แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Manet in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729010

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Manet in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Manet in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Swallows

ใน Kunsthaus Zurich มีผลงานของ Modernist ผู้หนึ่งที่เป็นต้นกำเนิดของศิลปะแนวImpressionism อยู่จำนวนมากนั่นคือ EdouardManet เขาเกิดในวันที่ 23 มกราคม 1832ณ กรุงปารีส ในครอบครัวผู้มีอันจะกิน ณ แมนชั่นบนถนน Rue des Petits Augustins กับมารดาEugenie-Desiree Fournier บุตรสาวของข้าราชการที่เป็นแม่บุญธรรมของเจ้าชาย Charles Bernadotte แห่งราชสำนักสวีเดน ส่วนพ่อของเขาก็คือ Auguste Manet ที่มีอาชีพเป็นผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศส แม้พ่อของเขาต้องการให้เขาเป็นผู้พิพากษา แต่เขากลับตาม Edmond Fournier ลุงของเขาไปฝึกวาดภาพที่Lourve ในปี 1841 เขาเข้าเรียนชั้นมัธยมที่College Rollin อีก 3 ปีต่อมา เขาได้เข้าเรียนพิเศษทางด้านการวาดกับAntonin Proust ซึ่งต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศิลปะและได้กลายเป็นเพื่อนของเขาในเวลาต่อมา ในปี 1848 บิดาของเขาแนะนำให้เข้าเรียนเป็นกะลาสีเรือกับเรือที่ไปยัง Rio de Janeiroแต่เขาสอบตกถึง 2 ครั้ง บิดาของเขาจึงยอมแพ้และยอมให้เขาเข้าเรียนศิลปะตามความปรารถนา

เขาเข้าเรียนกับ Thomas Coutureตั้งแต่ปี 1850 ถึง 1856 และฝึกวาดภาพงานรุ่นเก่าที่ Louvre ไปพร้อมกันนอกจากนี้ เขายังเจียดเวลาเดินทางไปยังเยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ เพื่อศึกษาผลงานของ Frans Hals, DiegoVelazquez และ Francisco Jose deGoya หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาก็เปิดห้องภาพในปี 1856 ฝีแปรงของเขาจะออกแนวหลวมๆ ไม่ค่อยมีรายละเอียดและไม่ค่อยเห็นเส้นตัดที่ชัดเจน นอกจากนี้เขายังเลียนแบบผลงานแนว Realism ของ Gustave Courbet โดยเฉพาะภาพที่เกี่ยวข้องกับขอทาน นักร้อง ยิปซี มาทาดอร์และเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา นิยายปรัมปรา และประวัติศาสตร์ เขาสามารถส่งผลงานเข้าจัดแสดงจนได้รับการยอมรับในระดับประเทศตั้งแต่ปี 1861

A Garden Nook at Bellavue

ผลงานชิ้นแรกของเขาที่เริ่มเป็นที่ฮือฮาก็คือ Music in the Tuileries ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Hals และ Velazquez แต่ก็เริ่มมีแนวทางพิเศษเป็นของตัวเอง นักวิจารณ์ศิลป์บางคนเห็นว่า ภาพนี้เหมือนงานที่วาดไม่เสร็จแต่หลายคนก็เห็นว่า มันมีความพิเศษแตกต่างจากสวนนี้ที่ศิลปินคนอื่นวาดตรงที่มันดูครึกครื้นราวกับกำลังมีดนตรี หรือได้ยินเสียงสนทนากันเลยทีเดียว ผลงานที่เริ่มสร้างชื่อที่สุดของ Manetก็คือ The Luncheon on the Grass ที่เขาส่งไปจัดแสดงที่ Salon des Refuses ซึ่งเป็น Salonที่จักรพรรดินโปเลียนที่สามเป็นผู้ก่อตั้งเพื่อแก้ปัญหาสถานที่จัดแสดงผลงานที่ไม่ใช่กระแสหลัก เขาจ้าง Victorine Meurent ภรรยาของเขา และน้องเขยเป็นแบบให้กับภาพนี้ ภาพนี้มีความแปลกประหลาดตรงที่มีชายใส่เสื้อผ้าคู่กับหญิงไม่ใส่เสื้อผ้าอยู่ในฉากเดียวกันในสวนซึ่งกลายเป็นของแปลกใหม่ที่แยกตัวเขาออกจาก Courbet ยิ่งกว่านั้น แนวทางในการสร้างสรรค์งานยังแตกต่างจากกระแสหลักตรงที่ไม่เน้นความเรียบร้อย แต่เน้นอารมณ์และแสงซึ่งถือเป็นภาพแนว Impressionism แรกๆ

หลังบิดาเสียชีวิตในปี 1862 เขาได้แต่งงานกับ Suzanne Leenhoff ครูสาวชาวดัทช์ ที่อายุมากกว่า 2 ปี และรู้จักกันมากว่า 10 ปี ที่โบสถ์โปแตสแตนท์ แม้ว่าเธอจะเคยเป็นชู้รักของบิดาและครูสอนเปียโนของน้องชายเขาเองก็ตาม ในช่วงเวลานั้น Manet ได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับกลุ่มศิลปินแนว Impressionism หลายคน อาทิ Edgar Degas, Claude Monet, Pierre-Auguste Renoir, Alfred Sisley, Paul Cézanne,และ Camille Pissarro เขาเป็นคนโชคร้าย เพราะสุขภาพเขาย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็วและเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงร่วมกับอัมพฤกษ์ที่ขาตั้งแต่อายุ 40 กว่าปีเท่านั้น แม้เขาจะได้รับการรักษาแบบ hydrotherapy แต่เขาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดความสามารถในการทรงตัวจากผลข้างเคียงของซิฟิลิส นับจากเริ่มป่วย เขาหันมาสร้างสรรค์งานชิ้นเล็กลง และเน้นไปที่ภาพเหมือนพวกผักผลไม้ ในเดือนเมษายน 1883 เขาถูกตัดเท้าซ้ายอันเป็นผลจากทั้งซิฟิลิสและรูมาติสซั่ม และเสียชีวิตในอีก 10 วันต่อมาด้วยอายุเพียงแค่ 51 ปี

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าแม้ที่นี่จะไม่มีภาพ Music in the Tuileries และ The Luncheon on the Grass อันถือเป็นผลงานไฮไลท์ของ Manet แต่ผลงานของ Manet ที่จัดแสดงใน Kunsthaus Zurich ทั้งหมดก็มีการใช้สีอ่อน ไม่เน้นความคมชัดของขอบ มีฝีแปรงที่ชัดเจน เน้นอารมณ์และแสงซึ่งเป็นแนวทางศิลปะแบบImpressionism ทั้งนั้นแม้เขาจะปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่กลุ่ม Impressionist ก็ตาม

A Garden Nook at Bellavue detail1

A Garden Nook at Bellavue detail1

A Garden Nook at Bellavue detail 2

A Garden Nook at Bellavue detail 2

Music in the Tuileries

Music in the Tuileries

The Eagle Owl

The Eagle Owl

The Luncheon on the Grass

The Luncheon on the Grass

The Toilet

The Toilet

Young Woman in Oriental Garb

Young Woman in Oriental Garb

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Collection in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727600

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Collection in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Emil Collection in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Dogs fighting Bears by Theodore Gericault

กว่าที่ Kunsthaus Zurich จะได้รับการก่อตั้งและมีที่อยู่เช่นในปัจจุบันนั้นใช้เวลายาวนานหลายสิบปี ยิ่งกว่านั้นกว่าที่ Kunsthaus Zurich จะมีทรัพย์สมบัติมากมายนั้น ก็ต้องใช้เวลาเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งของบริจาค ทั้งนี้ เพราะสวิสเองไม่ใช่ประเทศจักรวรรดินิยม ไม่ได้มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง ไม่ได้มีศิลปินที่โดดเด่นของ School ใดๆ และไม่ได้เป็นที่ก่อกำเนิดของแนวทางศิลปะอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวด้วยสิ่งเดียวที่สวิสมีก็คือคหบดี Emil Georg Buhrleลูกครึ่งเยอรมันสวิสคหบดีที่ทำอุตสาหกรรมนักสะสมงานศิลปะ ผู้ก่อตั้งและผู้อุปการะFoundation E.G.Buhrle นี้ เป็นคหบดีที่ทำให้ Kunsthaus Zurich มีทรัพย์สมบัติมากมายจากการเป็นผู้ขายอาวุธให้กับนาซีเยอรมัน

ย้อนไปในปี 1914 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Buhrle ได้สมัครเข้าเป็นทหาร และได้เข้าทำงานที่ Magdeburg Machine and Tool Factory ซึ่งปัจจุบันคือ EMCO MagdeburgGmbH ในปี 1919 ต่อมาอีก 4 ปี บริษัทที่เขาเข้าทำงานได้ซื้อ Swiss Machine Tool Factory Oerlikon และได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการทั่วไปในปี 1924 เขาจึงย้ายมาอยู่ซูริค และเริ่มเข้าซื้อหุ้นบริษัทจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปี 1929 จวบจนกระทั่งปี 1936 เขาได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นแต่ผู้เดียวของบริษัท และได้รับสัญชาติสวิสในปี 1937

Before the Start by Edgar Degas

แม้เขาจะเป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรมและสามารถเปลี่ยนบริษัทที่เกือบล้มละลายให้กลายเป็นบริษัทที่มั่งคั่ง แต่การที่บริษัทที่เขาทำขายอาวุธให้กับกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่ม
Republican ของสเปนที่ต่อต้านนายพล Franco กลุ่มอิสระ Abyssinia ที่ต่อต้าน Fascist ของอิตาลี และกลุ่มที่ต้องการอิสรภาพในประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ อาทิ ประเทศในกลุ่ม Baltic เชคโกสโลวาเกีย กรีซ จีน ตุรกี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร จึงทำให้เขาไม่ได้รับการยกย่องมากนัก ระหว่างปี 1940-44
อันเป็นช่วงเวลาที่สวิสถูกล้อมรอบด้วยกลุ่ม Fascist ไม่ว่าจะเป็นอิตาลีหรือเยอรมันส่งผลให้รัฐบาลสวิสขอร้องให้เขาส่งอาวุธให้กับกลุ่มนาซี และอิตาลี ยิ่งกว่านั้น หลังสงครามบริษัทของเขายังเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธผิดกฎหมายในระดับใหญ่ๆ รวมทั้งกลุ่มปล้นอาวุธใน Hyderabadประเทศปากีสถานอีกด้วย

เมื่อ Buhrle มั่งคั่งขึ้น เขาเริ่มสะสมงานศิลปะ ผลงานชิ้นแรกที่เขาซื้อมาตั้งแต่ปี 1920 เป็นภาพสีน้ำของ Erich Heckel นับแต่นั้นมา เขาก็เริ่มซื้องานศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีในรายงาน American office of StrategicServices of Art Looting Investigation UnitReports 1945-6 รายงานว่า ในยุคนาซีนั้นBuhrle กลายเป็นคนสำคัญที่ซื้องานศิลปะที่ถูกปล้นมาจาก Fischer และ Wendlandหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาได้รู้จักกับ Fritz Nathan เจ้าของห้องภาพ และกลุ่มผู้ขายภาพระดับนานาชาติทั้งในปารีส ลอนดอนและนิวยอร์ก จึงทำให้เขายิ่งซื้อผลงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น เขาซื้อตั้งแต่งานประติมากรรมยุคกลางและงานรุ่นเก่าๆ แต่เน้นไปที่ผลงานแนว Impressionism ของฝรั่งเศส และงาน Modernism ทั้งของ Paul Cezanne, Auguste Renoir และ Vincent Van Gogh อีกทั้งยังซื้อสะสมงานของศิลปินเยอรมัน สแกนดิเนเวีย อังกฤษ และสหรัฐฯ เขาได้นำงานสะสมไปจัดแสดงที่วอชิงตัน สหรัฐฯ ในปี 1990 แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกับที่มาของทรัพย์สมบัติจนทำให้เขาต้องคืนงานจิตรกรรมถึง 13 ชิ้นให้กับลูกเจ้าของเดิมที่เป็นคนยิวอันเนื่องมาจากของเหล่านี้เป็นของที่ถูกปล้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

Shore at Berck by Eugene Boudin

หลังจาก Emil Buhrle เสียชีวิต ผู้รับมรดกเห็นว่าสถานที่ที่ควรจัดแสดงงานสะสมของเขาควรเป็นที่Kunsthaus Zurich ก่อนการรับงานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของKunsthaus Zurich คณะกรรมการเทศบาลเมืองได้มอบหมายให้ Prof.Matthieu Leimgruberศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยซูริคทำวิจัยเพื่อค้นหาต้นตอของงานศิลปะโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านมือในช่วง 1933-45 อันเป็นช่วงเวลาที่เกิดการปล้นและยึดครั้งใหญ่โดยเฉพาะจากคนยิวเพื่อป้องกันปัญหาและข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมงานสะสมของ Emil Buhrle ที่เขาสะสมไว้ตั้งแต่ปี 1936-56 ที่คาดว่าจะได้มาอย่างถูกต้องกันอย่างเต็มอิ่มในห้อง Emil Buhrle collection อีกทั้งยังสามารถฟังประวัติของภาพและการได้มาของภาพจาก audio guide อีกต่างหากด้วย

The Eagle Owl by Edouard Manet

Thunderstorm over Dordretch by Albert Cuyp

Yong Lady in Chaise Lougue by Berthe Morisot

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726031

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : Impressionism in Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The Swallows by Edouard Manet

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Impressionism จะเห็นว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของพวกเขาเลยทีเดียว ทั้งนี้ เพราะที่นี่มีผลงานของศิลปินแนว Impressionismคนดังๆ นานาชาติจัดแสดงมากมาย Impressionismคือแนวทางศิลปะที่เกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ศิลปินผู้ให้กำเนิดแนวทางศิลปะนี้เริ่มหันเหออกจากแนวทางศิลปะแบบเดิมๆ ที่เน้นความสมจริงในการสร้างงาน แนวทางศิลปะแบบ Impressionism จะเป็นการใช้ฝีแปรงตามความรู้สึกโดยการเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของแสง ณ เวลานั้นผ่านทางการใช้สีที่ค่อนข้างอ่อนโยน และไม่หยุดนิ่ง ศิลปินมักใช้วัตถุหรือเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันเป็นแบบในการสร้างเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ๆ และประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านการเล่นกับฝีแปรง แสง และสี

ย้อนไปกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เริ่มสร้างปารีสขึ้นใหม่ส่งผลให้สถาบันศิลปะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อศิลปะฝรั่งเศสโดยทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานของการสร้างงานทั้งทางด้านเนื้อหา รูปแบบและวิธีการ ผลงานศิลปะที่เป็นที่นิยมในช่วงเวลานั้นจึงเต็มไปด้วยงานแนวประวัติศาสตร์ ศาสนา ทิวทัศน์และภาพเหมือน แนวทางการสร้างงานต้องเป็นแบบที่มีลายเส้นที่ตรงไปตรงมา และฝีแปรงที่ชัดเจน ส่วนการจัดการแสดงผลงานก็จัดกันปีละครั้งที่เรียกว่า Salon de Paris โดยมีการแจกรางวัลโดยคณะกรรมการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

After the Bath by Edgar Degas

ต้นทศวรรษที่ 1860 ศิลปินหนุ่ม 4 คนประกอบด้วย Claude Monet, Pierre-Auguste Renoir, Alfred Sisley และ Frédéric Bazille พบว่าพวกเขามีความสนใจในการสร้างงานทิวทัศน์และชีวิตประจำวันเหมือนๆ กันซึ่งแตกต่างจากหลักการศิลปะที่กำลังเป็นค่านิยมกระแสหลักในช่วงเวลานั้น พวกเขาเลยร่วมกันฝึกฝนแนวทางใหม่จาก John Constable ศิลปินชาวอังกฤษ ที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์งานทิวทัศน์ตามชนบทโดยไม่ใช้วิธีการที่ร่าง ณ สถานที่แล้วเอางานกลับมาทำต่อในห้องทำงาน แต่กลับพยายามสร้างงานให้เสร็จในสถานที่นั้นๆ เลยเพื่อให้ผลงานได้แสงที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

การถือกำเนิดของแนวทางศิลปะแบบ Impressionism นี้ ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของการขบถต่อการวาดภาพจากการเรียนรู้ในสถาบันอย่างแท้จริง ศิลปินจะใช้ฝีแปรงอย่างอิสระและไม่ใส่ใจกับแบบแผนที่เคยมีมาเพื่อสร้างอารมณ์และจินตนาการผ่านทางสี และเส้น แม้พวกเขาจะสร้างงานที่มีอยู่จริงโดยเฉพาะทิวทัศน์ แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการให้ระเบียบควบคุมมาเป็นตัวกำหนดผลงาน แนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในฝรั่งเศสที่เรียกว่า Impressionism นี้ถือได้ว่ามีความโดดเด่นที่สุดยุคหนึ่งของพัฒนาการศิลปะ ในช่วงเวลาเดียวกันกับการกำเนิดของ Impressionism นั้น ทางฝั่งอิตาลีก็มีการถือกำเนิดของกลุ่ม Macchiaioli หรือกลุ่มศิลปิน Florentine และ Neopolitan ที่สร้างสรรค์ผลงานในแนวทางที่ต่อต้านกฎกติกาดั้งเดิมเช่นกัน แม้กลุ่มนี้จะมีแนวคิดขบถ แต่ก็มิได้มีชื่อเสียงเท่ากับ Impressionism ในการจัดการแสดงผลงานครั้งแรกของศิลปินกลุ่มImpressionist นั้น สาธารณชนและนักวิจารณ์ศิลป์วิพากษ์ผลงานกันอย่างเผ็ดร้อน ถึงกระนั้นก็ตามกลุ่มศิลปินแนว Impressionism นี้ ก็ยังเชื่อมั่นว่าพวกเขาค้นพบหนทางใหม่ในการสร้างสรรค์งานด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวแกร่ง นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมผลงานแนว Impressionism อย่างเต็มอิ่มไม่น้อยหน้าการเยือนหอศิลป์ใหญ่ในปารีสเลยทีเดียว

Little Irene by Pierre Auguste Renorr

Young Lady in Chaise Longue by Berthe Morisot

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724487

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวแนวศิลป์ที่มาเยือน Zurich และมี Swiss pass อยู่ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่นในเมือง ชิมอาหาร และช้อปปิ้งเท่านั้น คงต้องหาโอกาสมาเยือนKunsthaus ด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของเมือง อีกทั้งยังสามารถเข้าฟรีได้ด้วย Swiss pass อีกต่างหาก Kunsthaus Zurich ที่มีพื้นที่กว่า 11,500 ตารางเมตร และเป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดในสวิสประกอบด้วยหมู่อาคาร 4 ส่วน ส่วนเก่าแบ่งเป็น 3 ปีก คือ Moserbau,Buhrlesaal และ Mullerbau ส่วนใหม่ที่ต่อเติม ก็คือ Chipperfield ที่เพิ่งเปิดทำการได้ในปี 2021

หอศิลป์นี้มีกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1787 เมื่อศิลปินและผู้ที่ชื่นชอบศิลปะมาพบกันครั้งแรกและก่อตั้ง Zurich Artists’ Society ขึ้นต่อมาในปี 1813 สมาคมก็ได้เข้าครอบครองอาคารบนถนน Halseisengasse ซึ่งปัจจุบันคือ Kunstlergasse โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนล่วงหน้าจากกระทรวงพาณิชย์ แต่อาคารนี้กลับไม่เหมาะกับการจัดนิทรรศการภาพเขียน สมาคมจึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมในปี 1845 ภายใต้การออกแบบของ Gustav Albert Wegmann และเปิดทำการในปี 1847 แม้สมาคมจะลงทุนใหม่ แต่อาคารใหม่นั้นก็กลับยังไม่เหมาะทั้งกับการจัดเก็บผลงานศิลปะและการจัดนิทรรศการ สมาคมจึงตัดสินใจซื้ออาคารคอนเสิร์ตหลังเก่าที่เคยเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแต่ก็ไม่สามารถที่จะก่อสร้างตึกได้ จวบจนกระทั่งปี 1895 ได้เกิดการก่อตั้งสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปินขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อAssociation for the Visual Arts ขึ้นและได้ก่อตั้ง Kunstlerhaus ขึ้น ณ ตำแหน่งมุมถนน Talstrasse ตัดกับ Borsenstrasse และได้มีการจัดนิทรรศการเรื่อยมาจนเกิดการควบรวมกับสมาคมเก่าในอีก 1 ปีต่อมา

ความเพียรพยายามในการตามหาอาคารที่เหมาะสมในการจัดตั้งหอศิลป์ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อ Johann Heinrich Landolt สมาชิกสภา Zurich ได้ตัดสินใจเขียนพินัยกรรมขายบ้านในราคาถูกให้กับเมืองเพื่อทำหอศิลป์ แต่ภรรยาของเขาที่มีชีวิตอยู่กลับไม่ยอมออกจากบ้านตามพินัยกรรม และตัดสินใจให้สภาสร้างหอศิลป์ได้เฉพาะในบริเวณสวนโดยให้สร้าง ณ ตำแหน่ง Heimplatz เท่านั้น หอศิลป์ใหม่จึงได้ที่ทำการ ณ ตำแหน่งนั้นเทศบาลได้เริ่มดำเนินการประกวดแบบและตัดสินใจให้ Karl Moser เป็นผู้ออกแบบและควบคุมจนทำให้หอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ในอีก 2 ปีต่อมา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 1906

ในปี 1909 Wilhelm Wartmannได้เข้ามาเป็นภัณฑารักษ์ในหอศิลป์และได้ไต่เต้าจนเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ในอีก 17 ปีต่อมาและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการยาวนานถึง 40 ปี เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ Edvard Munchศิลปินชื่อดังชาวนอร์เวย์ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1920เขาจึงได้รับงานของ Munch มาเป็นจำนวนมากจนทำให้หอศิลป์แห่งนี้เป็นหอศิลป์ที่มีผลงานของ Munch มากที่สุดในโลกเป็นรองแค่ในนอร์เวย์เท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ที่นี่ต้องเพิ่มพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานมากยิ่งขึ้นไปอีก

นับจากนั้นมาหอศิลป์แห่งนี้ก็สะสมผลงานของศิลปินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลงานของ Albert Giacometti, Emil Georg Buhrle จนเทศบาลเมืองต้องตัดสินใจขยายพื้นที่จัดแสดงผลงานอีกครั้งจำนวนมากด้วยการใช้เงินมากถึง 206 ล้านฟรังก์โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาค และอีกส่วนหนึ่งมาจากภาษีท้องถิ่นและมอบหมายให้ David ChipperfieldArchitects เป็นผู้ออกแบบในปี 2012 และเปิดทำการได้ในปี 2021 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนหอศิลป์แห่งนี้ควรเผื่อเวลาไว้ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากหอศิลป์นี้ใหญ่โตมาก และมีของจัดแสดงมากถึง 2 อาคารใหญ่ 4 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นใช้เวลาชมไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงหลังเสร็จสิ้นการเยือนนักท่องเที่ยวคงรู้สึกเหมือนๆ กันว่าการได้มีโอกาสเยือนเมืองเศรษฐีนี้ดีจริงๆ ทั้งนี้ เพราะไม่เพียงอาคารจัดแสดงจะใหญ่โต และของจัดแสดงยังมีมากมายแล้วยังสามารถเข้าชมฟรีอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Zurich เมืองการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723108

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Zurich เมืองการเงิน

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Zurich เมืองการเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในห้วงเวลานี้คงไม่มีข่าวเศรษฐกิจใดในโลกที่โด่งดังและช็อกโลกได้เท่ากับการล่มสลายของธนาคาร Credit Suisse ธนาคารที่ใหญ่อันดับสองของสวิส บริษัท Credit Suisse เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมากว่า 160 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซูริคนี้ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ ส่วนบริหารความมั่งคั่ง ส่วนการลงทุน ส่วนธนาคาร และส่วนบริหารสินทรัพย์ การที่กฎหมายของสวิสไม่มีข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบที่มาของแหล่งเงิน ต้องปิดข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ เป็นธนาคารที่มีสาขาในประเทศต่างๆ หลายสิบประเทศ และมีงานหลักคือ รับฝากเงินและบริหารสินทรัพย์ให้กับกลุ่มคนมั่งคั่ง ธนาคารแห่งนี้จึงเป็นที่ซุกเงินอย่างดีของนักธุรกิจที่เลี่ยงภาษี และนักการเมืองฉ้อฉลทั่วโลก

เมื่อธนาคารมีเงินสีเทามากมาย และการฟ้องร้องทำได้ยาก ผู้บริหารธนาคารจึงเห็นช่องทางของการฉ้อฉลเช่นกันจนทำให้ถูกปรับเงินมากมายหลายพันล้านดอลลาร์หลายครั้งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเพื่อกลบเกลื่อนความร่วมมือกับผู้กระทำผิดต่างๆ ทั่วโลก แม้ธนาคารจะถูกปรับเป็นเงินมหาศาล แต่ธนาคารก็สามารถดำเนินการได้ดีมาตลอดเป็นเพราะมี เงินเติมเข้ามาใหม่ๆ ตลอดเวลาจากเงินฉ้อฉลของเศรษฐีเลี่ยงภาษีและนักการเมือง การล่มสลายของธนาคารแห่งนี้เริ่มต้นจากปี 2021 จากการล่มสลายของกองทุน Archegos Capital Management ทำให้บริษัทขาดทุนมากถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นบริษัทก็มีปัญหาเดิมๆ ที่ถูกปรับเงินอีกหลายครั้งติดๆ กันในเวลาไล่เลี่ยกันจากข้อหาพัวพันกับการฉ้อโกงของนักการเมืองและกองทุนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อธนาคารประกาศผลการดำเนินการของปี 2022 ที่ขาดทุนถึง 7.3พันล้าน ร่วมกับการที่ธนาคารชาติซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 9.9% ไม่ยอมเพิ่มทุนจึงทำให้ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นและแห่กันมาถอนเงินจนทำให้ธนาคารที่อายุกว่า 160 ปีถึงการล่มสลายภายในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง2 สัปดาห์

การที่ธนาคาร Credit Suisse ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยของมหาเศรษฐี และนักการเมืองที่มั่งคั่งทั้งหลายทั่วโลกมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริคจึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปและของโลก เมื่อซูริคเป็นถิ่นของคนมั่งคั่ง ที่นี่จึงไม่เพียงเป็นเมืองที่มีสนามบินใหญ่ที่สุดของสวิส ยังเป็นทั้งเมืองทางผ่าน และปลายทางของการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว นอกจาก Zurich จะเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ที่นี่ยังมีความสำคัญทางด้านสังคม และวัฒนธรรมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศด้วย เมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซูริคที่มีความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพชีวิตนี้เป็นเมืองที่มีการบริหารจัดการด้านของเสียและการเดินทางที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การที่ความเป็นอยู่ของที่นี่ดีเลิศ ที่นี่จึงมีประชากรกว่า 30% เป็นชาวต่างชาติ นอกจากนักการเงินแล้วที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมของบริษัททางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการท่องเที่ยวอีกด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีเวลาหรือมีจุดหมายปลายทางที่ซูริคสามารถเดินทางจากสนามบินเข้าสู่กลางเมืองมาที่สถานีรถไฟกลางโดยทางรถไฟในเวลาเพียงแค่ 10 นาที หากนักท่องเที่ยวมี Swiss pass ก็สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม หลังจากเก็บกระเป๋ากับตู้ที่ชานชาลาเรียบร้อยโดยมีค่าเก็บแตกต่างกันตามขนาดของตู้และเวลาที่เก็บแล้ว ก็สามารถออกเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองที่มีอยู่หลายแห่ง อาทิ เดินเล่นในเมืองไปตามถนนBahnhof เพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของบ้านเรือนและร้านค้าโดยอาจแวะช้อปปิ้ง หรือลิ้มลองอาหารหรือขนมอย่างเดียวโดยไม่แวะเที่ยวอะไรในเมืองเลยทั้งวันก็ได้ หรือจะแวะเข้าเข้าชม Uhrenmuseum ก็ได้หากผ่านจุดนี้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ระหว่าง 14.00-18.00 น. หรือจะเข้าโบสถ์ St.Peter ที่มีหอนาฬิกาขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Uhrenmuseum ก่อนข้ามสะพาน Munsterbruke เพื่อไปยังโบสถ์ Gross Munster ที่มีหอคอยคู่อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองก็ได้แล้วแต่เวลาที่นักท่องเที่ยวและความสนใจ การเดินเล่นไม่เพียงไม่กี่จุดนี้ก็สามารถทำให้นักท่องเที่ยวหมดเวลาของวันไปอย่างงงๆ ได้แล้ว

Gross Munster

Gross Munster

Munsterbruke

Munsterbruke

St. Peter

St. Peter

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721429

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : เตรียมตัวไปสวิส

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทิวทัศน์ และมีกำลังทรัพย์ค่อนข้างมาก ประเทศหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีชื่อเสียงไม่เพียง นาฬิกา และการเงินแต่ยังมีชื่อเสียงมากในเรื่องการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเรื่องทิวทัศน์หรือความสะดวกสบายในการใช้รถไฟ แม้สวิสจะมีความมั่นคงทางการเงินสูงแต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการธนาคารของสวิสเริ่มมีปัญหา จวบจนกระทั่งต้นเดือนมีนาคมนี้ที่ธนาคารอันดับสองของประเทศเกิดปัญหา Bank Run จนถึงขั้นล้มละลาย และต้องให้ธนาคารชาติสวิสและธนาคารอันดับหนึ่งของสวิสมาอุ้ม ถึงกระนั้นก็ดี ค่าเงินสวิสก็ไม่ลด ทำให้การไปเที่ยวสวิสยังคงแพงอยู่ดี แต่การไปเที่ยวสวิสก็ยังเป็นเป้าหมายที่คนส่วนใหญ่อยากไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

การเดินทางเข้าสวิสก็ต้องมีวีซ่าที่เรียกว่าเชงเก้นเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก นักท่องเที่ยวที่มีวีซ่าเชงเก้นระยะยาวจากประเทศในยุโรปตะวันตกอยู่แล้วสามารถเดินทางเข้าสวิสได้เลยแม้สวิสจะมิใช่สมาชิก EU ก็ตาม แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มีวีซ่าเชงเก้น ก็สามารถไปขอจากสถานทูตสวิสได้ซึ่งปัจจุบันสวิสมีแนวโน้มจะให้วีซ่าเชงเก้นระยะยาวกับนักท่องเที่ยวด้วยจึงทำให้นักท่องเที่ยวที่ไปขอวีซ่าจากสวิสมีโอกาสที่จะไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ที่ใช้วีซ่าเดียวกันนี้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าใหม่

การเตรียมเอกสารขอวีซ่าเชงเก้นของสวิสก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่ต้องมีก็คือ ใบจองคิววีซ่าผ่านทางอินเตอร์เนต แบบฟอร์มการขอวีซ่า ใบรับรองเงินเดือน ใบรับรองสถานะการเงิน หรือสำเนาสมุดบัญชีที่มีชื่อธนาคารอยู่ด้วย ควรมีเงินค้างในบัญชีไม่ต่ำกว่า 3 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางครั้งนั้นๆ ยิ่งมากยิ่งดี ใบจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และประกันเดินทางที่ครอบคลุมจำนวนวันเดินทาง รวมทั้งแผนการเดินทางให้เรียบร้อยโดยเอกสารทุกชิ้นต้องเป็นภาษาอังกฤษหากต้องการวีซ่าระยะยาว นักท่องเที่ยวก็ควรส่งแผนการเดินทางในยุโรปครั้งต่อๆ ไปให้ไปด้วยเลยในคราวเดียวก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวได้วีซ่าเชงเก้นระยะยาวได้ง่ายขึ้นด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องมีประกอบก็เหมือนๆ กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งประกันเดินทางในการเดินทางครั้งต่อๆ ไปเพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่า แผนที่เขียนไปเป็นแผนการเดินทางที่แท้จริง แต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางบ่อยอยู่แล้ว อาจซื้อประกันเดินทางแบบอายุ 1 ปีไปเลย ก็สะดวกดีโดยแผนประกันต้องเป็นแผนที่มีวงเงินไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทหรือแผน B ของทุกบริษัทประกันเป็นอย่างต่ำ

สายการบินที่บินตรงเข้าสวิสจากกรุงเทพฯ มี 2 สายการบิน คือ สวิสแอร์ และการบินไทย นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเปลี่ยนเครื่องสามารถเลือกสายการบินทั้งสองนี้ได้ แต่เวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายจะต่างกัน อย่างไรก็ดีแม้สายการบินไทยดูเหมือนจะมีราคาค่าตั๋วสูงกว่า แต่นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวได้เลยเมื่อเดินทางไปถึงเพราะการบินไทยไปถึงซูริคในตอนเช้า แต่สายการบินสวิสไปถึงซูริคตอนเย็นแต่หากรวมค่าโรงแรมและเวลาที่เสียไปแล้ว การเดินทางโดยเสียค่าตั๋วต่างกันอาจแทบไม่ต่างกันเลยก็ได้ หากนักท่องเที่ยวต้องการเลี่ยงค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงก็สามารถนั่งเครื่องแบบต่อได้ ซึ่งมีให้เลือกมากมายก่ายกองแล้วแต่ความสะดวก และเวลาที่ต้องการ โดยทั่วไปการบินเข้าและออกจากประเทศในวันอังคารหรือพุธ ค่าตั๋วเครื่องบินมักจะต่ำกว่า แต่หากนักท่องเที่ยวเดินทางในช่วงพีคหรือเทศกาล หรือวันหยุดยาวของไทย อาทิ สงกรานต์ ปีใหม่ วันหยุดราชการยาวอื่นๆ อย่างไรเสียค่าตั๋วจะสูงแน่นอน แม้จะจองล่วงหน้านานหลายเดือน

หลังจากเตรียมการเรื่องวีซ่า และตั๋ว รวมทั้งแผนการเดินทางพร้อมทุกอย่างแล้ว หากนักท่องเที่ยวไม่ได้ไปกับทัวร์ และไม่ชอบขับรถเอง สิ่งที่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีก็คือ ตั๋วรถไฟที่เรียกว่า Swiss pass ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบขึ้นกับจำนวนวันเดินทางโดยตั๋วรถไฟของสวิสนี้มีข้อดีเหมือนตั๋วรถไฟของชาติอื่นในยุโรปก็คือ ผู้ถือสามารถเข้ามิวเซียมได้ฟรี แม้ตั๋ว Swiss pass จะมีราคาค่อนข้างแพงและใช้เป็นเพียงแค่ส่วนลดสำหรับการขึ้นเขาเท่านั้น แต่การได้เข้ามิวเซียมฟรี ก็ถือว่าเป็นตั๋วที่มีข้อดีค่อนข้างมากแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวสายศิลปะ ทั้งนี้เพราะค่าเข้ามิวเซียมของสวิสค่อนข้างสูงโดยเฉพาะมิวเซียมที่เกี่ยวกับศิลปะ เมืองที่คนนิยมเที่ยวในสวิสนอกจากซูริคแล้วก็มี Interlaken, Lucerne, Thun, Lausanne, Bern, Zermatt โดยบางเมืองนักท่องเที่ยวมักเดินทางผ่านหรือไปนอนพักเพื่อขึ้นเขาต่างๆ อาทิ Jung Frau, Matterhorn เป็นต้น

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพถ่ายในหอศิลป์สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712029

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพถ่ายในหอศิลป์สิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : ภาพถ่ายในหอศิลป์สิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Terror of War

ในนิทรรศการ Living Picture ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยไม่เพียงมีภาพถ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องหลักแล้ว ยังมีภาพถ่ายเรื่องราวของท่านพุทธทาสจัดแสดงให้ดูกันอย่างเต็มอิ่มด้วย ยิ่งกว่านั้นยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแปลก และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากไทย อาทิ ผลงานของ Hedda Morrison ช่างภาพชาวออสเตรเลียที่ชื่อ Penang Woman PlayingNose Flute แสดงให้เห็นถึงเครื่องดนตรีที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาว Kalingaที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ตอนเหนือซึ่งมีขลุ่ยที่ใช้จมูกเป่าแทนที่จะเป็นปากเหมือนอย่างทั่วไป ภาพ Tattooing, Utilising a Mixture of Pig Fat and Soot Driven into the skin, ภาพ An Anti-Malaria Campaign, A Blood Specimen is Taken from a Penan Child หรือผลงานของ Tan LipSeng ชาวสิงคโปร์ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนงานก่อสร้างในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ส่วนที่จัดแสดงภาพถ่ายจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของคนทั่วไปในวันสำคัญๆ อาทิ วันแต่งงาน วันเฉลิมฉลองต่างๆ ก็จัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ และอาจชวนให้รำลึกถึงภาพถ่ายของตัวเองได้อีกต่างหากด้วย

Anti-Malaria Campaign, A Blood Specimen is Taken from a Penan Child

นอกจากภาพถ่ายเรื่องราวในชีวิตประจำวัน และวัฒนธรรมแล้ว ในนิทรรศการ Living Picture ก็มีภาพถ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองด้วย ภาพถ่ายทางการเมืองหรือกิจกรรมบางภาพสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองของบางประเทศหรือแม้แต่ของโลกไปตลอดกาลด้วย อาทิ ภาพ The Execution ของ EddieAdams ชาวสหรัฐฯ และภาพ Car Bomb Explosion at 1st U.S. Embassy Saigonของ Torence Khoo นักถ่ายภาพชาวสิงคโปร์ที่ย้ายไปอยู่ไซ่ง่อนในปี 1962ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงคราม Indochinaภาพที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นภาพของสงครามที่เกิดขึ้นทุกวันในไซ่ง่อนในช่วงเวลานั้นซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวเวียดนามไม่เพียงในแง่ความเสียหายต่อสาธารณูปโภคพื้นฐาน ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชนทั่วไปในแง่ทรัพย์สิน และถึงกับเสียชีวิตด้วย แม้ภาพเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกนำเสนอให้ชาวอเมริกันได้เห็น แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่ว่าคนทั้งโลกเห็นด้วยกับสงครามนี้

Car Bomb Explosion at 1st U.S. Embassy Saigon

ยิ่งกว่านั้นในนิทรรศการยังมีผลงานสำคัญยิ่งที่ถือเป็น Highlight ได้รับการจัดแสดงก็คือ ภาพ Terror of War ของ Nick Ut ภาพที่ได้รับการกล่าวถึงและถกเถียงถึงความชอบธรรมมากที่สุดในสงครามIndochina ภาพที่เครื่องบินสหรัฐฯ ได้ส่งระเบิดลงผิดที่ไปลงในชุมชนชาวเวียดนามจนทำให้เด็กหญิงที่ชื่อ Phan ThJ Kim Phuc ต้องวิ่งหนีในขณะแก้ผ้าโดยมีไฟไหม้หลังอยู่นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลกจนถึงกับเกิดการเปลี่ยนมุมมองของชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ถึงความชอบธรรมในการก่อสงคราม Indochina อีกทั้ง ยังทำให้ Nick Ut ช่างภาพได้รางวัลพูลลิสเตอร์เลยทีเดียว

Terror of War

Terror of War

Terror of War

Terror of War

ภาพท่านพุทธทาส

ภาพท่านพุทธทาส

ภาพงานก่อสร้าง

ภาพงานก่อสร้าง

ตัวอย่างภาพชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างภาพชีวิตประจำวัน

การจัดแสดงภาพชีวิตประจำวัน

การจัดแสดงภาพชีวิตประจำวัน

The Execution

The Execution

Tattooing, Utilising a Mixture of Pig Fat and Soot Driven into the skin

Tattooing, Utilising a Mixture of Pig Fat and Soot Driven into the skin

Penang Woman Playing Nose Flute

Penang Woman Playing Nose Flute

แหวกฟ้าหาฝัน : Photograph Exhibition in National Gallery Singapore

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710445

แหวกฟ้าหาฝัน : Photograph Exhibition in National Gallery Singapore

แหวกฟ้าหาฝัน : Photograph Exhibition in National Gallery Singapore

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Reception Bangkok, Grand Palace 1890

ใน National Gallery Singapore นอกจากจะมีนิทรรศการของ Liu Kuo Sue ที่น่าสนใจแล้ว ที่นี่ยังมีนิทรรศการภาพถ่ายที่ตั้งชื่อได้อย่างน่าสนใจว่า Living Pictures :Photography in South East Asia ภาพถ่ายต่างจากภาพเขียนในมุมมองของศิลปินตรงที่มันสามารถเก็บรายละเอียดและมีความเป็นชีวิตชีวามากกว่า อีกทั้งยังสามารถส่งผลกระทบกับผู้คนทั่วโลกได้อีกต่างหากด้วยในปัจจุบันการถ่ายภาพเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปโดยเฉพาะในยุคของ Social Media Age แล้วการถ่ายภาพในแต่ละวินาทีของบุคคลทั่วไปเกิดขึ้นทั่วโลกยิ่งคนเอเชียด้วยแล้วได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่คลั่งไคล้การถ่ายภาพและวีดีโอมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในโลกสามารถถ่ายภาพและวีดีโอได้ด้วยต้นทุนแสนต่ำ และมีคุณภาพดียิ่งแต่การถ่ายภาพที่มีคุณภาพดีและแทบไม่มีต้นทุนนั้นเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึง 10 ปีนี้เอง ในอดีตการถ่ายภาพเกิดขึ้นไม่มาก การเข้าถึงการถ่ายภาพเป็นเรื่องยากเย็น การถ่ายภาพจึงมีความหมายยิ่ง ภาพถ่ายบางภาพสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองโลกได้เลยทีเดียวทั้งนี้เพราะภาพถ่ายเป็นสิ่งสะท้อนโลกและเปิดมุมมองโลกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

นิทรรศการ Living Picture นี้ เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่เกิดขึ้นจากจินตนาการว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค
มีอะไรบ้าง ภัณฑารักษ์ได้เลือกหัวข้อที่แตกต่างหรือเหมือนกันของแต่ละประเทศมาจัดแสดงเรียงร้อยกันเป็นเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ภาพถ่ายที่นำมาจัดแสดงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของศิลปินที่ใช้ภาพถ่ายมาสร้างอิทธิพลต่อแนวคิดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสร้างคำถามต่อการรับรู้ของคนในชาติ ภาพถ่ายเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับกษัตริย์ ความเป็นชาติ การยืนยันให้เห็นถึงความทันสมัย ความท้าทายของชนชั้น เพศ ลำดับ นักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการจะได้มีโอกาสใช้จินตนาการตามไปด้วย บางคนอาจรู้สึกคล้อยตาม บางคนก็โต้แย้งกับสิ่งที่มองเห็นจากมุมมองของศิลปิน

Children of Chulalongkorn in pool

เมื่อนิทรรศการ Living Picture เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย่อมมีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยด้วย เรื่องราวของไทยที่ภัณฑารักษ์เลือกมาจัดแสดง ก็คือ เรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยก็เล็งเห็นถึงอำนาจของภาพถ่ายที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และการสื่อสารเช่นกัน ภาพเหมือนหรือภาพถ่ายครอบครัวเป็นสิ่งที่สถาบันฯ ประสงค์จะแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความทันสมัย การเรียงลำดับในการนั่ง การแต่งตัวเสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆ ในภาพถ่ายสะท้อนถึงความทันสมัย อีกทั้งยังต้องการสื่อให้ช่างภาพซึ่งเป็นชาวต่างชาติเห็นถึงความมีวัฒนธรรมและเศรษฐานะเพื่อดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ และหลีกหนีการเป็นเมืองขึ้นในช่วงที่มีการล่าอาณานิคมครั้งใหญ่จากชาติยุโรป นอกจากชาวยุโรปที่มีความสามารถในการถ่ายภาพแล้ว ในเวลาต่อมาชาวจีนก็เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่เริ่มนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพมาสู่ประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยด้วยการที่ชาวจีนเปิดห้องภาพทำให้ความสามารถในการเข้าถึงการถ่ายภาพตกลงสู่ชนชั้นกลางมากขึ้นจนกลายเป็นจุดตั้งต้นของการแสดงสถานะของชนชั้นกลางนับจากนั้นมายิ่งกว่านั้น การถ่ายภาพยังนำไปสู่การบันทึกเหตุการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละคร และการทำโฆษณาอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการจะได้มีโอกาสเห็นภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 และ 5 พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ที่แสดงถึงความทันสมัยของประเทศที่ทัดเทียมกับชาติยุโรปอย่างยิ่ง หลายภาพอาจเป็นภาพที่เคยเป็นความลับไม่เคยเผยแพร่ให้ที่ใดให้ได้ชมมาก่อนเลยจึงเป็นโอกาสดีที่ได้ชื่นชมจนเกิดความภาคภูมิใจในประเทศ และความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนเลยทีเดียว

King Chulalongkorn 1890

King Chulalongkorn 1890

King Mongkut

King Mongkut

RamaV with Children

RamaV with Children

Siamese Princess

Siamese Princess

Queen Saovabha Bongsri

Queen Saovabha Bongsri

Siamese Actor

Siamese Actor

แหวกฟ้าหาฝัน : Liu Kuo Sung in National Gallery Singapore

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708851

แหวกฟ้าหาฝัน : Liu Kuo Sung in National Gallery Singapore

แหวกฟ้าหาฝัน : Liu Kuo Sung in National Gallery Singapore

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนหอศิลป์ที่สามารถชมฟรีทั้งของจัดแสดงแบบถาวรและนิทรรศการมักไม่พลาดชมนิทรรศการโดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทรรศการของศิลปินที่มีชื่อเสียง ในหอศิลป์สิงคโปร์ก็มีงานนิทรรศการของศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย นั่นคือ Liu Kuo Sung เขาเกิดที่จังหวัด Anhui ประเทศจีนในปี 1932 บิดาของเขาเสียชีวิตในสงคราม Sino-Japan เมื่อเขาอายุเพียงแค่ 6 ขวบ เขา มารดาและน้องสาวจึงต้องย้ายถิ่นฐานไปหลายแห่งทั่วจีน ในปี 1948เขาสมัครเข้าเป็นทหารที่นานกิงเมื่ออายุได้ 14 ปี หลังจากนั้น เขาย้ายมาอยู่ไต้หวันในปี 1949 และเข้าเรียนที่ Senior High School อีก 2 ปีต่อมาเขาเข้าเรียนที่ Fine Art Department Taiwan Provincial Teachers’ College เขาจบการศึกษาด้วยอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัย และได้จัดนิทรรศการ Western Painting ในปี 1956 รวมทั้งร่วมก่อตั้ง The Fifth Moon Group หลังจากนั้นอีกเพียงแค่ 2 ปี เขาก็เริ่มหันเหเข้าสู่ทิศทางใหม่นั่นคือ การควบรวมศิลปะแบบตะวันตกเข้ากับตะวันออก

ในปี 1960 เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่ Chung Yuan Christian College of Science and Engineering หรือ Architecture Departmentof Chung Yuan University ในปัจจุบัน ต่อจากนั้นอีก 1 ปีเขาเลิกเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และหันเหเข้าสู่การใช้หมึกและกระดาษและกลายเป็นผู้นำทางด้านศิลปะของโลกตะวันออก นับจากนั้นมาเขาได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐฯ และยุโรปหลายครั้งและได้มีโอกาสจัดนิทรรศการร่วมและเดี่ยวหลายครั้งตามมหาวิทยาลัยและห้องภาพต่างๆ ทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐฯ

Coming 2014

ในปี 1969 เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่เรียกว่าSpace Series โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายโลกที่ถูกถ่ายโดย Apollo 8 ภาพ What is Earth? ผลงานชิ้นแรกของชุดนี้ได้รับรางวัลที่หนึ่ง หลังปี 1971 เขาย้ายไปเป็นอาจารย์ที่ Department of Fine Arts CUHK เมืองฮ่องกง อีก 5 ปีต่อมาเขาได้มีโอกาสเป็นศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยไอโอวา วิสคอสซิน สหรัฐฯ เขาได้พัฒนาฝีมือและปรับเปลี่ยนวิธีการรังสรรค์งานศิลป์อีกหลายแบบ และได้ถูกรับเชิญให้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวกับมหาวิทยาลัยและเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับเชิญจากปักกิ่งหลายครั้งเพื่อร่วมเปิดสถาบัน และจัดแสดงนิทรรศการผลงาน

ในปี 2010 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัย NTNU ประเทศไต้หวัน และได้รับรางวัล Award for Lifetime Achievement ในงาน BiannualChina Arts Award ที่จัดโดย Chinese NationalAcademy of Arts of Beijing ในปี 2018 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดีของ Academy of Contemporary Ink Art ที่ Shanghai Instituteof Visual Art เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

นิทรรศการ Experimental as Method ของ Liu Kuo Sung เป็นนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ที่เคยจัดเพื่อศิลปินคนเดียวอันประกอบด้วยผลงานกว่า 60 ชิ้นนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงพัฒนาการฝีมือของศิลปินตลอด 40 ปี และสามารถสนุกสนานกับจินตนาการของศิลปินเกี่ยวกับพระจันทร์ได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

Revolving Moon 2015

Revolving Moon 2015

High Noon (A) 1973

High Noon (A) 1973

Green Mist 1971

Green Mist 1971

Rising Moon 2008

Rising Moon 2008

Red Sun 2015

Red Sun 2015

Moon’s Metamorphosis No 1 y 1971

Moon’s Metamorphosis No 1 y 1971

Hing Noon No 10 y 2015

Hing Noon No 10 y 2015

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707315

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์สิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะและมีโอกาสมาเยือนสิงคโปร์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรมาให้ได้ก็คือ National Gallery Singapore หอศิลป์แห่งนี้อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ไม่ยากจากสนามบิน เพราะอยู่ตรงตำแหน่งจอดรถของ MRT สายสีเขียวที่ป้าย City Hall อันเป็นจุดเชื่อมสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนจากรถสายสีเขียวไปสายสีแดงที่จะไป orchard ถนนช้อปปิ้งโดยเฉพาะของ brand name ที่สำคัญที่สุดของเมือง 

National Gallery Singapore หรือที่คนสิงคโปร์เรียกว่า National Gallery นี้เป็นสถาบันและเป็นหอศิลป์ที่อุทิศให้กับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ หอศิลป์ที่ได้ชื่อว่าเป็นหอศิลป์ที่จัดแสดงผลงานพื้นเมืองของชาวตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดโดยเฉพาะชาวตะวันออกเฉียงใต้นี้มีของจัดแสดงมากถึง 9 พันชิ้น เป้าหมายในการจัดตั้งหอศิลป์ก็คือ เพิ่มความเข้าใจและความสนใจในด้านศิลปะและวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆ โดยเน้นไปที่วัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์และสมบัติชาติ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์ชาติอาเซียนด้วยกันในระดับนานาชาติหอศิลป์นี้จัดตั้งจากอาคาร 2 ส่วนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งศาลสูงสุดและศาลาว่าการเมืองจึงมีพื้นที่มากถึง 64,000 ตารางเมตร ส่งผลให้ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเพื่อให้เป็นหอศิลป์มากถึง 532 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 13,300 ล้านบาท

อาคารศาลสูงเก่านี้ตั้งอยู่บนตำแหน่งที่เคยเป็น Grand Hotel de I’Europe โรงแรมที่โอ่อ่าที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกรื้อทิ้งในปี 1936 Frank Dorrington Ward สถาปนิกหัวหน้าแผนกออกแบบโครงสร้างของรัฐบาลเป็นผู้ออกแบบอาคารศาลสูงใหม่ และเปิดทำการได้ในวันที่ 8 สิงหาคม 1939 สำนักงานศาลสูงสิงคโปร์ ได้ย้ายเข้าสู่ตึกใหม่ในปี 2005ส่วนศาลาว่าการเมืองที่สร้างระหว่างปี 1926-29 ได้รับการออกแบบโดย A.Gordon และ S.D.Meadows ระหว่างปี 1963-91ที่นี่เป็นที่ทำการของสำนักงานหลายแผนกของรัฐบาลรวมทั้งศาลด้วยก่อนที่จะย้ายไปในปี 2006

ในวันชาติสิงคโปร์ที่ 21 สิงหาคม 2005 นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ได้เกริ่นไว้ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะเปลี่ยนอาคารศาลสูงและศาลาว่าการเมืองเป็น National GalleryMuseum วันที่ 2 กันยายนปี 2006นาย Lee Boon Yang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและศิลปะ จึงได้ประกาศจัดตั้ง National Gallery Singapore อย่างเป็นทางการในงาน Singapore Biennale 2006 และได้แจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องระดมความคิดในการนำเสนอแผนการเกี่ยวกับโครงการนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007 รัฐบาลร่วมกับสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งชาติจัดการประกวดแบบเพื่อหาบริษัทสถาปนิกที่เหมาะสมที่สุด โดยมีบริษัทเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 111 แห่ง จาก 29 ประเทศทั่วโลก

คณะกรรมการที่ตัดสินการประกวดยืนยันว่า อาคารหลายส่วนห้ามแตะต้องและต้องคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ อีกทั้งยังต้องนำเสนอแผนการปรับปรุง
ภายใต้งบประมาณ 320 ล้านเหรียญสิงคโปร์เท่านั้น ในการประกวดรอบสุดท้ายที่เหลือผู้ออกแบบเพียงแค่ 5 ราย คณะกรรมการได้จัดการแสดงผลงานเพื่อรับคำติชมจากประชาชนด้วย เมื่อประกาศผลในปี 2008 คณะกรรมการได้แสดงเหตุผลของการเลือกผู้ชนะการประกวดเพื่อแสดงความโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานสำหรับการประกวดแบบในอนาคตด้วยโดยได้ผู้ชนะประกวดคือ Studio Milou Singapore บริษัทลูกของบริษัทสถาปนิกจากฝรั่งเศสที่เป็นหุ้นส่วนกับ CPG Consultants ที่มีประสบการณ์ในการปรับปรุงอาคารเก่าในสิงคโปร์หลังจากคณะกรรมการได้แบบที่ถูกใจแล้ว พวกเขาก็ได้จ้าง Takenaka-SingaporePiling Joint Venture เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2011 และหอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ครั้งแรกในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2015

นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนหอศิลป์แห่งนี้สามารถประทับใจตั้งแต่อาคารภายนอกที่มีความโอ่อ่าสง่างาม บรรยากาศภายในมีความเรียบหรูไม่ต่างจากห้องภาพของชาติยุโรป ข้อดีเหนือห้องภาพของยุโรปก็คือชาวสิงคโปร์สามารถเข้าฟรีส่วนชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 3 เหรียญเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากบัตรเครดิตที่ชาวต่างชาติใช้มี promotion ร่วมกับทางหอศิลป์ อาทิ Citibank ก็สามารถเข้าชมฟรีได้ด้วยไม่ต่างจากชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกสำหรับบัตรเครดิตของชาวต่างชาติเลยทีเดียว