แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721429

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทิวทัศน์ และมีกำลังทรัพย์ค่อนข้างมาก ประเทศหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีชื่อเสียงไม่เพียง นาฬิกา และการเงินแต่ยังมีชื่อเสียงมากในเรื่องการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเรื่องทิวทัศน์หรือความสะดวกสบายในการใช้รถไฟ แม้สวิสจะมีความมั่นคงทางการเงินสูงแต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการธนาคารของสวิสเริ่มมีปัญหา จวบจนกระทั่งต้นเดือนมีนาคมนี้ที่ธนาคารอันดับสองของประเทศเกิดปัญหา Bank Run จนถึงขั้นล้มละลาย และต้องให้ธนาคารชาติสวิสและธนาคารอันดับหนึ่งของสวิสมาอุ้ม ถึงกระนั้นก็ดี ค่าเงินสวิสก็ไม่ลด ทำให้การไปเที่ยวสวิสยังคงแพงอยู่ดี แต่การไปเที่ยวสวิสก็ยังเป็นเป้าหมายที่คนส่วนใหญ่อยากไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

การเดินทางเข้าสวิสก็ต้องมีวีซ่าที่เรียกว่าเชงเก้นเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก นักท่องเที่ยวที่มีวีซ่าเชงเก้นระยะยาวจากประเทศในยุโรปตะวันตกอยู่แล้วสามารถเดินทางเข้าสวิสได้เลยแม้สวิสจะมิใช่สมาชิก EU ก็ตาม แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีวีซ่าเชงเก้น ก็สามารถไปขอจากสถานทูตสวิสได้ซึ่งปัจจุบันสวิสมีแนวโน้มจะให้วีซ่าเชงเก้นระยะยาวกับนักท่องเที่ยวด้วยจึงทำให้นักท่องเที่ยวที่ไปขอวีซ่าจากสวิสมีโอกาสที่จะไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ที่ใช้วีซ่าเดียวกันนี้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าใหม่

การเตรียมเอกสารขอวีซ่าเชงเก้นของสวิสก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่ต้องมีก็คือ ใบจองคิววีซ่าผ่านทางอินเตอร์เนต แบบฟอร์มการขอวีซ่า ใบรับรองเงินเดือน ใบรับรองสถานะการเงิน หรือสำเนาสมุดบัญชีที่มีชื่อธนาคารอยู่ด้วย ควรมีเงินค้างในบัญชีไม่ต่ำกว่า 3 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางครั้งนั้นๆ ยิ่งมากยิ่งดี ใบจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และประกันเดินทางที่ครอบคลุมจำนวนวันเดินทาง รวมทั้งแผนการเดินทางให้เรียบร้อยโดยเอกสารทุกชิ้นต้องเป็นภาษาอังกฤษหากต้องการวีซ่าระยะยาว นักท่องเที่ยวก็ควรส่งแผนการเดินทางในยุโรปครั้งต่อๆ ไปให้ไปด้วยเลยในคราวเดียวก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวได้วีซ่าเชงเก้นระยะยาวได้ง่ายขึ้นด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องมีประกอบก็เหมือนๆ กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งประกันเดินทางในการเดินทางครั้งต่อๆ ไปเพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่า แผนที่เขียนไปเป็นแผนการเดินทางที่แท้จริง แต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางบ่อยอยู่แล้ว อาจซื้อประกันเดินทางแบบอายุ 1 ปีไปเลย ก็สะดวกดีโดยแผนประกันต้องเป็นแผนที่มีวงเงินไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทหรือแผน B ของทุกบริษัทประกันเป็นอย่างต่ำ

สายการบินที่บินตรงเข้าสวิสจากกรุงเทพฯ มี 2 สายการบิน คือ สวิสแอร์ และการบินไทย นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเปลี่ยนเครื่องสามารถเลือกสายการบินทั้งสองนี้ได้ แต่เวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายจะต่างกัน อย่างไรก็ดีแม้สายการบินไทยดูเหมือนจะมีราคาค่าตั๋วสูงกว่า แต่นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวได้เลยเมื่อเดินทางไปถึงเพราะการบินไทยไปถึงซูริคในตอนเช้า แต่สายการบินสวิสไปถึงซูริคตอนเย็นแต่หากรวมค่าโรงแรมและเวลาที่เสียไปแล้ว การเดินทางโดยเสียค่าตั๋วต่างกันอาจแทบไม่ต่างกันเลยก็ได้ หากนักท่องเที่ยวต้องการเลี่ยงค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงก็สามารถนั่งเครื่องแบบต่อได้ ซึ่งมีให้เลือกมากมายก่ายกองแล้วแต่ความสะดวก และเวลาที่ต้องการ โดยทั่วไปการบินเข้าและออกจากประเทศในวันอังคารหรือพุธ ค่าตั๋วเครื่องบินมักจะต่ำกว่า แต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางในช่วงพีคหรือเทศกาล หรือวันหยุดยาวของไทย อาทิ สงกรานต์ ปีใหม่ วันหยุดราชการยาวอื่นๆ อย่างไรเสียค่าตั๋วจะสูงแน่นอน แม้จะจองล่วงหน้านานหลายเดือน

หลังจากเตรียมการเรื่องวีซ่า และตั๋ว รวมทั้งแผนการเดินทางพร้อมทุกอย่างแล้ว หากนักท่องเที่ยวไม่ได้ไปกับทัวร์ และไม่ชอบขับรถเอง สิ่งที่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีก็คือ ตั๋วรถไฟที่เรียกว่า Swiss pass ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบขึ้นกับจำนวนวันเดินทางโดยตั๋วรถไฟของสวิสนี้มีข้อดีเหมือนตั๋วรถไฟของชาติอื่นในยุโรปก็คือ ผู้ถือสามารถเข้ามิวเซียมได้ฟรี แม้ตั๋ว Swiss pass จะมีราคาค่อนข้างแพงและใช้เป็นเพียงแค่ส่วนลดสำหรับการขึ้นเขาเท่านั้น แต่การได้เข้ามิวเซียมฟรี ก็ถือว่าเป็นตั๋วที่มีข้อดีค่อนข้างมากแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวสายศิลปะ ทั้งนี้เพราะค่าเข้ามิวเซียมของสวิสค่อนข้างสูงโดยเฉพาะมิวเซียมที่เกี่ยวกับศิลปะ เมืองที่คนนิยมเที่ยวในสวิสนอกจากซูริคแล้วก็มี Interlaken, Lucerne, Thun, Lausanne, Bern, Zermatt โดยบางเมืองนักท่องเที่ยวมักเดินทางผ่านหรือไปนอนพักเพื่อขึ้นเขาต่างๆ อาทิ Jung Frau, Matterhorn เป็นต้น

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพถ่ายในหอศิลป์สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712029

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพถ่ายในหอศิลป์สิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพถ่ายในหอศิลป์สิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Terror of War

ในนิทรรศการ Living Picture ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยไม่เพียงมีภาพถ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องหลักแล้ว ยังมีภาพถ่ายเรื่องราวของท่านพุทธทาสจัดแสดงให้ดูกันอย่างเต็มอิ่มด้วย ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแปลก และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากไทย อาทิ ผลงานของ Hedda Morrison ช่างภาพชาวออสเตรเลียที่ชื่อ Penang Woman PlayingNose Flute แสดงให้เห็นถึงเครื่องดนตรีที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาว Kalingaที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ตอนเหนือซึ่งมีขลุ่ยที่ใช้จมูกเป่าแทนที่จะเป็นปากเหมือนอย่างทั่วไป ภาพ Tattooing, Utilising a Mixture of Pig Fat and Soot Driven into the skin, ภาพ An Anti-Malaria Campaign, A Blood Specimen is Taken from a Penan Child หรือผลงานของ Tan LipSeng ชาวสิงคโปร์ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนงานก่อสร้างในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ส่วนที่จัดแสดงภาพถ่ายจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของคนทั่วไปในวันสำคัญๆ อาทิ วันแต่งงาน วันเฉลิมฉลองต่างๆ ก็จัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ และอาจชวนให้รำลึกถึงภาพถ่ายของตัวเองได้อีกต่างหากด้วย

Anti-Malaria Campaign, A Blood Specimen is Taken from a Penan Child

นอกจากภาพถ่ายเรื่องราวในชีวิตประจำวัน และวัฒนธรรมแล้ว ในนิทรรศการ Living Picture ก็มีภาพถ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองด้วย ภาพถ่ายทางการเมืองหรือกิจกรรมบางภาพสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองของบางประเทศหรือแม้แต่ของโลกไปตลอดกาลด้วย อาทิ ภาพ The Execution ของ EddieAdams ชาวสหรัฐฯ และภาพ Car Bomb Explosion at 1st U.S. Embassy Saigonของ Torence Khoo นักถ่ายภาพชาวสิงคโปร์ที่ย้ายไปอยู่ไซ่ง่อนในปี 1962ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงคราม Indochinaภาพที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นภาพของสงครามที่เกิดขึ้นทุกวันในไซ่ง่อนในช่วงเวลานั้นซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวเวียดนามไม่เพียงในแง่ความเสียหายต่อสาธารณูปโภคพื้นฐาน ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชนทั่วไปในแง่ทรัพย์สิน และถึงกับเสียชีวิตด้วย แม้ภาพเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกนำเสนอให้ชาวอเมริกันได้เห็น แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่ว่าคนทั้งโลกเห็นด้วยกับสงครามนี้

Car Bomb Explosion at 1st U.S. Embassy Saigon

ยิ่งกว่านั้นในนิทรรศการยังมีผลงานสำคัญยิ่งที่ถือเป็น Highlight ได้รับการจัดแสดงก็คือ ภาพ Terror of War ของ Nick Ut ภาพที่ได้รับการกล่าวถึงและถกเถียงถึงความชอบธรรมมากที่สุดในสงครามIndochina ภาพที่เครื่องบินสหรัฐฯ ได้ส่งระเบิดลงผิดที่ไปลงในชุมชนชาวเวียดนามจนทำให้เด็กหญิงที่ชื่อ Phan ThJ Kim Phuc ต้องวิ่งหนีในขณะแก้ผ้าโดยมีไฟไหม้หลังอยู่นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลกจนถึงกับเกิดการเปลี่ยนมุมมองของชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ถึงความชอบธรรมในการก่อสงคราม Indochina อีกทั้ง ยังทำให้ Nick Ut ช่างภาพได้รางวัลพูลลิสเตอร์เลยทีเดียว

Terror of War

Terror of War

Terror of War

Terror of War

ภาพท่านพุทธทาส

ภาพท่านพุทธทาส

ภาพงานก่อสร้าง

ภาพงานก่อสร้าง

ตัวอย่างภาพชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างภาพชีวิตประจำวัน

การจัดแสดงภาพชีวิตประจำวัน

การจัดแสดงภาพชีวิตประจำวัน

The Execution

The Execution

Tattooing, Utilising a Mixture of Pig Fat and Soot Driven into the skin

Tattooing, Utilising a Mixture of Pig Fat and Soot Driven into the skin

Penang Woman Playing Nose Flute

Penang Woman Playing Nose Flute

แหวกฟ้าหาฝัน : Photograph Exhibition in National Gallery Singapore

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710445

แหวกฟ้าหาฝัน : Photograph Exhibition in National Gallery Singapore

แหวกฟ้าหาฝัน : Photograph Exhibition in National Gallery Singapore

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Reception Bangkok, Grand Palace 1890

ใน National Gallery Singapore นอกจากจะมีนิทรรศการของ Liu Kuo Sue ที่น่าสนใจแล้ว ที่นี่ยังมีนิทรรศการภาพถ่ายที่ตั้งชื่อได้อย่างน่าสนใจว่า Living Pictures :Photography in South East Asia ภาพถ่ายต่างจากภาพเขียนในมุมมองของศิลปินตรงที่มันสามารถเก็บรายละเอียดและมีความเป็นชีวิตชีวามากกว่า อีกทั้งยังสามารถส่งผลกระทบกับผู้คนทั่วโลกได้อีกต่างหากด้วยในปัจจุบันการถ่ายภาพเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปโดยเฉพาะในยุคของ Social Media Age แล้วการถ่ายภาพในแต่ละวินาทีของบุคคลทั่วไปเกิดขึ้นทั่วโลกยิ่งคนเอเชียด้วยแล้วได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่คลั่งไคล้การถ่ายภาพและวีดีโอมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในโลกสามารถถ่ายภาพและวีดีโอได้ด้วยต้นทุนแสนต่ำ และมีคุณภาพดียิ่งแต่การถ่ายภาพที่มีคุณภาพดีและแทบไม่มีต้นทุนนั้นเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึง 10 ปีนี้เอง ในอดีตการถ่ายภาพเกิดขึ้นไม่มาก การเข้าถึงการถ่ายภาพเป็นเรื่องยากเย็น การถ่ายภาพจึงมีความหมายยิ่ง ภาพถ่ายบางภาพสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองโลกได้เลยทีเดียวทั้งนี้เพราะภาพถ่ายเป็นสิ่งสะท้อนโลกและเปิดมุมมองโลกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

นิทรรศการ Living Picture นี้ เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่เกิดขึ้นจากจินตนาการว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค
มีอะไรบ้าง ภัณฑารักษ์ได้เลือกหัวข้อที่แตกต่างหรือเหมือนกันของแต่ละประเทศมาจัดแสดงเรียงร้อยกันเป็นเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ภาพถ่ายที่นำมาจัดแสดงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของศิลปินที่ใช้ภาพถ่ายมาสร้างอิทธิพลต่อแนวคิดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสร้างคำถามต่อการรับรู้ของคนในชาติ ภาพถ่ายเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับกษัตริย์ ความเป็นชาติ การยืนยันให้เห็นถึงความทันสมัย ความท้าทายของชนชั้น เพศ ลำดับ นักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการจะได้มีโอกาสใช้จินตนาการตามไปด้วย บางคนอาจรู้สึกคล้อยตาม บางคนก็โต้แย้งกับสิ่งที่มองเห็นจากมุมมองของศิลปิน

Children of Chulalongkorn in pool

เมื่อนิทรรศการ Living Picture เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย่อมมีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยด้วย เรื่องราวของไทยที่ภัณฑารักษ์เลือกมาจัดแสดง ก็คือ เรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยก็เล็งเห็นถึงอำนาจของภาพถ่ายที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และการสื่อสารเช่นกัน ภาพเหมือนหรือภาพถ่ายครอบครัวเป็นสิ่งที่สถาบันฯ ประสงค์จะแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความทันสมัย การเรียงลำดับในการนั่ง การแต่งตัวเสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆ ในภาพถ่ายสะท้อนถึงความทันสมัย อีกทั้งยังต้องการสื่อให้ช่างภาพซึ่งเป็นชาวต่างชาติเห็นถึงความมีวัฒนธรรมและเศรษฐานะเพื่อดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ และหลีกหนีการเป็นเมืองขึ้นในช่วงที่มีการล่าอาณานิคมครั้งใหญ่จากชาติยุโรป นอกจากชาวยุโรปที่มีความสามารถในการถ่ายภาพแล้ว ในเวลาต่อมาชาวจีนก็เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่เริ่มนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพมาสู่ประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยด้วยการที่ชาวจีนเปิดห้องภาพทำให้ความสามารถในการเข้าถึงการถ่ายภาพตกลงสู่ชนชั้นกลางมากขึ้นจนกลายเป็นจุดตั้งต้นของการแสดงสถานะของชนชั้นกลางนับจากนั้นมายิ่งกว่านั้น การถ่ายภาพยังนำไปสู่การบันทึกเหตุการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละคร และการทำโฆษณาอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการจะได้มีโอกาสเห็นภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 และ 5 พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ที่แสดงถึงความทันสมัยของประเทศที่ทัดเทียมกับชาติยุโรปอย่างยิ่ง หลายภาพอาจเป็นภาพที่เคยเป็นความลับไม่เคยเผยแพร่ให้ที่ใดให้ได้ชมมาก่อนเลยจึงเป็นโอกาสดีที่ได้ชื่นชมจนเกิดความภาคภูมิใจในประเทศ และความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนเลยทีเดียว

King Chulalongkorn 1890

King Chulalongkorn 1890

King Mongkut

King Mongkut

RamaV with Children

RamaV with Children

Siamese Princess

Siamese Princess

Queen Saovabha Bongsri

Queen Saovabha Bongsri

Siamese Actor

Siamese Actor

แหวกฟ้าหาฝัน : Liu Kuo Sung in National Gallery Singapore

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708851

แหวกฟ้าหาฝัน : Liu Kuo Sung in National Gallery Singapore

แหวกฟ้าหาฝัน : Liu Kuo Sung in National Gallery Singapore

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนหอศิลป์ที่สามารถชมฟรีทั้งของจัดแสดงแบบถาวรและนิทรรศการมักไม่พลาดชมนิทรรศการโดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทรรศการของศิลปินที่มีชื่อเสียง ในหอศิลป์สิงคโปร์ก็มีงานนิทรรศการของศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย นั่นคือ Liu Kuo Sung เขาเกิดที่จังหวัด Anhui ประเทศจีนในปี 1932 บิดาของเขาเสียชีวิตในสงคราม Sino-Japan เมื่อเขาอายุเพียงแค่ 6 ขวบ เขา มารดาและน้องสาวจึงต้องย้ายถิ่นฐานไปหลายแห่งทั่วจีน ในปี 1948เขาสมัครเข้าเป็นทหารที่นานกิงเมื่ออายุได้ 14 ปี หลังจากนั้น เขาย้ายมาอยู่ไต้หวันในปี 1949 และเข้าเรียนที่ Senior High School อีก 2 ปีต่อมาเขาเข้าเรียนที่ Fine Art Department Taiwan Provincial Teachers’ College เขาจบการศึกษาด้วยอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัย และได้จัดนิทรรศการ Western Painting ในปี 1956 รวมทั้งร่วมก่อตั้ง The Fifth Moon Group หลังจากนั้นอีกเพียงแค่ 2 ปี เขาก็เริ่มหันเหเข้าสู่ทิศทางใหม่นั่นคือ การควบรวมศิลปะแบบตะวันตกเข้ากับตะวันออก

ในปี 1960 เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่ Chung Yuan Christian College of Science and Engineering หรือ Architecture Departmentof Chung Yuan University ในปัจจุบัน ต่อจากนั้นอีก 1 ปีเขาเลิกเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และหันเหเข้าสู่การใช้หมึกและกระดาษและกลายเป็นผู้นำทางด้านศิลปะของโลกตะวันออก นับจากนั้นมาเขาได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐฯ และยุโรปหลายครั้งและได้มีโอกาสจัดนิทรรศการร่วมและเดี่ยวหลายครั้งตามมหาวิทยาลัยและห้องภาพต่างๆ ทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐฯ

Coming 2014

ในปี 1969 เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่เรียกว่าSpace Series โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายโลกที่ถูกถ่ายโดย Apollo 8 ภาพ What is Earth? ผลงานชิ้นแรกของชุดนี้ได้รับรางวัลที่หนึ่ง หลังปี 1971 เขาย้ายไปเป็นอาจารย์ที่ Department of Fine Arts CUHK เมืองฮ่องกง อีก 5 ปีต่อมาเขาได้มีโอกาสเป็นศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยไอโอวา วิสคอสซิน สหรัฐฯ เขาได้พัฒนาฝีมือและปรับเปลี่ยนวิธีการรังสรรค์งานศิลป์อีกหลายแบบ และได้ถูกรับเชิญให้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวกับมหาวิทยาลัยและเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับเชิญจากปักกิ่งหลายครั้งเพื่อร่วมเปิดสถาบัน และจัดแสดงนิทรรศการผลงาน

ในปี 2010 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัย NTNU ประเทศไต้หวัน และได้รับรางวัล Award for Lifetime Achievement ในงาน BiannualChina Arts Award ที่จัดโดย Chinese NationalAcademy of Arts of Beijing ในปี 2018 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดีของ Academy of Contemporary Ink Art ที่ Shanghai Instituteof Visual Art เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

นิทรรศการ Experimental as Method ของ Liu Kuo Sung เป็นนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ที่เคยจัดเพื่อศิลปินคนเดียวอันประกอบด้วยผลงานกว่า 60 ชิ้นนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงพัฒนาการฝีมือของศิลปินตลอด 40 ปี และสามารถสนุกสนานกับจินตนาการของศิลปินเกี่ยวกับพระจันทร์ได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

Revolving Moon 2015

Revolving Moon 2015

High Noon (A) 1973

High Noon (A) 1973

Green Mist 1971

Green Mist 1971

Rising Moon 2008

Rising Moon 2008

Red Sun 2015

Red Sun 2015

Moon’s Metamorphosis No 1 y 1971

Moon’s Metamorphosis No 1 y 1971

Hing Noon No 10 y 2015

Hing Noon No 10 y 2015

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707315

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะและมีโอกาสมาเยือนสิงคโปร์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรมาให้ได้ก็คือ National Gallery Singapore หอศิลป์แห่งนี้อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ไม่ยากจากสนามบิน เพราะอยู่ตรงตำแหน่งจอดรถของ MRT สายสีเขียวที่ป้าย City Hall อันเป็นจุดเชื่อมสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนจากรถสายสีเขียวไปสายสีแดงที่จะไป orchard ถนนช้อปปิ้งโดยเฉพาะของ brand name ที่สำคัญที่สุดของเมือง 

National Gallery Singapore หรือที่คนสิงคโปร์เรียกว่า National Gallery นี้เป็นสถาบันและเป็นหอศิลป์ที่อุทิศให้กับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ หอศิลป์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหอศิลป์ที่จัดแสดงผลงานพื้นเมืองของชาวตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดโดยเฉพาะชาวตะวันออกเฉียงใต้นี้มีของจัดแสดงมากถึง 9 พันชิ้น เป้าหมายในการจัดตั้งหอศิลป์ก็คือ เพิ่มความเข้าใจและความสนใจในด้านศิลปะและวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆ โดยเน้นไปที่วัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์และสมบัติชาติ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์ชาติอาเซียนด้วยกันในระดับนานาชาติหอศิลป์นี้จัดตั้งจากอาคาร 2 ส่วนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งศาลสูงสุดและศาลาว่าการเมืองจึงมีพื้นที่มากถึง 64,000 ตารางเมตร ส่งผลให้ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเพื่อให้เป็นหอศิลป์มากถึง 532 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 13,300 ล้านบาท

อาคารศาลสูงเก่านี้ตั้งอยู่บนตำแหน่งที่เคยเป็น Grand Hotel de I’Europe โรงแรมที่โอ่อ่าที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกรื้อทิ้งในปี 1936 Frank Dorrington Ward สถาปนิกหัวหน้าแผนกออกแบบโครงสร้างของรัฐบาลเป็นผู้ออกแบบอาคารศาลสูงใหม่ และเปิดทำการได้ในวันที่ 8 สิงหาคม 1939 สำนักงานศาลสูงสิงคโปร์ ได้ย้ายเข้าสู่ตึกใหม่ในปี 2005ส่วนศาลาว่าการเมืองที่สร้างระหว่างปี 1926-29 ได้รับการออกแบบโดย A.Gordon และ S.D.Meadows ระหว่างปี 1963-91ที่นี่เป็นที่ทำการของสำนักงานหลายแผนกของรัฐบาลรวมทั้งศาลด้วยก่อนที่จะย้ายไปในปี 2006

ในวันชาติสิงคโปร์ที่ 21 สิงหาคม 2005 นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ได้เกริ่นไว้ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะเปลี่ยนอาคารศาลสูงและศาลาว่าการเมืองเป็น National GalleryMuseum วันที่ 2 กันยายนปี 2006นาย Lee Boon Yang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและศิลปะ จึงได้ประกาศจัดตั้ง National Gallery Singapore อย่างเป็นทางการในงาน Singapore Biennale 2006 และได้แจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องระดมความคิดในการนำเสนอแผนการเกี่ยวกับโครงการนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007 รัฐบาลร่วมกับสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งชาติจัดการประกวดแบบเพื่อหาบริษัทสถาปนิกที่เหมาะสมที่สุด โดยมีบริษัทเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 111 แห่ง จาก 29 ประเทศทั่วโลก

คณะกรรมการที่ตัดสินการประกวดยืนยันว่า อาคารหลายส่วนห้ามแตะต้องและต้องคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ อีกทั้งยังต้องนำเสนอแผนการปรับปรุง
ภายใต้งบประมาณ 320 ล้านเหรียญสิงคโปร์เท่านั้น ในการประกวดรอบสุดท้ายที่เหลือผู้ออกแบบเพียงแค่ 5 ราย คณะกรรมการได้จัดการแสดงผลงานเพื่อรับคำติชมจากประชาชนด้วย เมื่อประกาศผลในปี 2008 คณะกรรมการได้แสดงเหตุผลของการเลือกผู้ชนะการประกวดเพื่อแสดงความโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานสำหรับการประกวดแบบในอนาคตด้วยโดยได้ผู้ชนะประกวดคือ Studio Milou Singapore บริษัทลูกของบริษัทสถาปนิกจากฝรั่งเศสที่เป็นหุ้นส่วนกับ CPG Consultants ที่มีประสบการณ์ในการปรับปรุงอาคารเก่าในสิงคโปร์หลังจากคณะกรรมการได้แบบที่ถูกใจแล้ว พวกเขาก็ได้จ้าง Takenaka-SingaporePiling Joint Venture เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2011 และหอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ครั้งแรกในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2015

นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนหอศิลป์แห่งนี้สามารถประทับใจตั้งแต่อาคารภายนอกที่มีความโอ่อ่าสง่างาม บรรยากาศภายในมีความเรียบหรูไม่ต่างจากห้องภาพของชาติยุโรป ข้อดีเหนือห้องภาพของยุโรปก็คือชาวสิงคโปร์สามารถเข้าฟรีส่วนชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากบัตรเครดิตที่ชาวต่างชาติใช้มี promotion ร่วมกับทางหอศิลป์ อาทิ Citibank ก็สามารถเข้าชมฟรีได้ด้วยไม่ต่างจากชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกสำหรับบัตรเครดิตของชาวต่างชาติเลยทีเดียว  

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปสิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705798

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปสิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : ไปสิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นที่ทราบดีว่าสิงคโปร์เป็นเมืองท่าอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็น hub หรือ region ของบริษัทมากมาย อีกทั้งยังเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว free tax ที่คนไทยมากมายเคยมาซื้อของตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ปัจจุบันการเดินทางมาสิงคโปร์ง่ายดายมากขึ้น เพราะนอกจากการบินไทยและสิงคโปร์แอร์ไลน์ สายการบิน full service ที่มีค่าตั๋วแสนแพงแล้ว ยังมีสายการบินlow cost มากมายที่บินจากเมืองไทย แต่การเลือกสายการบิน low cost ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

นักท่องเที่ยวแต่ละคนก็อาจมีหลักในการเลือกต่างกัน อาทิ เลือกจากราคาตั้งต้นถูกที่สุด แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการใช้เวลาในสิงคโปร์ให้มากสุดก็น่าจะต้องเลือกขาไปเที่ยวบินเช้าสุด และขากลับเครื่องบินเย็นสุด แต่ถ้าต้องการคุมค่าใช้จ่ายก็ต้องเลือกเวลาที่คนเดินทางน้อยสุด ถึงกระนั้นก็ตาม การซื้อตั๋วให้ถูกที่สุดยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระหว่างทางการจองตั๋ว ยังมีกับดักมากมาย

หลังจากที่นักท่องเที่ยวพอจะตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกสายการบินไหน เวลาใดแล้วนั้น นักท่องเที่ยวยิ่งต้องใช้ความตั้งใจอย่างยิ่งยวดในการจอง ทั้งนี้เพราะสายการบินแต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็น Jetstar, Scoot, Airasia,etc ล้วนมีวิธีที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในทุกเพจที่นักท่องเที่ยวทำการจอง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม package ตั้งแต่กระเป๋า เพิ่มเงินค่าจองที่นั่งค่าอาหาร ค่าประกันเยอะแยะมากมายจนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ากว่าจะถึงหน้าสุดท้ายที่จ่ายเงิน ค่าใช้จ่ายได้แตกต่างจากราคาแรกที่เข้ามาจองไม่ต่ำกว่า 40% เกือบทุกสายการบิน จนนักท่องเที่ยวอาจต้องเริ่มต้นไปที่สายการบินอื่น เวลาอื่นอีก

ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวเลือกสายการบิน scoot เพราะราคาถูกกว่าการบินไทยและออกจากเมืองไทยไม่สายมาก หลังจากเลือกทุกอย่างเสร็จหมดนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจริง ขนาดไม่เลือกน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม ไม่เลือกอาหาร ค่าใช้จ่ายยังน้อยกว่าการบินไทยไม่ถึง 30% แต่หากนักท่องเที่ยวเลือกสายการบิน Jetstar ที่เวลาเดียวกันกับ Scootนักท่องเที่ยวอาจได้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า Scoot ถึง 30% ก็ได้ พอเห็นราคาต่างกันขนาดนี้นักท่องเที่ยวก็ต้องคิดหนักว่า ทำไมอีกสายการบินจึงถูกกว่านัก นักท่องเที่ยวก็อาจต้องเสียเวลาในการอ่านรีวิวว่า สองสายการบินนี้ต่างกันยังไงแน่เพื่อให้การตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้นไปอีก หากนักท่องเที่ยวต้องการคุมค่าใช้จ่ายแบบสุดๆ ก็สามารถเลือกสายการบินที่ถูกสุดไปเลยก็ทำได้เลย

ส่วนการเดินทางเข้าสิงคโปร์หลังการระบาดของโควิด และจีนเปิดประเทศนักท่องเที่ยวก็ต้องไปดูข้อกำหนดเกี่ยวกับวัคซีนว่าตัวเองเข้าข้อกำหนดของการเข้าประเทศแล้วหรือไม่ มีวัคซีนครบ 2 เข็มหรือไม่ ยี่ห้อวัคซีนที่ฉีดเป็นยี่ห้อที่ได้รับอนุญาตหรือไม่นักท่องเที่ยวต้องเตรียม vaccine certificateไว้ในมือเพื่อให้สามารถตรวจได้ตอนผ่าน ตม.และต้องมีการลง application myICAmobile กรอกข้อมูลไปล่วงหน้าก่อนเพื่อให้มี SG Arrival Card อันจะทำให้นักท่องเที่ยวผ่าน ตม. ไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาเงอะๆ งะๆ ที่หน้าการตรวจคนเข้าเมือง

สนามบินชางฮีเป็นสนามบินที่ใหญ่และเพิ่งมีการปรับปรุงใหญ่ไม่นานมานี้นั้นมีส่วนที่นักท่องเที่ยวชอบแวะเที่ยวกันก็คือjewel ซึ่งไม่ได้อยู่ในส่วนของ terminal1, 2, 3 เลย แต่ต้องนั่งรถไฟ transferไปอีกต่อหนึ่ง หากนักท่องเที่ยวลงเครื่องแล้วควรไปผ่าน ตม. ก่อน นักท่องเที่ยวที่ทำ SG Arrival pass มาแล้ว ก็สามารถผ่าน ตม. ได้อย่างง่ายดาย เพราะบันทึกที่อยู่ใน app จะปรากฏอยู่ในข้อมูล passport แล้ว แต่หากไม่ได้ลง app มาก็จำเป็นต้องลง app ตรงหน้า ตม. ซึ่งจะมี QR code ให้ และค่อยๆ กรอกไปอันจะทำให้ค่อนข้างเสียเวลาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสูงอายุที่ใช้เครื่องไม่คล่อง และสายตาไม่ดีหลังผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเรียบร้อยหากมีเวลาก็สามารถแวะเที่ยวส่วน Jewel ได้

ส่วนการเดินทางเข้าเมืองทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายสุดแต่แพงสุดคือเรียก taxi ค่าใช้จ่ายประมาณ30 เหรียญขึ้นไป ขึ้นกับโรงแรมหรือสถานที่ปลายทางในเมือง แต่หากนักท่องเที่ยวมีสัมภาระต้องการประหยัดก็ควรเลือก mrt หรือ shuttle bus ข้อดีของ shuttle busเหนือ mrt คือ รถจะส่งถึงหน้าประตูโรงแรมได้ ด้วยค่าใช้จ่าย 10 เหรียญ หรือ 1/3 ของการนั่งแท็กซี่จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สัมภาระมากหรือหนัก แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีสัมภาระ การเลือกmrt ก็สะดวกดี ค่าใช้จ่ายประมาณ 3 เหรียญกว่า หรือไม่ถึง 100 บาทปัจจุบันการขึ้น mrt และ bus ในเมืองสิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องซื้อez card แล้วหากนักท่องเที่ยวมีบัตรเครดิตทั้ง visa, master, union payที่ใช้แตะได้ ก็สามารถใช้แทนบัตรโดยสารได้เลยเฉกเช่นเดียวกันกับการขึ้น mrt ในเมืองไทยปัจจุบันสิงคโปร์ยกเลิก single ticket ที่สนามบินแล้วด้วย ดังนั้นการใช้บัตรเครดิตแบบแตะไม่เพียงจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องยุ่งยากมีธนบัตร 10 เหรียญ สำหรับซื้อ ez card และให้ความสะดวกสบายแล้ว ยังประหยัดกว่าการเสียค่า surcharge ออกบัตร 5 เหรียญของ ez card ด้วยเรียกว่าได้ประโยชน์หลายต่อ 

นักท่องเที่ยวที่เลือกใช้ mrt ควร download app SG mrt ไว้ก่อนเพื่อสะดวกในการดู map mrt หลังจากแตะบัตรผ่านประตู mrt นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเข้าเมืองหรือไป terminal 1, 3, jewel เพื่อไปเที่ยวต่อ รถ mrt ที่ออกจากสนามบินเข้าเมืองจะเป็นรถสีเขียวที่วิ่งไปสิ้นสุดที่สถานี tanah merahเท่านั้น นักท่องเที่ยวต้องไปเปลี่ยนสถานีขบวนเดียวกันเพื่อเข้าเมืองทุกคนแม้จะเป็นสีเขียวเหมือนกันก็ตาม ข้อกำหนดของสิงคโปร์ในเรื่องสุขอนามัยปัจจุบันมีข้อเดียวคืต้องสวม mask บนรถสาธารณะทั้ง mrt และ bus

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704234

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมเครื่องแก้วที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Passau สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองในชีวิตนั่นคือ Glass Museumทั้งนี้ เพราะมิวเซียมแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่เก็บสะสมผลงานศิลปะเครื่องแก้วของยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นมิวเซียมที่ได้รับการลงทะเบียนให้เป็นสมบัติของเยอรมนีที่มีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมด้วย มิวเซียมที่ตั้งอยู่บนนถนนSchrottgasse ใกล้กับศาลาว่าการเมืองณ ตำแหน่งเมืองเก่านี้มีทางเชื่อมกับโรงแรมWilder Mann

มิวเซียมที่ก่อตั้งโดย Georg Hoeltl เจ้าของโรงแรม Wilder Mann และผู้ประกอบการธุรกิจที่สำคัญประจำเมือง Passau นี้มีขนาดใหญ่มากครอบคลุมถึง 5 ชั้นในอาคาร 4 หลังซึ่งเชื่อมต่อกันโดยชั้นบนสุดเป็นชั้นแรกของการจัดแสดงมีพื้นที่มากเท่ากับสนามบอล มิวเซียมที่มีของสะสมมากถึง 3 หมื่นชิ้น และจัดแสดงไว้มากถึง 13,000 ชิ้นนี้ เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเครื่องแก้ว Bohemia จาก Bohemia และ Silesiaที่ใหญ่ที่สุดในโลก Silesia มีความสำคัญตรงที่เป็นแหล่งซิลิก้า โปแตส และหินปูนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำแก้ว แก้วโบฮีเมียเป็นแก้วที่มีความหลากหลายสไตล์โดยมีการแกะสลัก และเคลือบสีสดใส นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งสะสมเครื่องแก้วของ Johann Loetz ผู้ผลิตแก้วโบฮีเมียที่มีความสดใสและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของบริษัท Louis Comfort Tiffany บริษัทผลิตเครื่องแก้วที่สำคัญของอเมริกันอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมเครื่องแก้วที่สวยที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุโรปซึ่งถูกออกแบบโดย Friedrich Durrenmatt แห่งนี้จะมีโอกาสได้ชื่นชมกับเครื่องแก้วจากยุคต่างๆ โดยเรียงลำดับตามเวลาตั้งแต่ยุคบาโรค (1590-1750) ยุค Empire(1650-1820) ยุค Biedermeier หรือยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุคคลาสสิก ยุคประวัติศาสตร์(1850-1895) และงานของ Johann Loetz (1880-1940) นอกจากนี้ ยังมีงานแนว Art Deco,งานของ Ludwig Moser& Sons รวมทั้งงานแนวModern Art อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้นในมิวเซียมที่มีอยู่มากถึง 25 ห้อง ที่สะสมเครื่องแก้วระหว่างปี 1650-1960 นั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้เสพงานแนว Art Nouveau ซึ่งเป็นยุคทองของเครื่องแก้วอย่างเต็มอิ่ม ร่วมกับงานแจกันของ Hofstotter ที่จัดแสดงใน Paris Exposition ในปี 1900 ด้วย นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานเครื่องแก้วและของสวยงามที่มีเวลาและได้มีโอกาสพินิจพิจารณาของสวยงามที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้อย่างเต็มที่ย่อมอิ่มอกอิ่มใจชนิดเรียกได้ว่าออกจากมิวเซียมไปไม่ต้องกินข้าวได้เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองชายแดน Passau

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700365

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองชายแดน Passau

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองชายแดน Passau

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวนิค และชอบแคว้นบาวาเรีย เมืองชายแดนเมืองหนึ่งที่มีความสวยงามและน่าสนใจ อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากมิวนิคมากนักก็คือ Passau เมืองทางทิศตะวันออกสุดของเยอรมนีที่อยู่ห่างจากมิวนิคทางรถไฟเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษเท่านั้น มีความพิเศษตรงที่เป็นเมืองที่เป็นทางเชื่อมของแม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำ Danube, Inn และ Ilz

เมือง Passau มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 2 เมื่อชาว Boii ถูกไล่ออกจากทางเหนือของอิตาลีมาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ที่นี่เลยกลายเป็นอาณานิคมของโรมันโดยมีชื่อว่า Batavis ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 2-5 St.Severinus ได้ตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นหลังจากนั้นอีกกว่า 200 ปี Archbishop Boniface จึงได้สถาปนา Diocese ofPassau ซึ่งถือเป็นสำนักสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีของจักรวรรดิโรมันโดยดูแลทั้งแคว้นบาวาเรียและออสเตรีย

ในยุครุ่งเรืองของเรอเนสซองส์ เมืองนี้เป็นโรงงานผลิตมีดดาบที่สำคัญ ผู้ผลิตต้องประทับตรายี่ห้อของตัวเองไว้จนเกิดความเชื่อที่ว่า มีดดาบจากเมืองนี้ทำให้ผู้ถือฟันแทงไม่เข้าจนกลายเป็นตัวอย่างให้กับเมืองอื่นเลียนแบบในการทำการตลาดของการค้าอาวุธ การตลาดมีดดาบของเมืองนำความรุ่งเรืองมาสู่เมืองอยู่หลายศตวรรษจวบจนกระทั่งปี 1662 เมืองก็ประสบหายนะจากไฟไหม้ หลังจากนั้นรัฐบาลต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่ จึงหันมาใช้สถาปัตยกรรมแนวบาโรกซึ่งเป็นแนวทางที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น Passau ยังคงให้ความสำคัญกับศาสนจักรเรื่อยมาจวบจนปี 1803 ที่รัฐบาลได้ทำการแยกศาสนจักรออกจากทางโลกอันเป็นผลมาจากการแบ่งแยกระหว่างแคว้นบาวาเรียกับซาล์สบวก

Dreiflusseeck

Passau เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยมาอยู่ และเป็นเมืองสำคัญในการทำสงครามโลกครั้งที่สองโดยเป็นที่กักกันขนาดย่อมถึง 3 แห่ง ในการประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น Passau ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่นายพล Stanley Eric Reinhart ผู้บังคับบัญชาที่อยู่ประจำเมืองนี้ประกาศยอมแพ้แบบไม่มีเงื่อนไข หลังสงครามโลก ทหารสหรัฐฯ ได้เป็นผู้ควบคุมดูแลเมืองนี้อยู่เป็นเวลานาน เมืองนี้จึงหมดความสำคัญลง หลังเยอรมันตะวันออกและตกควบรวมกันในปี 2000 เมืองนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกครั้ง แต่โชคร้ายในวันที่ 2 มิถุนายน 2013 เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นกลางเมืองหลังฝนตกอย่างหนักหลายวันจนทำให้น้ำท่วมกลางเทศบาลเมืองเฉกเช่นเดียวกันกับหายนะที่เคยเกิดขึ้นในปี 1501 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเมืองเป็นอย่างมาก

ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนเมืองนี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้เยือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งปากน้ำที่แม่น้ำทั้งสามมาบรรจบกันที่เรียกว่า Dreiflusseeck ณ บริเวณ Niederhaus Castle โดยน้ำจากแม่น้ำทั้งสามจะมีสีต่างกันนั่นคือ สีเขียวจากแม่น้ำ Inn ซึ่งไหลตรงจากเทือกเขาแอลป์สีฟ้าจากแม่น้ำดานูป และสีดำจากแม่น้ำ Ilz นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่น่าสนใจ อาทิ เมืองเก่าที่มีตึกหลากสีห้างสรรพสินค้าที่มีดีไซน์สวยเก๋ St.Stephen Cathedral, Museum of Modern Art และ Glass Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Golf Museum of Regensburg

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698797

แหวกฟ้าหาฝัน : Golf Museum of Regensburg

แหวกฟ้าหาฝัน : Golf Museum of Regensburg

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวที่มีความชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ หากมีโอกาสมักพยายามหามิวเซียมประเภทนั้น ที่ตัวเองสนใจไว้เยือนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกอล์ฟก็เช่นกัน แต่ Golf Museum หรือมิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับกอล์ฟเป็นมิวเซียมที่หาไม่ได้ง่ายนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป แม้กอล์ฟจะมีต้นกำเนิดครั้งแรกตั้งแต่ยุคกลางในสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศในยุโรปก็ตาม กอล์ฟเป็นกีฬาที่ถูกบันทึกว่ามีการเล่นครั้งแรกโดย Loenen aan de Vecht ชาวดัทช์ ด้วยไม้และลูกบอลหนังโดยมีกติกาว่าผู้ชนะเป็นผู้ที่ตีด้วยจำนวนครั้งน้อยที่สุดโดยมีเป้าหมายอยู่ที่หลุมที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยหลา

ในช่วงแรกกีฬากอล์ฟไม่เป็นที่นิยมมากนัก กฎกติกาก็ไม่ค่อยเคร่งครัดแน่นอน บางเมืองในยุโรปก็ถูกห้ามเล่นหรือห้ามแข่งโดยเฉพาะแข่งกันโดยมีการพนันขันต่อ อาทิ เบลเยียม จวบจนกระทั่งกีฬานี้ได้แพร่ขยายเข้าไปในสกอตแลนด์ ประเทศนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการกำหนดกฎกติกาที่กอล์ฟต้องเล่นกัน 18 หลุม เป็นที่แรก
ในโลก แม้แต่คำว่ากอล์ฟ The Royal and Ancient Golf Club of St Andrews ก็เชื่อว่ามาจากคำสกอต

เอกสารแรกในสกอตแลนด์ที่ปรากฏเรื่องราวของกอล์ฟค้นพบในปี 1457 เมื่อพระเจ้าเจมส์ที่สองแห่งสกอตแลนด์ทรงออกกฎหมายห้ามเล่นกอล์ฟเนื่องจากพระองค์เห็นว่ากีฬานี้ก่อกวนใจนายทหารมากเกินไปจนทำให้เสียการเสียงาน อย่างไรก็ดีกีฬานี้กลับเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง และถูกแอบเล่นกันเป็นประจำ แม้แต่ พระนางแมรี่ ราชินีแห่งสก๊อตก็ทรงแอบเล่นจนเป็นที่ติฉินนินทาในขณะที่พระองค์ทรงไว้ทุกข์ให้กับพระสวามีอยู่

แม้กฎหมายจะห้ามไว้ แต่กอล์ฟกลับเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยชาวสก๊อตทุกระดับชั้นตั้งแต่กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ทหาร รวมทั้งนักธุรกิจจึงทำให้กอล์ฟได้ถูกเผยแพร่ออกไปเมื่อชาวสก๊อตเดินทางออกนอกประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส BunceIsland อาณานิคมของอังกฤษ รวมทั้งสหรัฐฯความนิยมในการเล่นกอล์ฟส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกได้ทำการจัดตั้งสมาคมกอล์ฟไว้ตามประเทศต่างๆ และร่วมกันจัดการกำหนดกฎกติกาให้เป็นมาตรฐานรวมทั้งจัดการแข่งขันระหว่างประเทศจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Regensburg Cathedralและพอมีเวลา หรือนักกอล์ฟที่สนใจประวัติศาสตร์ของกีฬาที่ตนชื่นชอบควรสละเวลาเยือน Golf Museum มิวเซียมที่อยู่ไม่ไกลจาก RegensburgCathedral มากนัก ที่นี่จัดแสดงของสะสมของ Peter Insamนักประวัติศาสตร์เจ้าของตึกเกี่ยวกับกอล์ฟตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบันจำนวนมากถึง 1,200 ชิ้น นักท่องเที่ยวจะได้เดินทางย้อนไปถึง 400 ปี และได้มีโอกาสสัมผัสกับชุดกอล์ฟชุดแรกๆ ของโลกที่มีอายุกว่า 400 ปี อีกทั้งยังได้เห็นบรรยากาศของการเล่นกอล์ฟตั้งแต่สมัยโบราณโดยเฉพาะเสื้อผ้าของผู้หญิงที่แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงยาวสุดแสนจะเรียบร้อยซึ่งดูแปลกประหลาดสำหรับคนยุคปัจจุบันอย่างมากอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิหาร Regensburg

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697351

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิหาร Regensburg

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิหาร Regensburg

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Regensburg สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจและใช้เวลาในการเยือนไม่มากนักนั่นคือ Regensburg Cathedral หรือ St. Peter Cathedral โบสถ์ที่ถูกก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของบาวาเรียแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของเมือง ดั้งเดิมนั้นโบสถ์แห่งนี้มาจากโบสถ์ที่ชื่อว่า Niedermunster ที่อยู่ทางทิศตะวันตก
ของสถานที่ตั้งในปัจจุบันซึ่งถูกสร้างขึ้นราวปี 700เพื่อไว้บรรจุศพของ Erhard of Regensburg และเพื่อให้มีห้องสวดมนต์ของราชวงศ์ ในปี 739St. Boniface ได้เลือกที่นี่เป็นที่ประทับของพระองค์ ที่นี่จึงรุ่งเรืองขึ้นอีก

ในปี 1156-1172 โชคร้ายที่โบสถ์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง แต่ในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของเมืองกำลังรุ่งเรือง ในปี 1273 เจ้าเมืองจึงมีดำริให้รีบก่อสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวเมืองโดยเลือกสถาปนิกที่จบการศึกษาจากฝรั่งเศสส่งผลให้โบสถ์ได้รับการออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคฝรั่งเศส ระหว่าง 1385-1415 การก่อสร้างทางเข้าใหม่ด้านทิศตะวันตกก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นการก่อสร้างกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนอาคารใหม่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ปาไปปี 1520 หรือกว่า 200 ปี

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โบสถ์ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบบาโรคซึ่งเป็นแนวทางศิลปะที่นิยมในสมัยนั้นเพื่อให้มีความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น การปรับปรุงครั้งนั้นทำให้เกิดการตกแต่งภาพปูนเปียกที่หอสวดมนต์ All Saints ขึ้น ระหว่าง 1828-41พระเจ้า Ludwig I แห่งบาวาเรียได้สั่งปรับปรุงโบสถ์อีกครั้งตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-Gothic ทำให้ส่วนหลังคากลมถูกรื้อออกไประหว่างปี 1859-69 ส่วนหอคอยและยอดของโบสถ์ก็ได้รับการต่อเติมจนเสร็จเรียบร้อยในปี 1923 รัฐบาลได้มีดำริที่จะปรับปรุงโบสถ์อีกครั้ง แต่ใช้เวลานานมากในการปรับปรุงในทศวรรษที่ 1980 รัฐบาลได้ทำการปรับปรุงโดยยกเอาส่วนที่บรรจุพระศพของกษัตริย์ต่างๆออกไป

ส่วนรูปปั้นดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 1280 และยังคงอยู่ถึงปัจจุบันคือ พระแม่มารี และเทพ Gabriel อีกรูปหนึ่งคือ St. Peter และSt. Paul ที่สร้างขึ้นในปี 1320 และ 1370 ส่วนหอสวดมนต์ที่สร้างขึ้นในปี 1140 เพื่อใช้ฝังพระศพ Bishop Hartwig II ซึ่งถูกออกแบบโดยสถาปนิกกลุ่มเดียวกับโบสถ์ที่โคโมทางตอนเหนือของอิตาลีนั้นก็ยังคงอยู่ในปัจจุบันเช่นกันส่วนกระจกสีที่ติดตั้งระหว่างปี 1220-30 และ1320-70 นั้นใช้เวลาในการตกแต่งนานมากกว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระหว่าง 1967-68 ส่วนกระจกสีก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งโดยProfessor Oberberger นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมกับงานทัศนศิลป์ ประติมากรรมโบราณ รวมทั้งกระจกสีที่วิจิตรบรรจงอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว