court detail2

The Conversation, Louveciennes 1870

The Conversation, Louveciennes detail

The Road to Osny at Pontoise, Hoar Frost 1870

The Road to Versailles 1870

View of the Village Marly le Roi 1870

View of the Village Marly le Roi detail1

View of the Village Marly le Roi detail2

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730573

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Study after a Statuette of Maillol 1907

ผลงานของศิลปินที่ Emil Buhrle สะสมมาเป็นจำนวนมากผู้หนึ่งก็คือ Pierre Auguste Renoir เขาเกิดที่ Limoges ฝรั่งเศสในปี 1841 จากครอบครัวที่มีบิดา Leonard Renoir เป็นกะลาสีเรือ หลังเขาเกิดได้ 3 ปี พ่อของเขาก็ย้ายมาอยู่บนถนน d’Argenteuil ปารีสใกล้กับ Louvre มิวเซียมที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส แม้เขาจะมีความปรารถนาที่จะวาดภาพ แต่เขากลับเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงจนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะนักร้องในโบสถ์ แต่เนื่องจากพ่อของเขาประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทำให้เขาต้องเลิกเรียนดนตรี และลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปสมัครงานเป็นผู้ช่วยช่างในโรงงานกระเบื้อง

เขาเบื่อหน่ายงานช่างมาก และชอบหลบไปอยู่ในหอศิลป์ Louvre เจ้าของโรงงานเลยแจ้งให้บิดาเขาทราบ และส่งเสริมให้เขาเตรียมตัวเข้าเรียนใน Ecole des Beaux Arts เมื่อโรงงานหันมาใช้เครื่องจักร เขาเลยต้องหางานใหม่ และเริ่มสร้างงานจิตรกรรมไว้ให้กับพวกมิชชั่นนารี ในปี 1862 เขาเข้าเรียนกับ Charles Gleyre และได้พบกับ Alfred Sisley, Frederic Bazille และ Claude Monet แต่ในทศวรรษที่ 1860 นั้น ชีวิตของเขากลับเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่มีแม้แต่เงินที่จะซื้อสี แม้เขาจะเริ่มจัดแสดงผลงานได้ตั้งแต่ปี 1864 แต่วงการศิลปะกลับรู้จักเขาค่อนข้างน้อยอันเป็นผลมาจากสงคราม Franco-Prussia เขาเริ่มประสบความสำเร็จในปี 1868 จากความสามารถในการจัดแสดงผลงาน Lise with a Parasol ซึ่งเป็นภาพเขียนแฟนของเขาเอง

The Source 1906

ในปี 1871 ในขณะที่เขากำลังวาดแม่น้ำแซนอยู่ ชาวบ้านคิดว่าเขาเป็นสายลับจึงไล่เขาออกจากพื้นที่ส่งผลให้เขาสูญเสียพื้นที่ในการวาดรูปโปรด ในช่วงเวลานั้น เขาชื่นชอบงานของ Camille Pissarro และ Edouard Manet อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางศิลปะแบบเก่า เขาเลยนำงาน 6 ชิ้น เข้าร่วมกับ Monet, Sisley,Pissarro และ Manet ในการจัดแสดงผลงานแนวImpressionism ขึ้นครั้งแรกในเดือนเมษายน 1874 แม้นักวิจารณ์ศิลป์จะไม่ชื่นชอบการจัดแสดงผลงานครั้งนั้น แต่ผลงานของเขา 2 ชิ้นกลับได้ถูกนำไปจัดแสดงต่อที่ลอนดอนในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นเขาได้ส่งผลงานเข้าจัดแสดงในงาน Impressionism อีกหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนักจึงหวนกลับมาส่งผลงานในการจัดแสดงของ Salon ที่จัดแสดงงานศิลปะกระแสหลักจนสิ้นทศวรรษที่ 1870 เขาเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น ในปี 1881 เขาเดินทางไป Algeria และได้รู้จักกับ Eugene Delacroixก่อนเดินทางไปมาดริดเพื่อชมผลงานของ Diego Velazquez หลังจากนั้นเขาเดินทางไปหลายเมืองในอิตาลีก่อนไปพบกับ RichardWagner ที่ Palermo และมีโอกาสวาดภาพเหมือนของ Wagner เสร็จใน 35 นาทีจนทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นไปอีก แต่โชคร้ายเขาไปป่วยเป็นปอดอักเสบที่ Algeria ซึ่งทำให้ปอดของเขาถูกทำลายไปอย่างถาวร หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับมาอยู่ปารีสและอาศัยอยู่ที่ Montmartre และได้ว่าจ้าง Suzanne Valadonเป็นนางแบบ เธอได้ทำงานกับเขาอยู่ชั่วระยะหนึ่งและได้เรียนรู้เทคนิคในการวาดรูปของ Renoir และพัฒนาตนเองจนได้เป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ในปี 1887 อันเป็นปีที่พระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษฉลองราชย์ครบ 50 ปี เขาได้บริจาคผลงานหลายชิ้นให้กับ French Impressionist Painting เพื่อแสดงความจงรักภักดี

The Source detail 1

ในปี 1890 เขาได้แต่งงานกับ Aline Victorine Charigot ช่างตัดเสื้อที่มีอายุน้อยกว่าเขาถึง 20 ปีที่เคยมีบุตรด้วยกันมาแล้วตั้งแต่ปี 1885 หลังแต่งงานเขาใช้ภรรยาเป็นนางแบบอีกหลายครั้ง อีกทั้งยังใช้ลูกและพยาบาลเป็นนายแบบและนางแบบให้เขาด้วย เขามีบุตรกับภรรยาถึง 3 คนคือ Pierre Renoir ซึ่งต่อมาเป็นนักแสดง Jean Renoir ซึ่งต่อมาเป็นผู้กำกับ และ Claude Renoir ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินที่ใช้เซรามิกสร้างสรรค์งาน

ในปี 1892 เขา เริ่มป่วยเป็นโรครูมาติสซั่มจึงจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ในที่มีอากาศอบอุ่นที่ฟาร์มในหมู่บ้าน Cagnes-sur Mer แคว้น Provence-Alpes-Cote d’Azur ใกล้ทะเลสาบเมดิเตอร์เรเนียนในช่วง 20 ปีสุดท้าย เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความพิการจากโรคข้อนี้ทั้งส่วนของมือ ไหล่ และหลัง จนทำให้เขาต้องเปลี่ยนเทคนิคในการวาดภาพ แม้ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต เขาแทบจะใช้มือไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ยังพยายามสร้างสรรค์ผลงานอยู่ด้วยวิธีการหมุนเฟรมภาพแทนการใช้มือขีดเขียนลงบนผ้าใบเฉกเช่นคนปกติ

นักท่องเที่ยวที่ได้ยลผลงานของ Renoir ใน Kunsthaus Zurich จะเห็นพัฒนาการฝีมือของศิลปินได้อย่างเด่นชัดและสามารถทราบได้เลยว่าเขาสามารถที่จะพัฒนาถึงขีดสุดได้ในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถคงความสามารถได้อยู่นานแม้ในเวลาที่เจ็บป่วยหนัก ผลงานภาพท้ายๆ ก็ยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอันทำให้ผู้ที่คุ้นเคยกับผลงานของเขาทราบได้ทันทีที่เห็นฝีแปรงโดยเฉพาะสีผิวที่เนียนนุ่มน่าสัมผัสซึ่งไม่มีศิลปินคนใดในโลกที่จะเลียนแบบได้จนทำให้ผู้ชมอยากเป็นผู้หญิงของ Renoir เลยทีเดียว

The Source detail 2

Dahleien 1890

Dahleien 1890

Little Irene 1880

Little Irene 1880

Summer Hat 1893

Summer Hat 1893

Madame Jose Berheim and her son Henry 1910

Madame Jose Berheim and her son Henry 1910

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Manet in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729010

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Manet in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Manet in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Swallows

ใน Kunsthaus Zurich มีผลงานของ Modernist ผู้หนึ่งที่เป็นต้นกำเนิดของศิลปะแนวImpressionism อยู่จำนวนมากนั่นคือ EdouardManet เขาเกิดในวันที่ 23 มกราคม 1832ณ กรุงปารีส ในครอบครัวผู้มีอันจะกิน ณ แมนชั่นบนถนน Rue des Petits Augustins กับมารดาEugenie-Desiree Fournier บุตรสาวของข้าราชการที่เป็นแม่บุญธรรมของเจ้าชาย Charles Bernadotte แห่งราชสำนักสวีเดน ส่วนพ่อของเขาก็คือ Auguste Manet ที่มีอาชีพเป็นผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศส แม้พ่อของเขาต้องการให้เขาเป็นผู้พิพากษา แต่เขากลับตาม Edmond Fournier ลุงของเขาไปฝึกวาดภาพที่Lourve ในปี 1841 เขาเข้าเรียนชั้นมัธยมที่College Rollin อีก 3 ปีต่อมา เขาได้เข้าเรียนพิเศษทางด้านการวาดกับAntonin Proust ซึ่งต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศิลปะและได้กลายเป็นเพื่อนของเขาในเวลาต่อมา ในปี 1848 บิดาของเขาแนะนำให้เข้าเรียนเป็นกะลาสีเรือกับเรือที่ไปยัง Rio de Janeiroแต่เขาสอบตกถึง 2 ครั้ง บิดาของเขาจึงยอมแพ้และยอมให้เขาเข้าเรียนศิลปะตามความปรารถนา

เขาเข้าเรียนกับ Thomas Coutureตั้งแต่ปี 1850 ถึง 1856 และฝึกวาดภาพงานรุ่นเก่าที่ Louvre ไปพร้อมกันนอกจากนี้ เขายังเจียดเวลาเดินทางไปยังเยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ เพื่อศึกษาผลงานของ Frans Hals, DiegoVelazquez และ Francisco Jose deGoya หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาก็เปิดห้องภาพในปี 1856 ฝีแปรงของเขาจะออกแนวหลวมๆ ไม่ค่อยมีรายละเอียดและไม่ค่อยเห็นเส้นตัดที่ชัดเจน นอกจากนี้เขายังเลียนแบบผลงานแนว Realism ของ Gustave Courbet โดยเฉพาะภาพที่เกี่ยวข้องกับขอทาน นักร้อง ยิปซี มาทาดอร์และเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา นิยายปรัมปรา และประวัติศาสตร์ เขาสามารถส่งผลงานเข้าจัดแสดงจนได้รับการยอมรับในระดับประเทศตั้งแต่ปี 1861

A Garden Nook at Bellavue

ผลงานชิ้นแรกของเขาที่เริ่มเป็นที่ฮือฮาก็คือ Music in the Tuileries ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Hals และ Velazquez แต่ก็เริ่มมีแนวทางพิเศษเป็นของตัวเอง นักวิจารณ์ศิลป์บางคนเห็นว่า ภาพนี้เหมือนงานที่วาดไม่เสร็จแต่หลายคนก็เห็นว่า มันมีความพิเศษแตกต่างจากสวนนี้ที่ศิลปินคนอื่นวาดตรงที่มันดูครึกครื้นราวกับกำลังมีดนตรี หรือได้ยินเสียงสนทนากันเลยทีเดียว ผลงานที่เริ่มสร้างชื่อที่สุดของ Manetก็คือ The Luncheon on the Grass ที่เขาส่งไปจัดแสดงที่ Salon des Refuses ซึ่งเป็น Salonที่จักรพรรดินโปเลียนที่สามเป็นผู้ก่อตั้งเพื่อแก้ปัญหาสถานที่จัดแสดงผลงานที่ไม่ใช่กระแสหลัก เขาจ้าง Victorine Meurent ภรรยาของเขา และน้องเขยเป็นแบบให้กับภาพนี้ ภาพนี้มีความแปลกประหลาดตรงที่มีชายใส่เสื้อผ้าคู่กับหญิงไม่ใส่เสื้อผ้าอยู่ในฉากเดียวกันในสวนซึ่งกลายเป็นของแปลกใหม่ที่แยกตัวเขาออกจาก Courbet ยิ่งกว่านั้น แนวทางในการสร้างสรรค์งานยังแตกต่างจากกระแสหลักตรงที่ไม่เน้นความเรียบร้อย แต่เน้นอารมณ์และแสงซึ่งถือเป็นภาพแนว Impressionism แรกๆ

หลังบิดาเสียชีวิตในปี 1862 เขาได้แต่งงานกับ Suzanne Leenhoff ครูสาวชาวดัทช์ ที่อายุมากกว่า 2 ปี และรู้จักกันมากว่า 10 ปี ที่โบสถ์โปแตสแตนท์ แม้ว่าเธอจะเคยเป็นชู้รักของบิดาและครูสอนเปียโนของน้องชายเขาเองก็ตาม ในช่วงเวลานั้น Manet ได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับกลุ่มศิลปินแนว Impressionism หลายคน อาทิ Edgar Degas, Claude Monet, Pierre-Auguste Renoir, Alfred Sisley, Paul Cézanne,และ Camille Pissarro เขาเป็นคนโชคร้าย เพราะสุขภาพเขาย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็วและเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงร่วมกับอัมพฤกษ์ที่ขาตั้งแต่อายุ 40 กว่าปีเท่านั้น แม้เขาจะได้รับการรักษาแบบ hydrotherapy แต่เขาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดความสามารถในการทรงตัวจากผลข้างเคียงของซิฟิลิส นับจากเริ่มป่วย เขาหันมาสร้างสรรค์งานชิ้นเล็กลง และเน้นไปที่ภาพเหมือนพวกผักผลไม้ ในเดือนเมษายน 1883 เขาถูกตัดเท้าซ้ายอันเป็นผลจากทั้งซิฟิลิสและรูมาติสซั่ม และเสียชีวิตในอีก 10 วันต่อมาด้วยอายุเพียงแค่ 51 ปี

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าแม้ที่นี่จะไม่มีภาพ Music in the Tuileries และ The Luncheon on the Grass อันถือเป็นผลงานไฮไลท์ของ Manet แต่ผลงานของ Manet ที่จัดแสดงใน Kunsthaus Zurich ทั้งหมดก็มีการใช้สีอ่อน ไม่เน้นความคมชัดของขอบ มีฝีแปรงที่ชัดเจน เน้นอารมณ์และแสงซึ่งเป็นแนวทางศิลปะแบบImpressionism ทั้งนั้นแม้เขาจะปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่กลุ่ม Impressionist ก็ตาม

A Garden Nook at Bellavue detail1

A Garden Nook at Bellavue detail1

A Garden Nook at Bellavue detail 2

A Garden Nook at Bellavue detail 2

Music in the Tuileries

Music in the Tuileries

The Eagle Owl

The Eagle Owl

The Luncheon on the Grass

The Luncheon on the Grass

The Toilet

The Toilet

Young Woman in Oriental Garb

Young Woman in Oriental Garb

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Collection in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727600

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Collection in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Collection in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Dogs fighting Bears by Theodore Gericault

กว่าที่ Kunsthaus Zurich จะได้รับการก่อตั้งและมีที่อยู่เช่นในปัจจุบันนั้นใช้เวลายาวนานหลายสิบปี ยิ่งกว่านั้นกว่าที่ Kunsthaus Zurich จะมีทรัพย์สมบัติมากมายนั้น ก็ต้องใช้เวลาเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งของบริจาค ทั้งนี้ เพราะสวิสเองไม่ใช่ประเทศจักรวรรดินิยม ไม่ได้มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง ไม่ได้มีศิลปินที่โดดเด่นของ School ใดๆ และไม่ได้เป็นที่ก่อกำเนิดของแนวทางศิลปะอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวด้วยสิ่งเดียวที่สวิสมีก็คือคหบดี Emil Georg Buhrleลูกครึ่งเยอรมันสวิสคหบดีที่ทำอุตสาหกรรมนักสะสมงานศิลปะ ผู้ก่อตั้งและผู้อุปการะFoundation E.G.Buhrle นี้ เป็นคหบดีที่ทำให้ Kunsthaus Zurich มีทรัพย์สมบัติมากมายจากการเป็นผู้ขายอาวุธให้กับนาซีเยอรมัน

ย้อนไปในปี 1914 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Buhrle ได้สมัครเข้าเป็นทหาร และได้เข้าทำงานที่ Magdeburg Machine and Tool Factory ซึ่งปัจจุบันคือ EMCO MagdeburgGmbH ในปี 1919 ต่อมาอีก 4 ปี บริษัทที่เขาเข้าทำงานได้ซื้อ Swiss Machine Tool Factory Oerlikon และได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการทั่วไปในปี 1924 เขาจึงย้ายมาอยู่ซูริค และเริ่มเข้าซื้อหุ้นบริษัทจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปี 1929 จวบจนกระทั่งปี 1936 เขาได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นแต่ผู้เดียวของบริษัท และได้รับสัญชาติสวิสในปี 1937

Before the Start by Edgar Degas

แม้เขาจะเป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรมและสามารถเปลี่ยนบริษัทที่เกือบล้มละลายให้กลายเป็นบริษัทที่มั่งคั่ง แต่การที่บริษัทที่เขาทำขายอาวุธให้กับกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่ม
Republican ของสเปนที่ต่อต้านนายพล Franco กลุ่มอิสระ Abyssinia ที่ต่อต้าน Fascist ของอิตาลี และกลุ่มที่ต้องการอิสรภาพในประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ อาทิ ประเทศในกลุ่ม Baltic เชคโกสโลวาเกีย กรีซ จีน ตุรกี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร จึงทำให้เขาไม่ได้รับการยกย่องมากนัก ระหว่างปี 1940-44
อันเป็นช่วงเวลาที่สวิสถูกล้อมรอบด้วยกลุ่ม Fascist ไม่ว่าจะเป็นอิตาลีหรือเยอรมันส่งผลให้รัฐบาลสวิสขอร้องให้เขาส่งอาวุธให้กับกลุ่มนาซี และอิตาลี ยิ่งกว่านั้น หลังสงครามบริษัทของเขายังเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธผิดกฎหมายในระดับใหญ่ๆ รวมทั้งกลุ่มปล้นอาวุธใน Hyderabadประเทศปากีสถานอีกด้วย

เมื่อ Buhrle มั่งคั่งขึ้น เขาเริ่มสะสมงานศิลปะ ผลงานชิ้นแรกที่เขาซื้อมาตั้งแต่ปี 1920 เป็นภาพสีน้ำของ Erich Heckel นับแต่นั้นมา เขาก็เริ่มซื้องานศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีในรายงาน American office of StrategicServices of Art Looting Investigation UnitReports 1945-6 รายงานว่า ในยุคนาซีนั้นBuhrle กลายเป็นคนสำคัญที่ซื้องานศิลปะที่ถูกปล้นมาจาก Fischer และ Wendlandหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาได้รู้จักกับ Fritz Nathan เจ้าของห้องภาพ และกลุ่มผู้ขายภาพระดับนานาชาติทั้งในปารีส ลอนดอนและนิวยอร์ก จึงทำให้เขายิ่งซื้อผลงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น เขาซื้อตั้งแต่งานประติมากรรมยุคกลางและงานรุ่นเก่าๆ แต่เน้นไปที่ผลงานแนว Impressionism ของฝรั่งเศส และงาน Modernism ทั้งของ Paul Cezanne, Auguste Renoir และ Vincent Van Gogh อีกทั้งยังซื้อสะสมงานของศิลปินเยอรมัน สแกนดิเนเวีย อังกฤษ และสหรัฐฯ เขาได้นำงานสะสมไปจัดแสดงที่วอชิงตัน สหรัฐฯ ในปี 1990 แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกับที่มาของทรัพย์สมบัติจนทำให้เขาต้องคืนงานจิตรกรรมถึง 13 ชิ้นให้กับลูกเจ้าของเดิมที่เป็นคนยิวอันเนื่องมาจากของเหล่านี้เป็นของที่ถูกปล้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

Shore at Berck by Eugene Boudin

หลังจาก Emil Buhrle เสียชีวิต ผู้รับมรดกเห็นว่าสถานที่ที่ควรจัดแสดงงานสะสมของเขาควรเป็นที่Kunsthaus Zurich ก่อนการรับงานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของKunsthaus Zurich คณะกรรมการเทศบาลเมืองได้มอบหมายให้ Prof.Matthieu Leimgruberศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยซูริคทำวิจัยเพื่อค้นหาต้นตอของงานศิลปะโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านมือในช่วง 1933-45 อันเป็นช่วงเวลาที่เกิดการปล้นและยึดครั้งใหญ่โดยเฉพาะจากคนยิวเพื่อป้องกันปัญหาและข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมงานสะสมของ Emil Buhrle ที่เขาสะสมไว้ตั้งแต่ปี 1936-56 ที่คาดว่าจะได้มาอย่างถูกต้องกันอย่างเต็มอิ่มในห้อง Emil Buhrle collection อีกทั้งยังสามารถฟังประวัติของภาพและการได้มาของภาพจาก audio guide อีกต่างหากด้วย

The Eagle Owl by Edouard Manet

Thunderstorm over Dordretch by Albert Cuyp

Yong Lady in Chaise Lougue by Berthe Morisot

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726031

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Swallows by Edouard Manet

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Impressionism จะเห็นว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของพวกเขาเลยทีเดียว ทั้งนี้ เพราะที่นี่มีผลงานของศิลปินแนว Impressionismคนดังๆ นานาชาติจัดแสดงมากมาย Impressionismคือแนวทางศิลปะที่เกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ศิลปินผู้ให้กำเนิดแนวทางศิลปะนี้เริ่มหันเหออกจากแนวทางศิลปะแบบเดิมๆ ที่เน้นความสมจริงในการสร้างงาน แนวทางศิลปะแบบ Impressionism จะเป็นการใช้ฝีแปรงตามความรู้สึกโดยการเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของแสง ณ เวลานั้นผ่านทางการใช้สีที่ค่อนข้างอ่อนโยน และไม่หยุดนิ่ง ศิลปินมักใช้วัตถุหรือเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันเป็นแบบในการสร้างเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ๆ และประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านการเล่นกับฝีแปรง แสง และสี

ย้อนไปกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เริ่มสร้างปารีสขึ้นใหม่ส่งผลให้สถาบันศิลปะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อศิลปะฝรั่งเศสโดยทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานของการสร้างงานทั้งทางด้านเนื้อหา รูปแบบและวิธีการ ผลงานศิลปะที่เป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้นจึงเต็มไปด้วยงานแนวประวัติศาสตร์ ศาสนา ทิวทัศน์และภาพเหมือน แนวทางการสร้างงานต้องเป็นแบบที่มีลายเส้นที่ตรงไปตรงมา และฝีแปรงที่ชัดเจน ส่วนการจัดการแสดงผลงานก็จัดกันปีละครั้งที่เรียกว่า Salon de Paris โดยมีการแจกรางวัลโดยคณะกรรมการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

After the Bath by Edgar Degas

ต้นทศวรรษที่ 1860 ศิลปินหนุ่ม 4 คนประกอบด้วย Claude Monet, Pierre-Auguste Renoir, Alfred Sisley และ Frédéric Bazille พบว่าพวกเขามีความสนใจในการสร้างงานทิวทัศน์และชีวิตประจำวันเหมือนๆ กันซึ่งแตกต่างจากหลักการศิลปะที่กำลังเป็นค่านิยมกระแสหลักในช่วงเวลานั้น พวกเขาเลยร่วมกันฝึกฝนแนวทางใหม่จาก John Constable ศิลปินชาวอังกฤษ ที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์งานทิวทัศน์ตามชนบทโดยไม่ใช้วิธีการที่ร่าง ณ สถานที่แล้วเอางานกลับมาทำต่อในห้องทำงาน แต่กลับพยายามสร้างงานให้เสร็จในสถานที่นั้นๆ เลยเพื่อให้ผลงานได้แสงที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

การถือกำเนิดของแนวทางศิลปะแบบ Impressionism นี้ ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของการขบถต่อการวาดภาพจากการเรียนรู้ในสถาบันอย่างแท้จริง ศิลปินจะใช้ฝีแปรงอย่างอิสระและไม่ใส่ใจกับแบบแผนที่เคยมีมาเพื่อสร้างอารมณ์และจินตนาการผ่านทางสี และเส้น แม้พวกเขาจะสร้างงานที่มีอยู่จริงโดยเฉพาะทิวทัศน์ แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการให้ระเบียบควบคุมมาเป็นตัวกำหนดผลงาน แนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในฝรั่งเศสที่เรียกว่า Impressionism นี้ถือได้ว่ามีความโดดเด่นที่สุดยุคหนึ่งของพัฒนาการศิลปะ ในช่วงเวลาเดียวกันกับการกำเนิดของ Impressionism นั้น ทางฝั่งอิตาลีก็มีการถือกำเนิดของกลุ่ม Macchiaioli หรือกลุ่มศิลปิน Florentine และ Neopolitan ที่สร้างสรรค์ผลงานในแนวทางที่ต่อต้านกฎกติกาดั้งเดิมเช่นกัน แม้กลุ่มนี้จะมีแนวคิดขบถ แต่ก็มิได้มีชื่อเสียงเท่ากับ Impressionism ในการจัดการแสดงผลงานครั้งแรกของศิลปินกลุ่มImpressionist นั้น สาธารณชนและนักวิจารณ์ศิลป์วิพากษ์ผลงานกันอย่างเผ็ดร้อน ถึงกระนั้นก็ตามกลุ่มศิลปินแนว Impressionism นี้ ก็ยังเชื่อมั่นว่าพวกเขาค้นพบหนทางใหม่ในการสร้างสรรค์งานด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวแกร่ง นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมผลงานแนว Impressionism อย่างเต็มอิ่มไม่น้อยหน้าการเยือนหอศิลป์ใหญ่ในปารีสเลยทีเดียว

Little Irene by Pierre Auguste Renorr

Young Lady in Chaise Longue by Berthe Morisot

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724487

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวแนวศิลป์ที่มาเยือน Zurich และมี Swiss pass อยู่ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่นในเมือง ชิมอาหาร และช้อปปิ้งเท่านั้น คงต้องหาโอกาสมาเยือนKunsthaus ด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของเมือง อีกทั้งยังสามารถเข้าฟรีได้ด้วย Swiss pass อีกต่างหาก Kunsthaus Zurich ที่มีพื้นที่กว่า 11,500 ตารางเมตร และเป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดในสวิสประกอบด้วยหมู่อาคาร 4 ส่วน ส่วนเก่าแบ่งเป็น 3 ปีก คือ Moserbau,Buhrlesaal และ Mullerbau ส่วนใหม่ที่ต่อเติม ก็คือ Chipperfield ที่เพิ่งเปิดทำการได้ในปี 2021

หอศิลป์นี้มีกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1787 เมื่อศิลปินและผู้ที่ชื่นชอบศิลปะมาพบกันครั้งแรกและก่อตั้ง Zurich Artists’ Society ขึ้นต่อมาในปี 1813 สมาคมก็ได้เข้าครอบครองอาคารบนถนน Halseisengasse ซึ่งปัจจุบันคือ Kunstlergasse โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนล่วงหน้าจากกระทรวงพาณิชย์ แต่อาคารนี้กลับไม่เหมาะกับการจัดนิทรรศการภาพเขียน สมาคมจึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมในปี 1845 ภายใต้การออกแบบของ Gustav Albert Wegmann และเปิดทำการในปี 1847 แม้สมาคมจะลงทุนใหม่ แต่อาคารใหม่นั้นก็กลับยังไม่เหมาะทั้งกับการจัดเก็บผลงานศิลปะและการจัดนิทรรศการ สมาคมจึงตัดสินใจซื้ออาคารคอนเสิร์ตหลังเก่าที่เคยเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแต่ก็ไม่สามารถที่จะก่อสร้างตึกได้ จวบจนกระทั่งปี 1895 ได้เกิดการก่อตั้งสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปินขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อAssociation for the Visual Arts ขึ้นและได้ก่อตั้ง Kunstlerhaus ขึ้น ณ ตำแหน่งมุมถนน Talstrasse ตัดกับ Borsenstrasse และได้มีการจัดนิทรรศการเรื่อยมาจนเกิดการควบรวมกับสมาคมเก่าในอีก 1 ปีต่อมา

ความเพียรพยายามในการตามหาอาคารที่เหมาะสมในการจัดตั้งหอศิลป์ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อ Johann Heinrich Landolt สมาชิกสภา Zurich ได้ตัดสินใจเขียนพินัยกรรมขายบ้านในราคาถูกให้กับเมืองเพื่อทำหอศิลป์ แต่ภรรยาของเขาที่มีชีวิตอยู่กลับไม่ยอมออกจากบ้านตามพินัยกรรม และตัดสินใจให้สภาสร้างหอศิลป์ได้เฉพาะในบริเวณสวนโดยให้สร้าง ณ ตำแหน่ง Heimplatz เท่านั้น หอศิลป์ใหม่จึงได้ที่ทำการ ณ ตำแหน่งนั้นเทศบาลได้เริ่มดำเนินการประกวดแบบและตัดสินใจให้ Karl Moser เป็นผู้ออกแบบและควบคุมจนทำให้หอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ในอีก 2 ปีต่อมา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 1906

ในปี 1909 Wilhelm Wartmannได้เข้ามาเป็นภัณฑารักษ์ในหอศิลป์และได้ไต่เต้าจนเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ในอีก 17 ปีต่อมาและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการยาวนานถึง 40 ปี เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ Edvard Munchศิลปินชื่อดังชาวนอร์เวย์ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1920เขาจึงได้รับงานของ Munch มาเป็นจำนวนมากจนทำให้หอศิลป์แห่งนี้เป็นหอศิลป์ที่มีผลงานของ Munch มากที่สุดในโลกเป็นรองแค่ในนอร์เวย์เท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ที่นี่ต้องเพิ่มพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานมากยิ่งขึ้นไปอีก

นับจากนั้นมาหอศิลป์แห่งนี้ก็สะสมผลงานของศิลปินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลงานของ Albert Giacometti, Emil Georg Buhrle จนเทศบาลเมืองต้องตัดสินใจขยายพื้นที่จัดแสดงผลงานอีกครั้งจำนวนมากด้วยการใช้เงินมากถึง 206 ล้านฟรังก์โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาค และอีกส่วนหนึ่งมาจากภาษีท้องถิ่นและมอบหมายให้ David ChipperfieldArchitects เป็นผู้ออกแบบในปี 2012 และเปิดทำการได้ในปี 2021 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนหอศิลป์แห่งนี้ควรเผื่อเวลาไว้ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากหอศิลป์นี้ใหญ่โตมาก และมีของจัดแสดงมากถึง 2 อาคารใหญ่ 4 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นใช้เวลาชมไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงหลังเสร็จสิ้นการเยือนนักท่องเที่ยวคงรู้สึกเหมือนๆ กันว่าการได้มีโอกาสเยือนเมืองเศรษฐีนี้ดีจริงๆ ทั้งนี้ เพราะไม่เพียงอาคารจัดแสดงจะใหญ่โต และของจัดแสดงยังมีมากมายแล้วยังสามารถเข้าชมฟรีอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Zurich เมืองการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723108

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Zurich เมืองการเงิน

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Zurich เมืองการเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในห้วงเวลานี้คงไม่มีข่าวเศรษฐกิจใดในโลกที่โด่งดังและช็อกโลกได้เท่ากับการล่มสลายของธนาคาร Credit Suisse ธนาคารที่ใหญ่อันดับสองของสวิส บริษัท Credit Suisse เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมากว่า 160 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซูริคนี้ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ ส่วนบริหารความมั่งคั่ง ส่วนการลงทุน ส่วนธนาคาร และส่วนบริหารสินทรัพย์ การที่กฎหมายของสวิสไม่มีข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบที่มาของแหล่งเงิน ต้องปิดข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ เป็นธนาคารที่มีสาขาในประเทศต่างๆ หลายสิบประเทศ และมีงานหลักคือ รับฝากเงินและบริหารสินทรัพย์ให้กับกลุ่มคนมั่งคั่ง ธนาคารแห่งนี้จึงเป็นที่ซุกเงินอย่างดีของนักธุรกิจที่เลี่ยงภาษี และนักการเมืองฉ้อฉลทั่วโลก

เมื่อธนาคารมีเงินสีเทามากมาย และการฟ้องร้องทำได้ยาก ผู้บริหารธนาคารจึงเห็นช่องทางของการฉ้อฉลเช่นกันจนทำให้ถูกปรับเงินมากมายหลายพันล้านดอลลาร์หลายครั้งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเพื่อกลบเกลื่อนความร่วมมือกับผู้กระทำผิดต่างๆ ทั่วโลก แม้ธนาคารจะถูกปรับเป็นเงินมหาศาล แต่ธนาคารก็สามารถดำเนินการได้ดีมาตลอดเป็นเพราะมี เงินเติมเข้ามาใหม่ๆ ตลอดเวลาจากเงินฉ้อฉลของเศรษฐีเลี่ยงภาษีและนักการเมือง การล่มสลายของธนาคารแห่งนี้เริ่มต้นจากปี 2021 จากการล่มสลายของกองทุน Archegos Capital Management ทำให้บริษัทขาดทุนมากถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นบริษัทก็มีปัญหาเดิมๆ ที่ถูกปรับเงินอีกหลายครั้งติดๆ กันในเวลาไล่เลี่ยกันจากข้อหาพัวพันกับการฉ้อโกงของนักการเมืองและกองทุนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อธนาคารประกาศผลการดำเนินการของปี 2022 ที่ขาดทุนถึง 7.3พันล้าน ร่วมกับการที่ธนาคารชาติซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 9.9% ไม่ยอมเพิ่มทุนจึงทำให้ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นและแห่กันมาถอนเงินจนทำให้ธนาคารที่อายุกว่า 160 ปีถึงการล่มสลายภายในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง2 สัปดาห์

การที่ธนาคาร Credit Suisse ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยของมหาเศรษฐี และนักการเมืองที่มั่งคั่งทั้งหลายทั่วโลกมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริคจึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปและของโลก เมื่อซูริคเป็นถิ่นของคนมั่งคั่ง ที่นี่จึงไม่เพียงเป็นเมืองที่มีสนามบินใหญ่ที่สุดของสวิส ยังเป็นทั้งเมืองทางผ่าน และปลายทางของการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว นอกจาก Zurich จะเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ที่นี่ยังมีความสำคัญทางด้านสังคม และวัฒนธรรมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศด้วย เมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซูริคที่มีความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพชีวิตนี้เป็นเมืองที่มีการบริหารจัดการด้านของเสียและการเดินทางที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การที่ความเป็นอยู่ของที่นี่ดีเลิศ ที่นี่จึงมีประชากรกว่า 30% เป็นชาวต่างชาติ นอกจากนักการเงินแล้วที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมของบริษัททางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการท่องเที่ยวอีกด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาหรือมีจุดหมายปลายทางที่ซูริคสามารถเดินทางจากสนามบินเข้าสู่กลางเมืองมาที่สถานีรถไฟกลางโดยทางรถไฟในเวลาเพียงแค่ 10 นาที หากนักท่องเที่ยวมี Swiss pass ก็สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม หลังจากเก็บกระเป๋ากับตู้ที่ชานชาลาเรียบร้อยโดยมีค่าเก็บแตกต่างกันตามขนาดของตู้และเวลาที่เก็บแล้ว ก็สามารถออกเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองที่มีอยู่หลายแห่ง อาทิ เดินเล่นในเมืองไปตามถนนBahnhof เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของบ้านเรือนและร้านค้าโดยอาจแวะช้อปปิ้ง หรือลิ้มลองอาหารหรือขนมอย่างเดียวโดยไม่แวะเที่ยวอะไรในเมืองเลยทั้งวันก็ได้ หรือจะแวะเข้าเข้าชม Uhrenmuseum ก็ได้หากผ่านจุดนี้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ระหว่าง 14.00-18.00 น. หรือจะเข้าโบสถ์ St.Peter ที่มีหอนาฬิกาขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Uhrenmuseum ก่อนข้ามสะพาน Munsterbruke เพื่อไปยังโบสถ์ Gross Munster ที่มีหอคอยคู่อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองก็ได้แล้วแต่เวลาที่นักท่องเที่ยวและความสนใจ การเดินเล่นไม่เพียงไม่กี่จุดนี้ก็สามารถทำให้นักท่องเที่ยวหมดเวลาของวันไปอย่างงงๆ ได้แล้ว

Gross Munster

Gross Munster

Munsterbruke

Munsterbruke

St. Peter

St. Peter