แหวกฟ้าหาฝัน : Alice Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774216

แหวกฟ้าหาฝัน : Alice Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Alice Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Pink Garden 1907

ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne นอกจากจะมีงานของ Louis Adolphe Soutter และ Rene Auberjouis ศิลปินชาวสวิสทั้งสองคนที่โด่งดังแล้วยังมีงานของศิลปินของ Alice Bailly ศิลปินหญิงชาวสวิสที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานหลากหลายแนวอีกคนอยู่เป็นจำนวนมากด้วย Bailly เกิดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1872 ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นพนักงานไปรษณีย์ และมีแม่เป็นครูสอนเยอรมันในเมืองเจนีวา เดิมนั้นเธอใช้นามสกุล Bally แต่นักวิพากษ์ศิลป์เรียกนามสกุลเธอผิดเป็น Bolly เธอจึงเปลี่ยนนามสกุลเป็น Bailly เพื่อป้องกันความสับสน

บิดาของเธอเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 14 ปี แต่เธอยังได้เข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts โดยเรียนในหลักสูตรหญิงล้วนด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้เธอได้พัฒนาความสามารถมากกว่าที่จะสอนให้เธอเรียนศิลปะตามกระแสหลัก เนื่องจากเธอมีความสามารถมากจนสามารถได้ทุนไปเรียนต่อที่มิวนิคในเยอรมนี แต่เธอกลับไม่ประสบความสำเร็จและไม่ชอบการเรียนในห้องเรียนจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปศึกษาภาพเขียนของศิลปินที่ประสบความสำเร็จเก่าๆ อาทิ Rubens, Van Dyck ที่ Munich Art Gallery

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จจากมิวนิค เธอกลับไปสวิส และทำงานจิตรกรรมและแกะสลัก ปี 1904 เธอย้ายไปปารีส และได้รู้จักกับจิตรกรเพิ่มขึ้นอีกหลายคน อาทิ Juan Gris, Francis Picabia, Albert Gleizes,Jean Metzinger, Fernand Léger, SoniaLewitska และ Marie Laurencin ในช่วงเวลาที่อยู่ในปารีส เธอให้ความสนใจกับศิลปะแนว Fauvism งานของเธอในช่วงนั้นเน้นการใช้สีที่หนักแน่น บวกกับขอบสีเข้มที่ชัดเจน และเน้นกายภาพและช่องว่างที่ไม่เป็นจริง ผลงานแนวนี้ของเธอกลับได้รับการจัดแสดงที่ Salon d’Automne ร่วมกับศิลปินแนว Fauvism หลายคนในปี 1908

Woman with Fan 1913

หลังจากประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในต่างประเทศ เธอก็เดินทางกลับไปตั้งรกรากในสวิส แต่ก็ได้มีโอกาสออกจัดนิทรรศการยังรัสเซีย อังกฤษ และสเปนเป็นครั้งคราว หลังจากนั้นเธอเริ่มเปลี่ยนแนวทางในการสร้างสรรค์งานเป็นแบบ Futurism จวบจนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น เธอเริ่มสร้างงานบนไม้ด้วยแนวทางศิลปะแบบ Cubism ทำให้ ช่วงระหว่างปี 1913-22 เธอสร้างงานแนวนี้ได้มากถึง 50 ชิ้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น แนวทางศิลปะแบบ Dadaism เริ่มเป็นที่รู้จัก เธอก็ได้สร้างสรรค์ผลงานแนวนี้ด้วยหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามและหายนะจากสงคราม แต่สาธารณชนกลับไม่ชอบผลงานแนวนี้ของเธอ

เธอยังเป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน ณ Salon de Independent ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้ศิลปินนอกกระแสมีที่จัดแสดงผลงาน ร่วมกับศิลปินหญิงอื่นๆ ที่สร้างสรรค์งานแนว Cubism อยู่หลายครั้งแต่นักวิพากษ์ศิลป์ส่วนหนึ่งกลับวิจารณ์อย่างเสียหายว่างานของเธอกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวและโรคทางตา หลังปี 1923เธอย้ายไปอยู่ Lausanne เป็นการถาวร เธอได้รับการว่าจ้างให้เขียนภาพตกแต่งโรงละคร เธอบ่นให้เพื่อนๆ ฟังว่า เหนื่อยอ่อนล้ากับการสร้างงานและความคาดหวังของผู้คนจากงานนี้มากจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเสียชีวิตจากวัณโรคในปี 1938 เธอได้ทำพินัยกรรมให้ขายผลงานศิลปะของเธอเพื่อนำเงินไปก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือศิลปินสวิสรุ่นเยาว์ต่อไป

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสชื่นชมผลงานของ Bailly ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne จะเห็นว่า เธอเป็นศิลปินหญิงที่มากความสามารถ ทั้งนี้เพราะเธอสามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างมีชีวิตชีวาโดยใช้สีสันที่สดใสด้วยเทคนิคของแนวทางศิลปะที่แตกต่างกันลิบลับในช่วงเวลาเดียวกัน

The Concert in the Garden 1920

The Concert in the Garden 1920

The Green Tree 1912

The Green Tree 1912

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772881

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Cherries 1930

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากสวิสจะมี Rene Auberjonois ศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ยังมีศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากนั่นคือ Louis Adolphe Soutter ศิลปินที่เกิดในปี 1871 ก่อน Rene Auberjonois เพียงปีเดียวในครอบครัวที่พ่อเป็นเภสัชกร และแม่เป็นครูสอนร้องเพลงพี่น้องของเขาทั้งพี่ชาย พี่สาวล้วนเป็นนักดนตรี เขาเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยการเข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่University of Lausanne ก่อนย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Geneva แต่เขากลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นนักดนตรีอันเป็นผลมาจากบรรยากาศความเป็นนักดนตรีของพี่น้องในปี 1892 เขาย้ายไปอยู่บรัสเซลล์ เบลเยียมเพื่อไปเรียนไวโอลินกับ Eugene Ysave ที่ RoyalConservatory และได้รู้จัก Madge Fursmanเพื่อนนักเรียนดนตรีอเมริกันอีกคนจนหมั้นหมายกัน

ในปี 1895 เขาตัดสินใจหยุดเรียนดนตรีแล้วกลับไปเมืองโลซานน์และเข้าเรียนทางด้านเขียนภาพก่อนจะย้ายไปเจนีวาเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพของ Leon Gaud
ที่ชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปปารีสเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพ ของ Jean-Paul Laurens ก่อนเข้าเรียนกับ Joseph Benjamin Constant ที่ Academie Colarossi ซึ่งเขาได้พบกับ Artus van Briggle นักเซรามิกจากสหรัฐฯ ที่กำลังเริ่มตั้งบริษัท Colorado Springs ซึ่งเป็นที่ๆ Fursman เคยทำงานอยู่ด้วย Briggle แนะนำเขาว่าที่มหาวิทยาลัยใน Colorado Springs กำลังจะมีการเปิดโปรแกรมศิลปะใหม่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ ในปี 1897 ด้วยความหวังจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกที่นิวยอร์ก และเข้าเป็นอาจารย์ แต่เนื่องจากเขามีสุขภาพไม่ค่อยดีเขาจึงใช้เวลา 3 เดือนในชิคาโกก่อนจะย้ายไป Colorado Springs และแต่งงานในปี 1897 โดยคู่สมรสใหม่ยังคงอาศัยกับพ่อแม่ในช่วงแรกก่อน

April 1923

ปี 1898 เขาได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะที่ Colorado College สมใจ ปี 1903 ภรรยาของเขาฟ้องศาลเพื่อขอหย่าจากเหตุผลที่เขาชอบใช้ความรุนแรง เขา
ไม่ต่อสู้ ยอมหย่าแต่โดยดีและย้ายกลับมาปารีส ปี 1907 เขาหันมามีอาชีพนักดนตรีแทนโดยเข้าเป็นนักไวโอลินของ The Orchestre du Theatre de Geneva แต่ก็ทำงานได้เพียงปีเดียว เขาย้ายวงไปอีกหลายครั้งก่อนไปทำงานที่ห้องอาหารเล็กๆ ในปี 1918 หลังจากนั้นหลายคนว่าเขาบ้าจนต้องมีคนดูแล และต้องถูกส่งไปอยู่สถานดูแลใน Gros de Vaud

ในปี 1923 ขณะอายุเพียงแค่ 52 ปีเขาถึงส่งตัวไปบำบัดที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุใน Ballaigues แม้เขาจะสามารถอยู่อย่างค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่มีความสุขอีก ถึงกระนั้นก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเขาได้ร่างภาพด้วยปากกาและดินสอไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังเล่นดนตรีในโบสถ์ ปี 1937 เขาป่วยด้วยโรคข้อจนนิ้วพิการ แต่เขาใช้นิ้วมือจุ่มสีและวาดแทน ในช่วงนั้น Le Corbusier ได้รวบรวมผลงานของเขานำมาจัดแสดงที่ Hartford, Lausanne และ นิวยอร์ก เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากการไม่ยอมทานอาหารในขณะอายุ 70 ปี

Black Eagle 1923

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานเกือบทั้งหมดของ Soutter ออกแนวหม่นหมอง ยุ่งเหยิง แต่ทันสมัยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Michelangelo’s Christ 1923, The American must be Bigger 1930 และ Lives 1930 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในชีวิตของเขาขณะนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเจ็บป่วยมากทั้งในเรื่องจิต และกายภาพเสียจนกระทั่งเขาไม่สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างศิลปินปกติ ถึงกระนั้นก็ตามผลงานของเขาก็มีอัตลักษณ์และมีความสร้างสรรค์อย่างแท้จริงสมกับเป็นศิลปินแนวหน้าคนหนึ่งของสวิสเลยทีเดียว

Bouquet of Gladioli 1909

Bouquet of Gladioli 1909

The American must be Bigger 1930

The American must be Bigger 1930

Composition 1923

Composition 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Men Head on Square Background 1935

Men Head on Square Background 1935

Lives 1930

Lives 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Foreigner 1930

Foreigner 1930

แหวกฟ้าหาฝัน : Rene Auberjonois ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771443

แหวกฟ้าหาฝัน : Rene Auberjonois ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Rene Auberjonois ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Bathers 1954

แม้สวิสจะไม่ใช่ประเทศใหญ่ ไม่ได้เป็นจักรวรรดิใหญ่ ไม่ได้มีประวัติยาวนาน แต่สวิสเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาแต่ไหนแต่ไร ชาวสวิสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็มักมีการศึกษาที่ดีสวิสจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีศิลปิน Modern Art ที่มีชื่อเสียงและเป็นชาวพื้นเมืองหลายคน อาทิ Rene Auber jonois เขาเกิดในครอบครัวคหบดีในปี 1872 และเข้าเรียนวิชาคลาสสิกก่อนจะเริ่มฝึกงานเป็นนายธนาคารก่อนเข้าร่วมเป็นทหารกับกองทัพสวิส หลังจากหัดเล่นดนตรีอยู่พักหนึ่งตอนเดินทางไปอังกฤษครั้งแรกเขาก็ตัดสินใจเป็นจิตรกรและเข้าเรียนที่ Kensington School of Art

ต่อมาในปี 1896 เขาย้ายไปอยู่ปารีสและเข้าเรียนกับ Luc-Olivier Merson ที่ Ecole des Beaux-Arts ซึ่งเขาได้รู้จักกับ Charles Ferdinand Ramuzนักเขียนชื่อดังที่ภายหลังเขาได้ออกแบบละครเวที เสื้อผ้านักแสดงและเขียนภาพลงหนังสือให้ ในช่วงที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส เขาเริ่มงานศิลปะตามแนวทางศิลปะแบบImpressionism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้น ตามด้วย Street Scene และการผสมผสานตามที่ได้รับอิทธิพลมาจากNabis ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Post Impressionism แนว Realist โดยสร้างสรรค์งานทิวทัศน์ ภาพเหมือน ภาพนู้ด ปี 1908 เขาย้ายกลับสวิสและแต่งงานกับ AugustaGrenier แม้ทั้งสองจะมีลูกชายด้วยกัน2 คน แต่กลับอยู่ด้วยกันได้เพียง 11 ปีลูกคนเล็กของเขาชื่อ Fernand ได้กลายเป็นนักข่าวชื่อดังในสหรัฐฯ และหลานชายของเขา Rene ก็กลายเป็นนักแสดงชื่อดังด้วย

Nude Reclining with Dog 1922

ระหว่างทศวรรษที่ 1910 เขาได้รับการสนับสนุนจาก Hans Graber และสร้างสรรค์ผลงานออกมาจำนวนหนึ่งในปี 1922 เขาแต่งงานใหม่กับ MargueriteHelene Buvelot แต่ก็อยู่กันได้แค่ 7 ปีก็หย่าอีก หลังจากที่มารดาเขาเสียชีวิตและเขาหย่าจากภรรยา เขาก็ขายบ้านและย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ ใกล้กับ Ramuz จวบจนปี 1933 ที่เขาทะเลาะกับ Ramuz และย้ายออกในปี 1935 เขาได้รับการว่าจ้างให้วาดภาพในโบสถ์ที่ Dezaley แต่เขากลับสร้างงานไม่เป็นที่น่าพอใจจนต้องปลีกตัวออกจากสังคม ในทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างผลงานเป็นExpressionism ที่ใกล้เคียงกับModigliani มากขึ้น ยิ่งช่วงที่เขามีปัญหากับ Ramuzเพื่อนสนิท เขายิ่งใช้สีน้อยและหมองหม่นมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลัง เขากลับมาสร้างสรรค์งานที่มีสีสันมากขึ้นจนได้ชื่อว่าเป็น Colourist อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของ Delacroix และ Rembrandt ช่วงทศวรรษที่
1940 ผลงานของเขาได้รับการยอมรับมากขึ้นส่งผลให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น แต่เขากลับไม่มีความสุข เพราะสุขภาพไม่ดี และเพื่อนสนิทของเขาRamuz เสียชีวิตในปี 1947 เขาจึงหันเหเข้าหางานมากยิ่งขึ้นไปอีกจนขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1948 เมื่อเขามีอายุได้76 ปี ตลอดชั่วชีวิต เขาเป็นคนขึ้นๆ ลงๆ เขามักไม่ค่อยพอใจผลงานของตัวเองและทำลายผลงานตัวเองอยู่เนืองๆ อันเป็นผลมาจากการที่เขาเป็นคนชนิดสุดโต่ง อีกทั้งไม่มีการรับศิษย์อย่างจริงจัง เขาได้มีโอกาสรับรู้ถึงชื่อเสียงของตัวเองในระดับนานาชาติก่อนเสียชีวิตได้ 2 ปี ในปี 1955 นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของเขาใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne จะเห็นว่างานของเขาในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกันมากจนแทบจะไม่เชื่อเหลือว่ามาจากศิลปินคนเดียวกัน

Ubu Roi 1935

Ubu Roi 1935

Road in the Valais 1941

Road in the Valais 1941

Still Life with Fork 1953

Still Life with Fork 1953

Self Portrait 1929

Self Portrait 1929

Self Portrait 1915

Self Portrait 1915

แหวกฟ้าหาฝัน : Winner of The Manor Art Prize Vaud Exhibition ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770046

แหวกฟ้าหาฝัน : Winner of The Manor Art Prize Vaud  Exhibition ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Winner of The Manor Art Prize Vaud Exhibition ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โดยทั่วไปห้องภาพใหญ่ๆ มักมีการจัดนิทรรศการอยู่เป็นประจำ ใน Cantonel Museum of Fine Arts Lausanne ก็เช่นกัน นิทรรศการที่ภัณฑารักษ์เลือกมาจัดแสดงก็คืองานของผู้ชนะประกวดรางวัล The Manor Art Prize Vaud รางวัลที่จัดตั้งขึ้นในปี 1982 เพื่อส่งเสริมศิลปินรุ่นเยาว์ชาวสวิส รางวัลที่ประกวดทุกๆ 2 ปี โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานจำนวนหนึ่งมาจัดแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินด้วยเพื่อบ่มเพาะและส่งเสริมให้ศิลปินท้องถิ่นได้มีโอกาสที่จัดแสดงผลงาน ส่วนผู้ชนะประกวดในปี 2022 ก็คือ Sarah Margnetti

Sarah Margnetti เกิดปี 1983 จบปริญญาตรีสาขาทัศนศิลป์จาก EcoleCantonale d’art of Lausanne ในปี 2009และจบปริญญาโทสาขาเดียวกันจาก Geneva University of Art and Design ในปี 2015 อีกทั้งยังเคยอบรมกับ Institute Van der Kelen-Logelain ในบรัสเซลล์ เบลเยียมสถาบันที่อุทิศให้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับงานจิตรกรรมตกแต่งเธอเป็นศิลปินที่ชำนาญในการใช้เทคนิคศิลปะเชิง 3 มิติ หรือ ศิลปะลวงตาทรอมพลุยล์ (Trompe-l’œil) ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “ลวงตา” เทคนิคนี้คือการสร้างศิลปะแบบหนึ่งที่ทำให้ผลที่ออกมาดูเหมือนมีความเป็นภาพ 3 มิติแม้ว่าจะเป็นจิตรกรรมสองมิติก็ตามจึงทำให้เสมือนหนึ่งเกิดภาพลวงตา ต้นกำเนิดของศิลปะแนวนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันโดยเป็นการเขียนบนฝาผนัง ต่อมาการเขียนภาพเชิง 3 มิตินี้กลายที่นิยมกันโดยมักจะเขียนเป็นหน้าต่าง ประตู หรือโถงทางเดินเพื่อจะทำให้ห้องดูใหญ่โตกว้างขวางขึ้น

เธอได้พัฒนาการสร้างงานโดยการควบรวมภาพลวงตาเข้ากับรูปแบบนามธรรมบนฝาผนังและผืนผ้าใบ งานของเธอมักจะเป็นการนำเอาส่วนประกอบของร่างกาย อาทิ หู จมูก อวัยวะสัมผัส รวมทั้งสมองมาประติดประต่อเข้ากับสถาปัตยกรรมต่างๆ หรืออุปกรณ์ตกแต่งภายใน อาทิ ม่านเวทีละคร เก้าอี้ผู้ชมราวบันได สะพาน เสา ในอวัยวะทั้งหมดของร่างกาย ศิลปินชื่นชอบที่จะเล่นกับหูมากที่สุดโดยใช้หูปะเข้าไปตามสถานที่ต่างๆ อาทิ เสา ประตู หรือแม้แต่แทนที่ตาบนใบหน้าซึ่งสื่อให้เห็นว่าศิลปินเน้นให้ใช้การฟังมากกว่าการพูดและการดู

เธอยังแอบซ่อนความหมายอีกหลายอย่างไว้กับผ้าม่าน ซึ่งโดยปกติมีไว้ใช้กันการมองเห็น แต่การเอาหูไปปะไว้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าม่านสามารถที่จะรู้สึกและได้ยินได้เช่นกันเป็นการตีความอีกนัยหนึ่งของประสาทสัมผัส ยิ่งกว่านั้นการนำเอาอวัยวะมาตกแต่งบนสถาปัตยกรรมยังเป็นการบ่งบอกว่าร่างกายและสถาปัตยกรรมหรือสถานที่สามารถที่จะควบรวมกันได้ ปุ่มปมบนสามารถมีรูปเป็นหู หรือส่วนประกอบของหูสามารถกลายเป็นหัวเสา เสาอาจมีมือเป็นแขนงอกออกมาได้การตีความผลงานของศิลปินที่เน้นความล้ำสมัยสุดๆ นี้ไม่เพียงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ซ้ำยังสามารถสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768624

แหวกฟ้าหาฝัน : Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ และมีโอกาสเยือน Lausanne ไม่เพียงจะเยี่ยมเยือน Cantonal of Zoology เท่านั้น สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Cantonal of Fine Arts Lausanne หรือ Museum of Fine Arts เมือง Lausanne นั่นเอง ที่นี่เป็นมิวเซียมที่แยกตัวออกมาจาก Palais de Rumine โดยมาตั้งในสถานที่ใหม่ใกล้กับสถานีรถไฟในอาคารที่มีขนาดใหญ่มาก โครงการที่เริ่มต้นในเดือนมกราคม 2016 เพื่ออุทิศให้กับการเปลี่ยนผังเมืองให้ดูทันสมัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายสถานีรถไฟกลางของเมืองพร้อมกับเปิดรถไฟใต้ดินสายใหม่ ผู้ชนะประกวด คือ บริษัท Estudio Barozzi/Veiga จากเมือง Barcelona สเปน บริษัทได้ออกแบบอาคารใหม่ของมิวเซียมให้สามารถเพิ่มพื้นที่จัดแสดงได้ถึง 3 เท่าโดยมีทั้งพื้นที่การจัดแสดง การจัดนิทรรศการ การบริการลูกค้า และการบริหารพร้อมไปกับความแปลกใหม่ที่สอดรับกับความทันสมัยที่ควรจะเป็นสำหรับห้องภาพที่จัดแสดงงานแนว Modern และ Contemporary Art อีกทั้งยังช่วยทำให้เมืองดูทันสมัยเพิ่มขึ้นด้วย

บริษัทออกแบบอาคารเพื่อให้ดูเข้าสมัยแต่ยังคงสะท้อนถึงคุณค่าของอดีตโดยวัตถุที่หุ้มด้านนอกยังคงใช้อิฐเพื่อเป็นประจักษ์พยานของความเป็นโรงงานในอดีต รวมถึงการเน้นความแตกต่างระหว่างส่วนหน้าอาคารทั้งสอง ด้านรางรถไฟเสาหินเรียบและด้านที่ยื่นออกไปสู่จัตุรัสที่มีความสูงเพรียว ด้านในใช้กระจกตรงโถงกลางทั้งบนหลังคาและด้านข้างเพื่อให้แสงจากภายนอกสะท้อนสู่ภายในอาคารอันเป็นการลดทอนค่าไฟในระยะยาวและแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ภายในอาคารประกอบด้วยโถงกลางซึ่งเป็นที่ขายตั๋ว ส่วนของการจัดแสดงที่มี 3 ชั้นนั้นประกอบด้วย ชั้นล่างเป็นที่เก็บของและเครื่องใช้ทั่วไป รวมทั้งห้องอาหาร ห้องจัดงานแสดงวัฒนธรรม ร้านขายหนังสือและของที่ระลึก ห้องปฏิบัติการทดลอง และห้องประชุม ชั้นสองและสามเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะต่างๆ ที่ประกอบด้วยผลงานถาวรจำนวน 1,700 ตารางเมตร และนิทรรศการ 1,300 ตารางเมตร ทั้งสองชั้นประกอบด้วย 2 ปีกโดยแต่ละปีกมีความสูงไม่เท่ากันคือ 4.5 และ 5.5 เมตร นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่เก็บผลงานเกี่ยวกับผ้าของ Toms Pauli Foundation และเอกสารของ Felix Vallotton Foundation ด้วย

มิวเซียมที่มีประวัติย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1816 นี้เริ่มต้นจากการได้รับของจัดแสดงที่มาในรูปของการบริจาค การซื้อและการยืมของจัดแสดงจากเมืองต่างๆทั่วทั้งสวิสไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะของเก่าหรือของใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ที่ย้ายไปอยู่โรมและปารีสเพื่อแสวงหาการศึกษาอย่างเป็นทางการ และตลาดที่ต้อนรับผลงานแนวใหม่อาทิ Louis Ducros จิตรกรสีน้ำที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานั้น ของจัดแสดงที่สำคัญส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ได้มาจาก Dr. Henri-AugutseWidmer นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการรักษาโดยใช้น้ำที่เรียกว่า Hydrotherapy ซึ่งเปิดคลินิกหลายแห่งในเมืองและรอบๆจนกลายเป็นคหบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของศิลปินแนว Impressionist, Symbolist,and Post-Impressionist ไม่ว่าจะเป็น Degas, Renoir, Cezanne,Vuillard, Bonnard, Denis,Rodin แนว Cubism and Futurismอาทิ Alice Bailly, GustaveBuchet and Rene Auberjonoisแต่ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ห้องภาพเน้นการนำเข้าผลงานของศิลปินชาวสวิส และชาว Vaudซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของเขตนี้ อาทิOlivier Mosset, Claudia Comte,Sylvian Croci-Torti รวมทั้งผลงานแนว Contemporary Arts อีกเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่เพียงจะสามารถชื่นชมสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่เรียบหรูดูทันสมัย แต่ยังมีโอกาสชื่นชมผลงานของศิลปิน Modern Art ดังๆ และงานแนว ContemporaryArts ที่สนุกได้อย่างจุใจเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Zoology เมือง Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767209

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Zoology เมือง Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Zoology เมือง Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Lausanne ชื่นชอบประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสัตว์ และมีเวลา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ควรเยือนก็คือ Cantonal Museum of Zoology หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์แห่งเมืองโลซานประวัติศาสตร์ของมิวเซียมแห่งนี้ย้อนไปในปี 1779 เมื่อ Daniel-Alexandre Chavannes ศาสตราจารย์ทางด้านสัตววิทยาได้ขายของสะสมจำพวกกระดูกสัตว์ให้กับ L’Etat de Vaud ในปี 1826 Academie de Lausanne เลยตัดสินใจเปิดมิวเซียมในปี 1833 หลังจากนั้นในปี 1886 Albert Vougeผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทิวทัศน์และประวัติศาสตร์ธรรมชาติได้บริจาคของสะสมจำนวนมากถึง 1,300 ชิ้น ให้กับมิวเซียม ในสมัยที่ Jacques Aubert เป็นผู้อำนวยการมิวเซียมก็ได้ของสะสมจำพวกมดและแมลงจาก Auguste Forelนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและมดเพิ่มขึ้นอีกจนทำให้สถานที่เดิมดูคับแคบ

ในปี 1906 มิวเซียมจึงย้ายออกจากAcademie de Lausanne มาอยู่ ณ Palais de Rumine ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Florentine Renaissance ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 Gabriel de Rumine บุตรชายของคหบดีชาวรัสเซียที่มีภรรยาเป็นชาว Lausanne บริจาคเงินให้กับเทศบาลมากถึง 1.5 ล้านฟรังก์สวิส เพื่อสร้างอาคารราชการ เทศบาลเมืองจึงเลือกสร้างอาคารมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่เชิงเขาโดยจัดให้มีการแข่งประกวดแบบขึ้นโดยผู้ชนะการออกแบบคือ Gaspard Andre สถาปนิกชาว Lyon อาคารที่เริ่มสร้างขึ้นในปี 1892 และเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1902 นี้ ประกอบไปด้วย 2 ปีกที่เชื่อมกันด้วยบันไดกลางกลายเป็นที่ตั้งของมิวเซียมมากถึง 4 แห่งคือ มิวเซียมธรณีวิทยา สัตววิทยา โบราณคดีและประวัติศาสตร์ และเหรียญกษาปณ์ รวมทั้งห้องสมุดของมหาวิทยาลัยด้วย

เมื่อผู้อำนวยการ 2 ใน 3 สถาบันนี้ใกล้เกษียณอายุ และเทศบาลต้องการบริหารจัดการให้เป็นระบบที่ใหญ่ขึ้น วันที่1 มกราคม 2023 เทศบาลจึงตัดสินใจย้าย Cantonal Museum of Fine Arts ออกไปและควบรวม Geology Museum, The Zoology Museum และ The CantonalMuseum and Botanical Gardenเข้าเป็น Cantonal Museum of Natural Science และขยายขนาดเพิ่มขึ้นอีก 2,576 ตารางเมตร การควบรวมนี้ทำให้ CantonalMuseum of Natural Science กลายเป็นมิวเซียมที่มีของจัดแสดงรวม 6 ล้านชิ้นและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสวิส นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมในปี 2023 จะเห็นว่าของจัดแสดงส่วนสัตววิทยาซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Museum of Natural Science นั้นมีแต่ของจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูกสัตว์ต่างๆ หลากชนิดที่มีอยู่บนโลก ฉลามขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกนก ผีเสื้อ แมลง

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765712

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสวิส เมืองหนึ่งที่หลายคนคงอยากจะไปโดยเฉพาะสาย Royalist ก็คือ Lausanne เมืองอันเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในสมัยยังทรงพระเยาว์ เมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของสวิสริมทะเลสาบเจนีวาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษากลางนี้ เป็นเมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 140,000 คนแม้จะใหญ่เป็นที่สี่ของสวิสรองจาก Basel, Geneva และ Zurichก็ตาม

Lausanne เมืองที่อยู่ห่างจาก Interlaken ทางรถไฟเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษนี้มีต้นกำเนิดย้อนไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยมีชาวเซลติกมาตั้งรกรากคำว่า Lausanne ถูกเรียกครั้งแรกในปี 400 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Losanna ในปี 990 หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ชาวเมืองก็ย้ายเข้าไปอยู่ใกล้เขามากขึ้นเพื่อความสะดวกในการป้องกันเมืองซึ่งภายหลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Bishop of Lausanne ในระหว่างปี 888-1032 เมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของ Upper Burgundyก่อนจะได้รับการพัฒนาทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจจนกลายเป็นศูนย์กลาง และแยกการปกครองออกจากศาสนจักรได้ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 เมืองนี้มั่งคั่งมาก ก่อนจะยอมถวายตัวให้อยู่ภายใต้การปกครองของสันตะปาปา Gergory X และพระเจ้า Rudolf I แห่งเยอรมัน ระหว่างปี 1536-1798 ที่นี่ถูกปกครองโดยมลรัฐ Bern เลยถูกปล้นสะดมและทรัพยากรบางส่วนไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมประดับในโบสถ์

หลังปี 1685 ที่นี่กลายเป็นเมืองอพยพของชาวฝรั่งเศส ระหว่างสงครามนโปเลียนที่นี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสวิส อยู่ภายใต้มลรัฐ Vaud เมืองนี้เคยมีความสำคัญอย่างมากสำหรับตุรกี เพราะที่นี่เป็นที่เซ็นสัญญา Treaty of Lausanne เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐตุรกีในปี 1923 นับจากนั้นมาเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการจัดนิทรรศการนานาชาติอีกหลายอย่าง ทศวรรษที่ 1920 ที่นี่ยังเป็นเมืองปลายทางของศิลปินต่างชาติ บางคนก็มาอาศัยชั่วคราว อาทิ Ernest Hemingway บางคนก็อพยพมาอยู่ถาวร

ระหว่างทศวรรษที่ 1950-70 ชาวยุโรปจากหลากหลายประเทศ อาทิ ชาวสเปน อิตาเลียน และโปรตุเกสอพยพเข้ามาอยู่ตามชานเมือง แม้เมืองจะเคยมีชื่อเสียงในด้านความสงบร่มเย็นจนกลายเป็นที่หลบภัยของศิลปิน และชาวยุโรปใต้ แต่ปลายทศวรรษที่ 1960 ชาวเมืองรุ่นเยาว์ก็ชอบออกมาเดินขบวนและมีเรื่องกับตำรวจบ่อยๆ ปลายทศวรรษที่ 1980 ชาวเมืองออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ลดค่าครองชีพต่างๆ และเปิดเสรีในการสูบกัญชา อีกทั้งยกเลิกประวัติบุคคลที่เป็น homosexual

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้จะสามารถเดินเล่นในเมืองและรอบทะเลสาบ Geneva ได้เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสถานที่หนึ่งที่เมื่อไปถึงเมืองLausanne และอยากเยือนให้ได้ก็คืออพาร์ทเมนท์ที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมัยทรงพระเยาว์ระหว่างปี 1933-35 อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Tissot เลขที่ 16อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Lausanneมากนักสามารถเดินเท้าไปได้ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ปัจจุบัน ตัวอาคารก็ยังคงมีสภาพไม่ต่างจากสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยประทับ

King IX’s apartment

King IX’s apartment

map to 16 avenue Tissot

map to 16 avenue Tissot

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764316

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

แหวกฟ้าหาฝัน : เก็บความทรงจำบน Jungfrau ยอดเขาสูงที่สุดของยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Jungfrau

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนสวิสครั้งแรก สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงสวิสแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อไปให้ถึงสูงเรือนหมื่นก็ตาม นั่นคือ Jungfrauยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คำว่า Jungfrauเป็นคำภาษาเยอรมันมาจากคำว่า Jungที่แปลว่าอ่อนเยาว์ และ Frau ที่แปลว่าผู้หญิง แปลรวมกันว่าหญิงบริสุทธิ์ Jungfrau เป็นจุดสูงสุดของเขา Jungfraujoch ที่มีธารน้ำแข็งเป็นรูปอานซึ่งเชื่อมยอดเขา 2 ยอดของ Bernese Alps ที่ชื่อ Jungfrau และ Monch เทือกเขาที่สูง 3,463 เมตรจากระดับน้ำทะเลนี้เป็นเทือกเขาที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันได้ตั้งแต่ปี 1912 แล้ว เนื่องจากมีรถไฟที่วิ่งจากเมือง Interlaken และ Kleine Scheidegg

Jungfrau เป็นยอดเขาที่เป็นศูนย์กลางของมรดกโลกที่เรียกว่า Swiss Alps Jungfrau-Aletsch อุโมงค์ที่พาไปสู่ Jungfrau นั้น เริ่มจาก Adolf Guyer-Zeller นักธุรกิจชาวสวิส ลูกชายเจ้าของโรงงานปั่นด้ายและส่งออกเสื้อผ้าแห่งเมืองซูริคซึ่งมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการค้าในสวิสด้วยการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมเมืองต่างๆ เป็นคนแรกที่คิดสร้างอุโมงค์ขึ้นในปี 1893 เขาตั้งใจให้อุโมงค์ที่พาไปยังยอด Sphinx มีสถานีทั้งหมด 7 แห่ง โดยเริ่มก่อสร้างในปี 1896 และใช้เวลาในการก่อสร้างรวม 16 ปี การก่อสร้างอุโมงค์เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงและหนาวเย็น รวมทั้งอุบัติเหตุหลายครั้งจากการระเบิดภูเขา อย่างไรก็ดีในที่สุด การก่อสร้างก็แล้วเสร็จจนได้ แต่มีสถานีได้เพียงแค่2 แห่งเท่านั้น

จุดเริ่มต้นจาก Eigersletscher ของอุโมงค์ที่มีความยาว 7 กิโลเมตรนี้มีจุดแวะชมวิวผ่านหน้าต่างเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นธารน้ำแข็งอยู่ 2 จุดคือ จุด Eigerwandที่มีกระจกยาว 8 เมตร และเคยเป็นที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Eiger Sanction ที่มี Clint Eastwood เป็นพระเอก หลังจากนั้นรถไฟจะวิ่งต่อไปยังจุดพักที่สอง Eismeer หรือ Sea of Ice ที่มีหน้าต่างให้ชมวิวเหมือนกัน การเดินทางขาขึ้น Jungfrau ใช้เวลา 50 นาทีส่วนขาลงใช้เวลา 35 นาที เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ รางรถไฟไปได้เพียงอานของ Jungfraujochแทนที่จะไปถึง Sphinx ซึ่งเป็นจุดสูงสุดถึงกระนั้นก็ตามความสำเร็จนี้ก็ถือเป็นความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะที่นี่กลายเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป

นอกจากภาพยนตร์ของ Clint Eastwood แล้ว Jungfrau ยังปรากฏในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อาทิ The Sound of Music, James Bond 007 ตอน Golden Eye, The Day After Tomorrow และ Mission Impossible-Rogue Nation ส่วนหอคอย Sphinxที่มีความสูง 3,572 เมตรที่เป็นหนึ่งในหอคอยดูดาวที่สูงที่สุดในโลกโดยสูงเป็นอันดับสองของสวิสนั้นสามารถขึ้นไปได้โดยใช้ลิฟต์จาก Jungfraujoch หอคอยนี้ยังใช้เป็นสถานีศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลก และเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ด้วย ส่วนสถานีส่งวิทยุของ Jungfraujoch นั้นเป็นจุดส่งวิทยุที่สูงที่สุดของยุโรป แต่ไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปJungfrau เอง โดยไม่ได้ซื้อทัวร์ ควรที่จะศึกษาการเดินทางก่อนว่าทางเลือกจากเมืองฐานที่ต้องการคือที่ไหน เดินทางอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ มีวิธีไปให้ถึงกี่แบบ แต่ละวิธีอาจผ่านหมู่บ้านไม่เหมือนกัน และค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน แม้ว่าการวางแผนก่อนเดินทางอาจดูยุ่งยาก แต่เมื่อไปถึงสวิส เมื่อเปิด google map จะมีทางเลือกมาให้เลือกได้เลย หากวางแผนมาก่อน ก็สามารถเดินทางได้ไม่ยุ่งยาก ไม่มีหลงทางเด็ดขาด นอกจากแผนการเดินทางแล้วการเตรียมตัวเที่ยวบนยอดเขา การเช็คอุณหภูมิเพื่อเตรียมเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีร้านค้าด้านบนขายเสื้อผ้าก็ตาม แต่ก็มีราคาสูงมาก

ในระหว่างทางขึ้นเขา นักท่องเที่ยวจะมีประสบการณ์กับการใช้พาหนะหลายแบบไม่ว่าจะเลือกวิธีการใดในการเดินทางก็ตาม ทั้งรถไฟ รถราง และเคเบิ้ลคาร์ อีกทั้งยังได้ชมวิวที่แสนจะงดงามตลอดเส้นทางด้วยบน Jungfrau ก็มีจุดถ่ายภาพมากมายโดยเฉพาะในถ้ำที่มีตุ๊กตาแกะสลักจากน้ำแข็ง ChocolateMuseum และยังสามารถออกจากตึกไปเดินเล่นถ่ายรูปบนหิมะได้หากอากาศเอื้ออำนวยด้วยเรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่แสนจะคุ้มค่าและประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

ถ้ำน้ำแข็ง

ถ้ำน้ำแข็ง

Chocolate Museum

Chocolate Museum

From cable car

From cable car

แหวกฟ้าหาฝัน : Thun เมืองน่ารัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762821

แหวกฟ้าหาฝัน : Thun เมืองน่ารัก

แหวกฟ้าหาฝัน : Thun เมืองน่ารัก

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวสวิสเองโดยไม่อาศัยทัวร์และต้องการเลือกเมืองฐานที่สามารถพักโดยใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยัง Jungfrau และ Schilthorn นอกจากจะเลือก Interlaken เป็นเมืองฐานได้แล้ว Thun ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เลือกได้แม้เมืองนี้จะไม่สะดวกเท่ากับ Interlaken ก็ตามแต่เนื่องจากเมืองนี้ไม่ห่างจาก Interlakenมากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 30 นาทีโดยรถไฟ อีกทั้งยังเป็นเมืองเล็กที่มีบรรยากาศความเป็นชนบทของสวิสมากกว่า Interlaken อยู่ติดริมทะเลสาบThun จึงเหมาะที่จะเลือกเป็นเมืองฐานเช่นกัน ยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชอบล่องเรือและมาเที่ยวในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิด้วยแล้ว เมืองนี้ยิ่งมีความสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถล่องเรือเที่ยวทะเลสาบ Thun ได้อย่างสะดวกสบาย แถมฟรีอีกต่างหาก หากถือ Swiss Rail Pass

Thun เมืองและเทศบาลหนึ่งในเขต Thun มลรัฐ Bern ของสวิสที่ตั้งอยู่บนทะเลสาบ Thun ห่างจาก Interlaken ไปทางทิศตะวันตก 30 กม.นี่ไม่เพียงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของสวิส ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการทหารมากที่สุดของสวิสด้วย เพราะเป็นที่ตั้งของกองทหารรักษาการณ์ที่ใหญ่ที่สุดของสวิสเมืองที่มีประวัติย้อนไปถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 นี้ ได้มีการค้นพบซากของความเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ยุคสำริดที่นี่ยังเป็นแหล่งที่มีการขุดค้นพบซากปรักหักพังของยุคสำริดช่วงต้นของยุโรปที่ใหญ่ที่สุดด้วยขวาน Thun-Renzenbuhl ที่มีอายุกว่า 1800 ปีก่อนคริสตกาลได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างของพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในการฝังแร่ชนิดหนึ่งลงบนแร่อีกชนิดหนึ่งที่สำคัญของโลกด้วย การฉลุทองลงบนเหล็กเพื่อตกแต่งขวานนี้มีความหมายทั้งทางด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์

คำว่า Thun มาจาก Dunum ในภาษาเซลติกที่แปลว่าเมืองป้อมปราการ ที่นี่ตกเป็นของโรมในปี 58 ก่อนคริสตกาลในช่วงที่โรมยึดอำนาจในสวิส และกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของโรมในย่านนี้ เมื่อชาวเบอร์กันดีขับไล่ชาวโรมันออกจากสวิสในปี 400ชาวโรมันจึงหมดอำนาจจาก Thun ที่นี่เลยกลายเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างชาวคริสเตียนเบอร์กันดีกับชาว Pagan เมืองนี้ถูกเขียนถึงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1133 เมืองThun กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันเมื่อพระเจ้า Conrad II ได้สถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งเบอร์กันดี พระองค์ทรงไว้ใจครอบครัว Zahringen ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรุง Bern เป็นผู้ดูแลดินแดนแห่งนี้ Duke Bertold V แห่ง Zahringen ได้มีดำริสร้างปราสาท Thun ในปี 1190 เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายให้มายังเมืองนี้ Thun ได้รับสิทธิเป็นเมืองอิสระในปี 1264 และกลายเป็นเมืองหลวงของมลรัฐ Oberlandจนถึงปี 1803 ในปี 1819 รัฐบาลสวิสได้มีดำริตั้งโรงเรียนทหารขึ้น และได้สร้างทางรถไฟเชื่อมในปี 1859 จนทำให้ที่นี่กลายเป็นโรงเรียนทหารหลักของประเทศสวิส

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาและชอบปราสาท อาจแวะเยือนปราสาท Thun และขึ้นไปบนหอคอยเพื่อชมวิวเมืองและทะเลสาบได้อีกทั้งยังสามารถเข้าชมมิวเซียมที่จัดแสดงของสะสมอายุ 800 ปี ที่ขุดพบจากย่านนี้ได้ด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย อาจเพียงเดินเล่นถ่ายรูปในเมืองโดยเฉพาะจุดเมืองเก่าที่ลายล้อมไปด้วยบ้านโบราณซึ่งเป็นร้านค้าขายของ รวมทั้งร้านอาหารก็คุ้มค่ากับการมาเยือนในเวลาสั้นๆ แล้ว

Old Town

Old Town

วิวจากบนรถไฟ

วิวจากบนรถไฟ

วิวจากบนรถไฟ

วิวจากบนรถไฟ

แหวกฟ้าหาฝัน : Lauterbrunnen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761490

แหวกฟ้าหาฝัน : Lauterbrunnen

แหวกฟ้าหาฝัน : Lauterbrunnen

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถานีรถไฟ

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไป Schilthorn จะมีเมืองเล็กๆ หรือหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่งให้เลือกเที่ยวระหว่างทาง ทั้งนี้ขึ้นกับจริตของแต่ละคนว่าชอบอะไรแบบไหน บางแห่งจะมีกิจกรรมให้ทำ บางแห่งก็ทำได้แค่เดินเล่นถ่ายรูป ชมวิว แวะจิบกาแฟ หมู่บ้านแรกที่ทุกคนจะต้องผ่านจาก Interlaken ก่อนไป Schilthorn ก็คือ Lauterbrunnen

Lauterbrunnen เป็นทั้งหมู่บ้านและเทศบาลในตำบล Interlaken-Oberhasli เขต Bern ของสวิส เทศบาลนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านอีกหลายแห่ง อาทิ Wengen,Murren, Gimmelwald, Stechelberg และ Isenfluh ซึ่งเกือบทุกหมู่บ้านล้วนเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถแวะเที่ยวทั้งนั้น หากมีเวลามากพอโดยแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมให้ทำแตกต่างกันไป ตามแต่จริตของนักท่องเที่ยว เวลา และเงินในกระเป๋า หมู่บ้านที่ประกอบเป็นหุบเขา Lauterbrunnen ซึ่งตั้งอยู่ที่ฐานของ Bernese Alps นี้ จะเห็นยอดเขาหลายยอดอาทิ Eiger, Monch และ Jungfrau

Schilthorn map

Lauterbrunnen ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1240 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่นี่เป็นของ Freiherr of Wadenswil ก่อนที่จะถูกขายให้กับสำนักสงฆ์ Interlaken หลังจากหมู่บ้านนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักสงฆ์ คณะสงฆ์ก็ขยายอาณาเขตมากขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อ Lord of Turn เข้าปกครองหมู่บ้าน เขาได้ปล่อยให้แต่ละหมู่บ้านมีอิสระมากขึ้นและเป็นอิสระจากสำนักสงฆ์ด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 หมู่บ้านในหุบเขาได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์อีกเมื่อกรุงเบิร์นรับเอานิกายโปเตสแตนท์มาเป็นศาสนาจึงบังคับให้ชาวบ้านต้องหันมานับถือนิกายนี้ด้วย แต่ชาวบ้านไม่ยอมจึงก่อกบฏ แต่ไม่สำเร็จ เจ้าผู้ครองนครเลยจัดการแบ่งหมู่บ้านเป็นสัดส่วนใหม่และยกให้ Lauterbrunnen เป็นศูนย์กลางในคริสต์ศตวรรษที่ 16 รัฐบาล เริ่มอนุญาตให้มีการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่เหล็กแต่ชาวบ้านกลับยังคงยากจน ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อประชาชนทั่วโลกเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้นอันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเริ่มมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดขึ้น Lauterbrunnen กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเทือกเขา Alps โดยเป็นจุดที่นักปีนเขามาพักข้างแรม เมื่อถนนระหว่าง Lauterbrunnen กับ Interlakenสร้างเสร็จ หมู่บ้านนี้ก็ยิ่งมีชื่อเสียงขึ้นจวบจนทางรถไฟสร้างเสร็จในปี 1890 นักลงทุนจึงมาลงทุนสร้างโรงแรมเป็นจำนวนมากเทศบาลก็มีเงินที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเคเบิลคาร์ไปยัง Murren และ Wengen ในปี 1891 และ 1893

ใบไม้เปลี่ยนสี

โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเมืองนี้ก็คือ ทางรถไฟขึ้น Jungfrau ที่สร้างในปี 1912 เมื่อนักท่องเที่ยวสามารถมาท่องเที่ยวได้ไม่เพียงฤดูหนาว แต่สามารถมาในฤดูอื่นได้ด้วยจึงทำให้หมู่บ้านนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญขึ้นมา แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเงิน หมู่บ้านนี้เลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย ซ้ำร้าย เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นอีก เศรษฐกิจเลยซบเซา หลังสงครามโลกสิ้นสุดลงประชาชนเริ่มมีเศรษฐานะดีขึ้นมาใหม่ การท่องเที่ยวเริ่มกลับมามีกระแส ส่งผลให้นักลงทุนมากมายมาสร้างบ้าน และรีสอร์ท รวมทั้งลิฟต์สกีเพื่อไปเล่นสกียังยอดเขาต่างๆ หมู่บ้านนี้เลยได้อานิสงส์

นอกจากหมู่บ้านนี้จะเป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวเพื่อไป Jungfrau และ Schilthorn แล้วนักท่องเที่ยวที่มีเวลาและแวะเดินเล่นหมู่บ้านนี้ระหว่างทางขึ้นเขา ไม่เพียงจะได้ชื่นชมบรรยากาศชนบทสวิสที่เงียบสงบ ยังจะได้มีโอกาสเยือนน้ำตก Staubbachอันเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ แต่นักท่องเที่ยวคงต้องมาในฤดูน้ำหลาก ไม่เช่นนั้นแล้วเวลามาถึงจะตกใจว่า น้ำตกแค่นี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เลยหรือ