แหวกฟ้าหาฝัน : The Bridge Pavilion Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588353

แหวกฟ้าหาฝัน : The Bridge Pavilion Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : The Bridge Pavilion Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเยือนสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่เท่ สวยแปลกตา และมีการออกแบบที่น่าทึ่ง เมื่อมาเยือน Zaragoza สถานที่หนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ The Bridge Pavilion สถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของ Zaha Hadid นักท่องเที่ยวที่เยือนมิวเซียม Contemporary Art ประจำอาจเคยเห็นผลงานของเธอมาบ้างแล้ว

Zaha Hadid ฉายา Queen of the Curve เป็นใคร ชื่อจริงของเธอคือ Zaha Mohammad Hadid สถาปนิกลูกครึ่งอังกฤษอิรัก เธอเกิดวันที่ 31 ตุลาคม 1950 ที่เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก ในครอบครัวชนชั้นสูงบิดาของเธอเป็นเศรษฐีและเป็นผู้ก่อตั้งAl-Ahali group องค์กรการเมืองที่มีชื่อเสียงในทศวรรษที่ 1930 ผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติของอิรัก และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มารดาของเธอเป็นศิลปิน และพี่ชายของเธอเป็นนักเขียนที่เชี่ยวชาญในเรื่องอิรัก ความสนใจในเรื่องสถาปัตยกรรมครั้งแรกของเธอเมื่อเธอได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองสุมาเรี่ยนทางตอนใต้ของอิรัก บิดาของเธอส่งเธอไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ในทศวรรษที่ 1960 ก่อนที่เธอจะเข้าเรียนคณิตศาสตร์ที่ American Universityof Beirut และย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมที่ Architectural Association School ofArchitecture กรุงลอนดอน ซึ่งเธอกลายเป็นนักเรียนที่เด่นที่สุดของโรงเรียนในเวลานั้น อาจารย์เรียกเธอว่า ผู้สร้าง 89 องศา ไม่มีงานใดของเธอที่เป็น 90 องศาเลย แม้แต่วิทยานิพนธ์ชั้นเยี่ยมของเธอก็กลายเป็นงานออกแบบของโรงแรม 14 ชั้น ในลอนดอนในเวลาต่อมา

หลังจบการศึกษาในปี 1977 เธอเข้าทำงานกับอาจารย์ที่ Office for Metropolitan Architecture เมืองรอตเธอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนย้ายมาเปิด Zaha Hadid Architects ที่กรุงลอนดอน ในปี 1980 และเริ่มแนะนำงานสถาปัตยกรรมแนว Postmodernismเข้าสู่วงการ อีกทั้งยังเริ่มเข้าเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ Harvard Graduate School of Design, Cambridge University, University of Chicago, Hochshule fur bildende Kunste Hamburg, University of Illinois Chicago และ Columbia University นอกจากนี้เธอยังมีชื่อเสียงในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมโครงการต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่งแม้งานส่วนใหญ่จะยังไม่ได้มีการก่อสร้างเลยก็ตาม งานที่ Cardiff ประเทศเวลส์เป็นตัวอย่างที่น่าเศร้า แม้เธอจะชนะการประกวด แต่คณะกรรมการกลับปฏิเสธการจ่ายเงิน ถึงกระนั้นก็ตาม การที่เธอเน้นทุกรายละเอียดและงานของเธอมีความแปลกใหม่น่าทึ่งกลับยิ่งมีชื่อเสียงจนเธอได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 สถาปนิกที่สามารถเข้าจัดแสดงนิทรรศการ Deconstructivism inArchitecture ที่มี Philip Johnson เป็นภัณฑรักษ์ณ Museum of Modern Art กรุงนิวยอร์ก

นับจากนั้นมาเธอมีผลงานเด่นมากมาย อาทิ Vitra Fire Station สวิตเซอร์แลนด์,Bergiesel Ski Jump เมือง Innsbruck ออสเตรีย, Contemporary Arts Center เมือง Cincinnatiสหรัฐฯ, Phaeno Science Center เมือง Wolfsburg เยอรมนี ซึ่งรายการนี้เป็นการชนะการแข่งขันระดับนานาชาติ ในระหว่างปี 1997-2010 เธอได้เข้าร่วมในการก่อสร้างสะพานร่วมกับสถาปนิกดังหลายคน ในปี 2005 เธอได้มีโอกาสออกแบบ Zaragoza Bridge Pavilionซึ่งเป็นโครงการพิเศษที่เทศบาลต้องการใช้สะพานเป็นที่จัดนิทรรศการ Expo 2008 ในธีมน้ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน สะพานที่กว้าง 85 เมตรเชื่อมระหว่างเกาะบนแม่น้ำ Ebro นี้จะเป็นอุโมงค์ที่มีพื้นที่จัดแสดงตามความยาว 280 เมตรโดยจะสามารถเป็นทางผ่านให้นักท่องเที่ยวเข้าชมงานได้ถึง 10,000 คนต่อชั่วโมง Hadid เลือกใช้ Fiber Glass เสริมด้วยคอนกรีตจากบริษัท Rieder ของออสเตรียเป็นวัสดุสำคัญ อาคารนี้ภายหลังถูกซื้อโดยธนาคาร Ibercaia เพื่อไว้จัดนิทรรศการ

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Zaragoza ในช่วงที่ไม่มีนิทรรศการอาจทำได้เพียงถ่ายรูปภายนอกกับสะพานที่มีรูปร่างแปลกตา ทันสมัย และชะโงกดูภายในที่ปิดไว้เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตาม ประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสชื่นชมสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ที่น่าทึ่งนี้ก็น่าประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Serrano Museum Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/586612

แหวกฟ้าหาฝัน : Pablo Serrano Museum Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Zaragoza ที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art ย่อมต้องการหางานเยี่ยงนี้ไว้ชื่นชม สถานที่หนึ่งที่ต้องไปให้ก็คือ Aragonse Institute of Contemporary Art and Culture (IACC) หรืออีกชื่อว่า Pablo Serrano Museumมิวเซียมที่อุทิศให้กับศิลปะร่วมสมัยโดยเฉพาะงานของPablo Serrano ศิลปินชาวสเปนเขาเกิดในที่ Teruel แคว้น Aragonเขาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองบาร์เซโลนาก่อนย้ายไปอยู่ที่อุรุกวัย และได้รู้จักกับ Joaquin Torres Garcia ศิลปินชาวอุรุกวัยที่ย้ายมาอยู่ในบาร์เซโลนา ในปี 1955 เขาเริ่มเข้าร่วมวงกับศิลปินสัญชาติเดียวกันและได้รับรางวัล The III Biennial of SpanishAmerican Art ในเมืองบาร์เซโลนาหลังจากนั้นเขาเริ่มจัดการแสดงนิทรรศการเดี่ยวในมาดริด ก่อนที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับ ManoloMillares ในชื่อกลุ่ม El Paso ซึ่งต่อมาสร้างชื่อเสียงให้กับเขามากจนได้รับเชิญให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดแสดงศิลปะที่เบลเยียม

ผลงานของเขาขึ้นถึงขีดสุดในชุด Rhythms in Space ซึ่งเป็นงานประติมากรรมที่สร้างจากแผ่นสเตนเลส หลังจากนั้นเขาได้สร้างผลงานแปลกใหม่ในโครงการดนตรีของ Pierre Schaeffer ด้วยการเผาวัตถุในชื่อ The Dis-occupation of the Space ณ กรุงมิลาน อิตาลี นับจากปี 1960 เป็นต้นมา Serrano ก็มีชื่อเสียงมากเสียจนกระทั่งเขาสามารถที่จะจัดแสดงงานนิทรรศการที่ MOMA กรุงนิวยอร์กยาวนานถึง 2 ปี รวมทั้งได้มีโอกาสจัดนิทรรศการตามเมืองต่างๆ อีกหลายแห่งในสหรัฐฯ อาทิ วอชิงตัน ชิคาโก และนิวแฮมเชียร์ รวมทั้งที่ Aschaffenburg เยอรมนี

ในปี 1962 เขานำผลงานมากถึง 23 ชิ้นไปเข้าแข่งขันที่งาน The XXXI InternationalBiennial ในเวนิส อิตาลี และสามารถชนะรางวัลที่หนึ่งในด้านประติมากรรม หลังจากนั้นเขามักได้รับเชิญให้นำผลงานไปจัดแสดงตามมิวเซียมดังๆ อีกหลายแห่งอาทิ Guggenheim Museum กรุงนิวยอร์กThe Juana Mordo Gallery กรุงมาดริดสเปน และ Gaudifond Arte Gallery บาร์เซโลนา เขาเสียชีวิตในกรุงมาดริดเมื่ออายุ 74 ปี หลังจากเขาเสียชีวิตได้ 9 ปีเทศบาลเมือง Zaragoza ได้ก่อตั้ง PabloSerrano Museum ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานและเป็นเกียรติแก่เขา

Pablo Serrano Museum หรือ ที่มีชื่อย่อว่า IAACC ที่ถูกจัดตั้งขึ้นในตึกเก่าที่เดิมชื่อ Pignatelli นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในยุค Enlightenment และได้รับการปรับปรุงภายใต้การออกแบบของ Jose Manuel Perez Latorre และก่อสร้างโดย ObrasconHuarte Lain เพื่อให้อาคารมีความทันสมัย ดูแปลกตาและมีพื้นที่มากพอที่จะจัดแสดงผลงานและนิทรรศการโดยเพิ่มพื้นที่จาก 2,500 ตารางเมตรเป็น 7,000 ตารางเมตรในปี 2007 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ ไม่เพียงจะได้ยลโฉมอาคารที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย แปลกตาและน่าทึ่ง รวมทั้งชมผลงานแนว Abstract ของ Serrano ที่แสนจะเข้าใจยากอย่างจุใจแล้ว ยังได้มีโอกาสชมผลงานของJuana Frances ภรรยาของเขา และผลงานแนวContemporary Art ของนักประติมากรรมชาวสเปนและนานาชาติอีกหลายคน อาทิ EmilNolde, Pablo Picasso and Calder toWarhol, Jean Tinguely andAnthony Caroและ Santiago Lagunas รวมทั้งงานContemporary graphic art อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Educational Museum Origami Zaragoza (Emoz) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584880

แหวกฟ้าหาฝัน : Educational Museum Origami Zaragoza (Emoz)

แหวกฟ้าหาฝัน : Educational Museum Origami Zaragoza (Emoz)

วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเดินทางมา Zaragoza และชื่นชอบเยือนมิวเซียมแปลกๆ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้ คือ Museum Origami Zaragoza หลายคนคงสงสัยว่า Origami คืออะไรคำนี้เป็นภาษาสเปนจริงหรือ แท้ที่จริงแล้วคำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น อ่านว่า โอริกามิ แปลว่า การพับกระดาษหรือศิลปะในการพับกระดาษ

ชาวอียิปต์เป็นชาติแรกของโลกที่ผลิตกระดาษเรียกว่า ปาปิรุส โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ปาปิรุสนี้มีคุณสมบัติที่ดีเพราะทนทานและอายุยาวนาน ไม่แตกหักง่ายจึงทำให้บันทึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนปาปิรุสกลายเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ กระดาษยุคปัจจุบันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.105 โดย Cai Lun ในประเทศจีนแต่กว่ากระดาษจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเกาหลีและญี่ปุ่นก็ปาเข้าไปคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้ว หลังจากนั้นกระดาษก็เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลกโดยไปถึงอุซเบกิสถานแบกแดด เอเชียไมเนอร์ แอฟริกาเหนือ และยุโรป โดยเข้าสเปนเป็นที่แรกในปี 1036 โรงงานกระดาษที่แรกในโลกถือกำเนิดขึ้นในเมืองบาเรนเซีย ประเทศสเปน หลังจากนั้นกระดาษแผ่นๆ ก็ถูกเย็บรวมเป็นเล่มในคริสต์ศตวรรษที่ 12

ส่วนวิวัฒนาการของการพับกระดาษเกิดขึ้นทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกไปพร้อมๆ กันโดยมิได้ปรึกษากัน รูปแบบการพับกระดาษแรกที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ก็คือ กล่องของขวัญที่ไว้ใส่เครื่องประดับ ถึงกระนั้นก็ตามเทคนิคที่ใช้ของฝั่งตะวันออกและตะวันตกกลับแตกต่างกัน ฝั่งตะวันออกจะใช้การตัดมากกว่าการพับ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะกระดาษของฝั่งตะวันออกมีความยืดหยุ่นมากกว่า อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าการที่ฝั่งตะวันตกใช้การพับมากกว่าอาจเป็นเพราะต้นกำเนิดการพับกระดาษมาจากการพับผ้าเช็ดปากนั่นเอง

มิวเซียมเฉพาะทางพิเศษที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการพับกระดาษซึ่งเปิดตัวขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคมปี 2013 นี้ มีจุดประสงค์ที่จะใช้เป็นที่จัดแสดงผลงานการพับกระดาษและที่ชุมนุมของนักพับกระดาษจากทั่วโลก การจัดแสดงของมิวเซียมแบ่งเป็น 7 ห้องโดยแบ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของกระดาษ การเดินทางของกระดาษจากจีนสู่ทั่วโลก การพับกระดาษการตั้งกลุ่มพับกระดาษระดับนานาชาติที่จัดชุมนุมกันทุกปีนับจากทศวรรษที่ 1940 ผลงานการจัดแสดงเกี่ยวกับกระดาษ ประติมากรรมกระดาษรวมทั้งนิทรรศการที่เกี่ยวข้องจากนักพับกระดาษทั่วทุกมุมโลกนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ไม่เพียงจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกระดาษการพับกระดาษ วิวัฒนาการการพับกระดาษแล้ว ยังจะได้มีโอกาสดูแบบจำลองกระดาษมากมายตั้งแต่ชิ้นเล็กไปจนถึงประติมากรรมกระดาษขนาดใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกอย่างจุใจเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Pablo Gargallo #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583165

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Pablo Gargallo

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Pablo Gargallo

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานประติมากรรมและได้มีโอกาสเดินทางมา Zaragoza สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้นั่นคือ Museum Pablo Gargallo มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึง Pablo Gargallo ประติมากรรมชั้นเยี่ยมชาว Aragon สเปน เขาเกิดในเมือง Maella แคว้น Aragon ก่อนย้ายไปอยู่บาร์เซโลน่าเพื่อเรียนศิลปะ ในปี 1903 เขาได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งเปิดห้องภาพที่ Montparnasse Quarter ในกรุงปารีสจึงได้รู้จักกับ Pablo Picasso ศิลปินชื่อดังแนว Cubism ซึ่งกลายเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลต่องานของเขามากที่สุด และ Max Jacobในปี 1907 เขาย้ายมาอยู่กับหมู่ศิลปินที่Montmarte กับ Max Jacob และ Juan Gris ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้เขารู้จักกับ Magali Tartansonซึ่งต่อมาได้เป็นภรรยาของเขา

เขาเริ่มต้นงานประติมากรรม 3 มิติด้วยการสร้างงานจากแผ่นโลหะ ก่อนที่จะใช้กระดาษซึ่งตรงข้ามกับศิลปินทั่วไป นอกจากนี้ เขายังสร้างสรรค์งานจากทองแดง หินอ่อน และวัสดุอีกหลากหลายชนิด งานบางชิ้นก็ออกแนว Cubism เฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Picasso เขาได้ชื่อว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แม้ว่าเขาจะร่ำเรียนมาในแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau มาก็ตาม แต่การที่เขาได้ไปอยู่ปารีสทำให้เขาได้มีโอกาสที่จะทำงานวิจัยในการใช้โลหะ ไม่ว่าจะเป็นทองแดง เหล็ก สังกะสี จนทำให้เขาเป็นศิลปินที่มีนวัตกรรมที่แปลกใหม่เหนือกว่าศิลปิน ชาติเดียวกันอื่นๆ นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการที่จะพัฒนาการให้กายภาพของงานประติมากรรมมีความโดดเด่นและอ่อนช้อยอย่างน่าทึ่งเขาเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เมือง Tarragona

Museum Pablo Gargallo ถูกก่อตั้งขึ้นจากสัญญาความร่วมมือระหว่าง Pierrette Gargallo ทายาทของ Pablo Gargallo และ Ramon Sainz de Varanda โดยได้รับงานประติมากรรมและภาพร่าง รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับชีวประวัติของ Pablo Gargallo มาเก็บสะสมไว้ที่ Argillo Palace อาคารที่ถูกออกแบบโดย Juan de Mondragon ตามแนวทางศิลปะแบบ Renaissance ระหว่างปี 1659-1661โดยเป็นส่วนต่อขยายของบ้านของ Don Francisco Sanz de Cortes ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่ง Marquis of Villaverde อาคารนี้กลายเป็นสมบัติของ Countess of Argillo จวบจนถึงปี 1860 เจ้าของได้ให้ Colegio de SanFelipe เช่าไปเกือบศตวรรษก่อนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติในปี 1943 และส่งต่อให้กับเทศบาลในปี 1977 จนได้กลายเป็นที่ทำการของสมาคมคนตาบอด ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงให้เป็นมิวเซียมโดยเปิดตัวในวันที่ 8 กรกฎาคม 1985 หลังจากเป็นมิวเซียมแล้ว อาคารที่ได้รับการก่อสร้างด้วยวัสดุพื้นเมืองเป็นส่วนใหญ่นี้ก็ได้รับการต่อขยายโดยเพิ่มชั้นและวัสดุอุปกรณ์ให้ทันสมัยขึ้นในปี 2009 

นักท่องเที่ยวจะไม่เพียงได้เยี่ยมเยือนอาคารที่สวยงามแปลกตา ยังจะได้ชื่นชมกับงานหลากหลายชนิดของศิลปินอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรม 82 ชิ้น แม่แบบกระดาษแข็ง 12 ชิ้น งานแบบร่าง 70 ชิ้น แผ่นแกะสลัก4 ชิ้น และอัญมณีอีก 2 ชิ้น รวมทั้งผลงานนิทรรศการตามฤดูกาลที่ส่วนใหญ่ก็เป็นงานประติมากรรมของศิลปินท้องถิ่น หรือศิลปินสัญชาติสเปนอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Roman in Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581472

แหวกฟ้าหาฝัน : Roman in Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Roman in Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเดินทางมา Zaragoza สิ่งหนึ่งที่ควรทำเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายนั่นคือ ซื้อ Zaragoza Card ทั้งนี้เพราะบัตรท่องเที่ยวชนิดที่มีทั้ง 24 ชั่วโมงและ 48 ชั่วโมง จะช่วยประหยัดค่าเข้ามิวเซียมและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวได้มาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเมืองนี้ด้วยรถไฟจะทราบดีว่า สถานที่ท่องเที่ยวและสถานีรถไฟห่างกันมาก และค่าเดินทางโดยใช้รถบัสแต่ละเที่ยว ค่าใช้จ่ายแต่ละเที่ยวสูงมาก การใช้ Zaragoza card จะให้ประโยชน์มากโดยบัตร 24 ชั่วโมง ให้นั่งรถบัสได้ 5 เที่ยว และ 48 ชั่วโมง ให้นั่งรถบัสได้ 7 เที่ยว นอกจากนั้น บัตรนี้ยังมีให้ Welcome Tapas พร้อมดริ้งค์อีกจากร้านดังประจำเมืองด้วยนอกเหนือจากการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวของหลวงฟรีอีกหลายแห่ง ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถใช้บัตรนี้ลดราคาตามร้านอาหารและร้านขายของได้อีกอย่างหลายหลายด้วยซึ่งหมายความว่าบัตรนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

นักท่องเที่ยวสายมิวเซียม นอกจากจะใช้Zaragoza card เพื่อเดินทางเข้าเมือง ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และกิน Tapas ฟรีแล้วย่อมต้องหามิวเซียมที่ card นี้ อนุญาตให้เข้าฟรีได้ อาทิ Roman Theater เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า Zaragoza เป็นเมืองหนึ่งของสเปนที่ชาวโรมันมีอิทธิพลสูงมาก ในปี 15 ก่อนคริสตกาลที่จักรพรรดิ Cesar Augustaชนะสงคราม Cantabrian นั้น พระองค์ได้ก่อตั้งเมือง Zaragoza ขึ้นในนาม ColoniaCaesaraugusta เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะของพระองค์ แต่ในช่วง 2 ศตวรรษแรกนั้นเมืองนี้ยังไม่รุ่งเรืองมากนัก การสร้างจัตุรัสริมน้ำเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการค้าเริ่มขึ้นหลังจากนั้น นักท่องเที่ยวจะสามารถติดตามส่วนต่างๆ ของเมืองโรมันได้จากการเดินตามเส้นทางท่องเที่ยวที่ส่วนหนึ่งได้รับการขุดค้นแล้วโดยเริ่มต้นที่ Plaza Pilarนักท่องเที่ยวอาจใช้เวลาครึ่งวันในการเดินตามโดยใช้จุดเริ่มต้นที่มหาวิหาร และเดินผ่านRoman Forum, Theater, Baths และ Wall

ส่วน Roman Wall เป็นส่วนที่สามารถเดินเล่นได้โดยไม่ต้องเสียเงินไม่ว่าจะมี Card หรือไม่ กำแพงปูนนี้เคยสูงถึง 10 เมตรและกว้าง 7 เมตร แต่ปัจจุบันอาจมีส่วนที่หลงเหลือให้ดูยาวเพียงแค่ 80 เมตร อย่างไรก็ดีนักท่องเที่ยวยังได้มีโอกาสถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์ที่ทำจากทองแดงของจักรพรรดิ Augustu ที่ทำเลียนแบบจากโรมซึ่งถูกสร้างโดยเทศบาลเมืองในปี 1940 เพื่อเฉลิมฉลองให้กับพระองค์ เลยจากกำแพงไปจะเป็นหอคอยที่หลงเหลืออยู่จากพระราชวงศ์ของกษัตริย์มัวร์

สำหรับ Roman Theater ที่ต้องใช้บัตร Zaragoza card เพื่อเข้าชมฟรีนี้เป็นโรงละครที่ถูกสร้างขึ้นในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง โดยเริ่มจากสมัยของ Tiberius จักรพรรดิองค์ที่สองของโรมันที่ปกครองโรมระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-37 บุตรบุญธรรมของ Augustus เรื่อยมาจนถึง Claudius จักรพรรดิโรมันองค์ที่ 4 ที่ปกครองโรมันตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 41-54 จักรพรรดิองค์แรกของโรมันที่เกิดนอกประเทศอิตาลีโรงละครขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุคนได้มากถึง 6 พันคน ทั้งๆ ที่ชาวเมือง Zaragoza มีเพียงแค่ 18,000 คน ก็เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ตามอย่าง Theater of Marcellus แห่งกรุงโรม วัสดุก่อสร้างที่นำมาใช้เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้สร้างกำแพงเมือง ปัจจุบันโรงละครแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Cesaraugusta Theater Museum ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโรมในเมือง Zaragoza และได้รับการประกาศให้เป็นส่วนของวัฒนธรรมที่น่าสนใจประจำเมือง นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้จะได้มีโอกาสสัมผัสกับการจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของโรม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโรมข้าวของเครื่องใช้ การก่อสร้างโรงละครการทำงาน และนักแสดงที่เคยมาแสดงในโรงละครแห่งนี้กันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Lanterns and Crystal Rosary Zaragoza #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579744

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Lanterns and Crystal Rosary Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Lanterns and Crystal Rosary Zaragoza

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Basillica del Pilar

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Zaragoza สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้นั่นคือ Museum of Lanterns and crystal Rosary มิวเซียมเกี่ยวกับ โคมไฟ และลูกประคำคริสตัล มิวเซียมที่ตั้งอยู่ใน Church of Sacred Heart of Jesus กลางจัตุรัส San Pedro Nolasco นี้เป็นมิวเซียมที่มีการจัดเฉลิมฉลองในวันที่ 13 ตุลาคมทุกปีจึงเป็นวันที่ดีที่สุดของนักท่องเที่ยวที่จะไปเยือน ถึงกระนั้นก็ตาม แม้นักท่องเที่ยวไม่สามารถไปเยือนในวันที่ 13 ตุลาคมได้ แต่มิวเซียมแห่งนี้ ก็มีประวัติศาสตร์และของจัดแสดงมากมายให้ไปเยือนในวันอื่นๆ มิวเซียมที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 2 มกราคม 1889 เมื่อผู้อำนวยการ Royal Confraternityof the Holy Rosary of Our Lady of the Pillar ได้ตัดสินใจที่จะสร้างโคมไฟรูปคริสตัลรูปแบบต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับ พระบิดา พระบุตรและพระแม่มารี

คณะกรรมการเมืองจึงได้แต่งตั้งให้ Ricardo Magdalena สถาปนิกพื้นเมืองผู้มีชื่อเสียงในการออกแบบอนุสาวรีย์เป็นผู้ออกแบบโครงสร้าง และให้ Leon Quintanaเป็นช่างฝีมือจัดทำ ทั้งสองสามารถที่จะออกแบบและทำงานอย่างรวดเร็วจนสามารถที่จะจัดทำโคมไฟตกแต่งคริสตัลมากถึง300 ชิ้น ออกจัดแสดงได้ในปีเดียวกัน ในช่วงแรกนั้น โคมไฟทั้งหมดถูกจุดด้วยเทียนไขแต่ได้พัฒนากลายเป็นไฟฟ้าในทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี่เอง

Angelus

โคมไฟชุดใหญ่ขนาดสูง 4.5 เมตรแต่ละชุดซึ่งล้วนทำด้วยมือเป็นเรื่องราวที่แตกต่างกัน อาทิ Mysteries of Joy,Sorrow and Glory บางชิ้นเป็นของขวัญมาจากที่ต่างๆ อาทิ The Assumption,Angelus, Salve Regina นอกจากนี้หลายอันยังเป็นตัวแทนของหอสวดมนต์The Marian Shrines, The HispanicWorld และจาก Temple of the Pillar ซึ่งชิ้นนี้ทำจากกระจกมากถึง 130,000 ชิ้น

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนจะได้อรรถรสถึง 2 แบบ นั่นคือ แบบที่เห็นโคมไฟธรรมดาจากแสงแดง และได้สัมผัสถึงความวิจิตรตระการตาเสมือนอยู่ในงานเฉลิมฉลองประจำปี เพราะมิวเซียมจะปิดไฟทั้งหมด และเปิดโคมแต่ละดวงพร้อมคำบรรยายเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้บรรยากาศเสมือนล่องลอยอยู่ในความฝันเลยทีเดียวMysteries of Joy

Mysteries of JoyMyteries of GloryMyteries of GlorySanto Dominguito de Val



Santo Dominguito de ValThe AssumptionThe AssumptionThe Hispanic World

The Hispanic WorldThe Marian ShrinesThe Marian ShrinesThe Salve Regina

The Salve ReginaThe Virgin’s visit to ZaragozaThe Virgin’s visit to Zaragoza

แหวกฟ้าหาฝัน : Cathedral of the Savior Zaragoza มหาวิหารมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578081

แหวกฟ้าหาฝัน : Cathedral of the Savior Zaragoza มหาวิหารมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Cathedral of the Savior Zaragoza มหาวิหารมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริเวณ old town เมือง Zaragoza ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่มีอัตลักษณ์และสวยงามมากนั่นคือ Cathedral of the Savior ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกมหาวิหารที่มีชื่อเล่นว่า La Seoที่ตั้งอยู่ ณ Plaza de la Seo นี้มีต้นกำเนิดมาจากจัตุรัสโรมันที่อยู่ใกล้แม่น้ำ Ebro จัตุรัสโรมันนี้ไม่ได้เป็นที่ทำการรัฐหรือหอการค้า แต่เป็นวิหาร มหาวิหารนี้ดั้งเดิมเคยเป็นตำแหน่งที่ตั้งของมัสยิดที่ถูกก่อตั้งโดย Hanas ben Abdallahas Sanani ผู้ใกล้ชิดกับท่านนบีมูฮัมหมัดแห่งอิสลาม เมื่อพระเจ้าอลองโซที่หนึ่งมาถึงเมืองนี้ พระองค์ไม่ได้กำจัดมัสยิดไปในทันที แต่มีบัญชาให้ย้ายมัสยิดออกจากเมืองไป และสร้างอาคารขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ San Salvador เพื่อใช้เป็นศาสนสถานของชาวคริสต์

ในช่วงปี 1140 ที่โบสถ์แทนที่มัสยิดนั้น นอกจากจะเป็นมหาวิหารแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ โรงอาหาร เรือนเพาะชำ และกุฏิสองหลังด้วย ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13-15 ที่นี่ยังเป็นที่สวมมงกุฎของกษัตริย์ Aragon ทุกพระองค์ รวมทั้งยังเป็นที่แบบติส แต่งงานและที่ฝังพระศพกษัตริย์อีกหลายองค์ในช่วงเวลานั้นด้วย ในปี 1318 พระสันตะปาปาจอห์นที่ 22 ได้แต่งตั้งอารค์บิชอปแห่ง Zaragoza ทำให้เมืองนี้มีอิสระมากขึ้นอาร์คบิชอปแต่ละองค์ก็ได้ปรับปรุงมหาวิหารเรื่อยมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน Don Lope ได้มีบัญชาให้ออกแบบมหาวิหารเป็นสไตล์โกธิคที่หรูหราจนกลายเป็นตัวอย่างของโบสถ์ในแคว้นเดียวกันและแคว้น Seville

ในปี 1403 ท่านเบเนดิกที่ 13 ซึ่งมีสัญชาติ Aragon ได้ทำการปรับปรุงให้อาคารเป็นแบบ Romanesque และเพิ่มหอคอยขึ้นอีก 2 หลัง ในวันที่ 14 กันยายน 1485 Pedro de Arbues หัวหน้าคณะ Aragon ถูกลอบสังหารขณะอธิษฐานในมหาวิหารทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นการลอบสังหารโดยราชวงศ์เนื่องจากช่วงเวลานั้นชาวบ้านส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนไปเป็นชาวยิว นับจากนั้นชาวคริสต์จึงเริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อยิว พระสันตะปาปา Pius IX ต้องการแก้เกมจึงสถาปนา Pedro de Arbue ขึ้นเป็นเซนต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มหาวิหารยังเป็นศูนย์กลางของการเรียนดนตรีเสียงประสานของแคว้น Aragon และได้ผลิตลูกศิษย์ที่เป็นนักร้องประสานเสียงที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มหาวิหารแห่งนี้กลับเจอคู่แข่งสำคัญคือ Cathedral chapter of El Pilar และเสียเปรียบไปเพราะพระสันตะปาปาฟิลิปที่สี่ ทรงโปรดอีกแห่งมากกว่า

ในปี 1676 ท่านสันตะปาปา Clement X จึงตัดสินใจสงบศึกด้วยการควบรวมมหาวิหารทั้งสองเข้าด้วยกัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มหาวิหารได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลายเป็นสไตล์บาโรค หลังจากนั้นมามหาวิหารก็ไม่ได้รับการปรับปรุงอีกเลยจวบจนครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยได้รับการปรับปรุงใหม่นานถึง 23 ปี ซึ่งใช้เงินมากถึง2 ล้านเปโซ จากรัฐบาลแคว้น Aragon ศาสนจักรและรัฐบาลกลางของสเปน

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือน Zaragoza และได้เยือนมหาวิหารแห่งนี้ก็จะมีโอกาสชื่นชมความอลังการของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทั้งภายนอกและภายในโดยเฉพาะอย่างยิ่งแท่นบูชาต่างๆ ที่ล้วนวิจิตรบรรจงสมกับการเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกจริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Zaragoza เมืองมรดกโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576445

แหวกฟ้าหาฝัน : Zaragoza เมืองมรดกโลก

แหวกฟ้าหาฝัน : Zaragoza เมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Old Town

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสเปนและชื่นชอบการเที่ยวเมืองมรดกโลก เมืองหนึ่งที่ต้องมาให้ได้ก็คือ Zaragoza เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ Madrid ที่ห่างจาก Madrid โดยรถไฟเพียงแค่ชั่วโมงเศษเท่านั้น เมืองที่มีประวัติย้อนหลังไปตั้งแต่ 25 ปีก่อนคริสตกาลนี้เจริญรุ่งเรืองมาตลอด อย่างไรก็ดี ในช่วงที่กาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ในปี 1564 ประชาชนถึง 1 ใน 3 ก็เสียชีวิตจากโรคนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนระหว่างปี 1701-14 นั้น เมืองนี้กลายเป็นสนามรบใหญ่และถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งจวบจนพระเจ้าฟิลิปที่ 5 สามารถรวบรวมอำนาจและเข้ายึดเมืองได้ Zaragoza จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสเปนอีกครั้ง ในปี 1766เมืองนี้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นจากการแย่งชิงอาหาร

ส่วนในปี 1807-14 ช่วงสงครามระหว่างสเปน อังกฤษ โปรตุเกสและฝรั่งเศสนั้น Zaragoza ถูกกองทัพนโปเลียนยึดครองถึง 2 ครั้งระหว่างมิถุนายนถึงสิงหาคม 1808 และธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ 1809 ส่งผลให้มีชาวบ้านล้มตายมากถึง 5 หมื่นคน แม้ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนจะทำให้เมืองนี้กลายเป็นสนามรบ แต่เศรษฐกิจของเมืองกลับเติบโตขึ้นจากการที่เมืองกลายเป็นแหล่งผลิตอาวุธสำคัญ ยิ่งกว่านั้น การที่เมืองนี้กลายเป็นที่เซ็นสัญญาความร่วมมือทางด้านอากาศระหว่างสเปนและสหรัฐ อีกทั้งยังกลายเป็นเมืองหลักอุตสาหกรรมทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งในปี 1982 เมื่อบริษัทGeneral Motors ได้เริ่มสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถ Opel และ Vauxhall เพื่อส่งออกแล้วจึงยิ่งทำให้เมืองนี้เจริญมากยิ่งขึ้นไปอีก

Church of San Juan de los Panetes 

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมเก่าเมื่อได้มาเยือน Zaragoza สถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Old Town บริเวณนี้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอายุตั้งแต่ยุคกลางหลายแห่ง อาทิ Church of San Juan de losPanetes โบสถ์คาทอลิกที่ตั้งอยู่ใกล้กับPlaza del Pilar นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในชื่อว่า San Juan del Jerusalemแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โบสถ์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่และสร้างเสร็จสิ้นในปี 1725 โดยเปลี่ยนชื่อและใช้สถาปัตยกรรมแบบ Baroque ในปี 1933 โบสถ์แห่งนี้ได้รับการสถาปนาให้เป็นสถานที่สำคัญของประเทศ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี โบสถ์กลับถูกเผาด้วยฝีมือของกลุ่มเดินขบวนยังผลให้ทั้งอาคารและทรัพย์สมบัติถูกทำลายยกเว้นไม้กางเขนรูปพระเยซู ในปี 1960 รัฐบาลจึงได้ทำการปรับโฉมโบสถ์ใหม่โดยให้มีรูปลักษณ์ตามแบบที่เคยเป็นและใช้สีเดิมๆ ด้วย อีกทั้งยังทำการตกแต่งให้อยู่สภาพเดิมทุกประการ

นอกจากโบสถ์แล้วบริเวณ Old Town ยังมี La Lonja de Zaragoza หรืออาคารของราชการที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอการค้าด้วยแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะของเทศบาลเมืองด้วย อาคารที่ได้รับการว่าจ้างโดยHernando de Aragon ให้ Juan de Sarinenaสถาปนิกจัดสร้างขึ้นนี้เป็นอาคารรุ่นแรกที่ก่อสร้างด้วยอิฐ การก่อสร้างติดขัดเพราะสถาปนิกเสียชีวิตไปก่อน ในปี 1549 รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจไม่สร้างหอคอยตามแบบที่สถาปนิกร่างไว้เพื่อให้สามารถสร้างหลังคาให้สำเร็จได้ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนold town จะพบว่า ไม่เพียง 2 อาคารที่กล่าวมาแล้ว อาคารย่านนี้ทั้งหมดล้วนมีสถาปัตยกรรมโบราณที่มีอัตลักษณ์ และน่าประทับใจทั้งนั้น

เพดานใน La Lonjaเพดานใน La Lonjaตัวอย่างงานใน La Lonjaตัวอย่างงานใน La Lonja

La LonjaLa Lonja

แหวกฟ้าหาฝัน : Maman in Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/574863

แหวกฟ้าหาฝัน : Maman in Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Maman in Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่จากประติมากรรมของ Jeff Koonsและ Richard Serra แล้ว ผลงานอีกชิ้นที่โดดเด่นที่จัดแสดงอยู่ด้านหลังของมิวเซียมก็คือ Mamanของ Louise Bourgeois ศิลปินชาวฝรั่งเศส เธอเกิดในวันคริสต์มาสปี 1911 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เป็นบุตรสาวคนที่สองของครอบครัว พ่อแม่ของเธอเป็นเจ้าของร้านแกลเลอรี่ และขายถ้วยชามโบราณหลังเธอเกิดไม่กี่ปี พ่อแม่ของเธอก็ได้จัดให้ส่วนของชั้นใต้ดินเป็นที่ซ่อมแซมถ้วยชามโบราณ ในปี1930 เธอเข้าเรียนด้านคณิตศาสตร์และธรณีวิทยา

หลังจากมารดาของเธอเสียชีวิตในปี 1932 เธอเลิกเรียนคณิตศาสตร์และเข้าเรียนศิลปะ เมื่อ Fernand Leger นักประติมากรรมชื่อดังในสมัยนั้นเห็นผลงานของเธอจึงแนะนำให้เธอทำงานด้านประติมากรรมแทนที่จะเป็นจิตรกรรม เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปที่ปารีสและเข้าศึกษาต่อที่ Ecole des Beaux Arts และฝึกงานที่ Louvre Museum เมื่อเธอได้เรียนเทคนิคการสร้างงานและได้มีประสบการณ์ช่วยจัดนิทรรศการ เธอก็หวนกลับบ้านและไปเปิดร้านการพิมพ์ข้างๆ ร้านเดิมของบิดาซึ่งทำให้เธอได้พบกับ Robert Goldwater ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันและแต่งงานกันจนย้ายไปอยู่ที่สหรัฐฯ ในเวลาต่อมา หลังย้ายมาอยู่นิวยอร์กกับสามี เธอก็เข้าเรียนทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและงานพิมพ์ที่Art Students League of New York หลังจบการศึกษา เธอพยายามค่อยๆ สร้างสรรค์ผลงานที่ถ่ายทอดอารมณ์ความยากลำบากในวัยเด็กโดยเริ่มจากงานไม้ เมื่อเธอมีความมั่นใจมากขึ้น เธอก็เริ่มจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยว และเข้าร่วมกลุ่มกับศิลปินแนว Abstractชาวอเมริกัน นับจากนั้นเธอเริ่มหันเหออกจากงานไม้และใช้วัสดุอื่นๆ อาทิ หินอ่อน ทองแดง

งานของเธอส่วนใหญ่สะท้อนเรื่องความเจ็บปวดในวัยเด็กจากพ่อที่ทรยศ และแม่ที่มีความรักอย่างเปี่ยมล้น งานของเธอจึงเป็นการเผชิญหน้ากันของความขมขื่น
และความหวานชื่นอย่างหนักหน่วง ปลายทศวรรษที่ 1990 Bourgeois เริ่มใช้แมงมุมเป็นจุดศูนย์กลางของเธอด้วยแนวคิดที่ว่าแมงมุมเป็นสัตว์ที่คอยเก็บกินยุงซึ่งคอยทำร้ายและรังควานชีวิต แมงมุมเป็นตัวแทนของความเข้มแข็ง การปกป้อง และการฟูมฟักแบบเดียวกับแม่ของเธอ แม่เป็นคนฉลาด เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ เพราะแม่เป็นผู้คอยดูแลกิจการ และเลี้ยงดูเธอตั้งแต่ยังเล็ก เธอได้สร้างแมงมุมขนาดใหญ่ด้วยทองแดงออกมามากถึง 6 ตัว จนได้สมญานามว่าเป็นSpiderwoman หรือไอ้แมงมุมตัวเมีย

นักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัส Maman ที่มีขนาดสูง 9 เมตร จัดแสดง ณ Guggenheim Museum จะเห็นว่า ตาข่ายใต้ท้องของแมงมุมมีไว้เพื่อปกป้องและจับเหยื่อแสดงถึงความเข้มแข็งและความอ่อนไหวส่วนขาที่ยาวแต่ลีบเล็กก็เป็นตัวแทนของช่องโหว่ที่รุนแรงซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องแม่ที่เป็นทั้งผู้ปกป้องและเหยื่อในเวลาเดียวกัน งานชิ้นนี้ดูอลังการสมกับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงที่เธอแสนจะภาคภูมิใจได้จริงๆ

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573288

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Bilbao และมาถึง Guggenheim Museum แล้ว นอกจากจะยลความงามและความแปลกตาของอาคารแล้วMasterpiece ก็เป็น The must ที่ต้องดูให้ได้อีกเช่นกัน Masterpiece ชิ้นแรกที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมนั้น ตั้งอยู่ภายนอกอาคาร เรียกได้ว่าเห็นแต่ไกลพร้อมๆ กับอาคารเลยทีเดียวนั่นคือ Puppy หรือสุนัขเทอเรียตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้ามิวเซียมอันเป็นผลงานของ Jeff Koons ศิลปินชาวอเมริกัน

Koons เกิดในเมืองยอร์ก มลรัฐเพนซิลวาเนียในครอบครัวช่างเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งภายใน เขาได้มีโอกาสฝึกศิลปะตั้งแต่ 9 ขวบ เพราะพ่อของเขาเอาภาพรุ่นเก่าๆ มาวางไว้ที่หน้าต่างให้เขาฝึกวาด ในช่วงวัยรุ่นเขาชื่นชมผลงานของ Salvador Dali ศิลปินแนว Surrealism มากจนถึงกับลงทุนเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อพบกับ Dali เขาเริ่มเรียนจิตรกรรมที่ Maryland Institute College of Art ในบัลติมอร์ ต่อด้วย School of the Art Institute of Chicagoจนได้พบกับ Ed Paschke ที่ได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อเขาในเวลาต่อมา หลังจบการศึกษาเขาย้ายไปทำงานที่ Museum of Modern Art เมืองนิวยอร์ก และเริ่มงานศิลปะ ในปี 1980 เขาได้รับใบอนุญาตให้ทำงานทางด้านกองทุน และเริ่มงานเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กลางทศวรรษที่ 1980 เขากลับหันมาให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังโดยเน้นสร้างงานประติมากรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์ขนาดใหญ่ที่ทำจากสเตนเลส และกระจก เขาประสบความสำเร็จมากจนสามารถขายงานศิลปะได้ด้วยเงินมหาศาลยิ่งกว่าการเป็นนายหน้ากองทุนเสียอีก

Puppy หรือสุนัขขนาดใหญ่ของ Koons หน้ามิวเซียมนี้ใช้คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงของสวนยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สุนัขเทอเรียตัวใหญ่มหึมาที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีนี้ไม่เพียงสร้างความปีติยินดีให้กับนักท่องเที่ยว มันยังเป็นอนุสาวรีย์แห่งความอ่อนหวานที่เน้นย้ำถึงความมั่นใจ แปลกใหม่ ทันสมัยและปลอดภัย Tulips หรือ ช่อดอกไม้หลากสีขนาดสูง 2 เมตร กว้าง 5 เมตรผลงานอีกชิ้นหนึ่งใน Celebration Series ของ Koons ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 1994 นั้นเป็นชุดงานประติมากรรมที่เน้นไปที่การใช้ของทั่วไปในเทศกาลเฉลิมฉลอง เช่น เค้ก ไข่อิสเตอร์ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมในมิวเซียมแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานทั้งสองชิ้นของเขาไม่เพียงมีขนาดใหญ่ น่าดึงดูดใจ ยังสะท้อนให้เห็นมุมมองของความเป็นเด็ก ความขี้เล่น และความสร้างสรรค์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจสมกับที่เขาสามารถทำเงินได้หลายสิบล้านเหรียญจากงานประติมากรรมแต่ละชิ้นเลยทีเดียว

The Matter of Time ของ Richard Serra ศิลปินชาวอเมริกัน เขาเกิดที่ซานฟรานซิสโกบิดาของเขาเป็นชาวสเปนที่ทำงานเป็นผู้คุมเครื่องในโรงงานทำลูกกวาด ส่วนมารดาของเขาเป็นชาวอเมริกันที่มีบิดาเป็นลูกครึ่งรัสเซียยิวอพยพ Serra เรียนวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กเลย์ก่อนย้ายไปจบที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแซนตาบาร์บารา เขาเรียนศิลปะกับ HowardWarshaw แล้วเข้าทำงานที่โรงงานถลุงเหล็ก เขาเรียนจิตรกรรมที่ Yale School of Art และได้รับอิทธิพลจากศิลปินและอาจารย์หลายคนจากที่นี่ หลังจบการศึกษาเขาได้ทุนจากมหาวิทยาลัยให้เดินทางไปปารีส และฟลอเรนซ์ก่อนกลับมานิวยอร์กเพื่อเริ่มกิจการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ในปี1966 เขาได้เริ่มสร้างงานประติมากรรมชิ้นแรกด้วยวัสดุแปลกใหม่ที่เรียกว่า Fiberglass และแผ่นยางในแนวทางศิลปะแบบ Abstract และ Process based ในปี 1970 เขาเริ่มหันมาสร้างงานประติมากรรมขนาดใหญ่นอกอาคารโดยเน้นไปที่การใช้โลหะโค้ง

The Matter of Time ของ Serra ซึ่งเป็นโลหะโค้งจัดแสดงอยู่เต็มห้องจัดแสดงนี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงวิวัฒนาการของผลงานของศิลปินตั้งแต่ความเรียบง่ายของวงรีคู่ไปจนถึงความซับซ้อนของเกลียว ห้อง ทั้งห้องจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานซึ่งแต่ละชิ้นที่ประกอบด้วยงานซ้อนกันไปมาจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเคลื่อนตัวผ่านช่องว่างที่แปลกใหม่ ไม่ว่าจะกว้าง แคบ สูง ต่ำ หรือบีบอัดนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านผลงานแต่ละชิ้นจะสามารถสัมผัสได้ถึงความพิศวงและความซับซ้อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมได้จริงๆ