แหวกฟ้าหาฝัน : Ceramic ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/508970

แหวกฟ้าหาฝัน : Ceramic ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Ceramic ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใน Museum of Decorative Art ของการจัดแสดงประเภทหนึ่งที่ต้องมีเสมอ นอกเหนือจากเก้าอี้ก็คือ Ceramic หรือเครื่องเคลือบ คำว่า Ceramic มาจากภาษากรีก keramos ที่มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกเผา Ceramic เป็นผลิตภัณฑ์แข็งที่ประกอบด้วยวัสดุที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ อาทิ โลหะ หรืออโลหะที่เชื่อมต่อกันด้วย ionic bond เซรามิกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามส่วนประกอบ คือ แบบที่มีองค์ประกอบเป็นดินเหนียวเหมือนอย่างเซรามิกโบราณ และแบบที่มีส่วนผสมหลากหลายซึ่งมักใช้ในอุตสาหกรรมได้หลายรูปแบบขึ้นกับความแข็ง ความทนทานและความเป็นสื่อนำไฟฟ้า ในอดีตวัสดุเซรามิกที่มีการใช้งานมากที่สุดคือ ดินเหนียว โดยในช่วงแรกเรียกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ว่า ไชนาแวร์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับคนจีนซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการผลิตเครื่องปั้นดินเผารุ่นแรกๆ

เซรามิกในยุคแรกสุดนั้นถูกนำมาใช้ทำหม้อ ไห และแจกันโดยอาจมีส่วนผสมเฉพาะดินเหนียว หรือสารอื่น อาทิ ซิลิกา ก่อนนำไปเผาไฟให้ร้อน อย่างไรก็ดี เซรามิกในยุคแรกๆ นั้นมักมีรูจำนวนมากจึงดูดซึมน้ำมาก ต่อมาการผลิตเซรามิกได้รับการพัฒนาเทคนิคให้มีการผสมสารเคลือบจึงทำให้มีผิวเรียบขึ้น และมีรูน้อยลงจนมีลักษณะคล้ายแก้ว ลักษณะเด่นของเซรามิกก็คือ มันสามารถทนความร้อนได้ถึงร่วมพันองศาเซลเซียส แต่เมื่อโลกสามารถผลิตแก้วซึ่งมีคุณสมบัติในการทนความร้อนสูงได้เช่นเดียวกัน คุณสมบัติในเรื่องการทนความร้อนสูงของเซรามิกจึงดูด้อยค่าลง ถึงกระนั้นก็ตาม การนำเซรามิกมาใช้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และการผลิตเซรามิกก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนมีการเปลี่ยนส่วนผสมจากดินขาว มาเป็นอะลูมิเนียมออกไซด์ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ และพัฒนายิ่งขึ้นอีกด้วยการผสมซิลิคอนคาร์ไบด์และทังสเตนคาร์ไบด์ที่นำมาใช้ทางด้านการแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรม เช่น สารกึ่งตัวนำอาวุธ

เซรามิกมีความสำคัญอย่างยิ่งทางด้านโบราณคดี เพราะสิ่งขุดพบประเภทนี้สร้างความเข้าใจทั้งด้านวัฒนธรรม เทคโนโลยี และพฤติกรรมมนุษย์ในอดีตได้ ในการศึกษาเซรามิกทำให้นักโบราณคดีสามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดียิ่งกว่านั้นการเปรียบเทียบสิ่งขุดพบประเภทนี้ยังทำให้การสร้างลำดับเวลาทำได้ง่ายขึ้นอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทราบดีแล้วว่าทั้ง Ceramic และ Porcelain คือเครื่องเคลือบในภาษาไทย แล้วสองคำนี้ในภาษาอังกฤษมีความแตกต่างกันอย่างไร Ceramicคือ เครื่องเคลือบที่ทำจากดินเหนียวที่ถูกเผาจนร้อนจนมีความแข็งมากขึ้น แต่ความหนาแน่นและการดูดน้ำมากกว่า Porcelain จึงทำให้เซรามิกเหมาะกับการทำวัสดุที่ใช้ภายในบ้าน ส่วน Porcelain ก็เป็นดินเหนียวที่ถูกเผาเช่นกัน แต่จะมีความหนาแน่นและความคงทนสูงกว่าจึงมีราคาแพงกว่า ทั้งCeramic และ Porcelain ต่างสามารถใช้ทำเครื่องเรือนได้ อาทิ พื้น อีกทั้งยังใช้ทำเครื่องครัวได้ด้วย เช่น จาน ชาม ความแตกต่างที่แยกคำทั้งสองออกจากกันคือ ความสามารถในการดูดน้ำ Porcelain จะดูดน้ำน้อยกว่า 0.5% ในขณะที่ Ceramic จะดูดน้ำมากกว่านั้นอันเป็นผลจากชนิดของดินเหนียวที่ใช้ในการทำที่แตกต่างกันนั่นเอง

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน Museum of Decorative Art Barcelona จะได้ชมตัวอย่างทั้งงาน Ceramic และ Porcelain โดยเรียงตามลำดับเวลาซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เห็นพัฒนาการในการผลิต แต่ยังจะได้เรียนรู้ถึงพัฒนาการในการใส่สีเข้าไปในงานอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Chair Design ใน Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/507641

แหวกฟ้าหาฝัน : Chair Design  ใน Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Chair Design ใน Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานตกแต่งหรือ Decorative Art ของตกแต่งที่น่าสนใจและมีให้ชมอย่างหลากหลายมากใน Museum of Decorative Art ก็คือ เก้าอี้ เก้าอี้เป็นเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานที่เกิดจากการเอาวัสดุคงทนถาวรมาประกอบกันโดยมักมีไม่ต่ำกว่า 2 ส่วน นั่นคือ ขาและส่วนที่นั่ง ส่วนที่เป็นขานั้นอาจเป็นแบบ 4 ขา 3 ขา หรือแบบที่มีล้อ ขาของเก้าอี้ก็มักจะสูงในระดับที่ทำให้เข่าไม่งอพับมากเกินไปเวลานั่ง เก้าอี้ที่พัฒนาขึ้นอีกคือมีพนักพิง และตามด้วยมีที่เท้าแขน เก้าอี้สำหรับห้องแต่ละประเภทก็มักไม่เหมือนกัน เนื่องจากต้องทำหน้าที่ต่างกัน เช่น เก้าอี้ในที่ทำงานมักมีล้อหมุนและเอนหลังได้โดยเฉพาะเก้าอี้ผู้บริหาร เก้าอี้ในห้องอาหารมักจะสูงกว่าเก้าอี้ในห้องรับแขก เก้าอี้ในห้องรับแขกมักต้องนั่งสบาย พร้อมความหรูหราเพื่อแสดงสถานะของเจ้าของบ้าน

เก้าอี้เป็นของที่มีใช้กันมาแต่โบราณและเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของรัฐโดยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เช่น เก้าอี้สำหรับการสวมมงกุฎของกษัตริย์ เก้าอี้สำหรับเหล่าขุนนางและข้าราชการระดับสูงผู้เป็นประธานขององค์กรต่างๆ ในภาษาอังกฤษ จึงใช้คำว่า chairman ประวัติศาสตร์เก้าอี้ย้อนไปถึงช่วงต้นของยุคอียิปต์ประมาณ 3,100 ปีก่อนคริสผตกาล ในช่วงเวลานั้นเก้าอี้มักทำจากไม้และถูกปกคลุมด้วยผ้าหรือหนังโดยมีขนาดความสูงเพียงแค่ 10 นิ้ว ซึ่งน้อยกว่าเก้าอี้ในปัจจุบัน เก้าอี้อียิปต์จะดูหรูหรา และถูกพัฒนาเรื่อยมาให้ทำจากงาช้าง และไม้แกะสลักโดยถูกปกคลุมด้วยวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเก้าอี้ที่ใช้สำหรับกษัตริย์ ส่วนเก้าอี้สำหรับขุนนางนั้นก็มีเฉพาะกับเจ้าของบ้านเท่านั้น ชาวอียิปต์เชื่อว่าเก้าอี้ต้องเป็นไปตามธรรมชาติจึงมักมีส่วนคล้ายสัตว์โดยเฉพาะขาเก้าอี้มักเป็นขาของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง อาทิ ขาสิงโตที่มีอุ้งเท้าและเล็บ

หลังยุคอียิปต์ เก้าอี้เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลายในโลกตะวันตก เก้าอี้กรีกย้อนหลังไปถึง 600 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งเห็นได้จากเก้าอี้ใน Parthenon ของ Zeus ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม พนักตรงประดับด้วยปีกของสฟิงค์ ส่วนเก้าอี้สมัยโรมันก็ทำจากหินอ่อนโดยเก้าอี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือที่ประทับในโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ กรุงโรม

การออกแบบเก้าอี้ในแต่ละยุคสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเรอเนสซองส์จะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการแต่งกายและเฟอร์นิเจอร์ การที่เก้าอี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของผู้ปกครองทำให้การออกแบบเก้าอี้กลายเป็นเรื่องสำคัญของเกือบทุกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเยอรมนี เก้าอี้จึงมักถูกออกแบบให้มีที่วางแขนเพื่อความสะดวกสบายและได้รับการตกแต่งและประดับประดาอย่างหรูหราให้สมเกียรติ

การพัฒนาแบบของเก้าอี้ก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเก้าอี้ถูกนำมาใช้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เก้าอี้มีความหลากหลาย
มากขึ้น เช่น เก้าอี้พับ เก้าอี้เอนนอน เก้าอี้ที่ขาทำจากโลหะ เก้าอี้รูปถุงถั่ว เก้าอี้ทำจากไม้ ไม้อัด เก้าอี้นวด งานออกแบบเก้าอี้กลายเป็นงานทางศิลปะที่ Frank Lloyd Wright และ Eero Saarinen สถาปนิกและนักตกแต่งพยายามออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศของอาคารจึงเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างชื่อเสียงไปในตัวอีกทางหนึ่งด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้โอกาสเยือนMuseum of Decorative Art Barcelona ก็จะได้ชมเก้าอี้ที่ถูกออกแบบตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีรูปร่างหน้าตาประหลาด ล้ำสมัยอย่างสนุกสนานจนจุใจ เพราะมีคำบรรยายการออกแบบเก้าอี้ไว้ให้อย่างละเอียดอยู่หลายตัว นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งก็คงอยากลองนั่งเก้าอี้อยู่หลายตัวโดยเฉพาะเก้าอี้รูปไข่ดาว เพราะคงอยากรู้ว่าเก้าอี้หน้าตาประหลาดเหล่านี้นั่งสบายหรือไม่ ควรค่าแก่การซื้อไปประดับบ้านหรือไม่

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/506165

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Decorative Art Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Museum of Decorative Art Barcelona ที่มีประวัติย้อนไปถึงปี 1888 จากการจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกของเมืองบาร์เซโลนานี้ได้ก่อให้เกิด Museum of Decorative Art and Archeology ขึ้นในปี 1902 ณ Ciutadella โดยมี Josep Puig สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นเป็นผู้วางแผนเกี่ยวกับมิวเซียมให้ ต่อมาในปี 1932 มิวเซียมได้ถูกปรับโฉมใหม่ ในช่วงรื้อถอนนั้น ของจัดแสดงถูกย้ายไปไว้ที่ Montjuic หรือ National Art Museum of Catalonia และ Museum of Archaeology of Catalonia ส่วนที่ไม่ใช่งานทัศนศิลป์ หรือโบราณคดีก็นำไปไว้กับ Palace of Pedralbles ภายใต้การตัดสินใจของคณะกรรมาธิการบริหารมิวเซียม

ในช่วงที่ย้ายไปตั้งอยู่ที่ Palace of Pedralbes นั้นมิวเซียมจัดให้มีการแสดงของสะสมตั้งแต่สมัยยุคกลางจนถึงปฏิวัติอุตสาหกรรม ในปี 1936 ซึ่งเป็นปีที่เกิดสงครามกลางเมืองฝรั่งเศส มิวเซียมถูกปิดเพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างความขัดแย้ง หลังสงคราม พระราชวัง Pedralbles ได้กลายเป็นที่ประทับของ Francisco Franco Bahamonde ประมุขของแคว้น Catalonia มิวเซียมจึงไม่มีที่อยู่ รัฐบาลจึงตัดสินใจย้ายมิวเซียมไปยัง Palace Virreina ในปี 1949 โดยให้วิธีการจัดแสดงศิลปะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อมิวเซียมตั้งอยู่ที่พระราชวัง Pedralbles ในช่วงเวลานี้มิวเซียมได้รับของสะสมเพิ่มขึ้นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟอร์นิเจอร์จาก Matias Mundtadas และ Francesc Vidal อย่างไรก็ดีในปี 1985 เทศบาลเมืองต้องการใช้พื้นที่พระราชวัง Virreina อีกทำให้มิวเซียมต้องปิดตัวลงอีกครั้งหนึ่ง ส่วนของจัดแสดงก็ถูกนำกลับไปเก็บรักษาไว้ที่พระราชวัง Pedralbles เช่นเดิมโดยไม่ได้เปิดดำเนินการเป็นมิวเซียมแต่อย่างใด 

ในปี 1995 มิวเซียมได้ทำการเปิดตัวอีกครั้งโดยจัดตั้งที่พระราชวัง Pedralbles เช่นเดิมโดยเพิ่มการจัดแสดงงานเกี่ยวกับการออกแบบ และผ้าเข้ามาไว้ด้วย ส่วนของสถานที่ตั้งนั้นเริ่มต้นเป็นบ้านชาวนาเก่า ๆ ที่ถูกครอบครองโดย Count Eusebi Guell ต่อมาอาคารได้ถูกออกแบบใหม่โดย Joan Martorell I Montells สถาปนิกที่ออกแบบพระราชวังแนวคาริบเบียนและเพิ่มห้องสวดมนต์ตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคที่ล้อมรอบด้วยสวน ต่อมาในยุคของ Antoni Gaudi เขาได้รับเชิญให้ออกแบบทางเข้า สวนและกำแพงใหม่  รวมทั้งน้ำพุและต้นไม้ที่ประดับในสวน เช่น ต้นปาล์ม แมกโนเลีย ยูคาลิปตัส ต้นสน และต้นไซเปรส             ปัจจุบัน Museum of Decorative Art แบ่งพื้นที่กับ Museum of Industrial Textile และ Cabinet of Graphics Art ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Design Hub of Barcelona

 การจัดแสดงของวัตถุแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นงานศิลปะจากยุคโรมันถึงโรแมนติกโดยเน้นงานที่ถูกสร้างขึ้นจากศิลปินท้องถิ่น Catalan งานเกี่ยวกับกำเนิดการออกแบบในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยของจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่แสดงถึงการใช้ชีวิตประจำวันและขบวนการในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวจะได้ชมเฟอร์นิเจอร์และของประดับของคหบดี อาทิ ตู้ เตียง เก้าอี้ เครื่องครัว พัดและนาฬิกา ส่วนที่สองจะเน้นไปที่วิวัฒนาการในการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเสนอของจัดแสดงมากถึง 442 ชิ้นที่เป็นตัวอย่างสินค้าที่ออกแบบจากสเปน แนวทางการจัดแสดงเสมือนหนึ่งการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังประวัติศาสตร์การออกแบบที่เกิดขึ้นในบาร์เซโลน่าและทั่วทั้งสเปน

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504713

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผลงานถาวรที่จัดแสดงใน Design Museum Barcelona นี้ แบ่งตามสาระสำคัญประกอบด้วย 1.World to the Museum การออกแบบผลิตภัณฑ์ มรดกทางอารยธรรม บรรยายจากหลากหลายแนวคิด ของใช้ในชีวิตประจำวันผลิตจากอุตสาหกรรม นิทรรศการแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ ส่วนอ้างอิงจะจัดแสดงวัตถุที่มี
ชื่อเสียง การออกแบบที่เป็นสัญลักษณ์ของเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ส่วนวัตถุจะเน้นถึงวิวัฒนาการในการผลิตทั้งทางด้านเทคนิคและวัสดุตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนหมู่มากกับความสำเร็จของวัตถุ

2.ของสะสมเกี่ยวกับการตกแต่งตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3-20 จะเรียงลำดับตามกาลเวลาตั้งแต่เรื่องเซรามิก ผ้า เฟอร์นิเจอร์ แก้ว ของจิ๋ว แผ่นปิดฝาผนัง ของจัดแสดงหลังทศวรรษที่ 1930 จะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุและมนุษย์ งานในส่วนนี้จะเป็นเรื่องราวศิลปะ งานฝีมือที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองบาร์เซโลน่า 3.การตกแต่งร่างกาย แฟชั่นตั้งแต่ปี 1550-2015 การจัดแสดงเริ่มจากกระโปรงสุ่ม รูปร่างที่ดูสุดโต่งเป็นสัญลักษณ์ว่ามนุษย์ตั้งแต่โบราณกาลนั้นมี
เป้าหมายที่จะปรับแต่งโฉมตัวเองผ่านทางเสื้อผ้า ทรงผม รอยสักและเครื่องประดับ เสื้อผ้าที่จัดแสดงนั้นย้อนหลังไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 อันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ถึงแนวโน้มของแฟชั่นในยุคต่างๆ และสะท้อนถึงสุนทรียแห่งอารมณ์

4.การออกแบบกราฟิก จากการค้าถึงผู้เชี่ยวชาญ (1940-1980) อันเป็นส่วนพื้นฐานสำคัญของมิวเซียมได้รับการสนับสนุนทางการเงินทั้งจากภาครัฐและเอกชน การจัดแสดงจะเป็นเรื่องราวของศิลปินตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 อันถือเป็นช่วงกำเนิดของการออกแบบศิลปะของสเปน การจัดแสดงงานศิลปะกว่า 7 หมื่นชิ้นนี้จะกระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ล้วนนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ กันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานถาวรแล้ว Design Museum Barcelona ยังมีนิทรรศการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย นั่นคือนิทรรศการ TheBest Design of the Yearซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ภัณฑรักษ์และรัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าต้องการที่จะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการหาการออกแบบที่ดีที่สุดในแต่ละปีในเรื่องสถาปัตยกรรม แฟชั่นและศิลปะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผลงานจัดแสดงมาจากงานที่เข้าประกวดกว่า400 ชิ้น ของนักเรียน อาจารย์ในท้องถิ่นและนานาชาติที่เข้าแข่งขันด้วยกติกามาตรฐานและสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างโดดเด่น ส่วนรางวัลประกอบด้วย The FAD Awards for Architecture and Interior Design ที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยARQUIN เป็นรางวัลทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีมากว่า 60 ปีแล้ว รางวัลนี้สะท้อนความเป็นผู้ริเริ่ม และส่งเสริมคุณค่าในการออกแบบให้กับสังคมและวัฒนธรรมจึงเป็นรางวัลที่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ทันสมัยตลอดเวลา ความต่อเนื่องของรางวัลยังเน้นให้เห็นถึงการให้ความสนใจกับผลงานของคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นปัจจุบันรางวัลนี้ได้แบ่งออกเป็นหมวดชัดเจนคือ สถาปัตยกรรม ออกแบบภายใน ภูมิทัศน์เมือง แนวคิดและการวิพากษ์

MODA-FAD Awards มีเป้าประสงค์ในการยอมรับผลงานของผู้เชี่ยวชาญชาวสเปนที่สนับสนุนการออกแบบระดับโลก และอุตสาหกรรมแฟชั่น ในการจัดงานครั้งแรกนี้ทางผู้จัดเน้นไปที่ Carme Marti Riera นักธุรกิจชาว Catalan ที่มีส่วนร่วมกับแฟชั่นในระดับสากล อีกทั้งยังทำให้งานหัตถกรรมพื้นเมืองเป็นที่ยอมรับในระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีรางวัล the ADG Laus Awards for Graphic Design and Visual Communication ที่ถูกจัดตั้งโดย ADG-FAD,the ADI Awards for Industrial Designที่รวบรวม Delta Awards, the ADI Medals and the ADI Culture Awards ที่ถูกจัดตั้งโดย ADI – FAD, the Arts FAD Awardsที่ถูกจัดตั้งโดย A – FAD

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะสามารถเต็มอิ่มกับผลงานที่มีความหลากหลายจากศิลปินท้องถิ่นและทุกมุมโลกได้อย่างไม่รู้เบื่อตลอดการเยือนมิวเซียมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503328

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Design Museum

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานออกแบบตกแต่ง และมาใช้เวลาในบาร์เซโลน่าหลายวัน สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Design Museum หรือMuseu del Disseny de Barcelona ในภาษาพื้นเมือง ที่นี่เป็นสถาบันวัฒนธรรมหลักของเมืองที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีในการออกแบบทั้งในเรื่องการใช้พื้นที่ วัตถุ แฟชั่นและข้อมูล มิวเซียมแห่งนี้เป็นผลมาจากการควบรวมมิวเซียผมอีกหลายแห่งเข้าด้วยกัน นั่นคือ Decorative ArtMuseum, Museum of Textile และ Gabinet de les Arts Grafiques

Design Museum อีกด้าน

บาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่เชื่อมโยงกับการออกแบบมาตั้งแต่โบราณกาลจึงมีสถาบัน Foment de les ArtsDecoratives เป็นสถาบันเก่าแก่ เทศบาลเมืองจึงต้องการยกระดับให้เมืองมีสถาบันเด่นสถาบันเดียวในการออกแบบโดยมอบหมายให้ Oriol Bohigas สถาปนิกชาวบาร์เซโลน่า ผู้ก่อตั้ง Grup R เจ้าของบริษัท MBM หัวหน้าหน่วยออกแบบผังเมือง และคณะกรรมการวัฒนธรรมของเมืองออกแบบสถาปัตยกรรมที่Placa de les Glories ภายใต้ชื่อDesign Hub Barcelona ในปี 2008ก่อนเปลี่ยนเป็น Design MuseumBarcelona ในปี 2013 นอกจากการเป็นมิวเซียมแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังมีเป้าหมายที่จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องต่างๆ รวมทั้งทำวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจด้วยโดยใช้เงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน

อาคารที่ถูกวางศิลาฤกษ์ตั้งแต่ปี 2009 ก่อสร้างเสร็จในปี 2013 และเปิดทำการในปี 2014 นี้ ประกอบด้วย2 ส่วน ส่วนที่อยู่ใต้ดินใต้จัตุรัส Glories และส่วนที่อยู่เหนือดิน 14.5 เมตร ที่เป็นรูปทรงลูกบาศก์มีด้านขนานกันด้วยขนาดกว้างเท่ากับถนน Avila อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างถนน Eixampleกับจัตุรัส Glories โดยมีพรมสีเขียวเป็นส่วนประกอบสำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติ และง่ายต่อการดูแลรักษา

ด้านข้าง Design Museum

ชั้นใต้ดินซึ่งประกอบด้วย 2 ชั้นย่อยเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ ขายตั๋ว ทำวิจัย งานสอน และบริการอื่นๆ แต่ยังคงเป็นชั้นที่แสงธรรมชาติเข้าถึงได้แม้จะอยู่ใต้ดิน ชั้นหนึ่งจะใช้พื้นที่ค่อนข้างน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนพื้นที่สาธารณะจึงใช้เป็นทางเข้าจากทั้งถนน Avila และจากจัตุรัส รวมทั้งยังต่อเชื่อมกับรถใต้ดินโดยเป็นบันไดและลิฟต์ไว้เข้าไปยังตึกชั้นต่างๆ ส่วนนี้ของตึกจะใช้วัสดุเพียงแค่ 2 ชนิดคือ อะลูมิเนียมหรือสังกะสี ร่วมกับกระจกเสมือนสิ่งก่อสร้างแบบอุตสาหกรรม อาคารโดยรวมถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานพอเพียงนั่นคือ ตัวอาคารสามารถผลิตพลังงานเอง และนำของเสียที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ใหม่ เช่น น้ำ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU Eolabel นอกจากนี้ภายในอาคารยังมีส่วนของบาร์และร้านอาหารที่แสนเท่โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายบนเก้าอี้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนทั่วไปให้มาใช้เวลา และดูผลงานศิลปะด้วย

ร้านอาหารในมิวเซียมร้านอาหารในมิวเซียมด้านหน้า Design Museumด้านหน้า Design Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercat dels Encants ตลาดนัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501870

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercat dels Encants ตลาดนัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercat dels Encants ตลาดนัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินตลาด สถานที่หนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้นอกเหนือจาก Mercado de la Boqueria เมื่อมาเยือนบาร์เซโลนาแล้วก็คือ Mercat dels Encantsตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของเมือง ตลาดที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า Mercat de Bellcaire อันเป็นตลาดนัดที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปนับย้อนหลังไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 นี้เป็นตลาดกลางโบราณที่อยู่ระหว่าง MerdianaAvenue กับจัตุรัส Las Gloria เมื่อบ้านเมืองพัฒนาและมีประชากรมากขึ้น ในปี 2008 เทศบาลเริ่มเห็นว่าตลาดมีพื้นที่น้อยเกินไปไม่เพียงพอต่อการให้บริการจึงตัดสินใจขยายขนาดเป็น 2 เท่า โดยการปรับปรุงครั้งใหญ่เสร็จในเดือนกันยายนปี 2013

แนวทางการออกแบบต้องการหลีกเลี่ยงการเป็นตลาดหลายชั้นซึ่งคล้ายกับห้างสรรพสินค้า แต่ยังคงต้องการให้เป็นตลาดหลายระดับจึงออกแบบให้เป็นเหมือนลานโล่งที่ร้านค้าและแผงลอยสามารถตั้งติดต่อกันได้เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการช็อปปิ้งจนทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกเฉกเช่นเดียวกันกับเดินอยู่บนถนนคนเดิน ส่วนของหลังคาที่อยู่สูงจากพื้น 25 เมตร เพื่อปกป้องแสงแดดไม่ให้แผดเผาทั้งคนขายและคนซื้อในฤดูร้อนทำจากแผ่น Hacierco เหล็กกล้าเคลือบด้วย Krystal อะลูมิเนียมและสังกะสีซึ่งนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว ยังดูแปลกตาสวยงามมองเห็นแต่ไกลอันสะท้อนความทันสมัยของเมืองและให้เข้าคู่กันกับ Agbar Tower ตึกรูปจรวด 38 ชั้น ที่ตั้งอยู่ระหว่าง Avinguda Diagonal กับ Carrer Badaoz ใกล้กับ Placa de les Glories Catalanes อีกสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองด้วย

ตลาดที่ปัจจุบันมีร้านค้ากว่า 500 ร้านและเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. นี้ ขายของหลากหลายชนิดตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบอาทิ เสื้อผ้า จักรยาน จักรยานไฟฟ้า เครื่องสำอาง วีดีโอเก่า เฟอร์นิเจอร์ หนังสือมือสอง กล้อง ของตกแต่ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยวันที่มีคนขายและคนซื้อมากที่สุดคือวันเสาร์ หากนักท่องเที่ยวต้องการซื้อของในราคาดีต้องมาแต่เช้า การเดินเที่ยวตลาดนี้ที่สำคัญก็คือ ต้องพกเงินสดติดตัวมาด้วยเพราะร้านค้าส่วนใหญ่ไม่รับเครดิตการ์ด แต่สามารถเบิกเงินสดได้จากตู้ ATM ที่มีอยู่มากถึง 6 ตู้ ถึงกระนั้นก็ตาม การเบิกเงินจากตู้ ATM อาจไม่สะดวกกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพราะจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมราคาแพง

ลักษณะพิเศษของตลาดแห่งนี้ที่มีมาแต่โบราณกาลก็คือ มีการประมูลของเก่าซึ่งปัจจุบันจะมีเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ระหว่าง 07.15-08.30 น.เท่านั้น โดยผู้ที่
นำสินค้าเข้าประมูลจะต้องลงทะเบียนก่อน สำหรับสินค้าที่ประมูลไม่สำเร็จหรือไม่มีใครเข้าประมูลก็จะถูกขายลดราคาหลังเที่ยง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาส นักท่องเที่ยวไม่ควรมาเยือนตลาดเกินบ่ายสอง เพราะร้านรวงส่วนหนึ่งจะเก็บเสียก่อน เนื่องจากตลาดอยู่กลางแจ้ง ในช่วงฤดูร้อนโดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิด เพราะพ่อค้าแม่ค้ามักพักร้อนไปเที่ยว ตลาดนี้ยังมีข้อดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินไม่สะดวก เพราะที่นี่มีทั้งบันไดเลื่อนและลิฟต์ขึ้นให้บริการ

นอกจากขายของแล้วที่นี่ยังมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ คอนเสิร์ตและเวิร์กช็อปด้วย นักท่องเที่ยวที่มาตลาดแต่เช้ายังจะสามารถที่จะหาอาหารเช้าอร่อยๆ รับประทานได้ อีกทั้งยังมีอาหารพื้นเมือง tapas แนว street food ขายตลอดวันอีกต่างหาก

แหวกฟ้าหาฝัน : Centre d’Art Santa Monica บน La Rambla #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500477

แหวกฟ้าหาฝัน : Centre d’Art Santa Monica บน La Rambla

แหวกฟ้าหาฝัน : Centre d’Art Santa Monica บน La Rambla

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

La Rambla

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาบาร์เซโลน่าถนนสายหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ La Ramblaถนนอันเป็นศูนย์กลางของเมืองที่มีความยาว 1.2 กิโลเมตร และประกอบไปด้วยถนนคนเดิน3 เลน เชื่อมกับ Placa de Catalunya และอนุสาวรีย์ Christopher Columbus ที่ท่า Vell นี้เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก รวมทั้งนักล้วงกระเป๋าด้วย

ด้านเหนือของ La Rambla เป็น Placa de Catalunya จัตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองบาร์เซโลน่า อันเป็นศูนย์กลางของสถานที่สำคัญของเมืองเก่าและเป็นที่พบปะของผู้คนที่สำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทางด้านตะวันออกเป็น Gothic Quarter ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่ประกอบไปด้วยถนนสายเล็กๆ เหมือนเขาวงกตที่เชื่อมเข้าสู่ La Rambla นอกจากนี้บนถนนเส้นนี้ยังมีจัตุรัสที่สำคัญอีกแห่งคือ Placa Reial อันเป็นจัตุรัสที่ประกอบด้วยต้นปาล์มมากมายและเป็นที่ติดตั้งเสาไฟที่ถูกออกแบบอย่างพิเศษโดย Antoni Gaudi สถาปนิกชื่อดังชาวบาร์เซโลน่า ด้านทิศตะวันตกของถนนเคยเป็นพื้นที่นอกเมืองอันเป็นที่ตั้งของศาสนาที่แตกต่างกันและสถาบันทางการแพทย์ ต่อมาบริเวณนี้กลายเป็นที่ตั้งของโรงงานและที่พักของคนงาน ประกอบกับการเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืนจึงเป็นแหล่งรวมโสเภณีและอาชญากรรมจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีที่ตั้งของอาคารสำคัญๆรวมทั้ง Palau Guell ของ Antoni Gaudi ด้วย ด้านทิศใต้ของถนนเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์โคลัมบัสและท่าเรือ Vell รวมทั้งเป็นที่ตั้งของ Maritime Museum

นอกจากชื่นชมกับสถาปัตยกรรม และบรรยากาศรวมทั้งซื้อของแล้ว บนถนน La Rambla ยังมี Centre d’Art Santa Monicaสถานที่จัดแสดงศิลปะแนว Contemporary artที่สำคัญของเมือง สถานที่จัดแสดงศิลปะที่ไม่ถึงกับเป็นมิวเซียมเพราะไม่มีงานจัดแสดงถาวรเลยนี้เคยเป็นสำนักชีมาก่อน อาคารที่เคยเป็นสำนักชีที่เริ่มต้นก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มAugustine ในปี 1636 นี้เป็นเพียงอาคารเดียวบนถนน La Rambla ที่รอดพ้นจากไฟไหม้โบสถ์ในปี 1835 อย่างไรก็ดี อาคารดั้งเดิมก็ถูกทำลายไปอีกจนเกือบหมดสิ้นจากสงครามกลางเมืองสเปน ในปี 1987 อาคารที่ใช้ในการจัดแสดงศิลปะในปัจจุบันได้รับการออกแบบโดย Albert และ David Viaplana โดยอาศัยโครงสร้างเดิม อาคารเปิดทำการเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะครั้งแรกในปี 1988 ภายใต้การดูแลของ Department of Culture of the Generalitat of Catalonia

ภายในอาคารเองก็มีความน่าสนใจอันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันของสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่ ส่วนผลงานการจัดแสดงแนว Contemporary Art ก็ดูสนุกน่าติดตาม นิทรรศการ Fusum 16+6 เป็นการนำเสนองานของศิลปินหลายคนที่ใช้โลหะมาเป็นตัวแสดงออกถึงแนวคิดโดยศิลปินชาว Catalonia ได้นำผลงานทั้งจากอดีตและปัจจุบันมาจัดแสดง แม้งานหล่อโลหะจะเป็นงานที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่ศิลปินยุคปัจจุบันก็สามารถที่จะนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและมีมุมมองที่น่าทึ่งไม่น้อยกว่าการนำเสนองานจากอะลูมิเนียมที่เป็นวัตถุที่มีความทันสมัย นอกจากนั้นงานอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจ เช่น การติดตามการจัดวางรองเท้าที่อาจเรียงเดี่ยวหรืออยู่เป็นกลุ่มเสมือนการดำเนินชีวิตที่มีทั้งตอนที่ต้องโดดเดี่ยวและอยู่ท่ามกลางฝูงชนColumbusColumbusตัวอย่างงานตัวอย่างงานshoes3

shoes3shoes2shoes2shoes1

shoes1Restaurant on La Rambla

Restaurant on La Ramblametal4

metal4metal3metal3metal2

metal2metal1

metal1

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum de Perfume Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/499023

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum de Perfume Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นอกจาก Barcelona จะเป็นเมืองของนักท่องเที่ยวสายกินแล้ว ที่นี่ยังเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชอบเครื่องหอมและน้ำหอมด้วย สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสายเครื่องหอมต้องไปให้ได้เมื่อมาถึงเมืองบาร์เซโลนา ศูนย์กลางวัฒนธรรมและแฟชั่นระดับโลกก็คือ มิวเซียมน้ำหอม หรือ Museum de Perfume มิวเซียมที่อยู่ห่างกับ El Nacionalเพียงแค่ 2 บล็อก และก่อตั้งขึ้นบนถนนPaseo de Gracia ใกล้ Casa Battaloที่ออกแบบโดย Antonio Gaudi ตั้งแต่ปี 1961 และเปิดทำการกลางปี 1963 นี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวและจัดแสดงวิวัฒนาการของขวดน้ำหอมทั่วโลกตั้งแต่อดีตกาล

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าประวัติของน้ำหอมเก่าแก่พอๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ น้ำหอมถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเชื่อว่า เกิดเมื่อมนุษย์ผู้หนึ่งต้องจุดไฟเพื่อให้ได้แสงสว่าง และไปจุดเอาไม้หอมที่มีกลิ่นจรุงใจจึงนำเสนอไม้หอมนั้นเพื่อบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนแสดงความนับถือ ประวัติศาสตร์การใช้น้ำหอมที่ได้รับการจารึกไว้ในบันทึกของชาวสุเมเรียนครั้งแรกพบในอารยธรรมเมโสโปเตเมียเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันหอมและน้ำหอม การใช้เครื่องหอมสำหรับชนชั้นสูงครั้งแรกพบในสุสานของพระนาง Schubab แห่ง Sumer ที่มีอายุ 3500 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ในบันทึกของ Gilgamesh ก็มีการกล่าวถึงเครื่องสำอางและน้ำหอมเช่นกัน

เรื่องราวของน้ำหอมที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกอารยะก็คือ อียิปต์ วิถีชีวิตของชาวอียิปต์นอกจากผูกพันกับพระเจ้ารวมทั้งฟาโรห์แล้ว ชีวิตของชาวอียิปต์ยังผูกพันกับแม่น้ำไนล์ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระซึ่งมีห้องปฏิบัติการเป็นของตัวเองจึงเป็นแหล่งผลิตน้ำหอมเพื่อใช้สักการะทวยเทพในเทศกาลต่างๆ ส่งผลให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวจากจารึกในกระดาษปาปิรุส หลังจากที่พระเข้าไปในโบสถ์เพื่อสักการะพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็จะประพรมตัวเองด้วยน้ำหอมเฉกเช่นเดียวกับฟาโรห์ เมื่อประชาชนส่วนหนึ่งมั่งคั่งขึ้น พวกเขาก็รับเอาวัฒนธรรมการใช้น้ำหอมจากพระและฟาโรห์มาด้วย

ในเยรูซาเรมนั้น ช่วงเวลาที่มีการใช้น้ำหอมมากที่สุดคือ ช่วงเวลาที่พระนางชีบาที่มาจากอียิปต์นำน้ำหอมเข้ามาในอาณาจักรพระเจ้าโซโลมอนจนทำให้ชาวเยรูซาเลมได้มีประสบการณ์กับการใช้น้ำหอมและเครื่องสำอาง นับจากนั้นมาน้ำหอมก็กลายเป็นของที่มีการกล่าวถึงทั่วไปในหน้าประวัติศาสตร์ จวบจนกระทั่งในประวัติศาสตร์กรีก เทพเจ้ากรีกแทบทุกองค์ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับน้ำหอมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพเจ้าหลายองค์ใน Olympus ก็สอนให้มนุษย์ทั้งชายหญิงรู้จักการใช้น้ำหอม สถานที่ผลิตน้ำหอมที่แท้จริงที่สำคัญแห่งหนึ่งก็คือเกาะ Crete และอาณานิคมที่รวมซีเรียและเกาะอื่นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน น้ำหอมจากแหล่งเหล่านี้เข้าสู่อุตสาหกรรมได้ผ่านทางเมืองต่างๆ ของประเทศกรีก แม้กรีกจะไม่ใช่ประเทศผลิตน้ำหอม แต่ชาวกรีกกลับทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมน้ำหอมผ่านการออกแบบภาชนะใส่น้ำหอม เป็น 7 แบบ เช่นรูปภูมิศาสตร์ สัตว์ ตัวละครในนิยายกรีกปรัมปรา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า อุตสาหกรรมน้ำหอมขึ้นที่ขีดสุดอีกครั้งในยุคเรอเนสซองส์ที่เมืองเวนิซและฟลอเรนซ์จากภาชนะใส่น้ำหอมในสมบัติของตระกูลเมดิซี่ เมื่อ Catherine de Midici ไปแต่งงานกับพระเจ้าเฮนรี่ที่สอง นางได้นำ Renato ผู้ผลิตน้ำหอมส่วนตัวจากฟลอเรนซ์ติดตัวไปปารีสด้วยจนทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองน้ำหอมจวบจนปัจจุบัน หลังจากน้ำหอมเดินทางถึงปารีส ชาวเมืองปารีสชั้นสูงซึ่งไม่นิยมอาบน้ำก็ชื่นชอบการใช้น้ำหอมมาก และได้กระจายสู่คหบดี ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ตลาดน้ำหอมหยุดชะงักลง แต่กิโยตินเครื่องตัดศีรษะนักโทษได้ทำให้กลิ่นน้ำหอมของชนชั้นสูงที่ถูกทำโทษกระจายสู่ชาวปารีสพื้นเมืองในที่สุด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมน้ำหอมจะได้ชื่นชมและศึกษาขวดน้ำหอมกว่า 5,000 ชิ้น ที่มีตั้งแต่สมัยอียิปต์ กรีก อีทรัสกันโรมัน อาหรับ เรื่อยมาจวบจนปัจจุบันตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมิวเซียมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของน้ำหอม ขวดน้ำหอมที่ผู้รักงานศิลปะได้คัดสรรชิ้นงานที่ถูกประดิดประดอยขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความหอม การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นแก้ว น้ำมัน กลิ่นตัวน้ำหอมและขวด โดยจัดเรียงลำดับตามเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และส่วนที่เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมน้ำหอมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงปัจจุบันโดยจัดเรียงตามยี่ห้อที่มิได้เรียงตามเวลาเฉกเช่นเดียวกับส่วนแรก

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercado de La Boqueria #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/497548

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercado de La Boqueria

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดถ่ายจากระยะไกล

นักท่องเที่ยวสายกินที่เดินทางมาบาร์เซโลนานอกจากจะต้องไปเยือน ElNacional แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ Mercado de La Boqueria ตลาดหลักบนถนน La Rambla ถนนช็อปปิ้งสายหลักของเมือง

ตลาดที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1217 ที่อยู่ใกล้กับประตูเมืองเก่าถือกำเนิดขึ้นจากพ่อค้าเนื้อ ในช่วงแรกตลาดแห่งนี้เป็นเพียงแค่ตลาดชั่วคราวที่ชาวนารอบเมืองบาร์เซโลนามาตั้งโต๊ะขายของ นับจากเดือนธันวาคม ปี 1470 ที่นี่ก็กลายเป็นตลาดขายหมูจึงถูกเรียกว่า Mercadi Bornet ในปี 1777 ส่วนที่เป็นกำแพงเก่าถูกรื้อเสีย ชาวบ้านจึงต้องย้ายสถานที่ขายของเข้ามายังทางเดิน ต่อมาในปี 1794 ตลาดถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Mercat de la Palla หรือตลาดฟางซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนขยายของ Plaza Neuva market ส่วน Boqueriaชื่อของตลาดในปัจจุบันนั้นก็มาจากการที่ตลาดขายเนื้อแพะด้วยนั่นเอง

Mercado de La Boqueria

ระหว่างปี 1797-1801 เทศบาลตัดสินใจสร้างตลาดบนถนนLa Rambla พ่อค้าเขียงหมูและพ่อค้าปลาจึงตัดสินใจย้ายมาในบริเวณระหว่างโบสถ์ Bethlehem และ Pla de la Boqueria เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่สี่เสด็จเยือนตลาดในปี 1802 เทศบาลจึงตัดสินใจย้ายโต๊ะขายของเข้าไปใน Sant Josep Convent เมื่อเทศบาลจัดตั้ง El Carme Convent ขึ้น ตลาดก็ถูกย้ายกลับมายังถนน La Rambla อีกครั้ง 19 มีนาคม 1840 เทศบาลตัดสินใจสร้างตลาดถาวรขึ้นภายใต้การออกแบบของ Mas Vila สถาปนิกชื่อดังสมัยนั้น แม้จะมีการแก้แบบหลายครั้งก็ตาม แต่ในที่สุดตลาดก็สามารถเปิดใช้งานได้ในปีเดียวกัน

ถึงกระนั้นก็ตาม กว่าที่ตลาดจะสามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ก็ปาเข้าไปปี 1853 โดยมีการเปิดส่วนตลาดปลาในปี 1911 อีก 2 ปีต่อมา เทศบาลตัดสินใจให้ Antoni de falguera สถาปนิกออกแบบส่วนทางเข้าใหม่โดยเฉพาะประตูโค้งด้านถนน La Rambla โดยใช้โลหะทำหลังคาให้คล้ายกับละครเวทีแทนที่ผ้าใบเฉกเช่นเดียวกับที่นักเดินเรือเคยใช้ซึ่งนักท่องเที่ยวยังคงพบเห็นในปัจจุบัน

ของในตลาด

ตลาดถูกใช้งานเรื่อยมาโดยไม่ได้รับการปรับปรุงใดๆ จวบจนปี 1985 รัฐบาลได้เสนอโครงการที่จะกำจัดตลาดออกไปเพื่อให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า แต่ในที่สุดในปี 1998 รัฐบาลภายใต้การดูแลของ LluisClotet และ Ignacio Paricioสองสถาปนิกชื่อดังชาวพื้นเมืองได้ทำการเปลี่ยนแปลงตลาดใหม่โดยไม่ได้ให้ตลาดอยู่ในตึก แต่ทำเสมือนหนึ่งตั้งอยู่กลางจัตุรัสมากกว่า เขาจึงรื้อหลังคาเดิมออกและสร้างหลังคาที่โปร่งแสงมากขึ้นเพื่อให้แสงส่องเข้าถึงตัวตลาดและทำการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น รวมทั้งจัดตำแหน่งส่วนขายปลาหรือตลาดสดใหม่ ส่วน Boqueria Classroom ถูกสร้างขึ้นในปี 2002 และสร้างโรงรถ โกดังเก็บของ ที่กำจัดขยะ รวมทั้งตกแต่งบริเวณทางเข้าใหม่ในอีก7 ปีต่อมา การเปิดทำการของระเบียงส่วนหลัง ส่วนต่อขยายอีก 1,000 ตารางเมตร โครงการ Placa de la Gardunyaและส่วนจอดรถยกของเพื่อขนย้ายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 นี่เอง

นักท่องเที่ยวสายกินที่มาเยือนตลาด Boqueria ไม่เพียงสามารถหาซื้ออาหารได้ทั้งคาวหวานรวมทั้งเครื่องดื่มสารพัดชนิดที่ดับร้อนแล้วยังสามารถสนุกสนานกับบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างไม่รู้เบื่อตั้งแต่หน้าประตูเลยทีเดียว แม้จะเก็บรูปสวยๆยากมากก็ตาม

ตลาดถ่ายจากด้านใน

ตลาดถ่ายจากด้านใน
บรรยากาศบน La Rambla

บรรยากาศบน La Rambla
งานของ Miro บน La Rambla

งานของ Miro บน La Rambla
ร้านค้า

ร้านค้า
ป้ายตลาด

ป้ายตลาด
ประติมากรรมบนตึกใน La Rambla

ประติมากรรมบนตึกใน La Rambla
ตึกสวยบน La Rambla

ตึกสวยบน La Rambla

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at Interwar Period in Modern Art Museum Olomouc #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/480797

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at Interwar Period in Modern Art Museum Olomouc

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่คุ้นชินกับประวัติศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะทราบดีว่า Interwar Period ก็คือช่วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1918 หรือการสิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึงกันยายน 1939 หรือก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้นแม้ช่วงเวลานี้จะเป็นเวลาแค่สั้นๆ 20 ปี แต่ก็เป็นเวลาที่มีความสำคัญยิ่งยวดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานั้นเริ่มมีการผลิตพลังงานจากปิโตรเลียมส่งผลให้เกิดโรงงานขึ้นเป็นจำนวนมากจนทำให้มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นมหาศาลในสหรัฐฯ และยุโรป แม้หลังจากนั้นโลกต้องเผชิญกับเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ แต่ความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในโลกประชาธิปไตยและการถือกำเนิดคอมมิวนิสต์ก็ส่งผลต่อการผลิตงานศิลป์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประวัติศาสตร์

ในช่วงแห่งความโกลาหลทางประวัติศาสตร์ แนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเด่นในยุโรปทั้งตะวันออก ตะวันตกและเหนือก็คือ Expressionismและ Symbolism Surrealism,Fauvism, Die Brucke, Der BlaueReiter ส่วนศิลปินก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่เริ่มสร้างงานตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกลุ่มที่ถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลุ่มแรกก็จะเริ่มสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางศิลปะที่นอกเหนือไปจาก Cubism,Expressionism และ Futurism เพราะพวกเขาเห็นว่าแนวทางศิลปะทั้งสามอย่างนี้มีหลักการมากเกินไป สำหรับศิลปินรุ่นใหม่นั้น ส่วนหนึ่งก็เห็นว่า ความก้าวหน้าอันเป็นผลมาจากการใช้เครื่องกลไม่เพียงเป็นตัวช่วย แต่กลับทำให้คนส่วนหนึ่งเป็นทาส และเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคม งานของศิลปินทั้งสองกลุ่มจึงสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกัน

ศิลปินสัญชาติเช็กในช่วงInterwar ที่มีชื่อเสียงที่สุดคงไม่มีใครเกิน Josef Capek ไม่เพียงเขาจะเป็นจิตรกร เขายังเป็นกวี นักเขียนและยังเป็นผู้ให้ความหมายของคำว่าหุ่นยนต์ด้วย เขาเกิดที่ Hrovoแคว้นโบฮีเมียซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตฮังกาเรียน ในช่วงต้นของการทำงานนั้น เขาสร้างงานแนว Cubism โดยใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างง่ายในการสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของท่าทางที่น่าค้นหา อีกทั้งยังชอบใช้สีที่แตกต่างในการสร้างความกดดันให้กับภาพ ยิ่งกว่านั้น เขายังชอบรังสรรค์งานที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองและภาพเหมือนของวัตถุทั่วไป เช่น Woman overthe City แม้งานชิ้นนี้จะไม่ได้มีลักษณะของการบิดเบี้ยวเฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism แต่งานชิ้นนี้ก็ยังมีลักษณะของความเป็นเหลี่ยมมุม และถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างน่าสนใจ ต่อมาเขาพัฒนางานให้มีความเรียบง่ายมากขึ้น อาทิ Phantoma ซึ่งมีลักษณะของงานที่มีความทันสมัยมากขึ้น

ไม่เพียงเขาจะมีผลงานทางด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นนักออกแบบงานพิมพ์โดยออกแบบปกหนังสืออีกกว่า 150 เล่ม และเสื้อผ้าสำหรับงานละครด้วย ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นนักเขียนที่มีฝีไม้ลายมืออย่างหาตัวจับได้ยาก ซ้ำยังเป็นผู้ที่ต่อต้านลัทธิ Fascist อย่างเหลือล้นจนทำให้เขาถูกจับและถูกส่งไปอยู่ในค่ายกักกันนานถึง 6 ปี ในช่วงเวลานั้น เขาได้เขียนบทกวีออกมามากมายที่กล่าวถึงความโหดร้ายของนาซี และความยากลำบากของผู้ถูกกักขัง ก่อนสงครามครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่นาน เขาถูกย้ายไปอยู่Bergen ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคไทฟอยด์ เป็นที่น่าเสียดายของชาวโลกที่เขาเสียชีวิตด้วยไทฟอยด์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่นาน

ไม่เพียง Museum of Modern Art Olomouc จะมีงานของ Josef Capek เท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินช่วง Interwar ให้ชมจนจุใจอีกหลายชิ้น อาทิ City and Aurel Bernath by Janos Schadl, City with Figure by Bela Kadar, Dance by Rafal Malczewski, Dance by Rafal Malczewski และPortrait of Architect by Ivan Cargo