แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

https://www.naewna.com/lady/846135

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย ไม่ต้องการทำวีซ่า ไม่ต้องการนั่งเครื่องบินไกลมาก ได้ชื่นชมกับความหลากหลายของอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ
ที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดคงไม่พ้น ญี่ปุ่น ประเทศที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยนับจากที่ไทยได้รับการยกเว้นวีซ่า 15 วัน การเดินทางไปญี่ปุ่นมีเส้นทางให้เลือกหลากหลายมาก ตั้งแต่เหนือถึงใต้อาทิ ฮอกไกโด โตเกียว นาโงยา โอซากาฟูกูโอกะ ไปถึง โอกินาวา สายการบินให้เลือกก็มีทั้ง full service และสายการบินต้นทุนต่ำ การบริการมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งโหลดกระเป๋าไม่โหลดกระเป๋า เลือกที่นั่งได้ตั้งแต่จองหรือต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อที่นั่ง ชนิดที่เรียกว่ากว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเองจะจองตั๋วเครื่องบินครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นเสร็จ เล่นเอามึนไปเลยทีเดียว

เริ่มต้นนักท่องเที่ยวคงต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหน ในบรรยากาศเมือง ธรรมชาติ มีหิมะ ไม่มีหิมะ ค่อยเลือกเดือนที่จะไป แต่ช่วยไฮซีซั่น
ของญี่ปุ่นก็คือ ตั้งแต่ตุลาคมถึงพฤษภาคม คนชอบไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอันเป็นผลจากที่ญี่ปุ่นมีพื้นที่สีเขียวเยอะ ต้นไม้ทั้งสีเหลือง แดง ใบไม้ที่ร่วงให้เลือกถ่ายรูปกันจนเบื่อกันไปข้าง พอถึงหน้าหนาวก็มีหิมะตกจะเที่ยวในเมืองหรือธรรมชาติ ขึ้นเขามีให้เลือกหมด จะไปถึงฮอกไกโดเมืองหิมะก็ได้ แต่ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน หรือโรงแรมสูงไม่ยิ่งหย่อนกว่าสวิสเลยถ้าไปช่วงพีค ยกเว้นอย่างเดียวคือไม่ต้องทำวีซ่า

Osaka

ส่วนช่วงพีคอีกช่วงนอกจากฤดูใบไม้ร่วงที่คนไทยชอบไปญี่ปุ่นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระก็เรียกได้ว่าคนส่วนใหญ่เฝ้ารอกันเลยทีเดียว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นเกาะยาวๆ ตอนใบไม้เปลี่ยนสี และดอกซากุระบานก็มักเรียงจากเหนือไปใต้ รัฐบาลของญี่ปุ่นจะมีการคาดการณ์เวลาของสีใบไม้และดอกไม้ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกว่าควรไปเมืองไหน ช่วงเวลาไหน แต่หากนักท่องเที่ยวทุนไม่หนา ก็ควรเลือกเส้นทางและเวลาล่วงหน้าสัก 4-6 เดือน แล้วก็ต้องเสี่ยงดวงเอาหากนักท่องเที่ยวรอจนการท่องเที่ยวญี่ปุ่นประกาศการเปลี่ยนสีของใบไม้และดอกซากุระบานแล้ว ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือค่าทัวร์ก็จะสูงชนิดสู่สรวงสวรรค์เลยทีเดียว อาทิ ตั๋วการบินไทยไปโตเกียวในช่วงปกติอาจเริ่มที่ 18,000-25,000 แต่ในหากซื้อตั๋วในช่วงพีค และใกล้วัน อาจได้ราคาชั้นประหยัดสูงถึง 55,000 เลยทีเดียว เรียกว่าเพื่อสนองความต้องการ กระเป๋าฉีกกันไปเลย

เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกเมือง และเดือนที่จะไปได้แล้ว นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดินทางเอง ก็เลือกทัวร์ที่ต้องการตามสนนราคาและจำนวนวัน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางเองก็ไม่ต้องกังวลแม้ตัวเองจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ และคนญี่ปุ่นก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่รถสาธารณะ และแผนที่ของญี่ปุ่นดีมากๆ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายแบบเดียวกับเดินทางเองในยุโรปเลยทีเดียว เมื่อนักท่องเที่ยวตัดสินใจวิธีการเที่ยวได้แล้ว ก็เริ่มต้นด้วยการหาตั๋วเครื่องบิน ปัจจุบันตั๋วไปญี่ปุ่นมีสายการบินมากมายมหาศาล วิธีง่ายสุดในการหาก็คือ หาผ่าน Google หรือถามอากู๋ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่ามีทั้งแบบบินตรง และต่อเครื่อง ราคาเวลาเลือกเอาที่ใครพอใจ ความชอบ เงินในกระเป๋าหลังจากเลือกได้คร่าวๆ แล้วก่อนถึงเวลาหาโรงแรม นักท่องเที่ยวก็ต้องตัดสินใจก่อนว่าจะเที่ยวแบบเมืองเดียว หรือหลายเมือง จะขับรถหรือนั่งรถไฟระหว่างเมือง เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่ามีเวลาน้อย จะเที่ยวใกล้ๆ การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองก็ไม่แพงมาก อาจเลือกนั่งรถไฟจะสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องหาที่จอดรถและไม่ต้องเสียค่าทางด่วนซึ่งแพงมาก

Sakura in Tokyo

Winter in Japan

Winter in Japan

Winter in Sapporo

Winter in Sapporo

Autumn in Japan

Autumn in Japan

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Ethnography Budapest

https://www.naewna.com/lady/844681

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Ethnography Budapest

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Ethnography Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ และมีเวลาเหลือเฟือ หลังจากที่เยือนรัฐสภา ป้อมชาวประมง และโบสถ์จนหนำแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจของเมืองก็คือ Museum of Ethnography Budapestแม้ว่ามิวเซียมแห่งนี้จะไม่ได้อยู่ริมน้ำ แต่สถาปัตยกรรมภายนอก และของจัดแสดงภายในก็มีความน่าสนใจ Museum of Ethnography ที่ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1872 เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Hungarian Nation Museum แต่เพิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นสถาบันอิสระในปี 1892 ณ อาคาร Varkert Bazar ใกล้ปราสาทบูดาเปสต์ หลังจากใช้อาคารนี้ได้เพียงแค่ปีเดียว พวกเขาก็ต้องย้ายไปอยู่ในอาคารที่ถนน Csillag จนถึงปี 1906 ที่พวกเขาต้องทำการย้ายอีกครั้งไปอยู่ที่ Hall of Industry

เคราะห์ร้ายมาเยือนอีกครั้งในปี 1924 เมื่อพายุพัดเอาอาคารเสียหายและทำให้ของจัดแสดงบางอย่างสูญหาย พวกเขาก็ต้องย้ายที่ทำการอีกไปยังอาคารโรงเรียนจนเปิดทำการได้อีกครั้งในปี 1929 เมื่อมิวเซียมเปิดดำเนินการอีกครั้ง ของจัดแสดงทั้ง 30 ห้องก็เต็มไปด้วยงานพื้นบ้านของฮังการีและวัฒนธรรมโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สองปี 1975 มิวเซียมได้ทำการย้ายสถานที่ตั้งอีกครั้งไปอยู่ที่ Palatial Hall of Justice ตรงข้ามกับรัฐสภา ต่อมารัฐบาลได้มีดำริให้ย้ายมิวเซียมอีกครั้งไปยังบริเวณสวนสาธารณะกลางเมืองอันเป็นพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโดยได้รับการออกแบบโดย Napur Architect Ltd.

รัฐบาลมีความตั้งใจให้มิวเซียมแห่งนี้ไม่เป็นเพียงที่สะสมงานที่สามารถแตะต้องได้และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังหมายรวมถึงเป็นสถานที่ทำวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธุ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศด้วย ของจัดแสดงมาจากหลายทวีป ที่เกี่ยวกับแอฟริกามาจากเกาะ Madagascar มีมากถึง 10,500 ชิ้น ขณะที่ของจัดแสดงจากเอเชียมีมากถึง 13,000 ชิ้นโดย 4/5 เป็นของสะสมระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20ของจัดแสดงของเอเชียมีทั้งของญี่ปุ่น จีน อินเดีย มองโกเลีย และตุรกี ส่วนของ Oceaniaที่มีมากถึง 14,500 ชิ้นนั้น ถือว่ามีจำนวนมหาศาลจนเป็นที่เลื่องลือระดับนานาชาติยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีของจัดแสดงจากอินโดนีเซียมากถึง 4 พันชิ้น โดยเป็นของจัดแสดงตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยมาจากชวาและบอร์เนียว

ส่วนของจัดแสดงจากอเมริกันที่มี 8,300 ชิ้นนั้น ถือว่ามีจำนวนน้อยที่สุดในกลุ่มชาติพันธุ์อื่น แม้ของจัดแสดงเหล่านี้จะเป็นของเก่าของ Janos Xantus ผู้ก่อตั้งที่สะสมมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1850 ก็ตาม ส่วนของจัดแสดงของยุโรปที่มีกว่า 10,000 ชิ้นนั้นเป็นของชุดแรกที่มิวเซียมครอบครองเป็นงานของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกลุ่ม Finno-Ugric ที่มีความสัมพันธ์กับชาวฮังกาเรียน ส่วนของจัดแสดงในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็เป็นของประชาชนที่อาศัยในรัชสมัยของ Austro-Hungarian ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องดนตรี เครื่องหนัง เครื่องประดับ หรือเซรามิก

ของจัดแสดงเกี่ยวกับชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของฮังการีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นของจัดแสดงที่สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัย การเปลี่ยนแปลงสู่เมืองและโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ของใช้ในชีวิตประจำวัน ในงานเทศกาล ในการทำงาน ทำมาหากิน อาทิ การตกปลา การทำการเกษตร การล่าสัตว์ เครื่องมือในการเย็บปักถักร้อย งานศิลปะ งานฝีมือ การค้า การขนส่ง การก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น ฯลฯนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนไม่เพียงจะสามารถตื่นตาตื่นใจกับวิธีจัดแสดงตั้งแต่ด้านหน้าที่ใช้เทคโนโลยีในการอธิบายแบบจำลองของเมืองได้อย่างน่าทึ่ง ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของทั่วโลกด้วยวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ ยังสามารถสนุกสนานกับของจัดแสดงนานาชนิดที่มีอยู่อย่างละลานตาได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Matthias Church Budapest

https://www.naewna.com/lady/843232

แหวกฟ้าหาฝัน : Matthias Church Budapest

แหวกฟ้าหาฝัน : Matthias Church Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Matthias Church

นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเที่ยวแถว Fisherman Bastion หรือป้อมชาวประมงแล้ว หากมีเวลา สถานที่ท่องเที่ยวติดกันที่ควรเยือนก็คือ Matthias Church โบสถ์ที่ถูกก่อตั้งโดย St. Stephen กษัตริย์ฮังการีตั้งแต่ปี 1015 เวลาและกษัตริย์ที่สร้างได้มาจากหลักฐานในโบสถ์ที่ถูกค้นพบในปี 1690 แต่ก็ถูกเผาทิ้งไปในปี 1748 อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าส่วนของโบสถ์ที่พระเจ้าStephen สร้างซึ่งในเวลานั้นมีชื่อว่า Virgin Mary หรือ The Church of Our Lady ถูกชาวมองโกลทำลายไปตั้งแต่ปี 1241 แล้ว

ระหว่างปี 1255-69 หลังถูกมองโกลบุก พระเจ้า Bela IV แห่งฮังการีก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ในบริเวณเดิมด้วยขนาดที่เล็กลง แต่ได้เพิ่มส่วนของหอคอยขึ้นมาใหม่ภายใต้การดูแลของ Villard de Honnecourt ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นโดยเลียนแบบมหาวิหารในเมือง Lyon จนได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดของฮังการีที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Classic Gothic โบสถ์มีความมั่งคั่งถึงจุดสูงสุดในรัชสมัยของพระเจ้า Matthias Corvinus กษัตริย์ที่มีดำริสร้างหอระฆังทางใต้ซึ่งกลายเป็นสถาปัตยกรรม Gothic ที่ดีที่สุดของฮังการี นอกจากนี้ พระองค์ยังได้สร้างหอสวดมนต์ส่วนพระองค์ทางด้านใต้ของโบสถ์ด้วย ในช่วงที่ตุรกีบุกฮังการีปี 1526 ไม่เพียงส่วนของหลังคาดั้งเดิม และเครื่องประดับต่างๆ จะถูกทำลายไป หอสวดมนต์ส่วนพระองค์ก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบด้วย ในปี 1541 ตุรกีได้เปลี่ยนโบสถ์แห่งนี้เป็นมัสยิดตามความเชื่อของพวกเขาเมื่อพวกเขาเข้าครอบครองบูดา พวกเขาได้ตกแต่งโบสถ์ใหม่ไปตามความเชื่อ

เมื่อออสเตรียบุกฮังการี พระเจ้า Franz Joseph I ได้สร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ภายใต้การดูแลของ Frigyes Schulek สถาปนิกชาวฮังการี เขาได้พยายามฟื้นฟูโบสถ์ใหม่ให้คล้ายของเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างไรก็ตาม เขาและ Jakab Kauser สถาปนิกชาวฮังการีอีกคนที่มารับออกแบบต่อได้เสริมแต่งโบสถ์ใหม่ด้วยกระเบื้องที่มีรูปแบบของเพชรจนมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น แม้เขาจะพยายามสร้างให้เหมือนเดิมมากที่สุด แต่เนื่องจากเขาไม่มีแบบดั้งเดิมจึงได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่หลายจุดจนกลายเป็นรูปแบบ Neo Gothicที่ดีที่สุดของฮังการี นอกจากนี้ ศาสนจักรยังได้เชิญศิลปินหลากหลายคนหลากหลายสาขาทั่วฮังการีมาช่วยงานตกแต่ง อาทิ Bertalan Szekely และ Karoly Lotz มาเป็นผู้ตกแต่งภายในทั้งงานจิตรกรรม และประติมากรรมEde Kratzmann เป็นผู้กำกับงานกระจกสีMihaly Zichy และ Gyula Agghazy มาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมบนแท่นบูชา ส่วนออแกนก็ได้รับการออกแบบโดย Schulek เองจนทำให้ที่นี่ได้รับการยกย่องให้เป็นงานตกแต่งแนว Eastern European Art Nouveau ที่ดีที่สุดในโลก

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โบสถ์เข้าสู่การบูรณะอีกครั้ง แต่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ฮังการีถูกยึดครองอีกไม่เพียงแต่จะทำให้การบูรณะหยุดชะงัก ยังทำให้โบสถ์ถูกทำลายไปมากด้วย ซ้ำร้ายห้องใต้ดินของโบสถ์ยังถูกเปลี่ยนเป็นโรงครัวของทหารเยอรมันอีกต่างหาก ระหว่างปี 1950-70 ที่ฮังการีอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย รัฐบาลฮังการีเริ่มแผนในการบูรณะโบสถ์ใหม่จนเสร็จสิ้นในปี 1984 โบสถ์ได้รับทุนในการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งระหว่างปี 2005-15 นี่เอง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะเห็นว่าการบูรณะโบสถ์ใหม่ครั้งสุดท้ายนี้ทำได้สมบูรณ์แบบมากจนทำให้ที่นี่มีสถาปัตยกรรมภายนอกที่งดงาม การตกแต่งภายในยังอลังการสมกับเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : ป้อมชาวประมงที่สวยที่สุดในโลก

https://www.naewna.com/lady/841802

แหวกฟ้าหาฝัน : ป้อมชาวประมงที่สวยที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : ป้อมชาวประมงที่สวยที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Fisherman Bastion

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบูดาเปสต์ และอยู่มากกว่า 1 วัน นอกจากจะเดินเล่นริมน้ำดานูบ เข้าโบสถ์ St. Stephen และเยือนรัฐสภาแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องเข้าให้ได้ก็คือ Fisherman’s Bastion ซึ่งอยู่ฝั่งบูดา

ป้อมชาวประมงนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวประมงใกล้กับโบสถ์ Matthias มาตั้งแต่ยุคกลางเพื่อให้ชาวประมงได้ทำมาค้าขายและใช้ที่นี่เป็นที่ป้องกันเมือง ส่วนปราสาทบนเขานี้ก็เป็นที่อยู่ของกษัตริย์ราชวงศ์Arpad โดยเริ่มต้นในสมัยพระเจ้า Bela IV แห่งฮังการี แต่เริ่มมีความโดดเด่นในสมัยพระเจ้า Matthias Corvinus เพราะพระองค์ใช้ป้อมนี้ป้องกันภัยจากการรุกรานของตุรกี อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปบริเวณปราสาทบูดาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ยิ่งเมื่อตุรกีได้ทำลายปราสาทลงใน Mohacs Disaster และชาวออสเตรียได้เข้ามาครอบครองฮังการี ที่นี่จึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของเวียนนา

อาคารที่ถูกสร้างขึ้นจากฐานของกำแพงที่เคยเป็น Tower of the Hiradas และบันได Jesuit นี้เกิดขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามประกาศอิสรภาพของRakoczi ภายใต้คำบัญชาของออสเตรียตามหลักการทางทหารสมัยใหม่ในขณะนั้น หอคอยด้านเหนือถูกสร้างขึ้นบนที่ตั้งของหอคอยทรงกลม หลังจากสร้างได้สักพัก หอคอยก็เริ่มเสื่อมโทรมแม้จะได้รับการปรับปรุงหลายรอบ อันเป็นผลมาจากการที่ฝนตกและมีน้ำกัดเซาะ รวมทั้งผ่านสงครามอีกหลายรอบยิ่งในช่วงที่ออสเตรียปกครองฮังการี กองทัพออสเตรียปฏิเสธที่จะใช้เงินจำนวนมากมาปรับปรุงใหญ่เพื่อให้ป้อมอยู่ในสภาพดี สภาพของป้อมจึงไม่สวยงามและเป็นเสมือนหนึ่งป้อมปราการทั่วไป

ยิ่งเมื่อออสเตรียประกาศทำลายปราสาท Buda ในปี 1874 ด้วยเหตุผลที่ปราสาทในฐานะป้อมไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอในยุคนั้น พวกเขาได้วางแผนใหม่เพื่อปรับปรุงป้อมไปพร้อมกับการปรับปรุงโบสถ์ Matthias โดยมอบหมายให้ Frigyes Schulek สถาปนิกชาวฮังการีจาก Jozsef Technical University มาดำเนินการตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-Romanesque เขาได้พยายามปกป้องโบสถ์ให้เหมือนเดิมมากที่สุดโดยตระหนักดีว่าเงินทุนในการปรับปรุงมีน้อยจนไม่สามารถที่จะคงความสูงของหอคอยเดิมไว้ได้ หลังรัฐบาลหมดเงินไปมากมายกับการปรับปรุงโบสถ์ พวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่าน่าจะปรับปรุงป้อมไปด้วยเพื่อให้ทันฉลองครบรอบการเป็นประเทศฮังการี แต่การก่อสร้างจะต้องเสร็จสิ้นในปี 1899 ให้ได้ซึ่งในความเป็นจริง กว่าการปรับปรุงบันไดทางทิศเหนือและใต้จะแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปปี 1902 ส่วนตัวป้อมชาวประมงก็แล้วเสร็จในปี 1905

หลังหมดเงินและความพยายามมากมาย ป้อมกลับถูกทำลายลงอย่างมากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ป้อมเป็นสถานที่สำคัญของเมือง หลังสงครามรัฐบาลจึงรีบดำเนินการปรับปรุงดดยมอบหมายให้ Laszlo Bors สถาปนิกประจำชาติมาเป็นผู้ออกแบบ แต่การปรับปรุงทำได้ยากลำบากเพราะป้อมถูกไฟไหม้จึงต้องตรงตราทุกกระเบียดนิ้ว แค่การตรวจตราก็ปาเข้าไปเป็นปีแล้ว การปรับปรุงจึงเสร็จสิ้นในปี 1953โดยป้อมได้ถูกแยกออกจากปราสาท Buda ออกอย่างเด็ดขาดในการปรับปรุงครั้งนี้

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาและอยากดื่มด่ำกับวิวรัฐสภาให้หนำใจไม่เพียงสนุกสนานกับการถ่ายภาพภายนอกป้อมชาวประมงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกตั้งแต่ปี 1987 และอยู่ไม่ไกลจากปราสาทบูดามากนักนี้ได้ฟรี ยังสามารถเสียเงินขึ้นไปบนระเบียง และจิบกาแฟที่ร้านกาแฟได้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

https://www.naewna.com/lady/840367

แหวกฟ้าหาฝัน : รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า ไม่มีรัฐสภาแห่งใดในโลกจะสวยเท่ารัฐสภาของฮังการีในกรุงบูดาเปสต์ นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้ก็เพื่อมาชื่นชมทั้งนั้น รัฐสภาแห่งนี้เองที่ทำให้โค้งน้ำดานูบเป็นที่กล่าวขวัญและฝันถึงไปทั่วโลก รัฐสภาที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของบูดาเปสต์นี้ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Kossuth ในฝั่งเปสต์ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำดานูบ

หลังจาก Buda, Obuda และ Pest รวมตัวกันเข้าเป็นเมืองเดียวภายใต้ชื่อ บูดาเปสต์ในปี 1873 อีก 7 ปีต่อมารัฐบาลก็ได้มีดำริที่จะตั้งรัฐสภาใหม่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของชาติโดยเลือกให้รัฐสภาแห่งใหม่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำดานูบ รัฐบาลจึงจัดการแข่งขันประกวดแบบโดยผู้ชนะคือ Imre Steindl สถาปนิกชาวฮังการีจาก Hungarian Academy of Science อันเป็นผลมาจากแบบของเขาใกล้เคียงกับ Palace of Westminter ในลอนดอนและ Vienna City Hall ผู้ตัดสินต้องการให้รัฐสภาของฮังการีแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติยุโรปตะวันตกที่ทันสมัยใกล้เคียงกับอังกฤษ เพราะผู้แทนในสภาฮังการีมีผู้แทนสภาของอังกฤษเป็นแม่แบบ

การก่อสร้างเริ่มต้นในปี 1885 โดยคาดว่าจะเสร็จในปี 1896 เพื่อฉลองประเทศอายุ 1,000 ปี แต่กว่าที่อาคารจะเสร็จก็ปาเข้าไปปี 1902 แล้วและกว่าจะตกแต่งจนเรียบร้อยก็เข้าปี 1904 โดยที่ Imre Steindl สถาปนิกผู้ออกแบบไม่มีโอกาสได้เห็นเพราะเขาตาบอดและเสียชีวิตไปก่อน การก่อสร้างอาคารที่แสนจะยิ่งใหญ่และเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งชาตินี้ใช้คนมากถึงหนึ่งแสนคน ใช้อิฐมากกว่า40 ล้านชิ้น ใช้หินมีค่ามากกว่าล้านชิ้น และใช้ทองมากถึง 40 กิโลกรัมในการตกแต่ง อาคารรัฐสภาถูกออกแบบตามแนวทางสถาปัตยกรรมแบบ Gothic Revival หรือแนวทางศิลปะแบบโกธิคของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่มีอังกฤษเป็นผู้นำโดยเป็นอาคารที่มีความสมมาตรทั้งสองข้างและมีโดมตรงกลาง นอกจากความสมมาตรภายนอกแล้ว ภายในยังสมมาตรกันและเหมือนกันทุกประการด้วยโดยปัจจุบันยังเปิดใช้อยู่ฝั่งหนึ่งเป็นที่ประชุมสภา อีกฝั่งหนึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและจัดประชุม

อาคารที่มีขนาด 268×123 เมตรนี้ มี 10 สนาม มีลิฟต์ 13 ตัว 27 ประตู 29 บันได และ 691 ห้องโดยที่ด้านหน้าหันเข้าหาแม่น้ำดานูบ แต่ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคารส่วนที่มีชื่อเสียงมากสุดของอาคารก็คือส่วนหอประชุมกลางที่เป็นรูป 16 เหลี่ยมขนาดใหญ่เชื่อมสภาบนและสภาล่าง ภายในตกแต่งด้วยงานประติมากรรม 242 ชิ้น ประกอบด้วยรูปของผู้นำฮังการี และ Transylvanian ส่วนหน้าต่างก็เป็นตราสัญลักษณ์ของกษัตริย์ฮังการี นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนไม่เพียงจะต้องเผื่อเวลาสำหรับสนุกสนานกับการถ่ายรูปด้านนอกที่มีหลากหลายมุมเท่านั้น ผู้ที่ซื้อบัตรเพื่อเข้าชมจะสามารถเข้าไปด้านในซึ่งจะผ่านบันไดที่ตกแต่งอย่างอลังการ ได้ชื่นชมกับภาพปูนเปียกบนเพดาน และงานประติมากรรมรูป Imre Steindl สถาปนิกผู้ออกแบบ รวมทั้งงานประติมากรรมรูปพระเจ้า Stephen I รวมทั้งได้ชื่นชมกับกระจกสีของ Miksa Roth อีกต่างหากด้วย

night time

night time

from boat ride

from boat ride

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Stephen’s Basilica Budapest

https://www.naewna.com/lady/839005

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Stephen’s Basilica Budapest

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Stephen’s Basilica Budapest

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลังจากเดินเล่นริมน้ำดานูบแล้ว นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่คงอยากหาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเข้าชม สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรเยือนก็คือSt. Stephen’s Basilica โบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดของบูดาเปสต์ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โบสถ์ที่ถูกตั้งชื่อตามพระเจ้าสตีเฟ่นเพื่อเป็นเกียรติกับกษัตริย์พระองค์แรกของฮังการีนี้ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง Hetz-Theater ซึ่งเคยเป็นที่จัดแสดงการต่อสู้ของสัตว์มาก่อน Janos Zitterbarth คหบดีในเมืองมีดำริที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นในชุมชนใหม่ที่เขาตั้งขึ้น ในตอนต้น ชาวเมืองต้องการตั้งชื่อโบสถ์ตาม Saint Leopoldผู้อุปถัมภ์ออสเตรีย แต่ภายหลังเปลี่ยนใจหันมาตั้งชื่อโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้กับกษัตริย์พระองค์แรกของฮังการีแทนดีกว่า

ปลายทศวรรษที่ 1810 ชาวเมืองหลายพันคนจึงได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อสร้างโบสถ์ตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-classic โดยให้ Jozsef Hild เป็นสถาปนิก หลังโบสถ์ก่อตั้งได้ 20 กว่าปีเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในปี 1838 ชาวเมืองก็เลยได้อาศัยโบสถ์เป็นที่หลบภัย โชคร้ายมาเยือนโบสถ์ในปี 1858เมื่อโดมถูกทำลายลงจึงทำให้ต้องก่อสร้างใหม่ หลังปี 1867 Jozsef Hild สถาปนิกเสียชีวิต Miklos Yblจึงเข้าทำหน้าที่แทนและได้เปลี่ยนแปลงแบบใหม่ให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-Renaissanceการก่อสร้างเป็นไปอย่างเชื่องช้ายาวนานถึง 44 ปี กว่าจะสำเร็จในสมัยที่ Jozsef Kauser เป็นสถาปนิกปี 1931 โบสถ์ได้รับอนุญาตจากพระสันตะปาปา Pius XIให้เป็นที่จะประชุม Eucharistic Congress ในเดือนพฤษภาคมปี 1938 ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับสภานี้มีความสูง 96 เมตรหรือ 315 ฟุต อันเป็นผลมาจากกฎหมายผังเมืองของบูดาเปสต์ที่ไม่ให้มีอาคารใดสูงเกิน 96 เมตร ด้านหน้าทางเข้าได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโมเสสซึ่งออกแบบโดย Mor thanเป็นภาพ Our Lord on the Throne with Angelsโดยมีคำกล่าวตามพระคัมภีร์เขียนไว้ข้างใต้เป็นภาษาฮังการี ว่า I am the way the truth and thelife. ส่วนแท่นบูชาและธรรมาสน์ออกแบบโดย Jozsef Kauser ตกแต่งด้วยรูปปั้นของ St.Stephenที่จัดทำโดย Alajos Strobl ส่วนกระจกสีที่แสนสดใสสวยงามออกแบบโดย Miksa Roth ศิลปินแนว Art Nouveau ที่ได้ชื่อว่า The man who made Budapest ส่วนออแกนออกแบบโดย Jozsef Angster และทำจากโรงงานในเมือง Pec

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนในช่วงใกล้คริสต์มาส ไม่เพียงจะได้ชื่นชมงานศิลปะชั้นยอดของฮังการีจากหลากหลายสถาปนิก และศิลปินหลายแขนงอย่างจุใจแล้ว ยังจะได้ชมสินค้าพื้นเมือง สินค้าคริสต์มาส รวมทั้งชิมอาหารพื้นเมือง ร่วมกับไวน์ร้อนที่ตลาดคริสต์มาสรอบโบสถ์ที่ให้ประสบการณ์สนุกสนานไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ทอดน่องริมดานูบบูดาเปสต์

https://www.naewna.com/lady/837627

แหวกฟ้าหาฝัน : ทอดน่องริมดานูบบูดาเปสต์

แหวกฟ้าหาฝัน : ทอดน่องริมดานูบบูดาเปสต์

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเมืองใหญ่ สงบ สวยงาม ไม่เพียงควรเยือนเวียนนา ซัลซ์บวร์ก และอินชบรุคแล้ว บูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการีก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตหลายคนอาจรู้สึกว่าขึ้นชื่อว่าฮังการีแล้วไม่น่าปลอดภัย แต่แท้ที่จริงแล้วเมืองนี้ไม่เพียง ปลอดภัยและสะดวกสบาย ยังเดินทางไปถึงได้ไม่ยากด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์จากเวียนนาต่อไปยังบูดาเปสต์ หรือจะนั่งรถไฟจากเวียนนาไปยังบูดาเปสต์ก็ได้ไม่ยากมากเพราะมีรถไฟตรงวันละหลายเที่ยวออกจากสถานีกลางโดยใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงสถานีที่สะดวกสำหรับบูดาเปสต์จะเป็น Keleti ที่แม้มิได้อยู่กลางเมืองนัก แต่ก็สามารถเดินเล่นในเมืองได้ไม่ยาก

บูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการีนี้มีประชากรมากเป็นอันดับ 9 ของสหภาพยุโรปใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และใหญ่เป็นอันดับสองบนแม่น้ำดานูบรองจากเวียนนาเท่านั้น ประวัติของเมืองย้อนไปถึงเมื่อชาวเซลติก เป็นชนชาติแรกที่มาตั้งถิ่นฐานณ ดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งต่อมาถูกครอบครองโดยชาวโรมันในปี 106 บริเวณที่เป็น Obuda ในปัจจุบัน ชาวโรมันได้มาสร้างถนน อ่างอาบน้ำ บ้าน โรงละครขึ้นในนามของ Aquincum ซึ่งกลายเป็น open air museum ในปัจจุบัน ต่อมาชาว Magyar หรือมายา ซึ่งนำโดย Arpad ที่ถูกขับไล่จากบัลแกเรียโดย Tsar Simeon หลังแพ้สงคราม Southern Bud ได้มาตั้งถิ่นฐานที่นี่แทนและแบ่งเมืองเป็น Buda กับ Pest

Buda Castle

หลังจากนั้นอีก 1 ศตวรรษ พวกเขาก็ก่อตั้งประเทศฮังการีขึ้น เมื่อชาว Tatar ได้บุกรุกเมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้ชาวเมืองเห็นว่าพวกเขายากจะแก้ปัญหาการถูกรุกรานหากสร้างเมืองบนที่ราบ พระเจ้า Bela IV แห่งฮังการีจึงสั่งให้สร้างกำแพงเมืองหินรอบเมือง และสร้างพระราชวังบนเขา Buda ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้า MatthiasCorvinus วัฒนธรรมของบูดาก็รุ่งเรืองขึ้นถึงขีดสุดอันเป็นผลมาจากการที่ศิลปะแนวเรอเนสซองส์จากอิตาเลียนได้เผยแผ่มาถึงแม้เมืองจะเติบโตและเจริญรุ่งเรือง แต่ในปี1526 ชาวออตโตมันก็สามารถเข้าครอบครองเมืองได้และปกครองนานถึง 150 ปี พวกเขาได้สร้างอ่างอาบน้ำสำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเติร์กไว้ให้ การถูกยึดครองโดยเติร์กทำให้ชาวคริสเตียนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ส่วนทางทิศตะวันตกพวกเขาก็ถูกครอบครองโดยราชวงศ์ Habsburgs แห่งออสเตรีย ปี 1848 ชาวเมืองเริ่มกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์ Habsburgs พวกเขาใช้เวลารบอยู่ร่วมปีกว่าจึงชนะและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Austria-Hungary ส่งผลให้บูดาเปสต์กลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของราชวงศ์ ต่อมาในปี 1849 รัฐบาลตัดสินใจสร้างสะพาน Chain เพื่อเชื่อมระหว่าง Buda และ Pest เข้าด้วยกัน เมื่อ Austria- Hungaryแพ้สงครามในปี 1918 ชาวฮังการีจึงฉวยโอกาสประกาศอิสรภาพและตั้งสาธารณรัฐฮังการีขึ้น ในสัญญาสงบศึกฮังการีต้องเสียแผ่นดินถึง 2/3 และเสียชาวเมืองไปร่วม 2/3 หรือ 3.3 ล้านคน แต่สำหรับพวกเขาแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า

Girl with Her Dog 

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดโลกบูดาเปสต์ถูกกองทัพสหรัฐฯ และอังกฤษถล่มอย่างรุนแรง ชาวเมืองเสียชีวิตไปมากถึง 38,000 คน สะพานทั้งหมดยังถูกชาวเยอรมันทำลายลงด้วย ยิ่งกว่านั้นชาวยิวที่อาศัยในเมืองยังเสียชีวิตไปมากกว่า 250,000 คนหรือกว่า30% หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฮังการีกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต จวบจนปี 1991 แม้ฮังการีจะสะบักสะบอมและไม่ค่อยเติบโตภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ แต่ปราสาทบูดา และธนาคารริมแม่น้ำดานูบก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1987

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้สามารถเดินเล่นแถว Vaci utca จัตุรัสVorosmarty และริมแม่น้ำดานูบฝั่ง Pest เพื่อชื่นชมกับสถาปัตยกรรมสวยงามฝั่ง Budaอาทิ Buda Castle, Fisherman Bastion นอกจากนี้บริเวณนี้ยังมีงานประติมากรรมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเล่นอีกหลายชิ้น อาทิ The Little Princess, Girl with Her Dog ผลงานของ David Raffai, Ignac Roskovics ผลงานของ Mihajlo Kolodko ชาวยูเครน และ Shoes on the Danube Bank ผลงานของ Gyula Pauer ซึ่งเพิ่งจะนำมาติดตั้งในวันที่16 เมษายน 2005 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชาวยิวที่ถูกสังหารในสงครามโลกครั้งที่สอง

Shoes on the Danube Bank

Shoes on the Danube Bank

The Little Princess

The Little Princess

แหวกฟ้าหาฝัน : Dommuseum Salzburg

https://www.naewna.com/lady/836327

แหวกฟ้าหาฝัน : Dommuseum Salzburg

แหวกฟ้าหาฝัน : Dommuseum Salzburg

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The Temptation of St. Antonius

หลังจากที่นักท่องเที่ยวเยือน Salzburg Cathedral แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวต่อไปที่สามารถเยือนได้คือ Dommuseum หรือ Cathedral Museumซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิหาร Salzburgนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม Cathedral Museum ซึ่งตั้งอยู่ในห้องสวดมนต์ส่วนตัวขนาดเล็กทางทิศใต้บนห้องสวดมนต์ที่ใกล้กับบันไดของมหาวิหารนี้เป็นส่วนหนึ่งของ DomQuartier museum Complex นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วจะสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่ Residence, Residence Gallery, Museum of St. Peterและ Cathedral เรียกได้ว่าจ่ายเงินทีเดียวใช้เวลาได้ทั้งวัน คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ของจัดแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรในมิวเซียมซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนของโบสถ์แห่งนี้จะพาผู้ชมผ่านช่วงเวลาต่างๆ ของโบสถ์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี และทรัพย์สมบัติที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-18 อันถูกสะสมจาก Prince Archbishop ไม่ว่าจะเป็นรูปบูชาสีทองแวววาว ไม้กางเขนของ St. Rupert นกพิราบสันติภาพเคลือบทองและม่วง สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ในเมืองลีมอฌ ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Josef Lahnsteiner ผู้ดูแลโบสถ์ได้ขอร้องให้เทศบาลเมืองปรับปรุงของสะสมเก่าๆให้ดีขึ้น ปี 1954 เทศบาลได้เริ่มนำของสะสมดั้งเดิมมาจัดแสดงมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมและอยากมีส่วนร่วม แต่กว่าที่ประชาชนจะยอมให้มีการปรับปรุงโบสถ์ครั้งใหญ่ก็เริ่มในปี 1972 แล้ว

ตัวอย่างของจัดแสดงที่น่าสนใจที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมนอกเหนือไปจากกระจกสี เครื่องมือเครื่องใช้ของ Archbishop ที่แสนหรูหราซึ่งทำจากทองและอัญมณีอันมีค่าแล้ว ยังมีงานประติมากรรม และจิตรกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเช่นกันของศิลปินดังๆ หลายคน อาทิLamentation of Christ, Christ among the Doctorsและ Christ and Nicodemus ของ Paul Trogerเขาเกิดในแคว้น Tyrol ในวันที่ 30 ตุลาคม 1698เขาเริ่มได้รับการสนับสนุนให้เป็นศิลปินตั้งแต่อายุเพียงแค่ 16 ปี โดยได้เป็นศิษย์ของ GiuseppeAlberti จนได้มีโอกาสเขียนภาพปูนเปียกครั้งแรกที่ชื่อ Three Angels with the Crossand Putti ที่ Kalvarienkirche หลังจากนั้นเขาได้เดินทางไปเวนิสและต่อไปโรมเพื่อร่ำเรียนกับอาจารย์ชาวอิตาเลียนหลายคนก่อนจะย้อนกลับมาที่ Salzburg ออสเตรีย ก่อนจะได้มาเขียนภาพปูนเปียกที่ St. Cajetan ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เขามาก เขาถูกเชิญให้ไปเขียนภาพปูนเปียกตามโบสถ์อีกหลายแห่งในเวียนนา และกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังของสำนักสงฆ์ทางตอนใต้ของออสเตรีย ปี 1753 เขาเข้าเป็นสมาชิกของ Imperial Academy of Fine Arts และกลายเป็นผู้อำนวยการของ Imperial Academy of Fine Arts ในปี 1754

The Temptation of St. Antonius ของ Hieronymus Bosch ผลงานนี้เป็นหัวข้อที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นหลายครั้งอันเป็นเรื่องราวที่St. Anthony the Great ต้องเผชิญเมื่อท่านเดินทางในทะเลทรายอียิปต์ เรื่องราวนี้ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกโดย Athanasius of Alexandriaท่านถูกยั่วยุทั้งจากผู้หญิงและปีศาจร้ายนักท่องเที่ยวที่เคยได้ชมผลงานของ HieronymusBosch ศิลปินชาวดัชท์มาแล้วจะสามารถทราบได้ทันทีเลยว่านี่คือผลงานของศิลปินผู้นี้เขาเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานได้อย่างมีอัตลักษณ์มาก แม้เรื่องราวในชีวิตของเขาจะมีบันทึกไว้น้อยมากก็ตาม ลักษณะงานของเขาจะเป็นแบบแฟนซีที่ดูโหดร้าย และมีอิทธิพลต่อศิลปินดัชท์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 มากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pieter Bruegel the Elder ที่เป็นลูกศิษย์ของเขา

Christ among the Doctors

Christ among the Doctors

Christ and Nicodemus

Christ and Nicodemus

แหวกฟ้าหาฝัน : Doll Museum Basel

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812036

แหวกฟ้าหาฝัน : Doll Museum Basel

แหวกฟ้าหาฝัน : Doll Museum Basel

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Basel เมืองแห่งศิลปะ คงไม่เพียงแค่สนุกสนานกับการถ่ายรูปกับ Street Art และสถาปัตยกรรมของเมืองเท่านั้น แต่คงอยากหามิวเซียมที่น่าสนใจเข้าด้วย สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมเยือนคือ Doll Museum นักท่องเที่ยวที่เลยวัยเด็กอาจสงสัยว่าทำไมต้องมาเยือนที่นี่ เหตุผลก็คือ Doll Museum Baselเป็นที่เก็บสะสมตุ๊กตาจำนวนมากถึง 6,000 ตัว หรือเป็นมิวเซียมตุ๊กตาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Teddy Bear

มิวเซียมที่จัดตั้งขึ้นในอาคารที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1867 กลางเมือง Basel นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่งาน BaselAutumn Fair ที่ Marc Rippstein ได้ถูกเทศบาลว่าจ้างให้จัดฉากที่มีสัดส่วน 1:12 เพื่อใช้ในงานเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงหลังจากฉากนั้นเป็นต้นมา คณะกรรมการจัดงานก็เก็บสะสมของจัดแสดง ทั้งตุ๊กตาและฉากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจจัดตั้ง Doll Museum ทำไมการเยือน Doll Museum Basel จึงสนุกสนาน เหตุผลก็คือ ไม่เพียงที่นี่จะมีตุ๊กตาและของเล่นมากมาย วิธีการจัดแสดงและ multi media ยังทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของของจัดแสดงด้วย

ตุ๊กตา Teddy ที่ถูกจัดแสดงอยู่มากถึง2,500 ตัวนี้ มีเรื่องราวมากมายให้ค้นหาส่วนหนึ่งของการจัดแสดงเป็น Teddy Bearที่เคยอยู่ในห้องทำงานในโรงงานของ MargareteSteiff เจ้าของโรงงาน Teddy Bear ที่ไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้ว ตุ๊กตา Teddy Bear ที่โด่งดังได้ชื่อมาจากชื่อของ Theodore “Teddy” Roosevelt อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อรำลึกถึงการล่าสัตว์ของเขาในปี 1902 ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ที่ไปด้วยต้องการเอาใจประธานาธิบดีด้วยการเอาหมีเด็กตัวหนึ่งจับไว้เพื่อให้ท่านยิงได้ง่ายๆ แต่ท่านคิดว่าวิธีนี้มันไม่สง่างาม ท่านเลยไม่ยอมยิงหมีตัวนั้น มันจึงเป็นการล่าสัตว์ที่กลับมามือเปล่า แต่กลับมีเรื่องราวดีๆ ของท่านกลับมาเล่าขานอีกนานแสนนาน

นักเขียนการ์ตูนรู้ข่าวเลยเขียนการ์ตูนเล่าเหตุการณ์จนเป็นที่มาของคำว่า Teddy’sbear ที่แปลว่าหมีของท่าน Teddy และถูกเรียกต่อมาเป็น Teddy Bear แม้การตั้งชื่อตุ๊กตาหมีของเจ้าของโรงงานจะทำไว้เพื่อหวังผลทางการตลาด แต่การที่ Teddy Bearขายดีจริงๆ กลับไม่ได้มาจากชื่อ แต่มาจากการที่มันเป็นตุ๊กตาที่สามารถขยับแขนขาได้ ไม่เพียงที่นี่จะมีTeddy Bear ตัวแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยSteiff ในปี 1904 แล้วที่นี่ยังมีตุ๊กตาที่ถูกผลิตระหว่างปี 1870-1920 จากโรงงานแทบทุกแห่งทั่วโลกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาตุ๊กตาแต่ละตัวได้จากจอ multi-media ที่ตั้งไว้ให้ศึกษา

นอกจาก Teddy Bear แล้ว ของจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกอย่างก็คือ บ้านตุ๊กตาที่มีประวัติย้อนไปในปี 1557 เมื่อ Duke Albrecht Vแห่งบาวาเรีย เยอรมันสั่งให้ช่างสร้างบ้านขนาดย่อเลียนแบบพระราชวัง นับจากนั้นมา ราชนิกูลและคหบดีก็เลยเลียนแบบพระองค์ให้สร้างบ้านขนาดเล็กเลียนแบบบ้านตัวเอง ส่วนการสร้างบ้านตุ๊กตานี้ได้เป็นที่นิยมจนมีการสร้างขายในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นับจากนั้นมาคหบดีทั้งหลายใช้บ้านตุ๊กตาเหล่านี้สอนบุตรหลานเพื่อเตรียมตัวเข้าสังคมในวันหน้า ในมิวเซียมแห่งนี้มีบ้านตุ๊กตาที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนในแต่ละประเทศที่สร้างขึ้นปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 จากเยอรมัน ฝรั่งเศสสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจัดแสดงอยู่เป็นจำนวนมากชนิดที่เรียกได้ว่าดูกันเพลินเลยทีเดียว

ใน Doll Museum นั้นไม่เพียงมีตุ๊กตา บ้านตุ๊กตา ยังมีม้าหมุนอีกเป็นจำนวนมาก ม้าหมุนตัวแรกที่ถูกออกแบบโดย Frans Smulders ที่มิวเซียมมีย้อนกลับไปราวปี 1900 นับจากนั้นมามิวเซียมก็ได้รับการบริจาค รวมทั้งซื้อเพิ่มเองเพื่อนำมาจัดแสดงอีกเป็นจำนวนมากโดยม้าหมุนที่จัดแสดงทั้งหมดยังสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีด้วย นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่มีพื้นที่มากถึง 1,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ตึก4 ชั้นนี้ จึงไม่เพียงจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติ ของของเล่น ตุ๊กตา บ้านตุ๊กตาม้าหมุนหลายชนิด ที่ถูกนำมาเรียงร้อยด้วยความรักอย่างพิถีพิถันโดยยังคงเสน่ห์ของต้นกำเนิด และเรื่องราวที่สนุกสนานน่าค้นหา อีกทั้งยังจะทำให้ผู้ชมได้หวนรำลึกถึงวันคืนเก่าๆ ได้อย่างเพลิดเพลินนานหลายชั่วโมงจนไม่อยากจะกลับบ้านเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Street Art ใน Basel

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810667

แหวกฟ้าหาฝัน : Street Art ใน Basel

แหวกฟ้าหาฝัน : Street Art ใน Basel

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสวิสจะพบว่าการเดินทางด้วยรถไฟในสวิสสะดวกสบายมาก ไม่ว่าจะเริ่มต้นหรือเดินทางไปที่เมืองใด ยิ่งเมืองใหญ่ๆ ด้วยแล้ว รถที่เชื่อมระหว่างเมืองจะมีถี่มาก เมืองที่เดินทางจาก Zurich เมืองที่สายการบินไทยลงแห่งหนึ่งที่สวย น่าสนใจ เป็นเมืองใหญ่ และเดินทางถึงด้วยรถไฟได้ในเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเศษ ก็คือ Basel เมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสามของประเทศรองจาก Zurich และ Geneva เท่านั้น เมืองที่มีประวัติย้อนไปถึงปีคริสต์ศตวรรษที่สอง และเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับเยอรมนี มีต้นกำเนิดมาจากโรมัน Basel ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อมีการก่อตั้งตลาดขึ้นในปี 1091 นับจากนั้นเมืองก็เริ่มเจริญมากขึ้นโดยมีการสร้างกำแพงเมืองในปี 1100หลังจากนั้นก็มีนายกเทศมนตรีคนแรกในปี 1185 พอถึงปี 1225 เทศบาลก็มีดำริที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำภายใต้การนำของ Heinrich von Thun โดยได้รับเงินสนับสนุนจากชุมชนยิวที่มาตั้งรกรากอยู่ในเวลานั้น

โชคร้ายครั้งแรกมาเยือน Basel ในปี 1348 จากการมีโรคอหิวาห์ หรือ Black Death โดยในครั้งนั้นผู้ถูกกล่าวหาคือชาวยิวส่งผลให้ชาวเมืองเผาคนยิวไป 50-70 คน เพื่อสังเวยความผิด ในปี 1356 โชคร้ายครั้งที่สองก็เกิดขึ้นอีก เมื่อเมืองต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวซึ่งทำให้ปราสาทถูกทำลายลง ต่อมาอีก 20 ปี เมืองก็ต้องเผชิญกับเรื่องร้ายอีกเมื่อเกิดการจลาจลขึ้นจากการที่ Leopold III, Duke of Austria สังหารพลเมืองชายไปหลายคน และบังคับให้ Basel ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ Habsburg ชาวเมืองจึงเก็บสะสมความแค้นไว้ในใจ ในปี 1385 ชาวเมืองจึงรวมตัวกันกับกลุ่ม Swabian League of Cities ขึ้นมาต่อสู้กับราชวงศ์ Habsburg แต่กว่าที่เมืองจะเป็นอิสระจากราชวงศ์ได้อย่างแท้จริงก็ปาเข้าไปปี 1400 แล้ว

Basel กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐสวิส จากการถูกขอร้องให้เข้าร่วมมิได้จากการขอเข้าร่วมเป็นเพราะ Basel อยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์และมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับ Strasbourg และ Mulhouse ของฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ควบคุมการขนส่งข้าวโพดของแคว้น Alsace หลังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสวิส Basel ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านศิลปะ ในปี 1967 ชาวเมืองได้ออกเสียงให้ซื้องาน 3 ชิ้นของ Picasso เพื่อไว้จัดแสดงใน Museum ofModern Art ส่งผลให้ Basel กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่ชาวเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยมากพอจนถึงกับสามารถตัดสินใจในการซื้องานศิลปะเพื่อจัดแสดงในห้องภาพของรัฐ ในการตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ Picasso ได้มอบผลงานของเขาอีก 3 ชิ้นให้เป็นของแถมด้วย

การที่เมือง Basel มีความทันสมัยและมีประชาชนที่เปิดกว้างทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสวรรค์ของ Street Art นับจากทศวรรษที่ 1980เป็นต้นมา Basel กลายเป็นกราฟิตี้ฮอตสปอร์ตของสวิส ตึกรามบ้านช่องกลางเมืองกลายเป็นผืนผ้าใบที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ศิลปินมาบรรจงแต่งแต้มสีสัน เทศบาลเมืองถึงกับเชื้อเชิญให้ศิลปินนานาชาติที่โด่งดังมาช่วยกันตกแต่งเมืองในงาน Art Basel นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้ จึงไม่เพียงจะได้ชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่งดงามกลางใจเมืองยังจะได้มีโอกาสเห็นงานจิตรกรรมสไตล์ Street Art ตามกำแพงใหญ่ๆ มากมายแทบจะทุกหนทุกแห่ง ผลงานเหล่านี้มาจากศิลปินทั้งท้องถิ่นและทั่วโลกล้วนมาช่วยกันบรรจงสร้างสีสันให้เมืองมีความสดใสและประทับใจไม่รู้ลืม