แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743953

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 2

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Bridge across the Seine at Arsenieres 1887

แม้ผลงานก่อนปี 1885 ของ Van Gogh จะมีนักขายงานศิลปะสนใจอยู่บ้างแต่กลับขายไม่ค่อยได้ เขาต่อว่า Theo น้องชายว่าไม่ใช้ความพยายามให้มากพอในการขายงานของเขา แต่ Theo แย้งว่า งานของเขาขายไม่ได้เพราะมันดูหมองหม่นมืดมัวเกินไป ตลาดชอบงานสดใสแบบ Impressionism มากกว่า ปลายปีเขาย้ายไปอยู่ Antwerp เนเธอร์แลนด์และอาศัยอยู่อย่างยากจนโดยกินแค่ขนมปังกับกาแฟ และสูบแต่บุหรี่ เพราะเอาเงินที่น้องชายให้ไปซื้อสีมาเขียนภาพจนทำให้ฟันผุ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขายังศึกษาทฤษฎีสี และภาพเขียนเก่าๆ ของPeter Paul Rubens และซื้อภาพของ Ukiyo-eจนใช้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและต้นแบบสำหรับงานของเขาในเวลาต่อมา ปีต่อมาเขากลับไปดื่มหนักอีกครั้งและต้องเข้าโรงพยาบาลในเดือนมีนาคม 1886 เพื่อรักษาซิฟิลิส

หลังออกจากโรงพยาบาล เขาเข้าสอบ Academy of Fine Arts อีกครั้งที่ Antwerp เพื่อเรียนเขียนภาพและภาพร่าง แต่สุดท้ายเขาก็ทะเลาะกับอาจารย์ทุกคนในมหาวิทยาลัยจนอาจารย์ให้ซ้ำชั้น เขาจึงตัดสินใจเลิกเรียนในที่สุดหลังจากเข้าเรียนได้เพียงแค่ปีเดียว เขาย้ายกลับไปอยู่ปารีสและแบ่งที่อยู่กับ Theo ในมองมาร์ต เขาได้สร้างสรรค์ผลงานหลายชิ้นที่นี่ หลังจากเขาได้เห็นผลงานPortrait of Adolphe Monticelli เขาก็เริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างงานด้วยการใช้สีที่สดใสและฝีแปรงที่ใหญ่และชัดเจนขึ้นปลายปี 1886 Theo เริ่มรู้สึกว่าการอยู่กับ Van Gogh อึดอัดเกินไป เขาเลยย้ายไป Asnieres และได้รู้จักกับ Signac จนรับเอาแนวทางศิลปะแบบ Pointillism มาร่วมด้วย

Apricot Tree in Blossom 1888

พฤศจิกายน 1887 ขณะที่เขากำลังจะจัดนิทรรศการร่วมกับ Bernard Anquetin และ Toulouse-Lautrec เขาและ Theoได้รู้จักกับ Paul Gauguin ซึ่งเพิ่งมาถึงปารีสและได้แลกผลงานกัน หลังจบนิทรรศการ เขารู้สึกเบื่อหน่ายมากจึงย้ายไป Arles เมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และทิ้งผลงาน 200 ชิ้นไว้กับ Theo แม้เขาจะยังคงดื่มหนักแต่ช่วงเวลาในเมือง Arles นี้ กลับเป็นช่วงที่เขาสร้างสรรค์ผลงานไว้เป็นจำนวนมากถึง 300 กว่าชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นภาพเกี่ยวกับชนบท การเก็บเกี่ยว กองฟางโดยเน้นการใช้สีเหลืองเป็นหลัก

7 พฤษภาคม 1888 เขาย้ายจากHotel Carrel ไปอยู่ที่ Café de la Gare ที่ซึ่งเขาให้ความเห็นว่า Café เป็นสถานที่ที่ทำให้เขาทำลายตัวเอง บ้า และก่ออาชญากรรม 23 ธันวาคม 1888 เขาเหมือนได้ยินเสียงหลอนจนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงใช้มีดโกนตัดหูจนเลือดนองเต็มไปหมดเขาเลยเอาผ้าพันแผลปิดหูไว้และเอาหูหิ้วไปหาโสเภณีที่เขาและ Gauguin ไปใช้บริการเป็นประจำ วันรุ่งขึ้นตำรวจไปพบเขาหมดสติจึงพาเขาไปโรงพยาบาลและได้เข้ารับการรักษาจาก Felix Rey แพทย์ฝึกหัด แต่แพทย์กลับไม่สามารถต่อหูให้เขาได้แล้วเพราะหูได้เน่าไปเสียแล้ว ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เขาได้รับการวินิจฉัยว่ากำลังอยู่ในอาการ Mania และหลง Gauguin ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังอยู่กับเขาได้แจ้งให้ Theo ทราบ ในเวลานั้น Theo กำลังจะแต่งงานแต่เขาก็เดินทางมาหา Van Gogh ในวันคริสต์มาสและรีบกลับไปแต่งงาน

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานของ Van Gogh ใน Kunsthaus Zurich จะเห็นว่าผลงานตั้งแต่ปี 1886 ของเขาแตกต่างจากก่อนปี 1885 ค่อนข้างมาก นั่นคือ เริ่มมีสีสันที่สดใส และมีฝีแปรงที่ใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มสร้างอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง

Apricot Tree in Blossom detail 1888

Bridge across the Seine at Arsenieres 1887

Bridge across the Seine at Arsenieres 1887

Self Portrait 1887

Self Portrait 1887

Self Portrait with Bandage and Pipe 1888

Self Portrait with Bandage and Pipe 1888

The Sower with Setting Sun 1888

The Sower with Setting Sun 1888

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742358

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh in Kunsthaus Zurich 1

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Potato Eaters 1885

บนโลกใบนี้ นอกจาก Leonardo Da Vinci ที่เป็นทั้งปราชญ์และศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดแล้วคงไม่มีศิลปินคนใดมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากเท่า Van Goghหอศิลป์ใหญ่ๆ ทุกแห่งบนโลกต่างแย่งชิงกันที่จะสรรหาผลงานของศิลปินผู้นี้มาจัดแสดง แม้ Van Gogh จะมีห้องภาพของตัวเองอยู่แล้วในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ก็ตาม Kunsthaus Zurich ซึ่งเป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดและมั่งคั่งที่สุดของสวิสซึ่งเป็นประเทศที่เกือบจะมั่งคั่งอันดับ4 ของโลกเทียบตาม GDP ต่อหัวประชากรย่อมมีผลงานของ Van Gogh มหาศาลมิให้น้อยหน้าหอศิลป์ใดๆ ในโลกอย่างแน่นอน

Vincent Willem Van Gogh เกิดวันที่ 30 มีนาคม 1853 ณ Groot-Zundert ประเทศเนเธอร์แลนด์โดยเป็นบุตรชายคนโตของ Theodorus Van Gogh นักบวชของ Dutch Reformed Church กับมารดาซึ่งมาจากตระกูลคหบดีที่เมืองเฮก เขามีน้องชายและน้องสาวอีก 2 คน โดยคนที่สนิทที่สุดคือ Theo ซึ่งเกิดในปี 1857 เนื่องจากบิดาของเขามีรายได้น้อยและมารดาของเขาเป็นคนเคร่งศาสนาและเข้มงวดทำให้เขาเป็นคนเคร่งขรึมและช่างคิด เมื่อยังเล็กแม่ของเขาเป็นคนสอนหนังสือก่อนจะส่งเขาไปเข้าเรียนโรงเรียนประจำซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง จึงพยายามจะกลับบ้าน แต่เขากลับถูกส่งไปเรียนใหม่อีกใน Tilburg ซึ่งทำให้เขาปราศจากความสุขหนักขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี การไปอยู่ Tilburg ทำให้เขาได้พบกับ Constant Cornelis Hijsmans ซึ่งเป็นศิลปินที่เน้นการแสดงออกตามอารมณ์และธรรมชาติมากกว่าเทคนิค ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็รู้สึกอยู่ไม่ได้จนหนีกลับบ้านอีก ในปี 1869 ลุงของเขาหางานให้เขาฝึกงานศิลป์กับ Goupil & Cie ซึ่งเป็นห้องขายภาพที่กรุงเฮก หลังจบการอบรม เขาถูกย้ายไปอยู่กับ Goupil’s Group ที่กรุงลอนดอน

Head of Peasant Woman 1885

ที่นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของ Van Gogh เขาเริ่มทำงานและประสบความสำเร็จ และมีรายได้มากกว่าบิดา มันเป็นปีที่ดีที่สุดของเขาเลยทีเดียว เขาเริ่มเกี้ยวลูกสาวของคนให้เช่าบ้าน แต่เธอปฏิเสธ เพราะเธอหมั้นกับคนเช่าก่อนหน้าไปแล้ว เขาเลยกลับมาแยกตัว และหันเหเข้าหาศาสนา เดือนเมษายน ปี 1876 เขากลับไปอังกฤษเพื่อไปเป็นครูที่ Ramsgate ก่อนที่จะไปเป็นผู้ช่วยนักบวช ส่วนพ่อแม่ของเขาก็ย้ายไป Etten ปลายปีเดียวกัน เขากลับบ้านและไปทำงานที่ Dordrecht เนเธอร์แลนด์โดยทำการแปลพระคัมภีร์จนยิ่งทำให้เขารู้สึกเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นถึงกับยกเลิกการกินเนื้อ ครอบครัวของเขาจึงส่งเขาไปอยู่กับ Johannes Stricker ลุงของเขาที่อัมสเตอร์ดัม แต่เขาสอบเพื่อเข้าเรียนศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งอัมสเตอร์ดัมไม่ได้ ปีต่อมาเขาเลยไปเป็นมิชชั่นนารีที่ Petit Wasmes และเพื่อให้เข้าถึงความยากจนมากขึ้นเขาได้ยกที่อยู่ให้กับคนไร้บ้านและหันมาใช้ชีวิตอย่างยากจนในกระท่อมที่ทำจากฟาง

ปี 1880 เขาเริ่มหันมาใช้ชีวิตอยู่กับชาวเหมืองและเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนและสภาพแวดล้อมก่อนย้ายไปบรัสเซลล์ประเทศเบลเยี่ยมเพื่อเรียนศิลปะกับ Willem Roelofs ผู้สนับสนุนให้เขาเข้าเรียน AcademieRoyale des Beaux-Arts ปีต่อมาเขากลับบ้านและได้รู้จักกับ Cornelia “Kee” ลูกพี่ลูกน้องม่ายที่อายุมากกว่าเขา 7 ปี และมีลูกติดอายุ 8 ขวบ ที่เขาหลงรักจนประกาศให้ครอบครัวรู้ว่าเขารักเธอและขอแต่งงานกับเธอ แต่เธอปฏิเสธ เมื่อเขาอกหัก เขาจึงย้ายไปกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ด้วยความหวังว่าจะขายผลงานได้ ปลายปี 1881 เขากลับไปอัมสเตอร์ดัมใหม่ด้วยความหวังจะได้พบกับ Kee แต่ Kee ไม่ยอมพบเขา และพ่อแม่ของ Kee ยังเขียนบอกเขาว่า ความรักของเขาเป็นเรื่องน่ารังเกียจมาก และเขาไม่มีทางได้แต่งงานกับเธออย่างเด็ดขาดไม่ว่าเขาจะทำร้ายตัวเองก็ตาม เพราะเขายังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย

The Old Tower 1884

หลังจากนั้นเขาได้พบกับ Anton Mauve ลูกพี่ลูกน้องอีกคนซึ่งแนะนำให้เขาวาดภาพสีน้ำ และสีน้ำมัน และร่วมกันเปิดห้องภาพขนาดเล็กได้เพียงเดือนเดียวก็เลิกร้างกันไป เขาสามารถจ้างนางแบบได้แค่คนข้างถนนซึ่ง Mauve ไม่ยอมรับ เดือนมกราคม 1882 Van Gogh ได้รู้จักกับ Clasina Maria “Sien” Hoorni ซึ่งมีลูกอายุ 5 ขวบ และมีความสัมพันธ์กัน เดือนมิถุนายน 1882 Van Gogh ติดหนองในและป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล 3 สัปดาห์ หลังออกจากโรงพยาบาลเขายืมเงิน Theo น้องชายมาซื้อสีน้ำมันและเริ่มวาดภาพสีน้ำมันภาพแรกจนติดใจ พ่อของเขาทราบเรื่องที่เขาอยู่กับ Sien ซึ่งเป็นโสเภณีมาก่อนและไม่ยอมรับ Van Gogh จึงพาSien ออกจากบ้าน แต่เนื่องจากทั้งสองไม่สามารถหาเงินได้ Sien จึงกลับไปเป็นโสเภณีอีก ในที่สุดเขาก็เลิกร้างกับเธอ เพราะคิดว่าการอยู่ด้วยกันคงไม่มีทางทำให้เขาสามารถพัฒนาทางด้านศิลปะได้

หลังจากนั้นเขาย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ Nuenen และให้ความสนใจแต่กับการเขียนภาพสีน้ำมัน และได้สร้างผลงานขึ้นจำนวนหนึ่ง สิงหาคม 1884 เขาได้พบกับ Margot Begemann ลูกสาวของเพื่อนบ้านที่อายุมากกว่าเขา 10 ปีและชอบพอกันแต่ครอบครัวของทั้งสองก็ห้ามอีก ทำให้ฝ่ายหญิงกินยา Strynine โดยหวังจะฆ่าตัวตายแต่ Van Gogh เป็นคนพาเธอไปโรงพยาบาลและรักษาจนรอดชีวิต ในช่วงที่เขาอยู่ Nuenen 2 ปี เขาสร้างสรรค์งานทั้งสีน้ำมันและสีน้ำมากถึง 200 ชิ้น แต่ผลงานช่วงนี้เน้นสีเอิร์ทโทน และหมองหม่นอันเป็นผลจากชีวิตที่ไม่สมหวังในความรักของเขาสักครั้งซึ่งแตกต่างจากงานในช่วงหลังของชีวิตอย่างมาก

นักท่องเที่ยวที่ชมผลงานของ Van Gogh ใน Kunsthaus Zurich ที่มีเพียงแค่ 2 ชิ้น จะเห็นว่า ผลงานในช่วงแรกของชีวิตนั้นเต็มไปด้วยสีหมองหม่นมืดมน ทั้งนี้คงเป็นเพราะชีวิตของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความทุกข์นั่นเอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740945

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Pierre Bonnard in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Lucheon 1899

ผลงานของศิลปินกลุ่ม Les Nabis ใน Kunsthaus Zurich นอกจาก Vuillard แล้วยังมีของ Pierre Bonnard ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้ร่วมให้กำเนิดแนวทางการเคลื่อนไหวศิลปะนี้อีกคนหนึ่งด้วย เขาเกิดใน Fontenay-aux-Roses ในวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1867 มารดาของเขามาจากแคว้น Alsace แคว้นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ส่วนบิดาเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงกลาโหม ฝรั่งเศส เขาได้รับการศึกษาใน Lycee Louis-le-Grand และได้แสดงฝีมือในการวาดภาพร่างและสีน้ำตั้งแต่ยังเด็กโดยฝึกวาดภาพในสวนหลังบ้านถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับสามารถสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมายจนได้รับใบอนุญาตในการทำงานด้านกฎหมายและฝึกเป็นทนายความในปี 1888 ซึ่งเป็นที่สมใจบิดามาก

ในช่วงที่เขาเรียนกฎหมายอยู่นั้น เขาก็เข้าเรียนทางด้านศิลปะที่ Academie Julian ในกรุงปารีส และได้รู้จักกับ Paul Serusier, Maurice Denis แม้เขาจะเรียนจบกฎหมาย และได้ฝึกหัดเป็นทนายอย่างจริงจังหลังจบ แต่เขากลับไม่สามารถเข้าทำงานในสำนักงานทนายความใดๆ ได้ ในปี 1888 เขาจึงตัดสินใจเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และได้พบกับ Edouard Vuillard อีกทั้งยังสามารถขายผลงานศิลปะชิ้นแรกได้นั่นคือ โปสเตอร์โฆษณาแชมเปญส่งผลให้เขาเชื่อมั่นว่าเขาสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพได้จากการเป็นศิลปินแทนที่จะเป็นทนายความ เขาพบกับ Marthe de Meligny นางแบบซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของเขาในปี 1893 และอยู่ด้วยกันจนแต่งงานในปี 1925 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขายังคบหากับผู้หญิงอีก 2 คนนั่นคือ Renee Monchaty และ Lucienne Dupuy de Frenelle ที่เป็นนางแบบของเขาทั้งคู่ หลังจากที่เขาตัดสินใจแต่งงาน Renee Monchaty ผู้หญิงอีกคนที่เขาคบหาก็ฆ่าตัวตายซึ่งกลายเป็นแรงกดดันขนานใหญ่ในชีวิต ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไป

Ambroise Vollard 1904

เมื่อเขาไม่สามารถหาเลี้ยงชีพจากทนายความได้เสียที เขาจึงเข้าร่วมกลุ่ม Les Nabis อย่างจริงจัง แต่เขาก็มีแนวทางในการสร้างสรรค์งานแตกต่างจากสมาชิกคนอื่น เพราะเขาไม่เน้นงานแนวศาสนา จิตวิทยาและนิยายปรัมปรา แต่หันไปสร้างงานที่ฟื้นฟูหรือยกระดับจิตใจมากกว่า Aurelien Lugne-Poe ศิลปินและนักเขียนที่เป็นหุ้นส่วนห้องภาพร่วมกับเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับ Bonnard ไว้ว่า เขาเป็นคนตลก เพิกเฉย และไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวสะท้อนให้เห็นได้จากงานของเขาที่ออกแนวถากถางเหน็บแนม

ในปี 1891 เขาได้รู้จักกับ Toulous-Lautrec และเริ่มจัดแสดงผลงานด้วยกันในงาน Societe des Artistes Independants และร่วมก่อตั้งสมาคม Le Revue Blanche
ซึ่งเขาและ Edouard Vuillard ร่วมกันออกแบบโปสเตอร์หน้างาน หลังจากนั้นอีก 2 ปี งานของเขาก็ได้รับอิทธิพลจากศิลปะญี่ปุ่นสังเกตได้จากรูปทรงเรขาคณิตบนเสื้อผ้าของนางแบบ และได้จัดแสดงในนิทรรศการของ Utamaro และ Hiroshige ที่ห้องภาพ Durand-Ruel จนเขาได้รับสมญานามในกลุ่ม Les Nabis ว่า Le Nabi le tres japonard หลังประสบความสำเร็จกับแนวทางนี้ เขาก็เริ่มเน้นงานตกแต่งโดยออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผ้า พัด และวัตถุอื่นๆ จนทำให้เขามีชื่อเสียงมากในเวลาต่อมา

Interior Scene 1905

ในปี 1894 เขาเริ่มสร้างงานจิตรกรรมแนวใหม่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปารีส อาทิ อาคาร สัตว์ และภาพเหมือนเป็นครั้งแรกโดยใช้ Marthe ภรรยาเป็นนางแบบก่อนที่จะเริ่มออกแบบกระจกสีตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau ให้กับ Tiffany ในปีต่อมาเขาสามารถจัดนิทรรศการผลงานเดี่ยวได้โดยจัดแสดงทั้งงานจิตรกรรม โปสเตอร์ และภาพประกอบนิยายชื่อ Marieของ Peter Nansen นับจากปี 1896 เป็นต้นมาเขาก็จัดแสดงผลงานเรื่อยๆ โดยมีทั้งจัดแสดงผลงานเดี่ยวและร่วมกับกลุ่ม Les Nabis อาทิ ปี 1905 เขาจัดแสดงผลงานเดี่ยวแนวนู้ดและภาพเหมือน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเน้นสร้างแต่งานนู้ดและภาพเหมือนจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ในปี 1918 เขาและ Renoir ได้รับการเลือกให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมศิลปินฝรั่งเศสรุ่นเยาว์ เมื่อเขาโด่งดังขึ้น เศรษฐานะเขาก็เริ่มดีขึ้นจนสามารถซื้อคฤหาสน์ที่เมืองคานส์ได้ในปี 1925 ชื่อเสียงของกลุ่ม Les Nabis โด่งดังมากจน Bonnard และ Vuillard สามารถไปร่วมจัดแสดงผลงานด้วยกันถึง Art Institute of Chicago สหรัฐฯ ในปี 1938

Woman at her Toilet 1905

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นในปี 1939 เขาต้องอพยพจากปารีสไปอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส ถึงกระนั้นก็ตาม เขายังได้รับการจ้างให้สร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรที่St.Francis de Sales โดยเขาปฏิเสธที่จะรับงานตามคำสั่งของรัฐบาลเยอรมันที่ครอบครองฝรั่งเศสในช่วงสงคราม เขาเสียชีวิตลงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงได้เพียง 2 ปีในปี 1948 หลังเขาเสียชีวิตได้ 1 ปี Museum of Modern Art of New York City ได้จัดนิทรรศการเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับเขาในฐานะที่เขาจะมีอายุ 80 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขามีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ผสมผสานกับอิทธิพลของ Paul Gauguin และ Paul Cezanne ที่เน้นการใช้สีเขียวหรือสีออกทึมๆ มากกว่าสดใส

The Luncheon detail1

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739431

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Les Nabis in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Self Portrait 1906

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงสงสัยว่า Le Nabis คืออะไร Les Nabis เป็นคำที่ถูกเรียกขึ้นครั้งแรกจาก Auguste Cazalis มาจากภาษาฮิบรูที่แปลว่า ผู้พยากรณ์ ไว้ใช้กับกลุ่มศิลปินฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่ทำงานในปารีสในช่วงปี 1888-1900 ซึ่งเป็นกลุ่มเปลี่ยนผ่านระหว่าง Impressionism กับAbstract และ Symbolism ในกลุ่มนี้มีศิลปินเด่นๆ หลายคน อาทิ Pierre Bonnard และ Edouard Vuillard ศิลปินกลุ่มนี้เรียนกับRodolphe Julian ณ Academie Julian ในกรุงปารีส พวกเขาชื่นชมงานและได้รับแรงบันดาลใจ Paul Gauguin ในการสร้างสรรค์งาน ต้นกำเนิดของแนวคิดมาจาก Maurice Denis ได้เขียนบทความจนกลายเป็นหลักของการเคลื่อนไหวทางศิลปะของ Les Nabis คือ ภาพที่จะได้รับการจดจำต้องเป็นงานที่สร้างบนพื้นที่ราบเรียบโดยปกคลุมไปด้วยสีที่มีลำดับที่แน่นอน แนวคิดเรื่องงานจิตรกรรมของ Denis เช่นนี้เริ่มต้นครั้งแรกมาจากแนวคิดของ Hippolyte Taine ที่เขียนไว้ใน The Philosophy of Art ที่กล่าวว่า ภาพวาดคือพื้นผิวสี ซึ่งโทนสีต่างๆ และองศาของแสงต่างๆ จะถูกจัดวางไว้ตามทางเลือกที่แน่นอน นั่นคือสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิด

The Vaudeville Show Magician 1895

กลุ่มศิลปิน Les Nabis ที่เป็นผู้ร่วมให้กำเนิดคนหนึ่งก็คือ Jean Edouard Vuillardเขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1868ที่ Cuiseaux ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นอดีตนายทหารเรือที่ผันมาเป็นผู้เก็บภาษี ส่วนแม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้า เขาเข้าเรียนทางด้านวาทศิลป์และศิลปศาสตร์เพื่อร่างภาพจากงานของ Michelangelo และงานประติมากรรมคลาสสิกที่ Lycee Condorcet อันเป็นสถานที่ที่เขาได้พบกับศิลปินกลุ่ม Les Nabisอีกหลายคน หลังเข้าศึกษาด้านศิลปะ เขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่รับราชการทหารเหมือนอย่างบิดาและตั้งใจที่จะเป็นศิลปิน ในปี 1885 เขาออกจากโรงเรียนและร่วมเปิดห้องภาพกับ Diogene Maillart ณ ห้องภาพที่เคยเป็นของ Eugene Delacroix ทั้งสองได้มีโอกาสเรียนรู้ผลงานเก่า ๆ ของ Delacroix ที่ทิ้งไว้ให้ก่อนที่จะเข้าเรียนที่ Academie Julianในปีเดียวกัน

แม้เขาจะมีพื้นฐานทางด้านศิลปะหลายปี แต่เขากลับไม่สามารถสอบเข้า Ecole des Beaux-Arts สถาบันหลักได้ในการสอบครั้งแรก เขาต้องสอบถึง 3 ครั้งกว่าที่มหาวิทยาลัยจะรับและให้เข้าเรียนกับ Robert-Fleury ในปี 1888 อย่างไรก็ดีเพียงแค่ปีเดียวที่เข้าเป็นนักศึกษา ผลงานภาพเหมือนย่าของเขาก็ได้รับการยอมรับจาก Salon นับจากปี 1889 เขาก็เข้าร่วมสัมมนา และแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่ม Les Nabis อย่างลับๆ สม่ำเสมอ ความที่การสร้างความเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะใหม่ในช่วงเวลานั้นเป็นไปได้ยากและถูกปฏิเสธจาก Salon ทำให้กลุ่ม Les Nabis ต้องตั้งนามแฝงสำหรับแต่ละคนโดย Vuillard ใช้ชื่อว่า NabiZouave

The Visitor 1900

Vuillard เริ่มทำงานด้านศิลปะตกแต่งครั้งแรกโดยทำการตกแต่งโรงละคร ในปี 1891 กลุ่ม Les Nabis ก็เริ่มจัดงานนิทรรศการเป็นของตัวเอง Vuillard ส่งผลงาน
2 ชิ้นเข้าจัดแสดงด้วยและเริ่มได้รับการตอบรับอย่างดี เขาเริ่มงานเขียนนิตยสารด้วยในเวลาเดียวกันและได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการสร้างสรรค์งานแบบLes Nabis ไว้ด้วย ผลงานของกลุ่ม Les Nabisส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะญี่ปุ่นที่จัดแสดงในห้องภาพของ Siegfried Bingผู้จำหน่ายภาพในปารีส เขาได้ซื้อภาพแนวนี้ที่มีขายแบบพิมพ์ด้วยถึง 180 ชิ้น และบางชิ้นนักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นในผลงานของเขา

อิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นเห็นได้ทั่วไปในงานของ Vuillard ตั้งแต่ความเรียบง่ายของรูปแบบ การใช้สีตัดกันฉูดฉาด การไม่มีความลึก รวมไปถึงการใช้เส้นจำนวนน้อย และการหันเหของหน้าออกจากผืนผ้าใบ เขาเน้นการตกแต่งผนังและดอกไม้มากกว่าภาพเหมือนคน นอกจากนั้นเขายังเน้นรับงานตกแต่งเวที โรงละครมากกว่าการสร้างงานจิตรกรรมโดยออกแบบตั้งแต่แผ่นพับ กระจกสี และงานกระเบื้องตกแต่งไว้ตามที่ต่างๆ อาทิ กระจกสีสำหรับตกแต่งบริษัท Louis Tiffanyจานกระเบื้องที่มีรูปผู้หญิงและดอกไม้ เป็นต้น นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้ชมผลงานของVuillard ในช่วงหลังของชีวิตซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะญี่ปุ่นได้อย่างเด่นชัดทั้งการใช้สี และรายละเอียดของสิ่งที่สร้างสรรค์

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737918

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich2

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich2

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Cottage in Normandy 1885

ในปี 1883 Monet ได้เช่าบ้านที่มีสวนและยุ้งข้าวในเมือง Giverny เพราะที่นี่ใกล้โรงเรียนและทำให้เขามีทิวทัศน์ที่ถูกใจในการสร้างสรรค์งานจนที่นี่กลายเป็นสถานที่ต้นแบบของการสร้างงานต่อมาอีกนับ 40 ปี ในปี 1886เขาได้รู้จักกับ Gustave Geffroy ซึ่งได้เขียนบทความเกี่ยวกับ Monet จนทำให้เขาเป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ และสามารถขายผลงานให้กับชาวอเมริกันได้ส่งผลให้ฐานะของเขาดีขึ้นตามลำดับและสามารถซื้อบ้านได้ในปี 1890เมื่อเขาฐานะดีขึ้นอีก เขาก็ลงทุนไปมากมายกับการตกแต่งสวนโดยเป็นทั้งผู้ออกแบบและลงมือทำ อีกทั้งยังจ้างคนสวนมากถึง7 คน เพื่อบันดาลให้สวนและบ่อน้ำเป็นไปอย่างที่ต้องการ ซึ่งคนทั่วโลกได้เห็นต่อมาในผลงานสารพัดชิ้นของเขา ในช่วงเวลานั้นเขาสร้างสรรค์ผลงานจากแบบที่เหมือนๆ กันด้วยวิธีและเวลาที่ต่างกันออกมาด้วยความหวังว่าจะพบภาษาใหม่ๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ และมีอัตลักษณ์เป็นที่จดจำอีกจำนวนมากจนสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวได้ในปี 1898

นับจากเริ่มตกแต่งสวนและบ่อน้ำ เขาเริ่มสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับดอกลิลลี่ โดยเขาเริ่มจัดนิทรรศการผลงานเกี่ยวกับดอกลิลลี่นี้ตั้งแต่ปี 1900 ซึ่งกลายเป็นงานที่เขาสร้างสรรค์มากที่สุดตลอด 20 ปีต่อมา ในปี 1905 หลังจากที่เขาขยายสวนดอกลิลลี่ เขาเริ่มหันเหเข้าสู่ผืนผ้าใบที่ใหญ่ขึ้นจึงทำให้เขาต้องใช้เวลามากขึ้นในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นจนมีผลงานจำนวนชิ้นที่น้อยลง นอกจากบ่อน้ำกับดอกลิลลี่แล้ว เขายังรังสรรค์ผลงานด้วยหัวข้อซ้ำๆ อีกหลายเรื่อง เช่น Waterloo Bridge,Charing Cross Bride, House of Parliamentซึ่งผลงานเหล่านี้ก็มีจัดแสดงอยู่ใน Kunsthaus Zurich และมิวเซียมดังๆ ทั่วโลกจนอาจสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชำนาญเรื่องศิลปะว่าทำไมมีแต่ผลงานชื่อซ้ำๆ จากศิลปินคนเดียวกัน

การสร้างงานเกี่ยวกับดอกลิลลี่ด้วยแสงและเงาสะท้อนที่เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นงานหลักของ Monet ไปเสียแล้ว ยิ่งในช่วงทศวรรษที่ 1910 เขาได้รับคำชื่นชมมากจากงานนิทรรศการที่จัดแสดงเฉพาะดอกลิลลี่ในปี 1909 ที่มีผลงานจัดแสดงมากถึง 250 ชิ้นซึ่งนักวิพากษ์ศิลป์ให้ความเห็นไว้ว่า Monet สามารถบรรลุถึงจุดที่นำนามธรรมมาผสมกับจินตนาการสู่ความเป็นจริงได้อย่างลงตัว

ในปี 1911 Alice ภรรยาคนที่สองของเขาเสียชีวิต และอีก 3 ปีต่อมา Blanche ลูกสาวของ Alice ซึ่งเป็นคนดูแลเขาก็เสียชีวิตตามไปด้วย ส่งผลให้เขาเกิดภาวะซึมเศร้า ซ้ำร้ายในปีเดียวกันเขายังเริ่มเป็นต้อกระจก แต่เขาปฏิเสธการผ่าตัดเลยต้องใช้แว่นแทน ส่งผลให้ความสามารถในการรับรู้สีของเขาเสียหายจนทำให้เขาต้องสวมหมวกเพื่อลดความจ้าของแสงจนฝีแปรงของเขาใหญ่โตขึ้นและโทนสีของภาพมีความมืดลง เขาเริ่มเก็บตัวแต่ยังคงสร้างสรรค์งานแต่ในจำนวนที่น้อยลง ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังประสบความสำเร็จอย่างสูง และเริ่มสร้างงานให้กับรัฐมากขึ้น สายตาของเขาแย่ลงไปเรื่อยๆ และได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดต้อกระจกอีกแต่เขาก็ปฏิเสธอีกครั้ง แต่ยังคงทำงานต่อไปโดยประสบความสำเร็จอย่างสูงจนบางภาพขายได้ถึง2 แสนฟรังก์

ในปี 1923 แม้เขาจะใช้ยาขยายม่านตามานับปีแต่ก็ช่วยทำให้สายตาของเขาดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อสายตาของเขาเป็นอุปสรรคจนทำงานไม่ได้ เขาจึงยอมผ่าตัดตา
หลังผ่าตัดเขาก็ยังคงมีปัญหาเรื่องตาอยู่ดี ทั้งต้องใส่แว่นด้วยอีกต่างหากเนื่องจากในเวลานั้น การใส่เลนส์เข้าไปในลูกตายังไม่เกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องการเห็นภาพเป็นสีฟ้าหมดไป เขาพบว่าผลงานก่อนหน้านี้สีไม่เหมือนจริง เขาจึงตัดสินใจทำลายภาพเขียนเดิมๆ เสีย หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มป่วยอีก เขาเสียชีวิตจากมะเร็งในปอด ในวันที่ 5 ธันวาคม 1926 รวมสิริอายุ 86 ปี ร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่โบสถ์ใน Giverny บนโลงของเขา Clemenceau เพื่อนสนิทของเขาได้วางดอกไม้แทนผ้าดำเพราะเพื่อนรู้ว่า Monet ไม่ชอบสีดำเลยในชีวิต

ในปี 1966 Michel บุตรชายของเขาทำพินัยกรรมมอบบ้าน สวน และบ่อลิลลี่ให้กับ French Academy of Fine Arts หลังการปรับปรุงบ้านและสวน มูลนิธิ Claude Monet ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมบ้านและสวนของเขาได้ในปี 1980 ในพิพิธภัณฑ์ไม่เพียงมีงานของ Monet เท่านั้นยังมีการจัดแสดงงานไม้แนวญี่ปุ่นของ Monet ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสศึกษา และชื่นชมผลงานTheme ดังๆ ของเขาอย่างครบถ้วนโดยชิ้นเก่าๆ ตั้งแต่ปี 1869 ซึ่งเป็นช่วงที่หาชมได้ยากรวมไปถึงผลงานบ่อน้ำและดอกลิลลี่ขนาดใหญ่เต็มห้องที่มีอยู่ถึง 3 ชิ้นเลยทีเดียว

Grainstack in sunlight 1891

Grainstack in sunlight 1891

House of Paliament, sunset 1904

House of Paliament, sunset 1904

Monet’s Garden in Giverny 1895

Monet’s Garden in Giverny 1895

The Water Lily Pond in the Evening 1916

The Water Lily Pond in the Evening 1916

The water lily pond, green reflections 1920

The water lily pond, green reflections 1920

The Water Lily ponds with Irises 1914

The Water Lily ponds with Irises 1914

Waterloo Bridge, sunlight 1899

Waterloo Bridge, sunlight 1899

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736451

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Impressionism ผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่จะได้ชมอย่างจุใจเมื่อมาเยือน Kunsthaus Zurich หอศิลป์ที่มีผลงานแนว Impressionism จำนวนมากจัดแสดงอยู่นั่นคือ Claude Monet เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1840 ณ กรุงปารีสโดยเป็นบุตรคนที่สองของ Claude Adolphe Monet และ Louise Justine Aubree Monet หลังเขาเกิด 5 ปีบิดาเขาย้ายไปอยู่ที่แคว้น Normandy เนื่องจากบิดาของเขาเป็นพ่อค้าขายส่งจึงต้องการให้เขาดำเนินรอยตามด้วยการทำธุรกิจค้าของชำ แต่เขากลับต้องการเป็นศิลปิน เขาจึงขอการสนับสนุนจากมารดา และเข้ารับการศึกษาทางด้านศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี เขาใช้เวลาฝึกฝนเพียงแค่ 4 ปี ก็เริ่มสามารถหาเงินได้จากการเขียนภาพ เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิตในปี 1857 เขาต้องอยู่กับบิดาและน้า ปีต่อมา เขาได้พบกับ Eugene Boudin ซึ่งเขาถือว่าเป็นครูที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของเขาและได้รับการสนับสนุนให้มีทักษะในการวาดภาพกลางแจ้ง ในปี 1859 เขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ Academia Suisse และได้พบกับ Camille Pissarro

อีก 2 ปีต่อมา เขาได้เข้ารับราชการทหารที่ Algeria ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อเขามากเพราะทำให้เขามีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องแสงและสี ปี 1862 เขาป่วยจนต้องออกจากทหารและกลับไปอยู่ปารีสกับบิดา แต่เขาก็ได้รับอนุญาตให้ไปใช้ชีวิตในชนบทบ้างและได้พบกับ Pierre-Auguste Renoir และ Frederic Bazille จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 3 คนรวมทั้ง Alfred Sisley ได้มีโอกาสวาดภาพด้วยกันบ่อยๆ ในช่วงเวลานั้นเขาได้มีโอกาสวาดภาพ Women in Garden ซึ่งเป็นภาพแรกๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับไม่สามารถส่งงานเข้าไปจัดแสดงที่ Salon อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งหลังปี 1868 ด้วยแล้ว เขาแทบไม่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานเลย เพราะกรรมการเห็นว่าผลงานของเขาไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน

Poppy Field 1880

ในปี 1867 Camille Doncieux ชู้รักของเขาได้ให้กำเนิด Jean บุตรชายกับเขา แต่เนื่องจากเขาและชู้รักไม่ได้แต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นราวจึงทำให้บิดาโกรธและตัดการสนับสนุนทางการเงิน เขาจึงต้องย้ายไปอยู่บ้านน้า ความที่เขารักบุตรชายมาก เขาจึงได้สร้างสรรค์งานเกี่ยวกับคนในครอบครัวไว้หลายชิ้น เช่น Child with cup, a portrait of Jean Monet ต่อมา Louis-Joachim Gaudibert นักสะสมงานศิลปะได้ช่วยให้เขาสามารถกลับมาคืนดีกับ Camille และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนที่กลมกลืนไปกับภาพกลางแจ้ง เขาสามารถขายงานหลายชิ้นให้กับ Gaudibert จนทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก่อนที่จะมาได้รับการสนับสนุนจาก Gustave Caillebotte นักสะสมงานศิลปะอีกคนหนึ่ง ในที่สุดในวันที่ 28 มิถุนายน 1870 เขาก็ได้แต่งงานกับ Camille เขาและครอบครัวเดินทางหนีสงคราม Franco-Prussia ไปอยู่ที่ลอนดอนและเนเธอร์แลนด์ เขาได้กลับไปพบกับ Pissarro อีกครั้ง อีกทั้งยังได้พบกับ PaulDurand-Ruel นายหน้าขายภาพ เขาได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของ J.M.W.Turner และได้ใช้งานของ Turner เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานในเวลาต่อมา

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1871 เขาถูกปฏิเสธในการขอเข้าร่วมส่งผลงานในนิทรรศการ RoyalAcademy ประกอบกับบิดาเสียชีวิต เขาเลยพาครอบครัวย้ายไปอยู่ Argenteuil และได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานที่นั่นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาในปี 1874 เขาเซ็นสัญญาเช่าบ้าน 6 ปีครึ่ง และย้ายไปอยู่บ้านใหม่ในเมืองเดิม และได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานจากที่นี่เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะภาพ panoramic ขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ฐานะของเขาก็ลุ่มๆ ดอนๆ เนื่องจากผู้สนับสนุนใหญ่หยุดการสนับสนุน เขาขายภาพได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังพยายามร่วมกับเพื่อนกลุ่ม Impressionist จัดแสดงผลงานภายใต้ชื่อกลุ่ม Anonymous Society of Painters, Sculptors and Engravers เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต่อต้านจาก Salon เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าศิลปินอื่นๆ ในกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลงานแนวทิวทัศน์ที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์

ในนิทรรศการครั้งแรกที่เก็บเงินค่าเข้าชม60 ฟรังซ์ ในปี 1874 นั้น แม้ Louis EdmondDuranty จะชื่นชมว่าผลงานของ Monet ถือเป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง แต่นักวิจารณ์ศิลป์ส่วนใหญ่วิพากษ์อย่างเสียหายจึงทำให้เขาไม่สามารถขายงานได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้จะตั้งราคาไว้เพียงแค่ชิ้นละ 1,000 ฟรังซ์ ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังเข้าร่วมจัดแสดงผลงานเช่นนี้ต่ออีก3 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถขายภาพได้เลย ทั้งMonet, Renoir, Pissarro, Morisot, Cézanneและ Sisley ต่างทดลองแนวทางใหม่ที่เน้นความจริงและปฏิเสธความมืดโดยเน้นการใช้แสงให้ดูโรแมนติก เหมือนจริงและดูสดใส หลังให้กำเนิด Michel บุตรชายคนที่สองในปี 1878 สุขภาพของภรรยาเขาทรุดโทรมลงมากMonet จึงจำเป็นต้องย้ายครอบครัวไปอยู่ Vetheuil ที่ซึ่งเขาต้องไปเช่าบ้านอยู่กับ Ernest Hoschede เจ้าของห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็นผู้อุปถัมภ์คนใหม่และได้จ้างเขาสร้างสรรค์ผลงาน 4 ชิ้น โชคร้ายภรรยาของเขาเสียชีวิตในปีต่อมา ซ้ำผู้อุปถัมภ์ก็ล้มละลายทำให้เขาต้องย้ายออกจากบ้านกลับไปอยู่ปารีส

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมผลงานในช่วงต้นของชีวิตเขาจำนวนหนึ่งไม่มากนัก แต่ก็ยังสามารถเห็นพัฒนาการของฝีไม้ลายมือได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะ The Dinner ปี 1869 แทบจะไม่เชื่อเลยว่าเป็นผลงานของ Monet เลยทีเดียว

Poppy Field near Vetheuil 1879

Poppy Field near Vetheuil 1879

The Dinner 1869

The Dinner 1869

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfred Sisley in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735076

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfred Sisley in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Alfred Sisley in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Barges at Saint Mammes 1885

ใน Kunsthaus Zurich ยังมีผลงานของศิลปินผู้ร่วมให้กำเนิดศิลปะแนว Impressionism อีกจำนวนมากอีกผู้หนึ่งนั่นคือ Alfred Sisley เขาเกิดในปารีสกับครอบครัวคหบดีชาวอังกฤษ William Sisley บิดาของเขาเป็นพ่อค้าขายไหม ส่วนแม่ของเขา Felicia Sell เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี เมื่อเขาอายุ 18 ปี เขาถูกส่งไปลอนดอนเพื่อศึกษาด้านธุรกิจ แต่เขากลับละทิ้งมันไปหลังจากเรียนไปได้ 4 ปีและหวนกลับไปปารีสในปี 1861

ในปี 1862 เขาเข้าเรียน Ecole des Beaux-Arts ณ กรุงปารีสในห้องภาพของ Marc-Charles-Gabriel Gleyre ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักคุ้นเคยกับ Frederic Bazille, Claude Monet, และ Pierre-Auguste Renoir เขาเริ่มเขียนภาพทิวทัศน์ ณ ตำแหน่งต้นแบบแทนที่จะทำให้เสร็จในห้องภาพเพื่อให้สามารถที่จะจับเอาแสงในเวลาที่วาดได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นจริงส่งผลให้ผลงานมีสีสันมากกว่า แต่ทำให้ผลงานของเขามีความแปลกแยกและขาดโอกาสในการจัดแสดงและขาย ผลงานของพวกเขามักถูกปฏิเสธในการนำไปจัดแสดงตามแนวทางการตัดสินของ Salon ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็ยังคงมีฐานะดีกว่าศิลปินอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันเพราะได้รับเงินช่วยเหลือจากบิดา

Barges at Saint Mammes detail1

ในปี 1866 เขาแต่งงานกับ Eugenie Lescouezec และมีบุตรชายหญิงอย่างละคน เขาเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น ในปี 1868 งานของเขาเริ่มได้รับการยอมรับและได้รับการจัดแสดงในนิทรรศการ แต่กลับไม่สามารถขายได้ เมื่อสงคราม Franco- Prussia ปะทุขึ้นในปี 1870 ธุรกิจของพ่อเขาเริ่มไม่ดีเหมือนแต่ก่อน ซ้ำเขายังไม่สามารถขายภาพได้ทำให้เขาต้องอยู่อย่างยากจน แม้บางครั้งเขาได้รับการสนับสนุนจากคหบดีจนทำให้เขาสามารถเดินทางไปอังกฤษได้บ้างเป็นบางครั้ง เช่น ในปี 1874 ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ในปารีส ก่อนย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้ Moret-sur-Loing ใกล้ป่า Fontainebleau ซึ่งเขาใช้เป็นแบบในการสร้างสรรค์งาน ในปี 1897 เขาได้ย้ายไปอยู่ Penarth อังกฤษและได้วาดภาพเกี่ยวกับทะเลและหน้าผาถึง 6 ภาพ ก่อนย้ายไป Osborne Hotel ที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าว Langland ซึ่งเขาได้วาดภาพบริเวณนี้ไว้ถึง 11 ภาพ แล้วจึงย้ายกลับมาฝรั่งเศสเพื่อขอสัญชาติ แต่เขากลับถูกปฏิเสธ เขาเสียชีวิตในวันที่ 29 มกราคม 1899 ด้วยวัยเพียงแค่ 59 ปีด้วยมะเร็งที่คอ

Barges at Saint Mammes detail2

แม้ไม่มีบันทึกว่าเขาได้รู้จักกับ J.M.W Turner และ John Constable หรือไม่ในขณะที่อาศัยอยู่ในลอนดอน แต่นักวิจารณ์ศิลป์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ผลงานของศิลปิน 2 คนนี้มีอิทธิพลต่องานของเขาอยู่ไม่น้อย ไม่นับรวม Gustave Courbet และ Jean-Baptiste-Camille Corot แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจจาก Camille Pissarro และ Edouard Manet แน่นอน หากนักท่องเที่ยวสังเกตดูจะพบว่า การที่เขามีชื่อเสียงไม่มากเท่ากับศิลปินแนว Impressionism อื่นโดยเฉพาะ Claude Monet และ Pierre Auguste Renoir ก็เพราะผลงานของเขาคล้ายคลึงกันทั้งในสไตล์และการใช้สีกับ Monet มากจึงถูกบดบังรัศมี ยิ่งกว่านั้นวิธีการในการเลือกสถานที่ในการวาด และสียังคล้ายคลึงมากกับ Pissarro แต่ใช้สีที่หมองหม่น และอ่อนกว่าทำให้ผลงานของเขาอาจดูจืดชืด หาเอกลักษณ์ได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้บางภาพเขาจะวาดท้องฟ้าได้ดูสดใสมีชีวิตชีวา และมีรายละเอียดมากมายก็ตาม แต่การวาดแต่ทิวทัศน์ธรรมชาติกลางแจ้งเพียงอย่างเดียวก็เป็นทำให้ยากในการจดจำไปสักหน่อย

Summer at Bougival 1870

Summer at Bougival detail1

Summer at Bougival detail2

The Road 1885

The Road to Saint Germain detail1

The Road to Saint Germain detail2

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อบัลเลต์ in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733524

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อบัลเลต์ in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : เจ้าพ่อบัลเลต์ in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Ludovic Lepid and his Daughters 1871

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีผลงานแนว Impressionism ของศิลปินดังๆ อาทิ Pierre Auguste Renoir, Alfred Sisley และ Camille Pissarro แล้ว ที่นี่ยังมีงานของเจ้าพ่อบัลเลต์ หรือ Edgar Degas อีกเป็นจำนวนมาก เขาเกิดในกรุงปารีสในครอบครัวนายธนาคารโดยเป็นบุตรชายคนโตของพี่น้อง 5 คน เขาเข้าเรียนที่ Lycee Louis-Le-Grand เมื่ออายุ 11 ขวบ หลังมารดาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุได้เพียง 13 ปีเขาก็เริ่มหัดวาดภาพระหว่างเรียนหนังสือเขาลงทะเบียนเป็นนักลอกแบบของ Louvre Museum หลังจบการศึกษาด้านวรรณคดีในปี 1853 เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาก็เปลี่ยนห้องนอนของตัวเองเป็นห้องภาพ แม้เขาจะชอบศิลปะมากกว่า แต่เขาก็ยอมเข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปารีสตามความต้องการของบิดา แต่กลับไม่ใส่ใจในการเรียนมากนัก

ในปี 1855 เขาได้รู้จัก Jean-Auguste-Dominique Ingres ศิลปินดังชาวฝรั่งเศสที่สอนให้เขาหมั่นฝึกฝนและวาดเส้นจากความทรงจำซึ่งเขาจดจำได้ตลอดชีวิต ในเดือนเมษายนเขาสามารถเข้าเรียนที่ Ecole des Beaux-Arts และเรียนภาพร่างกับ LouisLamothe ปีรุ่งขึ้นเขาเดินทางไปอิตาลีเพื่อฝึกฝนคัดลอกงานของ Michelangelo,Raphael และ Titan และอาศัยอยู่กับน้าที่เนเปิลอยู่ 3 ปี ซึ่งเขาสามารถสร้างสรรค์งานระดับmasterpiece ชิ้นแรกที่ชื่อ The Bellelli Familyได้ที่นั่น เขาย้ายกลับมาอยู่ปารีสในปี 1859และเริ่มสร้างสรรค์งานอีกหลากหลายแนวในปี 1865 เขาเดินทางไปนอร์มังดี ฝรั่งเศสเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับม้าส่งผลให้เขาสามารถสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับสงครามได้ดีเสียจนกระทั่งสามารถส่งงาน Scene of War in theMiddle Ages เข้าจัดแสดงนิทรรศการได้เป็นครั้งแรก นับจากนั้นเขาก็สามารถส่งงานเข้าจัดแสดงได้ทุกปีติดกันถึง 5 ปี โดยแต่ละปีจะมีผลงานต่างแนวกันโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินที่ต่างกัน อาทิ Edouard Manet และ Velazquez

After the Bath 1896

ในช่วงสงคราม Franco-Prussia ปี 1870 เขาสมัครเข้าเป็นทหารจึงไม่มีเวลาที่จะวาดภาพ หลังสงคราม เขาย้ายไปอยู่ NewOrleans ร่วมกับญาติๆ อีกหลายคน และได้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมดังๆ ออกมาหลายชิ้น หลังเขากลับไปอยู่ปารีสในปี 1873 เนื่องจากบิดาของเขาเสียชีวิต และพี่ชายของเขาก็ติดหนี้สินเป็นจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจขายบ้านและงานศิลปะที่ได้รับมรดกเพื่อใช้หนี้และรักษาชื่อเสียงของครอบครัว นับจากนั้นมาเขาก็ต้องยังชีพจากการขายผลงานเท่านั้น เขาจึงเน้นไปที่การเขียนภาพที่เกี่ยวเนื่องกับบัลเลต์ เพราะเขาขายได้จำนวนมากถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับปฏิเสธที่จะส่งงานไปจัดนิทรรศการกับ Salon ซึ่งเน้นศิลปะที่เป็นแบบแผน แต่กลับเข้าร่วมกลุ่มกับศิลปินรุ่นเยาว์แนว Impressionism

ระหว่างปี 1874-86 กลุ่มศิลปินแนวImpressionist ได้จัดนิทรรศการถึง 8 ครั้งโดยเขาได้เข้าร่วมจัดแสดงผลงานและเป็นผู้นำของกลุ่ม แม้นักวิจารณ์ศิลป์บางคนเห็นว่าเขาเป็นกลุ่มต่อต้าน Impressionism เพราะเขาจะไม่เน้นงานกลางแจ้ง เฉกเช่นงานของศิลปินแนว Impressionism คนอื่นๆ เมื่อเขาสามารถขายงานจิตรกรรมของตัวเองได้จากการส่งผลงานไปจัดแสดงร่วมกับกลุ่ม Impressionismเขาก็เริ่มมีฐานะดีขึ้นและเริ่มสะสมงานของศิลปินอื่นๆ อาทิ El Greco, Manet, Pissarro,Cezanne ฯลฯ ในทศวรรษที่ 1880 เขาเริ่มหันมาสนใจการถ่ายภาพด้วยโดยเริ่มต้นจากการถ่ายภาพเพื่อนและคนรอบตัวก่อน

Little Dancer 1881

ยิ่งอายุมากขึ้นเขาเริ่มแยกตัวกับเพื่อนฝูง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเขามีแนวคิดรังเกียจชาวยิวซึ่งทำให้เพื่อนฝูงชาวยิวหนีหาย และเพื่อนคนอื่นๆ ก็พลอยอึดอัดกับความเห็นของเขาไปด้วย นับจากปี 1890 เป็นต้นมา สายตาของเขาย่ำแย่ลงมากจนเป็นอุปสรรคกับการสร้างงานจิตรกรรม เขาจึงหันมาทำงานประติมากรรมแทนจวบจนปี 1912 เมื่อเขาถูกไล่ออกจากบ้านและต้องไปเร่ร่อนบนถนนในกรุงปารีสและเสียชีวิตในเวลาที่เกือบจะตาบอดสนิทในเดือนกันยายนปี 1917

นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับผลงานของเขาจะทราบดีว่า แม้ผลงานของเขาซึ่งมักเป็นรูปคนเต้นบัลเลต์ เรื่องเกี่ยวกับบัลเลต์ และเรื่องราวในห้องแคบๆ เล็กๆ จะมีเนื้อหาแตกต่างจากสิ้นเชิงกับศิลปินแนว Impressionism อื่นส่วนใหญ่ที่เน้นการสร้างงานกลางแจ้งก็ตามแต่ลักษณะการเน้นในเรื่องฝีแปรงที่คมชัดการเล่นกับแสงและเงา ก็เป็นแนวทางศิลปะแบบ Impressionism อย่างไม่ต้องสงสัยนอกจากนี้เขายังสร้างงานได้อย่างมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครชนิดที่เห็นแค่หลังของผู้หญิง หรือองค์ประกอบของภาพเท่านั้น ก็สามารถที่จะยืนยันได้เลยว่าเป็นผลงานของ Degas ใน KunsthausZurich ก็มีผลงานที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นบัลเลต์ม้า หรือเรื่องราวในห้องแคบๆ อยู่อย่างครบถ้วน เขาแทบจะเป็นศิลปินคนเดียวในโลกก็ว่าได้ที่ผูกขาดการสร้างงานทั้งจิตรกรรม และประติมากรรมเกี่ยวกับบัลเลต์จึงคู่ควรกับสมญานามเจ้าพ่อบัลเลต์เลยทีเดียว

Before the Start 1880

Dancers in the Foyer 1889

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732008

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Camille Pissarro in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Regetta at Hampton Court 1873

ใน Kunsthaus Zurich นอกจากจะมีงานแนวImpressionism ของ Manet และ Renoir แล้วที่นี่ยังมีงานของ Camille Pissarro อยู่อีกเป็นจำนวนมาก เขาเกิดในวันที่ 10 กรกฎาคม 1830 ที่เกาะ St.Thomas ในครอบครัวที่บิดาFrederick Abraham Gabriel Pissarro เป็นชาวโปรตุเกส-ยิว แต่ถือสัญชาติฝรั่งเศส กับมารดาที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสยิว พ่อของเขาเป็นพ่อค้าที่เดินทางมาถึงเกาะ St.Thomas เพื่อขายขายฮาร์ดแวร์แทน Issac Petit ลุงของเขาที่เสียชีวิต พ่อของเขาจึงตัดสินใจแต่งงานกับภรรยาของลุงจนก่อให้เกิดความวุ่นวายในชุมชนยิวที่เกาะ St.Thomas เพราะการแต่งงานใหม่ของหญิงหม้ายผิดกฎหมายยิวถึงกระนั้นก็ตาม พ่อของเขาก็มีลูกใหม่ถึง 4 คน

เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี ก็ถูกส่งไปเรียนหนังสือที่ Savary Academy ใกล้ปารีส ฝรั่งเศส และได้เข้าเป็นเด็กฝึกงานกับศิลปินฝรั่งเศส หลังจบการศึกษา เขากลับไปอยู่เกาะ
St.Thomas เพื่อทำงานเสมียนให้กับร้านของพ่อแต่เขายังคงใช้เวลาว่างฝึกฝนงานศิลปะ งานในช่วงนั้นของเขาได้รับแรงบันดาลใจจาก James Gay Sawkins ศิลปินชาวอังกฤษ เมื่อเขาอายุได้ 21 ปี เขาได้รับแรงผลักดันจาก Fritz Melbye ให้ทำงานเป็นจิตรกร เขาเลยตัดสินใจละทิ้งครอบครัวย้ายไปอยู่เวเนซุเอลาเพื่อใช้เวลาเรียนรู้ศิลปะและทำงานเป็นจิตรกรกับ Melbye ถึง 2 ปี ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่ Caracas และ La Guaira นั้น เขาวาดทุกอย่างที่พบเห็นทั้งแนวทิวทัศน์ และหมู่บ้านจนมีภาพร่างมากมาย ในปี 1855 เขาย้ายกลับมาปารีสเพื่อเป็นผู้ช่วย Anton Melbye น้องชายของ Fritz Melbye และเรียนรู้ผลงานของศิลปินอีกหลายคน อาทิ Courbet, Charles-Francois Daubigny, Jean-francois Melletและ Carot อีกทั้งยังเข้าเรียนศิลปะอย่างจริงจังกับอาจารย์ใน Ecole des Beaux Arts และ Academia Suisse แต่เขากลับไม่ประทับใจ

Peasant woman carding wool 1875

ในปี 1863 ผลงานของเกือบทั้งกลุ่มถูกปฏิเสธจาก Salon เหล่าศิลปินรุ่นใหม่จึงหันไปจัดนิทรรศการที่ Salon desRefuses ที่ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 สร้างขึ้นใหม่ให้ศิลปินนอกกระแสได้จัดแสดงผลงานแทนซึ่งทำให้ผลงานของเขาและ Cezanneยังได้รับการจัดแสดงบ้าง ถึงกระนั้นก็ตามนักวิจารณ์ศิลป์ก็วิพากวิจารณ์ผลงานพวกเขาอย่างเผ็ดร้อน ปลายทศวรรษที่ 1860 เขากำลังคลั่งไคล้ภาพพิมพ์ญี่ปุ่นซึ่งกลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการสร้างงานแนวทดลองของเขา หลังสงครามเขาย้ายกลับไปอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งและพบว่าผลงานกว่า 1,500 ชิ้นที่เขาสร้างสรรค์ไว้กว่า 20 ปีหลงเหลือเพียงแค่ 40 ชิ้นเท่านั้น นอกนั้นถูกทำลายไปหมดด้วยฝีมือของทหาร นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนรุ่นหลังส่วนใหญ่คิดถึง Pissarro ในแง่ศิลปินเด่นดังแนว Impressionismน้อยกว่า Monet เขาหวนกลับมาสร้างสัมพันธภาพกับศิลปินแนวImpressionism ใหม่ทั้ง Cezanne,Monet, Manet, Renoir และ Degasอีกทั้งยังช่วยพยายามจัดตั้งสมาคมขึ้นเพื่อให้ได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน

ในทศวรรษที่ 1880 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการวาดภาพโดยหันกลับไปวาดภาพวิธีชีวิตของชนบทซึ่งเขาเคยทำสมัยอยู่เวเนซุเอลาในช่วงเวลานั้น เขาได้สอน Gauguinซึ่งกำลังเป็นนายหน้าขายหุ้นให้เป็นจิตรกร ในช่วงปลายของชีวิต เขามีปัญหาติดเชื้อที่ตาซ้ำไปซ้ำมาส่งผลให้เขาไม่สามารถทำงานกลางแจ้งได้ยกเว้นในช่วงที่อากาศอบอุ่น เขาต้องวาดภาพกลางแจ้งจากห้องในโรงแรมโดยเขาจะเลือกห้องชั้นบนๆ จะได้เห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล และย้ายโรงแรมไป-มาแถวๆ ทางเหนือของฝรั่งเศส เขาเสียชีวิตในกรุงปารีสในปี 1903

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า Pissarro เป็นศิลปินแนว Impressionism ที่คงเส้นคงวาในแง่เนื้อหา เพราะเขาเน้นการวาดภาพทิวทัศน์กลางแจ้งโดยเน้นแสงเงา และสีเขียว ทั้งยังมีรายละเอียดที่มากมาย แต่ฝีแปรงไม่เด่นชัด แต่เนื่องจากงานของเขาค่อนข้างขาดความหลากหลายดังตัวอย่างใน Kunsthaus Zurichและงานแนวทิวทัศน์ยากแก่การจดจำจึงทำให้แม้เขาจะมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่เด่นมากเท่าMonet, Renoir และ Degas

Regetta at Hampton Court detail1

Regetta at Hampton Court detail2

The Conversation, Louveciennes 1870

The Conversation, Louveciennes detail

The Road to Osny at Pontoise, Hoar Frost 1870

The Road to Versailles 1870

View of the Village Marly le Roi 1870

View of the Village Marly le Roi detail1

View of the Village Marly le Roi detail2

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730573

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Auguste Renoir in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Study after a Statuette of Maillol 1907

ผลงานของศิลปินที่ Emil Buhrle สะสมมาเป็นจำนวนมากผู้หนึ่งก็คือ Pierre Auguste Renoir เขาเกิดที่ Limoges ฝรั่งเศสในปี 1841 จากครอบครัวที่มีบิดา Leonard Renoir เป็นกะลาสีเรือ หลังเขาเกิดได้ 3 ปี พ่อของเขาก็ย้ายมาอยู่บนถนน d’Argenteuil ปารีสใกล้กับ Louvre มิวเซียมที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส แม้เขาจะมีความปรารถนาที่จะวาดภาพ แต่เขากลับเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงจนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะนักร้องในโบสถ์ แต่เนื่องจากพ่อของเขาประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทำให้เขาต้องเลิกเรียนดนตรี และลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปสมัครงานเป็นผู้ช่วยช่างในโรงงานกระเบื้อง

เขาเบื่อหน่ายงานช่างมาก และชอบหลบไปอยู่ในหอศิลป์ Louvre เจ้าของโรงงานเลยแจ้งให้บิดาเขาทราบ และส่งเสริมให้เขาเตรียมตัวเข้าเรียนใน Ecole des Beaux Arts เมื่อโรงงานหันมาใช้เครื่องจักร เขาเลยต้องหางานใหม่ และเริ่มสร้างงานจิตรกรรมไว้ให้กับพวกมิชชั่นนารี ในปี 1862 เขาเข้าเรียนกับ Charles Gleyre และได้พบกับ Alfred Sisley, Frederic Bazille และ Claude Monet แต่ในทศวรรษที่ 1860 นั้น ชีวิตของเขากลับเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่มีแม้แต่เงินที่จะซื้อสี แม้เขาจะเริ่มจัดแสดงผลงานได้ตั้งแต่ปี 1864 แต่วงการศิลปะกลับรู้จักเขาค่อนข้างน้อยอันเป็นผลมาจากสงคราม Franco-Prussia เขาเริ่มประสบความสำเร็จในปี 1868 จากความสามารถในการจัดแสดงผลงาน Lise with a Parasol ซึ่งเป็นภาพเขียนแฟนของเขาเอง

The Source 1906

ในปี 1871 ในขณะที่เขากำลังวาดแม่น้ำแซนอยู่ ชาวบ้านคิดว่าเขาเป็นสายลับจึงไล่เขาออกจากพื้นที่ส่งผลให้เขาสูญเสียพื้นที่ในการวาดรูปโปรด ในช่วงเวลานั้น เขาชื่นชอบงานของ Camille Pissarro และ Edouard Manet อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางศิลปะแบบเก่า เขาเลยนำงาน 6 ชิ้น เข้าร่วมกับ Monet, Sisley,Pissarro และ Manet ในการจัดแสดงผลงานแนวImpressionism ขึ้นครั้งแรกในเดือนเมษายน 1874 แม้นักวิจารณ์ศิลป์จะไม่ชื่นชอบการจัดแสดงผลงานครั้งนั้น แต่ผลงานของเขา 2 ชิ้นกลับได้ถูกนำไปจัดแสดงต่อที่ลอนดอนในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นเขาได้ส่งผลงานเข้าจัดแสดงในงาน Impressionism อีกหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนักจึงหวนกลับมาส่งผลงานในการจัดแสดงของ Salon ที่จัดแสดงงานศิลปะกระแสหลักจนสิ้นทศวรรษที่ 1870 เขาเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น ในปี 1881 เขาเดินทางไป Algeria และได้รู้จักกับ Eugene Delacroixก่อนเดินทางไปมาดริดเพื่อชมผลงานของ Diego Velazquez หลังจากนั้นเขาเดินทางไปหลายเมืองในอิตาลีก่อนไปพบกับ RichardWagner ที่ Palermo และมีโอกาสวาดภาพเหมือนของ Wagner เสร็จใน 35 นาทีจนทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นไปอีก แต่โชคร้ายเขาไปป่วยเป็นปอดอักเสบที่ Algeria ซึ่งทำให้ปอดของเขาถูกทำลายไปอย่างถาวร หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับมาอยู่ปารีสและอาศัยอยู่ที่ Montmartre และได้ว่าจ้าง Suzanne Valadonเป็นนางแบบ เธอได้ทำงานกับเขาอยู่ชั่วระยะหนึ่งและได้เรียนรู้เทคนิคในการวาดรูปของ Renoir และพัฒนาตนเองจนได้เป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ในปี 1887 อันเป็นปีที่พระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษฉลองราชย์ครบ 50 ปี เขาได้บริจาคผลงานหลายชิ้นให้กับ French Impressionist Painting เพื่อแสดงความจงรักภักดี

The Source detail 1

ในปี 1890 เขาได้แต่งงานกับ Aline Victorine Charigot ช่างตัดเสื้อที่มีอายุน้อยกว่าเขาถึง 20 ปีที่เคยมีบุตรด้วยกันมาแล้วตั้งแต่ปี 1885 หลังแต่งงานเขาใช้ภรรยาเป็นนางแบบอีกหลายครั้ง อีกทั้งยังใช้ลูกและพยาบาลเป็นนายแบบและนางแบบให้เขาด้วย เขามีบุตรกับภรรยาถึง 3 คนคือ Pierre Renoir ซึ่งต่อมาเป็นนักแสดง Jean Renoir ซึ่งต่อมาเป็นผู้กำกับ และ Claude Renoir ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินที่ใช้เซรามิกสร้างสรรค์งาน

ในปี 1892 เขา เริ่มป่วยเป็นโรครูมาติสซั่มจึงจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ในที่มีอากาศอบอุ่นที่ฟาร์มในหมู่บ้าน Cagnes-sur Mer แคว้น Provence-Alpes-Cote d’Azur ใกล้ทะเลสาบเมดิเตอร์เรเนียนในช่วง 20 ปีสุดท้าย เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความพิการจากโรคข้อนี้ทั้งส่วนของมือ ไหล่ และหลัง จนทำให้เขาต้องเปลี่ยนเทคนิคในการวาดภาพ แม้ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต เขาแทบจะใช้มือไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ยังพยายามสร้างสรรค์ผลงานอยู่ด้วยวิธีการหมุนเฟรมภาพแทนการใช้มือขีดเขียนลงบนผ้าใบเฉกเช่นคนปกติ

นักท่องเที่ยวที่ได้ยลผลงานของ Renoir ใน Kunsthaus Zurich จะเห็นพัฒนาการฝีมือของศิลปินได้อย่างเด่นชัดและสามารถทราบได้เลยว่าเขาสามารถที่จะพัฒนาถึงขีดสุดได้ในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถคงความสามารถได้อยู่นานแม้ในเวลาที่เจ็บป่วยหนัก ผลงานภาพท้ายๆ ก็ยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอันทำให้ผู้ที่คุ้นเคยกับผลงานของเขาทราบได้ทันทีที่เห็นฝีแปรงโดยเฉพาะสีผิวที่เนียนนุ่มน่าสัมผัสซึ่งไม่มีศิลปินคนใดในโลกที่จะเลียนแบบได้จนทำให้ผู้ชมอยากเป็นผู้หญิงของ Renoir เลยทีเดียว

The Source detail 2

Dahleien 1890

Dahleien 1890

Little Irene 1880

Little Irene 1880

Summer Hat 1893

Summer Hat 1893

Madame Jose Berheim and her son Henry 1910

Madame Jose Berheim and her son Henry 1910