แหวกฟ้าหาฝัน : ชม BMW Museum เมืองมิวนิค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674573

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม BMW Museum เมืองมิวนิค

แหวกฟ้าหาฝัน : ชม BMW Museum เมืองมิวนิค

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยอรมนีและมีโอกาสเยือนมิวเซียมรถหรูมาแล้ว 2 แห่งที่ Stuttgart อาจติดใจและอยากหามิวเซียมประเภทเดียวกันดูอีก มิวเซียมรถหรูอีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ BMW Museum มิวเซียมรถ BMW แห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่เมือง Stuttgart แต่อยู่ที่เมืองมิวนิคเมืองปลายทางของสายการบินไทย และ Lufthanza การเยือนมิวเซียมนี้จึงสะดวกสบายกว่าหากเป็นวันที่ลงเครื่องมาถึงเยอรมนีหรือกำลังจะกลับเมืองไทย

นักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องการบินไทยแค่มา Stopover ก่อนไปเมืองอื่นต่อ หากต้องการเยือนมิวเซียมนี้ก็สามารถที่จะฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีรถไฟกลางได้เฉกเช่นเดียวกันกับสถานีรถไฟใหญ่เมืองอื่นๆ ของยุโรป การเดินทางไปมิวเซียมแห่งนี้ก็ไม่ยาก หากเดินทางจาก Munich Hbf หรือ central station ด้วยรถ U2 ต่อ U3 ไปลงที่ Olympiazentrum เป็นวิธีที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ถ้านักท่องเที่ยวไม่ชอบต่อรถ ก็สามารถใช้รถ U2 แล้วเดิน 1.5 กม ไปยังมิวเซียมได้เลย หากนักท่องเที่ยวมีบัตร 9 euro ที่จะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ก็สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มซึ่งถือว่าเป็นโอกาสทองเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเช็คตารางวิธีการเดินทางด้วยรถไฟ และรถใต้ดินได้ด้วย DB app ซึ่งทำให้ง่ายต่อการวางแผนการเดินทางได้อีกต่างหากด้วย เรียกได้ว่าสะดวกสบายมาก

แท้ที่จริงแล้วมิวเซียมนี้เป็นมิวเซียมเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 ตั้งอยู่ที่ Olympia Park โดยเปิดตัวหลังการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่เมืองมิวนิคในปี 1973 ได้ไม่นาน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวนิคพร้อมทัวร์มักได้มีโอกาสมาถ่ายรูปแถว Olympia Park แล้ว แต่ทัวร์มักไม่ค่อยได้มีโปรแกรมเยี่ยมชมภายในมิวเซียม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบมิวเซียม เลยไม่อยากเสียเวลาก็เป็นได้ มิวเซียมแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อเชื่อมต่อกับ BMW Welt และเพิ่งเปิดตัวในวันที่ 21 มิถุนายน 2008 โดยเพิ่มพื้นที่จัดแสดงรถให้กว้างขวางขึ้นเป็น 5 พันตารางเมตร จึงมีความน่าสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักรถหรูหรือสาวกแบรนด์ BMW

อาคารที่ปรับปรุงใหม่หน้าตาเหมือนชามสลัดหรือหม้อใบใหญ่สีเงินนี้ถูกออกแบบโดย Karl Schwanzer ศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงที่สุดผู้หนึ่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองผู้ออกแบบสำนักงานใหญ่ BMW ด้วย อาคารที่มีพื้นกว้าง 20 เมตร และหลังคากว้าง 40 เมตรนี้มีทางเข้าอยู่บนชั้นหนึ่งที่ใช้เป็นห้องเก็บเสื้อผ้าและประชาสัมพันธ์ เมื่อนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้วจะได้หูฟังพร้อมเชือกคล้องที่มีตรา BMW เพื่อใช้ในการฟังคำบรรยาย

หลังจาก scan barcode ผ่านประตู นักท่องเที่ยวจะเดินวนเป็นวงแบบหอยโข่งขึ้นไปตามทางเดินเพื่อชมของจัดแสดงจากชั้นล่างสุดวนไปยังชั้นบนสุดก่อนที่นักท่องเที่ยวจะลงบันไดเลื่อนกลับลงมาชั้นหนึ่งโดยระหว่างทางจะมีรถ เรือ เครื่องบิน เครื่องจักรต่างๆ รวมทั้งภาพยนตร์สั้นๆ จัดแสดงระหว่างทาง หูฟังที่นักท่องเที่ยวได้รับมาพร้อมตั๋วนี้มีความเฉลียวฉลาดมาก นั่นคือ เมื่อไปถึงจุดต่างๆ เสียงคำบรรยายก็จะดังขึ้นมาเองทำให้การเยี่ยมเยือนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนการออกแบบทางเดินแบบกลับทางของวงแบบหอยโข่งนี้เป็นไปตามหลักการของการบริหารจัดการของ Frank Lloyd Wright ที่เคยทำให้กับ Guggenheim Museum

หลังจบการเยี่ยมชม นักท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ได้มีโอกาสเพลิดเพลินกับของจัดแสดงที่มากมายแล้ว ยังได้รับความรู้จากการบรรยายที่เริ่มต้นจากประวัติศาสตร์ของบริษัท การพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ กังหัน เครื่องบิน รถมอเตอร์ไซค์ และพาหนะประเภทรถต่างๆ รวมทั้งแนวคิดในการประกอบพาหนะแต่ละชนิดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอันจะสามารถทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์รถยนต์ และสนุกสนานกับการถ่ายรูปกับของจัดแสดงของ BMW โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถต้นแบบใหม่ๆ ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืมเลยทีเดียวโดยเฉพาะกับผู้เป็นเจ้าของ BMW

แหวกฟ้าหาฝัน : Esslingen เมืองน่ารัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673122

แหวกฟ้าหาฝัน : Esslingen เมืองน่ารัก

แหวกฟ้าหาฝัน : Esslingen เมืองน่ารัก

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stuttgart และนอนเมืองนี้หลายวัน อาจอยากมีโอกาสสัมผัสเมืองใกล้ชิดขนาดเล็ก ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ เมือง Esslingen เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ห่างไปเพียง 15 กม. หรือนั่งรถ S1 หรือ RE จาก Stuttgart Hbf ไปเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น รถสายนี้เป็นรถสายเดียวกันกับรถที่ไป Mercedes Benz Museum นักท่องเที่ยวอาจเลือกไปกินอาหารเช้าที่ Esslingen แล้วนั่งรถกลับมาเพียงแค่ไม่กี่นาทีมาที่ Mercedes Benz Museum หรือจะเลือกไปเที่ยวมิวเซียมเสร็จก่อน แล้วไปกินอาหารเที่ยงหรือเย็นที่Esslingen ก็แล้วแต่แผนการเที่ยวที่วางไว้

Esslingen มีชื่อเต็มว่า Esslingen am Neckar หรือแปลว่าเมือง Esslingen บนแม่น้ำ Neckar นี้เป็นเมืองในเขต Stuttgart ของแคว้น Baden Wurttemberg ทางตอนใต้ของเยอรมัน ประวัติของเมืองนี้จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีมนุษย์อยู่ตั้งแต่ 1,000 ปีก่อนคริสตกาลหรือสมัย Neolithic ในศตวรรษที่หนึ่งเมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันโดยเป็นที่เก็บของ คำว่า Esslingen ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 777 ในชื่อ Ezelinga ในพินัยกรรมของ Abbot Fulrad แห่ง Saint Denis โดยเขานำกระดูกของ Saint Vitalis มาที่เมืองนี้และทำให้เมืองนี้กลายเป็นเส้นทางการของนักแสวงบุญ ในช่วงปี 800 เมืองนี้เริ่มกลายเป็นเมืองตลาดโดยได้รับใบอนุญาตในปี 866 เมืองนี้ตกเป็นของ Liudolf,Duke of Swabia ในปี 949 ก่อนจะได้รับสิทธิกลายเป็นเมืองอย่างแท้จริงจากจักรพรรดิFrederick II ในปี 1229 ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลได้ทำการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ Neckar เพื่อให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของการค้าเชื่อมระหว่างเยอรมันกับอิตาลี และสวิสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไวน์ที่ผลิตในย่านนี้

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-16 เมืองนี้เกิดความวุ่นวายจากปัญหาระหว่างเมืองกับกับ Counts of Wurttemberg หลังจากนั้นในระหว่างปี 1618-48 เมืองก็เข้าสู่ Thirty Years War สงครามที่สร้างความเสียหายให้กับเยอรมันอย่างมากจนทำให้เมืองนี้สูญเสียพลเมืองไปมากถึงครึ่งหนึ่ง ยิ่งในสมัยนโปเลียนด้วยแล้ว เมืองนี้สูญเสียเอกราชไป 1 ปี และกลายเป็นส่วนหนึ่งของDuchy of Wurttemberg ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19ซึ่งเป็นช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมืองนี้กลายเป็นแหล่งผลิตถุงมือ ผ้า งานโลหะ และอาหารสำเร็จรูปจนทำให้เมืองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเป็นที่มาของการสร้างทางรถไฟเชื่อมกับ Cannstatt

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพสหรัฐฯ บุกยึดเมืองในเดือนเมษายน 1945 แต่มิได้สร้างความเสียหายให้กับเมืองมากนัก เพราะพลเมืองยอมแต่โดยดีจึงทำให้อาคารประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ถูกทำลาย หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงเนื่องจากเมืองไม่บอบช้ำมากจึงดึงดูดให้ชาวเยอรมันและผู้อพยพย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมากถึง 47,000 คน ส่งผลให้การก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้นมากแถว Oberesslingen และZollberg นับจากนั้นมาเมืองก็ขยายตัวขึ้นอีกจากการควบรวมเอา Nurtingen เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเล็กๆ ที่เดินทางง่าย แสนสะดวกแห่งนี้ไม่เพียงจะได้มีโอกาสชมสถาปัตยกรรมเมืองเล็กของเยอรมันที่มีอัตลักษณ์อย่างเต็มอิ่มโดยไม่จำเป็นต้องเข้าชมมิวเซียมอะไรเลยเท่านั้น แต่ยังสามารถสัมผัสกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านแล้วร้านเล่าที่ตกแต่งอย่างน่ารัก ร้านค้าที่มีของขายแปลกตา ผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่รู้เบื่อเรียกได้ว่านักท่องเที่ยวสามารถอยู่ในบรรยากาศที่สนุกสนาน และสดชื่นกับความเป็นเยอรมันที่สามารถสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมรถหรู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671588

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมรถหรู

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบรถและความหรูหรา หากได้มีโอกาสเยือน Stuttgart คงไม่เพียงพอใจที่จะเยือน PorscheMuseum มิวเซียมในฝันเท่านั้น สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้เลยนั่นคือ Mercedes BenzMuseum มิวเซียมที่อยู่ไม่ไกลจาก Stuttgart Hbf มากนักวิธีการที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือนั่งรถ S1 เพียง 2 ป้ายลงที่Stuttgart Neckarpark แล้วเดินอีก 950 เมตร ก็ถึงมิวเซียมแล้วโดยใช้เวลารวมไม่ถึง 20 นาทีรถ S เป็นรถไฟท้องถิ่นที่มีความถี่ค่อนข้างสูงในเวลากลางวันแม้จะน้อยกว่ารถ U หรือรถใต้ดินก็ตาม หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋ว 9 euro ที่คาดว่าจะไม่ต่ออายุหลังเดือนสิงหาคม 2022 นี้ ก็สามารถใช้ได้เลย

Mercedes Benz Museum เป็นมิวเซียมรถที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองรถคันแรกที่ถูกสร้างโดยCarl Benz ในปี 1886 การนำเสนอของมิวเซียมเล่าถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ทั้งวิธีการ สถานที่ เทคโนโลยีชีวิตประจำวัน ประวัติศาสตร์สังคม และวัฒนธรรมเรื่อยไปพร้อมกับการจัดแสดงรถมากถึง 160 คัน ในรูปแบบต่างๆเรียงตามลำดับระยะเวลาที่ถือกำเนิดของพาหนะแต่ละคันบนพื้นที่ 12 ห้อง 16,500ตารางเมตร มิวเซียมที่ก่อตั้งหน้าโรงงาน Daimler แห่งนี้ถูกออกแบบโดย UN Studioบริษัทสถาปนิกสัญชาติดัทช์ด้วยแนวคิดดอกจิกสามดอกซ้อนกันเพื่อให้เกิดสามเหลี่ยมอันเป็นการรำลึกถึงรูปร่างของเครื่องยนต์ Wankel หรือเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ถูกออกแบบโดย Felix Wankel วิศวกรชาวเยอรมันที่เป็นต้นแบบการผลิตรถครั้งแรกของบริษัท

อาคารที่ก่อสร้างเสร็จในปี 2006 นี้ได้รับการออกแบบการจัดแสดงภายในโดย HG Merz สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภายในมิวเซียมชาวเยอรมันโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรูปเกลียวคู่ของ DNAที่เป็นส่วนประกอบของพันธุกรรมมนุษย์ซึ่งสะท้อนให้เห็นปรัชญาของแบรนด์Mercedes Benz ที่จะพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าเพื่อการเคลื่อนย้ายให้กับมวลมนุษย์ สถาปนิกออกแบบความสูงและส่วนเกลียวภายในเพื่อให้มิวเซียมสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังทำให้การจัดแสดงเป็นไปอย่างราบรื่นต่อเนื่องสร้างความเพลิดเพลินให้กับนักท่องเที่ยวได้โดยไม่สะดุด

ตลอดเวลาที่นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมนั้นพวกเขาจะได้ประสบการณ์เสมือนหนึ่งการเดินทางไปในประวัติศาสตร์ของการผลิตรถยนต์ที่ย้อนไปตั้งแต่ปี 1886 เรื่อยมาจากชิ้นงานกว่า 160 ชิ้น อันประกอบไปด้วยยานพาหนะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถบัส รถดับเพลิงรวมทั้งเครื่องยนต์เครื่องบินผ่านการเล่าถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับการเมือง สังคมและวัฒนธรรมตามลำดับเวลาอันนำมาซึ่งความรู้และความสนุกสนานอย่างเต็มที่จนสามารถสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมในฝัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670022

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมิวเซียมในฝัน

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเร็ว และรถหรู เมื่อได้มีโอกาสเยือน Stuttgart คง ไม่พอใจเพียงแค่ชมเมือง ชมตลาด ห้องภาพ เท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ Porsche Museum มิวเซียมรถหรูที่อยู่ในความฝันของหลายๆ คน ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ Stuttgart หรือบางคนถือเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการมาเยือน Stuttgart เลยก็ว่าได้

การเดินทางไป Porsche Museum ก็ไม่ยาก สามารถขึ้นรถ S6 หรือ S60 จากสถานีรถไฟกลาง Stuttgart HBF โดยนั่งเพียงแค่ 4 ป้าย ก็ถึงหน้ามิวเซียมเลย รถจะออกทุกๆ ประมาณ 10-15 นาที ยิ่งถ้านักท่องเที่ยวมีบัตร 9 เหรียญ ของ DB ที่สามารถขึ้นขนส่งสาธารณะได้ในเวลา 1 เดือน แล้วยิ่งดีใหญ่ เพราะต้นทุนในการเดินทางจะถูกมาก ข้อเสียคือ รถมักจะยกเลิก หรือ delay เป็นประจำอันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะคนทำงานน้อยจากการถูกให้ออกไปเมื่อตอนมีวิกฤตเศรษฐกิจ จากคลื่นความร้อนที่มากเกินไปจากค่าพลังงานที่สูงเสียดฟ้า หรือจากการนัดหยุดงานของพนักงาน แต่หากใครมาเยอรมันบ่อยๆ จะทราบดีว่าการ delay ของรถไฟเป็นเรื่องปกติ และไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเราจะได้ขึ้นรถอยู่ดี เพียงแต่ต้องเตรียมการเผื่อเวลาล่วงหน้า อย่าใช้รถไฟเที่ยวสุดท้ายทุกครั้งเท่านั้น

สถานที่ในฝันของใครหลายคนแห่งนี้อยู่ติดสถานีรถใต้ดินเลยทีเดียว เรียกได้ว่าพอเงยหน้าจากบันไดเลื่อนก็ถึงเขตมิวเซี่ยมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะหาไม่เจอ มิวเซียมเป็นอาคารขนาดใหญ่ด้วยสถาปัตยกรรมที่แสนจะทันสมัย ด้านหน้าติดตั้งรถ porches คัน งามทแยงอยู่บนฟ้าให้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่เหยียบย่าง มิวเซียมที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1976 และตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน Porsche นั้น เริ่มต้นจากขนาดเล็กๆ ที่จัดแสดงรถได้เพียงครั้งละ 20 คันหมุนเวียนกันไป วัตถุประสงค์เริ่มแรกของผู้จัดตั้งต้องการให้เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงแบบหมุนเวียนโดยมีคลังรถอยู่ 300 คัน

เมื่อบริษัทรู้สึกว่าสถานที่เดิมคับแคบเกินไปและต้องการขยายมิวเซียมในช่วงแรกนั้น พวกเขามีแนวคิดที่จะจัดตั้งมิวเซียม Porsche ข้าง Mercedes Benz ณ Killesberg แต่เมื่อบริษัท Mercedes Benz เปิดตัวมิวเซียมใหม่ในปี 2006 บริษัท Porsche จึงตัดสินใจขยายมิวเซียมใหม่ไปยัง Zuffenhausen ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของตัวเองภายใต้งบประมาณ 60 ล้านยูโร มิวเซียมแห่งใหม่ที่มีพื้นที่ 5600 ตารางเมตรนี้ ออกแบบโดย Delugan Meissl Associated Architects บริษัทสถาปนิกสัญชาติออสเตรียผู้ออกแบบ Film Museum เมือง Amsterdam ส่วนภายในการจัดแสดงรถกว่า 80 คันที่มีประวัติหลากหลายนั้นถูกออกแบบโดย HG Merz บริษัทที่ชนะประกวดการออกแบบ Mercedes Benz Museum การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 2005 และเสร็จสิ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2008 ในที่สุดมิวเซียมที่งบก่อสร้างบานปลายกลายเป็นกว่า 100 ล้านยูโรนี้ ก็สามารถเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม 2009

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจะสามารถประทับใจตั้งแต่ขึ้นจากรถไฟใต้ดิน เพราะไม่เพียงมิวเซียมจะอยู่ในตึกใหญ่สวยงามทันสมัย ติดสถานีชนิดที่ไม่ต้องไปเดินหาให้เสียเวลาเพิ่ม มีประติมากรรมรถหรือความจริงคือตัวรถจอดตะแคงลอยฟ้าอยู่แล้ว ยังมีรถ Porsche รุ่นใหม่จอดด้านหน้าอีกหลายคันรอไว้ให้ทดลองขับ ส่วนภายในอาคารก็มีการตกแต่งอย่างสวยงาม ทันสมัย การเข้าชมหลังซื้อตั๋วก็ใช้ระบบ bar code scan ผ่านประตู นักท่องเที่ยวจะได้พบกับรถ Porsche จำนวนมากมายเรียงลำดับตามวิวัฒนาการรออยู่ และสามารถฟังประวัติบริษัทและรถแต่ละคันที่มีรายละเอียดไม่มากนักไปเรื่อยๆ จากหูฟังที่แจกมาพร้อมตั๋วตามภาษาที่นักท่องเที่ยวเลือก ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวจะยิ่งถูกใจเพราะสามารถถ่ายรูปคู่กับรถแบบต่างๆ ที่แออัดยัดทะนานได้อย่างค่อนข้างใกล้ชิดเมื่อเทียบกับมิวเซียมอื่นๆ ได้อย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน ไฮไลท์อีกอย่างที่สำคัญสำหรับการเยือนมิวเซียมรถในฝัน ก็คือ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าไปนั่งถ่ายรูปกับในรถ Porsche รุ่นล่าสุดได้ด้วยเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของได้เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตลาดเมือง Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668682

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตลาดเมือง Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา Stuttgart และชื่นชอบการเดินตลาด หากได้มีโอกาสมาเยือนในวันเสาร์ก็จะสามารถมีประสบการณ์พิเศษมากกว่าวันอื่นๆ กับ Flea Market ของเมืองได้ที่ Karlplatz จัตุรัสกลางเมือง ตลาดนัดที่มีชื่อว่า Flea market with a heart หรือตลาดนัดที่มีหัวใจนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีก่อน โดยจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ระหว่าง 08.00-16.00 น. ที่นี่จะเป็นสถานที่ที่ชาวพื้นเมืองที่เป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะขายดอกไม้ ผลไม้ อาหารแห้ง เสื้อผ้าต่างๆ นำสินค้าที่ตัวเองผลิตกว่า 100 ราย มาขายให้กับชาวเมืองและนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถตื่นตาตื่นใจกับของที่วางขายมากมายละลานตาในราคาที่สมเหตุผล นักท่องเที่ยวไทยบางคนก็ยังอาจรู้สึกว่าราคาสินค้ายังค่อนข้างสูงโดยเฉพาะของสำเร็จ อาทิ ชีส แต่สำหรับผลไม้แล้วถือว่าราคาถูกมากๆ ถึงกระนั้นก็ตามนักท่องเที่ยวที่ชอบต่อรองราคาสินค้าอาจรู้สึกขัดใจ เพราะของที่ขายไม่สามารถต่อรองราคาได้เหมือนอย่างเมืองไทย แต่ก็มีให้เลือกหลากหลายมาก ข้อดีคือพ่อค้าแม่ค้าชาวเยอรมันจะใจดี ไม่ค่อยหวงของ และยอมให้ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ ยกเว้นผลไม้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเลือกหยิบเองตามใจได้แม้จะต่อรองราคาไม่ได้ก็ตาม ส่วนดอกไม้จะถูกจัดไว้เป็นช่อๆ ก็เลือกเอาตามแบบที่พอใจในราคาที่ต้องการ ราคาดอกไม้ก็ไม่แพงมากเทียบกับความสวยงาม

นอกจากตลาดนัดแล้ว ในบริเวณใกล้ๆ กันยังมี Markthalle ตลาดผักที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจากดำริของพระเจ้า Wilhelm I แห่ง Wurttemberg ตามอย่างตลาด Les Halles ของปารีสนี้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ที่จะให้ภรรยาและลูกสาวของเกษตรกรได้มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์ของชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนและชาวบ้านมาขายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาที่สมเหตุสมผลตามฤดูกาลตลาดผักแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Georg von Morlok วิศวกรออกแบบรางรถไฟ และเปิดตัวในวันที่ 27 ธันวาคม 1864 หกเดือนหลังการสวรรคตของพระเจ้า Wilhelm I ผู้ดำริ

ตลาดผักที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กที่ยาว 40 เมตร หันหน้าเข้าหาประสาทเก่าและจัตุรัสตลาดนี้มีการจัดแบ่งที่ค่อนข้างคับแคบ 50 ปีต่อมา ราวปี 1910 เทศบาลเมืองจึงมีดำริที่จะปรับปรุงและขยายตลาดใหม่เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้นไปอีกจึงได้จัดการประกวดแบบ ผู้ที่ชนะการประกวดจากจำนวน 77 บริษัท คือ Martin Elsaesser สถาปนิกประจำเมือง เขาได้ดูแลการก่อสร้างตามแผนงานระหว่างปี 1911-14 ด้วยค่าก่อสร้างมากถึง 1.85 ล้านมาร์ค โดยเปิดทำการในเดือนมกราคมปี 1914 ตัวตลาดสร้างโดยบริษัท Buchheim& Heister ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่เมืองแฟร้งเฟิร์ต ในช่วงที่ทำการเปิดตัวครั้งแรกนั้น ตัวตลาดทำไว้สำหรับร้านค้ามากถึง 400 ร้าน ตัวตลาดถูกระเบิดทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1944 แต่ได้รับการปรับปรุงให้กลับมาทำการได้ใหม่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี 1947

ต้นทศวรรษที่ 1970 เทศบาลมีดำริจะรื้อตลาดและสร้างใหม่ แต่กลับถูกต่อต้านจากผู้เช่า ลูกค้าและสื่อจึงล้มเลิกความคิดไปชาวเมืองจึงดำริที่จะพิจารณาให้ตลาดได้รับการดำรงสถานะเป็นสถานที่สำคัญทางด้านวัฒนธรรมของเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 12 เพื่อให้ได้รับการปกป้อง และพิจารณาเสร็จในปี 1978 นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในปัจจุบันจะได้มีโอกาสตื่นตาตื่นใจกับตลาดที่มีโครงสร้างภายในสวยงาม สะอาดสะอ้าน และละลานตาไปกับร้านขายของประเภทผัก ผลไม้ ชีส อาหารทะเลดอง ขนม และขนมปังที่มีคิวยาวเหยียด บนชั้นหนึ่งด้านหลังยังจะมีร้านอาหารที่รับทำอาหารจากของทะเลสดๆ ให้ลิ้มลองพร้อมจิบไวน์หรือเบียร์ด้วย ส่วนชั้นบนจะเป็นร้านเสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์แบบหรูๆที่ราคายากเกินจับต้องให้ชื่นชมอีกมากมายอันจะสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

ด้านหน้า Markthalle

ด้านหน้า Markthalle

Flea Market

Flea Market

แหวกฟ้าหาฝัน : New State Gallery Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667139

แหวกฟ้าหาฝัน : New State Gallery Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะ นอกจากจะเยือน Kunstmuseum Stuttgart แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องเยือนให้ได้อีกแห่งไม่เช่นนั้นจะเสียดายแย่ นั่นคือ New State Gallery Stuttgart หรือ Neue Staatsgalerie หรือ Neue Galerie มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1979-84 เมื่อเทศบาลเมือง Stuttgart ดำริที่จะขยายมิวเซียมใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมเพื่อรองรับผลงานศิลปะรุ่นใหม่ให้มากขึ้นจึงได้จัดการแข่งขันประกวดออกแบบมิวเซียมใหม่ในปี 1977

การประกวดการออกแบบนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงระหว่างทางเลือกของสถาปัตยกรรม postmodernism ที่หันเหออกจากการเน้นการใช้งาน หรือใช้สิ่งก่อสร้างทั่วไปแบบคลาสสิกสู่การออกแบบอาคารรูปแบบใหม่และใช้วัสดุรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมมากขึ้น หรือแบบเยอรมันที่ยังคงเน้นการใช้งาน และวัสดุก่อสร้างรูปแบบเดิม ในที่สุดกรรมการก็เลือกให้ผู้ที่ชนะประกวดคือ James Stirling สถาปนิกชาวอังกฤษ เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Liverpool ก่อนเข้าอบรมที่ University of St.Andrews ที่ซึ่งเขาได้รับแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมแนวPostmodernism ทั้งโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง หลังจากนั้นเขาเริ่มหันเหไปทำงานออกแบบกับโครงการที่ใหญ่ขึ้น อาทิ มิวเซียมที่ Dusseldorf และโคโลญจน์ ก่อนเข้าร่วมกับงานกับ Michael Wilford เข้าแข่งขันออกแบบ Neue Galerie Stuttgart ซึ่งผลงานชิ้นนี้กลายเป็น masterpieceที่สำคัญที่สุดของเขา

side

Neue Galerie Stuttgart อยู่ติดกับStaatgalerie บนทางลาดคู่ขนานกับAdenauerstrasse โดยหน้าตาของทางลาดออกแบบเพื่อเน้นหน้าบันของด้านหน้าให้แตกต่างจาก Alte Staatgalerie ทางลาดด้านหน้าเพื่อไปยังด้านหลังตลอดทางเดินแคบๆ นี้มีต้นไม้รายรอบเป็นตำแหน่งหลังคาของลานจอดรถ อาคารทั้งสองเชื่อมกันเป็นรูปตัวยู (U shape)นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าปลายทางของตัวยูเป็นอาคารใหญ่ 2 อาคารที่สร้างอยู่บนทางเดินที่ทำจากหินบล็อกขนาดใหญ่หน้าตาแปลกตาคล้ายฐานพีระมิด นอกจากหินก้อนใหญ่นี้แล้วส่วนอื่นๆ ของโครงสร้างจะค่อยๆ เล็กลงและมีรูปร่างออกแนว Abstract ส่วนของกระจกด้านหน้าขอบสีเขียวขนาดใหญ่ทำให้เห็นเหมือนผืนหญ้า

ส่วนทางเข้า สถาปนิกได้ออกแบบโดยการตีความจาก Temple of Love สามารถใช้ได้จาก Konrad Adenauerstrasse ผ่านทางลาดหรือบันได หรือทางเดินที่เริ่มจาก Ubahnstrasse ด้านหลังมิวเซียมที่จะพานักท่องเที่ยวไปยังสวนที่ตกแต่งด้วยงานประติมากรรม นักท่องเที่ยวมักไม่เห็นทางเข้าที่ชัดเจนจากมุมถนนเพราะหลบอยู่ด้านหลังใต้เหล็กกล้าสีฟ้าและหลังคาแก้ว ส่วนวงกลมของอาคารซึ่งมักเป็นจุดศูนย์กลางของอาคารกลับไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดของอาคาร Neue Galerie ส่วนขายตั๋วด้านในออกแบบให้สามารถมองเห็นวิวบริเวณเทอเรสด้านหลังที่เป็นส่วนเมืองและสนามได้ ภายในอาคารที่ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ตั้งแต่ชั้นสองจะเป็นอาคารประหยัดพลังงานโดยใช้แสงจากภายนอกเป็นตัวให้ความสว่าง

หากนักท่องเที่ยวที่เดินมาจากส่วนที่ไกลจากมิวเซียมจะสามารถตื่นตาตื่นใจกับขนาดของมิวเซียมที่ใหญ่โตมากและเป็นงานก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแปลกตาคล้ายเขาวงกตจากยุคโบราณของอียิปต์ แต่กลับมีความเป็น Abstract แนวPostmodernism ที่น่าทึ่งอันเป็นผลมาจากการที่สถาปนิกเน้นการทำงานแบบ Collage หรือเอาแต่ละชิ้นมาต่อกันนั่นเอง

Side

Side

Top view

Top view

ทางเชื่อม

ทางเชื่อม

แหวกฟ้าหาฝัน : German Contemporary Artists in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665657

แหวกฟ้าหาฝัน : German Contemporary Artists in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

29.xii.56 by K.R.H Sonderborg

ใน Kunstmuseum Stuttgart ยังมีผลงานศิลปินแนว ContemporaryArt ที่เป็นชาว Stuttgart ที่น่าสนใจอีกคน นั่นคือ Walter Stohrer เขาเกิดในปี 1937 ระหว่างปี 1952-4 เขาเข้าเรียนด้าน Commercial GraphicalArt จนได้รับใบประกาศนียบัตรก่อนเข้าเรียนที่ Academy of Arts Karlsruhe ในปี 1955 หลังจากนั้นเขาเป็นศิษย์ของ HAP Griesbacher ในปี 1957 ก่อนย้ายไปอยู่เบอร์ลินในปี 1959 ที่ซึ่งเขาได้พัฒนาแนวทางศิลปะที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเองที่เรียกว่า intra psychic realism โดยการใช้สีเขียนทับไปบนตัวอักษรและสัญลักษณ์ที่ถูกเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้วอันสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนของความรู้สึก

เขาเริ่มทดลองแนวทางศิลปะของตัวเองตอนอยู่ที่ตึกรัฐสภาโดยได้รับความประทับใจจากจานสีที่แห้งแล้ว จากร่างพื้นสีน้ำเงินเทา เขาได้เพิ่มเติมอักษรสีดำ และรูปร่างต่างๆ แล้วเขาก็สาดสีแดง ส้ม หรือสีสดใสอื่นๆ ทาบทับอีก สีสดใสเหล่านี้ไม่ได้บดบังภาพร่างเดิมไปเสียทีเดียวเพียงแต่ทำให้ภาพร่างดูอึมครึมหรือกลายเป็นพื้นฐานภาพไปเท่านั้น นักวิจารณ์ศิลป์บางคนเห็นว่า ผลงานของเขาคล้ายคนป่วยทางจิต ที่อยู่ในภาวะมั่นใจสลับกับความสับสนสังเกตได้จากฝีแปรงที่หนักแน่นบนความยุ่งเหยิงภายใต้ภาพร่าง บางคนก็มองว่าผลงานของเขาเป็นการแสดงความมั่นใจเกินขีดจำกัดหรืออัตลักษณ์ที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างปีศาจกับมนุษย์

11.3.61 by K.R.H. Sonderborg

นักท่องเที่ยวที่ได้ยลผลงานของเขาอาจรู้สึกว่างานของเขาดูสับสนคล้ายงานของคนโรคจิต แต่บางภาพก็เหมือนเด็กหัดวาด แต่เขากลับเป็นศิลปินที่ได้รับรางวัลมากมายตั้งแต่เล็กจวบจนตลอดอายุขัย อาทิ German Youth Art Prize ปี 1962, Critics’ Prize of the City of Berlin 1964, Will Grohmann Prize of the Academyof Art 1971, Berlin Art Prize of the Academy ofArt 1976 เรื่อยมาจนถึงปี 2000 อันเป็นปีสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังได้รับ Dr.Friedrich Schultz Price

นอกจาก Stohrer แล้ว Kunstmuseum Stuttgart ยังมีผลงานของศิลปินเยอรมันที่น่าสนใจอีกคนหนึ่ง นั่นคือ K.R.H Sonderborg ดั้งเดิมนั้นเขาชื่อ Kurt Rudolf Hoffmann หลังปี 1951 เขาเรียกตัวเองว่า K.R.H Sonderborgตามชื่อเมืองเกิด เขาเข้าเรียนที่ Hamburg และจบการฝึกงานเป็นพ่อค้าในปี 1939 เขาเข้าเรียนกับ Ewald Becker Carus ศิลปินชาวเยอรมันที่เมือง Hamburg ก่อนเข้าเรียนจิตรกรรม และการออกแบบผ้าที่ State Art School Hamburg กับ Willem Grimm ในปี 1953 เขาเข้าร่วมกลุ่ม Zen 49 และไปปารีสเพื่อร่วมฝึกงานแกะสลักกับ Stanley William Hayter หลังจากนั้นเขาก็ไปทำงานตามเมืองต่างๆ อาทิ ลอนดอน นิวยอร์ก และโรม

11.3.62 by K.R.H. Sonderborg

เขาพัฒนางานแนว Abstract ด้วยฝีแปรงที่มีขนาดใหญ่และใช้สีมืดทึบ ออกแนว Earth tone ก่อนจะหันมาใช้สีอื่นบ้างในภายหลัง แต่ก็ยังออกแนวมืดมนไร้รูปแบบ นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นกับงานแนว Contemporary Art อาจสงสัยว่างานแบบนี้สามารถเข้ามาอยู่ในมิวเซียมได้อย่างไร บางคนอาจรู้สึกว่างานเหล่านี้เหมือนงานของเด็กเล็กๆ ที่หัดใช้สี เพราะดูยากเสียนี่กระไร ยิ่งภาพแต่ละภาพไม่มีชื่อด้วยแล้ว ภาพยิ่งไม่สามารถสื่ออะไรสำหรับผู้ชมเลย ถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับเป็นศิลปินที่ชนะรางวัลจากทั่วโลกเป็นจำนวนมาก อาทิBiennale Venice ปี 1958, Biennale Tokyo1960, Great International Prize for Drawingใน Biennale Sao Paulo 1963 หลังจากนั้นเขาเริ่มเข้าทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางด้านจิตรกรรมที่ State Academy of Fine Arts Stuttgart ก่อนได้รับเชิญไปปาฐกถาที่ Minneapolis College of Art and Design และ Art Institute of Chicagoปี 1986 เขาได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างและตัวแทนที่สำคัญที่สุดของ Informal Art อีกต่างหากด้วย

No Title 2 by K.R.H. Sonderborg

No Title 1963 by Walter Stohrer

No title 1972 by Walter Stohrer

No Title 1975 by Walter Stohrer

No Title by K.R.H. Sonderborg

Paris, ru St. Seans by K.R.H. Sonderborg

แหวกฟ้าหาฝัน : German Painters in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664197

แหวกฟ้าหาฝัน : German Painters in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Circling red and Yellow by Herbert Kitzel

ใน Kunstmuseum Stuttgart ยังมีผลงานของ German Contemporary Art Painters ระดับรางวัลอีกหลายคนที่น่าสนใจ อาทิ Herbert Kitzel เขาเกิดในครอบครัวพ่อค้าในเมือง Halle ในปี 1928 และเข้าเรียนที่ Burg Giebichensteinart school ในปี 1945 หลังจบการศึกษาเขาทำงานเป็นจิตรกรอยู่ที่เมืองเกิดจนถึงปี 1957 ร่วมกับ Kurt Bunge, Albert Ebert และศิลปินร่วมชาติอีกหลายคน เขาได้มีโอกาสร่วมจัดแสดงนิทรรศกาลประจำปีกับ German Association of Artist ตั้งแต่ปี 1952 ก่อนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Association of Visual Artists in Germany ในปี 1955

ในช่วงต้นของชีวิต เขาเน้นงานที่เกี่ยวข้องกับการไร้อำนาจเมื่อต้องความตายกับเผด็จการหลังการจลาจลในฮังการีในปี 1956 เขาหันมาสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับความหมองเศร้า และการถูกคุกคาม ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เขาเริ่มพัฒนางานแนว Figurative ภายใต้อิทธิพลของแนวทางศิลปะแบบ abstract expressionism ในปี 1957 เขาได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนที่ State Academy of Fine Artsในเมือง Karlsruhe และมีโอกาสจัดนิทรรศการหลายคน ผลงานของเขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจนได้มีโอกาสจัดนิทรรศการเดี่ยวอีกหลายครั้งทั้งในเยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์

Massacre by Herbert Kitzel

ในปี 1962 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ประจำที่ State Academy of Fine Arts เมือง Karlsruhe และได้ร่วมกับเพื่อนและนักเรียนที่ต่อมาเป็นศิลปินดังอีกหลายคนจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยจัดมาที่ the Kunst- und MuseumsvereinWuppertal ในปี 1965 เขาได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวที่ Darmstadt เมืองมิวนิก และ Ruhr Festival ใน Recklinghausen อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการของ Baden Wurttemberg Artist Association ส่งผลให้ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการในตลาดมากจนมีราคาสูงมาก หลังปี 1969 เขาเริ่มหันมาทำงานเซรามิก และได้จัดแสดงผลงานเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอแทบทุกปี เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้เขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด เขากลับฆ่าตัวตายในวันที่ 25 สิงหาคม 1978 ในขณะที่มีอายุเพียงแค่50 ปีเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสยลผลงานของเขาจะเห็นว่าเขาใช้สีได้อย่างสดใสมีมิติ และน่าตื่นตาตื่นใจ ส่วนชื่อภาพนั้นเขาก็ตั้งได้อย่างน่าสนใจและชวนให้หาคำตอบว่าชื่อภาพกับชิ้นงานคืออะไรหรือส่วนไหนกันแน่

No Title 2 by Heinz Schanz

ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีศิลปินเยอรมันที่โดดเด่นอีกคน นั่นคือ Heinz Schanz เขาเกิดวันที่ 21 มีนาคม 1927 ที่เมือง Genkingen เขาได้รับการอบรมเพื่อ
มาเป็นช่างสี ในช่วงแรก เขาฝึกงานทางด้านภาพทิวทัศน์ ก่อนจะได้พบกับ HAP Grieshaber ที่ Amber School หลังจากนั้นเขาย้ายมาอยู่ที่ Karlsruhe ในปี 1954 ก่อนเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts Karlsruhe ในปี 1956 ที่ซึ่งเขาได้พบกับ Walter Stohrer และได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Karlsruher School ขึ้นในภายหลัง ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เขาและเพื่อนได้ร่วมกันก่อตั้งและสร้างสรรค์งาน New Figuration หรือศิลปะที่เน้นการแสดงรูปลักษณ์ตามที่เห็นโดยไม่ดัดแปลงออกมาเป็นจำนวนมากงานของเขาได้รับการตอบรับดีมากจนได้รับการเชื้อเชิญให้ไปจัดแสดงทั้งในฟลอเรนซ์ โรม ออสโล และอีกหลายประเทศ รวมทั้งได้รับรางวัล Upper Swabian Art และ Art Prize of the City of Stuttgart เป็นที่น่าเสียดายที่ Schanz เป็นศิลปินที่ไม่ชอบตั้งชื่อภาพ ทำให้การชมงานขาดอรรถรสไปพอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นกับงานแนว Contemporaryart อาจสงสัยว่า งานของเขาเรียกว่าศิลปะที่ถึงกับได้รางวัลได้อย่างไร

No Title 1960 by Heinz Schanz

No Title 1961 by Heinz Schanz

No Title by Heinz Schanz

Small Half Figure by Heinz Schanz

Two Falling by Herbert Kitzel

แหวกฟ้าหาฝัน : Willi Baumeister in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662716

แหวกฟ้าหาฝัน : Willi Baumeister in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Animated dump 1950

ใน Kunstmuseum Stuttgart ไม่เพียงมีผลงานของ Otto Dix ที่เป็นศิลปินพื้นเมืองที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินพื้นเมืองชาว Stuttgart ที่โดดเด่นอีกคนหนึ่งอยู่เป็นจำนวนมาก นั่นคือ Willi Baumeister เขาเกิดที่ Stuttgart ในปี1889 และเป็นเด็กฝึกงานด้านจิตรกรรมตกแต่งในเมืองระหว่างปี 1905-7 ก่อนเข้าเรียนศิลปะที่ Stuttgart Art Academy และพักการเรียนไปรับราชการทหารระหว่างปี 1907-8 หลังจากนั้นเขากลับมาเรียนศิลปะอีกกับ Adolf Holzel จิตรกรเยอรมันแนว Realism และ Abstractionism จนถึงปี 1912 นิทรรศการครั้งแรกของเขาในปี 1910 เป็นงานแนว Figurative ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว Impressionism ต่อมาเขาให้ความสนใจกับแนวทางศิลปะแบบ Cubism และงานของ Paul Cezanne ซึ่งเป็นศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานของเขาตลอดชั่วชีวิต หลังจบการศึกษาเขาได้ร่วมจัดแสดงผลงานนิทรรศการในปี 1912ที่ซูริค ก่อนเข้าร่วมกับ First German Autumn Salon ณ กรุงเบอร์ลินในปีต่อมา

ปี 1914 เขาก็ได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ New Art Salon ในเมือง Stuttgart และได้ร่วมงานกับ Adolf Holzel อาจารย์ของเขาจัดแสดงนิทรรศการที่ German Werkbund Exhibition ในเมือง Cologne หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปหลายเมืองทั้งอัมสเตอร์ดัม ลอนดอน และปารีส ก่อนเข้ารับราชการทหารอีกครั้งในปี 1914-1918 ก่อนสงครามโลกจะสิ้นสุดลงเขาและ Oskar Schlemmer ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการที่ Galerie Schaller ใน Stuttgartทั้งสองพยายามที่จะนำ Paul Klee ศิลปินลูกครึ่งเยอรมันสวิส แนว Expressionism, Surrealism, Cubism ที่สำคัญของเยอรมันเข้าสู่ Stuttgart Academy แต่ถูกกลับปฏิเสธ

Dedicated to C. Monet 1950

ในปี 1919 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม November ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ก่อตัวขึ้นในเบอร์ลิน และเริ่มงานออกแบบเวทีขึ้นครั้งแรกอีกทั้งยังร่วมกับ Schlemmer ก่อตั้งกลุ่ม Uechtที่แปลว่า แท้ขึ้น หลังจบการศึกษาในปี 1920 เขาเริ่มเป็นศิลปินอิสระ และจัดนิทรรศการขึ้นหลายครั้งในกรุงเบอร์ลิน เดรสเดน และ Hagen ทศวรรษที่ 1920 งานของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่แนว Abstract มากขึ้นโดยตัดเหลี่ยมมุมออกส่งผลให้งานของเขาโดดเด่นแตกต่างจากศิลปินอื่น อีกทั้งแนวคิดก็แตกต่างจากยุคเดิมอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบและสี เขาจึงเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจนได้จัดนิทรรศการร่วมกับ Fernand Legend ที่ห้องภาพที่กรุงเบอร์ลินในปี 1922 เขาได้ทำความรู้จักมักคุ้นกับศิลปินชั้นนำอีกหลายคน อาทิ Paul Klee, Le Corbusier, Amedee Ozenfant และ Michel Seuphor

ในปี 1924 ผลงานของเขาเริ่มได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เขาจึงได้ร่วมแสดงในงาน First General German Art Exhibitionในกรุงมอสโคว์ รัสเซีย ในปี 1925 เขาเริ่มทำงานด้านศิลปะการค้า และออกแบบโฆษณาโดยทำงานให้กับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง อาทิ Bosch, DLW ปีต่อมาเขาแต่งงานกับ MargareteOehm จิตรกรหญิง และในปีเดียวกันนั้นเขาได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการในงานInternational Exhibition of Modern Art กรุงนิวยอร์ก และจัดนิทรรศการเดี่ยวที่กรุงปารีสในปีต่อมา ในปี 1927 เขาเริ่มรับงานสอนที่ Frankfurt School of Applied Arts โดยสอนศิลปะการค้า การพิมพ์ และการพิมพ์ผ้า อีก 3 ปีต่อมา เขาได้รับรางวัล Wurttemberg State จากภาพ Line Figure หลังปี 1933 ที่ National Socialist เข้าสู่อำนาจ เขาถูกขับออกจากตำแหน่งอาจารย์ นับจากนั้นมาเขาก็ขายภาพเป็นหลัก และเริ่มเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส และสวิสในปี 1936 เขาได้พบกับ Dr.Kurt Herberts เจ้าของโรงงานที่ Wuppertal และเริ่มทำงานให้ ในปี 1943 บ้านของเขาถูกระเบิดจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เขาจึงย้ายไปอยู่ Urach

ในปี 1947 เขากลับไป สอนหนังสือใหม่ที่ Stuttgart Academy of Arts โดยสอนด้านการตกแต่ง และกลับมาจัดนิทรรศการอีก ในปี 1949 เขาได้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม
Nonrepresentational Artist ขึ้น และเริ่มจัดนิทรรศการไปหลากหลายประเทศนับจากนั้นมา เขามีโอกาสร่วมนิทรรศการระดับนานาชาติที่สำคัญหลายครั้ง อาทิ Venice Biennale 1948, The Sao Paulo Biennale 1951 ซึ่งเขาได้รับรางวัลจากภาพ Cosmic Gesture และ Guggenheim MuseumNew York 1953 เขาเกษียณจาก StuttgartAcademy ในปี 1955 และเสียชีวิตขณะกำลังวาดภาพโดยพู่กันยังอยู่ในมือในวันที่ 31 สิงหาคม ปีเดียวกัน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมผลงานของเขาใน Kunstmuseum Stuttgart จะเห็นพัฒนาการของงานของเขาในช่วงหลัง เขาเป็นศิลปินที่สร้างงานได้อย่างแปลกตา และที่น่าสนใจก็คือ เขาตั้งชื่อภาพทุกภาพซึ่งทำให้ผู้ชมต้องขบคิดว่าชื่อกับภาพสัมพันธ์กันอย่างไร เหตุใดเขาจึงตั้งชื่อเช่นนั้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานในช่วง 4-5 ปีสุดท้ายของเขานั้นเหลือเพียงเส้นกับสีซึ่งถือเป็นงาน modern abstract อย่างแท้จริง

Floating line 1953

Floating line 1953

Shamash in dialogue 1944

Shamash in dialogue 1944

Safer with Points 1954

Safer with Points 1954

Safer 5, 1953

Safer 5, 1953

Safer 3 with Celtic Sword 1953

Safer 3 with Celtic Sword 1953

Relief dusky pink 1955

Relief dusky pink 1955

Line and shape 1952

Line and shape 1952

Gilgamesh and Ishtar (relief) 1947

Gilgamesh and Ishtar (relief) 1947

Gilgamesh and Enkidu 1943

Gilgamesh and Enkidu 1943

แหวกฟ้าหาฝัน : Dieter Rot in Kunstmuseum Stuttgart

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661164

แหวกฟ้าหาฝัน : Dieter Rot in Kunstmuseum Stuttgart

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Addicted Tiger 1973

นักท่องเที่ยวที่เยือน Kunstmuseum Sttutgart นอกจากจะได้ชมงานของ Swabian Impressionism แล้ว ที่นี่ยังมีงานแนวContemporary Art ที่สำคัญของศิลปินชาวเยอรมันอีกคนด้วยนั่นคือ Dieter Rot เขาเกิดวันที่ 21 เมษายน 1930 ณ เมือง Hannoverโดยเป็นบุตรชายคนโตของ Karl Ulrichนักธุรกิจชาวสวิส หลังสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เขาถูกขับไล่กลับไปอยู่กับครอบครัวที่เมือง Zurich สวิตเซอร์แลนด์โดยไปอาศัยอยู่กับ Fritz Wyss ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่ผลักดันให้เขาหันมาให้ความสนใจกับศิลปะทั้งในงานจิตรกรรมและกวีนิพนธ์ หลังปี 1947 เขาและครอบครัวย้ายไปอยู่กรุง Bernซึ่งเขาเริ่มเป็นเด็กฝึกหัดในการขายงานศิลปะหลังจากเขามีโอกาสเห็นงานของ Paul Klee ศิลปินชื่อดังชาวเยอรมันจากงานนิทรรศการหนึ่งทำให้เขาหันเหจากการสร้างงานเพื่อขายสู่งานแนว Modernism หลังปี 1953 เขาได้ร่วมงานกับ Marcel Wyss และ Eugen Gomringer ทำนิตยสารที่ชื่อ Spirale และเริ่มจัดแสดงผลงานจิตรกรรมแนว Op Art และเขียนกวีนิพนธ์ หลังปี 1957 เขาแต่งงานกับ Sigriour Bjornsdottir นักศึกษาสาวชาวไอซ์แลนด์และย้ายไปอยู่ Reykjavik และเริ่มให้ความสำคัญกับงานเขียนแทนงานจิตรกรรม หลังปี 1960 เขาหวนกลับมายังภาคพื้นยุโรปและหันมาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมอีกครั้งและชนะรางวัลหลายครั้งจากทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงมุมมองครั้งใหญ่ทางด้านงานจิตรกรรมจนเขาหันเหออกจาก Constructivism สู่ post modernism เกิดจากการดูการแสดงของ Tinquely’s Hamage to Modern Art ที่ Basel สวิตเซอร์แลนด์ ในปี1964 เขาและเพื่อนศิลปินอีกหลายคนถูกว่าจ้างให้วาดภาพเหมือนของ Carl Laszloนักสะสมภาพและนักขายภาพเพื่อร่วมฉลองวันเกิด 40 ปี เขาสร้างงานโดยใช้ชีสโดยให้ความเห็นว่าเพื่อที่ Laszlo จะได้รับแพะ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสร้างงานโดยใช้อาหารหลายชนิด อาทิ โยเกิร์ตร่วมกับปูนปาสเตอร์

Bouquet of Flowers No 5

ในปี 1964 การที่เขาเป็นศิลปินที่สร้างงานแปลกๆ เขาได้รับการเชิญให้จัดแสดงผลงานที่ Philadelphia Museum of Art เขาเสนองานแนว 3 มิติ แต่ผู้จัดงานกลับปฏิเสธ แต่เขาไม่ละความพยายาม เขาจึงจัดแสดงผลงานที่ประกอบงานที่ทำจากกระดาษ งานพิมพ์ภาพถ่าย ภาพร่างกว่า 6,000 ชิ้น เขาได้จัดปาร์ตี้โดยเชิญนักศึกษามาเลือกงานที่เขาจัดแสดง ปีต่อมาเขาย้ายไปอยู่ Rhode IslandSchool of Design และสอนที่ School of GraphicDesign ด้วยวิธีการสอนแบบไม่สอนอะไรเลยแต่ทำงานในเวลาสอนนั้น ในปี 1966 ชีวิตของเขาเริ่มล้มเหลว ห้องภาพของเขาถูกยกเลิก และงานของเขาเกือบทั้งหมดถูกทำลาย ซ้ำร้ายเขายังเลิกกับภรรยาอีก

กลางทศวรรษที่ 1960 เขาเริ่มหันมาผลิตเค้ก 100 กว่าชิ้นเป็นรูปคนขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อจัดแสดงใน GalleryHansjorg Mayer ผลงานชุดนี้หลงเหลืออยู่น้อยมากเนื่องจากถูกกินไปเกือบหมดโดยแขกที่เชิญมาร่วมงาน หลังจากนั้น เขาก็สร้างงานโดยใช้ขนม อาหารเป็นส่วนประกอบออกมาอีกหลายชิ้น เช่น กล้วย ช็อกโกแลตน้ำตาลทรายแดง ในการจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกที่สหรัฐฯ ณ Eugenia Butler Galleryof Los Angeles ในปี 1970เขาจัดแสดงกระเป๋าเดินทาง 37 ใบ ที่ใส่ชีสวางไว้บนพื้น และทำการเปิดกระเป๋าวันละ 1 ใบ หลังจากผ่านไปไม่กี่วันกลิ่นในห้องก็เหม็นมากเสียจนกระทั่งไม่มีใครอยากเข้าไปชม ผลงานจัดแสดงชุดนี้ยังถูกเก็บไว้หลายปีกว่าจะถูกกำจัดทิ้งไป

Bouquet of Flowers No 7

นอกจากผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารแล้ว เขาก็หันมาสร้างงานบนโปสการ์ดโดยเขาจัดทำในหนังสือใส่ห่วงซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถนำผลงานของเขาออกมาใช้ใหม่ได้ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นเขาก็เริ่มติดใจการสร้างงานแนวนี้จึงผลิตผลงานแนวนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่านั้นเขายังสร้างงานแนวประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 1980 เขาร่วมงานกับลูกชายของ Bjorn สร้างงานอีกหลายชิ้น อาทิGarden Sculpture ภาพเหมือนของเขาที่ทำจากช็อกโกแลตผลงานเหล่านี้รับการจัดแสดงไปทั่วทั้งยุโรป หลังปี 1980 เขายิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นแต่ในฐานะตัวแทนจากสวิสโดยมีผลงานนิทรรศการที่โดดเด่นที่ Venice Biennale อันเป็นสถานที่จัดนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี และยังได้รับรางวัลจากงานแสดงด้วย หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1998 จากภาวะหัวใจล้มเหลว เพื่อนสนิทของเขาได้ร่วมกันจัดตั้ง The Dieter Roth Academy ขึ้นในปี 2000

เป็นที่น่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวที่เยือน Kunstmuseum Stuttgart จะได้เพียงชื่นชมเฉพาะงานจิตรกรรมเท่านั้น โดยไม่ได้ชมงานประหลาดๆ ที่ทำจากอาหารเลย ถึงกระนั้นก็ตามการได้เรียนรู้งานของศิลปินที่สามารถใช้วัสดุที่หลากหลายในการสร้างผลงานก็สามารถเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์งานแนวContemporary art ได้ไม่มากก็น้อย

Cake by the Sea 1970

Cake by the Sea 1970

In a Tree Garden

In a Tree Garden