แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองมหาวิทยาลัย Tubingen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688961

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองมหาวิทยาลัย Tubingen

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวเมืองมหาวิทยาลัย Tubingen

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stuttgart และต้องการเที่ยวเมืองในแคว้นเดียวกันเพื่อประหยัดค่ารถไฟ เมืองหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลและสามารถเดินทางด้วยรถท้องถิ่น RE หรือ RB ก็คือ Tubingen เมืองที่มีชื่อแปลกแห่งนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของแคว้น Baden Wurttemberg เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ Stuttgart บนสองข้างของแม่น้ำ Neckar และ Ammer

เมืองที่มีหลักฐานเชื่อได้ว่ามีการตั้งรกรากกันมาตั้งแต่ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล และนักประวัติศาสตร์ก็ค้นพบหลักฐานว่าที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของชาวโรมันมาก่อนในราวปีคริสต์ศักราที่ 85 นี้เป็นที่อยู่ของชนเผ่า Alamanni หรือชาวเยอรมันพื้นเมืองที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำไรน์มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 อย่างไรก็ดีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่บันทึกในปี 1191 ไว้ว่า ส่วนที่เป็นปราสาทท้องถิ่นที่ชื่อ Hohentubingen นั้นสร้างตั้งแต่ปี 1078 ในช่วงเวลาที่เมืองถูกครอบครองโดยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 แห่งเยอรมัน โดยพระองค์เป็นคนตั้งชื่อเมืองที่ควบรวมมาจากภาษาละตินยุคกลางสองคำคือ Tuingia และ Twingia

ระหว่างปี 1146 เมื่อ Count Hugo V ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Hugo I พระองค์ก็สถาปนาเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของ County Palatine of Tubingen เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนาในปี 1262 เมื่อพระสันตะปาปา Alexander IV จัดตั้งสำนักสงฆ์ Augustinianขึ้น และพระองค์ยังจัดตั้งสำนักสงฆ์ Franciscan เพิ่มขึ้นอีกแห่งในปี 1272 ต่อมาในปี 1300ที่นี่ก็ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาละตินขึ้น แต่เมื่อ Ulrich of Wurttemberg ผู้ครองเมืองเปลี่ยนศาสนาโดยหันมานับถือนิกายโปรแตสแตนท์เขาก็ประกาศยกเลิกสำนักสงฆ์ Franciscan เสียและขาดจากสำนักวาติกัน

แม้ผู้ครองนครจะเปลี่ยนนิกาย แต่ที่นี่ก็ยังเป็นเมืองที่มีและให้ความสำคัญกับศาสนา Duke Eberhard im Bart of Wurttemberg จึงได้ก่อตั้ง St. George’s Collegiate Church ขึ้นในปี 1470 พร้อมกันกับมหาวิทยาลัย Eberhard Karls จนทำให้มหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปกลางการก่อตั้งมหาวิทยาลัยทำให้เมืองนี้กลายเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลสูงสุดในด้านการศึกษาในยุคจักรวรรดิโรมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านศาสนา และที่นี่ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเมืองจวบจนปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีด้วยโดยมีนักศึกษามากถึง 26,000 คน

ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ความโกลาหลของเมืองเกิดขึ้นหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ระหว่าง 1622-25 เมืองนี้กลับเป็นเมืองคาทอลิกอีกครั้ง เพราะศาสนจักรคาทอลิกสามารถครอบครองแคว้น Wuttemberg ในช่วงสงคราม 30 ปีหลังจากนั้นในปี 1635 ชาวเมืองก็ติดกาฬโรค และในปี 1638 เมืองนี้ก็ถูกชาวสวีเดนเข้าครอบครอง และกลายเป็นของฝรั่งเศสระหว่างปี 1647-9ซ้ำร้ายในปี 1789 ตัวเมืองเก่ายังถูกไฟไหม้โชคร้ายยังไม่หมดไปจากเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 ซึ่งเป็นเวลาที่นาซีเรืองอำนาจ พวกเขาได้เผาโบสถ์ยิวประจำเมืองจนก่อให้เกิดการจลาจล

อย่างไรก็ดี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมืองนี้กลับเป็นไม่กี่เมืองของเยอรมันที่ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย อันเป็นผลมาจากการที่เมืองนี้ไม่มีอุตสาหกรรม และจากความสามารถของ Theodor Dobler แพทย์ประจำเมืองที่เซ็นสัญญาสันติภาพไว้กับฝรั่งเศสจึงทำให้ฝรั่งไม่ทำลายเมืองแม้จะสามารถครอบครองเมืองได้ และย้ายออกจากเมืองไปก่อนสิ้นสุดสงครามเย็นในทศวรรษที่ 1990 แม้เมืองจะเคยรุ่งเรืองจากการเป็นศูนย์กลางของศาสนจักรและการศึกษา แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เมืองกลับถูกแบ่งแยกทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการที่ชาวนาและพ่อค้าที่อยู่ริมคลองมีเศรษฐานะไม่ดีตรงข้ามกับนักเรียนที่อยู่ย่านอาคารมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน ความแบ่งแยกแตกต่างเริ่มหมดไป

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า เมืองมีความสวยงามน่าประทับใจตั้งแต่ลงรถไฟ เพราะมีอาคารที่มีลวดลาย graffiti สวยงามต้อนรับตั้งแต่แรก ตลอดทางเดินเข้าเมืองเต็มไปด้วยอาคารที่มีลักษณะจำเพาะหลากสีสัน ตรอกซอกซอยก็เต็มไปด้วยร้านรวงที่ขายสิ่งละอันพันละน้อย แค่ทางเดินเข้าเมืองก็ชวนให้หลงรักเมืองนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นควรค่าแก่การเยือนสักครั้งในชีวิต

แหวกฟ้าหาฝัน : ดูเครื่องกระเบื้องจากโรงงานราชสำนักบาวาเรีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688088

แหวกฟ้าหาฝัน : ดูเครื่องกระเบื้องจากโรงงานราชสำนักบาวาเรีย

แหวกฟ้าหาฝัน : ดูเครื่องกระเบื้องจากโรงงานราชสำนักบาวาเรีย

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายมิวเซียมที่ได้มีโอกาสมาเยือนพระราชวัง Nymphenburg ไม่เพียงจะมีโอกาสได้เยือนมิวเซียมรถม้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกแล้ว ที่นี่ยังมีมิวเซียมเครื่องกระเบื้องพระราชสำนักให้เยือนอีกต่างหากด้วย มิวเซียมที่มีของสะสมเป็นเครื่องกระเบื้องของราชสำนักตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18-20 แห่งนี้ตั้งอยู่ชั้นบนของมิวเซียมรถม้า

หลังจากที่พระเจ้า Maximilian III Joseph เจ้าชายผู้ครองนครบาวาเรียเสด็จมาครองเมืองพระองค์ก็มีพระกระแสรับสั่งให้ก่อตั้งโรงงานผลิตกระเบื้องขึ้นด้วยเงินพระคลัง ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1747 โรงงานผลิตที่มีทั้งช่างปั้นหม้อและผู้ออกแบบทรวดทรง รวมทั้งห้องเขียนสีได้ถูกจัดตั้งขึ้นที่ Grune Schlossl ต่อมาในปี1754 Joseph Jakob Ringler ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานกระเบื้องที่ทำงานทั้งในออสเตรียและเยอรมนี ได้พยายามปั้นให้โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานที่ประสบความสำเร็จทางด้านกระเบื้องที่สำคัญของยุโรปตอนกลาง ภายในเวลาเพียงแค่ปีเดียว ในปี 1755 โรงงานก็ได้รับคำสั่งสินค้าจากราชสำนักบาวาเรียเป็นครั้งแรก และปีต่อมาโรงงานก็สามารถผลิตเครื่องกระเบื้องแบบมีสีสันลวดลายให้ราชสำนัก

ในปี 1758 โรงงานได้แต่งตั้งให้ Count Sigmund von Haimhausen ขุนนางผู้อำนวยการคณะกรรมการเหมือง และผลิตเหรียญกษาปณ์และประธาน Bavarian Academy of Sciencesมาเป็นประธานบริหารโรงงานแห่งนี้ เขาได้ย้ายโรงงานเข้าไปยังตึก 2 ชั้นที่เคยเป็นคอกม้าเดิมของพระราชวัง Nymphenburg หรือตำแหน่งของมิวเซียมในปัจจุบันจนทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งผลิตกระเบื้องที่สำคัญของยุโรป ต่อมาในสมัยพระเจ้า Ludwig I พระองค์ได้มอบหมายให้Dominik Auliczek the elder ประติมากรและจิตรกรชาว Bohemia และ Johann Peter Melchior นักปั้นกระเบื้องชาวเยอรมันเป็นผู้มาออกแบบชุดอาหารกระเบื้องที่มีอัตลักษณ์เป็นของบาวาเรียที่ภายหลังถูกลอกเลียนแบบไปใช้ทั่วยุโรป นอกจากนี้รัฐบาลยังได้จ้าง Franc Anton Bustelli ศิลปินชาวสวิสยุครอคโคโคมาร่วมออกแบบงานอีกต่างหากด้วย

แม้โรงงานจะประสบความสำเร็จอย่างดีมาหลายสิบปี แต่ในปี 1856 โรงงานกลับประสบปัญหาทางด้านการเงินจนต้องเลิกจ้างศิลปินและหยุดผลิตส่งผลให้รัฐบาลกลางสมัยนั้นทำการแปรรูปกิจการโดยการปล่อยให้เช่าครั้งแรกในปี 1862 ผู้บริหารใหม่ได้ปรับปรุงโรงงานโดยเน้นไปผลิตสินค้าทางด้านสุขภัณฑ์และการแพทย์
มากขึ้น ต่อมาในปี 1887 Albert Bauml คหบดีจากอุตสาหกรรมทอผ้าได้เช่าโรงงานต่อโดยหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตกระเบื้องที่เน้นศิลปะร่วมสมัยอีกครั้งด้วยการทำงานร่วมกับ Hermann Gradl, Adelbert Niemeyer, Hans Behrens ศิลปินร่วมสมัย พร้อมกับลงทุนไปมากมายกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตกระเบื้องที่เพิ่มสีสัน

เมื่อ Albert Bauml บริหารจนลงตัวแล้วในปี 1909 เขาจึงได้ตั้งร้านขายสินค้าจากโรงงานบนถนน Odeonsplatz โดยให้ Emauel von Seidlสถาปนิก วิศวกร และนักออกแบบภายในชื่อดังแห่งยุคเป็นผู้ออกแบบร้านให้ ส่วนสินค้ากระเบื้องที่ขายในร้านมีตั้งแต่ถ้วยกาแฟ ตะกร้า แจกัน ของตกแต่งและโต๊ะโดยมีลูกค้าเป็นทั้งราชสำนักทั่วทั้งยุโรป ศาสนจักร และคหบดีทั้งในและต่างประเทศ หลังปี 1975 รัฐบาลบาวาเรียได้ให้ Wittelsbach Compensation Fund เป็นผู้เช่าโรงงานต่อ และยกให้ Prince Luitpold of Bavariaเช่าในปี 2011

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าของจัดแสดงในห้องต้นๆ จะออกโทนสีขาว และมีการเพิ่มสีสัน ความทันสมัยและความละเอียดลออมากขึ้นหลังจากที่เจ้าของโรงงานได้เชิญศิลปินร่วมสมัยในเวลานั้นมาออกแบบงานจนทำให้ชิ้นงานไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ ตุ๊กตาดูวิจิตรบรรจงมากขึ้นสมกับเป็นโรงงานกระเบื้องที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมความหรูหราของรถม้าราชสำนักบาวาเรีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686669

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมความหรูหราของรถม้าราชสำนักบาวาเรีย

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมความหรูหราของรถม้าราชสำนักบาวาเรีย

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายมิวเซียมที่มาเยือนพระราชวัง Nymphenburg และเผื่อเวลาทั้งวันมาแล้วย่อมอยากเข้าชมมิวเซียมด้วย มิวเซียมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Marstallmuseum หรือ Museum of Carriages and Sleighs หรือมิวเซียมรถม้านั่นเอง มิวเซียมแห่งนี้ของพระราชวัง Nymphenburg ถือเป็นมิวเซียมรถม้าของราชสำนักที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

มิวเซียมที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งคอกม้าเก่าทางตอนใต้ของพระราชวัง Nymphenburg ที่เคยเป็นคอกม้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของ MaxEmanuel ผู้ปกครองแคว้นบาวาเรียโดยเป็นสถานที่เก็บม้าที่มีค่าที่สุดของพระองค์ในช่วงฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวม้าและรถม้าสำคัญของพระองค์จะถูกย้ายไปที่ประทับของพระองค์ในเมืองมิวนิค ที่นี่ได้ถูกทำให้เป็นมิวเซียมตั้งแต่ปี 1923 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ของจัดแสดงได้ถูกย้ายไปเก็บไว้ในพระราชวัง Nymphenburg แทน หลังจากที่คอกม้ากลางเมืองมิวนิคถูกทำลายลงจากสงครามในปี 1944 รัฐบาลได้ย้ายของจัดแสดงส่วนหนึ่งกลับมาที่นี่และเริ่มเปิดทำการใหม่ในปี 1952

ของจัดแสดงที่สำคัญของมิวเซียมก็คือ รถม้าที่ประทับในวันขึ้นครองราชย์ของพระเจ้า Charles Albert ในปี 1742 ในวันขึ้นครองราชย์เพื่อปกครอง Roman Empire ของพระเจ้า Maximilian I Joseph และพระเจ้า Ludwig II นอกจากนี้ ยังมีรถม้าที่หรูหราประทับอีก 5 คันของพระเจ้า Ludwig IIที่นำมาเก็บที่นี่ในปี 1886 หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีรถม้าของเจ้าชาย Regent Luitpold หลานชายของพระเจ้า Ludwig II และเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้า Ludwig II ในเวลาที่พระองค์ประชวรและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ระหว่างปี 1886-1912 ด้วย หลังปี 2012 รัฐบาลได้นำเลื่อนของ Max Emanuel ผู้ครองนครและเจ้าหญิง Maria Antonia มาจัดแสดงไว้ที่นี่ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1923 บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นโรงเรียนสอนขี่ม้าเก่าด้วยแห่งนี้ไม่เพียงแต่ได้มีโอกาสชื่นชมกับยานพาหนะที่หรูหราที่ใช้ในงานราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์และทันสมัยที่สุดในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-19 ของทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมันแล้ว ยังจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงพัฒนาการของยานพาหนะทั้งรถม้าสี่ล้อขนาดใหญ่ รถเลื่อน และสัมภาระทหารในยุค Wittelbachs ราชวงศ์ซึ่งปกครองแคว้นบาวาเรีย เอกสารเกี่ยวกับการสร้างรถม้าและวัฒนธรรมการขี่รถม้าของราชวงศ์อีกร่วม 300 ปีด้วย นับได้ว่าคุ้มค่ากับการเผื่อเวลาทั้งวันสำหรับการเยือนพระราชวัง Nymphenburg เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ลองส่อง Hunting Lodge

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685229

แหวกฟ้าหาฝัน : ลองส่อง Hunting Lodge

แหวกฟ้าหาฝัน : ลองส่อง Hunting Lodge

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนพระราชวัง Nymphenburg สามารถเผื่อเวลามาทั้งวันทั้งนี้เพราะ นอกจากพระราชวังแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นได้อีกด้วย อาทิ Amalienburg ที่นี่จะว่าไปก็อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับพระราชวัง แต่อยู่กลางสวนไปทางทิศตะวันตกโดยห่างไปเพียง 500 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าไปได้ในเวลาเพียงแค่ 7 นาที ยิ่งในฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ผลิ เรียกได้ว่ายังไม่ทันเหงื่อออกก็ถึงแล้ว ระหว่างทางมีดอกไม้และต้นไม้ใหญ่มากมาย ร่มรื่น เดินได้ไม่เบื่อ

ในปี 1734 Karl Albrecht ผู้ปกครองมิวนิคในยุคนั้นได้เริ่มต้นสร้าง Amalienburgไว้สำหรับเป็นที่ประทับเพื่อล่าสัตว์สำหรับ Maria Amalia พระราชธิดาของจักรพรรดิ Joseph Iภรรยาของเขาโดยสร้างอยู่ตรงข้ามตึกMagdalenenklaus บ้านพักตามชื่อเจ้าของบ้านที่ปลูกสร้างตามแนวทางศิลปะแบบ Rococo อย่างวิจิตรพิสดารที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปแห่งนี้ถูกออกแบบด้านสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในโดยช่างและสถาปนิกที่ทำงานในแคว้นบาวาเรียในช่วงเวลานั้น อาทิ Francois Cuvilliesthe Elder สถาปนิกชาวเบลเยียม ส่วนตกแต่งปูนปั้นได้รับการรังสรรค์โดย Johann Baptist Zimmermann จิตรกรยุครอคโคโคชาวเยอรมัน ส่วนงานไม้แกะสลักได้รับการสร้างสรรค์โดย Johann Joachim Dietrich ประติมากรและนักออกแบบยุครอคโคโคชาวบาวาเรีย และตกแต่งสีสันโดย Joseph Pasqualin Moretti สถาปนิกชาวอิตาเลียน

เมื่อเดินผ่านสวน นักท่องเที่ยวอาจเห็นว่าภายนอกของบ้านพักแห่งนี้ดูเรียบๆ คล้ายบ้านคหบดีทั่วไป แม้จะประดับด้วยโดมนิดเหน่อยก็ตาม แต่เมื่อย่างก้าวเข้าไปภายในจะเห็นความหรูหราอลังการที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นตั้งแต่ห้องแรก แต่ละห้องจะมีความแตกต่างกันตามอย่างแนวทางศิลปะรอคโคโคจากฝรั่งเศสที่เน้นความวิจิตรตระการตา ที่นี่มีห้องอยู่หลายห้อง อาทิ ห้องที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Hall of Mirrors ที่ถือเป็นศูนย์กลางของบ้านพัก ส่วนทางใต้ประกอบด้วยห้องสีเหลืองหรือห้องนอน และห้องสีฟ้า ส่วนห้องล่าสัตว์ และห้องไก่ฟ้าหรือห้องอินเดียนจะอยู่ทางทิศเหนือ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีห้องแต่งตัวห้องเก็บปืน ห้องพักผ่อน และห้องครัวรวมอยู่ด้วยซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวได้ประสบการณ์กับการอยู่บ้านพักแบบนี้ของกษัตริย์หรือคหบดีอย่างแท้จริง

ห้องที่ตกแต่งสวยที่สุดก็คือ Hall of Mirrors ซึ่งสีหลักที่ใช้เป็นสีขาวและสีฟ้าตกแต่งด้วยเงินที่ได้รับการสะท้อนจากแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเสริมความหรูหรา ส่วนห้องนอนก็เป็นอีกห้องที่มีการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงโดยใช้สีมะนาวเป็นพื้นตกแต่งด้วยปูนปั้นสีฟ้า สำหรับฝาผนังโดยรอบก็ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักฝีมือ Johann Joachim Dietrich นักประติมากรงานไม้ที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค งานจิตรกรรมที่ตกแต่งเหนือเตียงนอนเป็นภาพของ Karl Albrecht ผู้ดำริสร้างบ้านพัก และภาพ Maria Amalia เจ้าของบ้านพัก

ห้องล่าสัตว์ติดกับห้องนอนตกแต่งเป็นห้องเล็กๆ ด้วยงานจิตกรรมยุครอคโคโคจากผลงานของ Peter Jakob Horemans ส่วนห้องไก่ฟ้าก็ตกแต่งด้วยบรรยากาศแบบต่างประเทศให้สมกับชื่อห้องโดยตกแต่งฝาผนังด้วยผ้าลินิน และขี้ผึ้งตามแนวทางศิลปะแบบจีน ส่วนห้องหมาและห้องปืนก็ตกแต่งด้วยงานจิตรกรรมเกี่ยวกับการล่าสัตว์ และถ้วยรางวัลจากการล่าสัตว์

นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนอย่างใกล้ชิดเพียงบางห้องเท่านั้น ห้องที่นักท่องเที่ยวชอบมากที่สุดคงไม่พ้นห้องที่หรูหราที่สุด นั่นคือ Hall of Mirrors แต่ห้องที่น่าเป็นที่ชื่นชอบรองลงมาไม่น่าจะเป็นห้องนอน แต่น่าจะเป็นห้องครัวมากกว่า เพราะมีผนังที่ตกแต่งหรูหราดูดีมีระดับ แม้จะใช้อุปกรณ์ที่ยังไม่ทันสมัย แต่ที่สำคัญก็คือสามารถถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิดจนถึงกับแสดงเป็นแม่ครัวได้เองเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยววังเยอรมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683732

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยววังเยอรมัน

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยววังเยอรมัน

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายวังที่มาเยือนมิวนิกสถานที่ท่องเที่ยวที่ชอบไปกันก็คือNeuschwanstein หรือปราสาทที่สวนสนุกชอบสร้างเลียนแบบ แต่มิวนิคไม่ได้มีปราสาทแห่งนี้แห่งเดียวที่น่าสนใจ มิวนิคยังมี Nymphenburg Palace พระราชวังฤดูร้อนที่อยู่ใกล้กับเมืองมากกว่า Neuschwansteinเสียอีกให้เยี่ยมเยือนด้วย การเดินทางไปพระราชวังนี้ก็ง่ายกว่า Neuschwanstein ด้วยซ้ำ เพราะที่นี่สามารถเดินทางโดยรถS หนึ่ง หรือ 2 ต่อแล้วแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกเพื่อเดินต่อไปยังพระราชวังได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 20 กว่านาทีเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายุโรปโดยสายการบินไทยลงมิวนิคตอนเช้าและมาเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปประเทศอื่นตอนบ่ายหรือเย็นก็สามารถเที่ยวได้โดยไม่เสียเวลามากนัก

Nymphenburg Palace เป็นพระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นจากคำบัญชาของ Ferdinand Maria และ Henriette Adelaide of Savoy โดยมอบหมายให้กับ Agostino Barelli สถาปนิกชาวอิตาลีเป็นคนออกแบบในปี 1664 หลังจากที่Maximillian II Emanuel พระราชบุตรพระองค์แรกพระราชสมภพเพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระองค์ หลังจากสร้างอยู่ 10 ปี ในปี 1675 ส่วนกลางของพระราชวังก็เสร็จเรียบร้อยโดยใช้วัสดุหินปูนมาจาก Kelheim หลังจากนั้น พระองค์ก็ต่อเติมพระราชวังเรื่อยๆ จนแทนที่ Blutenburg Castle ในแง่ความใหญ่โตในปี 1701 Maximilian Emanuel รัชทายาทของบาวาเรีย ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองก็ได้ต่อขยายพระราชวังเพิ่มขึ้นทางด้านเหนือและใต้โดยมอบหมายให้ Enrico Zucalli สถาปนิกชาวสวิสเป็นผู้ออกแบบ และให้Giovanni Antonio Viscardi สถาปนิกชาวสวิสยุคบาโรคอีกผู้หนึ่งเป็นผู้ออกแบบส่วนเชื่อมต่อทั้งสองทิศเข้ากับส่วนกลาง

ในปี 1716 Joseph Effner ได้ออกแบบหน้าบันของอาคารส่วนกลางใหม่ให้เป็นแบบFrench Baroque และเพิ่มส่วนของอาคารสีส้มทางตอนเหนือเพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้นในปี 1758 ซึ่งเท่ากับเป็นการก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี ในปี 1795 Charles Theodoreผู้ปกครองแคว้นบาวาเรียยังต้องการขยายความใหญ่โตของวังอีกจึงได้เพิ่มส่วนสวนขึ้นในปี 1826 เมื่อพระเจ้า Ludwig I ขึ้นครองราชย์พระองค์ได้ให้ Leo von Klenzeสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้นออกแบบตกแต่งส่วนหน้าบันใหม่ให้มีความอลังการมากขึ้นด้วยการประดับสัญลักษณ์ประจำพระองค์เพิ่ม หลังการตกแต่งเรียบร้อย พระราชวังแห่งนี้กลายเป็นพระราชวังฤดูร้อนที่กษัตริย์ทุกพระองค์ที่มาปกครองแคว้นโปรดปรานมาก แม้แต่ พระเจ้า Charles Albert และ พระเจ้า Max I Joseph ก็เลือกมาสวรรคตที่นี่ และที่นี่ยังเป็นที่ประสูติของพระเจ้า Ludwig II ในปี 1845 ด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนพระราชวังแห่งนี้ จะสามารถสัมผัสถึงความใหญ่โตทั้งอาคารและสวนได้ตั้งแต่ยังอยู่ไกลจากพระราชวังหลายสิบเมตร เมื่อผ่านประตูเข้าไปก็จะประทับใจกับห้องรับรองด้านหน้าที่หรูหราสวยงามสมกับความเป็นพระราชวังของแคว้นที่ยิ่งใหญ่ และจะได้เยี่ยมชมห้องบรรทม ห้องทรงงาน และห้องอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่มากมายนัก เพราะที่นี่เป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับพักผ่อนแต่ก็เพียงพอที่จะสะท้อนความยิ่งใหญ่และหรูหราสมกับความมั่งคั่งของแคว้นเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เพลิดเพลินกับทะเลสาบคอนสแตน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682177

แหวกฟ้าหาฝัน : เพลิดเพลินกับทะเลสาบคอนสแตน

แหวกฟ้าหาฝัน : เพลิดเพลินกับทะเลสาบคอนสแตน

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเยอรมนีทางตอนใต้ ในฤดูร้อนไม่เพียงสามารถมีประสบการณ์กับมิวเซียม วัง วัด เฉกเช่นการเยือนยุโรปเหนือทั่วไปที่ทำในฤดูหนาวแล้ว ยังสามารถมีประสบการณ์กับทะเลสาบได้อย่างไม่ยากเย็นด้วย นั่นคือ การไปเยือนทะเลสาบคอนสแตน ทะเลสาบทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 แห่ง นั่นคือ สวิสและออสเตรีย

ทะเลสาบคอนสแตนนี้ถือกำเนิดจากธารน้ำแข็งไรน์ตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง หลังสิ้นสุดยุคน้ำแข็งเมื่อ 1 หมื่นปีก่อน ส่วนของทะเลสาบประกอบด้วย Obersee และ Untersee ส่วนที่เชื่อมต่อเรียกว่า Seerhein ส่วนของแม่น้ำไรน์ตรงตำแหน่งเทือกเขาแอลป์ หรือ Alpine Rhine นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของเขตแดนระหว่างออสเตรียและสวิส โดยน้ำจะไหลเข้าไปยังทะเลสาบจากทางใต้ ส่วนทางเหนือหรือ High Rhine จะไหลจากทิศตะวันตกออกไปยังน้ำตก Schaffhausenซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนระหว่างเยอรมนีกับสวิสจนถึงเมือง Basel ของสวิส

ทะเลสาบที่ชาวเยอรมันใช้ชื่อว่า Bodensee ที่มาจากหมู่บ้าน Bodman นี้ เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรปตอนกลางและตะวันตกโดยเป็นรองแค่ทะเลสาบเจนีวา และ Balaton เท่านั้นโดยมีขนาดกว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 63 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่536 ตารางกิโลเมตร โดยอยู่เหนือระดับน้ำทะเล395 เมตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทะเลสาบแห่งนี้มีเวลาต่างกัน 5 ช่วงตามความรับผิดชอบของแต่ละประเทศแม้จะมีความยาวเพียงแค่ 46 กิโลเมตร ก็ตามอันเป็นผลมาจากที่นี่เป็นจุดนัดพบของกษัตริย์ของแต่ละประเทศในช่วงที่แต่ละประเทศต่างไม่ลงให้แก่กัน นาฬิกาที่ท่าเรือของแต่ละประเทศจึงต้องมีถึง 3 เรือนโดยตั้งเวลาตามแต่การเข้า-ออกของแต่ละประเทศส่งผลให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติการเดินทางในทะเลสาบอย่างมาก อย่างไรก็ดี ภายหลังประเทศทั้งหมดรอบทะเลสาบได้หันมาใช้เวลาใน time zone เดียวกัน การตั้งนาฬิกาที่ต่างกันตามท่าเรือจึงสิ้นสุดลง

ส่วน Obersee ที่มีพื้นที่ 473 ตารางกิโลเมต รในฝั่งเยอรมนีมีเมืองท่องเที่ยวอยู่หลายเมืองที่เป็นที่นิยม อาทิ Friedrichshafen, Bregenz, Lindau, Meersburg เมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดคือเมือง Meersburg ส่วนเมืองที่เดินทางไปเที่ยวง่ายที่สุดจากเมืองมิวนิกคือ เมือง Lindau

เมือง Lindau เป็นเมืองสำคัญบนเกาะทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคอนสแตนซึ่งอยู่ในแคว้นบาวาเรีย เมืองนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่สมัยต้นโรมันราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 แต่อยู่ในชื่อ Aeschach ก่อนที่จะมีชื่อปรากฏว่า Lindau ในปี 882 โดยพระสงฆ์จาก St.Gallenในปี 1274 Lindau ก็ได้รับการสถาปนาเป็นรัฐอิสระภายใต้รัชสมัยของพระเจ้า Rudolf I ต่อมาในปี 1528 พลเมืองของเมืองนี้ก็ยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโปรแตสแตน ในปี 1802 Lindau สูญเสียความเป็นรัฐอิสระและเข้าสู่การปกครองของ Karl August von Bretzenheim ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรียก่อนที่ Lindau จะกลับมาเป็นของแคว้นบาวาเรียเยอรมัน ในปี 1853 รัฐบาลแคว้นบาวาเรียตัดสินใจสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมเกาะเข้ากับแผ่นดิน และอีก 3 ปีต่อมาก็ตัดสินใจสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ และสร้างประภาคาร รวมทั้งให้รูปปั้นสิงโตเป็นสัญลักษณ์ของเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่สองLindau กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส ก่อนที่จะได้กลับเข้ามาเป็นของแคว้นบาวาเรียใหม่อีกครั้งในปี 1955

นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนที่ Lindau สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งละอันพันละน้อยของเมืองตั้งแต่ บรรยากาศริมทะเลสาบ ประภาคาร ศาลาว่าการเมือง สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ รวมทั้งร้านไอติมที่ตั้งอยู่ด้านหน้าทะเลสาบเต็มไปหมด

Town Hall

Town Hall

Lake Constance

Lake Constance

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter เมือง Munich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680662

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter เมือง Munich

แหวกฟ้าหาฝัน : St.Peter เมือง Munich

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเก่ามิวนิค และชื่นชอบการชมวิวสูงๆ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ St.Peter Tower โบสถ์ที่มีหอคอยสูงที่สุดในมิวนิคนี้มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่มีพระมาอาศัยอยู่ในเทือกเขาที่มีชื่อว่า Peterbergl สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 12จึงมีการสร้างโบสถ์ตามแนวทางศิลปะแบบ Bavarian Romanesque ขึ้นก่อนที่จะมีการขยายขนาดโบสถ์และปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบโกธิค เป็นที่น่าเสียดายว่าหลังปรับปรุงโบสถ์ได้ไม่นาน ในปี 1327 โบสถ์กลับถูกไฟไหม้ และได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี 1368 โบสถ์ได้รับการเพิ่มส่วนของหอคอยความสูง 91 เมตร 2 หอ พร้อมจุดสังเกตการณ์ และนาฬิกาประจำเมืองในปี 1381

หลังจากหอสังเกตการณ์ถูกฟ้าผ่าในปี 1607 Heinrich Schon d. A. สถาปนิกชาวเยอรมันได้ออกแบบหอคอยใหม่ที่มีรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบันโดยสร้างเสร็จในปี 1621 ในปี 1630 ซึ่งเข้าสู่ยุคบาโรค ศาสนจักรจึงมีดำริที่จะตกแต่งโบสถ์ใหม่ให้มีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้น จึงได้ทำการรื้อถอนส่วนที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค อีก 10 ปีต่อมา ศาสนจักรก็ได้ให้ Heinrich Schon d.J. และ Marx Schienagl สองสถาปนิกชาวมิวนิคออกแบบแท่นบูชาใหม่โดยเลียนแบบแท่นบูชาที่ออกแบบโดย Bernini ณ St.Peter ที่กรุงโรม เลียนแบบ Asamkirche ส่วนบริเวณเวทีประสานเสียงก็ได้รับการออกแบบใหม่โดย IgnazAnton Gunetzrhainer ผู้คุมงานก่อสร้างสำคัญชาวเยอรมัน สำหรับภาพปูนปั้นบริเวณพลับพลาและภาพปูนเปียกรอบหน้าต่างที่แสนวิจิตรพิสดารได้รับการออกแบบและสรรสร้างโดย John Baptist Zimmermann ศิลปินยุคบาโรคชาวมิวนิค

Alter Peter & Christkindlmarkt

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ศาสนจักรได้ดำเนินการปรับปรุงโบสถ์ 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1844 เรียกว่าการปรับปรุงสีเขียว (green renovation) ครั้งที่สองทำในปี 1882 เรียกว่าการปรับปรุงสีเหลือง (yellow renovation) ครั้งที่สามในปี 1911 เรียกว่าการปรับปรุงสีเทา (grey renovation) หลังการปรับปรุงครั้งที่สามเกิดสงครามโลกขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกโบสถ์อยู่รอดปลอดภัย แต่ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1945 ซึ่งเป็นช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สองโบสถ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีทางอากาศ ถึงกระนั้นก็ตาม ผลงานทางศิลปะหลายชิ้นที่ประดิษฐานอยู่ในนั้นกลับมิได้รับความเสียหายเนื่องจากเทศบาลได้นำงานบางชิ้นไปแอบซ่อนไว้ตั้งแต่เริ่มสงคราม

หลังสงคราม Max Sritter และ Max Zistl บาทหลวงประจำโบสถ์ได้เร่งให้รัฐบาลทำการเร่งปรับปรุงโบสถ์ครั้งใหญ่โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ ในวันที่ 8 กันยายน 1951 โบสถ์ก็สามารถเฉลิมฉลองความสำเร็จในการซ่อมแซมหอคอย และในวันที่ 27 มิถุนายน 1954 แท่นบูชาใหญ่ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงก็ได้รับการเฉลิมฉลองภายใต้การนำของคาร์ดินัล Joseph Wendl ส่วนการปรับปรุงภายในภายใต้การอำนวยการของ Rudolf Estererและ Erwin Schleich นั้นกลับใช้เวลายาวนานมาก อย่างไรก็ดีในปี 2000 Hermenegild Peikerก็สามารถปรับปรุงเพดานปูนเปียกได้สำเร็จภายใต้การสนับสนุนของ Herbert Kuglastatterเจ้าคณะสงฆ์พระจำเมืองซึ่งเท่ากับว่าความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองได้รับการปรับปรุงจนเรียบร้อย

ไม่เพียง St.Peter จะเป็นโบสถ์ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากความวิจิตรตระการตาของการตกแต่งภายใน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมือง แต่วิวบนหอคอยที่ระดับ 56 เมตร ยังสามารถเห็นได้ทุกทิศทางของเมืองทั้ง Marianplatz, Church of Our Lady หรือ Frauenkirche จึงทำให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คู่ควรกับการเยือนของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม Asam Kirche โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดใน Munich

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679147

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม Asam Kirche โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดใน Munich

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม Asam Kirche โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดใน Munich

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มามิวนิค และได้มีโอกาสเยือน MUCA (Museum of Urban and Contemporary Art) สามารถไปเยือนโบสถ์แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน นั่นคือ
Asam Kirche หรือ St.Johann Nepomuk โบสถ์แนวบาโรคที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โบสถ์แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่แปลกกว่าโบสถ์แห่งใดในโลก
ทั้งนี้เพราะโบสถ์แห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นห้องสวดมนต์ของพี่น้องตระกูล Asam ไม่ได้เกิดจากการได้รับมอบหมายให้จัดตั้งโบสถ์โดยคณะสงฆ์เหมือนอย่างทั่วๆ ไป พี่น้องตระกูล Asam จึงมีอิสระอย่างเต็มที่ในการออกแบบตามแนวความคิดของตัวเอง เริ่มต้นนั้นพี่น้อง Asam ได้ซื้อบ้าน 4 หลัง Egid Quirin Asamนักประติมากรชาวมิวนิคแนวบาโรคได้เริ่มต้นงานประติมากรรมภายนอกก่อนด้วยการพอกปูนและตกแต่งด้านหน้าให้เป็นไปตามแนวทางแบบ Southern German Rococo ด้วยเทคนิคซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Luftlmalerie ศิลปินแนว Expressionism

ในปี 1733 Egid Quirin Asam มีดำริที่สร้างโบสถ์จึงได้ให้ Cosmas Domian Asam สถาปนิกน้องชายของเขาออกแบบให้โดยเขามีข้อกำหนดให้เขาสามารถเห็นแท่นบูชาได้จากหน้าต่างบ้านตัวเองซึ่งอยู่ติดกับโบสถ์ และต้องการให้โบสถ์แห่งนี้เป็นที่สารภาพบาปของเด็กๆ ชาวเมืองจนทำให้โบสถ์มีห้องสารภาพบาปมากถึง 7 ห้อง เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของพี่ชาย สถาปนิกผู้น้องจึงได้ออกแบบให้หน้าบันของโบสถ์ควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้านบนถนน Sendlinger แม้โบสถ์แห่งนี้จะมิได้ถูกสร้างจากศาสนจักร แต่ด้วยความสามารถของสองพี่น้องการออกแบบโบสถ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านตัวเองจึงวิจิตรตระการตามากตั้งแต่ภายนอกที่หน้าบันขนาด 22×8 เมตร มีหน้าจั่วที่พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความศรัทธา ความรัก และความหวัง

ส่วนภายในอาคารถูกแบ่งไว้เป็น 3 ส่วน ตามการส่องสว่าง ส่วนที่ต่ำที่สุดคือส่วนเก้าอี้ของผู้มาเยือนในโบสถ์ซึ่งจะค่อนข้างมืดอันหมายถึงความทุกข์ทรมานบนโลก ส่วนที่สองอยู่ด้านบนซึ่งจะเป็นสีฟ้าขาวถูกเก็บไว้สำหรับจักรพรรดิ และส่วนบนสุดจะถูกเก็บไว้อย่างซ่อนเร้นแต่จะได้รับแสงส่องสะท้อนอย่างเจิดจ้าซึ่งอุทิศให้กับพระเจ้าและความเป็นนิจนิรันดร์ นอกจากนี้ พี่น้องทั้งสองยังใช้ความสามารถในการเล่นแสงด้วยการให้แสงส่องตรงไปยังบริเวณตำแหน่งของเวทีของนักร้องเสียงประสานอย่างสวยงามโดยไม่เห็นตำแหน่งของหน้าต่างเลย ซ้ำยังมีประติมากรรม Trinity หรือองค์ประกอบทั้งสามภาคของพระเจ้า นั่นคือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต เป็นฉากหลังอีกต่างหากด้วย

ส่วนหลังคาก็ตกแต่งด้วยภาพปูนเปียกเป็นเรื่องราวชีวิตของ Saint Nepomuk หรือ Johannes Nepomuk ในภาษาเยอรมันนั้น คือ นักบุญของโบฮีเมียหรือ Czech Republic ซึ่งจมแม่น้ำVltava เสียชีวิตก็ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Cosmas DamianAsam สถาปนิกผู้ออกแบบโบสถ์ ส่วนแท่นบูชาที่ประกอบด้วยเสาหลัก 4 ต้นนั้นก็เป็นตัวแทนเสาหลักของ Bernini ที่อยู่บนหลุมศพของ St.Peter ในโบสถ์ St.Peter ที่กรุงโรมเพื่อรำลึกถึงการที่พี่น้องทั้งสองได้เรียนที่อิตาลีกับ Lorenzo Bernini มาก่อน แม้โบสถ์จะสร้างตามแนวทางศิลปะแบบบาโรค แต่เนื่องจากไม่ได้รับคำสั่งจากศาสนจักร พวกเขาจึงสร้างให้แท่นบูชาอยู่ทางทิศตะวันตกแทนที่จะเป็นทิศตะวันออก และไม้กางเขนใต้ธรรมาสน์ก็ตั้งไว้ต่ำกว่าปกติด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เวทีนักร้องเสียงประสานถูกทำลายลง แต่ก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขในปี 1975

แม้โบสถ์นี้จะเป็นของตระกูล Asam แต่พวกเขาก็ถูกชาวเมืองกดดันจนต้องเปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถได้รับความประทับใจตั้งแต่เดินยังไม่ถึงประตู เพราะด้านหน้าที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกสะดุดตามาก เมื่อมาถึงประตู นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมกับประตูไม้ที่ตกแต่งด้วยงานประติมากรรมนูนต่ำ 4 ชิ้นบนบานทั้งสองก่อนจะเข้าไปสัมผัสกับความสวยงามในโบสถ์ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงโดยเฉพาะแท่นบูชา และยังสามารถสารภาพบาปได้อย่างเป็นอิสระกับห้องสารภาพบาปที่มีมากมายถึง 7 ห้องเลยทีเดียว

Main Door Panel-Asam Church-Munich

Main Door Panel-Asam Church-Munich

St.Nepomuk_retusche

St.Nepomuk_retusche

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน MUCA มิวนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677639

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน MUCA มิวนิค

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน MUCA มิวนิค

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชอบ Contemporary Art เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Contemporary Art Museum มิวนิคก็เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่มีมิวเซียมประเภทนี้ชื่อว่า Museum of Urban and Contemporary Art ที่เรียกอย่างย่อว่า MUCA มิวเซียมแห่งนี้ของมิวนิคอยู่ในเขตเมืองเก่าใกล้กับสถานีรถไฟกลาง แต่ไม่ได้อยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวสำคัญอาทิ Old town มากนักหากนักท่องเที่ยวต้องการเยือนจำเป็นต้องเดินทางออกนอกเส้นทางปกติสักหน่อย แต่ก็อยู่ในระยะเดินไม่ยาก มิวเซียมแห่งนี้อยู่ใกล้กับ Asamkirche โบสถ์สวยสำคัญแห่งหนึ่งของเมือง และใกล้กับร้าน Swatch หากใครต้องการไปล่านาฬิกา Moonswatch ที่กำลังโด่งดังก็สามารถทำได้

มิวเซียมที่ตั้งอยู่บนถนน Hotter ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2016 นี้เป็นที่จัดแสดงศิลปะของศิลปินพื้นเมืองบนพื้นที่ 2000 ตารางเมตร มิวเซียมที่ก่อตั้งโดย Christian and Stephanie Utz นี้เน้นการพัฒนา Street art and graffiti หรือการวาดภาพลวดลายลงบนพื้นถนนและกำแพงต่างๆ เพื่อหวังลบอคติที่มีต่อศิลปะแนวนี้ แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่า Street art and graffiti เป็นงานที่ทำลายข้าวของสาธารณะก็ตาม ทั้งคู่เห็นว่า street art เป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะที่สำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 21 การแบ่งแยกศิลปะแนวนี้กับการทำลายข้าวของน่าจะมาจากการตอบคำถามให้ได้ว่าสิ่งที่กำลังทำถูกหรือผิดกฎหมายกันแน่ หากทำอย่างถูกกฎหมายก็สามารถเรียกว่าศิลปะ ทั้งคู่เชื่อว่า street artมีอิทธิพลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อโลก

เป้าหมายของทั้งคู่ในการสร้างมิวเซียมก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นศิลปินและยังกำลังพัฒนาตัวเองเป็นศิลปินมีพื้นที่ในการแสดงออก และแบ่งปันความคิด ความรู้เพื่อการเติบโต และสร้างทัศนคติใหม่ ทั้งคู่จึงมักเชิญศิลปินที่ทำงานแนวนี้มาถกและจัดแสดงผลงานทั้งคู่หวังให้มิวเซียมนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้น ณ เมืองมิวนิค เพื่อให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปินพื้นเมืองและศิลปินระดับนานาชาติ รวมทั้งมวลชนด้วย นอกจากนี้มิวเซียมแห่งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับงาน Contemporaryart แนวอื่นในการถ่ายทอดความคิดและผลงานผ่านทางนิทรรศการต่างๆ เพื่อให้ศิลปินและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งตอบคำถามมุมมองเกี่ยวกับศิลปะด้วย

เพื่อให้อาคารเป็นตัวอย่างของงานแนว street art ผู้ก่อตั้งจึงเชิญ Christoph Haessler หรืออีกชื่อว่า Stohead ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเรื่อง street art มาวาดตึกให้ เขามีประสบการณ์ครั้งแรกในการสร้างงานแนวนี้ตั้งแต่ปี 1989 และในปี 1999 เขาได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Getting up with ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างงานแนวนี้ที่ใหญ่ที่สุดนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะเห็นตระหนักถึงแนวคิดสำคัญของผู้ก่อตั้งได้ตั้งแต่หน้าประตูไปถึงภายในอาคารและห้องน้ำ ของจัดแสดงต่างๆ ก็สะท้อนมุมมองและความต้องการของผู้จัดตั้งเพราะเต็มไปด้วยศิลปะแนว Pop art, Public art, Socio-politicalart ไปจนถึง Figurative art ซึ่งสามารถสร้างความสนุกสนานและได้แทบทุกอณูเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตึก BMW Welt มิวนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676109

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตึก BMW Welt มิวนิค

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนตึก BMW Welt มิวนิค

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนมิวเซียม BMW จะเห็นตึกข้างๆ ที่แสนทันสมัย มีทางเชื่อมกันอยู่ซึ่งเป็นอาณาจักรหนึ่งของ BMW ด้วยนั่นคือ BMW Welt อาคารนี้คืออะไร สัมพันธ์อย่างไรกับ BMW อาคาร BMW Welt นี้เป็นสถาปัตยกรรมที่สุดแสนทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ที่นี่เป็นจุดสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท BMW กับลูกค้าอาคารนี้เปิดทำการเช้ามากก่อนเวลาเปิดของมิวเซียมเสียอีก นักท่องเที่ยวที่ไม่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ แต่อยากชมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัทในเครือ BMW สามารถที่จะเดินทางมาชมได้แต่เช้า โดยวันจันทร์ถึงเสาร์จะเปิดตั้งแต่ 07.30 น. และปิดในเวลาเที่ยงคืนส่วนวันอาทิตย์จะเปิดสายกว่านิดหน่อย คือ เปิดเวลา 9 โมง อาคารนี้แทบจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียวในเยอรมนีที่อยู่ภายในอาคารที่มีเวลาทำการยาวนานที่สุด

ในปี 2001 สำนักงานใหญ่ BMW มีแนวคิดที่จะสร้างอาคารใหม่เพื่อใช้เป็นห้องขายยานพาหนะ และเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความล้ำสมัยของผลิตภัณฑ์ คณะกรรมการบริหารบริษัทจึงได้ลงคะแนนเสียให้ Coop Himmelb(I)au เป็นบริษัทสถาปนิกที่ชนะการประกวดออกแบบให้มีลักษณะโดยที่ตัวอาคารจะมีหลังคาแบบ Double Cone และส่วนหลังคาที่มีพื้นที่มากถึง 16,000 ตารางเมตร นี้ลอยอยู่เหนือเสา 12 ต้น สถาปนิกออกแบบอาคารด้วยความตั้งใจที่จะให้ตัวอาคารแห่งอนาคตนี้มีความกลมกลืนไปกับทั้งส่วนมิวเซียม และ Olympia park อีกทั้งยังใช้กระจกที่เปิดโล่งเพื่อให้แสงส่องถึงจึงทำให้ภายในดูสว่าง และประหยัดพลังงาน

ไม่เพียงสถาปัตยกรรมภายนอกจะดูล้ำสมัยและน่าทึ่งแล้ว ภายในอาคารยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความอัศจรรย์ของงานสถาปนิก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีอัตลักษณ์ ห้องแต่ละห้องที่นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมเยือนจะมีความสะดวกสบาย บรรยากาศอบอุ่นทันสมัยและเป็นกันเอง นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่การชมผลิตภัณฑ์รถหลากยี่ห้อภายใต้กลุ่มบริษัท BMW ไม่ว่าจะเป็น BMW, Mini และ Rolls-Royceการฟังคำบรรยายจากไกด์หรือพนักงานขายแล้วแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกการเยี่ยมชม และการชิมอาหารจากร้านอาหารที่มีความสวยงาม และมีอาหารอร่อย ข้อดีที่สุดสำหรับการเที่ยว BMW Welt ที่เหนือกว่า BMW Museum ก็คือ นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับการลองนั่งและถ่ายรูปกับยานพาหนะรุ่นใหม่ๆ ทั้งรถยนต์รุ่นใหม่หลากสี รุ่น limited และมอเตอร์ไซค์big bike ซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ไม่รู้ลืมให้กับผู้มาชมสมความตั้งใจของบริษัทเลยทีเดียว