แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759955

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปสวิส ทุกคนย่อมอยากขึ้นเขาเพื่อให้ได้ประสบการณ์พิเศษทั้งนั้น เขาแห่งหนึ่งที่ต้องขึ้นให้ได้โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดูภาพยนตร์ นั่นคือ Schilthorn เขานี้มีชื่อเสียงเพราะเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เจมส์ บอนด์ 007 ตอน On Her Majesty’s Secret Service ภาพยนตร์สายลับที่มีเนื้อหาจากนิยายของ Ian Fleming ตอนนี้ใช้ดารานำชื่อ George Lazenby เป็นพระเอกเนื่องจากพระเอกคนเดิม Sean Connery ที่หล่อและมีชื่อเสียงมากประกาศหยุดแสดงนำ Peter R.Hunt ผู้อำนวยการสร้างเลยต้องการเพิ่มมูลค่าให้เรื่องมีความสมจริงจึงเลือกถ่ายทำในสถานที่จริงซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Schilthorn

Piz Gloria ที่ต่อมากลายเป็นชื่อห้องอาหารในปัจจุบันที่หมุนรอบตัวเองทุกๆ45 นาทีนี้ ทำให้ Schilthorn กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส และเป็นสถานที่ในฝันของแฟนคลับภาพยนตร์ 007ที่ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต ยอดเขา Schilthornที่มีความสูง 2,970 เมตร จากน้ำทะเลนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขา Bernese Alps ระหว่างหุบเขาLauterbrunnen ซึ่งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน Murren นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป Schilthornด้วยตัวเองจำเป็นต้องสละเวลาศึกษาเส้นทางเสียก่อน เพราะที่นี่ไปถึงไม่ยากแต่ไม่ง่ายนัก นักท่องเที่ยวต้องวางแผนว่าจะไปวันไหนเวลาไหน ต้องใช้รถอะไร เดินทางจากเมืองไหนถึงเมืองไหนเพื่อชมวิวทิวทัศน์ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งต้องซื้อตั๋วอะไรบ้างราคาเท่าไหร่ และตั๋วรถไฟที่มีอยู่ใช้ฟรีหรือส่วนลดได้เท่าไหร่ การวางแผนเดินทางที่ดีจะทำให้ประหยัด ได้ดูทิวทัศน์ รวมทั้งท่องเที่ยวได้หลายแห่งมากที่สุดใน 1 วัน

เมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นเดินทางที่สะดวกที่สุดและเหมาะกับการเป็นเมืองฐานเพื่อเดินทางเที่ยวหลายๆ เมืองหรือหลายเขาก็คือ Interlaken หากใช้ Interlaken เป็นเมืองต้นทาง การเดินทางไป Schilthorn จะใช้เวลาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ขึ้นกับการเลือก วิธีการที่ใช้เวลาไม่มากก็คือ เริ่มออกจาก Interlaken Ost ด้วยการนั่งรถไฟไป Lauternbrunnen ซึ่งระหว่างทางจะผ่านบริเวณที่มีลำธารและบ้านชาวบ้านตลอดทางที่สวยงามมาก แล้วค่อยนั่งรถบัสต่อไป Stechelberg เพื่อนั่งเคเบิลคาร์ต่อไปยัง Gimmenwald ก่อนต่อไปยัง Murren แล้วเปลี่ยนเคเบิลคาร์อีกรอบไปยัง Birg ก่อนจะถึงจุดหมายที่ Schilthorn

นักท่องเที่ยวที่อ่านแผนการท่องเที่ยวจากเว็บโดยไม่ดูแผนที่และไม่เคยเดินทางขึ้นเขาหลายต่ออาจกังวลว่าถึงเวลาเดินทางแล้วจะหลงหรือไม่ ไปทันหรือไม่ ต้องรอรถเมล์ รถบัส เคเบิลคาร์นานหรือไม่ แต่แท้ที่จริงแล้วการเดินทางขึ้นเขาของสวิสง่ายมาก เมื่อไปถึงสวิสเปิด google map จะพบว่า map จะสอนวิธีเดินทางทุกอย่าง พร้อมค่าใช้จ่าย รับรองไม่มีหลงเด็ดขาด สิ่งที่ควรทำก่อนไปก็คือdownload รูปภาพและวางแผนไว้ว่าควรจะเริ่มออกเดินทางกี่โมง จะขึ้นลงทางไหน จะไปด้วยอะไร แล้วทางเลือกจะมีให้ใน google map เลยส่วนค่าใช้จ่ายก็แล้วแต่จุดที่เลือกผ่านและบัตรรถไฟที่ซื้อไว้ซึ่งต้องคำนวณให้ดีว่าแบบไหนคุ้มค่าที่สุด ทางที่ดีที่สุดก็คือ นักท่องเที่ยวควรเลือกการเดินทางแบบขึ้นลงคนละทิศทาง และแวะแต่ละหมู่บ้านตามแต่จุดด้วย เพื่อให้คุ้มค่าตั๋วที่มีราคาค่อนข้างสูงให้มากที่สุด สิ่งสำคัญก็คือการเช็คเวลาเปิด-ปิดเคเบิลคาร์เพื่อมิให้ตกค้างอยู่ตามเขาหรือหมู่บ้านที่แวะ

เป้าหมายที่สำคัญสำหรับการเที่ยวยอดเขา Schilthorn นี้ ไม่เพียงแค่ได้ขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อชมทิวเขาแอลป์แบบพาโนรามา 360 องศา แต่ยังรวมถึงการไปรับประทานอาหารในห้องอาหาร Piz Gloria สถานที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 007 รวมทั้งการเดินบนBirg Thrill Walk อีกต่างหากด้วย นักท่องเที่ยวจึงไม่เพียงจะได้มีโอกาสเห็นวิวยอดเขามากถึง 200 ยอด รวมถึงยอดเขาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งสามยอดจาก Schilthorn นี้ด้วยนั่นคือ Eiger, Monch และ Jungfrau แต่ยังสามารถสนุกสนานกับเรื่องราวของภาพยนตร์ 007 และถ่ายรูปกับทัศนียภาพต่างๆ ชนิดที่ว่าลืมเวลาและความหนาวเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758540

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : ต้นกำเนิดงานแนว Romanticism ใน Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Trumph of Amphritrite 1861

The Truimph of Amphritrite 1861 detail

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากมีงานแนว Post Impressionism แล้ว ยังมีงานแนวRomanticism ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของงานแนว Impressionism ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของผู้นำของแนวทางศิลปะนี้ นั่นคือ EugeneDelacroix แนวทางศิลปะแบบ Romanticism นี้เป็นแนวทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดในยุโรปปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระหว่างปี 1800-50 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยุคสมัยแห่งความรู้โดยเน้นการแสดงออกทางอารมณ์ของศิลปินแต่ละบุคคลร่วมไปกับการยกย่องธรรมชาติและอดีต แนวทางศิลปะนี้มีการแสดงออกได้อย่างหลากหลายทั้งทางด้านทัศนศิลป์ ดนตรี และวรรณกรรมจึงส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อวงการวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การศึกษา รวมทั้งสังคมศาสตร์ แนวทางศิลปะนี้ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ ความหวาดกลัว ความประหลาดใจ อีกทั้งยังนำความเชื่อและประเพณีของยุคกลางกลับมาใหม่ด้วย แม้แนวทางศิลปะแบบ Romanticismจะถือกำเนิดจากนักคิดชาวเยอรมัน แต่กลับรุ่งเรืองมากในฝรั่งเศสจนกลายเป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งนี้ เพราะแนวทางศิลปะนี้ให้ความสำคัญกับความคิดใหม่ๆ มากกว่าการเดินตามทางเส้นทางสายหลักของทุกศาสตร์

Appolo Slays Python 1853

ผู้นำของศิลปะแนวทาง Romanticism ก็คือ Eugene Delacroix เขาเกิดวันที่ 26 เมษายน 1798 ใกล้ปารีสกับ Victoire Oeben ลูกสาวของเจ้าของร้านผลิตตู้โดยที่ไม่มีใครทราบว่า แท้ที่จริงแล้วใครเป็นบิดาของเขากันแน่ เขาเข้าเรียนที่ Lycee Louis le Grandในเมือง Rouen จนได้รับรางวัลทางด้านแบบร่างก่อนเข้าฝึกงานกับ Pierre Nacisse Guerinผลงานในช่วงแรกของเขาได้รับอิทธิพลทั้งจาก Raphael และ Jacques Louis David การได้ฝึกงานกับ Guerin ทำให้เขาได้รับการกระตุ้นให้สร้างงานที่เริ่มมีอัตลักษณ์ของตัวเองจนได้รับการยอมรับจาก Paris Salon ในปี 1822 จนถูกซื้อโดยรัฐบาลเพื่อไว้ประดับใน Luxembourg Galleries การที่เขาเน้นสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง และเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามที่สะท้อนเหตุการณ์ปัจจุบันในช่วงเวลานั้น ประกอบกับฝีไม้ลายมือที่มีความแตกต่างจากศิลปินทั่วไปทำให้เขาเป็นที่รับรู้ในหมู่ข้าราชการว่าเป็นศิลปินชั้นนำของยุคโรแมนติกส่งผลให้งานของเขาได้รับการซื้อไปติดตั้งในสถานที่ราชการเป็นจำนวนมาก

Appolo Slays Python 1853 detail

สำหรับแวดวงศิลปินด้วยกันนั้น การที่ผลงานของเขาเน้นให้เห็นถึงแต่ความเสียหายจากสงครามทำให้ผลงานของเขาได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรรมของศิลปะ ผลงานชิ้นโบแดงของDelacroix ที่ชื่อ Liberty Leading the People เกิดขึ้นในปี 1830 ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาสามารถแยกแนวทางศิลปะแบบ Neoclassic ออกจาก Romanticism ได้อย่างเด็ดขาดและส่งให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อ Romanticism หรือบิดาของศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้นผลงานชิ้นนี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพต่อทุกการต่อสู้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากผลงานของเขาจะได้เข้าไปในสถานที่ราชการหลายแห่งแล้ว เขายังได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งโบสถ์อีกหลายแห่งด้วย อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างสรรค์งานจิตรกรรมบนหลังคาของมิวเซียม Lourveอีกต่างหากด้วย การที่เขามีชื่อเสียงมากทำให้เขาทำงานหนักตลอดจนฤดูหนาวปี 1862 เขาติดหวัดระหว่างเดินทาง หลังไปพบแพทย์และได้ยามารักษาในเดือนมิถุนายน 1863 เขาเดินทางกลับไปบ้านนอกก่อนที่จะป่วยหนักอีกในวันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกัน แต่การไปพบแพทย์ครั้งสุดท้ายนี้ แพทย์ไม่สามารถเยียวยาอะไรเขาได้อีกแล้ว เขาจึงกลับบ้านเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งให้คนดูแลและผองเพื่อนเขาเสียชีวิตในวันที่ 13 สิงหาคม 1863

เป็นที่น่าเสียดายว่า ผลงานที่จัดแสดงใน Kunsthaus Zurich ของ Delacroix ทั้งหมดเป็นช่วงหลังของชีวิตที่เขาพัฒนาฝีมือมาจนถึงขีดสุดแล้ว นักท่องเที่ยวจึงไม่มีโอกาสที่จะศึกษาพัฒนาการของศิลปินจากการชมผลงานในมิวเซียมแห่งนี้ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาที่ได้ชื่นชมนั้น ก็มีความเป็นอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะความยุ่งเหยิงขององค์ประกอบในหลายๆ ภาพ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างไม่ต้องสงสัยสมกับเป็นบิดาแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

Christ on the Sea 1853

The Sultan of Morrocco and His Entourage1862

The Sultan of Morrocco and His Entourage1862

The Triumph of the Buccus 1861

The Triumph of the Buccus 1861

Daniel in the Lions’ Den 1853

Daniel in the Lions’ Den 1853

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757017

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Big Nude 1964

ระหว่างปี 1915-7 Picasso เริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะแยกตัวจาก Braque โดยผลงานของเขาจะเน้นเรขาคณิตและวัตถุ 3 มิติมากขึ้น อาทิ ไปป์ แก้ว กีตาร์ อีกทั้งยังมีการนำกระดาษมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกาวแล้วประกอบกันเข้ามาใหม่จนเป็นที่มาของคำว่า Collage หรือศิลปะแบบตัดแปะนั่นเอง หลังจากเขาเริ่มมีชื่อเสียงและเงินทองมากขึ้น เขาก็แยกทางกับ Olivier แล้วไปคบหากับ Eva Gouelโดยสะท้อนให้เห็นได้จากผลงานในช่วงเวลานั้น แต่เขากลับต้องประสบความเสียใจอย่างสุดซึ้งจากการเสียชีวิตของเธอด้วยอายุเพียงแค่ 30 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาอาศัยอยู่ที่ Avignon เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสและคงสร้างสรรค์งานได้อย่างไม่ติดขัด เพราะเขาไม่ได้สมัครเข้าเป็นทหารเหมือนอย่าง Braque และ Derain แต่ผลงานในช่วงนั้นกลับขาดชีวิตชีวาจากปัญหาที่รุมเร้า ในปี 1917 เขาเดินทางไปอิตาลี และเริ่มสร้างสรรค์งานแนว Neoclassic ซึ่งถือเป็นการหวนคืนสู่กฎระเบียบอีกครั้งโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ Raphael และ Ingres

ในช่วงสงครามโลก การที่เงินทองหายากทำให้เขาเริ่มรับงานที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ออกแบบเสื้อผ้าให้กับชุดการแสดงบัลเลต์ เป็นต้น ฤดูร้อนปี 1918 เขาเลยได้แต่งงานกับ Olga Khokhlova นักบัลเลต์จากคณะที่เขาออกแบบเสื้อผ้าให้ หลังกลับจากฮันนีมูน เขาก็สร้างสัมพันธ์กับ Paul Rosenberg ตัวแทนขายภาพชาวยิวฝรั่งเศสโดยได้เช่าบ้านและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากตัวแทนผู้นี้เพื่อยังชีพ การได้รู้จักกับKhokhlova ทำให้เขาได้รู้จักและเข้าร่วมปาร์ตี้กับชนชั้นสูง แต่เขากลับรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจ ทั้งสองเลยมักมีปากเสียงกัน แม้จะมีลูกด้วยกัน 1 คน ก็ตาม

Flowers and Lemons 1941

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง Andre Breton นักเขียนยุค Surrealism ได้ประกาศว่า Picasso เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา และเริ่มจัดแสดงผลงานแนว Cubism กับกลุ่ม Surrealismครั้งแรกในปี 1925 ในปี 1927 เขาเริ่มมีความสัมพันธ์ลับๆ กับ Marie-Therese Walter สาววัย 17ส่งผลให้เขาและ Khokhlova ต้องเลิกรากันโดยไม่ได้หย่า เนื่องจาก Picasso ไม่ต้องการแบ่งสมบัติให้ พวกเขาเลยเพียงแยกกันอยู่จน Khokhlova เสียชีวิตในปี 1955 แม้ไม่ได้หย่าขาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขากับ Walter กลับมีความสัมพันธ์กันตลอดจนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ชื่อว่า Maya โดยไม่ได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องจวบจน Picasso เสียชีวิต

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่มี Minotaur หรือวัวครึ่งคนเป็นวัตถุในภาพแทนตัวตลกอันเป็นผลมาจากอิทธิพลที่เขาได้รับจากผลงานศิลปะแนว Surrealism เขาได้สร้างสรรค์งานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตขึ้นชิ้นหนึ่งในช่วงเวลานั้นคือ Guernica ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Museum Reina Sofia ในกรุงมาดริดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นของเขาต่อ Civil war ที่เกิดขึ้นในสเปนขณะนั้น หลังจาก Francisco Franco ชนะสงครามในสเปน เขาได้ส่งภาพนี้ไปที่สหรัฐฯ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวสเปนที่ลี้ภัย และสุดท้ายถูกส่งไปอยู่ที่ Museum of Modern Art New York เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ภาพนี้กลับสู่สเปนจนกว่าสเปนจะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

Guitar on Pedestal Table 1915

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Picasso ยังคงอยู่ในปารีส แต่เขากลับไม่ได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเลย เนื่องจากผลงานของเขาไม่ถูกโฉลกกับนาซี นอกจากนี้เขายังเขียนบทกวีอีกมากมายในช่วงนั้นด้วย ในปี 1944 เขาเริ่มมีความสัมพันธ์กับ Francois Gilot ลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าร่วม 40 ปีและมีลูกด้วยกัน 2 คน คือ ClaudePicasso และ Paloma Picasso แต่เธอกลับเขียนหนังสือกล่าวหาว่า เขานอกใจเธอจึงพาลูกทั้งสองหนีไปเท่ากับเป็นการวางระเบิด Picasso จึงทำให้ Picasso โกรธมาก ยิ่งอายุมากขึ้น เขายิ่งมีฐานะดีขึ้น และยิ่งมีความสัมพันธ์กับหญิงที่มีอายุน้อยลง อีกทั้งยังชอบสร้างสรรค์งานที่มีแต่ผู้หญิงอายุน้อยๆ เป็นนางแบบ ในปี 1961 เขาแต่งงานอีกครั้งกับ Jacqueline Roque ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่โรงงานเซรามิก Madoura เขาต้องการแก้แค้น Gilot จึงยุให้เธอหย่ากับสามี เธอหลงเชื่อเพราะต้องการให้ลูกทั้งสองมีสถานะลูกที่ถูกกฎหมายของ Picasso แต่เขากลับแอบแต่งงานกับ Roque อย่างลับๆ ไปแล้วจนทำให้ลูกทั้งสองหมางเมินกับเขาไปตลอดชีวิต

ทศวรรษที่ 1950 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างสรรค์งานอีกครั้งโดยหันมาตีความผลงานของศิลปินเก่าๆที่มีชื่อเสียงในแนวทางของตัวเอง อาทิ Las Meninas ของ Velazquez, งานของ Goya, Poussin, Manet, Courbetและ Delacroix นอกจากนี้ เขายังสร้างภาพยนตร์โดยตัวเองเข้าไปเป็นตัวนักแสดงด้วย ในช่วงท้ายของชีวิต เขายิ่งสร้างสรรค์งานที่มีความแปลกแยกและกล้าหาญมากขึ้นโดยใช้สีที่ฉูดฉาดหลากหลาย และเลิกสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับความฝันเฟื่องทางเพศไปเลย เขาเสียชีวิตในวันที่ 8 เมษายน 1973 จากโรคเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและน้ำท่วมปอด

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของ Picasso ที่มีอยู่ค่อนข้างมากใน Kunsthaus Zurich ก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงพัฒนาการในการสร้างงานของเขาได้อย่างครบถ้วนแทบจะทุกทศวรรษเลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ชื่นชม Big Nude 1961 และ Seat Woman with Hat 1964ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพัฒนาการทางศิลปะของ Picasso ด้วย

Guitar, Glass and Fruit Bowl 1924

Italian Woman 1917

Seat Woman with Hat 1961

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755555

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism 1

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Spanish Church 1901

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะคงทราบกันดีว่า ศิลปินแนว Modern Art ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่มีอายุยืนยาว และผลงานของเขาห้ามถ่ายภาพจนถึงเมื่อไม่นานนี้ก็คือ Pablo Picasso ทั้งนี้ เพราะผลงานของเขาติดลิขสิทธิ์เขาเกิดในวันที่ 25 ตุลาคม 1881 ในเมือง Malaga แคว้น Andalusia ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเป็นบุตรคนโตของ Don JoseRuizy Blasco จิตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการวาดภาพธรรมชาติ และนก และเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ School of Crafts อีกทั้งยังเป็นภัณฑารักษ์ให้กับมิวเซียม เขาสนใจด้านศิลปะตั้งแต่ยังเล็กโดยได้รับการฝึกด้านศิลปะจากบิดาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 7 ขวบ โดยบิดาของเขาสอนให้เขาลอกงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง และหัดวาดภาพร่างกายมนุษย์ เมื่อบิดาของเขาย้ายไป A Coruna ในปี 1891 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะ บิดาเขาพบว่าลูกชายสามารถที่จะสร้างสรรค์งานที่ตัวเองทำไม่เสร็จได้ดีมากกว่าตัวเองเสียอีก

หลังจากที่น้องสาวของเขาเสียชีวิตจากโรคคอตีบด้วยอายุเพียงแค่ 7 ขวบ ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปบาร์เซโลน่า ซึ่งเขาได้เข้ารับการศึกษาทางด้านศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยด้วยอายุเพียงแค่ 13 ปี แม้เขาจะขาดวินัยเนื่องจากเด็กเกินไป แต่เขาก็สามารถที่จะสร้างสัมพันธภาพกับอาจารย์ได้เป็นอย่างดี เมื่ออายุ 16 ปี บิดาของเขาจึงตัดสินใจส่งเขาเข้าเรียน Academia de Bellas de San Fernando ที่กรุงมาดริด แต่เมื่อเข้าเรียนได้เขากลับขาดความสนใจและใช้เวลาใน Pradoห้องภาพที่มีชื่อเสียงเพื่อศึกษาผลงานของศิลปินดังๆ มากกว่า อาทิ Diego Velázquez, Francisco Goya, Francisco Zurbarán โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานของ El Grecoซึ่งต่อมามีอิทธิพลต่อผลงานของเขามาก

Barcelona by Night 1903

ในช่วงต้นนั้น ผลงานของเขาออกแนว Realism ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของศิลปินรุ่นเก่าที่เขาลอกเลียนแบบ หลังปี 1897 ผลงานของเขาเริ่มออกแนว Symbolism หลังจากที่เขาได้เห็นผลงานของ Toulouse-Lautrec, Edvard Munch โดยเขานำแนวทางศิลปะของศิลปินทั้งสองมาควบรวมเข้ากับงานของ El Greco จนเริ่มมีแนวทางของตัวเอง ในปี 1900 เขาเดินทางไปปารีสซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศิลปะยุโรปในเวลานั้น และได้พบกับ Max Jacob นักหนังสือพิมพ์ที่สอนภาษาให้กับ Picasso ทั้งสองเช่าห้องพักร่วมกันโดยผลัดกันนอนคนละเวลา ช่วงนั้นเขายากจนมากจนต้องเผาผลงานของตัวเองเพื่อให้ความอบอุ่น เนื่องจากเขาต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ผลงานของเขาจึงออกแนวมัวซัวโดยใช้สีเพียงแค่ฟ้าและเขียวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องราวที่เขานำมาสร้างสรรค์งานก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความยากแค้นของชีวิตระหว่างแม่ลูก อาหารที่มีอยู่น้อยนิด โสเภณี ขอทาน และคนตาบอด

Gustav Coquiot 1901

ระหว่างปี 1904-6 ซึ่งเป็นยุค The Rose ผลงานของเขาเริ่มมีสีอ่อนโยนลงโดยมีการใช้สีส้มและชมพูเพิ่มขึ้น เขาเริ่มวาดผู้คนที่ใส่เสื้อมีสีสันตาหมากรุกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของตัวเอง เขาได้พบกับ FernandeOlivier ศิลปินโบฮีเมียนในปารีส ซึ่งต่อมากลายเป็นชู้รักของเขา ทั้งคู่ต่างเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานของกันและกันจนทำให้ผลงานของเขาดูมีความสุขมากขึ้น ส่งผลให้ผลงานของเขาได้รับความนิยมจากนักสะสมชาวอเมริกัน โดยเฉพาะ Leo Stein และ Gertrude Stein ซ้ำยังกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับเขาในเวลาต่อมา Gertrude Stein ไม่เพียงซื้อผลงานของเขา ให้เขาวาดภาพครอบครัว ซ้ำยังออกเงินให้เขาจัดนิทรรศการในปารีสอีกต่างหากด้วย ในปี 1907 เขาได้เข้าร่วมกับห้องภาพของ Daniel Henry Kahnweilerนักประวัติศาสตร์ศิลป์และนักสะสมงานศิลปะชาวเยอรมันซึ่งต่อมาสนับสนุนศิลปินกลุ่ม Cubism ทั้ง Picasso และ Braque ในช่วงเวลานี้เขาสร้างงานแนวแอฟริกันออกมาเป็นจำนวนมากหลังจากได้สัมผัสกับของสะสมจากแอฟริกันใน Palais du Trocaderoแต่ผลงานในช่วงนี้ถูกปฏิเสธจากทั้งศิลปินด้วยกันเองและสาธารณชน

ระหว่าง 1909-12 นั้น Picasso และ Georges Braque ได้ช่วยกันพัฒนาแนวทางศิลปะใหม่และให้ชื่อว่า Analytic Cubism โดยเน้นการใช้สีธรรมชาติและสีน้ำตาล
เฉดเดียวในแต่ละภาพเป็นหลัก ผลงานของทั้งสองในช่วงเวลานี้จึงค่อนข้างคล้ายคลึงกันจนแยกกันได้ยาก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในปารีสร่วมกับศิลปินอื่นๆ อาทิ Andre Breton และ Guillaume Apollinaire ณ Montmartre และเพื่อนคนหลังนี่เองที่เคยมีประวัติอาชญากรรมในเรื่องการขโมยได้ทำให้ Picasso ถูกจับในปี 1911 ในข้อหาขโมยภาพ Mona Lisa จากพิพิธภัณฑ์ Louvre

Yo Picasso 1901

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754029

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

แหวกฟ้าหาฝัน : Georges Braque บิดาแห่ง Modern Art ฝรั่งเศส

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Port of L’Estaque 1906

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากมีงานแนว Fauvism ของ Henri Matisse แล้วที่นี่ยังมีงานของ Georges Braque ศิลปินฝรั่งเศสที่สร้างสรรค์ผลงานแนวนี้อีกคนด้วย
เขาเกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 1882 ใน Argenteuil ชานกรุงปารีส และเติบโตที่ Le Havre ซึ่งอยู่ในแคว้นนอร์มังดีทางเหนือของฝรั่งเศสโดยได้รับการฝึกฝนให้เป็นช่างทาสีบ้านและตกแต่งเฉกเช่นเดียวกันกับบิดาและปู่ อย่างไรก็ดี เขายังมีโอกาสดีกว่าเพราะได้เข้าเรียนที่ Ecole Superieure d’art et design Le Havre-Rouen และได้มีโอกาสฝึกงานตกแต่งกับนักตกแต่งที่มีชื่อเสียงจนได้รับประกาศนียบัตรในปี 1902หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนที่ AcademieHumbert ในกรุงปารีส

เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยการสร้างงานแนว Impressionism แต่เมื่อเห็นงานแนว Fauvism ก็เริ่มติดใจและเริ่มเข้ากลุ่มกับHenri Matisse และ Andre Derain เพื่อสร้างงานที่เน้นการใช้สีสดใสและแสดงออกตามอารมณ์ อย่างไรก็ดี งานของเขากลับคล้ายคลึงกับงานของ Raoul Dufy และ Othon Friesz ซึ่งเป็นคนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่เล็กมากกว่า ในเดือนพฤษภาคม 1907เขาก็เริ่มได้รับโอกาสในการจัดแสดงนิทรรศการแนว Fauvism ที่ Salon des Independantsเขาเริ่มพัฒนางานใหม่โดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Paul Cezanne หลังได้ชมนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ของ Cezanne ในปี 1907 อันเป็นปีที่ Cezanne เสียชีวิต

ระหว่างปี 1908-12 เขาเน้นสร้างงานแนวเรขาคณิต เขาลดโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมให้เหลือเป็นแค่รูปทรงเรขาคณิตประมาณลูกบาศก์ แต่แสดงการแรเงาเพื่อให้ดูแบนราบ หรือสามมิติโดยการแยกภาพเป็นส่วนๆ นับจากปี 1909 เขาเริ่มทำงานใกล้ชิดกับ Pablo Picasso ซึ่งเป็นผู้ที่พัฒนาแนวทางศิลปะแบบ Cubismเหมือนๆ กัน ในเวลาเดียวกันนั้น Picassoก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Gauguin,Cezanne, หน้ากากแอฟริกันและงานประติมากรรมจาก Iberia งานแนว Cubismจึงเป็นผลพวงของการรวมตัวกันของงานของ Picasso และ Braque ซึ่งต่างอาศัยอยู่ใน Montmartre กรุงปารีสด้วยกันทั้งสองต่างสร้างสรรค์งานที่ใช้สีเฉดเดียวกันทั้งภาพร่วมกับเหลี่ยมมุมต่างๆ จนเป็นที่มาของแนวทางศิลปะแบบ Cubism อันโด่งดังในเวลาต่อมา

Cherrance 1928

คำว่า Cubism เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงโดย Ernst Gombrich นักประวัติศาสตร์ศิลป์ครั้งแรกในงานนิทรรศการที่ Salon des Inde pendants ในปี 1911 จากการเห็นผลงานของPicasso และ Braque เขาให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็นความพยายามของศิลปินในการสร้างผลงานบนผืนผ้าด้วยการขจัดความคลุมเคลือและบังคับให้อ่านภาพได้อย่างเข้าใจเบ็ดเสร็จในแวบแรก แต่ในความเป็นจริงนั้น ภาพแนว Cubism กลับเป็นผลงานที่ยากต่อการเข้าใจ หากไม่มีความคุ้นชินหรือไม่มีชื่อภาพ เนื่องจากผู้ชมต้องเสาะแสวงหาความหมายหรือเนื้อหาจากในผลงานด้วยความยากเย็น

ในปี 1912 ทั้งสองต่างช่วยกันลองแนวทางใหม่ที่เรียกว่า Collage หรือการนำกระดาษมาทาสีผสมกาวแล้วประกอบร่างกันใหม่เป็นผลงานศิลปะ Louis Vaucelles นักวิพากษ์ศิลป์ชาวฝรั่งเศสให้ความเห็นเกี่ยวกับงานของ Braque ไว้ว่าเขาเป็นคนที่มีความกล้าหาญมากในการลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างทั้งสถานที่ และหุ่นเพื่อให้กลายเป็นเรขาคณิตแนวเหลี่ยมอย่างเดียว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาได้เข้าทำงานในกองทัพฝรั่งเศส และได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนทำให้ตาบอดชั่วคราว หลังหายป่วย เขาหันมาเน้นการสร้างงานแนว Still life มากขึ้นเพราะงานแนวนี้เปิดโอกาสให้ศิลปินได้เห็นมุมมองที่หลากหลายของวัตถุได้มากยิ่งขึ้น เขาเน้นไปเรื่องการใช้สีมากกว่าการแสดงของวัตถุและแตกต่างกับงานของ Picassoนักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของ Braqueหลังปี 1912 มีลักษณะเป็น Cubism อย่างแท้จริง แต่มีอัตลักษณ์และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานของ Picasso สมกับที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของ Modern Art ของฝรั่งเศส

Still Life with Fruit 1924

The Violinist 1912

แหวกฟ้าหาฝัน : Henri de Toulouse-Lautrec ศิลปินจากมุมมืด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751089

แหวกฟ้าหาฝัน : Henri de Toulouse-Lautrec ศิลปินจากมุมมืด

แหวกฟ้าหาฝัน : Henri de Toulouse-Lautrec ศิลปินจากมุมมืด

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Two Friends 1895

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงาน Post Impressionism ของ Van Gogh, Gauguin, Cezanneแล้ว ยังมีงานของศิลปินที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันกับศิลปินทั้งสามอีกผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงมากของฝรั่งเศส นั่นคือ Henri Marie Raymond deoulouse-Lautrec Monfa เขาเกิดวันที่ 24พฤศจิกายน 1864 ที่ Hotel du Bosc ณ เมืองAbi ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเป็นบุตรคนแรกของ Alphonse Charles Comte de Toulouse-Lautrec Monfa ซึ่งเป็นครอบครัวชนชั้นสูงทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หลังจากน้องชายของเขาเสียชีวิต พ่อแม่ของเขาก็แยกทางกันและส่งเขาไปอยู่กับพี่เลี้ยง เมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ เขาก็ย้ายไปอยู่ปารีสกับมารดาและหัดเรียนภาพร่าง เมื่อ Rene Princeteau จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่นิยมวาดภาพสัตว์เพื่อนของบิดามาเยี่ยมก็ถ่ายทอดความรู้ให้กับเขาทำให้งานของเขาในช่วงแรกมีกลิ่นอายอิทธิพลของ Princeteau อยู่ไม่น้อย

เนื่องจากมารดาและบิดาของเขาเป็นญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดกันทำให้เขามีปัญหาสุขภาพจากโรคที่เกิดจากการแต่งงานในเครือญาติ เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี เขาก็มีปัญหากระดูกต้นขาขวาหักอีก 1 ปี เขาก็มีปัญหากระดูกขาซ้ายหัก ซ้ำร้ายกระดูกขายังไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้สนิททำให้แพทย์ลงความเห็นว่าเขาน่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Pycnodysostosis ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกว่า Toulouse-Lautrec Syndrome หรือโรคที่มีความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและกระดูกทั่วร่างกายอันส่งผลให้กระดูกทั่วร่างกายมีความแข็งที่ผิดปกติ หลังกระดูกหัก ขาของเขาหยุดเจริญเติบโตทำให้เขาสูงเพียงแค่ 152 ซม. เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของชายยุโรป

Confetti 1893

เมื่อเขาย้ายมาอยู่เมือง Nice เขาสามารถพัฒนาการร่างภาพได้อย่างดีจน Princeteau ชวนเขามาเรียนที่ปารีสกับ Leon Bonnat เขาจึงย้ายมาอยู่ Montmartre ปารีส เมื่อ Bonnat ได้งานใหม่ เขาเลยให้ Toulouse-Lautrec ไปอยู่ที่ห้องภาพของ Fernand Cormon และเรียนอยู่ที่นั่นอีก 5 ปี ที่นี่เขาได้รู้จักกับ Emile Bernardและ Vincent Van Gogh นอกจากนี้ เขายังได้รู้จักกับ Marie-Charlet โสเภณี และวาดรูปเกี่ยวกับโสเภณีที่ Montmartre เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 1885 เขาเริ่มจัดแสดงนิทรรศการผลงานของตัวเองที่ Cabaret of Aristide Bruant’s Mirliton หลังจากจบการศึกษา เขายิ่งจัดแสดงผลงานมากขึ้นโดยจัดร่วมกับ Van Gogh ในปี 1888 เขาได้รับเชิญให้นำผลงานไปจัดแสดงที่บรัสเซลล์ เบลเยียม และ Theo Van Gogh น้องชายของ Vincent Van Gogh ซึ่งเป็นนายหน้าขายภาพได้ซื้องานของเขา นับจากปี 1889 เป็นต้นมาเขาสามารถส่งงานเข้า Salon des Independantsอย่างสม่ำเสมอ ผลงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Montmartre

ในช่วงที่เขาเริ่มมีชื่อเสียง เขาก็เริ่มป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและเริ่มใช้บริการโสเภณี เขารู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับคนชั้นกรรมาชีพ และโสเภณีในเมือง เมื่อเขาเริ่มเยี่ยมเยือน Rue d’Ambroise ถนนที่เต็มไปด้วยซ่อง ซ่องเลยกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของเขาส่งผลให้เขามีภาพร่างและจิตรกรรมเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ถึง 100 และ50 ชิ้นตามลำดับ เมื่อบาร์ Moulin Rouge เปิดตัวในปี 1889 เขาได้รับการว่าจ้างให้ผลิตโปสเตอร์จำนวนหนึ่ง และทำให้เขามีเงินยังชีพได้ แม้ศิลปินส่วนใหญ่จะดูถูกเขา แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ บาร์ได้สำรองที่นั่งเฉพาะให้เขาและจัดแสดงผลงานของเขา เขาได้สร้างสรรค์งานโดยใช้นักร้องและนักเต้นเป็นนางแบบหลายคนในไนท์คลับนั้น อาทิ Yvette Guilbert

Francois Gauzi 1886 

ในปี 1899 อาการพิษสุราเรื้อรังทำให้เขาถึงกับเป็นลมในงานนิทรรศการ ครอบครัวของเขาจึงส่งเขาเข้าสถานพยาบาล 3 เดือนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขายังคงสามารถสร้างสรรค์งานได้อีกถึง 39 ชิ้น หลังออกจากสถานพยาบาล เขากลับเข้าปารีส และเดินทางไปทั่วฝรั่งเศส แต่สังขารของเขาร่วงโรยมากทั้งจากโรคทางพันธุกรรม พิษสุราเรื้อรังและซิฟิลิส เขาเสียชีวิตในวันที่ 9 กันยายน 1901 ด้วยอายุเพียงแค่ 36 ปีเท่านั้น หลังเสียชีวิต แม่ของเขาและตัวแทนขายภาพยังคงส่งเสริมงานศิลปะของเขาต่อไป และบริจาคเงินเพื่อสร้างมิวเซียม Toulouse-Lautrec ที่เมือง Albi บ้านเกิดของเขาเพื่อให้ผลงานของเขาได้มีโอกาสจัดแสดง

เมื่อนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ประวัติของเขาก็จะหายสงสัยแล้วว่า เหตุใดผลงานของเขาที่จัดแสดงเกือบทุกมุมโลกจึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับด้านมืดของสังคม โสเภณี บาร์และซ่อง ผลงานของเขาใน Kunsthaus Zurich ที่มีอยู่หลายชิ้นก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของโสเภณีและซ่องเช่นกัน

George Henri Manuel 1891

In Bed 1892

Messalina 1890

The Two Friends detail1 1895

The Two Friends detail2 1895

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749686

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich2

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich2

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Five Bathers 1882

ในปี 1881 Paul Cezanne ร่วมกับ Paul Gauguin และ Pissarro ทำงานที่ Pontoise ต่อมาอีก 1 ปี เขาได้พบกับ Renoirที่ Aix และได้วาดภาพด้วยกันก่อนที่อีกปีหนึ่งเขาได้รู้จักกับ Monet และร่วมงานกันเขาอาศัยอยู่ที่ Aix ต่อมาอีกหลายปีโดยย้ายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในระหว่างนั้น เขาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทั้งแนวคิดและแนวทางการสร้างสรรค์งานกับศิลปินแนว Impressionism อีกหลายคน ในปี 1901 เขาซื้อที่ผืนใหญ่ทางตอนเหนือของ Aix en Provence และย้ายไปอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร

เมื่อ Zola เพื่อนสนิทของเขาเสียชีวิตในปี 1903 เขาเสียใจมาก ประกอบกับเขามีอาการที่เกี่ยวเนื่องกับเบาหวานและโรคซึมเศร้าทำให้เขาป่วยหนัก สุขภาพทรุดโทรม แม้ในช่วงนี้เขาได้เป็นที่รู้จักในหมู่คหบดีและนักวิพากษ์ศิลป์มากขึ้น แต่การที่งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสียจากสื่อทำให้เขาได้รับจดหมายขู่เอาชีวิตเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายคหบดีใน Aix เมืองที่เขาอยู่ยังไม่ต้อนรับเขาอีกต่างหาก ยิ่งเมื่อ Henri Rochefort นักวิพากษ์ศิลป์วิจารณ์งานของเขาอย่างหนักหน่วงในหนังสือพิมพ์ฉบับเดือนมีนาคม 1903 ส่งผลให้คหบดีในเมืองออกโรงขับไล่เขา เขารู้สึกท้อใจมากถึงกับเขียนจดหมายไปหาเพื่อนบ่นว่า เขาไม่เข้าใจโลกเลยและอยากหนีจากโลกไปเสีย

Five Bathers detail 1882

แม้ก่อนหน้านี้ผลงานของเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับในเมือง Aix อันเป็นถิ่นฐานของเขาแต่หลังปี 1904 เป็นต้นมา ที่ Emile Bernard ศิลปินและนักวิจารณ์ศิลป์ได้กล่าวชมผลงานของเขา งานของเขากลับเริ่มได้รับการกล่าวขวัญในทางที่ดีขึ้นและได้รับการตอบรับอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแนว Still life จนเริ่มมีนักสะสมงานศิลปะมาแย่งชิงกันซื้อผลงาน วันที่ 15 ตุลาคม 1906 เกิดพายุขึ้นขณะที่เขากำลังวาดรูปกลางแจ้ง เขารีบกลับบ้านแต่กลับหมดสติระหว่างทาง คนขับรถที่ผ่านมาพาเขากลับมาบ้าน คนดูแลบ้านได้ช่วยเหลือจนเขาฟื้น แต่ไม่ได้พาไปหาหมอ วันรุ่งขึ้น เขากลับไปทำงานอีก และหมดสติไปอีก เขาเสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบในครั้งนั้น ในวันที่ 22 ตุลาคม 1906 ขณะอายุเพียงแค่ 67 ปี

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Cezanne ใน Kunsthaus Zurich จะเห็นว่า แม้ในช่วงแรกๆ ที่เขาเริ่มทำงานศิลปะ ผลงานของเขาจะออกแนวหมองหม่นมืดทึบจากอิทธิพลของแนวทางศิลปะแบบ French Romanticismของ Eugene Delacroix และ GustaveCourbet แต่เมื่อเขาได้ทำงานร่วมกับศิลปินแนว Impressionism หลายคนในช่วงทศวรรษที่ 1880 งานของเขาก็ได้รับการพัฒนาขึ้น มีการสังเคราะห์มากขึ้นให้มีความผสมผสานจนมีความลึก และสมดุล อีกทั้งยังมีสีสันมากขึ้นด้วย หลังทศวรรษที่ 1890 งานของเขาได้แยกตัวออกจากศิลปินแนว Impressionist อย่างเด็ดขาด เขาสามารถสร้างงานที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมที่มีความลึก มีความสมดุลของการจัดวางและมีแนวทางการใช้สีที่กลมกลืนโดดเด่นแม้จะกลับไปมีสีที่ทึมๆ กว่าทศวรรษก่อนก็ตามจนถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผลงานของเขามีอัตลักษณ์เฉพาะตัวแล้วอย่างแท้จริง

Forest with Boulders 1893

Forest with Boulders 1893

The Old Gardener 1906

The Old Gardener 1906

The Mont de Congle 1904

The Mont de Congle 1904

The Boy in the Red Waistcoat 1890

The Boy in the Red Waistcoat 1890

Self Portrait with Palette 1890

Self Portrait with Palette 1890

Madame Cezanne with a Fan 1888

Madame Cezanne with a Fan 1888

Holy Victoria Mountain 1902

Holy Victoria Mountain 1902

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748165

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich1

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Cezanne in Kunsthaus Zurich1

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Landscape 1879

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงาน Post Impressionism ของ Van Gogh และ Gauguin แล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Paul Cezanne ศิลปินแนว Post Impressionism ที่โด่งดังในยุคเดียวกันอีกด้วย Cezanne เกิดวันที่ 19 มกราคม 1844 ในครอบครัวนายธนาคารผู้ร่วมก่อตั้งธนาคาร Banque Cezanne et Cabassol ณ เมือง Aix en Provence ทางใต้ของฝรั่งเศสจึงทำให้เขาเป็นศิลปินที่มีพื้นฐานทางด้านการเงินมั่งคั่งมาแต่เด็ก เขาเข้าเรียนชั้นมัธยมและวิทยาลัยในเมืองเกิด และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างอิสระกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันก่อนเข้าเรียน Free Municipal School of Drawing จนถึงปี 1859 บิดาของเขาบังคับให้เขาเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยในเมืองเพื่อที่จะมาสืบทอดการเป็นนายธนาคาร แต่เนื่องจากเขาชอบศิลปะมากกว่า เขาจึงทนเรียนกฎหมายได้เพียง 2 ปีก่อนจะเข้าเรียนที่ Ecole de dessin d’Aix en Provence ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะในตอนเย็น และสามารถชนะรางวัลที่สองในการเรียนด้านการหล่อ

Factory near the Mont de Congle 1869

ในปีเดียวกัน พ่อของเขาได้ซื้อบ้าน House of the Wind ที่ซึ่งเขาใช้เป็นที่อยู่ต่อมาอีกหลายปี และอาคารรวมทั้งต้นไม้ของที่นี่ได้กลายเป็นแบบในการสร้างสรรค์งานของเขาต่อมาอีกหลายชิ้น ปีต่อมาพ่อของเขาอนุญาตให้เขาวาดภาพ 4 ฤดูบนกำแพงบ้านที่เขาได้ลงชื่อผู้วาดคือIngres ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Petit Palais ในกรุงปารีส ปี 1861 เขาหนีออกจากบ้านไปอยู่ปารีสเพราะไม่ต้องการเป็นนายธนาคาร อย่างไรก็ดี ภายหลังบิดาเขาก็ทำใจได้และมอบเงินให้เขาถึง4 แสนฟรังก์เพื่อไปตั้งตัวจึงทำให้เขาสามารถเป็นศิลปินอย่างที่ต้องการได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเศรษฐานะ เขาสมัครเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux Arts ในปารีส แต่ถูกปฏิเสธจึงต้องเข้าเรียนที่ Academie Suisse ที่ซึ่งเขาได้รู้จักกับ Camille Pissarro ในเวลาเดียวกันเขาก็ขยันไปหัดวาดภาพเลียนแบบงานของ Michelangelo, Rubens และ Titian ใน Louvre

Flowers and Fruits 1872

อย่างไรก็ดี เขาไม่สามารถปรับตัวในปารีสได้จึงเดินทางกลับบ้านไปทำงานที่ธนาคารของพ่อใน Aix en Provence ปี 1862 เขากลับไปที่ปารีสเพื่อสมัครเข้าเรียน Ecole des Beaux Arts และถูกปฏิเสธอีกจึงกลับไปเรียนที่ Academie Suisse เช่นเดิมซึ่งครั้งนี้เขาได้รู้จักศิลปินเพิ่มอีกหลายคน อาทิ Claude Monet, Pierre Auguste Renoir และ Alfred Sisley การที่เขาไม่สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในแผนกศิลปะได้เสียทีทำให้งานของเขาไร้แบบแผนแต่กลับได้รับอิทธิพลจาก Gustave Courbet และ Eugene Delacroix รวมทั้งกลุ่มศิลปินแนว Impressionism เมื่อผลงานของศิลปินกลุ่ม Impressionist ไม่สามารถจัดแสดงในนิทรรศการปกติและพวกเขาได้เลือกจัดแสดงใน Salon des Refuses ในปี 1863 แม้กลุ่มศิลปินเหล่านี้สามารถจัดนิทรรศการได้ แต่กลับไม่สามารถขายผลงานได้ส่งผลให้พวกเขาขาดทุนตลอด

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานก่อนปี 1880 ของ Cezanne ออกแนวหมองหม่นมืดทึบและได้รับแรงบันดาลใจจาก Eugene Delacroix อย่างเห็นได้ชัด

The Temptation of Saint Anthony 1870

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Gauguin in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746727

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Gauguin in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Paul Gauguin in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Sunflowers on the Armchair 1901

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงานแนว Post Impressionism ของ Van Gogh อยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ที่นี่ยังมีงานของ Henri Paul Gauguin เพื่อนสนิทที่ Van Gogh รักมากที่สุดอยู่อีกจำนวนหนึ่งด้วย Paul Gauguin ศิลปินแนว Post Impressionism หรือ Symbolism ชาวฝรั่งเศสนี้เกิดวันที่ 7 มิถุนายน 1848 อันเป็นปีเดียวกับการเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส พ่อของเขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อต้านรัฐบาลจึงต้องหนีออกจากประเทศ ส่วนมารดาเป็นบุตรสาวของนักเขียนและนักกิจกรรมแนวสังคมนิยมปี 1850 พ่อพาครอบครัวหนีไปเปรูด้วยความหวังจะทำงานหนังสือพิมพ์ แต่พ่อกลับเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว แม่ของเขาจึงต้องพา Paul และ Marie น้องสาวมาอยู่กับ Jose Rufino Echenique ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีเปรู Gauguin จึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีโดยมีทั้งพี่เลี้ยงและสาวใช้ดูแลแต่เมื่อประธานาธิบดีหลุดจากตำแหน่ง แม่ก็พาเขากลับปารีสฝรั่งเศส โดยมีอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อและทิ้งเขาไว้กับปู่ที่เมือง Orleans ฝรั่งเศส

The Offering 1902

หลังเข้าเรียนหนังสือชั้นมัธยมจนจบเขาก็สมัครเข้าเป็นผู้ช่วยนักบินที่โรงเรียนการบิน และสมัครเข้าเป็นทหาร 2 ปี ปี 1871เขากลับมาอยู่ปารีสและได้งานเป็นนายหน้าค้าหุ้นและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกัน เขาก็หัดวาดภาพ และเริ่มเข้าสู่วงการขายงานศิลปะ อีกทั้งยังได้รู้จักศิลปินแนว Impressionism หลายคน อาทิ Camille Pissarro เมื่อตลาดหุ้นปารีสล้มในปี 1882 และตลาดงานศิลปะหดตัว เขาเลยหันมาทำงานเป็นศิลปินเต็มเวลา เขาได้สร้างสรรค์ผลงานจำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถขายได้ เขาจึงพาครอบครัวย้ายไปโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก แต่ก็อยู่ไม่ได้ เขาจึงต้องกลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง และได้พบกับ Vincent Van Gogh และ Theo น้องชายที่เป็นนายหน้าขายภาพ Theo ซื้อผลงานของ Gauguin ไว้ 3 ชิ้น ในช่วงเวลานั้น Van Goghและ Gauguin สนิทกันมากและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องทฤษฎีศิลปะกันบ่อยๆ Gauguin และ Van Gogh ใช้เวลาวาดภาพด้วยกันนานถึง 9 สัปดาห์ในบ้านสีเหลืองที่เมือง Arles ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แต่ในที่สุดGauguin ก็ทนอารมณ์แปรปรวนของVan Gogh ไม่ได้เพราะเขาเอามีดมาขู่ Gauguinก็เลยหนีไปเสีย ทั้งสองไม่เคยพบกันอีกเลยนับจากนั้น แม้จะยังติดต่อกันอยู่ก็ตาม

The Road 1884

หลังจากนั้น เขาย้ายไปอยู่ Tahiti ด้วยความหวังว่าจะกลับมาอย่างเศรษฐี เขาได้เริ่มต้นชีวิตในกระท่อมและเริ่มสร้างสรรค์งานที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนโพลีนีเซียแห่งนี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาสรรสร้างผลงานได้ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต ในแต่ละปีเขาสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมมากถึง 20 กว่าชิ้นและงานประติมากรรมอีกจำนวนหนึ่ง เขายังส่งงาน 9 ชิ้น ไปจัดแสดงร่วมกับผลงานของ Van Gogh อีกต่างหากซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้จะขายได้เพียง 2 ชิ้นเท่านั้น เพราะนักวิจารณ์ศิลป์เห็นว่า ผลงานของเขาด้อยกว่า Van Gogh ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ส่งงานอีก 70 ชิ้นมาให้นายหน้าช่วยขาย แต่ก็ขายไม่ค่อยได้จึงทำให้เขาต้องอาศัยรัฐสวัสดิการ ซ้ำร้าย เขายังป่วยเป็นโรคหัวใจที่มีต้นตอมาจากซิฟิลิสอีกต่างหากด้วย

Still Life with Flowers and Idol 1892

ปี 1892 เขาได้แต่งงานกับเด็กชาว Tahiti ที่อายุเพียงแค่ 13 ปี และมีลูกด้วยกัน ภรรยาเด็กคนนี้ของเขาได้กลายเป็นนางแบบให้เขาในผลงานหลายชิ้น สิ้นเดือนกรกฎาคม 1893 เขาย้ายกลับมาปารีสโดยทิ้งภรรยาเด็กและลูกไว้โดยไม่ได้พบหน้าอีกเลย แม้เขาจะเคยกลับไปเกาะนี้อีกก็ตาม หลังกลับมาปารีส เขาพยายามขายงานของเขาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำร้ายเขายังทะเลาะกับภรรยาคนที่อยู่โคเปนเฮเกนเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ สุดท้ายเดือน มิถุนายน 1895 เขาก็ตัดสินใจกลับไป Tahiti อีก
ครั้งนี้เขาเริ่มประสบความสำเร็จกับงานจิตรกรรมมากขึ้น เขาสามารถขายงานและสร้างบ้านได้จนมีฐานะดีขึ้น เขาจึงเริ่มงานใหม่ด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียน แล้วตามด้วยการเป็นนักประติมากรรม หลังอาศัยอยู่ Tahiti 6 ปี เขาตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่ปารีสอีกครั้ง โชคร้ายสุขภาพของเขาย่ำแย่มากจากซิฟิลิส แผลหกล้มจากกระดูกหักไม่สามารถเชื่อมต่อกันจนสนิทยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดมากขึ้นจนต้องใช้ Arsenic รักษา ส่งผลให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมและเสียชีวิตในปี 1903

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าประวัติของ Gauguin ทางด้านการศึกษาศิลปะแทบไม่ค่อยมี ชีวิตส่วนตัวค่อนข้างโลดโผน และอยู่นอกยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นในงานของเขาที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ผลงานส่วนใหญ่ที่เขาสร้างสรรค์ และเห็นได้จากใน KunsthausZurich จะออกสีทึบๆ หม่นๆ และมีกลิ่นอายของโพลิเนเซี่ยนซึ่งหาไม่ได้สำหรับศิลปินยุคเดียวกัน และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศิลปินแนว Impressionism และ Post Impressionismอย่าง Van Gogh ที่ถือว่าอยู่ในยุคเดียวกัน

Idyll in Tahiti 1901

Fruits and Knife detail 1901

Fruits and Knife 1901

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745353

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 3

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 3

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Blossoming Chestnut Branches 1890

ต้นมกราคม 1889 หลังเขาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพียงแค่ 2 สัปดาห์ เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน อย่างไรก็ดี เขากลับเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้งจากอาการประสาทหลอนและหลงผิด เดือนมีนาคม 1889 ตำรวจได้ปิดบ้านเขาและส่งเขาไปนอนโรงพยาบาลเพราะคนข้างบ้านร้องเรียนว่า Van Gogh ชอบทำอะไรบ้าๆ เขาได้ย้ายเข้าไปในห้องของหมอ Rey หลังจากที่น้ำท่วมห้องนอนเขา หลังจากนั้นอีก 2 เดือนเขาย้ายไป Saint Remy de Provence เขาชื่นชอบหมอ Rey มากและได้วาดรูปหมอและมอบให้หมอ แต่หมอกลับไม่ชอบผลงานที่เขาบรรจงสร้างให้และยกให้คนอื่นไป ปัจจุบันภาพเขียนนี้มีมูลค่ามากถึง 50 ล้านเหรียญ และถูกจัดแสดงอยู่ที่ Puskin Museum of Fine Arts

เดือนพฤษภาคม 1889 Van Gogh ย้ายไปอยู่ที่ Saint Paul de Mausole asylum โดยได้รับการจัดสรรให้อยู่ใน2 ห้อง ซึ่งเขาใช้ห้องหนึ่งเป็นห้องภาพ เขาสร้างสรรค์งานโรงพยาบาล ห้องนอนและสวนวนไปจำนวนหนึ่ง ระหว่างกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 1890 อาการโรคซึมเศร้ากำเริบอย่างรุนแรงจนเขาไม่สามารถเขียนจดหมายได้ แต่ยังคงสร้างงานจิตรกรรมต่อไปได้ หลังหลานชายเขาเกิด เขาได้เขียนบอก Theo ว่าเขากำลังวาดภาพดอกอัลมอนด์สีขาวเพื่อไว้แขวนในห้องนอนหลาน

Portrait of Patience Escalier 1889

ในเดือนพฤษภาคม 1890 เขาออกจาก Saint Remy Clinic และย้ายไปอยู่ใกล้กับDr.Paul Gachet และ Theo ในปารีสและได้วาดภาพหมอ Gachet ไว้หลายภาพมาก นอกจากนี้ เขายังวาดภาพทุ่งข้าวสาลีที่มีสีเขียว และฟ้าที่วุ่นวายโกลาหล เขาเขียนบอก Theo ว่าเขาไม่สามารถบรรยายความเป็นคำพูดได้ แต่บรรยายสุขภาพและความรู้สึกได้ผ่านการวาดภาพโดยเฉพาะภาพ Wheatfield with Crows ซึ่งเป็นภาพในเดือนสุดท้ายในชีวิตของเขาก็บ่งชี้ถึงความสับสนว้าวุ่นของเขาได้เป็นอย่างดี

วันที่ 27 กรกฎาคม 1890 เขายิงตัวเองเข้าที่อกด้วยปืน 7 มม. ที่ทุ่งสาลี แต่เขายังสามารถเดินกลับมาโรงพยาบาลได้โชคร้ายหมอไม่สามารถผ่าตัดเอากระสุนออกได้ เลยปล่อยให้เขานอนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว วันรุ่งขึ้น Theo เดินทางมาหาแต่เขาเริ่มติดเชื้อจากแผลแล้วและเสียชีวิตในวันที่ 29 เขาถูกฝังในวันรุ่งขึ้น ปีต่อมา Theo ก็เสียชีวิตลงเช่นกัน หลังปี 1947 ซึ่งวงการแพทย์ได้มีบัญญัติคำวินิจฉัยโรคBipolar ได้แล้วนั้น จิตแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นโรคของว่า Van Gogh ไม่เพียงเขาจะป่วยทางจิต สุขภาพของเขายังย่ำแย่จากการขาดอาหาร ทำงานมากเกินไปนอนไม่หลับ และติดสุราด้วย

Thatched Roof at Chaponval 1890

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของVan Gogh ใน Kunsthaus Zurich ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากจะเห็นว่า ในช่วงแรกพัฒนาการทางด้านศิลปะของ Van Gogh สัมพันธ์กับสถานที่และวัฒนธรรมของแต่ละสถานที่ที่เขาย้ายไปอยู่ แม้ในช่วงแรกๆเขาจะนิยมเขียนภาพที่มีความหมองหม่นมืดมัว แต่หลังจากที่แนวทางศิลปะแบบ Impressionism เริ่มแพร่กระจายสู่โลกมากขึ้น และเขาได้รู้จักแนวทางศิลปะแบบญี่ปุ่น และงานของ Gauguin เขาก็เริ่มใช้สีที่สดใสไม่ว่าจะเป็น ฟ้า เขียว ส้ม โดยเฉพาะเหลืองที่เขาชำนาญจนสามารถใช้ได้หลายเฉดและมากที่สุดเหนือศิลปินใดๆรวมทั้งฝีแปรงที่ใหญ่ขึ้นหนักแน่นขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลงานของเขายังเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์และอาการทางจิตของเขาที่ขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปมาด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1889-90 อันเป็นปีท้ายๆ ของชีวิต นักท่องเที่ยวที่ได้เห็นงานจริงของเขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของเขาทั้งในด้านจินตนาการ อารมณ์และวิธีการสร้างสรรค์งานที่มีอัตลักษณ์ยากที่ใครจะเลียนแบบได้อย่างแท้จริง

Thatched Roof at Chaponval 1890

Thatched Roof at Chaponval 1890

Two Peasant Women 1890

Two Peasant Women 1890

The Cypress and Flowering Tree 1889 1890

The Cypress and Flowering Tree 1889 1890